Category: เศรษฐกิจ

  • น่านจัดใหญ่! มหกรรมอาหารวิถีถิ่น ชู ‘ยำไก่ใส่ปลี’ ซอฟต์พาวเวอร์เมืองน่าน | TOPNEWS

    น่านจัดใหญ่! มหกรรมอาหารวิถีถิ่น ชู ‘ยำไก่ใส่ปลี’ ซอฟต์พาวเวอร์เมืองน่าน | TOPNEWS

    น่าน-ดัน Soft Power อาหาร จัดมหกรรม “วิถีน่าน วิถีถิ่น วิถีไทย” ยกระดับเมืองเก่าสู่เศรษฐกิจจากอาหารพื้นถิ่นสู่เวทีเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ขับเคลื่อน Soft Power อาหาร ยกระดับเมืองเก่าสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ปี 2569

    จังหวัดน่านจัดงาน มหกรรมอาหาร “วิถีน่าน วิถีถิ่น วิถีไทย” ครั้งที่ 18 ประจำปี 2569 ณ ลานกิจกรรมห้างนราไฮเปอร์มาร์ท อำเภอเมืองน่าน ระหว่างวันที่ 1 – 5 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมี นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน การจัดงานในครั้งนี้ดำเนินการโดย ชมรมผู้ประกอบการค้าอาหารจังหวัดน่าน เพื่อขานรับนโยบายการส่งเสริม Soft Power ของประเทศไทย โดยเฉพาะด้าน อาหาร (Food) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไก 5F สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมทั้งยกระดับ “ทุนทางวัฒนธรรม” อันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดน่าน ให้กลายเป็นพลังเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์

    คณะผู้จัดงานได้พัฒนามหกรรมอาหารจากเวทีจำหน่ายอาหารทั่วไป สู่การเป็นพื้นที่แสดงศักยภาพ “น่าน…เมืองเก่าที่มีชีวิต” ผ่านรสชาติอาหารพื้นถิ่น เพื่อยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการร้านอาหารในจังหวัดน่าน ให้รองรับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ควบคู่กับการสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะอาหารอัตลักษณ์ของจังหวัด เช่น “ยำไก่ใส่ปลี” ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อันจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ตามแนวทางการพัฒนาเมืองน่านสู่ เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    สำหรับกิจกรรมภายในงานปีนี้ ได้รวบรวมของดีเมืองน่านและกิจกรรมบันเทิงอย่างครบครัน โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ การแข่งขันประกวดอาหารพื้นเมืองภูมิปัญญาท้องถิ่น “ยำไก่ใส่ปลี” เมนูเอกลักษณ์ของคนน่าน ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า
    รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมชุมชนบ้านพระเนตร ได้รับเงินรางวัล 3,000 บาท
    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมชุมชนบ้านมหาโพธิ์ ได้รับเงินรางวัล 2,500 บาท
    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีมชุมชนบ้านมณเฑียร ได้รับเงินรางวัล 2,000 บาท

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีร้านอาหารรสเลิศกว่า 40 บูธ การประกวด ธิดามหกรรมอาหาร จังหวัดน่าน ปี 2569 รวมถึงการแสดงดนตรีจาก มณฑลทหารบกที่ 38 การแสดงจากศิลปินตลก ศรีหลอด เชิญยิ้ม และการแสดงดนตรีจากศิลปินวง เดอะ เพอะ สร้างสีสันและบรรยากาศความคึกคักตลอดการจัดงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1476537&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W5ISe76MaD2Y2och0XlEL

  • โลกจับตา ‘อินเดีย’ ผงาดผู้นำพันธมิตรเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

    โลกจับตา ‘อินเดีย’ ผงาดผู้นำพันธมิตรเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

    โลกกำลังเบนเข็มการค้าไปยังตลาดอินเดีย โดยผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ว่า อินเดียหวน ‘กลับสู่ตำแหน่งผู้นำ’ พันธมิตรเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์ หลังปิดดีล FTA แห่งประวัติศาสตร์กับ EU ในรอบ 20 ปี และสหรัฐฯ ยื่นไพ่ยอมลดภาษี แลกอินเดียลดพึ่งน้ำมันรัสเซีย

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศบรรลุข้อตกลงการค้ากับอินเดีย ยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และหันมานำเข้าสินค้าเกษตร รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น

    ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมการที่สหรัฐฯ ปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียลงเหลือ 18% จากเดิมที่ 50% ภายหลังการเจรจาทวิภาคีที่ไม่ประสบความสำเร็จเมื่อปีที่ผ่านมา

    นักวิเคราะห์มองว่า ข้อตกลงนี้อาจช่วยคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และอินเดีย หลังจากอัตราภาษีนำเข้าที่สูงได้บั่นทอนความน่าดึงดูดนักลงทุนของอินเดียในฐานะศูนย์กลางการผลิต โดยเฉพาะสำหรับบริษัทที่ต้องการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ข้อตกลงใหม่นี้จึงอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยดึงอินเดียกลับมาอยู่ในวงพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ อีกครั้ง

    ด้านนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย โพสต์ข้อความผ่านสื่อออนไลน์ แสดงความ ‘ยินดี’ ต่อการลดภาษีนำเข้า แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงไม่ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่าอินเดียจะยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซียตามที่ทรัมป์กล่าวอ้างหรือไม่

    ทว่าโมดีระบุว่า “เมื่อสองเศรษฐกิจขนาดใหญ่และสองประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลกทำงานร่วมกัน ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนของเรา และเปิดโอกาสมหาศาลสำหรับความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน” พร้อมเสริมว่า “ความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีทรัมป์มีความสำคัญต่อสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของโลก”


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    ขณะที่ทรัมป์ระบุผ่านโพสต์ว่า สหรัฐฯ จะลดภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บจากอินเดีย และอินเดียจะ ‘ดำเนินการลดภาษีและอุปสรรคทางการค้า ที่ไม่ใช่ภาษีต่อสหรัฐอเมริกาให้เหลือศูนย์เช่นกัน’

    เขายังกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางยุติสงครามในยูเครน และอินเดียตกลงที่จะซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ รวมถึง ‘มีโอกาส’ ที่จะหันไปซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลาแทนรัสเซีย

    ทรัมป์ยังอ้างว่า โมดีจะเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ‘BUY AMERICAN’ อย่างมีนัยสำคัญ ครอบคลุมสินค้าในกลุ่มพลังงาน เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ถ่านหิน และสินค้าอื่น ๆ รวมมูลค่าสูงถึง 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    Eswar Prasad ศาสตราจารย์ด้านนโยบายการค้าจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ให้ความเห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยให้อินเดีย ‘กลับมาอยู่ในตำแหน่งผู้นำในฐานะพันธมิตรทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ’

    โดยเฉพาะหากสามารถสรุปข้อตกลงนี้ได้ก่อนความคืบหน้าของข้อตกลงล่าสุดระหว่างอินเดียกับสหภาพยุโรป นั้นเป็นเรื่อง ‘น่าทึ่ง’ ที่โมดีดูเหมือนจะพร้อมผ่อนคลายข้อจำกัดต่อการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ทั้งที่ภาคส่วนนี้มีความอ่อนไหวทางการเมืองในอินเดียอย่างมาก

    อย่างไรก็ตาม Prasad เตือนว่า แม้ข้อตกลงนี้จะช่วยเชื่อมสัมพันธ์สหรัฐฯ และอินเดียทั้งเชิงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ แต่ประเด็นด้านนโยบายการเข้าเมืองของสหรัฐฯ รวมถึงภาษีศุลกากรที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายระหว่างสองประเทศ

    ทั้งนี้ ทำเนียบขาวยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งยังต้องเจรจาในรายละเอียดอีกมาก และบางข้อตกลง เช่น กับเกาหลีใต้และสหภาพยุโรป ก็เผชิญอุปสรรคในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

    เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อินเดียเพิ่งประกาศบรรลุข้อตกลงการค้าที่รอคอยมานานกับสหภาพยุโรป ท่ามกลางความพยายามของทั้งสองฝ่ายในการกระจายตลาด อินเดียยังได้ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีกับสหราชอาณาจักรเมื่อปีที่แล้ว รวมถึงข้อตกลงกับโอมานและนิวซีแลนด์

    อย่างไรก็ดี การที่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลทรัมป์ได้ก่อนหน้านี้ สร้างความไม่พอใจให้กับอินเดีย ซึ่งถือว่าสหรัฐฯ เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด การเจรจาเมื่อปีที่แล้วเป็นไปอย่างยากลำบาก หลังทรัมป์เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าอินเดียในอัตราสูง และปรับขึ้นซ้ำ จนทำให้อินเดียต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่สูงที่สุดในบรรดาประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ

    ทรัมป์วิจารณ์อุปสรรคทางการค้าของอินเดียมาโดยตลอด โดยเฉพาะภาษีที่ทำให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์จากสหรัฐฯ มีราคาสูงเกินไปสำหรับตลาดอินเดีย ในวาระแรก เขาใช้เวลาหลายปีพยายามเจรจาข้อตกลงการค้ากับอินเดีย แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

    ภาพ: Andrew Harnik / Getty Images

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/india-trade-deals-global-leader/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JNZTQSTV6FocgEI5sPx_9

  • เงินบาทเปิด 31.45/46 แข็งค่าสอดคล้องภูมิภาค-รับราคาทองฟื้น คาดกรอบวันนี้ 31.30-31.55 : อินโฟเควสท์

    เงินบาทเปิด 31.45/46 แข็งค่าสอดคล้องภูมิภาค-รับราคาทองฟื้น คาดกรอบวันนี้ 31.30-31.55 : อินโฟเควสท์

    นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ 31.45/46 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าจาก ปิดตลาดช่วงเย็นวานนี้ที่ระดับ 31.62 บาท/ดอลลาร์

    เงินบาทเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค โดยเงินบาทแข็งค่าจากปัจจัยราคาทองเช้านี้ที่ปรับตัวขึ้นมา

    นักบริหารเงิน ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 31.30-31.55 บาท/ดอลลาร์

    สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตามวันนี้ คือ ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) เดือนธ.ค. ของสหรัฐฯ

    ปัจจัยสำคัญ

    • เงินเยน อยู่ที่ระดับ 155.52/53 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 154.78 เยน/ดอลลาร์
    • เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1809/1811 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 1.1860 ดอลลาร์/ยูโร
    • อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของ ธปท. อยู่ที่ระดับ 31.662 บาท/ดอลลาร์
    • ททท.เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เปิดตัวโครงการ “Tourism Product Highlight 2026” ตั้งเป้า ยกระดับรับเทรนด์โลก มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ ดันรายได้การท่องเที่ยวแตะ 3 ล้านล้านบาทในปี 2569
    • อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน ทั้งปี 68 มีมูลค่าการค้ารวม 1.93 ล้านล้านบาท ขยายตัว 6.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นการส่งออก 1.06 ล้านล้านบาท เพิ่ม 1.4% และการนำเข้า 874,525 ล้านบาท เพิ่ม 14% ไทยได้ดุลการค้าในปี 68 ทั้งสิ้น 188,579 ล้านบาท ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เติบโต มาจากการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สามปี 68 มี มูลค่ารวม 1.043 ล้านล้านบาท ขยายตัว 24.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์
    • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้เอฟเฟกต์เศรษฐกิจทรุด ฉุดสินเชื่อแบงก์ ปี 69 จ่อติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 หลังสินเชื่อ เอสเอ็มอีหด ตัวแรง ติดลบ 5 ปีติดต่อกัน ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง ชี้แบงก์เผชิญโจทย์ท้าทายจาก “หนี้เสีย” พุ่งต่อเนื่อง ด้าน “ทีทีบี” ชี้ยอด ขายรถจ่อต่ำสุดรอบ 3 ทศวรรษ
    • ทองคำปั่นป่วนหนักสมาคมฯ ประกาศราคาเปิดตลาดประจำวันช้ากว่าปกติ ปรับราคาซื้อขายห่างกัน 200 บาท ลดเสี่ยง ชี้ อาจต้องปรับเพิ่มอีก แนะยังไม่ต้องรีบซื้อควรใช้สติและหาโอกาส ส่วนบรรยากาศร้านทองคนแห่ซื้อเก็งกำไรแน่นร้าน จากทั้งวันราคาร่วง กว่า 3,500 บาท
    • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบน Truth Social เมื่อวานนี้ ประกาศว่า สหรัฐฯ และอินเดีย ได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าแล้ว โดยสหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากอินเดียในอัตรา 18% ลดลงจากเดิมที่ระดับ 25% ขณะที่อินเดียจะเก็บภาษีในอัตรา 0% ต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ
    • ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันจันทร์ (2 ก. พ.) ขานรับภาคการผลิตของสหรัฐฯ ที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง รวมทั้งข่าวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อเควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟด สืบต่อจากเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดคนปัจจุบัน
    • ดอลลาร์ยังได้แรงหนุนหลังจากปธน.ทรัมป์สร้างความประหลาดใจต่อตลาดการเงินทั่วโลกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ด้วยการ ประกาศเสนอชื่อเควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการเฟด ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟด สืบต่อจากเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดคนปัจจุบัน
    • สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงติดต่อกันเป็นวันที่สองในวันจันทร์ (2 ก.พ.) โดยตลาดถูกกดดันจากการที่ CME Group ประกาศเพิ่มเกณฑ์การวางเงินประกัน (Margin Requirement) สำหรับการซื้อขายสัญญาโลหะมีค่า รวมทั้งข่าวประธานาธิบดีโด นัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อเควิน วอร์ช ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่
    • ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ วันนี้ ได้แก่ ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) เดือนธ. ค.
    • สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) ออกแถลงการณ์ระบุว่า BLS จะไม่เผยแพร่รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร ประจำเดือนมกราคมตามกำหนดในวันศุกร์นี้ อันเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/565991&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jFfq4QeHqUO3hhaB2_r9s

  • สหรัฐฯ พร้อม ประกาศชื่อปธ.เฟดคนใหม่ จากปธน.ทรัมป์ – เศรษฐกิจไทย ปี69 ยังมีแนวโน้มชะลอตัว

    สหรัฐฯ พร้อม ประกาศชื่อปธ.เฟดคนใหม่ จากปธน.ทรัมป์ – เศรษฐกิจไทย ปี69 ยังมีแนวโน้มชะลอตัว

    วิจัยกรุงศรี เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ในสัปดาห์นี้ ว่า ในส่วนของเศรษฐกิจโลก สหรัฐฯ : เฟด ย้ำว่า ทิศทางดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่เข้ามาเป็นสำคัญ โดยในการประชุมวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา เฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% โดยชี้ว่าเศรษฐกิจยังโตดี ตลาดแรงงานทรงตัว ส่วนเงินเฟ้อยังค่อนข้างสูง 

    ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” เป็นว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ โดย วอร์ช มีแผนปรับเปลี่ยนระบบหรือ “regime change” และมีแผนจะลดงบดุลของเฟด

    อีกทั้งประเมินว่าการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพจะช่วยให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ 

    ทั้งนี้ ด้วยภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังเติบโตและเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมาย วิจัยกรุงศรีคาดว่าเฟดมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 1-2 ครั้งในปี 2569 

    นอกจากนี้ สำหรับประเด็นความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ผ่อนคลายลงหลังทรัมป์เปิดช่องเจรจาเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหาร แต่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงจากการเตรียมพร้อมกำลังทหารของทั้งสองฝ่าย

    จีน : กำไรภาคอุตสาหกรรมในปี 2568 พลิกกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ 0.6%  โดยได้แรงหนุนจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และการถลุงและแปรรูปโลหะที่ไม่ใช่เหล็ก ซึ่งขยายตัวสูง รวมถึงเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า และยานยนต์ ที่สามารถพลิกกลับมาเป็นบวก อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเกินกว่ากึ่งหนึ่งยังคงเผชิญกับกำไรที่หดตัว ความหวังสำคัญจึงอยู่ที่มาตรการควบคุมการแข่งขันทางด้านราคา และการบรรเทาปัญหาอุปทานส่วนเกิน ซึ่งต้องอาศัยเวลา และอาจสร้างแรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมในระยะสั้น

    ด้านไทย : เศรษฐกิจไทยฟื้นในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 แต่มีแนวโน้มชะลอลงในปีนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานเครื่องชี้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2568 ภาพรวมความต้องการทั้งในและต่างประเทศปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยการส่งออกสินค้าและรายรับภาคการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันการบริโภคภาคเอกชนได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์

    จากพัฒนาการเชิงบวกของเครื่องชี้เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน ทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค หลังจากไตรมาส 3 หดตัว (-0.6% QoQ) สอดคล้องกับมุมมองของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งประเมินว่า แรงส่งจากไตรมาสสุดท้ายจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจทั้งปี 2568 ขยายตัวที่ 2.2%  

    สำหรับปี 2569 วิจัยกรุงศรี ประเมินเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงที่ 1.8% ท่ามกลางช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ต่ำ ผลกระทบเต็มปีจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ รวมถึงข้อจำกัดของนโยบายการคลังและการเบิกจ่ายภาครัฐในช่วงรัฐบาลรักษาการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/267566&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2agxdXEof15G6JK6iw0xXC

  • เงินเดือนประธานเฟด ผู้กุมทิศทางการเงินโลก ได้รับค่าเหนื่อยเท่าไหร่?

    เงินเดือนประธานเฟด ผู้กุมทิศทางการเงินโลก ได้รับค่าเหนื่อยเท่าไหร่?

    ส่องเงินเดือนประธานเฟด ผู้กุมทิศทางการเงินโลก ได้รับเงินเดือนประจำปีอยู่ที่เท่าไหร่

    เว็บไซต์ investopedia รายงานว่า รัฐสภาสหรัฐ ในปี 2025 กำหนดเงินเดือนประจำปีของประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟดอยู่ที่ 250,600 ดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราว 7,892,647 บาท) ส่วนเงินเดือนประจำปีของผู้ว่าการเฟดคนอื่นๆ อยู่ที่ 225,700 ดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราว 7,108,421.50 บาท) โดยสมาชิกคณะกรรมการบริหารรวมถึงประธานเฟด จะต้องได้รับการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดีสหรัฐและได้รับการรับรองจากวุฒิสภา

    หน้าที่ของประธานเฟดคืออะไร?

    ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นหัวหน้าของระบบธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้บริหารสูงสุดของคณะกรรมการผู้ว่าการระบบธนาคารกลางสหรัฐ กฎหมายกำหนดให้ประธานต้องรายงานต่อรัฐสภาปีละสองครั้งเกี่ยวกับความคืบหน้าของนโยบายการเงินของเฟด

    นอกจากนี้ ประธานยังต้องให้การต่อรัฐสภาในประเด็นทางการเงินอื่นๆ อีกหลายเรื่องด้วย

    ประธานเฟดจะพบปะกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นครั้งคราว และจะพบปะกับเจ้าหน้าที่ด้านเศรษฐกิจและการเงินอื่นๆ เป็นประจำ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    การดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ

    ตามพระราชบัญญัติการธนาคารปี 1935 ให้อำนาจประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาในการแต่งตั้งสมาชิกเจ็ดคนของคณะกรรมการบริหารระบบธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve System)

    สมาชิกเหล่านี้ต้องได้รับการรับรองจากวุฒิสภา จากกลุ่มผู้ว่าการที่ได้รับการแต่งตั้งนั้น ประธานาธิบดีจะเสนอชื่อประธานและรองประธานซึ่งต้องได้รับการอนุมัติจากวุฒิสภาเช่นกัน

    ประธานเฟดต้องมีประสบการณ์อะไรบ้าง

    โดยทั่วไป ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐมักมีพื้นฐานด้านเศรษฐศาสตร์ แม้ว่าบุคคลที่ประธานาธิบดีเสนอชื่ออาจมีประสบการณ์ที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น พวกเขาอาจเคยทำงานด้านกฎหมาย การศึกษา ธุรกิจ การทหาร หรือดำรงตำแหน่งในหน่วยงานราชการ

    วาระการดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ

    สมาชิกทั้ง 7 คนของคณะกรรมการบริหารระบบธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve System) ดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 14 ปี โดยประธานและรองประธานจะได้รับการคัดเลือกจากบรรดาผู้ว่าการที่ดำรงตำแหน่งอยู่ และดำรงตำแหน่งผู้นำเหล่านั้นเป็นเวลา 4 ปีและสามารถได้รับการแต่งตั้งใหม่ได้อีกครั้งจนครบวาระ 14 ปี

    ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) เป็นหนึ่งในตำแหน่งทางการเมืองที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา และในระดับโลก เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ ระบบธนาคารของสหรัฐฯ จึงสามารถส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ รัฐสภาจึงมีอำนาจในการตรวจสอบการทำงานของประธานธนาคารกลางสหรัฐในเรื่องการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินและความมั่นคงของระบบการเงิน

    สิ่งที่เฟด หรือธนาคารกลางสหรัฐฯ ทำ

    ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve ) หรือที่เรียกกันว่า “ เฟด ” (Fed) เป็นธนาคารกลางของประเทศสหรัฐอเมริกา หน้าที่หลักของเฟดคือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการจ้างงานให้สูงสุด โดยการดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมอัตราดอกเบี้ยระยะยาวและปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ

    ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก่อตั้งขึ้นโดยรัฐสภาในปี ค.ศ. 1913 หลังจากประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน ลงนามในพระราชบัญญัติธนาคารกลางสหรัฐ

    เหตุผลหลักในการก่อตั้งเฟดก็เพื่อให้ประเทศมีระบบการเงินที่ปลอดภัย มั่นคง และยืดหยุ่นมากขึ้น หมวดหมู่หลักของความรับผิดชอบของเฟด ได้แก่:

    • การปรับนโยบายการเงินของอเมริกาไปในทิศทางที่เอื้ออำนวย โดยการควบคุมสภาวะทางการเงินและสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เพื่อให้เกิดการจ้างงานสูงสุดและรักษาเสถียรภาพราคา
    • การควบคุมความเสี่ยงเชิงระบบภายในระบบการเงิน
    • ให้บริการทางการเงินบางประเภทแก่สถาบันการเงินและธนาคารของสหรัฐอเมริกา
    • ดำเนินการและกำกับดูแลระบบการชำระเงิน FedNow ของประเทศ

    สมาชิกเฟดได้รับเงินเดือนเท่าไหร่?

    ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของพวกเขา ในปี 2025 ประธานได้รับเงินเดือน 250,600 ดอลลาร์ และกรรมการท่านอื่นๆ ได้รับเงินเดือน 225,700 ดอลลาร์

    เงินเดือนของประธานธนาคารกลางแต่ละแห่งแตกต่างกันไป เนื่องจากธนาคารกลางเหล่านี้ดำเนินงานในลักษณะเดียวกับบริษัทเอกชน

    ประธานเฟดสามารถถูกประธานาธิบดีปลดออกจากตำแหน่งได้หรือไม่?

    ประธานาธิบดีสามารถแต่งตั้งผู้แทนคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ได้ “ด้วยเหตุผลอันสมควร” ประธานธนาคารกลางสหรัฐก็เป็นผู้แทนคณะกรรมการเช่นกัน ดังนั้นในทางเทคนิคแล้ว ประธานจึงสามารถถูกแต่งตั้งผู้แทนได้ แต่จะต้องเสียตำแหน่งผู้แทนคณะกรรมการไป

    ใครเป็นผู้จ่ายเงินเดือนให้รัฐบาลกลาง?

    สมาชิกคณะกรรมการเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายบริหารและได้รับเงินเดือนจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดยใช้งบประมาณที่จัดสรรผ่านกระบวนการจัดทำงบประมาณ

    สรุปแล้ว

    ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นหนึ่งในตำแหน่งที่มีค่าตอบแทนสูงที่สุดในภาครัฐ เนื่องจากประธานมีหน้าที่รับผิดชอบและตรวจสอบการดำเนินงานประจำวันของเฟด นอกเหนือจากการเป็นสมาชิกของคณะกรรมการบริหารเฟดด้วย

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/947116/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25cJ0QkYvbAB0D8vi4QKAE

  • “พ.ต.อ.ทวี” ปลุกคน “สุไหงโก-ลก” เลือก “ประชาชาติ” กู้ซากเศรษฐกิจชายแดน

    “พ.ต.อ.ทวี” ปลุกคน “สุไหงโก-ลก” เลือก “ประชาชาติ” กู้ซากเศรษฐกิจชายแดน

    3 กุมภาพันธ์ 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายมูฮัมหมัดรุสดี เชคฮารูณ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชาติ เขต 2 หมายเลข 6 ลงพื้นที่ตลาดเช้าสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า ก่อนจะขึ้นรถแห่รณรงค์หาเสียงรอบเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก

    จากการลงพื้นที่สังเกตการณ์ของทีมข่าว พบว่าเสียงสะท้อนส่วนใหญ่จากคนในพื้นที่มุ่งเน้นไปที่ปัญหาปากท้องและวิกฤตเศรษฐกิจที่ซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด

    โดยเฉพาะประเด็นความกังวลต่อท่าทีของรัฐบาลมาเลเซียที่เตรียมพิจารณาสร้าง “กำแพงกั้นพรมแดน” ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหายาเสพติดที่แพร่ระบาดอย่างหนักในฝั่งไทย จนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้า-ออกของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจชาวมาเลเซีย

    ระหว่างการเดินพบปะประชาชน พ.ต.อ.ทวี ได้รับฟังปัญหาจากชาวบ้านโดยส่วนใหญ่ ระบุว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจในสุไหงโก-ลกอยู่ในสภาวะ “โศกเศร้า” และหากมาเลเซีย สร้างกำแพงกั้นพรมแดนจริง จะยิ่งทำให้เมืองชายแดนแห่งนี้ถูกตัดขาดและซบเซาลงยิ่งกว่าเดิม

    “ต่อไปคนมาเลย์จะไม่ได้มาแล้ว เพราะปัญหาบ้านเราเรื่องยาเสพติดมันเยอะ เราต้องช่วยกันทำไม่ให้มีผู้มีอิทธิพล” พ.ต.อ.ทวี กล่าวกับประชาชนพร้อมเน้นย้ำว่า พรรคประชาชาติต้องการเข้ามาแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง

    นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคประชาชาติยังได้ตั้งคำถามกับชาวบ้านว่า “จะทำอย่างไรให้โกลกกลับมาโดดเด่นเหมือนเดิม?” 

    ซึ่งชาวบ้านรายหนึ่งให้ความเห็นว่า จำเป็นต้องฟื้นฟูสถานบันเทิงและบรรยากาศการท่องเที่ยวให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังได้ร่วมโต๊ะพูดคุยกับคนขับรถตู้รับจ้างเส้นทางไทย-มาเลเซีย ระหว่างพักรับประทานอาหาร เพื่อสอบถามถึงปัญหาการทำงานและข้อจำกัดในการข้ามพรมแดน ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบขนส่งชายแดน

    ขณะที่บริเวณย่านการค้าที่มีชาวไทยเชื้อสายจีนขายของ และอาศัยอยู่ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีเสียงตะโกนให้กำลังใจ “ท่านทวีเลือกอยู่แล้ว” และ “เบอร์ 6 ขอให้ได้” ดังกึกก้องตลอดทาง 

    โดยพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนได้อวยพรให้พรรคประชาชาติสามารถกวาดที่นั่งในสภาได้ยกพรรค เพื่อเข้าไปเป็นตัวแทนในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบและเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

    การลงพื้นที่ของ พ.ต.อ.ทวี ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการช่วย นายมูฮัมหมัดรุสดี หาเสียงในเขต 2 เท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชาติที่พยายามชูจุดเด่นเรื่อง “ความเข้าใจพื้นที่” และการแก้ปัญหาที่ต้นตอ ทั้งเรื่องยาเสพติดและระเบียบการค้าชายแดน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378973045&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wM2M4ik_YYcZR9mrjjGf5

  • ไทยจาก ‘เสือเศรษฐกิจ’ สู่ ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ ท่ามกลางเครื่องยนต์หลักที่ดับสนิท

    ไทยจาก ‘เสือเศรษฐกิจ’ สู่ ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ ท่ามกลางเครื่องยนต์หลักที่ดับสนิท

    สำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า ประเทศไทยถูกขนานนามว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ผลลัพธ์จากการชะลอตัวอย่างรุนแรงในภาคการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของประชาชน และเสถียรภาพของประเทศ 

    สัญญาณอันตรายที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ การเติบโตต่ำ และโครงสร้างที่เสื่อมถอย เศรษฐกิจไทยซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ติดกับดักการเติบโตที่ระดับเพียง 2% ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้ในอดีตปี 2531 จะเคยเติบโตสูงถึง 13% แต่ปัจจุบันภาพความรุ่งเรืองนั้นกลายเป็นเพียงความทรงจำ โดยปัจจัยลบที่ถาโถมเข้ามาประกอบด้วย

    • สังคมสูงวัย: ประชากรลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยอัตราการเกิดในปี 2568 ต่ำสุดในรอบ 75 ปี 
    • หนี้ครัวเรือนพุ่ง: สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงเกือบ 90% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในเอเชีย 
    • ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง: การสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับคู่แข่งใหม่ 

    ไทยจาก 'เสือเศรษฐกิจ' สู่ 'คนป่วยแห่งเอเชีย' ท่ามกลางเครื่องยนต์หลักที่ดับสนิท

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า “ไทยเปลี่ยนจาก ‘เสื้อของเอเชีย’ มาเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ ภายในเวลาเพียง 10 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก” 

    ภาคการผลิต และยานยนต์: ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

    อุตสาหกรรมการผลิตไทยถูกกดดันจากสินค้าจีนราคาถูก และการแข่งขันที่รุนแรงจากเวียดนาม โดยเฉพาะ “อุตสาหกรรมยานยนต์” ที่เคยเป็นหัวใจหลัก เห็นได้จากการที่ Nissan, Honda และ Suzuki ปิดโรงงานหรือลดกำลังการผลิตลง 

    ไทยจาก 'เสือเศรษฐกิจ' สู่ 'คนป่วยแห่งเอเชีย' ท่ามกลางเครื่องยนต์หลักที่ดับสนิท

    • ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม: อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 
    • อัตราการใช้กำลังการผลิต: ลดลงต่ำกว่าระดับช่วงก่อนเกิดโรคระบาด 
    • ตลาดหุ้น: กลายเป็นตลาดที่ผลงานแย่ที่สุดในเอเชีย โดยในปี 2568 ลดลงถึง 10% ในสกุลเงินท้องถิ่น 

    การท่องเที่ยว: เครื่องยนต์ที่เริ่มสะดุด

    ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญอีกตัวกำลังเผชิญกับความยากลำบาก โดยในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.9 ล้านคน ลดลง 7% จากปีก่อนหน้า และยังไม่ฟื้นตัวเท่าระดับสูงสุดที่ 40 ล้านคนในปี 2562 ปัจจัยหลักมาจากความกังวลด้านความปลอดภัย และคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่างญี่ปุ่น และเวียดนาม 

    ไทยจาก 'เสือเศรษฐกิจ' สู่ 'คนป่วยแห่งเอเชีย' ท่ามกลางเครื่องยนต์หลักที่ดับสนิท

    นอกจากนี้ เสถียรภาพทางการเมืองที่เปราะบาง และการเปลี่ยนผู้นำบ่อยครั้งเป็นตัวฉุดรั้งการเบิกจ่ายงบประมาณ และการดำเนินโครงการสำคัญ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า “เราไม่มีเครื่องยนต์การเติบโตใหม่… นี่ไม่ใช่เรื่องของอุปสงค์ตามวัฏจักร แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องปฏิรูปอย่างจริงจัง” 

    อ้างอิง: Financial Times 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1219574&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09N4hX1YhUVD8tPutiAMOF

  • ​แบงก์ชาติอีสานชี้เศรษฐกิจ Q4/68 ฟื้นชั่วคราว เตือนปี 69 “น่าห่วง” หลังหมดแรงส่งมาตรการรัฐ

    ​แบงก์ชาติอีสานชี้เศรษฐกิจ Q4/68 ฟื้นชั่วคราว เตือนปี 69 “น่าห่วง” หลังหมดแรงส่งมาตรการรัฐ

    ภูมิภาค

    ​แบงก์ชาติอีสานชี้เศรษฐกิจ Q4/68 ฟื้นชั่วคราว เตือนปี 69 “น่าห่วง” หลังหมดแรงส่งมาตรการรัฐ

    วันอังคาร ที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.22 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สรุปภาวะเศรษฐกิจอีสานล่าสุด โตสั้นๆ แต่เปราะบาง Q4/68 คนใช้จ่ายเยอะขึ้นเพราะมาตรการรัฐ + เที่ยวปีใหม่ แต่เป็นแค่ช่วงสั้นๆ คนรากหญ้า ยังลำบาก ความเชื่อมั่นน้อยลงเรื่อยๆส่วนเกษตรกร  กระเป๋าแฟบ เพราะราคาผลผลิตตกต่ำและปริมาณลด ปี 69: แบงก์ชาติเตือน “น่าเป็นห่วง” เพราะแรงหนุนจากรัฐจะหมดลง แถมแรงงานลดลงทั้งในไร่นาและโรงงาน
       

    เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569  ห้องประชุมปัญญาวิจิตร ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท.สภอ.) ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นประธานจัดงานแถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินไตรมาส 4 ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 โดยมีคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ตลอดจนสื่อมวลชน ทุกแขนง ร่วมรับฟังดังกล่าว
       

    ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ออกเปิดเผยภาวะเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายปี 2568 ว่าแม้จะมีการขยายตัวจากการบริโภคและการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี แต่เป็นการขยายตัวเพียงชั่วคราวจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐเท่านั้น ขณะที่ความเชื่อมั่นกลุ่มรายได้น้อยยังดิ่งเหว และรายได้เกษตรกรหดตัวรุนแรง พร้อมเตือนปี 2569 เศรษฐกิจภูมิภาคส่อแวววิกฤตจากปัญหาเชิงโครงสร้างและตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง เจาะลึกเศรษฐกิจอีสาน: เมื่อ “ยาแรง” จากรัฐเริ่มหมดฤทธิ์ กับโจทย์ใหญ่รายได้เกษตรกรตกต่ำ


       

    จากรายงานล่าสุดของแบงก์ชาติอีสาน พบว่าภาพรวมเศรษฐกิจปี 2568 ปิดตัวลงด้วยภาวะชะลอตัว แม้ไตรมาส 4 จะเห็นตัวเลขขยับขึ้นจากการท่องเที่ยวและเงินอุดหนุนรัฐ แต่ปัจจัยพื้นฐานอย่าง “รายได้เกษตรกร” และ “ตลาดแรงงาน” กลับอยู่ในเกณฑ์ย่ำแย่ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานเริ่มส่งผลชัดเจนขึ้นต่อความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจปี 2569 เผชิญความท้าทายอย่างหนัก


       

    สรุปภาวะเศรษฐกิจอีสานล่าสุด โตสั้นๆ แต่เปราะบาง Q4/68 คนใช้จ่ายเยอะขึ้นเพราะมาตรการรัฐ + เที่ยวปีใหม่ แต่เป็นแค่ช่วงสั้นๆ คนรากหญ้า ยังลำบาก ความเชื่อมั่นน้อยลงเรื่อยๆส่วนเกษตรกร  กระเป๋าแฟบ เพราะราคาผลผลิตตกต่ำและปริมาณลด ปี 69: แบงก์ชาติเตือน “น่าเป็นห่วง” เพราะแรงหนุนจากรัฐจะหมดลง แถมแรงงานลดลงทั้งในไร่นาและโรงงาน.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/464779&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36WpTQUHy-w8qbJg6RzYMw

  • 3 พรรคการเมืองหลัก ประชันวิสัยทัศน์ ฟื้นอนาคตเศรษฐกิจประเทศ

    3 พรรคการเมืองหลัก ประชันวิสัยทัศน์ ฟื้นอนาคตเศรษฐกิจประเทศ

    3 พรรคการเมืองหลัก ประชันวิสัยทัศน์ ฟื้นอนาคตเศรษฐกิจประเทศ ร่วมกันจัดเวทีดีเบตประวัติศาสตร์ “ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ กู้ ไททานิก เศรษฐกิจไทย” เปิดพื้นที่ให้ 3 พรรคการเมืองใหญ่ ประชันวิสัยทัศน์โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง หาทางรอดให้ปากท้องคนไทย

    วันที่ 3 ก.พ. 2569 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ร่วมกับพันธมิตรสื่อมวลชนระดับประเทศ จัดเวทีดีเบตใหญ่ โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ภายใต้ชื่อ “ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ กู้ ไททานิก เศรษฐกิจไทย” โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองหลักที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์, ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคและทีมเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย และ ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน มาร่วมประชันวิสัยทัศน์ ตอบปมคำถามสุดหิน จาก 8 บรรณาธิการสื่อใหญ่ เพื่อแสดงถึงความพร้อมในการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ ณ ไทยพีบีเอส (ถ.วิภาวดีรังสิต)

    เวทีดีเบตครั้งนี้ นับเป็นเวทีดีเบตครั้งประวัติศาสตร์ที่เป็นการรวมตัวของบรรณาธิการสื่อระดับประเทศที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ได้แก่ สมปรารถนา คล้ายวิเชียร (มติชน), สมคิด พุทธศรี (The101.world), นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ (Today), นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ (The Standard), ณาตยา แวววีรคุปต์ (ไทยพีบีเอส), พุทธิฉัตร จินดาวงศ์ (ไทยรัฐออนไลน์), ฐปณีย์ เอียดศรีไชย (The Reporters) และ ปวัน สิริอิสสระนันท์ (PPTV) ที่จะมารับหน้าที่ตั้งคำถามเจาะลึกนโยบายเศรษฐกิจทุกมิติ ทั้งภาพใหญ่ระดับมหภาคเพื่อขับเคลื่อนจีดีพี และภาพย่อยระดับจุลภาคเพื่อแก้หนี้ครัวเรือน โดยมี กรุณา บัวคำศรี เป็นผู้ดำเนินรายการ

    เวทีนี้ยังเปิดให้ตัวแทนจากภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชน มาร่วมนำเสนอประเด็นปัญหาและตั้งคำถาม เพื่อสะท้อนมุมมองจากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งในด้านอุปสรรคทางการค้า การปรับตัวของธุรกิจรายย่อย และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับฐานราก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2911928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QCVU2i2iS92X3bEDnMU5c

  • เศรษฐกิจชะลอตัว ทำคนไทยอยากมีลูกน้อยลง แม้เป็นกลุ่มคนรวย

    เศรษฐกิจชะลอตัว ทำคนไทยอยากมีลูกน้อยลง แม้เป็นกลุ่มคนรวย

    “รถเข็นเด็ก” หนึ่งในสิ่งที่แม่ๆ ยอมลงทุนเพื่อลูก (Photo : Pixabay)

    ผกาวดี เกตุจรูญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายปฏิบัติการ บริษัท กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ จำกัด กล่าวว่า ตลาดรักษาผู้มีบุตรยาก มีมูลค่า 6,100 ล้านบาท เติบโตชะลอตัวที่ 3.8%

    ปัจจัยหลักมาจาก

    • ปัญหาเศรษฐกิจและกำลังซื้อคนไทยอ่อนแอลง ทำให้ชะลอแผนการมีลูก แม้กระทั่งกลุ่มผู้มีรายได้สูงก็ตาม
    • กลุ่มลูกค้าหลักอย่างตลาดจีนซบเซา ด้วยสภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงระยะหลังการรักษาผู้มีบุตรยากในจีนพัฒนาขึ้นมาก
    ผกาวดี เกตุจรูญ ประธานเจ้าหน้าที่สายปฏิบัติการ บริษัท กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ จำกัด

    อย่างไรก็ดี ปี 2569 ประเมินว่า ตลาดรักษาผู้มีบุตรยากมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น 10% จากเทรนด์คนไทยนิยมมีลูกช้าลง ทำให้บางส่วนต้องพึ่งพาเทคโนโลยี

    โดยเฉลี่ยผู้เข้าทำการรักษา มักมีอายุระหว่าง 30-40 ปี แต่ในอนาคตมองว่ากลุ่มทำ IVF จะขยับไปยังผู้มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปด้วย

    ขณะเดียวกัน ยังมีกลุ่มตลาดใหม่อย่าง ‘เวียดนาม’ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้สูง เริ่มนิยมเข้ามารักษาภาวะมีบุตรยากที่ไทย ด้วยไทยมีสถานพยาบาลและเทคโนโลยีทันสมัย แต่ราคาย่อมเยากว่าฝั่งยุโรปหรือสิงคโปร์ราว 70%

    ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ ปี 2569 ของกิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้’ คือ การมุ่งตีตลาดคนไทย ผ่านการทำแพ็กเกจราคาสมเหตุสมผล ทำให้คนสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น ควบคู่กับการขยายเครือข่ายพาร์ตเนอร์สถานพยาบาลในต่างจังหวัดเพิ่มเติม

    กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ นอร์ธปาร์ค คลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก

    รวมไปถึง การขยายสาขาเพิ่มเติม ล่าสุด ได้ใช้งบลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท เปิดตัว  “กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ นอร์ธปาร์ค” คลินิกเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ระดับเรือธงแห่งใหม่บนทำเลศักยภาพย่านวิภาวดี-หลักสี่ เป็นแห่งที่ 4

    จากก่อนหน้านี้มี 3 สาขา ได้แก่ กิฟท์ติด ไอ วี เอฟ อุดรธานี ตั้งอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี,กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ แบงค็อก ตั้งอยู่ย่านอโศก กทม. และ ศูนย์นครธน กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ เซนเตอร์ ร่วมมือกับกลุ่ม รพ.นครธน

    นอกจากนี้ ในอนาคตเตรียมขยายฐานลูกค้าในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ผ่านความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในต่างประเทศ

    “จากแผนการดำเนินงานทั้งหมดนี้ เราตั้งเป้าปี 2569 บริษัทฯ จะมีรายได้เติบโตราว 20%”

    ห้องแลปรักษาผู้มีบุตรยาก ในกิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ นอร์ธปาร์ค ตรงถนนวิภาวดีรังสิต

    อย่างไรก็ดี การที่ “คนไทยอยากมีลูกน้อยลง” ซ้ำเติมสถานการณ์อัตราเด็กเกิดใหม่ที่ปัจจุบันเข้าขั้นวิกฤตอยู่แล้ว

    สะท้อนจาก สถิติเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยปี 2568 (อ้างอิงจากกรมการปกครอง) พบว่า มีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน ต่ำสุดในรอบ 75 ปี และลดลงอย่างต่อเนื่องจากปี 2567 โดยอัตราการเจริญพันธุ์รวม (TFR) อยู่ที่เพียง 0.86 ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร 

    ที่น่าจับตามากสุด คือ ประเด็น “อัตราการตายมากกว่าอัตราเด็กเกิดใหม่”

    โดยจำนวนผู้เสียชีวิตในปี 2568 สูงถึง 559,684 คน ซึ่งมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ถึง 143,110 คน และเป็นแนวโน้ม “ตายมากกว่าเกิด” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

    “วิกฤตนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างประชากรไทย ทำให้ขาดแคลนแรงงาน และเพิ่มภาระด้านสวัสดิการในระยะยาว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1557867&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fIGRjzyKR85VNzYb0nTE1