Category: เศรษฐกิจ

  • แบงก์ชาติฯชี้เศรษฐกิจQ4/68ฟื้นชั่วคราว  ปี69น่าห่วง หลังหมดแรงส่งมาตรการรัฐ

    แบงก์ชาติฯชี้เศรษฐกิจQ4/68ฟื้นชั่วคราว ปี69น่าห่วง หลังหมดแรงส่งมาตรการรัฐ

    วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงาว่า ที่ห้องประชุมปัญญาวิจิตร ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท.สภอ.) ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นประธานจัดงานแถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินไตรมาส 4 ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 โดยมีคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ตลอดจนสื่อมวลชน ทุกแขนง ร่วมรับฟัง

    ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ออกเปิดเผยภาวะเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายปี 2568 ว่าแม้จะมีการขยายตัวจากการบริโภคและการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี แต่เป็นการขยายตัวเพียงชั่วคราวจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐเท่านั้น ขณะที่ความเชื่อมั่นกลุ่มรายได้น้อยยังดิ่งเหว และรายได้เกษตรกรหดตัวรุนแรง พร้อมเตือนปี 2569 เศรษฐกิจภูมิภาคส่อแวววิกฤตจากปัญหาเชิงโครงสร้างและตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง เจาะลึกเศรษฐกิจอีสาน: เมื่อ “ยาแรง” จากรัฐเริ่มหมดฤทธิ์ กับโจทย์ใหญ่รายได้เกษตรกรตกต่ำ

    รายงานล่าสุดของแบงก์ชาติอีสาน พบว่าภาพรวมเศรษฐกิจปี 2568 ปิดตัวลงด้วยภาวะชะลอตัว แม้ไตรมาส 4 จะเห็นตัวเลขขยับขึ้นจากการท่องเที่ยวและเงินอุดหนุนรัฐ แต่ปัจจัยพื้นฐานอย่าง “รายได้เกษตรกร” และ “ตลาดแรงงาน” กลับอยู่ในเกณฑ์ย่ำแย่ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานเริ่มส่งผลชัดเจนขึ้นต่อความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจปี 2569 เผชิญความท้าทายอย่างหนัก สรุปภาวะเศรษฐกิจอีสานล่าสุด โตสั้นๆ แต่เปราะบาง Q4/68 คนใช้จ่ายเยอะขึ้นเพราะมาตรการรัฐ + เที่ยวปีใหม่ แต่เป็นแค่ช่วงสั้นๆ คนรากหญ้า ยังลำบาก ความเชื่อมั่นน้อยลงเรื่อยๆ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/945163&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DSBnGaacStbh8Oc96RrMk

  • รัฐมนตรีเศรษฐกิจอินโดนีเซียเผยข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ได้ข้อสรุปแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการลงนาม

    รัฐมนตรีเศรษฐกิจอินโดนีเซียเผยข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ได้ข้อสรุปแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการลงนาม

    นาย Airlangga Hartarto รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า การเจรจาข้อตกลงภาษีกับสหรัฐอเมริกา Indonesia–U.S. Agreement on Reciprocal Tariffs (ART) ได้ข้อสรุปครบทุกประเด็นแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการลงนามโดยผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังต้องรอการจัดตารางเวลาให้ตรงกัน

    ภายหลังการกล่าวปาฐกถาในงาน Indonesia Economic Summit ที่กรุงจาการ์ตา นาย Airlangga ระบุว่า การเจรจาเรื่องภาษีแบบต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ได้เสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว และการจัดทำเอกสารทางกฎหมายของข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) คืบหน้าไปแล้วประมาณ ร้อยละ 90 อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถเปิดเผย รายละเอียดได้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล จนกว่าจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการ โดยข้อตกลงเบื้องต้นนี้ตกลงกันไว้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา

    อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่สามารถบรรลุกรอบข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้สำเร็จ ทำให้อัตราภาษีนำเข้าสินค้าอินโดนีเซียเข้าสหรัฐฯ ลดลงจาก ร้อยละ 32 เหลือ ร้อยละ 19 แต่เมื่อถูกถามว่าการลงนามจะเกิดขึ้นภายในเดือนนี้หรือไม่นาย Airlangga ตอบว่ายังต้องรอการจัดตารางเวลา แม้ว่าทั้งสองประเทศจะวางกรอบข้อตกลงไว้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่การลงนามถูกเลื่อนออกไปหลายครั้งตามข้อตกลง

    สินค้าส่วนใหญ่จากอินโดนีเซียจะถูกเก็บภาษี ร้อยละ 19 ในตลาดสหรัฐฯ ขณะที่อินโดนีเซียจะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ถึงร้อยละ 99 พร้อมให้เงื่อนไขพิเศษอื่น ๆ เดิมตั้งเป้าจะลงนามภายในเดือนตุลาคม แต่ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ปิดหน่วยงานรัฐเป็นเวลานาน ส่งผลให้การประชุมล่าช้า ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียมีข้อกังวลต่อ “เงื่อนไขพิเศษ” ที่กำหนดให้ต้องปรึกษาสหรัฐฯ ก่อนทำข้อตกลงการค้าดิจิทัลกับประเทศอื่น ๆ และต้องปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

    ในเดือนธันวาคม มีรายงานว่าสหรัฐฯ เริ่มไม่พอใจอินโดนีเซียที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงบางข้อ ทำให้ข้อตกลงเสี่ยงล้มเหลว แม้รัฐบาลอินโดนีเซียจะพยายามเร่งลงนาม แต่ก็ยังไม่สำเร็จ นาย Airlangga เดินทางไปวอชิงตันอีกครั้งในเดือนมกราคมเพื่อเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และยืนยันว่าทุกประเด็นได้ข้อยุติแล้ว แต่การลงนามยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากตารางงานของผู้นำทั้งสองประเทศไม่ตรงกัน โดยเฉพาะช่วงการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส

    อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าทั้งสองฝ่ายที่ระบุว่า ขณะนี้ข้อตกลงอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย และคาดว่าจะลงนามได้ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    ความคิดเห็นของสำนักงาน

    เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา อินโดนีเซียและสหรัฐอเมริกาได้บรรลุกรอบข้อตกลงเพื่อลดภาษีนำเข้าสินค้าอินโดนีเซียจากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 19 ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลงที่กำลังจะเกิดขึ้น สินค้าส่วนใหญ่จากอินโดนีเซียจะได้รับอัตราภาษีร้อยละ 19 ขณะที่อินโดนีเซียให้คำมั่นว่าจะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ถึงร้อยละ 99 พร้อมทั้งยอมรับเงื่อนไขผ่อนปรนที่สำคัญอื่น ๆ

    แม้ว่ารายละเอียดเฉพาะยังไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล แต่กระบวนการลงนามต้องเผชิญกับความล่าช้าหลายครั้ง เดิมทีมีเป้าหมายจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนตุลาคมถึงมกราคม แต่ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐของสหรัฐฯ และปัญหาในการประสานตารางเวลาของผู้นำทั้งสองประเทศ

    ล่าสุด Airlangga Hartarto ระบุว่า ความล่าช้าเกิดจากภารกิจระหว่างประเทศที่ซ้อนทับกันในช่วงการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส แม้จะเกิดความล่าช้า แต่เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายระบุว่า ข้อตกลงอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการจัดทำร่างกฎหมายแล้ว และคาดว่าจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    สำหรับประเทศไทย สินค้าไทยอาจได้รับผลกระทบจากการที่สินค้าจากอินโดนีเซียมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะหากข้อตกลงอัตราภาษีต่างตอบแทน (ART) ระหว่างอินโดนีเซียและสหรัฐอเมริกาเสร็จสิ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอินโดนีเซียจะอยู่ที่ร้อยละ 19 ขณะที่สินค้าไทยยังต้องเผชิญกับอัตราภาษีตามหลัก MFN ร่วมกับ ART ส่งผลให้สินค้าไทยมีภาระภาษีสูงกว่า

    สถานการณ์ดังกล่าวอาจกระตุ้นให้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ เปลี่ยนแหล่งจัดซื้อจากประเทศไทยไปสู่อินโดนีเซีย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ามาตรฐานที่อ่อนไหวต่อราคา เช่น เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้าอุตสาหกรรมพื้นฐาน

    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะแตกต่างกันไปตามแต่ละอุตสาหกรรม โดยประเทศไทยยังคงมีความได้เปรียบในกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น และมีแบรนด์เป็นที่ยอมรับ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารแปรรูป ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความน่าเชื่อถือของผู้ผลิต และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานมากกว่าความแตกต่างด้านอัตราภาษี

    โดยภาพรวม หากภาษีตอบโต้ถูกนำมาใช้กับสินค้าไทย ขณะที่สินค้าอินโดนีเซียได้รับการจำกัดเพดานภาษีภายใต้ ART อินโดนีเซียจะมีความได้เปรียบด้านต้นทุนในตลาดสหรัฐฯ อย่างชัดเจน ส่งผลให้ความเป็นไปได้ในการทดแทนแหล่งนำเข้าจากไทยไปสู่อินโดนีเซียเพิ่มสูงขึ้นในบางกลุ่มสินค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/czgls5i58qmr8dhdiz1lxl4k&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WahkPpf6oTdgblzsdOr5V

  • ไทยรุกคืบมาตรฐานโลก! อธิบดีกรมวิทย์ฯ โชว์วิสัยทัศน์บนเวที OECD ณ กรุงปารีส เร่งยกระดับความปลอดภัยเคมีภัณฑ์และชีววัตถุ หนุนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

    ไทยรุกคืบมาตรฐานโลก! อธิบดีกรมวิทย์ฯ โชว์วิสัยทัศน์บนเวที OECD ณ กรุงปารีส เร่งยกระดับความปลอดภัยเคมีภัณฑ์และชีววัตถุ หนุนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

    ไทยรุกคืบมาตรฐานโลก! อธิบดีกรมวิทย์ฯ โชว์วิสัยทัศน์บนเวที OECD ณ กรุงปารีส เร่งยกระดับความปลอดภัยเคมีภัณฑ์และชีววัตถุ หนุนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

    ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในฐานะตัวแทนประเทศไทย เดินหน้าภารกิจสำคัญระดับชาติในการประชุมคณะกรรมการเคมีภัณฑ์และเทคโนโลยีชีวภาพ (Chemicals and Biotechnology Committee – CBC) ครั้งที่ 8 ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ณ สำนักงานใหญ่ OECD Centre กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569

    ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้นำเสนอ “Thailand’s Progress and Commitment” ในช่วง Closed Session on Accession ต่อคณะกรรมการของประเทศสมาชิก OECD และ EU เพื่อแสดงให้เห็นถึงก้าวย่างที่สำคัญของประเทศไทยในการปฏิรูปกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยทางเคมีและชีวภาพให้สอดคล้องกับมาตรฐานสูงสุดของโลกตาม Roadmap การเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี

    ดร.นพ.สราวุฒิ เปิดเผยว่า “การร่วมประชุมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงความมุ่งมั่นของไทยในการเป็นสมาชิก OECD เท่านั้น แต่คือการนำองค์ความรู้ระดับโลกมาปรับใช้เพื่อปกป้องสุขภาพของคนไทย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พร้อมเป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงมาตรฐานสากลสู่การปฏิบัติจริง”

    ทำไมภารกิจนี้ถึงสำคัญกับคนไทย?

    การรุกคืบเข้าสู่มาตรฐาน OECD ภายใต้การนำของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในครั้งนี้ จะส่งผลบวกต่อประเทศใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 

    ความปลอดภัยของผู้บริโภค : สินค้าเคมีภัณฑ์ ยา เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ยาสัตว์ สารกำจัดศัตรูพืช สารเติมแต่งในอาหารคน อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ ในไทย จะถูกตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว

    เศรษฐกิจและการค้า : ลดอุปสรรคทางการค้า (Non-tariff barriers) ทำให้ผู้ประกอบการไทยส่งออกสินค้าไปยังกลุ่มประเทศ OECD ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นจากการยอมรับข้อมูลผลทดสอบร่วมกัน (MAD)

    นวัตกรรมและวิชาการ : ไทยจะได้เข้าถึงเครือข่ายข้อมูลและเทคโนโลยีการทดสอบที่ทันสมัยที่สุด ลดการซ้ำซ้อนในการวิจัยและประหยัดงบประมาณภาครัฐในระยะยาว
    การนำเสนอในครั้งนี้ได้รับความสนใจและคำชื่นชมจากสมาชิก OECD อย่างมาก ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนว่าประเทศไทยมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการก้าวสู่การเป็นสมาชิกครอบครัว OECD อย่างสง่างาม
     

    View 48    04/02/2569   ข่าวในรั้ว สธ.    กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr.moph.go.th/online/index/news/335636&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04t-V0M6s-XSu7klskc4HI

  • กกร. หวังรัฐบาลใหม่ตั้ง ครม. มืออาชีพ เดินหน้าแก้หนี้-รุกลงทุน ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 69

    กกร. หวังรัฐบาลใหม่ตั้ง ครม. มืออาชีพ เดินหน้าแก้หนี้-รุกลงทุน ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 69

    กกร. ห่วงเศรษฐกิจปี 69 โตต่ำกว่า 2% หวังเลือกตั้งราบรื่น รัฐบาลใหม่เลือกรัฐมนตรีมีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่ง เร่งเดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือนไทย

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานที่ประชุม กกร. เผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. มีความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 69 ที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่า 2% และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการจัดทำประมาณรายจ่ายปี 2570 ที่อาจจะล่าช้า ซึ่งล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คาดการณ์การใช้จ่ายภาครัฐจะลดลงจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านการลงทุน ขณะที่ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ระบุว่า ณ วันที่ 31 ม.ค.69 มีการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว 1.76 แสนล้านบาท คิดเป็น 21.57% ต่ำกว่าเป้าหมายของเดือนม.ค. ซึ่งกำหนดไว้ที่ 26% สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ

    ขณะที่ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลกปี 69 อีกทั้งเหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ตลาดการเงิน โดยเฉพาะค่าเงินและราคาทองคำผันผวน โดยมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ในปีนี้ มีอีกอย่างน้อย 9 รายการสินค้าที่อยู่ในข่ายถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม โดยมีมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็น 63% ของมูลค่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ในปี 68 โดยเฉพาะ Semiconductor ที่ขยายตัวสูงถึง 53%

    นอกจากนี้ กกร. ยังกังวลต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ที่ส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับนโยบายประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งใช้งบประมาณสูงมาก มากกว่าการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงขาดนโยบายในการสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองควรตระหนักถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางนโยบายการคลัง จากระดับหนี้สาธารณะที่ปรับสูงขึ้น โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.09%  ต่อ GDP ซึ่งเข้าใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ต่อ GDP ทำให้การกำหนดนโยบายด้านการใช้จ่ายมีข้อจำกัดมากขึ้น

    ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุ หลังการเลือกตั้งแล้วเสร็จ ต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. รับรองผลซึ่งไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ เนื่องจากตอนนี้ก็มีปัญหาในหน้าสื่อเต็มไปหมด หากกรณีตรวจสอบสิทธิและคะแนนเสียงไม่ตรงกัน จนการเลือกตั้งเป็นโมฆะขึ้นมาจะทำอย่างไร แต่หากสามารถแก้ปัญหาได้ นับจากวันนี้ต้องตั้งคณะรัฐมนตรีให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งภาคเอกชนคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลใหม่นี้ จะสรรหารัฐมนตรีที่มีองค์ความรู้ เป็นผู้มีความสามารถเพียงพอในแต่ละด้านเพื่อดูแลแต่ละกระทรวงอย่างจริงจัง เพราะตอนนี้ไทยที่มีปัญหาจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ วิกฤตเศรษฐกิจ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันการค้าต่างๆ ทำให้ต้องมีมืออาชีพหรือคนทำงานเป็นจริงๆ เข้ามาทำงาน แต่หากจะจัดตั้งรัฐมนตรีตามโควต้า ปัญหาจะตามมาเยอะแน่นอน ทำงานกันไม่ได้ จึงเป็นสิ่งที่หวังว่าจะได้คนมีฝีมือจริงเข้ามาทำงาน เพราะตอนนี้มีงานรอให้ทำและแก้ไขไว้ทุกเรื่องแล้ว อะไรก็ตามที่แก้ได้ต้องเร่งทำ

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2912129&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WiSZ8kmEWULtZt2gpFapL

  • สถิติเลือกตั้งชี้หุ้นไทยขยับบวกสั้น เศรษฐกิจโตต่ำฉุดความหวัง

    สถิติเลือกตั้งชี้หุ้นไทยขยับบวกสั้น เศรษฐกิจโตต่ำฉุดความหวัง

    การลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงเดือนกุมภาพันธ์ อยู่ภายใต้ปัจจัยสำคัญทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าพรรคการเมืองใดจะจัดตั้งรัฐบาล ส่งผลให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับทิศทางตลาดในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง

    รวมถึงผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ในขณะที่ภาพเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดจากการเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำ หนี้ครัวเรือนที่สูง และความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่จำกัด

    ภายใต้บริบทดังกล่าว การประเมินตลาดหุ้นไทยจึงต้องพิจารณาทั้งปัจจัยเชิงสถิติ ภาวะเศรษฐกิจมหภาค และแนวโน้มผลประกอบการรายอุตสาหกรรมควบคู่กัน เพื่อให้เห็นภาพการลงทุนที่สอดคล้องกับสภาวะตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

    นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า ปัจจัยที่นักลงทุนจะมองในเดือน ก.พ. สำหรับในประเทศได้แก่การเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 8 ก.พ. ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพรรคการเมืองไหนจะได้เข้ามาบริหารประเทศ

    แต่หากดูสถิติจะพบว่าตลาดหุ้นไทยมักตอบรับเชิงบวกในช่วง 1 – 2 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้งก็มักจะเป็นบวก 1 – 2 สัปดาห์ แต่หลังจาก 1 เดือนไปแล้งนั้น ตลาดหุ้นไทยมักจะเริ่มปรับฐานเพราะ Price In ไปแล้ว

    ทั้งนี้ ตามสถิติแล้วอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงเลือกตั้งได้แก่ค้าปลีก หลังเลือกตั้ง 1 – 2 สัปดาห์มักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 4% แต่หากมีคำถามในใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยรวมไปถึงตลาดหุ้นไทยกลับมาแข็งแกร่งได้เลยหรือไม่มองว่าอาจจะค่อนข้างเป็นไปได้ยาก

    เนื่องด้วยข้อจำกัดของประเทศไทยเอง อาทิ เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำอยู่แล้วหลายๆ สำนักคาดการณ์ว่าปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งหากมองลงไปในเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยหลายๆ เครื่องยนต์จะพบว่าเผชิญหลายปัญหา

    ไม่ว่าจะด้วยเรื่องของการบริโภคที่ขยายตัวต่ำเพราะปัญหาหนี้ครัวเรือน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาไทยลดลงสวนทางกับประเทศอื่นที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาครัฐก็มีความสามารถในการกระตุ้นที่จำกัดเนื่องด้วยภาระหนี้สินที่สูง

    สถิติการตอบรับตลาดหุ้นไทยในช่วงก่อน-หลัง การเลือกตั้ง

    หนี้ครัวเรือนไทยสูงกดดันการบริโภค

    การเติบโตเศรษฐกิจไทยต่ำสุดในภูมิภาค

    สำหรับตลาดหุ้นไทยในแง่ Valuation อาจจะไม่ได้แพงมากด้วยระดับ PBV ที่ซื้อขายเพียง 1.2 เท่า และหากมองเป็นเชิงสถิติก็จะอยู่ในช่วง -1.5SD แต่อย่างไรก็ดี ในปัจจัยพื้นฐานต้องยอมรับว่ายังไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไหร่นัก

    หากไปดูผลประกอบการที่รายงานออกมาในช่วงไตรมาส 4/2568 จะพบว่าอย่างกลุ่มธนาคารพาณิชย์กำไรส่วนใหญ่ลดลงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และเห็นผลกระทบจากดอกเบี้ยที่ปรับลงกดดันส่วนต่างดอกเบี้ย ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยแม้จะเห็นการขยายตัวแต่ไม่เพียงพอจะทำให้กำไรกลับมาขยายตัว

    เมื่อมองไปยังข้างหน้าหลายๆตัวที่คาดการณ์กำไรไตรมาส 4/2568 กลับพบว่ากำไรลดลงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เช่น HMPRO CPALL BJC และ DOHOME เมื่อการเติบโตไม่ได้เด่นมากความคาดหวังราคาจะปรับขึ้นแบบเร่งตัวก็เชื่อว่าเป็นไปได้ยาก

    นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยมีข้อดีก็คือกระแสเงินสดอิสระ Free cash Flow ค่อนข้างสูงเพราะรายจ่ายด้านลงทุนไม่ได้เพิ่มขึ้นมากทำให้เงินปันผลจ่ายค่อนข้างเด่น แม้ปัจจัยพื้นฐานอาจไม่ได้โดดเด่นแต่เห็นทิศทางอ่อนค่าของดอลลาร์จากความต้องการของทรัมป์ สวนทางกับตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งพร้อมกับดอกเบี้ยที่สูงกว่าหลายๆ ประเทศ

    ไทยกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งในช่วงวันที่ 8 ก.พ. สถิติที่ผ่านมาชี้ว่าหลังเลือกตั้งตลาดหุ้นมักตอบรับเชิงบวกด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 3 – 4% กลุ่มที่เด่นสุดจะได้แก่ค้าปลีกซึ่งก็จะสอดคล้องกับนโยบายแต่ละภาครัฐที่เน้นกระตุ้นการบริโภคและช่วงลงพื้นที่หาเสียงก็คาดว่าจะเห็นการบริโภคที่เร่งขึ้น

    แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ได้คาดหวังไปถึงขั้นว่ารัฐบาลชุดใหม่จะกระตุ้นจนเศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแกร่งด้วยหลายๆ ข้อจำกัดจากเศรษฐกิจไทยเอง กลยุทธ์หุ้นไทยควรเน้นที่มีการเติบโตเล็กน้อยประกอบกับราคาหุ้นไม่แพงและมีปันผล โดยหุ้น Top Pick ที่ทางฝ่ายเลือกได้แก่ KKP MTC CENTEL ITC และ HMPRO เป็นต้น

    เลือกตั้งหนุน SET บวกสั้น

    นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง เปิดมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงการเลือกตั้งว่า ระยะสั้นหลังเลือกตั้ง sentiment ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ upside กรอบบนอยู่ที่ระดับ 1,350 – 1,370 จุด นักลงทุนอาจยังเข้าโหมด Reality check รอประเมินการจัดตั้งรัฐบาล เสถียรภาพทางการเมือง และความสามารถในการเร่งผลักดันนโยบาย

    ขณะที่กำไรไตรมาส 1/2569 อาจยังฟื้นตัวช้า (คาดกำไรหลัก +1% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และ +5% จากไตรมาสก่อน) ภายใต้ช่วงสุญญากาศเชิงนโยบาย (policy gap) ไม่ว่าภายใต้การนำของพรรคใด ความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ คาดไม่สูงมาก จากเม็ดเงินกระตุ้นจำกัด งบลงทุนภาครัฐฯ ที่ลดลงจากปีก่อน และสถานะการคลังที่ตึงตัว ทำให้การกู้เพิ่มทำได้ยาก

    โดยแนวนโยบายหลักคาดเน้น 5 ด้าน ได้แก่

    1. กระตุ้นการบริโภค-ลดภาระค่าครองชีพ
    2. เร่งงบเบิกจ่ายลงทุนภาครัฐฯ
    3. ดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ FDI ต่อเนื่องผ่าน BOI Thailand FastPass
    4. กระตุ้นภาคการท่องเที่ยว
    5. มุ่งฟื้นตลาดหุ้นไทย

    แต่จากเม็ดเงินกระตุ้นเพียงราว 4 หมื่นล้านบาท คาดหนุน GDP ปี 2568 – 2569 เพียง 0.1 – 0.2% และหนุนกำไร SET ราว 0.4 – 0.8% ทำให้กรอบบนระยะสั้นประเมินที่ 1,350 – 1,370 จุด ดังกล่าว

    หากจัดตั้งรัฐบาลราบรื่น

    แม้ศักยภาพการกระตุ้นเศรษฐกิจจะยังจำกัด แต่หากความไม่แน่นอนทางการเมืองคลี่คลาย จะเป็นปัจจัยหนุนกระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ ‘หุ้นคุณค่า’ ในตลาดเกิดใหม่ (Valuation-driven rotation) รวมถึงตลาดหุ้นไทย

    ซึ่งปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีการซื้อขายที่ PER ต่ำกว่าตลาดโลก (MSCI ACWI) ถึง 37% และต่ำกว่าเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น (MSCI Asia ex Japan) ถึง 21% นับเป็นระดับถูกที่สุดในรอบ 16 ปี

    ในกรณีได้รัฐบาลภายในเดือนพฤษภาคม ยังคงเป้าหมาย SET ปี 2569 ที่ 1,440 จุด ขณะที่กรณีเลวร้าย หากการจัดตั้งล่าช้าไปราว 3 เดือน และได้รัฐบาลในไตรมาส 4/2569 ประเมิน SET target ลดลงเหลือ 1,350 จุด

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น แนะนำ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1. หุ้นคุณค่าคุณภาพสูง (Quality value) : ราคาต่ำมูลค่าในทุกมิติ (PER, PBV, EV/EBITDA), มีปันผลลดเสี่ยง (2026 Div yld > 3%), กำไรฟื้น-ไม่โดนหั่นประมาณการณ์แรง, ความผันผวนกำไรต่ำ-ROE ขาขึ้น ได้แก่ CPN, COM7, BH, OSP, CPALL
    2. หุ้นเป้าหมายนักลงทุนต่างชาติ (Foreign flow targets) : ที่เม็ดเงินมักไหลเข้าตลอดทั้ง 6 รอบระหว่างปี 2548 – 2568 เช่น PTT, SCC, ADVANC

    โดยสรุป ภาพการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงการเลือกตั้งสะท้อนแรงหนุนเชิงสถิติในระยะสั้น ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังเผชิญข้อจำกัดจากการเติบโตที่ไม่สูง ภาวะหนี้ครัวเรือน และทิศทางกำไรของหลายอุตสาหกรรม

    แม้ระดับมูลค่าตลาดโดยรวมจะอยู่ในช่วงไม่สูงเมื่อเทียบเชิงสถิติ และบางกลุ่มมีจุดเด่นด้านกระแสเงินสดและเงินปันผล แต่การเคลื่อนไหวของตลาดในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนทางการเมือง ทิศทางเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อประกอบการตัดสินใจในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/650617&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Rp3ijiXNsxXcFYqpDEIQB

  • สิ้นลายเสือตัวที่ 5 สื่อต่างชาติวิเคราะห์ เศรษฐกิจไทยวิกฤต กลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” โดนเพื่อนบ้านแซงยับ

    สิ้นลายเสือตัวที่ 5 สื่อต่างชาติวิเคราะห์ เศรษฐกิจไทยวิกฤต กลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” โดนเพื่อนบ้านแซงยับ

    ภาพแสดงการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยที่ถูกเปรียบเทียบเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย

    นักวิเคราะห์ต่างประเทศรุมสแกนวิกฤตเศรษฐกิจประเทศไทย ปี 2569 เผชิญภาวะโตช้ากว่าเพื่อนบ้านอาเซียน 2 เท่า พบปัจจัยลบสังคมสูงวัยและหนี้ครัวเรือนฉุดรั้งเครื่องยนต์เศรษฐกิจจนฝืดเคือง เร่งหาทางออกก่อนถูกทิ้งห่างถาวร

    จากเสือเศรษฐกิจสู่คนป่วยแห่งเอเชีย บทวิเคราะห์จากสื่อต่างประเทศที่บาดลึกถึง สาเหตุที่ไทยกำลังถูกเพื่อนบ้านทิ้งห่าง ย้อนกลับไปในอดีต ทั่วโลกต่างเคยจับจ้องมาที่ประเทศไทยด้วยสายตาชื่นชมในฐานะว่าที่เสือตัวที่ 5 และดินแดนแห่งความมหัศจรรย์ของเอเชีย โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตต้มยำกุ้งและกลับมาผงาดได้อย่างสง่างามในฐานะฐานการผลิตสำคัญและจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก

    ภาพตัดมาที่ปัจจุบัน สื่อและนักวิเคราะห์ต่างชาติกลับเริ่มนิยามสถานะใหม่ให้ไทยด้วยถ้อยคำที่ฟังดูเจ็บปวดอย่าง คนป่วยแห่งเอเชีย (How Thailand became the sick man of Asia) ซึ่งสะท้อนความจริงอันโหดร้ายว่าประเทศไทยกำลังติดหล่มและย่ำอยู่กับที่ ในขณะที่เพื่อนบ้านรายล้อมอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ กำลังเร่งฝีเท้าแซงหน้าไปไกลจนแทบไม่เห็นฝุ่น

    สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันเปรียบเสมือนภาพของคนที่กำลังคลาน ในขณะที่เพื่อนบ้านกำลังออกวิ่ง ขณะที่เวียดนามและมาเลเซียต่างโชว์ตัวเลขจีดีพีที่เติบโตทะลุร้อยละ 5 ต่อปี ไทยกลับต้องออกแรงอย่างหนักเพียงเพื่อจะขยับตัวเลขให้ได้ถึงครึ่งหนึ่งของสถิติดังกล่าว เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่เคยร้อนแรงเริ่มดับลง

    ภาคการผลิตเริ่มฝืดเคืองและการลงทุนชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด เนื่องด้วยบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ต่างเริ่มมองหาฐานการผลิตใหม่ที่ให้ความรู้สึกสดใหม่และคุ้มค่ากว่า ส่วนภาคการท่องเที่ยวที่เคยเป็นพระเอกขี่ม้าขาวก็ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

    แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มกลับมา แต่ยอดการจับจ่ายต่อหัวกลับลดลง ส่งผลให้ธุรกิจจำนวนมากยังคงเดินเครื่องได้ไม่เต็มกำลัง เสมือนคนป่วยที่เพิ่งฟื้นไข้แต่ยังไร้เรี่ยวแรงจะกลับไปทำงานหนัก

    ปัจจัยฉุดรั้งที่สำคัญที่สุดในสายตาชาวโลกคือความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่เปรียบเสมือนภาพลวงตาอันไร้ทิศทาง วงจรอุบาทว์ของการรัฐประหาร การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่เปราะบาง และผลลัพธ์ของการเลือกตั้งที่ดูเหมือนจะไม่มีทางออกที่แท้จริง ทำให้การวางแผนพัฒนาประเทศในระยะยาวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

    นอกจากนี้ กฎหมายที่ล้าหลังยังเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญ นักลงทุนต่างหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงนโยบายแบบปุบปับ ขณะที่การปฏิรูปโครงสร้างภาษี ระบบการศึกษา หรือกฎหมายแรงงานไม่เคยเกิดขึ้นจริง เพราะผู้มีอำนาจมัวแต่สาละวนอยู่กับหล่มความขัดแย้งทางการเมือง

    อีกหนึ่งระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลังคือโครงสร้างประชากร ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วกว่าประเทศใดในย่านนี้ อัตราการเกิดที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินส่งผลให้ประชากรวัยแรงงานกำลังหดหายไปอย่างน่าใจหาย สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือไทยกำลังเผชิญสภาวะแก่ก่อนรวย ซึ่งต่างจากญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ที่สะสมความมั่งคั่งจนรวยแล้วค่อยแก่

    นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง

    ระเบิดเวลาลูกใหญ่ทำไทย “เดินกะเผลก” ขณะที่เวียดนามวิ่งติดเทอร์โบ

    ประเทศไทยไม่มีเงินทุนสำรองมหาศาลที่จะมาโอบอุ้มระบบบำนาญหรือสาธารณสุขได้ขนาดนั้น และเมื่อคนทำงานน้อยลง เสน่ห์ในการดึงดูดฐานการผลิตขนาดใหญ่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็ลดฮวบลงตามไปด้วย

    ปัญหาเชิงโครงสร้างยังลุกลามไปถึงภาคการศึกษาและตลาดแรงงาน เรากำลังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษาผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานมหาศาล แต่ภาคเอกชนกลับสะท้อนว่าหาคนทำงานไม่ได้ เพราะทักษะของบัณฑิตไม่ตรงกับความต้องการ

    โดยเฉพาะในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่โลกกำลังโหยหา ในขณะที่ไทยยังคงย่ำอยู่กับที่ เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามกลับทุ่มงบประมาณสร้างศูนย์กลางเทคโนโลยีและดึงดูดการลงทุนระดับไฮเทค จนกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่ก้าวขึ้นมาแทนที่ไทยในเวทีโลก

    ซ้ำร้าย สถานการณ์ภายในประเทศยังถูกกดทับด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเหลื่อมล้ำ คนไทยแบกรับภาระหนี้สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชีย ทำให้เศรษฐกิจเปราะบางอย่างมากเมื่อต้องเผชิญกับดอกเบี้ยขาขึ้นหรือวิกฤตเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ความเจริญยังคงกระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวหลัก

    ส่วนต่างจังหวัดยังคงขาดโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร ทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำยิ่งถ่างกว้างขึ้น นำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองที่วนเวียนไม่จบสิ้น

    บทสรุปจากสื่อต่างชาตินั้นทิ้งท้ายไว้อย่างน่าขบคิดว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากร หากแต่ขาดความสามารถในการปรับตัว แม้ไทยจะยังมีแต้มต่อในเรื่องที่ตั้งยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่ดี และวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง แต่หากยังไม่รีบดำเนินการผ่าตัดโครงสร้างครั้งใหญ่

    ทั้งในเรื่องการศึกษา กฎหมายแรงงาน และการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ฉายาคนป่วยแห่งเอเชียอาจไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรยชั่วคราว แต่จะกลายเป็นสถานะถาวรของประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเกือบจะไปถึงดวงดาวในฐานะเสือเศรษฐกิจของเอเชีย

    อ่านข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

    อ้างอิงข้อมูลจาก: Vocal.media, Financial Times

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Thosapol

    Thosapol

    นักเขียนบทความที่ Thaiger จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เชี่ยวชาญเรื่องบทความท่องเที่ยว บันเทิง ไลฟ์สไตล์ ผ่านการค้นหาข้อมูลโดยละเอียดพร้อมด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเอง งานอดิเรกมีความสนใจในกระแสข่าวรอบตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สังคม การเมือง และที่สำคัญคือเป็นทาสแมวร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ช่องทางติดต่อ thospol@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1526041/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lFtjU83qZzVo5DFRxaj-v

  • เมื่อพลังงานสะอาดไม่ใช่ต้นทุน แต่คือแต้มต่อทางเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เมื่อพลังงานสะอาดไม่ใช่ต้นทุน แต่คือแต้มต่อทางเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    อธิป ตันติวรวงศ์กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด มองว่า หัวใจของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในยุคนี้ ไม่ได้อยู่ที่การทำให้เขียวที่สุด แต่อยู่ที่การทำให้เขียวแล้วสามารถแข่งขันและเติบโตต่อได้จริง

    กรีนยังไงให้กรีนแล้วแข่งขันได้ด้วย อันนี้ผมว่ามันคือคีย์

    อธิปอธิบายว่า หากมองในระดับโลก จะเห็นชัดว่าโครงสร้างการผลิตไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนเร็วมาก ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีพลังงานสะอาด โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงานจากจีน มีราคาลดลงต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ทั่วโลกเติบโตถึง 30% ขณะที่พลังงานลมเติบโต 7% ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นเพียง 3.3% ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าโลกกำลังเดินออกจากพลังงานแบบเดิม และขยับเข้าสู่พลังงานหมุนเวียน

    โซลาร์-แบตเตอรี่ คือคำตอบทางธุรกิจ

    หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดเร็วขึ้น คือความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะโซลาร์ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งแรงหนุนจากนโยบายอีกต่อไป

    โซลาร์มันคุ้มทุนด้วยตัวของมันเองแล้ว ไม่ต้องมีนโยบายอะไรมันก็เติบโตได้ เพราะมันไดรฟ์โดยทางด้านเศรษฐศาสตร์

    อีกจุดเปลี่ยนที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ ภายในปี 2026 ราคาแบตเตอรี่จะลดลงมาอยู่ราว 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานขยายตัวอย่างรวดเร็ว และช่วยแก้ข้อจำกัดของโซลาร์ในเรื่องการผลิตไฟฟ้าที่ไม่สม่ำเสมอ

    “ความร้อน” ดันความต้องการไฟฟ้าโลกพุ่ง

    ขณะเดียวกัน ภาวะโลกร้อนก็กลายเป็นตัวเร่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ช่วงสามปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยภูมิภาคเอเชียมีอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่าเฉลี่ยโลกถึงสองเท่า และประเทศไทยติดอันดับหนึ่งในสิบประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงที่สุด ความร้อนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะสิ่งแวดล้อม แต่ยังผลักดันความต้องการใช้ไฟฟ้าให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน

    อธิปชี้ว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันมาจาก 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ 1. ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมาก 2. ยานยนต์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานของทั้งระบบ และ 3. ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อความเย็นที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่ร้อนจัดขึ้นทุกปี

    “กรีนอย่างพอดี” ทริกอยู่รอดของผู้ประกอบการ

    จากภาพรวมทั้งหมดนี้ การลงทุนด้านพลังงานสะอาดไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระต้นทุน แต่คือการลงทุนเพื่อความอยู่รอดและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    ปัจจุบัน 55% เป็นเทคโนโลยีที่ผู้ประกอบการสามารถลงทุนและสร้างการแข่งขันให้กับองค์กรได้แล้วเหมือนคุณลงทุนวันนี้แล้วคอร์สคุณลดทันที อธิปย้ำ

    แนวคิดที่มองว่า ความเขียวคือความได้เปรียบในการแข่งขัน หรือ “Green is Competitive” จึงถือเป็นกรอบที่ช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างเป็นระบบ ว่าเทคโนโลยีสีเขียวแบบไหนควรทำก่อน แบบไหนควรรอ และแบบไหนยังไม่เหมาะกับบริบทของธุรกิจในวันนี้ เมื่อมองผ่านกรอบคิดดังกล่าว เทคโนโลยีสีเขียวในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มที่ลงทุนแล้วคุ้มทุนทันที กลุ่มที่ต้องลงทุนเพิ่มเล็กน้อยเพื่อรักษาตลาด ไปจนถึงกลุ่มที่ยังไม่คุ้มค่าในเชิงธุรกิจ เช่น เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน (Carbon Capture and Storage) ที่ยังต้องอาศัยนวัตกรรมและการสนับสนุนเชิงนโยบายเพิ่มเติม

    อธิปย้ำว่าความท้าทายของผู้ประกอบ การ คือการเลือกจังหวะและระดับการลงทุนให้เหมาะสม

    ถ้าเราค่อย ๆ กรีนมันจะไม่ได้แพงมาก แต่ถ้าคุณต้องการกรีน 100% ตั้งแต่วันแรก คุณอาจจะต้องลงทุนเยอะจนเกินไป พอยต์ที่สำคัญคือ ต้องหาจุดกลมกล่อมระหว่างกรีนกับสร้างการแข่งขันให้ได้

    เหตุผลที่การเลือกจังหวะและระดับการลงทุนกลายเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นในวันนี้ ไม่ได้มาจากต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงกดดันภายนอกที่กำลังค่อย ๆ ปิดพื้นที่การตัดสินใจของผู้ประกอบการลงเรื่อย ๆ

    แรงกดดันจากกติกาโลกใหม่กำลังทำให้ผู้ประกอบ การมีเวลาปรับตัวน้อยลง เมื่อทั้งมาตรการการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) รวมถึงมาตรฐานทางการ เงินระดับโลกอย่าง “PCAF” (Partnership for Carbon Accounting Financials) เริ่มถูกใช้เป็นเงื่อนไขทางธุรกิจ

    ถ้าคุณเลือกเทคโนโลยีที่กรีนด้วย คุณก็สามารถเตรียมพร้อมในการเข้าตลาด เพราะถ้าคุณรอจนถึงวันที่เขามา Enforce หรือบังคับแล้วมันไม่ทันแล้ว

    รู้ตัวก่อน ปรับเกมได้ก่อน

    อธิปมองว่าจุดเริ่มต้นที่ควรให้ความสำคัญที่สุดคือการรู้สถานะของตัวเอง ผ่านการตรวจวัดคาร์บอน

    การตรวจวัดคาร์บอน เป็นจุดสำคัญจุดแรกให้เขารู้ตัวว่าเขาต้องพัฒนายังไง เหมือนเราไปตรวจเลือดใช่ไหมครับ รู้แล้วเฮ้ยไขมันสูง ต้องไปวิ่งสักหน่อยแล้ว

    เมื่อมีข้อมูลชัด การสร้างภาพลักษณ์สีเขียวเกินจริงก็ทำได้ยากขึ้น

    พอมีการตรวจวัดแล้ว คุณจะมาฟอกเขียวได้ยากละ เพราะมันเห็นอยู่ว่าคุณปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่

    บทบาทของ อินโนพาวเวอร์ จึงไม่ใช่แค่ผู้ให้เทคโนโลยี แต่เป็นผู้ช่วยวางเส้นทางการเปลี่ยนผ่านให้ธุรกิจเดินได้จริง ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ กาญจนบุรีโมเดลการนำรถบัสไฟฟ้าเข้ามายกระดับเมืองท่องเที่ยว

    โจทย์คือทำยังไงให้กาญจนบุรีกลายเป็นหมุดหมายของการท่องเที่ยวสีเขียว เพราะในอนาคตสหภาพยุโรปมีแนวโน้มจะออกมาตรการหรือแรงจูงใจให้คนเลือกเดินทางไปยังจุดหมายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาก กว่าที่อื่น

    ในอุตสาหกรรมใหม่อย่างดาต้าเซ็นเตอร์ อธิปมองว่าไทยกำลังได้เปรียบเชิงโครงสร้าง

    มาเลเซียเริ่มมีข้อจำกัดด้านน้ำ ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์หลาย ๆ แห่งเริ่มหันมาสนใจไทยมากขึ้น

    เมื่อผนวกกับความแข็งแรงของระบบไฟฟ้า ทำให้ไทยมีศักยภาพรองรับความต้องการไฟฟ้าสีเขียว 100% จากผู้ลงทุนต่างชาติผลจากการปรับตัวเชิงรุกสะท้อนผ่านการเติบโตของอินโนพาวเวอร์ อย่างชัดเจน ทั้งจำนวนลูกค้าและผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าในปีเดียว ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ความสำเร็จของบริษัทหนึ่ง แต่สะท้อนทิศทางของตลาดที่กำลังขยับไปในทางเดียวกัน

    อย่าหยุดที่จะลงทุนในเรื่องกรีน เพราะมันคือการลดต้นทุนได้ทันที และในระดับโลก อุตสาหกรรมสีเขียวก็ยังเติบโตเป็นอันดับ 2 รองจากแค่เรื่องเทคโนโลยีหรือ AI เท่านั้นอธิปกล่าวทิ้งท้าย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5562634/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uNNA6wZrF7p7hEDnuYUhn

  • 3 พรรคการเมือง ประชันวิสัยทัศน์ ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ กู้ไทยทานิก เศรษฐกิจไทย

    3 พรรคการเมือง ประชันวิสัยทัศน์ ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ กู้ไทยทานิก เศรษฐกิจไทย

    3 พรรคการเมือง ประชันวิสัยทัศน์ ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ กู้ไทยทานิก เศรษฐกิจไทย ท่ามกลางโจทย์ยากเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจัดงบประมาณ และความเชื่อมั่นของประเทศ

    เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 69 ไทยพีบีเอส ร่วมกับพันธมิตรสื่อมวลชนระดับประเทศ  จัดเวทีดีเบตใหญ่ โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ภายใต้ชื่อ “ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ กู้ ไทยทานิก เศรษฐกิจไทย” โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองหลัก ได้แก่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์, ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคและทีมเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย และ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน มาร่วมประชันวิสัยทัศน์ ตอบคำถามจาก 8 บรรณาธิการสื่อใหญ่ ท่ามกลางโจทย์ยากทั้งเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจัดงบประมาณ และความเชื่อมั่นของประเทศ

    เวทีครั้งนี้ยังเปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชนร่วมตั้งคำถาม สะท้อนปัญหาจริงจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ตั้งแต่อุปสรรคทางการค้า การปรับตัวของธุรกิจรายย่อย ไปจนถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับฐานราก

    ยุทธศาสตร์ใหม่ กู้เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม

    ท่ามกลางกำแพงภาษีที่สูงขึ้น เศรษฐกิจโลกผันผวน และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI โมเดลเศรษฐกิจเดิมของไทยที่พึ่งพาการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนโดยตรง (FDI) เริ่มไปต่อได้ยาก เมื่อ GDP เติบโตต่ำอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญคือ ไทยจะออกแบบ “เครื่องยนต์ใหม่” อย่างไรให้หลุดพ้นจากหล่มเดิม

    ดร.การดี เลียวไพโรจน์ จากพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า การฟื้นเศรษฐกิจไทยต้องเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายร่วมกันของประเทศ โดยยกระดับการท่องเที่ยวและการศึกษาไปสู่คุณภาพสูง ควบคู่กับการลงทุนในทุนมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พร้อมผลักดันบทบาทไทยในฐานะ Global Partner และพื้นที่ปลอดภัยทางเศรษฐกิจ รองรับการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศต้นทาง (Reshoring) โดยตั้งเป้าผลักดัน GDP เติบโตถึง 5% ภายใน 4 ปี

    ด้านศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคประชาชน ชี้ว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่การเติบโตที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม และการพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากเกินไป การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศจึงต้องเปลี่ยนจากปริมาณเป็นคุณภาพ โดยต้องมาพร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงการย้ายฐานการผลิต พร้อมเสนอการปฏิรูปภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว เพื่อสร้างขีดความสามารถของประเทศ โดยตั้งเป้า GDP เติบโต 3% อย่างต่อเนื่อง

    ขณะที่ ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล จากพรรคเพื่อไทย มองว่า ไทยไม่ควรถูกจำกัดบทบาทเป็นเพียงปลายน้ำของการผลิตโลกอีกต่อไป แต่ต้องขยับสู่การเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโลก ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนขั้วอำนาจ โดยหัวใจสำคัญคือการเสริมความแข็งแกร่งจากภายใน ทั้งด้านข้อมูล กฎหมาย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับแรงงาน พร้อมย้ำว่าการดึงดูด FDI ในอดีตไม่ก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างแท้จริง จึงต้องผลักดัน Local Content และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยตั้งเป้าผลักดัน GDP เติบโตถึง 5% ภายใน 4 ปี

    เมื่อสื่อถามถึงมิติทุนมนุษย์การอัปสกิล-รีสกิลแรงงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ศิริกัญญา ชี้ว่าปัจจุบันใช้งบเพียงราว 3,000 ล้านบาท ซึ่งกระจัดกระจายและไม่เพียงพอ หากจะยกระดับแรงงานจริง ต้องลงทุนอย่างน้อย 20,000 ล้านบาท จัด “มหกรรมยกทักษะทั้งประเทศ” โดยยึดหลักให้ประชาชนเลือกทักษะ เอกชนฝึกอบรม และรัฐจ่าย ใช้ความต้องการของตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน 

    ด้าน ดร.เผ่าภูมิ เน้นว่า เอกชนควรมีบทบาทนำในการกำหนดทิศทาง ขณะที่รัฐทำหน้าที่เชื่อมโยงและอำนวยความสะดวก พร้อมผลักดันแนวคิด “อาชีวะสร้างชาติ” เพื่อสร้างกำลังคนที่เรียนจบแล้วทำงานได้จริง 

    ขณะที่ ดร.การดี  เห็นว่าการอัปสกิล-รีสกิลต้องขยับจากการโฟกัสเฉพาะคนรุ่นใหม่ ไปสู่แรงงานวัยทำงานตอนกลาง (Mid-career) และผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพ เอกชนควรเป็นผู้นำทิศทางการพัฒนาทักษะ เพื่อให้แรงงานสามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องพึ่งลูกหลาน และรองรับโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย 

    ดร.การดี เลียวไพโรจน์ พรรคประชาธิปัตย์
    ดร.การดี เลียวไพโรจน์ พรรคประชาธิปัตย์

    งบจำกัด จัดลำดับนโยบายอย่างไรให้คุ้ม

    จากงบประมาณที่มีจำกัดและภาระการคลังที่ตึงตัว ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้ารอบด้าน คำถามสำคัญคือจะจัดลำดับความสำคัญอย่างไร เพื่อให้ทุกบาทที่ใช้ไปเปลี่ยนทิศทางประเทศได้จริง

    ดร.เผ่าภูมิ ระบุว่า การใช้งบประมาณของรัฐต้องไม่ใช่เพียงการใช้จ่าย แต่ต้องสามารถสร้างรายได้กลับคืนให้ระบบเศรษฐกิจได้ โดยชู “นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” และอธิบายเพิ่มว่า นโยบายนี้ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์หลายมิติพร้อมกัน ตั้งแต่การขยายฐานภาษีและเพิ่มรายได้รัฐโดยไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราภาษี การสร้างฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงกระตุ้นเศรษฐกิจจากการจับจ่ายใช้สอย 

    ด้านศิริกัญญา เสนอว่า การจัดลำดับนโยบายไม่ควรวัดจากเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องพิจารณาผลลัพธ์เชิงโครงสร้าง โดยการลงทุนด้านการศึกษาและทุนมนุษย์ควรมาก่อน ตามด้วยความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เช่น การเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าเพื่อรองรับเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งหลายมาตรการสามารถดำเนินได้โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณ 

    ขณะที่ ดร.การดี เน้นว่า โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของประเทศคือทุนมนุษย์ โดยเฉพาะระบบสาธารณสุขและการศึกษา พร้อมชี้ว่าการเข้าสู่สังคมที่อัตราการเกิดลดลง ทำให้นโยบายแม่และเด็กเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว 

    เมื่อสื่อมวลชนตั้งคำถามถึงแนวทางจัดเก็บภาษีกับกลุ่มผู้มีรายได้สูง ตัวแทนแต่ละพรรคสะท้อนท่าทีที่แตกต่างกัน

    ศิริกัญญา เสนอการปฏิรูปภาษีที่ดินด้วยการจัดเก็บแบบ “รวมแปลง” และใช้อัตราก้าวหน้า โดยยกตัวอย่างแนวปฏิบัติของเกาหลีใต้ พร้อมระบุว่าจะเริ่มใช้กับการถือครองที่ดินขนาด 300 ไร่ขึ้นไป

    ขณะที่ ดร.เผ่าภูมิ ระบุว่า แนวทางของพรรคคือเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีที่มีอยู่ เพื่อนำรายได้ไปดูแลผู้มีรายได้น้อย โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นอัตราภาษีหรือออกภาษีใหม่

    ด้าน ดร.การดี เน้นย้ำการยกระดับประสิทธิภาพระบบภาษี โดยเฉพาะภาษีนิติบุคคล เพื่อให้รัฐจัดเก็บรายได้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น

    นอกจากนี้ เมื่อสื่อมวลชนตั้งคำถามถึงปัญหาการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ และหยิบยกประเด็นการสานต่อโครงการจากรัฐบาลเดิมที่ถูกมองว่าเป็น “ฝ่ายตรงข้าม” โดยถามตรงว่า “จะรังเกียจหรือไม่ หากต้องเดินหน้าโครงการ EEC ต่อ?”

    ดร.การดี ตอบชัดว่าไม่รังเกียจ พร้อมมองว่า EEC ยังเป็นความหวังสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน และควรได้รับการต่อยอดอย่างจริงจัง

    ด้าน ดร.เผ่าภูมิ  ระบุว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมพิจารณานโยบายบนหลักความเป็นธรรม และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง มากกว่าการยึดติดกับที่มาทางการเมืองของโครงการ

    ขณะที่ ศิริกัญญา แสดงความเห็นต่าง โดยชี้ว่า EEC ยังไม่ตอบโจทย์ในเชิงประสิทธิภาพ เนื่องจากมีปัญหาการแก้ไขสัญญาและโครงสร้างการกำกับดูแล จึงไม่ควรถูกสานต่อโดยอัตโนมัติ

    ศิริกัญญา ตันสกุล พรรคประชาชน
    ศิริกัญญา ตันสกุล พรรคประชาชน

    เมื่อไทยเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่น จะกู้กลับคืนมาอย่างไร?

    จากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวและความไม่แน่นอนทางการเมือง อีกโจทย์ใหญ่ของไทยคือการฟื้นความเชื่อมั่น ทั้งจากนักลงทุนและประชาชน 

    ศิริกัญญา ระบุว่า หากเศรษฐกิจจะดีขึ้น ต้องเริ่มจากการฟื้นความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและจากนักลงทุนต่างชาติ ปัญหาหลักคือประสิทธิภาพภาครัฐที่ถดถอย การคอร์รัปชัน และทุนเทา เศรษฐกิจจะฟื้นได้ต้องทำให้ประชาชนมั่นใจ กล้าจับจ่ายใช้สอย พร้อมเดินหน้าปฏิรูปภาครัฐ และผลักดัน cycle road map โดยเฉพาะการเปิดเสรีพลังงานสะอาดและการซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งสามารถทำได้ภายใน 100 วันแรก และจะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนจากภาคธุรกิจเข้าสู่ระบบ

    ด้าน ดร.เผ่าภูมิ เสนอแนวทางสร้างความเชื่อมั่น 3 ด้านควบคู่กัน คือ Open Government เปิดข้อมูลภาครัฐให้ตรวจสอบได้, Digital Government เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐ และ AI Government เชื่อมโยงฐานข้อมูล เพื่อยกระดับการบริหารจัดการอย่างโปร่งใส

    ขณะที่ ดร.การดี ชี้ว่า ปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่น คือปัญหาทุนเทาและภาพลักษณ์ไทยในฐานะศูนย์กลางฟอกเงิน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงต้องยกระดับ “จริยธรรมทางการเมือง” และเรียกร้องให้นักการเมืองมีมาตรฐานจริยธรรมที่ชัดเจน ขณะเดียวกันดัชนีคอร์รัปชันของไทยมีแนวโน้มแย่ลง จำเป็นต้องเปิดกระบวนการให้โปร่งใส เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมสอดส่อง โดยพรรคประชาธิปัตย์เตรียมพัฒนาแพลตฟอร์มรับแจ้งเบาะแส เพื่อสร้างกลไกตรวจสอบที่มีเจตจำนงทางการเมืองรองรับอย่างจริงจัง

    แนวทางปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-ทุนเทาในการเมือง 

    เมื่อสื่อมวลชน ถามถึงความสำเร็จของประเทศอื่นในการปราบอาชญากรรมข้ามชาติและการลงโทษที่ได้ผล ดร.การดี ย้ำว่า หัวใจสำคัญคือจริยธรรมทางการเมืองที่ต้องอยู่เหนือผลประโยชน์ และการแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งสำคัญต้องแสดงวิสัยทัศน์และความรับผิดชอบต่อกฎหมาย

    ศิริกัญญา เสริมว่า ใน 100 วันแรก รัฐบาลต้องเร่งรื้อคดีตัวอย่างที่ประชาชนให้ความสนใจ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงจัง โดยยกตัวอย่าง คดีตึก สตง.ถล่ม พร้อมชี้ว่าปัจจุบันไทยเผชิญภาวะ “นิติสงคราม” ขาดเสถียรภาพทางการเมืองและไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้

    ขณะที่ ดร.เผ่าภูมิ มองว่าการปราบอาชญากรรมต้องมี 3 องค์ประกอบ คือ เจตจำนง บทลงโทษ และกลไก โดยต้องนำดิจิทัลภาครัฐเข้ามาเชื่อมโยงข้อมูล พร้อมแสดงจุดยืนสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะที่มาและอำนาจขององค์กรอิสระ ซึ่งปัจจุบันไม่ยึดโยงกับประชาชนและส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมย้ำว่าพรรคเพื่อไทยและนายทักษิณดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย

    เมื่อสื่อมวลชนตั้งคำถามถึงปัญหา ทุนเทา อำนาจแทรกแซงในกลไกราชการ และบทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐที่เอื้อประโยชน์ รวมถึงหากทั้งสามพรรคต้องจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลจะจัดการอย่างไร

    ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล พรรคเพื่อไทย
    ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล พรรคเพื่อไทย

    ศิริกัญญา ระบุว่า ปัญหาทุนเทาไม่ใช่เรื่องกลไกหรือกฎหมาย แต่คือ “เจตจำนงทางการเมือง” โดยที่ผ่านมาการขับเคลื่อนในฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐล่าช้าอย่างมาก พร้อมย้ำว่ารัฐต้องมี “หัวโต๊ะ” ที่กล้าฟันธงและตัดสินใจ

    สำหรับการจัดตั้งรัฐบาล ศิริกัญญามองว่าการจับมือของทั้งสามพรรคเป็นส่วนผสมที่สามารถเดินไปด้วยกันได้ และหากพรรคประชาชนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในวันที่ 8 ก็พร้อมส่งเทียบเชิญเพื่อเปิดโต๊ะหารือทันที

    ด้าน ดร.เผ่าภูมิ มองว่าปัญหาทุนเทามีหลายมิติ ต้องรับมือทั้งในและนอกประเทศ ตั้งแต่ความร่วมมือระหว่างประเทศ ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีตรวจจับและบังคับใช้กฎหมายควบคู่กับเจตจำนงทางการเมือง

    ในมิติการจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยย้ำจุดยืนว่าเข้ามาเสนอเชิงนโยบายเป็นหลัก ไม่ตั้งเงื่อนไขการจับมือ และไม่ชี้นิ้วตัดสินพรรคใด โดยยึดฉันทามติของประชาชนเป็นศูนย์กลาง

    ขณะที่ ดร.การดี ชี้ว่า ทุนเทาไม่ใช่เพียงปัญหาอาชญากรรม แต่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติที่กระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน จึงต้องยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ” เสนอให้ตั้งสภาความมั่นคงเฉพาะด้านทุนเทา และใช้มาตรการยึดทรัพย์ก่อนดำเนินคดี เพื่อสกัดเครือข่ายอาชญากรรมอย่างจริงจัง

    สำหรับการจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ประกาศจุดยืนชัดว่า พร้อมร่วมรัฐบาลเฉพาะกับฝ่ายที่มีเจตจำนงสุจริต และจะไม่เข้าร่วมหากมีการรวมกับพรรคกล้าธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2912099&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EJHWfeP39GG2Oj4Pm2wWu

  • กระทรวงวัฒนธรรม ปูพรมเส้นทางท่องเที่ยวสายมูภาคเหนือ นำร่องทดสอบเส้นทาง “สักการะพระธาตุ” (เชียงใหม่-ลำพูน-ลำปาง) มุ่งเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นรายได้ที่ยั่งยืนสู่เศรษฐกิจฐานราก

    กระทรวงวัฒนธรรม ปูพรมเส้นทางท่องเที่ยวสายมูภาคเหนือ นำร่องทดสอบเส้นทาง “สักการะพระธาตุ” (เชียงใหม่-ลำพูน-ลำปาง) มุ่งเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นรายได้ที่ยั่งยืนสู่เศรษฐกิจฐานราก

    กระทรวงวัฒนธรรม ปูพรมเส้นทางท่องเที่ยวสายมูภาคเหนือ นำร่องทดสอบเส้นทาง “สักการะพระธาตุ” (เชียงใหม่-ลำพูน-ลำปาง) มุ่งเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นรายได้ที่ยั่งยืนสู่เศรษฐกิจฐานราก

    กระทรวงวัฒนธรรม บูรณาการภาคีเครือข่ายรุกขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจวัฒนธรรม จัดกิจกรรม Faith Soul Thailand ลงพื้นที่เปิดประสบการณ์และทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงคุณภาพภายใต้ธีม “สักการะพระธาตุ” นำร่องในพื้นที่ภาคเหนือเชื่อมโยง 3 จังหวัด ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมี นายเจษฎา ชีวะวิชวาลกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมคณะผู้บริหาร วัฒนธรรมจังหวัด สื่อมวลชน อาทิ ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน อัมรินทร์ TV รายการซุปตาร์พาตะลุย The People Show และทัพอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง อาทิ ซัน ประชากร, อายจิงจิง, ลูกพีช Channel, อ้ายติ๊ก บะดาย, CM 108 ร่วมลงพื้นที่เพื่อประเมินศักยภาพและถอดบทเรียนการยกระดับทุนวัฒนธรรมสู่สากล

    สำหรับการลงพื้นที่เปิดประสบการณ์ในครั้งนี้ คณะได้สัมผัสกับความเป็นสิริมงคลและความงดงามของเส้นทางที่ร้อยเรียงเรื่องราวพุทธศิลป์และวิถีชีวิตชาวล้านนาไว้อย่างไร้รอยต่อ โดยเริ่มต้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยการกราบนมัสการอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนา ก่อนจะเดินทางสู่ความเงียบสงบของวัดผาลาดที่ซ่อนตัวอยู่กลางผืนป่าดอยสุเทพ และมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางสูงสุด ณ วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เพื่อร่วมพิธีห่มผ้าพระธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ ศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณสถานสมัยพญากือนาวัดอุโมงค์ ชมวัดศรีสุพรรณอุโบสถเงินและศึกษาการสืบสานภูมิปัญญาช่างเครื่องเงินท้องถิ่นย่านวัวลาย สกายวอล์ควัดดอยติ

    จากนั้น คณะได้เดินทางต่อเนื่องสู่จังหวัดลำพูน เพื่อซึมซับประวัติศาสตร์แห่งนครหริภุญชัย ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร ร่วมกันบวงสรวงอนุสาวรีย์พระนางจามเทวี พร้อมสัมผัสความประณีตของภูมิปัญญาการทอผ้าฝ้ายแบบดั้งเดิมหมู่บ้านหัตถกรรมดอนหลวง Work Shop ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ ชมความงามผ้าไหมยกดอกอันเป็นอัตลักษณ์ ณ สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย สุดประทับใจกับศิลปะการแสดงหาชมได้ยาก ณ โบราณสถานกู่ช้าง ศึกษาประวัติศาสตร์และความเชื่อท้องถิ่น และเช็กอินความคลาสสิกของสะพานขาวทาชมภู ก่อนจะเดินทางเข้าสู่จังหวัดลำปาง เพื่อย้อนรอยอดีตผ่านสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียล ณ บ้านพระยาสุเรนทร์ และสัมผัสสีสันของย่านเศรษฐกิจชุมชน ณ กาดกองต้า โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ การเข้าสู่ใจกลางศรัทธา ณ วัดพระธาตุลำปางหลวง เพื่อชมเงาพระธาตุกลับหัวและสถาปัตยกรรมไม้ที่สมบูรณ์ที่สุด ปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมหอศิลป์เสรี (SERI ART GALLERY) ตื่นตากับงานปูนปั้นยักษ์ 3,000 ตน ณ วัดศรีล้อม สักการะวัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม และนั่งรถม้าสัมผัสเสน่ห์วิถีบ้านไม้สักโบราณในชุมชนท่ามะโอ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจและพลังศรัทธาอย่างสูงสุด

    การจัดโครงการในครั้งนี้ นับเป็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนบทบาทกระทรวงวัฒนธรรมสู่ “กระทรวงเศรษฐกิจวัฒนธรรม” โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นสินค้าทางการท่องเที่ยวที่มีความพร้อมในการจำหน่ายอย่างแท้จริง มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่พบจริงจากการทดสอบเส้นทาง เช่น การยกระดับการเล่าเรื่อง (Storytelling) ให้มีเสน่ห์ และการพัฒนาประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้มีความร่วมสมัย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม Gen Y-Z และกลุ่มสายมูวัยทำงาน รวมถึงการบูรณาการข้อมูลร่วมกับภาคเอกชนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ที่ยั่งยืนกลับคืนสู่เศรษฐกิจฐานราก

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากการถอดบทเรียนการลงพื้นที่ทดสอบเส้นทางสักการะพระธาตุทั้งหมดจะถูกนำไปพัฒนาคุณภาพของเส้นทางท่องเที่ยวให้สมบูรณ์และได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแรงดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัสล้านนาในมุมมองใหม่ ก่อนที่จะเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/994374&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jZgcxeq9Su0fgq2RAtEsx

  • GPSC สานมรดกแม่แห่งแผ่นดิน สู่เศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    GPSC สานมรดกแม่แห่งแผ่นดิน สู่เศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นางปริญดา มาอิ่มใจ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กร บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน

    เปิดตัวโครงการ “Hackathon สืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดิน สู่เศรษฐกิจชุมชน (Youth Hackathon Inspired by the Royal Initiatives of the Queen Mother)” เพื่อส่งเสริมศักยภาพเยาวชนและนิสิตนักศึกษาไทย ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาโซลูชันที่สามารถต่อยอดสู่การยกระดับเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

    ผ่านโครงการ “Hackathon” 

    โดยมี ดร.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

    สำหรับโครงการนี้ มุ่งพัฒนาทักษะการคิดเชิงระบบ การทำงานเป็นทีม และการออกแบบต้นแบบนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง ควบคู่การสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้สมัยใหม่ เข้ากับบริบทชุมชน ซึ่ง GPSC ในฐานะผู้ให้การสนับสนุน เพื่อตอกย้ำบทบาทการพัฒนาคนรุ่นใหม่และเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก สอดคล้องวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำนวัตกรรมพลังงานที่เติบโตควบคู่กับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/04/614588/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d3-NxV-uleY0-_UTCPnd_