Category: เศรษฐกิจ

  • ผ่าตัด ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย

    ผ่าตัด ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย

    ภาพจำประเทศไทยในอดีต ที่เคยเป็น “เสือเศรษฐกิจ” เติบโตถึง 13% ในปี 2531 วันนี้กลายเป็นประวัติศาสตร์ถูกแทนที่ด้วยฉายา “คนป่วยแห่งเอเชีย” (Sick Man of Asia) ตามรายงานของ Financial Times ไม่ใช่วาทกรรม แต่เป็นวิกฤติเชิงประจักษ์ที่สะท้อนผ่านการเติบโตที่ระดับ 2% มาตลอด 5 ปี 

        “บุรินทร์ อดุลวัฒนะ” กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาวะนี้ว่าเป็นเรื่องที่ “น่าตกใจมาก” ที่ไทยเปลี่ยนสถานะจากพยัคฆ์สู่คนป่วยภายในเวลาเพียง 10 ปี ฉะนั้นการจะทำให้หายป่วยต้องอาศัยการผ่าตัดใหญ่เท่านั้นจึงจะรอดพ้นจากการล่มสลายเชิงโครงสร้าง
        หากจะวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้ฐานรากทางเศรษฐกิจของไทย “ป่วย” ประเด็นแรกคือ วิกฤติหนี้ครัวเรือน ที่พุ่งสูงเกือบ 90% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในเอเชีย บั่นทอนกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศอย่างรุนแรง ต่อมาคือ วิกฤติประชากร โดยในปี 2568 อัตราการเกิดลดต่ำลงที่สุดในรอบ 75 ปี และเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สภาวะสังคมสูงวัยขั้นสุดยอดนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นทางสังคม แต่คือข้อจำกัดทางชีวภาพที่ทำให้ภาคการผลิตไม่สามารถรักษารูปแบบเดิมไว้ได้ เมื่อคนวัยทำงานลดลงแต่ภาระหนี้ต่อหัวเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลกระทบภาคการผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

        นอกจากนี้ยังมีภาวะความเสื่อมถอยเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมดั้งเดิม อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เคยเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจในอดีตวันนี้กลับเห็นการปิดตัวของโรงงานและลดกำลังการผลิต ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมอ่อนตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 คือหลักฐานยืนยันขีดความสามารถในการแข่งขัน ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์อีกตัวที่สำคัญก็ไม่เป็นไปตามที่ตั้งความหวัง ปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเพียง 32.9 ล้านคน ลดลงถึง 7% จากปีก่อนหน้า จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 40 ล้านคน จากปัจจัยด้านความปลอดภัยและความน่าดึงดูดที่ลดลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทำให้การท่องเที่ยวไม่สามารถแบกรับเศรษฐกิจทั้งประเทศได้อีกต่อไป ไม่นับตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีลดลงถึง 10% ในปี 2568

        ในขณะที่เครื่องยนต์เก่าดับลง แต่เราก็ไม่มีเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ การปฏิรูปเพื่อสร้าง New Growth Engine จึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อความอยู่รอด  รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ จะต้องจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยมาตรการแก้หนี้ที่ยั่งยืนเพื่อฟื้นฟูการบริโภคภายใน นโยบายรับมือสังคมสูงวัยและวิกฤติเด็กเกิดใหม่ต่ำสุดในรอบ 75 ปี ควบคู่กับการ Reskill แรงงานสู่ระบบดิจิทัล สร้างสิทธิประโยชน์และระบบนิเวศที่เอื้อการดึงดูดเม็ดเงินจากบิ๊กเทคโลก เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ เป็นการผ่าตัดใหญ่เพื่อต่อลมหายใจให้เศรษฐกิจไทยก่อนที่สถานะ “คนป่วย” จะกลายเป็น “คนไข้ระยะสุดท้าย” และหมดสัญญาณชีพไปในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1219781&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eoHoehvWwpYBbVX2tDKEm

  • ธนาคารโลกเผยเศรษฐกิจลิเบียปี 68 ฟื้นตัวแกร่ง GDP พุ่ง 13.3%

    ธนาคารโลกเผยเศรษฐกิจลิเบียปี 68 ฟื้นตัวแกร่ง GDP พุ่ง 13.3%

    เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2569 ธนาคารโลกได้เผยแพร่รายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจลิเบียชื่อ World Bank Libya Economic Monitor ประจำปี 2568 ซึ่งระบุว่า เศรษฐกิจลิเบียได้ฟื้นตัวในช่วงแรกของปี 2568 โดยมีการขยายตัวของ GDP ประมาณ 13.3% เมื่อเทียบปีต่อปีกับปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการฟื้นตัวของภาคน้ำมันซึ่งเติบโตถึง 17.4% และการเพิ่มปริมาณการผลิตเฉลี่ยเป็น 1.3ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสูงกว่าปี 2567 ที่ 1.1ล้านบาร์เรลต่อวัน

    นอกจากนี้ ภาคเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมันก็มีการเติบโตเช่นกัน คือ ประมาณ 6.8% เนื่องจากการบริโภคทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจมีการขยายตัวในวงกว้าง แม้ราคาน้ำมันโลกจะอ่อนตัวลงก็ตาม

    สถานะการเงินของรัฐดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลรายงานดุลการคลังเกินดุลประมาณ 3.6% ของ GDP ในเก้าเดือนแรกของปี 2568 เทียบกับ 0.7% ในปีก่อนหน้า โดยรายได้จากไฮโดรคาร์บอนเพิ่มขึ้นประมาณ 33% ส่งผลให้ฐานการเงินของประเทศแข็งแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่า ลิเบียยังคงมีปัญหาเชิงโครงสร้างและความเสี่ยงเชิงระบบ เช่น (ก) การพึ่งพาภาคพลังงานมากเกินไป ซึ่งเป็นทั้งจุดแข็งและความเสี่ยง เพราะการเปลี่ยนแปลงของราคาและปริมาณผลิตน้ำมันสามารถสร้างแรงผันผวนทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงได้ (ข) ระบบบริหารการเงินสาธารณะที่ขาดความโปร่งใสและเอกภาพ โดยรายงานพิเศษจาก World Bank เน้นว่าการบริหารจัดการการเงินสาธารณะยังล้าหลัง เมื่อเทียบกับประเทศในสถานการณ์คล้ายคลึงกัน โดยมีการจัดทำงบประมาณแยกกันหลายระบบ (parallel budget structures) และการควบคุมที่อ่อนแอ ซึ่งทำให้การวางแผนและการจัดสรรทรัพยากรมีความเปราะบางต่อแรงกระแทกภายนอก (ค) การมีสถานประกอบการที่รัฐถือหุ้นจำนวนมาก โดยบทบาทของรัฐวิสาหกิจที่มีจำนวนมากและมีอิทธิพลในหลายภาคส่วน ได้ส่งผลให้กิจกรรมเอกชนถูกลดโอกาสการแข่งขัน และขัดขวางการลงทุนจากภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการเติบโตที่ยั่งยืน (ง) ความเสี่ยงด้านความมั่นคงและการเมืองภายในยังคงเป็นแรงกดดันหลักต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยปัญหาการแบ่งขั้วอำนาจและขาดงบประมาณรวมศูนย์ทำให้นโยบายเชิงโครงสร้างไม่สามารถดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง (การจ้างงานและการรวมตัวของตลาดแรงงานยังคงเป็นปัญหา โดยมีอัตราการว่างงานที่สูง โดยเฉพาะในหมู่เยาวชนและสตรี ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างตลาดแรงงานที่ยังไม่สามารถรองรับการเติบโตของการผลิตได้อย่างเต็มที่ 

    ทั้งนี้ ธนาคารโลกแนะนำว่า การรักษาแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบการเงินสาธารณะ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความโปร่งใส การควบคุมงบประมาณผ่านการจัดตั้ง Treasury Single Account ปรับปรุงการบริหารเงินสด และพัฒนาระบบจำแนกงบประมาณ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการจัดการทางเศรษฐกิจ

    ข้อเสนอแนะ/ข้อสังเกต

                       สคต. ณ กรุงไคโร มีข้อสังเกต ดังนี้

    • ลิเบียมีเศรษฐกิจพึ่งพารายได้จากน้ำมันและก๊าซเป็นหลัก แต่ยังนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอาหารและสินค้าอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งสร้างโอกาสให้ผู้ส่งออกต่างประเทศ รวมถึงไทยเข้าไปทำตลาดได้ 

    • ตลาดสินค้าที่นำเข้าจำนวนมาก เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร สิ่งทอ เครื่องจักรและอุปกรณ์ และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยสามารถแข่งขันได้ในบางกลุ่ม 

    • ลิเบียกำลังเร่งกระตุ้นการลงทุนในโซนเศรษฐกิจพิเศษ/Free Trade Zones เช่น Misrata Free Trade Zone ซึ่งช่วยลดภาระภาษีและอำนวยความสะดวกต่อการนำเข้าสำหรับนักลงทุนต่างชาติ 

    • ผู้ประกอบการไทย ควรพิจารณาเลือกสินค้าที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะสินค้าไทยที่มีความได้เปรียบในตลาด เช่น สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปเนื่องจากลิเบียต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารจำนวนมาก  อุปกรณ์ก่อสร้างและเครื่องมือในช่วงการฟื้นฟูและพัฒนาหลังความไม่แน่นอน  เครื่องใช้ไฟฟ้า/อุปกรณ์อุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพสูง เทรนด์ผู้บริโภคเริ่มมองหาสินค้ามาตรฐานสูงขึ้น

    • ผู้ประกอบการไทยควรสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้นำเข้า/ผู้จัดจำหน่ายท้องถิ่น เพราะจะช่วยให้การเข้าใจระบบภาษี ศุลกากร และการจดทะเบียนสินค้าในลิเบียง่ายขึ้น

    • ข้อควรระวังด้านกฎระเบียบ เช่น ภาษีและศุลกากร ควรศึกษาข้อกำหนดภาษีนำเข้าและมาตรฐานคุณภาพสินค้าของลิเบีย เพราะอาจมีความแตกต่างจากภูมิภาคอื่น และอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายของรัฐบาลลิเบีย ข้อกำหนดคุณภาพและใบรับรอง บางสินค้าอาจต้องมี Certificate of Origin และเอกสารทางการอื่น ๆ เพื่อผ่านการตรวจสอบศุลกากรอย่างราบรื่น ควรตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพสินค้าล่วงหน้า และเตรียมเอกสารให้ครบตามข้อกำหนดของลิเบีย

    • นอกจากนี้ ลิเบียยังมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงอันเกิดจากความไม่แน่นอนในความเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองและความมั่นคง ซึ่งอาจส่งผลต่อธุรกิจระหว่างประเทศได้ ดังนั้นควรประเมินความเสี่ยงด้านเสถียรภาพก่อนลงทุน นำเข้า และจัดจำหน่ายสินค้า

    ที่มา https://www.worldbank.org/en/news/press-release/2025/12/17/libya-sustained-strong-growth-requires-structural-change-to-improve-transparency-and-public-financial-management?utm_source=chatgpt.com “Libya: Sustained Strong Growth Requires Structural Change to Improve Transparency and Public Financial Management”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/uin8bdjhjp8ux7nc2obl56q4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AGFqmVG2Fo_Ixj62MI4eE

  • เฟดสรุปฉากทัศน์ Stress Test ปีนี้ จำลองเศรษฐกิจถดถอยหนัก ว่างงานสหรัฐฯ พุ่ง 10% : อินโฟเควสท์

    เฟดสรุปฉากทัศน์ Stress Test ปีนี้ จำลองเศรษฐกิจถดถอยหนัก ว่างงานสหรัฐฯ พุ่ง 10% : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้สรุปฉากทัศน์สมมติสำหรับการทดสอบภาวะวิกฤติ (Stress Test) ประจำปี เพื่อประเมินความสามารถในการรับมือของธนาคารขนาดใหญ่ 32 แห่ง หากเศรษฐกิจเผชิญภาวะถดถอยรุนแรง โดยย้ำว่าการทดสอบดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ

    เฟดเปิดเผยเมื่อวันพุธ (4 ก.พ.) ว่า ฉากทัศน์สุดท้ายแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากที่เคยเสนอไว้เมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ คณะผู้ว่าการเฟดยังมีมติให้คงข้อกำหนดเงินกองทุนกันชนจากการทดสอบภาวะวิกฤติไว้ที่ระดับปัจจุบันไปจนถึงปี 2570 เพื่อขยายระยะเวลาในระหว่างที่เฟดยังคงเดินหน้าปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบประจำปีครั้งใหญ่

    มิเชลล์ ดับเบิลยู. โบว์แมน รองประธานฝ่ายกำกับดูแลของเฟดระบุว่า การเลื่อนการคำนวณข้อกำหนดเงินกองทุนกันชนใหม่ออกไปจนกว่าจะได้รับความคิดเห็นจากสาธารณชน จะช่วยเปิดโอกาสให้เฟดสามารถแก้ไขจุดบกพร่องที่อาจมีอยู่ในแบบจำลองการกำกับดูแลได้อย่างเหมาะสม

    สำหรับการทดสอบภาวะวิกฤติในปี 2569 จะจำลองสถานการณ์เศรษฐกิจโลกถดถอยอย่างรุนแรง โดยอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 5.5 จุดเปอร์เซ็นต์ แตะระดับ 10% ควบคู่กับความผันผวนอย่างหนักในตลาดการเงิน, ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้เอกชนขยายตัว และราคาสินทรัพย์ปรับลดลงอย่างมาก รวมถึงราคาบ้านที่ร่วงลง 30% และราคาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่ดิ่งลง 39%

    สำหรับธนาคารที่มีสัดส่วนธุรกรรมซื้อขายในตลาดสูงจะต้องเผชิญองค์ประกอบการทดสอบเพิ่มเติม โดยมีสถาบันการเงิน 8 แห่ง เช่น เจพีมอร์แกน เชส, แบงก์ออฟอเมริกา และซิตี้กรุ๊ป ที่จะถูกทดสอบทั้งในสถานการณ์แรงกระแทกจากตลาดโลก และกรณีการผิดนัดชำระหนี้ของคู่สัญญา

    ทั้งนี้ เฟดย้ำว่า ฉากทัศน์ที่ใช้ในการทดสอบไม่ใช่การคาดการณ์หรือทำนายทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต แต่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าธนาคารขนาดใหญ่ยังสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้ แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญภาวะตกต่ำอย่างรุนแรง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/566738&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HdLNvWmF9fElzX9extb7M

  • “สุดารัตน์” บุกอีสาน  เปิดม็อกอัพบัตรบำนาญ 3,000 บาท ลั่นทำจริงภายใน 6 เดือน สร้างพายุหมุนเศรษฐกิจ

    “สุดารัตน์” บุกอีสาน  เปิดม็อกอัพบัตรบำนาญ 3,000 บาท ลั่นทำจริงภายใน 6 เดือน สร้างพายุหมุนเศรษฐกิจ


    ทสท.เดินเครื่องคาราวาน “บำนาญประชาชน” บุกร้อยเอ็ด “สุดารัตน์” เปิดสัญญาประชาคม มอบบำนาญ 3,000 บาท  คือ “พายุหมุนเศรษฐกิจ”ของจริง สร้างกำลังซื้อ ฟื้นเศรษฐกิจไทยยั่งยืน ลั่นทำจริงภายใน 6 เดือน

    ที่จังหวัดร้อยเอ็ด คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 48 นำทัพ “คาราวานบำนาญ 3,000 บาท” เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ท่ามกลางการต้อนรับอย่างล้นหลามจากพี่น้องประชาชน ก่อนจะมุ่งหน้าสร้างปรากฏการณ์ต่อในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคาย และขอนแก่น

    ไฮไลต์สำคัญบนเวที คุณหญิงสุดารัตน์ได้ร่วมเปิดป้ายบนม็อกอัพบัตร “บำนาญประชาชน 3,000 บาท” เพื่อเป็นคำมั่นสัญญาและสัญญาประชาคมว่า หากพรรคไทยสร้างไทยได้รับความไว้วางใจให้บริหารประเทศ จะผลักดันนโยบายนี้ให้สำเร็จเห็นผลทันทีภายใน 6 เดือน

    “ดิฉันเคยทำนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคจนสำเร็จมาแล้ว วันนี้ขอต่อยอดมาทำบำนาญประชาชน 3,000 บาท เพื่อดูแลผู้สูงอายุให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี” คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุ

    ทั้งนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ชี้ให้เห็นว่า นโยบายนี้ไม่ใช่เพียงการสงเคราะห์ แต่คือการวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่:

    1 มิติด้านรายได้: ยกระดับจาก “เบี้ยยังชีพ” เป็น “บำนาญ” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและตอบแทนความดีของผู้สูงอายุ

    2 มิติด้านสุขภาพ: ผู้รับบำนาญต้องเข้าโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อลดโรคและลดภาระงบประมาณสาธารณสุขในระยะยาว

    3 มิติด้านครอบครัว: ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของคนวัยทำงาน ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถตั้งตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    4 มิติด้านเศรษฐกิจ: เงิน 3,000 บาท จะเป็น “พายุหมุนเศรษฐกิจ” ที่แท้จริง เพราะจะเกิดการใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อยและตลาดสดชุมชนทันที กระตุ้นตัวคูณทางเศรษฐกิจระดับฐานรากทั่วประเทศ

    หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ร้อยเอ็ด คาราวานไทยสร้างไทยได้เดินทางต่อไปยังจังหวัดในเขตอีสานตอนบน เพื่อสื่อสารความพร้อมในการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ปราศจากการคอร์รัปชั่น และมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน แทนการแจกเงินชั่วคราว

    พรรคไทยสร้างไทยขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมสร้างประวัติศาสตร์ในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ เข้าคูหากาพรรคไทยสร้างไทย บัตรสีชมพู หมายเลข 48 เพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีคืนสู่ผู้สูงอายุและลูกหลานไทยทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/40000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xO2xtcfiR-1kdB8YirrI4

  • รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนลงพื้นที่ตรวจความก้าวหน้า “ทุ่งบางกะชา” ขับเคลื่อนศูนย์ส่งเสริมและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่

    รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนลงพื้นที่ตรวจความก้าวหน้า “ทุ่งบางกะชา” ขับเคลื่อนศูนย์ส่งเสริมและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่

    รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนลงพื้นที่ตรวจความก้าวหน้า “ทุ่งบางกะชา” ขับเคลื่อนศูนย์ส่งเสริมและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่


    4/02/2569 | 26 | |

    รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนลงพื้นที่ตรวจความก้าวหน้า “ทุ่งบางกะชา” ขับเคลื่อนศูนย์ส่งเสริมและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่

    วันนี้(4 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 14.00 น. ณ ทุ่งบางกะชา ตำบลบางสมบูรณ์ และตำบลบางลูกเสือ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้า ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ “ทุ่งบางกะชา” โดยมีนางสาวนิภา ทองก้อน ผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน และเจ้าหน้าที่สำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนสนับสนุนการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการดังกล่าว

    ในการนี้ ได้มีการรายงานสรุปผลการดำเนินงานและความก้าวหน้าโครงการ อาทิ

    • การจัดทำผังการใช้ประโยชน์พื้นที่โครงการต่อยอดพื้นที่ทฤษฎีใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    • ความก้าวหน้าการก่อสร้างป้อมยาม และอาคารเรียนรู้อเนกประสงค์ ซึ่งดำเนินการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนด

    🎯 รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้เน้นย้ำแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ ได้แก่

    1️⃣ ให้ทบทวนแผนผังและลำดับเหตุการณ์สำคัญในการขอใช้ประโยชน์พื้นที่จำนวน 736 ไร่ เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นระบบ

    2️⃣ ให้จัดทำแผนการดำเนินงานอย่างชัดเจน แบ่งเป็นแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อกำหนดเป้าหมายและทิศทางการพัฒนาให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/318506&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ufqGbuwSk1aCY4hVYs2q2

  • “บิลลี่” เอาอีกลงรูปยิ้มหวานพร้อมขนมจีนตีนไก่ แถมด้วยเรื่องราวของ “หมาจรจัด” ทำโซเชียลลุกเป็นไฟ! | เดลินิวส์

    “บิลลี่” เอาอีกลงรูปยิ้มหวานพร้อมขนมจีนตีนไก่ แถมด้วยเรื่องราวของ “หมาจรจัด” ทำโซเชียลลุกเป็นไฟ! | เดลินิวส์

    ชัดเจนในทุกเรื่องจริงๆ สำหรับนักร้องรุ่นใหญ่สุดปัง บิลลี่ โอแกน ที่ล่าสุดออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนทางการเมืองว่าจะเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีแบบทั้งคนทั้งพรรค ทำเอาหลายคนมาดราม่าและวิจารณ์อย่างร้อนแรง จนร้อนไปถึงเกรียนที่ตามด่าบิลลี่ แต่ก็ฟาดกลับด้วยการบอกเก็บหลักฐานจะฟ้อง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

    ล่าสุดในเฟซบุ๊กของบิลลี่ ได้มีการเคลื่อนไหวอีก โดยลงรูปตัวเองยิ้มหวาน และตามด้วยขนมจีนแกงไก่ที่มีตีนไก่ด้วย จากนั้นเขาก็ลงคลิปน้องหมา พร้อมข้อความฟาดแซ่บๆ ว่า “หมาจรจัดเห่ามักเกิดจากพฤติกรรมสัญชาตญาณในการปกป้องอาณาเขตหรือเตือนภัยเมื่อมีคนแปลกหน้าผ่านเข้ามาในพื้นที่ การเห่าสั้นติดต่อกันยาวนานเป็นวิธีแสดงขอบเขต หากสร้างความรำคาญหรืออันตราย สามารถแจ้งหน่วยงานท้องถิ่นให้จัดการได้ ข้อกฎหมาย : แม้เป็นหมาจรจัด หากเห่ารบกวนเป็นประจำเข้าข่ายเหตุรำคาญตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข”

    ทำเอาหลายคนแคปรูปดังกล่าวไปวิจารณ์ต่อทันที ทั้งข้อความว่าห่วงอยากให้เบาๆ ไม่อยากให้มีดราม่า บ้างก็บอกว่าชัดเจนดี ชอบ บ้างก็บอกว่ารักชอบความตรงไปตรงมา บ้างก็บอกว่าเลือกอนุทินเหมือนกัน เป็นต้น

    ขอขอบคุณภาพประกอบจาก billy ogan

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5566797/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TLfBo0To1e2Mc3EqJv1AD

  • “เพื่อไทย” กางแผนดับไฟใต้ ชู “แลนด์บริดจ์” 1 ล้านล้าน พลิกโฉมเศรษฐกิจใต้

    “เพื่อไทย” กางแผนดับไฟใต้ ชู “แลนด์บริดจ์” 1 ล้านล้าน พลิกโฉมเศรษฐกิจใต้

    แสดงวิสัยทัศน์ หัวข้อ ถ้าได้มาเป็นรัฐบาลจะทำอะไร และแก้ปัญหาอะไรในภาคใต้

    นายก่อแก้ว พิกุลทอง พรรคเพื่อไทย ตอบคำถามว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำรัฐบาลจะทำโครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อมต่อโลจิสติกส์ระหว่างชุมพรไประนอง ในการขนส่งทางน้ำผ่านประเทศไทย ประหยัดเวลาประหยัดค่าใช้จ่าย โครงการนี้การลงทุน 1 ล้านล้านบาท จะมีการสร้างงาน 2 จังหวัด 280,000 ตำแหน่ง หมายความว่าลูกหลานพี่น้องชาวใต้จะมีงานทำที่นี่ 

    โครงการนี้จะทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนระหว่างก่อสร้างปีละแสนกว่าล้านบาท หมุนเวียนทางเศรษฐกิจ 4 เท่า ก็เป็น 6 แสนกว่าล้านต่อปี

    ไม่ใช่แค่ชุมพรและระนองที่ได้อานิสงส์เต็มๆ แต่สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต กระบี่ พัทลุง  และสงขลา ก็ได้เช่นกันในทางอ้อม ทำให้เศรษฐกิจภาคใต้ขยับขึ้น ชุมพร ระนอง จะขยับเพิ่มเป็นเท่าตัว

    ส่วนจังหวัดอื่นจะขยับประมาณ 20 30% 

    นอกจากการจ้างงาน ยังมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวมากมาย ก็เป็นอานิสงส์ต่อภาคใต้เต็มที่ ยังไม่รวมถึงการท่องเที่ยวที่เราจะสนับสนุนนอกจากเมืองหลักแล้ว รองอีกหลายจังหวัดก็มีสิ่งดีๆ อย่างชุมพรที่เป็นทางผ่าน ระนองที่เป็นเมืองหลบ นครศรีธรรมราชที่เป็นเมืองใหญ่แต่คนน่าจะเยอะกว่านี้ พัทลุงมีที่ท่องเที่ยวดังแต่คนรู้จักไม่กี่ที่  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีที่ท่องเที่ยวดีๆ แต่คนยังกลัวอยู่ สิ่งเหล่านี้จะต้องทำ ให้คนมาเที่ยวมากที่สุด
     

    คำถามกองบรรณาธิการเนชั่น ที่ถามว่า พรรคท่านจะตอกย้ำจุดยืนการเมืองไม่เทาอย่างไร ให้คนเชื่อมั่นว่าจริง ไม่ใช่แค่วาทกรรม

    นายก่อแก้ว บอกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ใช้เงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่ก็เป็นเงินที่ผิดกฎหมาย เงินเทาเงินดำ ซึ่งเป็นเงินที่ไม่ถูกต้อง ตรงนี้ทำให้ระบอบประชาธิปไตยไทยมีปัญหามาก เพราะคนที่ซื้อเสียงแล้วเข้าไป ทำให้คนดีๆที่อยากเข้ามาการเมืองไม่อยากมา เพราะต้องมาฝ่าฟันกับการซื้อเสียงโดยใช้เงินเทาทั้งหลาย ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตราย พรรคเพื่อไทยก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2544 ที่เป็นพรรคไทยรักไทยจนถึงปัจจุบัน เราเน้นขายนโยบายและทำนโยบายให้เป็นจริง

    ทั้งนี้ ผู้ใหญ่ในพรรคก็มีเงิน แต่เราไม่เคยใช้เงินซื้อเสียง เพราะมองว่าถ้าซื้อเสียงมันก็ต้องไปหาเงินมา ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเงินจากคอร์รัปชัน ธุรกิจผิดกฎหมายซึ่งเราไม่ต้องการ แต่เราต้องการใช้เงินบริสุทธิ์ ไม่ซื้อเสียง ทำนโยบายที่ดีเพื่อประชาชน ยึดมั่นวิธีนี้มาโดยตลอด

    เพราะฉะนั้นเวลาที่มีใครลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย สังเกตว่าคนที่ดูเทาๆมา เรามักจะไม่ส่ง เราไม่ปฏิเสธการสมัครเป็นสมาชิก แต่เราไม่ส่งลง สส. ซึ่งเรามีวิธีคัดกรองระดับหนึ่ง

    ถ้าใครมีข้อมูลว่าผู้สมัคร สส. เพื่อไทยคนใดเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย ทุนเทาทั้งหลาย ก็ขอให้ช่วยตรวจสอบและส่งข้อมูลมาที่พรรคเพื่อไทยด้วย เราจะได้ช่วยกันไว้อีกแรง เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาต่อสังคมในอนาคต

    พร้อมฝากทิ้งท้าย ว่า ภายใต้สถานการณ์การเมืองปัจจุบันมี 3 พรรคเท่านั้นที่มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีคือ เพื่อไทย ภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ส่วนพรรคอื่นเป็นพรรคเล็กถึงเสนอนโยบายมาคงไม่มีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือพรรคดันนโยบายให้เป็นจริงได้ เพื่อไทยเป็นพรรคที่ขับเคลื่อนเหตุการณ์ยากๆ ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง และผลักดันนโยบายให้เป็นจริงได้ แต่ก็เจออุปสรรคขัดขวางจากนอกระบบ

    ส่วนภูมิใจไทยก็เป็นเพื่อนกัน แต่ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ พี่น้องชาวสงขลาคงรับรู้ดี เลยทำให้เกิดการ สูญเสียเกินความจำเป็น ส่วนพรรคน้องใหม่ มีความตั้งใจดี แต่ตอนนี้ปัญหามันเยอะ ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทางข้าราชการและนักธุรกิจ ดังนั้นควรเลือกพรรคเพื่อไทย เพื่อไทยทำได้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378973110&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23qwKKsa-T6c0MR1n48TYQ

  • เลือกตั้ง 2569 : พรรคการเมืองงัด ‘หวยใบเสร็จ’ ทลาย ‘ภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ’ มีพลังเพียงพอหรือไม่?

    เลือกตั้ง 2569 : พรรคการเมืองงัด ‘หวยใบเสร็จ’ ทลาย ‘ภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ’ มีพลังเพียงพอหรือไม่?

    ในการเลือกตั้งปี 2569 หลายพรรคการเมืองเริ่มให้ความสำคัญกับการลดขนาดเศรษฐกิจนอกระบบ และหารายได้เข้ารัฐมากขึ้น ท่ามกลางภาวะที่ฐานะการคลังของประเทศไทยเริ่มอ่อนแรงลง นอกจากนี้ ยังมีพรรคการเมืองใหญ่อย่างน้อย 2 พรรคเตรียมใช้ ‘ใบเสร็จ’ เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนและ SME เข้าสู่ระบบมากขึ้น เพื่อหวังทลาย ‘ภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ’ ของประเทศไทย ที่มีขนาดใหญ่คิดเป็นเกือบ ‘ครึ่งหนึ่ง’ ของ GDP ไทย อย่างไรก็ตาม นักวิชาการยังตั้งข้อสงสัยว่า การใช้นโยบายดังกล่าวจะ ‘เพียงพอ’ ในการเคลื่อนภูเขานอกระบบได้หรือไม่ พร้อมหาคำตอบว่า ควรออกแบบนโยบายอย่างไรเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบได้อย่างยั่งยืน



    หวยใบเสร็จ ‘อาวุธกระดาษ’ ของพรรคการเมือง หวังทลาย ‘ภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบไทย’

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) แสดงความคิดเห็นต่อนโยบาย ‘หวย’ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของพรรคการเมืองต่างๆ ในการเลือกตั้งรอบนี้ว่า แนวคิดดังกล่าว ‘ถูก’ กับสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของประเทศ แต่ก็ ‘ยังไม่เพียงพอ’ ที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของไทย ที่มีขนาดใหญ่คิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของ GDP ไทยได้

    “ผมก็เห็นความพยายามของพรรคการเมืองที่ต่างเตรียมใช้เครื่องมือที่ดีและไม่ดีแตกต่างกัน อย่างน้อยในหลักการก็ถือว่า ถูกต้อง และถูกกับสถานการณ์ปัญหาของประเทศ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจนอกระบบของไทยใหญ่มาก ราว 8-9 ล้านล้านบาท คิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของ GDP เปรียบเหมือนกับ ‘ภูเขาหินใหญ่’

    ดังนั้นการจะเอาเงินหลักพันล้านถึงหมื่นล้านต้นๆ ไปเคลื่อนภูเขา ก็คงทำได้ แต่คงทำได้ ‘จำกัด’ และไม่น่าจะสามารถเคลื่อนภูเขาได้” ดร.นณริฏกล่าว

    ทั้งนี้ ตามข้อมูลล่าสุดจากธนาคารโลก (World Bank) ประมาณการว่า ขนาดเศรษฐกิจนอกระบบของไทยอาจมีสัดส่วนสูงถึง 48.38% ของ GDP ในปี 2020 นับว่า มีสัดส่วนสูงอันดับ 2 ของอาเซียน โดยเป็นรองเพียงเมียนมา ที่มีสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบสูงราว 49.59%

    ห่วงรางวัลออก ‘ยาก’ ไม่จูงใจรายเล็กเข้าร่วมโครงการ

    ดร.นณริฏ ยังตั้งข้อสังเกตนโยบายหวยของบางพรรคการเมืองว่า หากรางวัลยากเกินไป อาจทำให้คนทั่วไปหรือรายเล็กไม่สนใจ คล้ายกับสลากออมสิน

    โดยอธิบายว่า “สาเหตุที่คนไม่ซื้อสลากออมสินส่วนหนึ่งเพราะว่ามีฟีดแบก (Feedback) ว่าโอกาสถูกรางวัล ‘ยาก’ แม้ว่าตัวเงินรางวัลอาจสูงถึง 10-20 ล้านบาท (แล้วแต่ผลิตภัณฑ์) สะท้อนว่า คนไม่ได้รู้สึกว่ามีแรงจูงใจอยากจะซื้อ เว้นแต่จะเป็นคนรวยจริงๆ เช่น ผู้ที่ซื้อสลากออมสินอาจจะครั้งละ 5 แสนบาท 5 ล้านบาท หรือ 50 ล้านบาท ดังนั้น หลักการก็จะคล้ายๆ กับใบเสร็จ ซึ่งหมายความว่า คนที่ซื้อเยอะจะได้ถูกรางวัลเยอะกว่าคนซื้อน้อย

    จับตาผลข้างเคียงเป็น ‘ระบบทุนนิยม’

    ดร.นณริฏ ยังกล่าวว่า แม้เป้าหมายของนโยบายลักษณะนี้คือ อยากให้ประชาชนไปซื้อสินค้าจาก SME เพื่อให้ SME เข้าสู่ระบบ ซึ่งก็คงจะได้ผลบางส่วน อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวอาจมีผลข้างเคียง (Side Effect) คือ การเพิ่มเติมความเหลื่อมล้ำในท้ายที่สุด เพราะ คนที่ได้รางวัลก็มีโอกาสที่จะเป็นคนที่มีฐานะได้มากกว่า

    นโยบายเดียวไม่สามารถแก้ทุกปัญหาคนทุกกลุ่มได้

    ดร.นณริฏ ยังตั้งข้อสังเกตว่า บางพรรคการเมืองพยายามจะดึงภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาในระบบด้วย นอกเหนือไปจาก SME เช่น กลุ่มเกษตรกร หรือ NGO จึงห่วงว่า จะทำให้พลังการขับเคลื่อนนโยบายอาจลดลง ดังนั้นจึงควรทำนโยบายแบบให้ความสำคัญเฉพาะแต่ละกลุ่มแทน เนื่องจากแต่ละกลุ่มมีปัญหาและวิธีแก้ต่างกัน การใช้เครื่องมือเดียวแก้ทุกปัญหาจึงอาจจะขาดประสิทธิภาพได้

    “ความครอบคลุมเป็นสิ่งที่ดี แต่การกระจายนโยบายนี้ไปกับทุกกลุ่มพลังในการขับเคลื่อนอาจจะหายไป พรรคการเมืองควรต้องตอบคำถามให้ได้ว่า มีปัญหาของแต่ละกลุ่มคืออะไร ต้องบอกให้ได้ว่า ไม่มีทางเลือกอื่นในการทำแล้วที่จะสามารถพัฒนากลุ่มนั้นๆ ได้ ผมคิดว่า ผู้ออกนโยบายต้องตอบให้ชัด ไม่ใช่ว่าลองไปก่อน ลองจ่ายเงินของประเทศไปก่อนสัก 3,000 ล้าน แล้วค่อยไปดูว่า ออกมาดีหรือไม่ดี ถ้าไม่ดีก็ค่อยยกเลิก ผมคิดว่า การทำนโยบายลักษณะนี้ไม่มีความรับผิดชอบ”

    ดร.นณริฏ กล่าวต่อว่า การทำนโยบายจึงควรให้ความสำคัญเป็นจุดๆ ไป เช่น อยากแก้ไขปัญหา SME ก็วางนโยบายมุ่งเป้าไปที่ SME ถ้าอยากแก้ไขปัญหาเกษตรกรก็วางนโยบายไปที่เกษตรกร เป็นต้น

    ความเสี่ยงด้านงบประมาณที่อาจซุกซ่อนอยู่

    นอกจากนี้ ดร.นณริฏ ยังมองว่านโยบายหวยของบางพรรคการเมืองอาจมีความเสี่ยงด้านงบประมาณซ่อนอยู่ ในกรณีที่หากการตอบรับดี และใบเสร็จเข้าระบบจำนวนมหาศาล

    โดยระบุว่า “ถ้ามุ่งหวังให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จำเป็นต้องพิจารณาข้อจำกัดด้านงบประมาณให้ดี เนื่องจาก หากมีใบเสร็จเข้าระบบจำนวนมหาศาลอาจจะคุมต้นทุนไม่ได้”

    นโยบายหวยอาจไม่ได้เกิด? จับตาความเป็นไปได้ทางกฎหมาย

    ดร.นณริฏ ยังตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายหวยของพรรคการเมืองอาจเผชิญอุปสรรคทางกฎหมาย เนื่องจากไทยมีกฎหมายห้ามการพนัน เห็นได้จากความพยายามทำนโยบายหวยรูปแบบต่างๆ ของรัฐบาลก่อนหน้ามักติดขัดด้านกฎหมาย

    โดยดร.นณริฏอธิบายว่า “การออกนโยบายลักษณะนี้ก็ไม่รู้ว่า เคยเกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่ เนื่องจาก ต้องเข้าใจว่า ไทยเป็นประเทศที่ไม่ยอมให้มีการพนัน เพราะฉะนั้น การออกหวยจะมีเงื่อนไขต่างๆ ไม่ใช่ว่าอยากจะออกรูปแบบไหนก็ออกได้

    โดยย้อนกลับไป ในยุครัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ก็เคยพยายามจะออกหวยหลายรูปแบบแต่ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีการถูกตัดสินว่าผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับในยุครัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่พยายามทำนโยบายคืนเงินบางส่วนกลับมาให้กับคนซื้อหวยในยามเกษียณก็เพิ่งถูกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่าทำไม่ได้

    นอกจากนี้ สลากที่มีอยู่ในปัจจุบันมีกลไกที่ต่างจากข้อเสนอของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งรอบนี้ โดยปัจจุบัน การออกสลากมาจากการเก็บเงินจากประชาชนที่ซื้อสลาก แล้วก็นำเงินส่วนไปดำเนิน (Run) กิจการ อย่างไรก็ตาม (นโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองต่างๆ รอบนี้) รัฐต้องเป็นคนออกเงินจึงไม่แน่ใจว่า จะใช้งบประมาณได้โดยง่ายหรือไม่”

    ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 1

    ออกแบบ ‘หวยใบเสร็จ’ อย่างไรให้เกิดผลดีมากที่สุด

    ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นถึงนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ ที่หลายพรรคการเมืองกำลังนำเสนอ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ ผ่านแพลตฟอร์ม Facebook โดยนำเสนอ 5 แนวทางออกแบบเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบได้อย่างยั่งยืนจากหลักฐานเชิงประจักษ์ในประเทศต่างๆ ดังนี้

    1. รัฐต้องเลิกคิดจากฝั่งการจัดเก็บ และหันมาออกแบบจากแรงจูงใจของผู้บริโภค: จากประเทศที่ทำได้ผลจริง เช่น ไต้หวัน จีน และบราซิล พบสิ่งเดียวกันคือ ผู้บริโภคขอใบเสร็จมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รายได้ที่ร้านค้ารายงานสูงขึ้น และรายได้ภาษีสุทธิของรัฐเพิ่มขึ้น แม้หักเงินรางวัลและการปรับตัวของธุรกิจแล้ว

    2. การเล็งเป้าหมายไปที่กลุ่มที่มีปัญหา: จากประสบการณ์ของไทยตั้งแต่ปี 2546 พบว่าใบเสร็จที่เข้าระบบส่วนใหญ่มาจากร้านค้าขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ช่วยขยายฐานภาษี นโยบายนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อจำกัดเป้าหมายไปที่กลุ่ม SMEs และภาค B2C ที่มีแนวโน้มอยู่นอกระบบ หากไม่เล็งเป้าให้แม่นยำ หวยใบเสร็จจะกลายเป็นเพียง ‘ของแถม’ ให้กับร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่เท่านั้น

    3. โครงสร้างรางวัลที่กระตุ้นพฤติกรรมได้จริง: งานวิจัยระบุว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่ ‘รางวัลใหญ่’ แต่คือระบบที่น่าเชื่อถือและเข้าถึงง่าย โดยยกตัวอย่างบราซิลที่ใช้ระบบ QR Code และแอปพลิเคชัน ให้รางวัลขนาดเล็กแต่บ่อยและรู้ผลทันที ซึ่งสร้างพฤติกรรมการขอใบเสร็จซ้ำได้ดีกว่ารางวัลใหญ่ที่มีผู้ได้รับน้อยราย นอกจากนี้ยังเตือนถึงกรณีของจอร์เจียที่ระบบล้มเหลวเนื่องจากขาดความโปร่งใสจนเกิดการโกง

    4. ความคุ้มค่าในการเข้าสู่ระบบของ SMEs:

    การตัดสินใจเข้าสู่ระบบ VAT ของธุรกิจขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและผลประโยชน์ (Cost-benefit) เป็นหลัก ดังนั้น รัฐต้องทำให้การเข้าสู่ระบบ ‘ง่าย’ เช่น การทำ e-invoice ต้นทุนต่ำ หรือลดความยุ่งยากในการยื่นแบบ

    5. ระบบการตรวจสอบจากภาคประชาชน (Whistle-blowing)

    กลไกที่สำคัญอีกประการคือช่องทางการร้องเรียน หลักฐานในต่างประเทศชี้ว่า ร้านค้าที่ถูกลูกค้าส่งคำร้องเรียนว่าไม่ยอมออกใบเสร็จ จะมีการออกใบเสร็จเพิ่มขึ้นทันทีประมาณ 7% เนื่องจากตระหนักถึงความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบที่เพิ่มขึ้น

    ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 2

    รู้จักนโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คนต่อวัน’ จากเลขใบเสร็จ 5 รางวัลต่อวัน ของพรรคเพื่อไทย เบอร์ 9

    นโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน’ พรรคเพื่อไทยระบุว่า มีจุดประสงค์เพื่อ ‘หาเงินให้รัฐ’ สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน และทำฐานข้อมูล Big Data โดยใช้การลุ้นรางวัลเป็นเครื่องมือจูงใจให้คนเข้าระบบภาษีและระบบฐานข้อมูลรัฐ

    วิธีลุ้นรางวัลจากเลขใบเสร็จของพรรคเพื่อไทย: ขอใบเสร็จหรือ e-Receipt จากร้านค้า ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าถึงร้านรถเข็น ร้านอาหารริมทาง โดยใบเสร็จไม่มีมูลค่าขั้นต่ำ โดยวิธีการสุ่มชื่อจากประชาชน 2 กลุ่มหลักในทุกวัน

    • กลุ่มแรก: สุ่มรางวัลจากเลขใบเสร็จ จำนวน 5 รางวัล สำหรับประชาชนทั่วไปที่ซื้อสินค้าและบริการ เพียงแค่ขอใบเสร็จรับเงินหรือ e-Receipt จากร้านค้า ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัล โดยไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำ
    • กลุ่มที่สอง: จะสุ่มรางวัลจากเลขบัตรประชาชน จำนวน 4 รางวัล จากกลุ่มเป้าหมายในฐานข้อมูลรัฐ ได้แก่ (1) เกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียน (2) กลุ่มอาสาสมัคร เช่น อสม. อสส. กู้ภัย ทหารผ่านศึก ชรบ. เป็นต้น (3) ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และ (4) ประชาชนผู้ยื่นแบบภาษี

    ใช้งบประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี: พรรคเพื่อไทยกล่าวต่อว่า เพื่อทำนโยบายดังกล่าว รัฐจะใช้งบประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐจะได้ประโยชน์จากการเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น และได้ข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น

    ทั้งนี้ ตามเอกสารที่พรรคเพื่อไทยส่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย ใช้งบประมาณ 3,500 ล้านบาทต่อปี

    กระนั้น จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า นโยบายนี้มีโมเดลความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น บราซิล และไต้หวัน ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20% และเมื่อดูความคุ้มค่าของการลงทุน (ROI) ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปัจจุบันของไทยอยู่ที่ประมาณ 8–9 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มการจัดเก็บได้ 20% เท่ากับไต้หวัน

    “รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบายนี้ รวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาทต่อปีเท่านั้น เพื่อแลกกับรายได้กลับคืนมาหลักแสนล้านบาท” จุลพันธ์กล่าว

    ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 3

    รู้จักนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ พรรคประชาชน เบอร์ 46

    พรรคประชาชนกล่าวว่า หวยใบเสร็จมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ SME มีแต้มต่อในการแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ จูงใจให้ผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าและบริการจากธุรกิจ SME มากขึ้น โดยผู้ประกอบการ SME ที่ร่วมโครงการจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย ซึ่งมาพร้อมกับโครงการเติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาทต่อคน 12 ล้านคน

    วิธีได้ ‘หวยใบเสร็จ’: ทุกยอดซื้อสะสมจากร้าน SMEs (สะสมจากหลายร้านได้) ครบ 500 บาท โดยซื้อผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” หรือแอปธนาคารที่ร่วมโครงการ จะได้รับหวยใบเสร็จ (เลข 3 ตัว) 1 ใบ

    ความถี่ในการออกรางวัล: ลุ้นรางวัลได้ทุกครึ่งเดือน (สูงสุด 20 ใบ/เดือน ในเฟสแรก) ภายใต้วงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน

    งบประมาณ ‘หวยใบเสร็จ’ 12,000 ล้านบาทต่อปี: ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของพรรคประชาชนระบุว่า ได้กำหนดวงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน หมายความว่า วงเงินงบประมาณต่อปีที่จะใช้กับนโยบายนี้จะอยู่ที่ 12,000 ล้านบาทต่อปี

    นอกจากนี้ ในเอกสารนโยบายหาเสียงที่พรรคประชาชนส่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า นโยบายยกระดับ SME โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่งและหวยใบเสร็จ ใช้วงเงิน 25,000 ล้านบาทต่อปี

    สิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการจากนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’: เข้าร่วมโครงการได้ ทั้ง SMEs ประเภทบุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล ร้านค้า SMEs ได้รับหวยใบเสร็จ 1 ใบ เมื่อมียอดขายสะสมครบทุก 5,000 บาท (ไม่เกิน 20 ใบ/เดือน รวมกับข้อ 1 ในเฟสแรก)

    สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ SMEs ที่ร่วมโครงการ ผ่านการเพิ่มเพดานเกณฑ์ยอดขายต่อปีที่จะต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิม 1.8 ล้านบาทต่อปี เป็น 3.6 ล้านบาทต่อปี รวมถึงเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายเหมาในการคำนวณภาษีรายได้บุคคลธรรมดา เดิมอัตรา 60% เป็นสูงสุด 90% (สำหรับรายได้ไม่เกิน 5.4 ล้านบาทต่อปี) นอกจากนี้ยังสามารถเลือกจ่าย VAT อัตราเหมา 2.1% แทน 7% ได้ และยื่นรายไตรมาสแทนรายเดือน เพื่อลดภาระงานเอกสารได้

    ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 4
     


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/receipt-lottery-informal-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iQfWYjSMqK0Eszx8p-VDF

  • “ไทยยามาฮ่ามอเตอร์” เดินกลยุทธ์ “FEEL THE UNIQUE EXPERIENCE” เปิดโมเดลใหม่ 5 รุ่น ปี 2569 – MOTOWISH

    “ไทยยามาฮ่ามอเตอร์” เดินกลยุทธ์ “FEEL THE UNIQUE EXPERIENCE” เปิดโมเดลใหม่ 5 รุ่น ปี 2569 – MOTOWISH

    Home  »  News Talk   »   “ไทยยามาฮ่ามอเตอร์” เดินกลยุทธ์ “FEEL THE UNIQUE EXPERIENCE” เปิดโมเดลใหม่ 5 รุ่น ปี 2569

    บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้นำด้านการผลิต และจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าในประเทศไทย ประกาศความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจประจำปี 2568 สะท้อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งเหนืออุตสาหกรรม ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย พร้อมเดินหน้าสู่ปี 2569 สานต่อแบรนด์แคมเปญ “FEEL THE UNIQUE EXPERIENCE…สุดทุกทางต่างทุกฟีล” เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกมิติ ตอกย้ำภาพลักษณ์ Premium Brand อย่างต่อเนื่อง

    นายพงศธร เอื้อมงคลชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยว่า “ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเติบโตของกลุ่มรถจักรยานยนต์ออโตเมติก (Automatic) ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มออโตเมติกแฟชั่น ขนาดไม่เกิน 125 ซีซี ที่มีอัตราการเติบโตสะสมสูงถึง 180% ภายในระยะเวลา 5 ปี

    สำหรับปี 2568 ตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยมีการเติบโตเล็กน้อย จากปัจจัยบวกผ่านนโยบายการท่องเที่ยว การฟื้นตัวของการลงทุน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และปัจจัยลบจากเศรษฐกิจชะลอตัว อัตราการอนุมัติสินเชื่อ หนี้ครัวเรือนสูง และสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ

    ขณะที่ยามาฮ่าสามารถสร้างการเติบโตได้สูงกว่าอุตสาหกรรม โดยตลาดรวมเติบโตเพิ่มขึ้น 1.6% ในขณะที่ยามาฮ่ามีอัตราการเติบโตสูงขึ้นถึง 3.4% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของสินค้า และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ยามาฮ่า

    ความสำเร็จของยามาฮ่ามาจากรถจักรยานยนต์กลุ่มแฟชั่นออโตเมติกอย่าง YAMAHA Grand Filano Hybrid มียอดขายเติบโตต่อเนื่อง 11% ซึ่งสามารถทำสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (Record High) และ YAMAHA FAZZIO ที่มียอดขายเติบโตสูงสุด 60% และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ยามาฮ่า

    สำหรับทิศทางในปี 2569 ยามาฮ่ากำหนด Growth Strategy เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

    1. การสร้างตลาดใหม่ สร้างกลุ่ม Fashion Moped เพื่อครอบคลุมความต้องการของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์
    2. การขยายฐานลูกค้าใหม่ ผ่านดีไซน์ที่โดดเด่น เทคโนโลยีที่ทันสมัย และความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่
    3. การรักษาฐานลูกค้าเดิม รักษาฐานลูกค้าด้วยกิจกรรม เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของBrand Loyalty

    โดยทั้ง กลยุทธ์หลักนี้ ยามาฮ่าจะดำเนินการควบคู่กับการทำตลาดเชิงไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Marketing) ภายใต้แคมเปญ “FEEL THE UNIQUE EXPERIENCE…สุดทุกทางต่างทุกฟีล” ที่จะนำเสนอทั้งสินค้าใหม่ กิจกรรมทางการตลาด และประสบการณ์ที่หลากหลายให้กับลูกค้า พร้อมยกระดับการบริการ 3S (Sales, Service, Spare Parts) เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุด ตามปรัชญา KANDO ของยามาฮ่า”

    นายอุกฤษณ์ ภาควิวรรธ รองผู้จัดการใหญ่ด้านวางแผนการค้า และการตลาด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ในปีที่สภาพเศรษฐกิจยังมีความท้าทาย ผู้บริโภคมีความรอบคอบ และฉลาดในการตัดสินใจซื้อมากขึ้น ยามาฮ่าจึงมุ่งเน้นการนำเสนอความโดดเด่นที่แตกต่าง และความคุ้มค่าในระยะยาวของผลิตภัณฑ์ในทุกเซ็กเมนต์ อาทิ

    • YAMAHA Grand Filano Hybrid รถออโตเมติกยอดนิยม โดดเด่นด้วยดีไซน์พรีเมียม สีสันสวยงาม และประหยัดน้ำมัน พร้อมตอกย้ำความนิยมของ Grand Filano Hybrid ด้วยการสื่อสารผ่านทั้งออฟไลน์และออนไลน์ การสร้างกลุ่มลูกค้า และต้องการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด 30% ในทุกพื้นที่
    • YAMAHA FAZZIO Hybrid ทันสมัย กะทัดรัด ขี่ง่าย คุ้มค่าที่สุดในกลุ่มรถออโตเมติก ใช้กลยุทธ์เพิ่มยอดขายในทุกร้านผู้จำหน่าย โดยสร้าง FAZZIO Corner การมี Accessories ที่หลากหลาย มีรางวัลจูงใจ การสร้างกระแสในพื้นที่โดย KOL และราคาที่เข้าถึงได้ง่าย
    • YAMAHA PG-1 รถสไตล์ Outdoor Fashion หนึ่งเดียวในช่วงราคา 50,000–60,000 บาท มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่ง เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า พร้อมเตรียมจัดกิจกรรมเพื่อสร้างกระแส PG-1 อย่างต่อเนื่อง
    • YAMAHA AEROX155 ตอกย้ำความเป็นซูเปอร์สปอร์ตออโตเมติก ที่คุ้มค่าด้วยเทคโนโลยี VVA / TCS / ABS และดิสก์เบรกหลัง พร้อม Center Tunnel ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ Sport Automatic ตัวจริง โดยเน้นการสื่อสารผ่านกิจกรรม Motor Sport
    • YAMAHA NMAX Tech MAX ด้วยเทคโนโลยี YECVT ระบบชามไฟฟ้าอัจฉริยะที่ล้ำหน้า ลิขสิทธิ์เฉพาะของยามาฮ่า ที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง

    พร้อมกันนี้ในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2026 รายการ PT Grand Prix of Thailand ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – มีนาคม 2569 ยามาฮ่าได้ประกาศการปรับทัพครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดตัวรถแข่ง YZR-M1 เครื่องยนต์ V4 พร้อมไลน์อัพนักบิดระดับโลกจำนวน คน นำโดย

    • ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร หมายเลข 20 อเล็กซ์ รินส์ หมายเลข 42 จากทีม Monster Energy YAMAHA MotoGP
    • แจ็ค มิลเลอร์ หมายเลข 43 และนักบิดหน้าใหม่อย่าง โทปรัค ราซกัตลิโอกลู เจ้าของแชมป์โลก World Superbike Championship จำนวน สมัย จากทีม Prima Pramac YAMAHA MotoGP เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขัน และตอกย้ำความมุ่งมั่นของยามาฮ่าในเวทีโมโตจีพีฤดูกาลใหม่

    นอกจากนี้ ยามาฮ่ามีการอัปเกรดแอปพลิเคชัน Y-Connect สู่ Y-ON เพื่อการใช้งานที่ง่าย เสถียร และรองรับฟีเจอร์ใหม่ในอนาคต โดยเริ่มใช้ในวันที่ มีนาคม นี้ เป็นต้นไป และในวันนี้ ยามาฮ่าพร้อมเปิดตัวรถจักรยานยนต์ใหม่อีก รุ่น ได้แก่

    YAMAHA FAZZIO Hybrid Lite ในราคา 49,900 บาท เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับลูกค้าที่ต้องการความคุ้มค่า และการเข้าถึงที่ง่ายยิ่งขึ้น

    ในโอกาสเฉลิมฉลอง 25 ปี MAX Series – The Ultimate Pride of MAX ยามาฮ่าได้เปิดตัวรถลายลิมิเต็ดเอดิชันในรุ่น TMAX, XMAX และ NMAX ที่สะท้อนความภาคภูมิใจของตระกูล MAX พร้อมเสริมความแข็งแกร่งในกลุ่มพรีเมียมสปอร์ตออโตเมติกอย่างต่อเนื่อง YAMAHA XMAX Tech MAX ที่มาพร้อมชิลด์บังลมแบบไฟฟ้า หน้าจอ TFT ใหม่ พร้อมฟังก์ชันที่เท่และเร้าใจครบครัน

    ยามาฮ่ายังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งด้านบริการภายใต้แนวคิด 3S Value Creation ควบคู่กับการเปิดตัว YAMALUBE โฉมใหม่ ที่พัฒนาสูตรการหล่อลื่นให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ผ่านการออกแบบโดยวิศวกรยามาฮ่า และผ่านมาตรฐานสากล API และ JASO เพื่อตอบโจทย์ทุกการใช้งาน พร้อมแพ็กเกจใหม่ที่ช่วยเสริมการจดจำแบรนด์ YAMALUBE ได้ดีขึ้น”

                บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ขอขอบพระคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ให้การสนับสนุนบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา และจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในฐานะ Premium Brand และตอบสนองความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ YAMAHA CALL CENTER โทร. 02- 263-9999 พร้อมติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ WEBSITE: www.yamaha-motor.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.motowish.com/news-talk/thai-yamaha-motor-policy-for-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Hav3MqAXkAkcLOIJLwVwH

  • “พิพัฒน์” ภูมิใจไทย กางแผนแก้น้ำท่วม-ฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้

    “พิพัฒน์” ภูมิใจไทย กางแผนแก้น้ำท่วม-ฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้

    “พิพัฒน์” ภูมิใจไทย กางแผนแก้น้ำท่วม-ฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เข้าร่วมเวทีดีเบต “Nation Election 2569 DEBATE จุดเปลี่ยนประเทศไทย” ณ จังหวัดสงขลา โดยได้นำเสนอนโยบายแก้ปัญหาภัยพิบัติ การฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคใต้ และชี้แจงประเด็นร้อนทางการเมืองทั้งเรื่องวาทกรรมรักชาติและจุดยืนความโปร่งใสของพรรค

    กางแผน “บล็อกน้ำสะเดา-ลงอุโมงค์” แก้ท่วมหาดใหญ่ถาวร 

    ในการตอบคำถามจาก นายแสงชัย จีรธิคุณ รองประธานมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่เกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติ นายพิพัฒน์ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้นจะดำเนินการยกพนังกันน้ำคลอง ร.1 ให้สูงขึ้นอีก 1.5 เมตร พร้อมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ และเร่งลอกคลองอู่ตะเภา รวมถึงแก้ปัญหาดินสันดรที่ตื้นเขินบริเวณปากทะเลสาบสงขลาเพื่อให้การระบายน้ำคล่องตัวขึ้น

    สำหรับระยะกลางจะพัฒนาโครงการวงแหวนหาดใหญ่ให้มีคลองส่งน้ำและประตูน้ำประกบเพื่อบังคับทิศทางน้ำ และระยะยาวมีแนวคิด “บล็อกน้ำจากสะเดา” ไม่ให้เข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่ โดยการสร้างอุโมงค์ลอดยักษ์เพื่อผันน้ำออกสู่ทะเลอ่าวไทยที่ตำบลสกอมโดยตรง นอกจากนี้ยังชูนโยบายเยียวยาด้วยการให้เงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 100,000 บาท และค่าซ่อมแซมบ้านอีก 100,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ยเป็นเวลา 1 ปี

    ชูท่องเที่ยวชุมชนรอบทะเลสาบ กับ “คนละคนครึ่ง” 

    นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ ได้ใช้สิทธิ์เสริมในประเด็นการท่องเที่ยวและการตอบคำถามของ นายสิทธิพงษ์ สิทธิพัฒน์ประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่สงขลา เกี่ยวกับการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับสงขลาและภาคใต้ที่เชื่อมโยงกับมาเลเซีย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “โครงการพัฒนา 142 ชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา” ซึ่งเคยริเริ่มไว้แต่ยังไม่ได้รับงบประมาณในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และหวังจะผลักดันต่อหากได้เป็นรัฐบาล นอกจากนี้ยังเสนอให้นำนโยบาย “50:50 หรือ คนละคนครึ่ง” กลับมาใช้เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและช่วยเหลือแม่ค้าในตลาดให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

    เปิดใจปมวาทกรรม “รักชาติ” ยันเป็นความเห็นส่วนตัว 

    ในประเด็นร้อนเรื่องความรักชาติ นายพิพัฒน์ ชี้แจงว่าคำนิยามของ “ชาติ” สำหรับเขาคือสิ่งที่มีอาณาเขต วัฒนธรรม และผู้นำที่ชัดเจน โดยระบุว่าที่เคยพูดว่า “ใครรักชาติก็เลือกฝั่งรักชาติ ใครไม่รักชาติก็ไปเลือกอีกฝั่ง” นั้น เป็นการสื่อสารในฐานะส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย โดยมองว่าหากใครออกมาตอบโต้อย่างรุนแรงอาจเป็นเพราะมีความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รักชาติอย่างแท้จริง

    ย้ำจุดยืน “การเมืองไม่เทา” เชื่อทุกพรรคต้องคัดกรองสมาชิก 

    สำหรับคำถามจากกองบรรณาธิการเครือเนชั่นเรื่อง “การเมืองไม่เทา” นายพิพัฒน์ ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมุ่งมั่นปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม เขาให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ในความเป็นจริงไม่มีพรรคการเมืองใดที่สมาชิกทุกคนจะบริสุทธิ์ 100% เนื่องจากกรรมการบริหารพรรคไม่สามารถตรวจสอบพื้นเพเชิงลึกของสมาชิกทุกคนได้อย่างทั่วถึงสิ่งสำคัญคือเมื่อพบว่าบุคคลใดไม่บริสุทธิ์ พรรคจะต้องมีวิธีพิสูจน์และจัดการให้ชัดเจนว่าใครคือสีขาว สีเทา หรือสีดำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/737532&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VQftMlvOGa3mw3Yp18O4S