Category: เศรษฐกิจ

  • สื่อนอกวิเคราะห์ไทยกลายเป็น”คนป่วยแห่งเอเชีย”ได้อย่างไร | TOPNEWS

    สื่อนอกวิเคราะห์ไทยกลายเป็น”คนป่วยแห่งเอเชีย”ได้อย่างไร | TOPNEWS

    ไฟแนนเชียล ไทม์ส (Financial Times) สื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้เผยแพร่บทความ เมื่อวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยตีแผ่วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทย จากที่เคยมีเศรษฐกิจโตระดับเลขสองหลัก แต่วันนี้ กลับโตต่ำต่อเนื่องมาหลายปี

    Financial Times ตั้งชื่อบทความดังกล่าวว่า “How Thailand became the ‘sick man’ of Asia” หรือที่แปลเป็นไทยว่า “ประเทศไทยกลายเป็น ‘คนป่วย’ แห่งเอเชียได้อย่างไร”?

    เนื้อหาในบทความย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2531 เศรษฐกิจของประเทศไทยเคยเติบโตและพุ่งทะยานถึง 13% จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “1 ใน 5 เสือแห่งเอเชีย” (ประกอบด้วยไทย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์และเวียดนาม) อย่างไรก็ตาม ภาพความทรงจำเหล่านั้นกำลังเลือนลางหายไป

    ปัจจุบันไทยติดอยู่ในภาวะโตต่ำ เฉลี่ยเพียงแค่ 2% มาตลอด 5 ปี และในปีนี้ รัฐบาลคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตเพียง 2% ขณะที่ IMF คาดการณ์อาจโตได้เพียง 1.6% รั้งท้ายภูมิภาคอาเซียน

    ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งได้ให้ความเห็นไว้กับ Financial Times อย่างน่าสนใจว่า “ประเทศไทยเคยถูกมองว่าสดใส แต่ปัจจุบัน กลับกลายเป็นคนป่วยของเอเชียภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี”

    ขณะที่ไฟแนนเชียล ไทม์สชี้ว่า สาเหตุหลักมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องสังคมที่สูงวัยอย่างรวดเร็ว ประชากรลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา อัตราการเกิดของประเทศไทยตกต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี

    และที่น่ากลัวที่สุดคือ “หนี้ครัวเรือน” ที่สูงเกือบ 90% ของ GDP ติดอันดับต้นๆ ของเอเชีย ทำให้คนไทยไม่มีกำลังซื้อและต้องรัดเข็มขัดการใช้จ่ายกันอย่างหนัก จนบรรยากาศตามร้านอาหารหรือแหล่งช้อปปิ้งเริ่มเงียบเหงา ร้านค้าต่างปิดตัวลง

    ขณะที่ภาคการผลิตก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เคยเป็นความภูมิใจ วันนี้ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง ฮอนด้า ซูซูกิ และนิสสัน เริ่มปิดโรงงานหรือลดกำลังผลิตลง เพราะสู้ต้นทุนไม่ไหว ทั้งยังถูกซ้ำเติมด้วยสินค้าราคาถูกจากจีนและการแข่งขันที่รุนแรงจากเวียดนาม

    ส่วนอุตสาหกรรมบริการที่เป็นความหวังอย่างการท่องเที่ยวก็ยังไม่กลับไปจุดเดิม โดยปีที่ผ่านมา (2568) ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ 32.9 ล้านคน ลดลง 7% จากปีก่อนหน้า (2567) และยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดที่เคยทำได้ถึง 40 ล้านคน

    นอกจากนี้ ไทยยังมีประเด็นเรื่องความปลอดภัยจากปัญหาสแกมเมอร์หรือแก๊งฉ้อโกงออนไลน์ที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา และการแข่งขันจากประเทศอย่างญี่ปุ่นและเวียดนามที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวไปแทน

    อย่างไรก็ตาม ไฟแนนเชียล ไทม์สระบุว่า ตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยที่สำคัญคือ “ความไม่แน่นอนทางการเมือง” ไทยมีการเปลี่ยนรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีบ่อยครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจเดิมกับพรรคปฏิรูปทำให้งบประมาณและการผลักดันนโยบายขาดความต่อเนื่อง นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น

    ขณะเดียวกัน การขาด “เครื่องยนต์ใหม่”หรือตัวขับเคลื่อนใหม่ๆ มาผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น Data Center (ศูนย์ข้อมูล) , การผลิตสินค้ามูลค่าสูง, ยา, และเทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงนโยบายกำแพงภาษีและการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ฉุดรั้งการเติบโตเศรษฐกิจของไทย

    ประเด็นเศรษฐกิจทั้งหมดนี้ จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ในการเลือกตั้งทั่วไป ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ผู้สมัครจากหลายพรรคการเมืองต่างก็ประกาศว่าจะเข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศ

    บทสรุปจากนักเศรษฐศาสตร์และบรรดาผู้เชี่ยวชาญยืนยันตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้ไม่เพียงอยู่ในห้อง ICU แต่ถ้าไม่รีบผ่าตัดด่วน โครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากที่เป็น “คนป่วย” ก็อาจทรุดลงไปอีกจนกลายเป็น “คนไข้อาการโคม่า” ในอนาคตอันใกล้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1478681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1m-39Y9qTkKe9DIUfrPke2

  • ย้อนอ่าน ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ พรรคการเมืองใหญ่ ก่อนเข้าคูหา เลือกตั้ง 69

    ย้อนอ่าน ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ พรรคการเมืองใหญ่ ก่อนเข้าคูหา เลือกตั้ง 69

    ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเห็นตรงกันว่า ‘เศรษฐกิจไทย’ กำลังเผชิญกับ ‘Perfect Storm’ โดยมีทั้งปัญหาภายนอกจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาภายใน ไม่ว่าจะเป็น กำลังซื้อที่ชะลอตัว การทุจริตคอร์รัปชัน ท่ามกลางภาวะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของไทยอย่าง ท่องเที่ยว และส่งออกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่

    นอกจากนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยก็กำลัง ‘สำแดงฤทธิ์’ ออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากภาวะการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะยังคง ‘ต่ำกว่าระดับศักยภาพ’ อีกปี



    โดยสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจส่วนใหญ่ต่างมองตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 นี้จะโตต่ำกว่า 2% นับเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ไม่นับรวมปีที่เกิดวิกฤต นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำสุดในภูมิภาคหลายปีติดต่อกัน และมีแนวโน้มว่า จะถูกเพื่อนบ้านแซงหน้าไปเรื่อยๆ

    ปัญหาเหล่านี้ถือเป็น ‘โจทย์’ สำคัญที่รัฐบาลใหม่ ‘ต้องแก้’ เพื่อทำให้ปากท้อง คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชนไทย ‘ดีขึ้น’

    THE STANDARD WEALTH ได้เปรียบเทียบ ‘นโยบายด้านเศรษฐกิจ-ตลาดทุน-พลังงาน’ ที่พรรคการเมืองต่างๆ ประกาศหาเสียงไว้ในการเลือกตั้งปี 2569 ไว้ดังนี้


    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/economic-policies-parties-election-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ALrRj0QkN8kXurilhW8Jf

  • “ศุภจี” ลั่นชัด “ภูมิใจไทย” พร้อมเดินหน้าใช้ทุกกลไก ดันศักยภาพข้าวไทย เปิดแผนหนุนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง เล็งเพิ่มพื้นที่ภาคเกษตร ย้ำทุกคนในพรรค ขออาสาแบกประเทศไทย | TOPNEWS

    “ศุภจี” ลั่นชัด “ภูมิใจไทย” พร้อมเดินหน้าใช้ทุกกลไก ดันศักยภาพข้าวไทย เปิดแผนหนุนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง เล็งเพิ่มพื้นที่ภาคเกษตร ย้ำทุกคนในพรรค ขออาสาแบกประเทศไทย | TOPNEWS

    5 ก.พ.2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย เปิดใจให้สัมภาษณ์ผ่านทาง รายการพิเศษ ‘เจาะสนามเลือกตั้ง 69’ ทางช่องท็อปนิวส์ โดยมีนายธีระ ธัญไพบูลย์ และนายอุดร แสงอรุณ เป็นผู้ดำเนินรายการ

    โดยมีการพูดคุยกรณีผลักดันศักยภาพข้าวไทย โดยนางศุภจี กล่าวว่า ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยจะใช้ “ทุกกลไก” ในการยกระดับศักยภาพข้าวไทยและสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

    ปัญหาภาคเกษตร โดยเฉพาะข้าว ไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการใดมาตรการหนึ่ง เช่น การประกันรายได้หรือการเยียวยาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดำเนินการครบวงจร ตั้งแต่การลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาพันธุ์พืช การจัดการน้ำ ไปจนถึงการทำการตลาดอย่างจริงจัง โดยเน้นให้เกษตรกรปลูกพืชให้ตรงกับความต้องการของตลาด

    สำหรับข้าวไทย ยอมรับว่าปัจจุบันไทยไม่สามารถแข่งขันด้านปริมาณและต้นทุนกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดียได้ เนื่องจากผลผลิตต่อไร่ของไทยยังต่ำกว่า แต่ไทยยังมีจุดแข็งด้านคุณภาพ รสชาติ และเอกลักษณ์ของข้าว ซึ่งเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก พรรคจึงมุ่งยกระดับข้าวไทยไปสู่การแข่งขันด้านคุณค่า มากกว่าการแข่งขันด้านราคา

    นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยเสนอการใช้ข้อมูลอุปสงค์–อุปทานในระดับพื้นที่ เพื่อวางแผนการผลิตให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด และช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตร โดยหากพบพื้นที่ใดมีภาวะอุปทานเกิน จะมีกลไกเข้าไปดูดซับผลผลิตและหาตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ

    ในด้านการเพิ่มรายได้เกษตรกร พรรคสนับสนุนให้ใช้พื้นที่ท้ายไร่ปลูกพืชเศรษฐกิจที่ตลาดต้องการ เช่น กล้วยหอม หรืออะโวคาโด ในพื้นที่ที่เหมาะสม โดยไม่บังคับให้เลิกปลูกข้าว พร้อมให้เงินสนับสนุนเพื่อปรับพื้นที่และเปลี่ยนรูปแบบการผลิตแทนการอุดหนุนที่กระตุ้นให้ปลูกข้าวเกินความจำเป็น

    นางศุภจี ยังกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการดึงการลงทุน การขยายการค้า การใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) การปรับปรุงกฎระเบียบที่ล้าสมัย ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและภาคการผลิต เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้มากกว่า 3% ต่อปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1478740&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vJRhWxTWrmTAd16PWwCRv

  • ธนาคารโลกคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียน ปี 2026

    ธนาคารโลกคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียน ปี 2026

           ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจของละตินอเมริกาและแคริบเบียนจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตรา 2.3% ในปี 2026 ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าที่ยังคงดำเนินอยู่และความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยอาร์เจนตินาจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในละตินอเมริการ่วมกับปานามา และสาธารณรัฐโดมินิกัน   

            ข้อมูลจากรายงาน Global Economic Prospects ของธนาคารโลก ระบุว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศแคริบเบียนจะเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งภูมิภาค โดยคาดว่าจะขยายตัว 5.2% ในปี 2026 จากแรงหนุนของการขยายตัวในภาคน้ำมันของประเทศกายอานา หากไม่รวมกายอานาอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 2.9% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจของอเมริกากลางคาดว่าจะทรงตัว โดยขยายตัว 3.6% ในปี 2026 ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจของภูมิภาคยังคงมีความเสี่ยง หากผลการทบทวนความตกลงสหรัฐอเมริกา–เม็กซิโก–แคนาดา (USMCA) ในปี 2026 นำไปสู่ข้อจำกัดทางการค้า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของภูมิภาคจะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเม็กซิโกซึ่งมีความเปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด

            เมื่อพิจารณาแยกตามประเทศ ธนาคารโลกประเมินว่าอาร์เจนตินาจะเป็นผู้นำด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 4% ในปี 2026 และจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตในระดับเดียวกันในปี 2027 ท่ามกลางบริบทของความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภายในประเทศและการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี จากการดำเนินนโยบายการคลังอย่างเหมาะสมในช่วงที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จ ส่งผลให้ดุลการคลังขั้นต้นเกินดุลตั้งแต่ต้นปี 2024 และต้นทุนทางการเงินลดลง โดยการวางนโยบายการคลังและการเงินอย่างเข้มงวดมีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยชะลออัตราเงินเฟ้อ สำหรับประเทศอื่นในภูมิภาค ทางธนาคารโลกได้คาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2026 ไว้ดังนี้ โคลอมเบีย 2.6% บราซิล 2% เม็กซิโก 1.3% ชิลี 2.2% และเปรู 2.5% 

             รายงานได้ระบุประเด็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอกว่าคาด อาจนำไปสู่การปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งราคาสินค้าส่งออกหลักของภูมิภาคที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อรายได้ภาษีและดุลบัญชีภายนอก รวมถึงความผันผวนในตลาดการเงิน และระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงของหลายประเทศทำให้ภูมิภาคเผชิญความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของสภาวะทางการเงินโลก นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งในพื้นที่ตอนใต้ของทวีปอเมริกา ซึ่งจะกระทบต่อการเพาะปลูกและภาคการเกษตรที่เป็นสินค้าส่งออกหลักของภูมิภาคนี้ 

    ความคิดเห็นของสำนักงาน

             การเปลี่ยนแปลงทิศทางทางเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน เปิดโอกาสเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญให้กับประเทศไทย โดยธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอาร์เจนตินาจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ด้วยอัตราการเติบโตถึง 4% ในปี 2026 และ 2027 ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยมีช่วงเวลาสำคัญในการปรับตำแหน่งตนเองเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้จัดหาสินค้าหลักให้กับตลาดอาร์เจนตินารวมทั้งประเทศอื่นในละตินอเมริกา

             การเติบโตดังกล่าวสะท้อนถึงการกลับมาของการขยายตัวในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งหมายความว่าจะมีความต้องการวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบจากประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยในระยะกลาง อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า อะไหล่ยานยนต์ รวมถึงชิ้นส่วนพลาสติกและยาง

    เครดิตภาพและที่มาข่าว:

    1. https://www.batimes.com.ar/news/economy/world-bank-trims-argentinas-2026-gdp-forecast-to-4.phtml?utm_source=chatgpt.com

    2. https://www.modaes.com/global/markets/world-bank-forecasts-latin-america-and-the-caribbean-to-grow-23-in-2026-and-26-in-2027?utm_source=chatgpt.com 

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงบัวโนสไอเรส สาธารณรัฐอาร์เจนตินา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/fxzjvmy8q4wgwlska2kpscj1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rUCoOwqgyWEEvCY-zzHiH

  • ทีทีบี หนุนโรงแรมสีเขียว เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ  ผ่านโครงการ G-Green ด้วยโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ได้อย่างยั่งยืน

    ทีทีบี หนุนโรงแรมสีเขียว เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการ G-Green ด้วยโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ได้อย่างยั่งยืน

    วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.49 น.

              กรุงเทพฯ 2 กุมภาพันธ์ 2569 — ทีทีบี ตอกย้ำบทบาท “การธนาคารเพื่อความยั่งยืน” (Sustainable Banking) ภายใต้กรอบ B+ESG ผสานธุรกิจและความยั่งยืนเป็นหนึ่งเดียว มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเข้าร่วมโครงการ G-Green ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนธุรกิจโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ช่วยให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม  

              นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ทีทีบีตระหนักถึงบทบาทของสถาบันการเงินในการดูแลสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมุ่งพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงได้ เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างยั่งยืน 

              ทีทีบีเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยสถาบันการเงินมีบทบาทสำคัญเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงเงินทุนไปสู่กิจกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม ล่าสุดธนาคารได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมสนับสนุนเชิงธุรกิจและการตลาดแก่โรงแรมที่ได้รับการรับรองเป็นโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) ภายใต้โครงการ G-Green ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งพลังงาน น้ำ และวัสดุสิ้นเปลือง การปรับรูปแบบการดำเนินงานจึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตอบโจทย์ความคาดหวังของนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น 

              ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ธนาคารส่งเสริมและสนับสนุนให้ลูกค้ากลุ่มธุรกิจโรงแรมเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องผ่านโซลูชันทางการเงินที่หลากหลาย อาทิ  

              สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน (ttb sustainability-linked loan) สําหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นเงินกู้ระยะยาวอัตราดอกเบี้ยพิเศษ โดยมีการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ท้าทาย เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดการใช้น้ำ หรือการได้รับใบรับรองที่ได้มาตรฐาน Green Hotel หรือ Green Hotel Plus ภายใต้โครงการ G-Green เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจโรงแรมยุคใหม่ที่ต้องการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เจาะกลุ่มนักเดินทางที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ประหยัดต้นทุนด้วยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการวางรากฐานเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว  

              สินเชื่อเพื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ทีทีบี (ttb solar rooftop solution) ช่วยลดภาระและประหยัดต้นทุนธุรกิจในระยะยาว ให้วงเงินกู้สูงสุด 100% ของมูลค่าการลงทุนแผงโซลาร์ ผ่อนชำระนานสูงสุด 8 ปี ไม่กระทบเงินทุนหมุนเวียน สะดวกและมั่นใจได้ เพราะมีพันธมิตรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ พร้อมให้คำแนะนำด้านเทคนิค รวมถึงการขอใบอนุญาตแบบครบวงจร โดยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้กว่า 40-50% พร้อมสิทธิ์ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปี และช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ อีกทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ธุรกิจด้านการลดการใช้คาร์บอนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ 

              สินเชื่อเพื่อเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ความยั่งยืน (ttb green & blue loan program) ให้วงเงินสูงสุดไม่จำกัด ตามระยะเวลาโครงการ สนับสนุนโครงการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายยั่งยืนตามหลักสากล รวมทั้งสนับสนุนการลงทุน Green Project ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมโครงการหลายรูปแบบ ทั้งพลังงานหมุนเวียน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการน้ำและน้ำเสียอย่างยั่งยืน การป้องกันมลพิษและการจัดการของเสีย การขนส่งที่ใช้พลังงานสะอาด อาคารสีเขียว และการจัดการแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน 

              นอกจากนี้ ทีทีบียังร่วมสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการโรงแรมที่ได้รับการรับรอง Green Hotel และ Green Hotel Plus ผ่านการมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าทีทีบี เมื่อใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิต ttb ณ โรงแรมที่เข้าร่วมโครงการ G-Green รับส่วนลดสูงสุด 35% อาทิ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ, โรงแรม วีรันดา ไฮ รีสอร์ท เชียงใหม่ – เอ็มแกลเลอรี่ คอลเล็คชั่น, เคป ดารา รีสอร์ท พัทยา, โรงแรม โอโซ่ นอร์ธ พัทยา, โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น ป่าตอง บีช และโรงแรมอื่น ๆ ครอบคลุมทั่วประเทศ 

              “ทีทีบียังคงมุ่งพัฒนาแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าโซลูชันทางการเงินที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมจะช่วยให้ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจสามารถรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างคุณค่าในระยะยาว การผนึกกำลังของทุกภาคส่วนจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาประเทศไทยสู่การพัฒนาที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน” นายปิติ กล่าว 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/945243&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LWAear2yfwCijph4DRn6A

  • พรรควิชชั่นใหม่ ชูนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ย ปลดล็อกหนี้ประชาชน ชี้เป็นทางออกเศรษฐกิจยั่งยืน

    พรรควิชชั่นใหม่ ชูนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ย ปลดล็อกหนี้ประชาชน ชี้เป็นทางออกเศรษฐกิจยั่งยืน

    พรรควิชชั่นใหม่ ชูนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ย ปลดล็อกหนี้ประชาชน ชี้เป็นทางออกเศรษฐกิจยั่งยืน

    วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.45 น.

    Tag :

    สับไม่ยั้ง! “วิชชั่นใหม่” ชี้การเมืองเก่าใช้เงินซื้ออำนาจ 50 ล้านต่อเก้าอี้ เปิดทางทุนผูกขาดโกยกำไร ทิ้งประชาชนจมหนี้ ย้ำ “การเงินไร้ดอกเบี้ย” พรรควิชชั่นใหม่คือคำตอบ

    5 ก.พ.2569 นายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ กล่าวแสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างเข้มข้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ความเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายประเด็นยังสะท้อนการเมืองแบบเดิมที่หมุนวนอยู่กับ “อำนาจและผลประโยชน์” มากกว่าการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน

    นายพิเชษฐ กล่าวถึง กระแสวิพากษ์ในพื้นที่ภาคใต้เกี่ยวกับการกว้านซื้อตัว สส.ด้วยเม็ดเงินสูงถึงหัวละ 50 ล้านบาท รวมถึงการยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อขอระงับการออกเสียงประชามติว่าเป็นเกมการเมืองที่มุ่งเตะถ่วงสถานการณ์และช่วงชิงความได้เปรียบทางอำนาจ มากกว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์อย่างแท้จริง

    “การเมืองที่ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อแลกกับการเข้าสู่อำนาจ คือรากเหง้าของความบิดเบี้ยวทางเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ เพราะเมื่ออำนาจทางการเมืองถูกซื้อขายด้วยเงิน การบริหารประเทศย่อมถูกบังคับให้ถอนทุนคืนให้กลุ่มทุน ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพและดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม จนหนี้สินกลายเป็นกับดักถาวรของคนไทย” นายพิเชษฐกล่าว

    นายพิเชษฐย้ำว่า เงินจำนวนมหาศาลที่ถูกใช้ในเกมการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่สะท้อนถึงระบบการเงินที่เอื้อให้ทุนผูกขาดสะสมกำไร ขณะที่ประชาชนฐานรากต้องจมอยู่กับหนี้สิน พร้อมชี้ว่า พรรควิชชั่นใหม่จึงเสนอแนวคิด “การเงินไร้ดอกเบี้ย” เพื่อทำลายวงจรอำนาจ–ทุน–หนี้ และเตือนว่าการแข่งขันแจกเงินโดยไม่คำนึงถึงฐานะการคลัง อาจนำประเทศไปสู่ความเสี่ยงทางการเงินในระยะยาว

    สำหรับกรณีการยื่นฟ้องเพื่อขอระงับการออกเสียงประชามติ นายพิเชษฐมองว่าเป็นการชิงจังหวะทางการเมืองที่ทำให้ประชาชนเสียโอกาส พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่หลายพรรคการเมืองแข่งขันกันเสนอนโยบายแจกเงิน ซึ่งอาจทำให้หนี้สาธารณะเข้าใกล้เพดานร้อยละ 70 และสร้างความกังวลให้ภาคเอกชน พรรควิชชั่นใหม่กลับเลือกเสนอแนวทางที่ไม่เพิ่มภาระการคลังของประเทศในระยะยาว

    “บางพรรคคุยเรื่องกติกาอำนาจ บางพรรคคุยเรื่องกู้เงินมาแจกเพื่อคะแนนนิยม แต่พรรคเราคุยเรื่อง ‘การเงินที่ยั่งยืน’ การเข้าถึงแหล่งทุนแบบไร้ดอกเบี้ยคือการเสริมพลังให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้จริง โดยไม่ผลักภาระหนี้ไปให้ประเทศในอนาคต”นายพิเชษฐกล่าว

    นายพิเชษฐ ยังแสดงความห่วงใยต่อบรรยากาศการเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้าย รวมถึงปัญหาทางเทคนิคที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้า พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันรักษาความโปร่งใส เพื่อให้ทุกคะแนนเสียง โดยเฉพาะของประชาชนฐานราก มีความหมายอย่างแท้จริง

    “วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ อย่าให้ละครการเมืองหรือความผิดพลาดของระบบมาทำให้ประชาชนเสียสมาธิ พรรควิชชั่นใหม่พร้อมเข้าไปเป็นปากเป็นเสียงให้คนตัวเล็ก เปลี่ยนคะแนนเสียงของท่านให้เป็นกฎหมายที่ปลดเปลื้องหนี้ และสร้างระบบการเงินที่ไม่มีใครต้องตกเป็นทาสดอกเบี้ยอีกต่อไป” นายพิเชษฐ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/945359&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1B8aVSyx6aekvs0uniFvlu

  • พาณิชย์คุมเกม ‘พืช 3 หัว’ ดันตลาดข้อตกลงพยุงราคา

    พาณิชย์คุมเกม ‘พืช 3 หัว’ ดันตลาดข้อตกลงพยุงราคา

    วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นช่วงที่พืชเศรษฐกิจ 3 หัวออกสู่ตลาดพร้อมกันในปริมาณมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้า กรมการค้าภายในจึงเร่งดำเนินมาตรการบริหารจัดการผลผลิตเชิงรุก โดยใช้ตลาดข้อตกลงเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงซื้อขายล่วงหน้าระหว่างเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อลดปัญหาผลผลิตกระจุกตัวในพื้นที่ และบรรเทาผลกระทบด้านราคา

    ในเดือนมกราคม 2569 กรมการค้าภายในได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และแม่ฮ่องสอน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรมเชื่อมโยงซื้อขายกระเทียมและหอมแดง ผ่านตลาดข้อตกลง โดยมีเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรจากทั้งสามจังหวัดเข้าร่วม 17 กลุ่ม และมีผู้ประกอบการรับซื้อ 3 ราย ได้แก่ บริษัท อโกรไทย ยูเนี่ยน จำกัด บริษัท ตะวันพืชผล จำกัด และบริษัท ยิ่งไพศาลการเกษตร จำกัด เพื่อนำผลผลิตกระจายสู่ตลาดภายในประเทศ ห้างค้าส่ง–ค้าปลีกสมัยใหม่ โรงงานแปรรูป และการส่งออก รวมปริมาณการซื้อขายกว่า 375 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 28.17 ล้านบาท

    นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้เชื่อมโยงซื้อขายหอมหัวใหญ่จากเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านตลาดข้อตกลง โดยมีเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเข้าร่วม 7 กลุ่ม และมีผู้รับซื้อ 13 ราย ทั้งห้างค้าส่ง–ค้าปลีกสมัยใหม่ โรงงานแปรรูป และผู้ประกอบการตลาดทั่วไปภายในประเทศ สามารถดูดซับผลผลิตได้รวมกว่า 6,700 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 80 ล้านบาท

    อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการดูแลพืช 3 หัวของกรมฯ ประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การเร่งผลักดันการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน การรับซื้อและกระจายผลผลิตสู่ตลาดภายในประเทศ และการใช้ตลาดข้อตกลงเพื่อเชื่อมโยงซื้อขายล่วงหน้าระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ

    สำหรับปีการผลิต 2568/69 มีปริมาณผลผลิตพืช 3 หัวรวม 243,877 ตัน โดยหอมแดงมีผลผลิตรวม 158,824 ตัน มีการส่งออกในปี 2568 จำนวน 31,550 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของผลผลิตทั้งหมด ราคาหอมแดงศรีสะเกษมัดจุกใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ช่วงเดือนมกราคม 2569 ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 61.88 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 80.25 บาทต่อกิโลกรัม

    ขณะที่กระเทียมมีปริมาณผลผลิตประมาณ 53,390 ตัน มีการส่งออกในปี 2568 จำนวน 610 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 1 ของผลผลิตทั้งหมด โดยราคากระเทียมแห้งมัดจุกหัวใหญ่ ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 102.50 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนหอมหัวใหญ่มีปริมาณผลผลิตประมาณ 31,663 ตัน มีการส่งออกในปี 2568 จำนวน 2,153 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 7 ของผลผลิตทั้งหมด โดยราคาขายส่งหอมหัวใหญ่ห้องเย็น เบอร์ 0–1 เฉลี่ยอยู่ที่ 30 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 40 บาทต่อกิโลกรัม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-shallots-garlic-onions-market&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L24Il3dkz55k8593zSlCp

  • พิชัยแจงสื่อนอกดร.เชนช่วยดันคะแนนเสียง นโยบายเพื่อไทยแก้เศรษฐกิจได้จริง

    พิชัยแจงสื่อนอกดร.เชนช่วยดันคะแนนเสียง นโยบายเพื่อไทยแก้เศรษฐกิจได้จริง

    พิชัยแจงสื่อนอกดร.เชนช่วยดันคะแนนเสียง นโยบายเพื่อไทยแก้เศรษฐกิจได้จริง

    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ กับ Channel News Asia ที่พรรคเพื่อไทยว่า นโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ โดยนโยบายที่ต้องเร่งทำคือการแก้ไขปัญหาหนึ้ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงถึงเกือบ 90% ของจีดีพี ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนกันอย่างมาก

    ที่ผ่านมา แม้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะสามารถทำให้ ภาพรวมทางเศรษฐกิจของไทยฟื้นขึ้นมาก โดยในปี 68 การส่งออกขยายเพิ่มได้ถึง 12.93% และ การขอส่งเสริมการลงทุนพุ่งถึง 1.87 ล้านล้านบาท สูงที่สุดในประวัติศาสตร์  แต่ประชาชนจะยังไม่ได้รู้สึกดีขึ้นทันที

    ทั้งนี้เพราะหนี้ที่มีอยู่สูง ดังนั้นนโยบายการแก้หนี้จึงเป็นความสำคัญเร่งด่วน โดยมีการช่วยประชาชน 5 กลุ่ม ซึ่งหากสามารถแก้ไขเรื่องหนี้เหล่านี้ได้ เศรษฐกิจจะขยายขึ้นอีกมาก ทั้งนี้ต้องเร่งให้มีการส่งออกและการลงทุนมากขึ้น ซึ่งหากการส่งออกและการลงทุนขยายตัวในระดับสูงแบบนี้ไปอีกหลายปีเศรษฐกิจไทยจะฟื้นแน่ 

    สำหรับเรื่องการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คนนั้น ขออธิบายว่านโยบายนี้เป็นวิธีการที่ชาญฉลาดในการหาทางเก็บภาษีแวตให้ได้มากขึ้น โดยไม่ต้องขึ้นอัตราภาษีแวต ในหลายประเทศประสพความสำเร็จโดยเฉพาะที่ได้หวันที่สามารถเก็บภาษีแวตได้เพิ่มขี้น 15-20% ทุกปี มีพรรคอื่นเสนอแนวคิดหวยใบเสร็จ ซึ่งต้องใช้เงินมากกว่ามากแต่คนไม่เข้าใจ แต่นโยบายเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ประชาชนเข้าใจทันที และเชื่อว่าโดนใจประชาชนมาก 
     

    ในเรื่องค่าจ้างแรงงาน  พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าหากประเทศไทยสามารถสร้างอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง เช่น Semiconductors, PCB, EV, Electronics, พลังงานสะอาด, Data Center, Ai ฯลฯ  ค่าจ้างแรงงานจะเพิ่มขึ้นสูงเอง และเมื่อไทยเป็นประเทศรายได้สูงได้ ประชาชนและแรงงานจะมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก 

    ส่วนเรื่องภาษีทรัมป์นั้น เป็นที่ทราบดีว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ไปเจรจาทำให้ภาษีทรัมป์ลดลงจาก 36% เป็น 19% ซึ่งเท่าๆกับประเทศคู่แข่งทำให้การส่งออกของไทยยังคงรักษาระดับได้ขนาดเดือนกันยายนยังขยายได้ 19% และ เดือนธันวาคมขยายได้ 16.8% ส่งออกทั้งปี 68 ขยายได้ 12.93% หลังจากปี 67 ขยายแล้ว 5.4%

    ทั้งนี้ ต้องให้เครดิตข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวง, เหล่าอธิบดี และ ทีมงาน ที่ทำงานกันอย่างหนักเพื่อเจรจาต่อรองจนสำเร็จ 

    ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและสหรัฐ โดยที่ตนเองได้พบกับ USTR Jamieson Greer ถึง 2 ครั้ง และได้พบกับสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐที่รู้จักกันมานานหลายท่าน เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยสามารถเจรจาการค้ากับสหรัฐไปได้ด้วยดี และหวังว่าจะสามารถลดภาษีทรัมป์ลงได้ในอนาคต ดังนั้น จึงขอให้มั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถเจรจาให้เสร็จได้แน่นอน เหมือนที่ทำสำเร็จมาแล้วกับกลุ่มประเทศ EFTA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/737554&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29RWOMERaWeqCtQhMVN1eR

  • ม.หอการค้าไทย คาดวาเลนไทน์69เม็ดเงินสะพัดกว่า 2,899.42 ล้านบาท ขยายตัว 7.4%สูงสุดในรอบ6ปี

    ม.หอการค้าไทย คาดวาเลนไทน์69เม็ดเงินสะพัดกว่า 2,899.42 ล้านบาท ขยายตัว 7.4%สูงสุดในรอบ6ปี

    วันนี้, 17:21น.

              นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจทัศนคติ พฤติกรรม และการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันวาเลนไทน์ ปี 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,280 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า บรรยากาศโดยรวมมีความคึกคักมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา โดยภาพรวมมูลค่าการใช้จ่ายและเม็ดเงินสะพัด คาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจช่วงวันวาเลนไทน์ปีนี้ประมาณ 2,899.42 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.4% เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งถือเป็นมูลค่าที่สูงสุดในรอบ 6 ปี (นับตั้งแต่ปี 2564)

               โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 2,401 บาทต่อคน ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉพาะการซื้อของขวัญมอบให้คู่รักเฉลี่ยอยู่ที่ 1,321 บาทต่อคน ซึ่งกลุ่ม Gen X เป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงสุด

              ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจช่วงวาเลนไทน์ มาจากบรรยากาศทางการเมือง 52% ของกลุ่มโดยกลุ่มตัวอย่างมองว่าบรรยากาศก่อนการเลือกตั้งส่งผลให้เกิดความคึกคักและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย

               ขณะที่การท่องเที่ยว การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระบบ แม้ประชาชนจะมองว่าราคาสินค้าแพงขึ้น แต่ยังคงมีการวางแผนใช้จ่ายเนื่องจากตรงกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐช่วยพยุงไว้

               ด้านนางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจ พบว่า คนส่วนใหญ่ 35.3% ให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์ระดับปานกลาง ,21.1 % สำคัญมาก ,17.4% สำคัญน้อย, 12.2% ไม่สำคัญเลย ,8.9% สำคัญน้อยมาก และ5.1 %สำคัญอย่างมาก โดยคนเจนZให้ความสำคัญมากที่สุด รองลงมาคือเจนY เจนXและเจนBB

                 เมื่อสอบถามถึงความรู้สึกต่อบรรยากาศในช่วงวันวาเลนไทน์พบว่า ส่วนใหญ่ 69.1%ตอบว่า มีความสุข ,20.6% เกิดความคาดหวัง ,7.8%เครียดและกดดัน , 2.0%วิตกกังวลและ0.5%อื่นๆ ส่วนที่มาของเงินที่ใช้ในช่วงวันวาเลนไทน์ 70.1% นำมาจากค่าขนม, 26.1% เงินออม , 1.8% ผู้ปกครอง ,1.4 %เงินช่วยเหลือรัฐและ0.6%โบนัส

                 ด้านพฤติกรรมการเฉลิมฉลองและปัจจัยการเลือกซื้อของขวัญ พบว่า การเลือกสถานที่ยอดนิยม อันดับ 1 คือ ร้านอาหาร/การล่องเรือทานอาหาร (32%) ตามด้วยการฉลองที่บ้าน (18.8%) และห้างสรรพสินค้า (15.4%)

                  ขณะที่เกณฑ์การเลือกซื้อของขวัญ ประชาชนให้ความสำคัญกับ ความชอบของผู้รับ มากที่สุด (21.4%) รองลงมาคือความสะดวก (15.0%) และรายได้ส่วนบุคคล (13.1%)

    #หอการค้าไทยวาเลนไทน์

    Cr:UTCC Today

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159041&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HtoBtmgZ8e3Aw-0QY5AdB

  • เปิดเสรีนำเข้าสุรา หลังผูกขาดมายาวนาน

    เปิดเสรีนำเข้าสุรา หลังผูกขาดมายาวนาน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3e0zEJ0ya5KZ1rEywdffpW