Category: เศรษฐกิจ

  • แนวโน้ม SET อ่อนตัวตามตปท. กังวลเศรษฐกิจสหรัฐชะลอ

    แนวโน้ม SET อ่อนตัวตามตปท. กังวลเศรษฐกิจสหรัฐชะลอ

    นางสาววราภรณ์ วิบูลคณารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดว่าแกว่งตัวลง ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังจากเมื่อคืนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงแรง และตลาดหุ้นเอเชียเช้าวันนี้ก็เปิดมาปรับตัวลงตามกัน หลังมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐมากขึ้น จากตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายลัปดาห์ และตัวเลขการเปิดรับสมัครงานของสหรัฐออกมาต่ำกว่าคาด ทำให้เป็นปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้น

    ขณะเดียวกันยังคงมีแรงกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ออกมาต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อ Sentiment หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในตลาดหุ้นไทยกดดันต่อดัชนี และยังอยู่ในช่วงรอติดตามผลผลการเลือกตั้ง โดยให้แนวต้าน 1,350 จุด แนวรับ 1,320 จุด

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/811448&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35HJcqipeU9X5FvW67K8ex

  • เมื่อคนต่างวัยร่วมดีไซน์เศรษฐกิจปีหน้า: การรวมพลังของประสบการณ์และความคิดสร้างสรรค์

    เมื่อคนต่างวัยร่วมดีไซน์เศรษฐกิจปีหน้า: การรวมพลังของประสบการณ์และความคิดสร้างสรรค์

    เมื่อคนต่างวัยร่วมดีไซน์เศรษฐกิจปีหน้า: การรวมพลังของประสบการณ์และความคิดสร้างสรรค์


    16/02/2569 | 8 |

    เมื่อคนต่างวัยร่วมดีไซน์เศรษฐกิจปีหน้า: การรวมพลังของประสบการณ์และความคิดสร้างสรรค์

    ในขณะที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ หลายคนอาจมองว่า “คนรุ่นใหม่” คือกลุ่มเดียวที่จะรอดพ้นจากพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง แต่ในความเป็นจริง เศรษฐกิจที่เข้มแข็ง (Resilient Economy) ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ประสบการณ์ที่ถูกนำมาตีความใหม่” เดือนธันวาคมนี้จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะกางแผนที่เศรษฐกิจไทย โดยให้คนทุกวัยเดินเข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ที่ต่อกันได้พอดี

    1. ประสบการณ์ (Seniority) คือ “ภูมิคุ้มกัน” ของธุรกิจ

    คนรุ่นก่อนที่ผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือวิกฤตปี 2008 มีสิ่งที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังให้ไม่ได้นั่นคือ “สัญชาตญาณและการบริหารความสัมพันธ์”

    • Networking: สายสัมพันธ์ทางการค้าที่สะสมมานานหลายทศวรรษคือต้นทุนที่ลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ

    • Risk Management: ความเก๋าเกมในการอ่านเกมการตลาดและการบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow) ที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมา

    2. พลังคนรุ่นใหม่ (Young Generation) คือ “เครื่องยนต์” ตัวใหม่

    ในทางกลับกัน คนรุ่นใหม่คือกลุ่มที่เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยี (Digital Natives) พวกเขาไม่ได้มองเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ แต่เป็น “วิถีชีวิต”

    • Agility: ความสามารถในการปรับตัวที่รวดเร็ว (Pivot) และการกล้าลองผิดลองถูก

    • Data-Driven Culture: การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ แทนที่จะใช้ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว ทำให้ธุรกิจเข้าถึงความต้องการของตลาดในปัจจุบันได้อย่างแม่นยำ

    3. “The New Year Exchange”: เปลี่ยนช่องว่างให้เป็นช่องทาง

    การสร้างเศรษฐกิจที่ “ทุกคนมีส่วนร่วม” ในปีหน้า สามารถเกิดขึ้นได้ผ่านโมเดล Reverse Mentoring หรือการเรียนรู้ย้อนกลับ:

    1. การปรับโฉมธุรกิจเดิม (Legacy Rebranding): คนรุ่นใหม่นำความคิดสร้างสรรค์มาใส่ในธุรกิจครอบครัว เช่น การเปลี่ยนโรงงานผลิตสินค้าธรรมดาให้เป็นแบรนด์ที่มี Storytelling และขายผ่านแพลตฟอร์มระดับโลก

    2. การสร้าง Hybrid Startup: ธุรกิจสตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยคนรุ่นใหม่แต่มีที่ปรึกษา (Mentor) เป็นคนรุ่นใหญ่ เพื่อลดโอกาสเจ๊งในช่วง 2 ปีแรก


    สรุป: เศรษฐกิจไทย = เศรษฐกิจของทุกคน

    หัวใจสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งในปีหน้า ไม่ใช่การรอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่คือการที่ “คนทุกภาคส่วนต้องเป็นเจ้าของร่วมกัน” * คนรุ่นใหญ่ ต้องใจกว้าง เปิดพื้นที่ให้ไอเดียใหม่ๆ และกล้าที่จะเป็น “ลมใต้ปีก”

    • คนรุ่นใหม่ ต้องใช้ความนอบน้อมในการเรียนรู้จากความสำเร็จและล้มเหลวในอดีต

    เมื่อ “ความเก๋า” เจอ “ความสด” เศรษฐกิจไทยจะไม่ได้แค่โตขึ้น แต่จะ “แกร่งขึ้น” จากภายในอย่างแท้จริง


    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลสนับสนุนที่น่าสนใจ:

    เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับบทความ คุณสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งเหล่านี้ครับ:

    • Harvard Business Review (HBR): ในหัวข้อ “Why Reverse Mentoring Works” ที่ระบุว่าการที่ผู้บริหารระดับสูงเรียนรู้จากพนักงานรุ่นใหม่ช่วยลดอัตราการลาออกและเพิ่มนวัตกรรมในองค์กรได้จริง

    • สศช. (สภาพัฒน์): รายงานภาวะสังคมไทยและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งมักเน้นย้ำเรื่องการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) ว่าไทยจำเป็นต้องดึงศักยภาพของคนทุกวัยมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Active Aging)

    • World Economic Forum (WEF): รายงานเกี่ยวกับ The Future of Jobs ที่ระบุว่าทักษะทางสังคม (Soft Skills) และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ซึ่งมักมากับประสบการณ์ เป็นสิ่งที่จำเป็นควบคู่ไปกับทักษะทางดิจิทัล

    “เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน”


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/471928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xgTVw9b3psbnQQ69D3EQi

  • ‘รังษี’ ปราศรัยเดือด! กลางหาดใหญ่ ไทยใกล้ล่มสลายทางศก.ชูธงสร้างเครื่องยนต์ศก.ใหม่ ฟื้นด้ามขวาน

    ‘รังษี’ ปราศรัยเดือด! กลางหาดใหญ่ ไทยใกล้ล่มสลายทางศก.ชูธงสร้างเครื่องยนต์ศก.ใหม่ ฟื้นด้ามขวาน

    ‘พลเอกรังษี’ ปราศรัยเดือด!กลางหาดใหญ่ ‘ไทยล้มละลายทางบัญชีแล้ว’ เตือนหากไม่รีบผ่าตัด ปี 69 จะเกิด’ลียุค’ ล่มสลายทางเศรษฐกิจ เหตุหนี้รวม 55 ล้านล้านบาท ชาวหน้าแบกหนี้หลังอานไม่มีกำลังซื้อ ตลาดเงียบเหงา ชูธงเลิกประชานิยม-ยาพิษ ยันไม่แจกเงินแต่สร้าง ‘เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่’ ด้วยเมกะโปรเจกต์ ‘Ocean Link-ไฮสปีดเทรน’ พลิกฟื้นด้ามขวาน พร้อมงัดไม้ตายปราบโกง ‘ประหารชีวิต’ อ้อนชาวใต้ขอโอกาสสุดท้ายเลือก ‘พรรคเศรษฐกิจ’แบบแลนด์สไลด์

    6 ก.พ.2569 – เมื่อช่วงค่ำวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเข้มข้น ภายหลังพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมแกนนำและผู้สมัครส.ส.พรรคเศรษฐกิจ เดินทางลงพื้นที่พบปะสมาคมชาวประมงและเครือข่ายประมงทั่วประเทศ 22 จังหวัด ที่สำนักงานสมาคมชาวประมงปัตตานี จากนั้นในช่วงค่ำได้เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่บริเวณสี่แยกสะพานดำ เขต 8 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ท่ามกลางพี่น้องประชาชนชาวหาดใหญ่ จ.สงขลา และจังหวัดใกล้เคียงที่หลั่งไหลมารับฟังการปราศรัยจนแน่นขนัด

    ภายหลังแกนนำพรรคเศรษฐกิจและผู้สมัครส.ส.สลับกันขึ้นปราศรัยแล้ว พลเอกรังษี ได้ใช้เวทีนี้ประกาศจุดยืนครั้งสำคัญด้วยการ “พูดความจริงที่เจ็บปวด” เกี่ยวกับสถานะการเงินการคลังของประเทศ โดยระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกผู้แทน แต่คือการชี้ชะตาชีวิตของคนไทย 68 ล้านคนว่าจะ “อยู่” หรือ “ไป”

    จากนั้น พลเอกรังษี เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจเชิงลึกที่น่าตกใจว่า “วันนี้ผมต้องพูดความจริงกับพี่น้องประชาชนว่าประเทศไทยล้มละลายทางบัญชีเรียบร้อยแล้ว ถ้าเราไม่รีบแก้ไข ปี 2569 นี้จะเกิดกลียุคใหญ่ ประชาชนจะถูกยึดบ้าน ยึดรถ นับล้านคัน ตลาดทั่วประเทศเงียบเหงา พ่อค้าแม่ค้าไม่มีลูกค้า นี่คือผลพวงของนโยบายประชานิยมที่มอมเมาประชาชน พรรคเศรษฐกิจ จึงขอประกาศชัดเจนว่า เราไม่มีนโยบายลดแลกแจกแถมอเพราะนั่นคือยาพิษ แต่เราจะสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้คนไทยยืนได้ด้วยตัวเอง”

    หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ขยายความถึง “วิกฤต 3 ก้อน” ที่กำลังกดทับประเทศไทยว่า ปัจจุบันไทยมีหนี้สินรวมกันถึง 55 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย 1.หนี้สาธารณะ 12.6 ล้านล้านบาท 2.หนี้ครัวเรือน 16.4 ล้านล้านบาท และ 3.หนี้ภาคธุรกิจที่พุ่งสูงถึง 25 ล้านล้านบาท ซึ่งตัวเลขมหาศาลนี้คิดเป็น 3.5 เท่าของจีดีพี และสูงถึง 17 เท่าของงบประมาณแผ่นดิน รัฐบาลต้องจัดสรรงบฯ เพื่อจ่ายดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวปีละกว่า 2.2 แสนล้านบาท ทำให้ไม่เหลือเงินมาพัฒนาประเทศ

    พลเอกรังษี กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่จริงทั่วประเทศ รวมถึงตลาดกิมหยงและย่านเศรษฐกิจในหาดใหญ่ พบสภาพความเป็นจริงที่น่าหดหู่ คือ “พ่อค้าแม่ค้านั่งเล่นโทรศัพท์มือถือ” เพราะไม่มีลูกค้าเดินซื้อของ สะท้อนว่ากำลังซื้อของคนไทยหดหายไปจนหมดสิ้น นอกจากนี้ยังมีสถิติที่น่ากังวลในปีที่ผ่านมา มีบ้านและคอนโดถูกยึดกว่า 2 ล้านยูนิต รถยนต์ถูกยึด 3.1 ล้านคัน (มอเตอร์ไซค์ 1.7 ล้านคัน รถยนต์/ปิกอัพ 1.4 ล้านคัน) รวมถึงคดีฟ้องร้องบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลอีกกว่า 2 ล้านคดี

    “นี่คือหลักฐานว่าประชาชนไม่มีแรงซื้อแล้ว ถ้าเรายังใช้นโยบายแจกเงินเหมือนเดิม ไม่เกิน 6 เดือน ประเทศจะล่มสลายทางเศรษฐกิจทันที” พลเอกรังษี ย้ำ

    พลเอกรังษี เสนอทางออกเพื่อแก้ปัญหานี้ด้วยการสร้างรายได้ใหม่เข้าประเทศผ่าน 2 โครงการยักษ์ใหญ่ระดับโลก ที่ธนาคารโลกยืนยันว่าจะช่วยยกระดับรายได้คนไทยจาก 2 แสนบาท เป็น 6 แสนบาทต่อปี คือ1. โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโลก (Global Connectivity): วางยุทธศาสตร์เชื่อมต่อ 4 ทิศทาง โดยไฮไลท์สำคัญสำหรับคนภาคใต้คือ “เส้นทางสายใต้” ที่จะเชื่อมต่อตั้งแต่ ชุมพร ระนอง ลงมายัง หาดใหญ่ และสุไหงโก-ลก เพื่อเชื่อมต่อกับการรถไฟมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ซึ่งจะเปลี่ยนให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการท่องเที่ยวของภูมิภาค

    2. โครงการโอเชียนลิงค์ (Ocean Link): หรือทางเชื่อมมหาสมุทรอินเดีย-แปซิฟิก ผ่านเส้นทางระนอง-ชุมพร ซึ่งแตกต่างจากแลนด์บริดจ์เดิม โดยจะพัฒนาพื้นที่ 3 แสนไร่ตลอดสองข้างทางให้เป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ประกอบด้วย ท่าเรือน้ำลึก คลังสินค้า คลังน้ำมัน นิคมอุตสาหกรรม และแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก รองรับทั้งเรือสินค้าและเรือสำราญ (Cruise) ขนาดใหญ่

    “หากพรรคเศรษฐกิจเป็นรัฐบาล ผมพร้อมเซ็น MOU กับรัฐบาลจีนภายใน 1 เดือน เพื่อเริ่มสำรวจและลงทุนทันที สิ่งนี้จะสร้างงานมหาศาล สร้างเมืองใหม่ และดึงนักท่องเที่ยวจีนและทั่วโลกกลับมาสู่หาดใหญ่และภาคใต้”

    ในภาคการเกษตร หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ประกาศนโยบายที่ถือเป็นการ “ปลดแอก” เกษตรกรไทย คือการมอบ “ใบอนุญาตส่งออก” (Export License) ให้กับเกษตรกรโดยตรง ตัดวงจรนายทุนและค่าคอมมิชชั่นมหาศาล เพื่อให้เกษตรกรได้รับกำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนี้ยังเตรียมนำที่ดินราชพัสดุทั่วประเทศกว่า 1 แสนไร่ (เฉพาะสงขลา 4 หมื่นไร่) มาจัดสรรให้เกษตรกรเช่าทำกินในราคาถูก ไม่เกิน 100 บาทต่อไร่ต่อปี พร้อมจัดตั้งนิคมเกษตรสมัยใหม่ที่มีศูนย์โดรนเพื่อการเกษตร ให้บริการพ่นปุ๋ย-ยา ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต

    ช่วงท้ายของการปราศรัย พลเอกรังษี เรียกเสียงเชียร์กึกก้องด้วยนโยบายปราบปรามการทุจริต โดยระบุว่า ปัญหาคอร์รัปชันคือก้อนมะเร็งร้ายที่ทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุน ตนจึงขอประกาศแก้กฎหมายให้คดีทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง มีบทลงโทษสูงสุดคือ “ประหารชีวิต” ทั้งผู้ให้และผู้รับสินบน

    “โดยเฉพาะข้าราชการที่ทำผิดมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ต้องจัดการให้เด็ดขาด ผมจะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แยกอำนาจการสอบสวนออกจากตำรวจ ให้เหลือเพียงอำนาจจับกุม เพื่อความโปร่งใส และจะรื้อระบบกรมราชทัณฑ์ ยกเลิกเกณฑ์ลดโทษให้นักโทษคดีร้ายแรง ไม่ให้คุกเป็นเพียงสถานที่พักผ่อนของคนชั่ว” พลเอกรังษี กล่าว

    พลเอกรังษี ทิ้งท้ายด้วยการเล่าถึงภารกิจเมื่อช่วงเช้าที่ได้ลงพื้นที่ จ.ปัตตานี รับฟังปัญหาพี่น้องชาวประมงที่เดือดร้อนจากกฎหมายที่ล้าหลัง โดยรับปากว่าจะแก้ไขทันทีที่เป็นรัฐบาล พร้อมขอคะแนนเสียงจากพี่น้องชาวสงขลาและภาคใต้ ให้ตัดสินใจเลือกพรรคเศรษฐกิจแบบแลนด์สไลด์ เพื่อให้ได้เสียงข้างมากเข้าไปจัดตั้งรัฐบาล ผ่าตัดประเทศไทยให้รอดพ้นจากวิกฤตล้มละลาย

    “เหลือเวลาอีก 2 วัน อนาคตประเทศอยู่ในมือท่าน ผมและพรรคเศรษฐกิจอาสาเข้ามาเป็นทางออก ไม่ใช่เพื่อขายฝัน แต่เพื่อลงมือทำ” พลเอกรังษี กล่าวปิดท้าย ก่อนเตรียมเดินทางไปปิดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายที่ จ.นครศรีธรรมราช วันที่ 6 ก.พ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/943135/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MIUo7q11C9cVt1-LuiNDI

  • เลือกตั้ง’69:4 พรรคใหญ่ร่วมเวทีดีเบตโค้งสุดท้าย เสนอทางออกประเทศ-ยกระดับเศรษฐกิจไทย : อินโฟเควสท์

    เลือกตั้ง’69:4 พรรคใหญ่ร่วมเวทีดีเบตโค้งสุดท้าย เสนอทางออกประเทศ-ยกระดับเศรษฐกิจไทย : อินโฟเควสท์

    3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและแกนนำจากพรรคภูมิใจไทย ร่วมแสดงวิสัยทัศน์โค้งสุดท้าย เวทีเลือกตั้ง 69 เปลี่ยนใหม่หรือไปต่อ ร่วมเสนอทางออกประเทศ ปราบทุจริตคอร์รัปชั่น มุ่งกระต้นเศรษฐกิจ

    พรรคประชาชน “เปลี่ยน” การเมืองผูกขาด

    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า วาระที่สำคัญที่สุดต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ “กาเพื่อเปลี่ยน” เปลี่ยนการเมืองในอดีตเป็นการเมืองเพื่ออนาคตของลูกหลาน เปลี่ยนการเมืองที่เคยผูกขาดกับกลุ่มคนไม่กี่คน เป็นการเมืองของประชาชน จะทำให้เรามีอำนาจไปจัดการกับเศรษฐกิจที่ผูกขาด และกระจายโอกาสความเจริญไปยังคนไทยทั่วประเทศได้

    นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า พรรคประชาชนมีความพร้อมมากที่สุด ทั้งจุดยืนทางการเมือง ทีมบริหารมืออาชีพ ผู้สมัคร นโยบายที่มีความชัดเจน และอยากให้ทุกคนตัดสินใจกล้าเพื่อเปลี่ยน และสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน

    ทั้งนี้ สิ่งที่พรรคต้องการจะเปลี่ยน คือ ปัญหาสีเทา การทุจริตคอรัปชั่น ความเหลื่อมล้ำและเศรษฐกิจไทยโตไม่ทันโลก ซึ่งต้นตอทั้งหมดอยู่ที่การเมือง ถ้าการเมืองยังผูกขาดอยู่แค่ไม่กี่คน โดยเฉพาะนามสกุลใหญ่โต หรือ เป็นเจ้าของพรรค ถ้าตราบใดการเมืองเป็นแบบนี้ ตนเชื่อว่า การเมืองไม่สามารถเปลี่ยนได้

    นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงกรณีต่างชาติประเมินไทยกำลังเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชียว่า เราประสบปัญหาเงินในไหลออก เงินนอกไม่เข้า เงินเทาล้นทะลัก ซึ่งสามารถแก้ได้ด้วยเอาเครื่องมือด้านดิจิทัลมาตอบโจทย์ ทำให้กลไกการบังคับใช้กฏหมายมีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส

    พร้อมย้ำว่า แม้หากยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคก็พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อไป แต่มั่นใจว่าการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. พรรคจะชนะและตั้งรัฐบาลได้ และพร้อมเปิดชื่อคณะบริหารรัฐบาลประชาชนทันที

    ส่วนกระบวนการจัดทำรธน.ฉบับใหม่ นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า ไม่ได้อยากให้ใครก็ตามนำเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขการจัดตั้งรัฐบาลด้วย

    พรรคเพื่อไทย หนุนรัฐบาลดิจิทัล สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ไร้ครอบงำ

    นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึง วาระที่สำคัญที่สุดต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ด้วยเศรษฐกิจสุขภาพ ซึ่งไทยมีจุดเด่น คือ เราเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ระดับโลก ดึงดูดทุกคนเข้ามา และทำเครื่องมือแพทย์ต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ และจะมีการทำโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนายาจากสมุนไพรในทุกรูปแบบ เพื่อรักษา “อธิปไตยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ของเราเอาไว้ ไม่ให้ต้องพึ่งพาต่างชาติเพียง รวมถึงจะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมสตาร์ทอัพ และภาครัฐส่งเสริมตลาดต่างประเทศไทย พร้อมกับย้ำว่า พรรคไม่มีนโยบายสนับสนุนกาสิโน รวมถึงเรื่องทุนเทา หรือ พนันออนไลน์ ไม่เอาแน่นอน

    นายยศชนัน ย้ำถึงจุดยืนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญที่ต้องทำอย่างจริงใจและยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ต้องรณรงค์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการทำให้องค์กรอิสระยึดโยงกับเสียงของประชาชนมากขึ้น ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้มีการรณรงค์อย่างจริงจัง เรามีคู่มือรณรงค์โดยพรรคที่ส่งถึงมือผู้สมัคร

    สำหรับเรื่องปัญหาคอร์รัปชัน นายยศชนัน ยืนยันว่า คำตอบเดียวคือ รัฐบาลดิจิทัล ที่เป็นระบบตรวจสอบได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะทำให้เรื่องเส้นสายหรืออิทธิพลบ้านใหญ่ต่างๆ หมดความหมายไปด้วยความโปร่งใสของข้อมูล

    ส่วนเรื่องข้อครหาว่า มีคนครอบงำหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า วันนี้เพื่อไทยเรายกเครื่องใหม่หมดแล้ว ตนและทีมบริหารชุดนี้ตั้งใจใช้วิทยาศาสตร์นำทางประเทศอย่างเต็มรูปแบบ

    “ทุกวันนี้ไม่ต้องห่วงเลยว่า เงาใครจะมาบัง เงามันเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับแผ่นดินไทยที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีทางที่เงาใครจะมาบังได้”นายยศชนัน กล่าว

    พรรคประชาธิปัตย์ ชู “บ้านเมืองสุจริต เศรษฐกิจดี ชีวิตมั่นคง” ดัน GDP โต 5%

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึง วาระที่สำคัญที่สุดต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ “บ้านเมืองสุจริต เศรษฐกิจดี ชีวิตมั่นคง” เพราะการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นภัยร้ายแรงที่สุดในขณะนี้ที่ทำให้นโยบายเกือบทุกเรื่องไม่ประสบความสำเร็จ และต้องเริ่มปราบทุนเทาอย่างชัดเจน เอาคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ออกจากอำนาจ และเดินหน้าเปิดข้อมูลทุกอย่างของรัฐบาลให้โปร่งใส เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ ถือเป็นการเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับมาก่อน

    การที่นักลงทุนไม่มาไทย เพราะปัญหาเรื่องทุจริต ไม่อยากจ่ายเงินใต้โต๊ะ กฏระเบียบวุ่นวาย ขาดทักษะที่ต้องการ ตนเชื่อว่า ปลดล็อกให้ไทยเติบโตในอัตราที่เราเป็นไปได้

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาเฉพาะหน้า คือ แก้ปัญหาให้ประชาชนที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และประชาชนตามแนวชายแดนได้รับการเยียวยาโดยเร็ว หลังจากนั้นมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าและวางรากฐานให้เศรษฐกิจโตได้ในอนาคต ซึ่งทิศทางชัดเจนคือ เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว และต้องมีระบบสวัสดิการถ้วนหน้าภายใต้วินัยการเงินการคลัง และเราต้องรุกงานต่างประเทศ ทั้งการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯและสหภาพยุโรป รวมถึงการแก้ปัญหาชายแดน ด้วยการทำการทูตเชิงรุก ไม่ให้กัมพูชาก่อความวุ่นวายกับไทยอีก

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีต่างชาติประเมินไทยกำลังเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชียว่า ในปีที่ 4 ของรัฐบาล GDP ต้องกลับไปโต 5% และมั่นใจว่า ทำได้ เริ่มจากปรับบทบาทรัฐ จากรัฐที่ควบคุมกำกับทุกอย่าง และบางครั้งรัฐทำเสียเอง พรรคปชป.มองว่า ในอดีตรัฐเป็นผู้ผลักดัน ชี้ทาง เปิดทาง และอย่าขวางทาง เอากฏระเบียบที่เป็นอุปสรรคออกไป

    ส่วนเรื่องการออกเสียงประชามติ นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า พรรคพร้อมเดินหน้าจุดยืนที่ประกาศไปแล้ว และจะเดินหน้าแก้ที่มาสว.และความโปร่งใสองค์กรอิสระด้วย

    พรรคภูมิใจไทย เน้นกระจายโอกาส แก้ผลประโยชน์ทับซ้อน ทุนผูกขาด

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า วาระที่สำคัญที่สุดต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจปากท้อง กระจายอย่างทั่วถึงและหลุดพ้นจากบ่วงกรรมนี้ได้ ซึ่งพรรคตั้งใจจะเปลี่ยนเศรษฐกิจด้วยคนที่มีประสบการณ์ มืออาชีพ ซึ่งพรรคได้นำคนที่มีความตั้งใจ มีศักยภาพเชื่อถือได้ ทำเรื่องความมั่นคง ทั้งอธิปไตยและเศรษฐกิจปากท้อง ทำเป็นตัวอย่างให้ดูแลตลอด 3-4 เดือนที่ผ่านมาและหวังว่า จะได้ทำต่อไปอีก

    นางศุภจี ยืนยันว่า จำเป็นต้องแก้เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและทุนผูกขาด เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจที่ต่ำเหลือเพียง 2% ก็กระจุกอยู่ที่คนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งนโยบายของพรรค เน้นเรื่องการทั่วถึง กระจายตัว ในทุกกลุ่มคน ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่

    นางศุภจี กล่าวถึงกรณีต่างชาติประเมินไทยกำลังเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชียว่า การบริโภคในประเทศมีปัญหา วิธีแก้ต้องเข้าไปกระตุ้น คนละครึ่งพลัส ให้เศรษฐกิจไปต่อได้ และเรื่องการลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐ เราขาดดุลงบประมาณทุกปี เราใช้ได้จริงๆ 4-5 แสนล้านบาท เราต้องใช้ให้แม่นยำ และหากดูจากประเทศที่มั่นคงทางเศรษฐกิจ การใช้จ่ายภาครัฐควรไม่ต่ำกว่า 40%

    นางศุภจี ระบุว่า ยังไม่เป็นนักการเมืองเต็มตัว ไม่ได้เป็นนักการเมืองตั้งแต่กำเนิด แต่เชื่อมั่นในพรรคภูมิใจไทย 100% และยืนยันว่า ไม่ได้ทำให้พรรค แต่ทำให้คนไทย เพราะประเทศไทยสุ่มเสี่ยงจึงอาสาเข้ามาทำงาน และในช่วง 4 เดือนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคก็ให้อิสระเต็มที่ ไม่เคยก้าวก่ายในการทำงาน และพรรคทำงานเป็นทีม

    นางศุภจี ยืนยันว่า ตนไม่ได้สนใจในพรรคมีบ้านใหญ่ บ้านเล็ก เพราะทุกคนควรมีธงเดียวกัน คือทำให้ประเทศไทยและคนไทย

    ส่วนเรื่องการออกเสียงประชามติ นางศุภจี กล่าวว่า พรรคสนับสนุนให้เป็นเสียงประชาชนว่า เห็นชอบ แต่จะไม่แตะหมวด 1 หมวด 2

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/566955&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fbjg6PGw4Gox_L9zwwMKe

  • IMF ส่งสัญญาณบวก เตรียมอนุมัติวงเงินกู้ให้อียิปต์ หลังพอใจผลงานการปฏิรูปเศรษฐกิจ

    IMF ส่งสัญญาณบวก เตรียมอนุมัติวงเงินกู้ให้อียิปต์ หลังพอใจผลงานการปฏิรูปเศรษฐกิจ

    นายฮัสซัน อับดัลลา (Hassan Abdalla) ผู้ว่าการธนาคารกลางอียิปต์ และนางคริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการ IMF ได้หารือนอกรอบ ในช่วงการประชุม Arab Public Finance Forum ครั้งที่ 10 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจของอียิปต์ โดยรายละเอียดสำคัญสามารถแบ่งออกเป็น ประเด็นหลัก ดังนี้

    1. สถานะของเงินกู้และการอนุมัติวงเงิน เป็นประเด็นที่น่าจับตามองที่สุด ซึ่งจากการหารือครั้งนี้ ทำให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

    • สถานะ: การทบทวนโครงการปฏิรูปเศรษฐกิจของอียิปต์ (Review) อยู่ในขั้นเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว

    • ยอดเงินรวม: คาดว่าจะมีการอนุมัติเบิกจ่ายเงินกู้รวมทั้งสิ้นประมาณ 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • โครงสร้างของเงินทุน:

      • 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ: มาจากวงเงินกู้ภายใต้กองทุนขยายเวลา (Extended Fund Facility – EFF) ซึ่งเป็นก้อนหลักในการพยุงเศรษฐกิจ

      • 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ: มาจากกองทุนเพื่อความยืดหยุ่นและยั่งยืน (Resilience and Sustainability Facility – RSF) ซึ่งเน้นสนับสนุนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเสถียรภาพระยะยาว

    2. เนื้อหาการหารือและเงื่อนไขการปฏิรูป

    • นโยบายการเงิน: มีการหารือถึงมาตรการที่ธนาคารกลางอียิปต์ใช้เพื่อควบคุมเงินเฟ้อและดูแลค่าเงิน ซึ่งนางจอร์เจียวาได้ชื่นชมความพยายามในการรักษาเสถียรภาพนี้

    • บทบาทภาคเอกชน: หัวใจสำคัญของแผนปฏิรูปคือการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการเติบโตลดการผูกขาดหรือการนำโดยรัฐ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่แข่งขันได้จริง

    • ความยั่งยืนทางการคลัง: เน้นการสร้างความแข็งแกร่งของนโยบายการคลัง เพื่อให้ประเทศทนทานต่อแรงกระแทกจากภายนอก

    3. ท่าทีของ IMF 

    • แสดงความ มั่นใจ” ในความมุ่งมั่นของรัฐบาลและธนาคารกลางอียิปต์ในการเดินหน้าปฏิรูป

    • มองว่าตัวชี้วัดเศรษฐกิจมหภาคของอียิปต์กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นจากการดำเนินนโยบายที่ผ่านมา

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ

    1. ภาพรวมสถานการณ์ 

    การที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ส่งสัญญาณอนุมัติเงินกู้กว่า 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่อียิปต์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ (Foreign Currency Shortage) ที่เรื้อรังมานาน การอัดฉีดเม็ดเงินนี้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบธนาคารอียิปต์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ รวมถึงสินค้าจากไทย

    2. ผลกระทบเชิงบวกและโอกาสสำหรับผู้ส่งออกไทย

    • การปลดล็อกปัญหาการชำระเงิน 

      • ปัญหาเดิม: ผู้ส่งออกไทยมักประสบปัญหาความล่าช้าในการได้รับชำระเงิน หรือการเปิด Letter of Credit (L/C) ที่ยุ่งยากเนื่องจากธนาคารอียิปต์ขาดแคลนดอลลาร์สหรัฐ

      • แนวโน้ม: เงินกู้ก้อนนี้จะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ในอียิปต์มีสภาพคล่องดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น การชำระค่าสินค้าให้ผู้ส่งออกไทยจะรวดเร็วขึ้น ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ลดลง

    • โอกาสของสินค้ากลุ่ม “วัตถุดิบและสินค้าจำเป็น”

      • อียิปต์ต้องการเดินหน้าผลิตเพื่อส่งออก การนำเข้าวัตถุดิบจึงเป็นลำดับความสำคัญแรก

      • สินค้าเป้าหมาย: ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง (สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์)ชิ้นส่วนยานยนต์เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์จากไทย จะกลับมาเป็นที่ต้องการสูงเพื่อป้อนโรงงานในอียิปต์

    • สินค้าอาหาร (Food Security)

      • แม้จะมีการปฏิรูป แต่อียิปต์ยังต้องนำเข้าอาหารเพื่อความมั่นคง

      • สินค้าเป้าหมาย: ทูน่ากระป๋อง (ไทยเป็นผู้ส่งออกหลัก)ข้าว (ในบางเกรด), และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป

    3. ปัจจัยเสี่ยงและข้อควรระวัง

    • กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่อาจลดลง 

      • เงื่อนไขของ IMF มักมาพร้อมกับการ “รัดเข็มขัด” เช่น การลดการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงหรือขนมปัง ซึ่งอาจทำให้เงินเฟ้อในประเทศพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว

      • ผลกระทบ: ผู้บริโภคชาวอียิปต์จะระมัดระวังการใช้จ่าย สินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าไลฟ์สไตล์จากไทย อาจชะลอตัว

    ——————————

    ที่มา

    https://english.ahram.org.eg/News/559640.aspx

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/qox3dmv4kktawe7fmyckapoo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3apgP9YIByLzWmxSv8fq9U

  • TikTok ยันลงทุนไทย 2.7 แสนล้าน พร้อมหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล-เอไอ ยกระดับศักยภาพเอสเอ็มอี

    TikTok ยันลงทุนไทย 2.7 แสนล้าน พร้อมหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล-เอไอ ยกระดับศักยภาพเอสเอ็มอี

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า จากการพบปะหารือกับ นางชนิดา คล้ายพันธ์ Head of Public Policy บริษัท TikTok จำกัด เพื่อหารือถึงการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการต่อยอดบทบาทแพลตฟอร์มในการสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลและผู้ประกอบการไทย โดยบริษัทยืนยันแผนลงทุนระยะยาวรวมกว่า 270,000 ล้านบาท พร้อมหารือแนวทางใช้แพลตฟอร์มยกระดับศักยภาพเอสเอ็มอี ให้เข้าถึงตลาดและสร้างรายได้มากขึ้น รวมถึงเสนอให้ไทยเป็นฐานกิจกรรมระดับภูมิภาค อาทิ ด้านการพัฒนาคอนเทนต์

    นอกจากนี้ยังได้แลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค เสริมสร้างความรู้ทางการเงิน และการป้องกันภัยหลอกลวงออนไลน์ โดย TikTok ระบุว่ามีความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว และพร้อมขยายกิจกรรมร่วมกับภาคีเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วงก่อนการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพต่อไป รวมถึงแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะความพร้อมด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งภาครัฐอยู่ระหว่างเร่งยกระดับอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง 

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา TikTok ได้ยกระดับทักษะดิจิทัลให้คนไทยและขับเคลื่อนสังคมไทยในหลากหลายมิติ ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา 6 แห่ง เพื่อนำร่องหลักสูตร Digital Citizenship and Digital Media Literacy ซึ่งมีนักเรียนเข้าร่วมแล้วกว่า 2,500 คน ควบคู่กับการอบรมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) กว่า 10,000 ราย และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชน (โอทอป) กว่า 2,000 ราย พร้อมขับเคลื่อนโครงการ #คนไทยรู้ทัน ซึ่งมียอดรับชมสะสมมากกว่า 17,000 ล้านครั้ง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้านความปลอดภัยออนไลน์และการใช้สื่อดิจิทัลอย่างรู้เท่าทันในวงกว้าง นอกจากนี้ TikTok ได้สนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ลดขยะกว่า 382,000 กิโลกรัม ลดการปล่อยคาร์บอนกว่า 1.6 ล้านกิโลกรัม และแจกจ่ายอาหารมากกว่า 1.1 ล้านมื้อ สะท้อนบทบาทแพลตฟอร์มดิจิทัลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ความยั่งยืนในทุกมิติ 

    “การที่ TikTok ยืนยันแผนเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับโลกต่อศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย โดยภาครัฐพร้อมเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะดิจิทัลของแรงงาน และส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม New S-Curve ด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการผลักดันเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการท้องถิ่นให้เข้าถึงโอกาสทางการค้าในตลาดโลก พร้อมเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนในระยะยาว ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลก” 

    สำหรับ TikTok เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นและโซเชียลคอมเมิร์ซระดับโลก พัฒนาโดยบริษัท ByteDance จากประเทศจีน ปัจจุบัน TikTok มีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 2,000 ล้านราย รวมถึงในอาเซียนมากกว่า 368 ล้านราย และมีภาคธุรกิจใช้งานแพลตฟอร์มกว่า 15 ล้านราย โดย TikTok ได้จัดตั้งบริษัทในไทยชื่อ บจ. ติ๊กต๊อก เทคโนโลยีส์ เป็นสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และในปี 2568 ยังได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในกิจการ Data Hosting เพื่อให้บริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคอมพิวเตอร์แม่ข่ายแก่บริษัท TikTok Pte. Ltd. ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นหลัก มูลค่าเงินลงทุนรวม 126,793 ล้านบาท

    ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของ TikTok ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการรายย่อย แพลตฟอร์มดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้ผู้สร้างคอนเทนต์ (Content Creator) สามารถนำเสนอผลงาน สร้างรายได้ และขยายฐานผู้ติดตามได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดอาชีพใหม่ในยุคดิจิทัล เช่น อินฟลูเอนเซอร์ นักไลฟ์ขายสินค้า และผู้ผลิตสื่อออนไลน์

    นอกจากบทบาทด้านความบันเทิง TikTok ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซและการตลาดออนไลน์ หลายธุรกิจได้นำ TikTok มาใช้เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการผ่านวิดีโอสั้น รวมถึงฟีเจอร์ TikTok Shop ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายสินค้าได้โดยตรงผ่านแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2912301&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CY-R5fVKbwokB_jw9PlAS

  • “ธิติวัฐ” กางแผน “เพื่อไทย” ฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ยั่งยืน

    “ธิติวัฐ” กางแผน “เพื่อไทย” ฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ยั่งยืน

    นายธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยมีแผนยกระดับเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในจังหวัดชายแดนใต้ประกอบด้วย สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล ทั้งระบบ เพื่อดึงศักยภาพของธุรกิจในพื้นที่ให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ทั้งตลาดในและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก 6 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมฮาลาล อุตสาหกรรมประมง อุตสาหกรรมยางพารา อุตสาหกรรมอัตลักษณ์พื้นถิ่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และอุตสาหกรรมการศึกษา

    นายธิติวัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนคือการส่งเสริมผลักดันโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ยึดโยงกับความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ และต้องสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะในแต่ละพื้นที่ ในจังหวัดชายแดนใต้เองเป็นพื้นที่ ที่มีศักยภาพหลายด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 6 อุตสาหกรรมที่กล่าวไปในขั้นต้น อีกทั้งยังมีพื้นที่ติดกับประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อสูง และเป็นตลาดใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าฮาลาลและการจัดซื้อยางดิบจากไทยเพื่อป้อนในอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราของมาเลเซีย เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลสามารถจัดหาตลาดและความต้องการซื้อสินค้าที่มีเสถียรภาพในพื้นที่เพิ่มเติมได้ แน่นอนว่าก็จะส่งผลทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้นได้

    ที่ผ่านมารัฐบาลเพื่อไทยได้นำร่องในการเจรจาและการวางโครงสร้างพื้นฐานไปบ้างแล้วไม่ว่าจะเป็นการขยายการขุดลอกร่องน้ำปัตตานีและบำรุงที่จอดพักเรือ เพื่อลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการประมง การนำสินค้าในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพออกไปตีตลาดโลกในงาน Thai Festival ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย หรือแม้กระทั้งจัดให้มีพื้นที่จัดแสดงสินค้าพื้นถิ่นชายแดนใต้ภายใต้ธีม Taste of Southern ณ กรุงเทพมหานคร

    นายธิติวัฐ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า หากพรรคเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากเพียงพอในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น พรรคเพื่อไทยพร้อมสานต่อสิ่งที่ได้พลักดันไว้ทันที เพื่อให้มั่นใจว่า ประชาชนและผู้ประกอบการทุกคนจะสามารถเข้าถึงโอกาสในการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ และทำให้จังหวัดชายแดนใต้เป็นเขตการค้าพิเศษชายแดนที่มีศักยภาพได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378973152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iQRccdPkxIB9WxTokOhqr

  • เอกชนกังวลตั้งรัฐบาลใหม่ช้า ฉุดเศรษฐกิจทรุดยาว ฝากการบ้าน 100 วันแรกเพียบ

    เอกชนกังวลตั้งรัฐบาลใหม่ช้า ฉุดเศรษฐกิจทรุดยาว ฝากการบ้าน 100 วันแรกเพียบ

    ภาคเอกชนจับตาการเมืองหลังเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด หวังการเปลี่ยนผ่านราบรื่นเพื่อประคองเศรษฐกิจไทย เตือนหากการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ จะซ้ำเติมความเชื่อมั่น ฉุดการลงทุนและการฟื้นตัว ระบุ 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่คือช่วงชี้ชะตา ต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก่อนเศรษฐกิจยังโตต่ำระยะยาว

    กกร.หวังเปลี่ยนผ่านการเมืองราบรื่น

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนมุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง และต้องการเห็นการปรับลดกฎระเบียบ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สนับสนุนการเข้าสู่ระบบของ SMEs ให้แต้มต่อสินค้า Made in Thailand และส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ สอดคล้องแนวคิด “Reinvent Thailand” เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจระยะถัดไปควรมุ่งวางยุทธศาสตร์ระยะยาว ควบคู่การใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นสร้างฐานรายได้ใหม่ เพิ่มผลิตภาพภาคการผลิต ยกระดับผู้ประกอบการ SMEs พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ รองรับความผันผวนในอนาคต และเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

    ขณะเดียวกัน กกร. เห็นว่าหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันพัฒนากลไกตรวจสอบและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมปรับกฎระเบียบเพื่อปิดช่องว่างธุรกรรมที่กระทบค่าเงินบาท โดยเฉพาะการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งพบการใช้ USDT ในระดับสูง และมีสัดส่วนนักลงทุน ต่างชาติค่อนข้างมาก ส่งผลให้การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทผันผวนใกล้เคียงกับดอลลาร์สหรัฐ

    ฝากการบ้านอื้อเร่ง 100 วันแรก

    สำหรับปัญหาเร่งด่วน ภาคเอกชนต้องการเห็นรัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขภายใน 100 วันแรก ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กดกำลังซื้อ สินค้านำเข้าทะลัก ค่าเงินบาทแข็งผิดปกติ เงินทุนสีเทา เศรษฐกิจใต้ดิน และคอร์รัปชัน โดยนายเกรียงไกรระบุว่า ภาพลักษณ์ไทยในสายตาต่างชาติถูกมองเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย”จึงจำเป็นต้องฟื้นฟูประเทศอย่างจริงจัง ผ่านรัฐบาลที่มีศักยภาพเพื่อเรียกความเชื่อมั่นและเสน่ห์ของเศรษฐกิจไทยกลับมาอีกครั้ง

     “ตอนนี้ประเทศไทยในสายตาต่างชาติกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย หรือ sick man ต้องยอมรับว่าไทยตอนนี้เหมือนผู้ป่วยจริงๆ ต้องรีบฟื้นร่างกายกลับมาให้ได้ ผ่านการได้รัฐบาลที่มีคนเก่งเข้ามาทำงาน ไม่ใช่หมอให้กินแต่ยาหม้อ แถมเชื่อหมอดู ทำให้เมื่อเราได้รับฉายาหรือคำวิจารณ์ต่างๆ จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่า จำเป็นต้องรีบฟื้นฟูประเทศให้กลับมาแข็งแรง” นายเกรียงไกร กล่าว

    หวั่นตั้งรัฐบาลช้าฉุดเศรษฐกิจ

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า ภาวะสุญญากาศช่วงเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง ตามกฎหมายและมารยาทยังถือว่ารัฐบาลเดิมยังคงทำหน้าที่อยู่ แต่ไม่สามารถออกนโยบายใหม่หรือตัดสินใจในโครงการใหม่ได้ หน้าที่ในช่วงนี้คือการประคองสถานการณ์และใช้จ่ายงบประมาณเดิมที่มีอยู่แล้วเท่านั้น

    ผลกระทบที่น่ากังวลจะมีเรื่องเศรษฐกิจและงบประมาณ ในฐานะภาคเอกชนกังวลเรื่องช่วงเวลาการฟอร์มทีมรัฐบาล ที่จะส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการประชุมและพิจารณางบประมาณปี 2570 เพราะหากรัฐบาลเกิดขึ้นช้า ทุกอย่างจะล่าช้าตามไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าผลประเมิน GDP ของประเทศไทยปี 2569 คาดการณ์แน่นอนแล้วอาจต่ำกว่าปีที่แล้ว (ซึ่งเฉลี่ยไม่เกิน 2%) หากการเบิกจ่ายภาครัฐทำได้ช้าจะส่งผลกระทบซ้ำเติม

    เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เม็ดเงินจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นตัวช่วยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกเหนือจากการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้การลงทุนหยุดชะงักจากความไม่แน่นอนทางการเมือง นักลงทุนต่างชาติชะลอการตัดสินใจ เพื่อรอดูความชัดเจนของรัฐบาลและนโยบายส่งเสริมการลงทุน

    สุญญากาศก่อตัวก่อน-หลังเลือกตั้ง

    ด้านนายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด กล่าวว่า นิยามของสุญญากาศทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นจากแต่ละฝ่ายต่างตั้งเงื่อนไขต่อกัน แม้จะเลือกตั้งเสร็จ หลังจากนั้นใน 2 เดือนกว่าจะผ่านกระบวนการทะเลาะกัน ตกลงขั้วรัฐบาล และแต่งตั้งรัฐบาลได้จริง อาจต้องรอไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2569 ถึงจะเริ่มกระบวนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือผ่านกฎหมายต่างๆ ได้

     เรื่องนี้คือหลุมอากาศที่รุนแรงกว่าสภาวะเดิม คล้ายกับตอนที่อดีตนายกฯ ประยุทธ์วางมือและปล่อยให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ครั้งนี้ร้ายแรงกว่า เพราะมีปัจจัยภายนอกซ้ำเติม โดยเฉพาะผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตัวเลข GDP ที่จะต่ำกว่า 2% อย่างแน่นอน เนื่องจากในช่วง 6 เดือนแรกไม่มีใครสามารถแก้ไขเศรษฐกิจได้

     “ประเทศไทยเราติดสภาวะสุญญากาศมาตั้งแต่ในช่วงเดือน 1–2 ก่อนการเลือกตั้ง ตัวเลขเศรษฐกิจก็ย่ำแย่มากจนหัวปักลงมาตลอด ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็บานปลายมา 2–3 ปี ก็ยังแก้ไม่ได้ และยังมองไม่เห็นแนวทางการแก้ไขที่ชัดเจนในช่วงนี้ ผลกระทบต่อการค้าชายแดน (กรณีกัมพูชา) ความเสียหายก็มหาศาล บริษัทที่ค้าขายกันได้รับความเสียหายหลัก 100 ล้านบาท มีปัญหาสินค้าค้างสต็อก สูญเสียส่วนแบ่งการตลาด ขณะเดียวกันก็มีปัญหาสินค้าจากจีนและเวียดนามมาตีตลาดอีก”

     ในทางการค้าถือว่าได้รับปัจจัยลบ “3 เด้ง” คือ 1. การเมืองไทยที่ย่ำแย่และสภาวะสุญญากาศของจริง 2.ภาวะเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศ (เช่น อิหร่าน อเมริกา จีน รัสเซีย) รุนแรงกว่ายุคก่อน และ 3. ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านกระทบต่อตลาดส่งออกหลัก สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือการปรับตัวของภาคธุรกิจ ซึ่งต้องปรับตัวด้วยตัวเองเพราะหวังพึ่งการเมืองไม่ได้

    ธุรกิจภูมิภาคหืดจับรอช่วยเหลือ

    ขณะที่นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวถึงความกังวลของภาคธุรกิจในช่วงสุญญากาศทางการเมืองระหว่างรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ราว 2 เดือนว่า เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเปราะบาง และต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะผลกระทบจากการชะลอการทำงานของภาครัฐและความไม่แน่นอนด้านนโยบาย โดยช่วงสุญญากาศ ทางการเมืองสามารถแบ่งผลกระทบออกเป็น 3 ระยะหลัก

    ระยะแรก ช่วงยุบสภา-เลือกตั้ง (ราว 60 วัน) ในช่วงที่รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายด้านต้องหยุดชะงัก ไม่สามารถเดินหน้าโครงการใหม่ได้ ส่งผลให้เศรษฐกิจที่เคยเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการก่อนหน้าเริ่มชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่น โครงการคนละครึ่งพลัส ที่เมื่อหยุดไป กำลังซื้อก็หายตามทันที

    อย่างไรก็ตาม ยังถือว่าโชคดีที่ช่วงยุบสภาตรงกับฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย ทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศเฉลี่ยวันละกว่า 1 แสนคน ช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวและร้านอาหาร

    ระยะกลาง ช่วงหลังเลือกตั้ง สิ่งที่น่ากังวลในระยะนี้คือการฟื้นฟูพื้นที่และเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะภาคใต้ เช่น หาดใหญ่ และจังหวัดที่ประสบอุทกภัยอย่างหนักก่อนหน้านี้ มาตรการฟื้นฟู SME การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตประชาชนยังดำเนินการได้ไม่เต็มที่

    ขณะเดียวกัน สถานการณ์ชายแดน โดยเฉพาะฝั่งไทย–กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนและเศรษฐกิจของ 6 จังหวัดที่พึ่งพาการค้าข้ามแดนอย่างมาก เมื่อมีการปิดด่านหรือจำกัดการผ่านเข้าออก ย่อมกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่โดยตรง

    บิ๊กอสังหาฯ ชี้ไม่กระทบดีมานด์

    นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) มองว่า ช่วงรอยต่อทางการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้ดีมานด์ชะลอ โดยลูกค้าที่สนใจซื้อที่อยู่อาศัยยังตัดสินใจจากปัจจัยพื้นฐานของโครงการเป็นหลัก ทั้งทำเลและระดับราคา มากกว่าปัจจัยการเมือง พร้อมชี้ว่าอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ หากผู้ซื้อมีความพร้อมก็ยังเดินหน้าซื้อ ขณะที่สถานการณ์การเมืองปัจจุบันไม่ได้รุนแรงจนกระทบความเชื่อมั่นเหมือนในอดีตเช่นตอนที่มีการชุมนุม ซึ่งส่งผลกระทบต่ออารมณ์ในการซื้อในพื้นที่จริง

     ด้านความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ อยากเห็นการเร่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า ควบคู่การแก้ปัญหาสถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ มากกว่าความกังวลต่อช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/650854&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BodjjLV-hgOxiqhJP0UOJ

  • ผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากร หลังครบรอบ 1 ปีนโยบายการค้าประธานาธิบดีทรัมป์

    ผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากร หลังครบรอบ 1 ปีนโยบายการค้าประธานาธิบดีทรัมป์

    ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดำเนินนโยบายการค้าที่ถือว่าเป็น “การทดลองครั้งใหญ่” ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ด้วยการปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากรสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 100 ปี นโยบายดังกล่าวสะท้อนจุดยืนของประธานาธิบดีทรัมป์ที่สนับสนุนการเรียกเก็บภาษีศุลกากรมาโดยตลอด ท่ามกลางกระแสคัดค้านจากผู้ประกอบการซึ่งต้องแบกรับภาระภาษีและนักเศรษฐศาสตร์ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายดังกล่าว

    สหรัฐอเมริกานำเข้าสินค้าจากต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยภาษีศุลกากรคือภาษีที่เรียกเก็บจากการนำเข้าสินค้าเหล่านั้น ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้ปรับอัตราภาษีศุลกากรเฉลี่ยของสหรัฐฯ ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 17% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1932 โดยเป้าหมายหลักของรัฐบาลคือการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศและดึงการจ้างงานกลับเข้าสู่สหรัฐฯ

    มาตรการภาษีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในหลายมิติ ทั้งในการเร่งหรือการชะลอการสั่งซื้อสินค้า การยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าบางรายการ รวมถึงการเปลี่ยนแหล่งนำเข้าสินค้าไปยังประเทศอื่นๆ แม้ว่ามาตรการนี้จะสร้างรายได้มหาศาลให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้ดุลการค้าของสหรัฐฯ ปรับตัวดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯ แพงขึ้น และยังไม่สามารถสร้างการฟื้นตัวให้ภาคการผลิตของประเทศได้ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ ผลกระทบหลักๆที่เกิดขึ้นจากนโยบายการค้าประธานาธิบดีทรัมป์ มีดังนี้

    image.png

    1. รายได้จากภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    หนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดที่สุดของนโยบายการค้าภายใต้รัฐบาลทรัมป์ คือรายได้ของรัฐบาลจากภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ จัดเก็บรายได้จากภาษีอากร ภาษีศุลกากร และค่าธรรมเนียมต่างๆ ได้ราว 287,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2024

    แม้ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับรายได้จากภาษีเงินได้ซึ่งมีมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ก็กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่สำคัญสำหรับรัฐบาลในการใช้จ่ายด้านต่างๆ เช่น งบประมาณด้านความมั่นคง ระบบประกันสังคม หรือการชำระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ

    image.png

    อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือผู้ที่จ่ายภาษีเหล่านี้ให้แก่รัฐบาลคือ “ผู้นำเข้า” (Importers of Record) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน แม้รัฐบาลจะอ้างว่าบริษัทต่างชาติจะเป็นผู้รับภาระภาษี แต่เหล่านักเศรษฐศาสตร์กลับมองว่าภาระส่วนใหญ่กลับตกอยู่ที่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคชาวอเมริกัน

    1. การขาดดุลการค้าสหรัฐฯ ลดลง

    อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ คือการลดการขาดดุลการค้า ซึ่งหมายถึงช่องว่างระหว่างมูลค่าสินค้านำเข้าและส่งออกของสหรัฐฯ โดยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก และแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2009 ในเดือนตุลาคม 2025 ก่อนจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเดือนพฤศจิกายน

    ประธานาธิบดีทรัมป์มองว่าการขาดดุลการค้าเป็นสัญญาณของความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ แม้นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนจะไม่เห็นด้วยก็ตาม ทั้งนี้ แม้การขาดดุลการค้าจะลดลงมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่ในช่วงต้นปี ตัวเลขดังกล่าวกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากภาคธุรกิจเร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่ภาษีศุลกากรอัตราที่สูงจะมีผลบังคับใช้ โดยเมื่อพิจารณาระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2025  การขาดดุลการค้ายังคงสูงกว่าปีก่อนถึง 4.1% ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ยังต้องเฝ้าติดตามทิศทางของการขาดดุลการค้าในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด

    image.png

    1. ผลลัพธ์ที่ยังไม่ชัดเจนในภาคการผลิต 

    เป้าหมายสำคัญที่รัฐบาลทรัมป์ยังไม่สามารถบรรลุได้ คือการฟื้นฟูการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม แม้จะมีการใช้มาตรการภาษีศุลกากร แต่ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ยังคงมีการเลิกจ้างงานอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา

    ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลว่า การสร้างโรงงานใหม่ต้องใช้เวลา และชี้ให้เห็นถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้นและการเพิ่มขึ้นของการลงทุนด้านทุน เพื่อบ่งชี้ว่าประเทศกำลังจะเข้าสู่ช่วงเฟื่องฟูของการผลิตเนื่องมาจากมาตรการภาษีนำเข้า อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์มองว่าการฟื้นตัวดังกล่าวยังไม่ชัดเจน เนื่องจากการเติบโตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมการบินและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากรค่อนข้างน้อย ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งถูกเก็บภาษีในอัตราสูง กลับมียอดการผลิตลดลง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการบางรายระบุว่าภาษีศุลกากรทำให้ต้นทุนวัตถุดิบ เช่น โลหะและเครื่องจักร เพิ่มสูงขึ้น และเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ แม้การก่อสร้างโรงงานใหม่จะสูงกว่าช่วงก่อนเกิดโรคระบาด แต่ก็ลดลงจากช่วงปลายรัฐบาลไบเดน ซึ่งในขณะนั้นการสร้างโรงงานใหม่จะได้รับเงินอุดหนุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และแบตเตอรี่

    image.png

    1. ภาษีศุลกากรทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น

    ตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ ภาษีศุลกากรส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยราคาสินค้าเริ่มปรับสูงขึ้นหลังการประกาศมาตรการภาษีในวงกว้างเมื่อเดือนเมษายน 2025 อย่างไรก็ดี ผลกระทบด้านราคาจากภาษีนำเข้ายังต่ำกว่าที่หลายฝ่ายกังวล เนื่องจากภาคธุรกิจลังเลที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างเต็มที่ เพราะเกรงว่าจะสูญเสียลูกค้า ส่งผลให้ภาพรวมเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ปรับดีขึ้นบางส่วน โดยเฉพาะเงินเฟ้อในภาคบริการ อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าหากไม่มีมาตรการกำแพงภาษี อัตราเงินเฟ้อจะต่ำกว่าปัจจุบัน โดยกล่าวว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)  ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 2.7% จะลดลงเหลือเพียง 2.2%

    image.png

    แม้ตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมจะเริ่มดีขึ้น แต่ประชาชนจำนวนมากยังคงกังวลต่อค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์ลดลง จากผลสำรวจของ The New York Times และ มหาวิทยาลัย Siena ในเดือนมกราคม 2026 พบว่า 54% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เห็นด้วยกับนโยบายภาษีศุลกากร และ 51% ระบุว่านโยบายนี้ของรัฐบาลทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น

    ข้อเสนอแนะจาก สคต. ณ นครนิวยอร์กนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้ต้นทุนสินค้านำเข้าสูงขึ้นและบีบให้ผู้ประกอบการสหรัฐฯ แสวงหาแหล่งซัพพลายเออร์ใหม่เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุน จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ส่งออกไทยในการนำเสนอสินค้าเพื่อเป็นทางเลือกทดแทนสินค้าจากประเทศที่ถูกจัดเก็บภาษีสูง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนของราคาสินค้าในตลาดและนโยบายทางการค้าที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา รวมถึงควรเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อรักษาขีดความสามารถด้านราคาในระยะยาว

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

    ข้อมูลอ้างอิง   https://www.nytimes.com/2026/02/02/business/trump-tariffs-one-year-later.html

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vqjtnwgv4ofep5yw39mc694j&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07fTc-ZYa8QAYEfh69drWQ

  • กองทุนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ เพื่อแนวเชื่อมต่อป่า กลไกความยั่งยืนที่เชื่อมโยง ‘คน’ และ ‘ป่า’ เข้าด้วยกัน – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    กองทุนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ เพื่อแนวเชื่อมต่อป่า กลไกความยั่งยืนที่เชื่อมโยง ‘คน’ และ ‘ป่า’ เข้าด้วยกัน – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    กองทุนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ เพื่อแนวเชื่อมต่อป่า กลไกความยั่งยืนที่เชื่อมโยง ‘คน’ และ ‘ป่า’ เข้าด้วยกัน

    หากมองภาพแผนที่ประเทศไทยในมุมสูง เราจะเห็นพื้นที่อนุรักษ์ในผืนป่าตะวันตกอย่างอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้าและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียงเป็นปอดสองข้างที่ถูกแยกออกจากกันด้วยกิจกรรมของมนุษย์ 

    ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้พยายามเชื่อมต่อลมหายใจของผืนป่าให้เป็นผืนเดียวกันอีกครั้งผ่านโครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

    ภารกิจนี้ไม่ได้หมายความถึงการถือกล้าไม้ไปปลูกในที่ว่าง นึกจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวเข้าไปตรงไหนก็ปลูกต้นไม้ หรือเสนอแนวคิดผลักดันผนวกพื้นที่เป็นเขตอนุรักษ์ อาศัยกลไกใดกลไกหนึ่งเพียงเท่านั้น

    แต่ยังให้สำคัญกับการตอบโจทย์วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนโดยรอบไปพร้อมกัน

    ในโครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้นำกลไกที่เรียกว่า ‘กองทุนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อแนวเชื่อมต่อป่า’ เข้ามาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมร้อยระบบนิเวศและเชื่อมร้อยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในงานอนุรักษ์

    ผสานรวมเข้ากับหัวใจหลักโครงการฯ คือสร้างแนวเชื่อมต่อผืนป่า (Corridor) ที่ถูกตัดขาดด้วยที่ดินทำกินของชุมชน ผ่านการชักชวนชุมชนปลูกไผ่ซางหม่น พืชที่สัตว์ป่าสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เป็นแหล่งอาหาร เป็นที่หลับนอน และเป็นเส้นทางปลอดภัยในการเดินทางจากป่าหนึ่งไปยังอีกป่าหนึ่ง และยังเป็นไม้เศรษฐกิจให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ในอนาคต

    มีผลเชิงประจักษ์ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการปลูกไผ่ไปแล้วทั้งสิ้น 233 ไร่ 1 งาน คิดเป็นไผ่จำนวน 23,337 ต้น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

    ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการแบ่งปันหรือเสียสละพื้นที่ทำกินเพื่อสัตว์ป่าเพียงด้านเดียว แต่เป็นการนำระบบกองทุนเข้ามาประกอบการบริหารจัดการ ให้สัตว์ป่าอยู่ได้ และคนอยู่ได้ด้วย

    การันตีความมั่นคงทางรายได้ให้กับชุมชนไปพร้อมกับงานอนุรักษ์ สร้างสมดุลระหว่าง ‘ปากท้อง’ กับ ‘สะพานเชื่อมระบบนิเวศ’ ลดภาระค่าใช้จ่ายระหว่างการปรับพื้นที่เกษตรกรรมให้กลายเป็นสะพานเขียว

    หัวใจสำคัญของกองทุน อยู่ที่การบริหารจัดการในรูปแบบกองทุนหมุนเวียนที่ชุมชนดูแลกันเอง เมื่อชาวบ้านตัดสินใจก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกและอุทิศที่ดินเพื่อปลูกไม้เชื่อมป่าและเศรษฐกิจ กองทุนจะไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาต้องรอคอยผลผลิตอย่างโดดเดี่ยว แต่มีการจ่ายเงินชดเชยการเสียโอกาสจากรายได้เดิมที่ได้รับจากพืชไร่ (อัตรา 20 บาทต่อต้นต่อปี) ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี เพื่อเป็นกระแสเงินสดหล่อเลี้ยงครอบครัวในช่วงทีไม้ใหญ่ยังเป็นกล้าอ่อน 

    โดยมีเงื่อนไขว่าจำนวนเงินจะจ่ายตามจำนวนต้นไม้ที่รอดชีวิตจริง ซึ่งสมาชิกต้องให้ความร่วมมือในการตรวจวัดพิกัดและความเติบโตเป็นประจำทุกปีเพื่อบันทึกลงในสมุดกองทุนอันเป็นเสมือนพันธสัญญาทางใจของการมีส่วนร่วม

    ที่สำคัญ ระบบการคืนทุนที่ไม่ได้เน้นการแสวงหากำไรในเชิงพาณิชย์ แต่เป็นการสร้างความยั่งยืนในเชิงนิเวศและสังคม 

    เมื่อสมาชิกได้รับกล้าไม้ไป 1 ต้น พวกเขามีพันธะที่ต้องเพาะพันธุ์กล้าส่งคืนกลับสู่กองทุน 3 ต้น เพื่อส่งต่อโอกาสเติมพื้นที่สีเขียวนี้ให้เพื่อนบ้านรายอื่น 

    และเมื่อถึงวันที่ไม้เศรษฐกิจอย่างไผ่ซางหม่นเติบโต จนสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์าสร้างรายได้ให้กับสมาชิก (ภายใต้ความเห็นชอบของคณะกรรมการ) สมาชิกมีหน้าที่ต้องคืนเงินชดเชยที่เคยได้รับไปกลับเข้าสู่กองทุนแบบไม่มีดอกเบี้ยเพื่อให้ทุนก้อนนี้ไหลเวียนกลับไปสนับสนุนคนรุ่นต่อไป 

    กลไกนี้ช่วยให้กองทุนสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากภายนอกเพียงอย่างเดียว และยังเป็นการสร้างสำนึกความเป็นเจ้าของร่วมกันในฐานะผู้พิทักษ์แนวเชื่อมต่อป่า

    การบริหารจัดการทั้งหมดถูกกำกับดูแลโดยคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนจากสมาชิกหมู่บ้านต่างๆ ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้มั่นใจว่าการตัดสินใจทุกอย่างเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง 

    ทั้งในเรื่องการพิจารณาสมาชิกใหม่ การตรวจสอบการใช้เงินทุน ไปจนถึงการลงโทษผู้ที่ละเมิดกฎเหล็กอย่างการทำผิดกฎหมายป่าไม้ซึ่งจะถูกริบสิทธิและต้องคืนทุนทั้งหมดทันที 

    ดังนั้น กองทุนนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการแจกจ่ายเงินสนับสนุน แต่คือการวางรากฐานธรรมาภิบาลชุมชนที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อคนในพื้นที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ พวกเขาจะกลายเป็นปราการด่านสำคัญที่ช่วยรักษาแนวเชื่อมต่อผืนป่าให้ดำรงอยู่ได้อย่างถาวร

    ในอนาคตข้างหน้าโครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ระหว่างคลองวังเจ้าและเขาสนามเพรียงจะไม่ใช่แค่เส้นสีเขียวบนแผนที่ แต่จะเป็นต้นแบบของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนกับป่าที่ทำได้จริงและยั่งยืน

    โครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน  ได้รับการสนับสนุนงบประมาณทำกิจกรรมจากกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่ง และบริการ เครือเจริญโภคภัณฑ์

    ผู้เขียน

    ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/work/2026-31/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_JlNPxqwuzgSCWnPJclLO