Category: เศรษฐกิจ

  • ส่องสมรภูมิปราศรัยใหญ่ 4 พรรค ชูยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ-การเมือง

    ส่องสมรภูมิปราศรัยใหญ่ 4 พรรค ชูยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ-การเมือง

    เจาะลึกสมรภูมิการเมือง 4 พรรคใหญ่

    การเมืองวันนี้ (6 ก.พ. 2569) ร้อนระอุเป็นพิเศษเมื่อพรรคการเมืองระดับบิ๊กเนมพร้อมใจกันจัดเวทีปราศรัยใหญ่ในกรุงเทพมหานคร เพื่อแสดงพลังและนำเสนอชุดนโยบายโค้งสุดท้าย

    ภูมิใจไทย: เน้นภาพลักษณ์มืออาชีพ พรรคภูมิใจไทย เลือกใช้ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้ธีม “พูดแล้วทำ เลือกภูมิใจไทย ได้มืออาชีพ” โดยความน่าสนใจอยู่ที่การดึงบุคลากรสายเทคโนแครตและผู้เชี่ยวชาญอย่าง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ขึ้นเวที ก่อนปิดท้ายด้วยหัวหน้าพรรค อนุทิน ชาญวีรกูล ในเวลา 17.30 น.

    ประชาธิปัตย์: พลังคนรุ่นใหม่พ่วงรุ่นเก๋า ประชาธิปัตย์ จัดทัพที่เน้นความเก๋าผสมนวัตกรรม นำโดย การดี เลียวไพโรจน์ และ กรณ์ จาติกวณิช บนเวทีแคนดิเดต “เลือกประชาธิปัตย์ ประชาชนจะได้อะไร” ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่หลังเวลา 18.00 น. ซึ่งเป็นคิวปราศรัยใหญ่ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค

    เพื่อไทย: ปูพรมแลนด์สไลด์ สนามเทพหัสดินกลายเป็นสมรภูมิสีแดงของพรรคเพื่อไทย เริ่มตั้งแต่ 17.30 น. เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. กทม. และปริมณฑล ทัพปราศรัยแน่นขนัดด้วยชื่อชั้นอย่าง จาตุรนต์ ฉายแสง,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เน้นการเข้าถึงมวลชนและการปราศรัยที่ดุดันตามสไตล์พรรค

    พรรคประชาชน: เวทีแคนดิเดตและมวลชน แบ่งเป็น 2 ช่วงหลัก ช่วงแรกเริ่ม 16.00 น. นำโดย รักชนก ศรีนอก ส่วนช่วงไฮไลต์ 18.15 น. เป็นต้นไป จะเป็นเวทีของแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 คน ปิดท้ายด้วยหัวใจสำคัญของพรรคอย่าง ศิริกัญญา ตันสกุล และ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก่อนจะลงพื้นที่ทักทายประชาชนอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/737625&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uYcCZuHrXe_tfrAuE0oIG

  • ‘ศุภชัย พานิชภักดิ์’ เตือนโลกถอยห่างกติกา ‘สหรัฐ’ บีบพันธมิตรหันพึ่งจีน

    ‘ศุภชัย พานิชภักดิ์’ เตือนโลกถอยห่างกติกา ‘สหรัฐ’ บีบพันธมิตรหันพึ่งจีน

    ท่ามกลางบรรยากาศโลกที่กังวลต่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบชัดเจนต่อเศรษฐกิจโลก ในงานเสวนา “The Game Changer: Outlook 2026 & Beyond” เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 เต็มไปด้วยความตื่นตัวของเหล่านักธุรกิจชั้นนำที่มารวมตัวกัน ณ ปาร์คนายเลิศ ได้แชร์ความเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลก

    ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) และอดีตเลขาธิการอังค์ถัด (UNCTAD) กล่าวในหัวข้อ “International game changers impacting Asia & Thailand” ฉายภาพอนาคตเศรษฐกิจไทย และเอเชีย รวมทั้งคำเตือนถึงความโกลาหลครั้งใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น

    ดร.ศุภชัย กล่าวว่า โลกปัจจุบันว่ามันไม่ใช่แค่ช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างที่เราเคยเข้าใจ แต่มันคือ“การรอยร้าว” (Rupture) ของระบบระเบียบโลกที่เคยยึดถือกันมา 

    ทั้งนี้เมื่อมองย้อนกลับไปพบว่าอยู่บนรากฐานความเชื่อที่ว่า โลกเสรี และการค้าเสรีจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีกฎกติกากำกับดูแล แต่ภาพที่เห็นในวันนี้กลับตาลปัตร กลายเป็นโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ (Multipolar world) แต่กลับไร้ซึ่งความเป็นพหุภาคี (Multilateralism) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่งสำหรับประเทศขนาดกลาง และเล็กที่ไม่สามารถต่อรองกับมหาอำนาจได้หากไร้กฎเกณฑ์ที่เป็นธรรม

    ดร.ศุภชัย กล่าวว่า โลกกำลังถอยห่างจากระบบที่ยึดกฎเกณฑ์ (Rule-based system) มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดคือ วิกฤติความศรัทธาในองค์กรระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ (UN) หรือแม้แต่องค์การการค้าโลก (WTO) เองที่กำลังเผชิญกับวิกฤติการดำรงอยู่

    “ความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ในการนำเสนอ ‘Bord of Peace’ สร้างความสับสนว่าจะเข้ามาแทนที่บทบาทของ UN ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของโลกหรือไม่”

    “สหรัฐ” บีบพันธมิตรหันพึ่งจีน

    ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองที่สุดในช่วงต้นปี 2026 นี้ คือ การพลิกขั้วอำนาจทางการทูตที่เกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบแต่ทรงพลัง ท่ามกลางนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐ ที่สร้างความบาดหมางไปทั่ว ดร.ศุภชัย ระบุว่าเพียงแค่เดือนม.ค.เดือนเดียว มีผู้นำระดับสูงจาก 6 ประเทศตบเท้าเข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ถึงกรุงปักกิ่ง 

    ไม่ว่าจะเป็นผู้นำจากเกาหลีใต้ ไอร์แลนด์ หรือแม้แต่เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในขณะที่สหรัฐ กำลังผลักไสพันธมิตรด้วยนโยบายที่แข็งกร้าว โลกกำลังหันหน้าเข้าหาจีนมากขึ้น จนเกิดวลีเปรียบเปรยที่ ดร.ศุภชัย หยิบยกขึ้นมาว่า นโยบาย “Make America Great Again” อาจกำลังกลายเป็นตัวเร่งให้เกิด “Make China Great” แทน

    อย่างไรก็ตาม ดร.ศุภชัย เชื่อว่าเราไม่สามารถทิ้งระเบียบเก่าได้ แต่ต้องปฏิรูปมัน โดยเสนอทางออกว่าหากการตกลงกันทั้งโลกเป็

    นไปไม่ได้ กลุ่มประเทศขนาดกลางอาจต้องหันมาจับมือกันในรูปแบบ “Plurilateralism” หรือพหุภาคีแบบกลุ่มย่อย เพื่อประคองระบบการค้าโลกให้เดินหน้าต่อไปได้

    “แทนที่จะรอความหวังจากข้อตกลงระดับโลกที่ตกลงกันไม่ได้ ไทยต้องหันไปจับมือกับกลุ่มประเทศขนาดกลาง (Mid-sized countries) ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น หรืออินเดีย เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง” 

    ดร.ศุภชัย กล่าวว่า และกลุ่มประเทศในเอเชีย ต้องรวมพลังกันเพื่อสร้างวงโคจรความร่วมมือใหม่ ท่านยกตัวอย่างความเป็นไปได้ที่น่าสนใจ เช่น การที่สหภาพยุโรป (EU) อาจหันมาจับมือกับกลุ่มความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ในเอเชีย เพื่อประคองระบบกฎเกณฑ์การค้าโลกให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องรอมหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่ง 

    รวมทั้งเป็นเวทีสำคัญที่ไทยต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ในการดึงมหาอำนาจอย่างจีน และพันธมิตรอื่นๆ เข้ามาอยู่ในกรอบกติกาเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามจนกลายเป็นการเผชิญหน้าทางทหาร ซึ่งจะเป็นหายนะสำหรับทุกฝ่าย

    ‘ศุภชัย พานิชภักดิ์’ เตือนโลกถอยห่างกติกา ‘สหรัฐ’ บีบพันธมิตรหันพึ่งจีน

    จับตาเศรษฐกิจถูกใช้เป็นอาวุธ

    ดร.ศุภชัย กล่าวถึงประเด็นภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) ที่อำนาจรัฐเข้ามามีบทบาทเหนือกลไกตลาด จากเดิมที่ในอดีตเราอาจแยกเรื่องการเมืองออกจากเศรษฐกิจ แต่ในปี 2026 นี้ เครื่องมือทางเศรษฐกิจถูกนำมา ใช้เป็นอาวุธเพื่อต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง และความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำแพงภาษี การคว่ำบาตร หรือการใช้น้ำมัน และก๊าซเป็นตัวประกัน

    ขณะที่จีนใช้การบริหารจัดการ และควบคุมแร่ธาตุหายาก (Rare Earths) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิ้นส่วนขีปนาวุธ และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองเหนือสหรัฐ สิ่งเหล่านี้ทำให้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) กลายเป็นเรื่องยากที่จะบรรลุ เพราะนโยบายเศรษฐกิจถูกบิดเบือนไปเพื่อรับใช้เกมอำนาจ

    ‘ศุภชัย พานิชภักดิ์’ เตือนโลกถอยห่างกติกา ‘สหรัฐ’ บีบพันธมิตรหันพึ่งจีน

    ชิงสมรภูมิขั้วโลกเหนือ

    ดร.ศุภชัย กล่าวถึงความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่ขยายวงกว้างว่า เมื่อมหาอำนาจใหม่อย่างจีนผงาดขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจเก่า ความขัดแย้งย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดไม่ใช่เพียงแค่ทะเลจีนใต้หรือไต้หวัน แต่คือ “ขั้วโลกเหนือ” (Arctic) พื้นที่ ที่น้ำแข็งกำลังละลาย และเปิดเส้นทางเดินเรือใหม่ 

    รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล ซึ่งกำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของการช่วงชิงอำนาจระหว่างรัสเซีย จีน และสหรัฐ โดยที่จีนเองได้ส่งเรือตัดน้ำแข็งรุ่นใหม่ลงพื้นที่แล้วถึง 3 ลำขณะที่สหรัฐ และพันธมิตรต่างเร่งเพิ่มงบประมาณกลาโหมสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการช่วงชิงทรัพยากร และพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่อย่างดุเดือด

    แนะไทยสร้างวินัยการเงินการคลัง

    ดร.ศุภชัย กล่าวว่า ในโลกที่เผชิญกับความแตกร้าว ไทยไม่สามารถดำเนินนโยบายแบบแข็งขึ้น หรือไร้ทิศทางได้อีกต่อไป สิ่งแรกที่ต้องทำทันทีคือ การสร้างวินัยทางการเงินการคลังที่เข้มแข็ง โดยจะต้องระวังภาวะ “ฟองสบู่แตก” ระลอกใหม่ที่อาจเกิดจากตลาดพันธบัตรในสหรัฐ และญี่ปุ่น รวมถึงฟองสบู่ในภาคเทคโนโลยี

    “หากไทยปล่อยให้หนี้สาธารณะ และหนี้ภาคเอกชนพุ่งสูงโดยไร้การควบคุม เมื่อพายุทางการเงินพัดมาถึง เราอาจล้มครืนได้ง่ายๆ ดังนั้นการรักษาวินัยทางการเงินจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวที่จะประคองตัวผ่านความผันผวนนี้ไปได้”

    คลื่นลูกใหม่ดิจิทัล-เอไอ

    ดร.ศุภชัย กล่าวถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกเรื่องคือ เทคโนโลยีที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นอย่าง AI แต่ในขณะเดียวกันก็เปรียบเสมือนดาบสองคมที่อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงมหาศาลหากเราก้าวเดินโดยขาดความเข้าใจที่ถ่องแท้ 

    ทั้งนี้รายงานจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) พบว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กว่า 80% ของธุรกิจที่นำ AI มาประยุกต์ใช้ยังไม่สามารถสร้างผลกำไรที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในเทคโนโลยีนี้อาจยังไม่ใช่หลักประกันความสำเร็จทางธุรกิจในทันทีอย่างที่หลายคนวาดฝัน

    “บทบาทที่แท้จริงของ AI ไม่ควรจำกัดอยู่แค่การใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างการสร้างข้อความ เขียนรายงาน หรือแต่งเพลง แต่ต้องถูกนำไปใช้แก้ปัญหาที่หมักหมม และซับซ้อนของโลก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติสาธารณสุข การสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือพลังงานสะอาด”

    นอกจากนี้ ดร.ศุภชัย กล่าวถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า ไม่ได้เป็นเรื่องที่จะมาคิดกันที่หลัง หรือกิจกรรมเพื่อภาพลักษณ์องค์กรที่ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ แต่ต้องยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องทำ โดยย้ำชัดว่า มนุษยชาติ และระบบเศรษฐกิจไม่สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นทุกวัน

    ดร.ศุภชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทย และภาคธุรกิจต้องพยายามยืนหยัดอยู่ในกติกาและระบบระเบียบโลกให้ได้มากที่สุด แม้ว่ามหาอำนาจจะพยายามฉีกกฎทิ้งก็ตาม 

    “เราต้องไม่ถอดใจ และต้องรักษาสมดุลเพื่อประคองตัวให้รอดพ้นจากพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือ ผู้ที่มีความยืดหยุ่น (Resilience) และปรับตัวได้ดีที่สุดในสมรภูมิโลกใหม่แห่งนี้”

    ‘ศุภชัย พานิชภักดิ์’ เตือนโลกถอยห่างกติกา ‘สหรัฐ’ บีบพันธมิตรหันพึ่งจีน

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1219964&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TaJfL5xXH2ZEESJqWkAcz

  • ศรีราชา MOU ขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    ศรีราชา MOU ขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    ภูมิภาค

    ศรีราชา MOU ขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    วันศุกร์ ที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.20 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นางภัทรชนันท์ ผ่องผาด นายอำเภอศรีราชา เป็นประธานเปิดงานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) ขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในครั้งนี้กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชนดำเนินขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมด้วยนายอาคมเจตน์ พันเฉลิมชัยโชค นายกเทศมนตรีนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์และ นายชัยณรงค์ ทองศิริ  กำนันตำบลบึง พระปลัคเสมียน จิตสาโร เจ้าอาวาสวัดหนองปรือ โดยมี นายธนภัทร เป้งทอง พัฒนาการอำเภอศรีราชา กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ในพิธี และมีผู้ใหญ่บ้าน ประธานชุมชน และหัวหน้าส่วนราชการของอำเภอศรีราชาเข้าร่วม 

    สำหรับ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) ขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในครั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชนดำเนินขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญ์ของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้พื้นที่ตำบลเป็นฐานรากในการพัฒนา ภายใต้กลไก 7 ภาคีเครือข่าย อันได้แก่ ภาคราชการ ภาคสนามภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม สื่อสารมวลชน ในการขับเคลื่อนและบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมีวัตถุประสงค์  1.เพื่อส่งเสริมให้ผู้นำชุมชน กลุ่ม องค์กร ภาคีเครือย่าย และประชาชนได้เรียนรู้และน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพียง ไปใช้ในการดำเนินชีวิต และนำมาใช้ในการขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ให้มีความเข้มแข็งครอบคลุมทั้ง 3 มิติ ได้แก่ มิติด้านความมั่นคง มิติด้านความมั่งคั่ง และมิติด้านความยั่งยืน

    2. เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการบริหารจัดการตำบล สู่ตำบลจัดการตนเอง ที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยการจัดทำแผนชุมชนเชื่อมโยงสู่การจัดทำแผนตำบลที่เกิดจากการบูรณาการของทุกภาคส่าน

    3.เพื่อส่งเสริมและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้กับประยาชนในตำบล ให้สามารถจัดการความรู้ ค้นหารูปแบบ แนวทาง และวิธีการขับเคลื่อนตำบลเข้มแข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่เป็นแบบอย่างที่ดีสามารถขยายผลการดำเนินงานไปสู่ตำบลอื่น ๆ ได้ 

    ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อำเภอศรีราชา ได้คัดเลือกให้ตำบลบึง เป็นตำบลเป้าหมายในการขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเพื่อเป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนกิจกรรมให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดความยั่งยืน อำเภอศรีราชา โดยงานพัฒนาชุมชนอำเภอศรีราชา จึงได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความ (MOU) ขับเคลื่อนตำบลเข็มแข็ง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/465180&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Wrx2p9UPi4UewFAEKYOmm

  • ผู้ว่าฯ จ.สระแก้ว เข้าเยี่ยมชมการผลิตของดั๊บเบิ้ล เอกระดาษจากไม้ปลูกของเกษตรกร พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน | เดลินิวส์

    ผู้ว่าฯ จ.สระแก้ว เข้าเยี่ยมชมการผลิตของดั๊บเบิ้ล เอกระดาษจากไม้ปลูกของเกษตรกร พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน | เดลินิวส์

    ผู้ว่าฯ จ.สระแก้ว เข้าเยี่ยมชมการผลิตของดั๊บเบิ้ล เอกระดาษจากไม้ปลูกของเกษตรกร พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน

    ดั๊บเบิ้ล เอ เปิดบ้านต้อนรับส่วนงานราชการจังหวัดสระแก้ว เข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเยื่อและกระดาษที่ใช้เทคโนโลยีชั้นนำใส่ใจสิ่งแวดล้อม

    ดั๊บเบิ้ล เอ เปิดบ้าน ต้อนรับส่วนงานราชการจังหวัดสระแก้ว โดยมี นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว นำคณะหัวหน้าส่วนราชการของจังหวัดเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเยื่อและกระดาษที่ใช้เทคโนโลยีชั้นนำใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยระบบบริหารจัดการตามมาตรฐานคุณภาพ ISO 9001 และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ISO 14001 รวมทั้งได้รับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ของกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังได้เข้าใจแหล่งที่มาวัตถุดิบจากไม้ปลูกของเกษตรกร “ต้นกระดาษ” ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาพันธุ์เหมาะสมกับการผลิตกระดาษคุณภาพ ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย และมีส่วนช่วยลดโลกร้อน สำหรับการเยี่ยมชมในครั้งนี้นับเป็นการเปิดโอกาสในการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างส่วนงานราชการ และสถานประกอบการในการพัฒนาอุตสาหกรรมและเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน

    ข่าวยอดนิยมในหมวดหมู่

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5574556/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X6XYKn-AZhk8-NAxRxeHV

  • เลือกตั้ง69 ปลุกดัชนีเด้งรับ 2สัปดาห์ โบรกเตือนเศรษฐกิจโตต่ำ-หนี้ท่วมฉุด

    เลือกตั้ง69 ปลุกดัชนีเด้งรับ 2สัปดาห์ โบรกเตือนเศรษฐกิจโตต่ำ-หนี้ท่วมฉุด

    เลือกตั้ง69 ปลุกดัชนีเด้งรับ 2สัปดาห์ โบรกเตือนเศรษฐกิจโตต่ำ-หนี้ท่วมฉุด

    สถิติการลงทุนในอดีตบ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นไทยมักได้รับอานิสงส์เชิงบวกในช่วง “ก่อนและหลังการเลือกตั้ง” ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่สำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ นักวิเคราะห์มองว่า ความหวังในการเติบโตระยะยาวอาจถูกกดดันจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง  

    นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตามสถิติย้อนหลัง ตลาดหุ้นไทยมักมีการตอบรับเชิงบวก (Sentiment) ในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง และต่อเนื่องไปอีกราว 1-2 สัปดาห์หลังทราบผลการเลือกตั้ง

    โดยกลุ่มที่มักจะโดดเด่นที่สุดคือ “กลุ่มค้าปลีก” ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 4% เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการสะพัดของเม็ดเงินในช่วงหาเสียงและนโยบายกระตุ้นการบริโภคที่ทุกพรรคการเมืองพร้อมใจกันเข็นออกมาหาเสียง  

    อย่างไรก็ตาม หลังผ่านพ้นช่วง 1 เดือนแรกไปแล้ว ตลาดมักจะเข้าสู่ช่วงการปรับฐาน เพราะราคาหุ้นได้ตอบรับ (Price In) ข่าวดีไปหมดแล้ว และนักลงทุนจะเริ่มกลับมามอง “โลกแห่งความเป็นจริง” ของปัจจัยพื้นฐานที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง 

    เลือกตั้ง69 ปลุกดัชนีเด้งรับ 2สัปดาห์ โบรกเตือนเศรษฐกิจโตต่ำ-หนี้ท่วมฉุด

    ทั้งนี้สิ่งที่ฉุดรั้งความคาดหวังในระยะถัดไปคือ ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคที่น่ากังวล หลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจประเมินตรงกันว่า ปี 2569 นี้ GDP ของไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.6% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพอย่างน่าใจหาย 

    ปัญหาที่เกาะกินเศรษฐกิจไทยในขณะนี้มาจากหลายทิศทาง เครื่องยนต์หลักอย่าง “การบริโภค” ถูกกดทับด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ “ภาคการท่องเที่ยว” แม้จะเป็นความ หวังเดียว แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวสวนทางกับคู่แข่งในภูมิภาค  

    นอกจากนี้ “ความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ” ยังมีข้อจำกัดอย่างมากจากภาระหนี้สาธารณะที่ตึงตัว ทำให้ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ พื้นที่ในการทำนโยบาย (Policy Space) ก็เหลือไม่มากนัก  

    ในแง่ของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ภาพที่ออกมาในช่วงไตรมาส 4/2568ยิ่งซ้ำเติมความกังวล โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่กำไรส่วนใหญ่ ลดลงจากแรงกดดันของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่แคบลง  

    ขณะที่หุ้นบิ๊กแคปในกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL, HMPRO หรือ BJC ต่างเผชิญกับภาวะกำไรที่ไม่ได้เติบโตอย่างโดดเด่น ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแบบเร่งตัว (Outperform) ได้ยาก 

    ด้านนักวิเคราะห์จาก บล.บัวหลวง ประเมินว่า หลังการเลือกตั้งบรรยากาศการลงทุนจะดีขึ้นในระยะสั้น โดยวางกรอบแนวต้าน (Upside) ไว้ที่ระดับ 1,350 – 1,370 จุด อย่างไรก็ตาม ตลาดจะเข้าสู่โหมด “Reality Check” เพื่อรอดูโฉมหน้าของรัฐบาลชุดใหม่ เสถียรภาพทางการเมือง และความสามารถในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่เคยหาเสียงไว้  

    ภายใต้ภาวะสุญญากาศทางนโยบาย (Policy Gap) คาดว่า กำไร บจ. ในไตรมาส 1/2569 จะยังฟื้นตัวช้า โดยกำไรหลักอาจเติบโตเพียง 1% เมื่อเทียบกับปีก่อนขณะที่ขีดความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ถูกประเมินว่าไม่สูงนัก เนื่องจากงบประมาณลงทุนที่ลดลงและสถานะการคลังที่ตึงตัว โดยคาดว่า จะมีเม็ดเงินกระตุ้นเพียงราว 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะหนุน GDP ได้เพียง 0.1 – 0.2% เท่านั้น 

    ในสภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูงและเศรษฐกิจโตช้า นักวิเคราะห์แนะนำให้เน้นหุ้นที่มีการเติบโตเล็กน้อย ราคาไม่แพง และมีอัตราส่วนเงินปันผลที่ดี โดยมีหุ้น Top Pick ที่น่าสนใจดังนี้:

    1. Quality Value: หุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน แต่มีกำไรสม่ำเสมอและมีความผันผวนต่ำ เช่น CPN, COM7, BH, OSP และ CPALL 
    2. Dividend Play: หุ้นที่มีกระแสเงินสดอิสระสูงและจ่ายปันผลเด่น (Div. Yield > 3%) เพื่อเป็นเกาะป้องกันความเสี่ยง เช่น KKP ที่คาดการณ์ปันผลสูงถึง 7% 
    3. Foreign Flow Targets: หุ้นใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ หากมีการปรับพอร์ตหลังเลือกตั้ง เช่น PTT, SCC, ADVANC 
    4. Domestic Play: หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยว เช่น MTC, CENTEL, ITC และ HMPRO

    โดยสรุป ภาพการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงการเลือกตั้งสะท้อนแรงหนุนเชิงสถิติในระยะสั้น ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังเผชิญข้อจำกัดจากการเติบโตที่ไม่สูง ภาวะหนี้ครัวเรือน และทิศทางกำไรของหลายอุตสาหกรรม  

    แม้ระดับมูลค่าตลาดโดยรวมจะอยู่ในช่วงไม่สูงเมื่อเทียบเชิงสถิติ และบางกลุ่มมีจุดเด่นด้านกระแสเงินสดและเงินปันผล แต่การ เคลื่อนไหวของตลาดในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนทางการเมือง ทิศทางเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อประกอบการตัดสินใจในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

    หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,173 วันที่ 8 – 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/650894&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cP9u_Q3tKBnS9PiQgKSO3

  • เคแบงก์ มองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปี 69 ยังมีความไม่แน่นอน ตั้งเป้าสินเชื่อโตเพียง 0-2% พร้อมคุมหนี้เสียให้น้อยกว่า 3.25%

    เคแบงก์ มองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปี 69 ยังมีความไม่แน่นอน ตั้งเป้าสินเชื่อโตเพียง 0-2% พร้อมคุมหนี้เสียให้น้อยกว่า 3.25%

    ธนาคารกสิกรไทยมองการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ต้องเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อ ปี 2569 เติบโตเพียง 0-2%

    ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยธนาคารได้กําหนดเป้าหมายทางการเงินประจำปี 2569 ต่างๆ ไว้ดังนี้ โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของเงินให้สินเชื่อ (Loan Growth) เติบโตที่ 0-2% สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารยังคงเน้นการเติบโตสินเชื่อที่มีคุณภาพ สินเชื่อที่มีหลักประกัน และกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการเติบโต พร้อมต่อยอดขีดความสามารถและความแข็งแกร่งด้านสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

    อีกทั้งตั้งเป้าหมายผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ 2.75-2.95% สอดคล้องกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและการเติบโตของเงินให้สินเชื่ออย่างมีคุณภาพ

    ส่วนการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ (Net Fee Income Growth) เติบโตที่ Mid-to-high single-digit โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการขยายบริการโซลูชันด้านการบริหารความมั่งคั่ง และความเป็นผู้นำด้านบริการชำระเงินทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน

    สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ Mid-40s โดยธนาคารยังคงเน้นย้ำการดำเนินมาตรการควบคุมต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อรองรับแรงกดดันจากการเติบโตของรายได้ที่มีความท้าทาย

    ด้าน เงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (NPL Ratio – Gross) อยู่ที่น้อยกว่า 3.25% ท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน และอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Credit Cost) อยู่ที่ในช่วง 140-160 bps (Normalized Level) โดยธนาคารยังคงบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบและระมัดระวังสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ

    ภาพแสดงเป้าหมายทางการเงินของ ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2569 1

    ภาพ : เป้าหมายทางการเงินของ ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2569

    อีกทั้ง ธนาคารยังคงมีสถานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งเพียงพอรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

    ในปี 2569 นี้ ธนาคารกสิกรไทยจะยกระดับยุทธศาสตร์ ‘3+1 และ Productivity’ ไปอีกขั้น ด้วยกลยุทธ์ ‘ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Strategy)’ ที่ให้ความสำคัญต่อความต้องการของลูกค้าใน แต่ละช่วงชีวิตและทุกบริบททางธุรกิจ ทั้งกลุ่มลูกค้าบุคคล ลูกค้าผู้ประกอบการ และลูกค้าธุรกิจ ขับเคลื่อนการทำงานเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มอย่างรอบด้านและตรงใจ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/kbank-economy-loan-growth-npl/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DrW7-O_ZGXSP3sN5OCZ9H

  • พรรคเศรษฐกิจส่ง “พัฒนวุธ” ลุยเขต 2 ปิดเวทีใหญ่กลางหาดใหญ่ | TOPNEWS

    พรรคเศรษฐกิจส่ง “พัฒนวุธ” ลุยเขต 2 ปิดเวทีใหญ่กลางหาดใหญ่ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 06/02/2026 14:45

    เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2569 ที่ลานสี่แยกสะพานดำ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พรรคเศรษฐกิจปิดเวทีปราศรัยใหญ่นำโดย พลเอกรังษี กิตติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรค นำทีมผู้สมัครทั้งจังหวัดสงขลา ขึ้นเวทีโค้งสุดท้าย สนับสนุน พล.ต.ท.พัฒนวุธ อังคะนาวิน ผู้สมัครเขต 2 เบอร์ 2 ลุยชิงเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ท่ามกลางผู้สนับสนุนที่เข้าร่วมรับฟังการปราศรัยอย่างต่อเนื่อง


    พลเอกรังษี กล่าวตอกย้ำจุดยืนไม่ขายฝัน ไม่โกหกประชาชน ชี้ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปี ส่งผลกระทบทุกภาคส่วน ตั้งแต่คนพิการ เกษตรกร ผู้ประกอบการ ขนส่ง ภาคบริการ โรงแรม ร้านค้า ไปจนถึงทหารผ่านศึก พร้อมย้ำแนวทางพรรคเศรษฐกิจ “ไม่แจกเงิน” แต่เร่งฟื้นเศรษฐกิจให้เดินได้ก่อน เพราะเมื่อเศรษฐกิจดี การช่วยเหลือประชาชนเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้ว พร้อมกล่าวว่า “ผมมาหาดใหญ่เพื่อบอกความจริง วิกฤตมีอะไรบ้าง และพรรคเศรษฐกิจจะแก้อย่างไร ให้คนตัดสินใจง่าย” และฟาดการเมืองซื้อเสียงอย่างตรงไปตรงมาว่า เงิน 5,000–7,000 ที่นำมาซื้อเสียงคือเงินสแกมเมอร์ หากรับเงินแล้วเลือก ประเทศจะถึงทางตัน พร้อมย้ำว่ารับเงินได้แต่อย่าเลือก ให้เลือกพรรคที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้น ประเทศเดินได้ และประชาชนมั่งคั่ง

    ด้าน พล.ต.ท.พัฒนวุธ อังคะนาวิน ขึ้นเวทีด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ระบุว่าสนามเลือกตั้งหาดใหญ่เต็มไปด้วยเวทีปิดท้ายจากพรรคใหญ่ แต่ขออาสาเป็น “นักการเมืองทำงานจริง” ถึงขั้นประกาศไม่รับเงินเดือน หากได้รับโอกาสเข้าสภา พร้อมย้ำว่าการเมืองต้องมีหัวใจแห่งการให้และการอุทิศเพื่อบ้านเมือง ผู้สมัครเขต 2 ยังเล่าย้อนชีวิตการใช้ชีวิตในหาดใหญ่มากว่า 41 ปี ตั้งแต่ปี 2527 ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาแล้ว 6 รัฐบาล เลือกตั้งทุกครั้งแต่ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า และตั้งคำถามต่อบทบาทพรรคการเมืองสีเดิม ๆ ที่ผลัดกันบริหารประเทศแต่ปัญหาในพื้นที่ยังวนซ้ำ ก่อนกล่าวปิดท้ายว่า “วันนี้ก่อนกากบาทวันที่ 8 ขอให้ตั้งสติ ผมเป็นผู้ประกอบการ ผมรู้ว่าปากท้องสำคัญแค่ไหน ผมออกมาเพราะไม่อยากนิ่งเฉย รักความซื่อสัตย์สุจริต และอยากดูแลบ้านเมืองจริง ๆ แม้ไม่ได้เกิดที่นี่ แต่ผมขอตายที่นี่” โดยเวทีนี้จึงไม่ใช่เพียงการปิดปราศรัย หากคือการวัดใจคนหาดใหญ่ ระหว่างการเมืองแจกเงินกับการเมืองที่เดิมพันด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ โค้งสุดท้าย เขต 2 กำลังจะได้คำตอบ

    อนุกูล บุญมี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สงขลา

    ปก web ติวเข้มภาษาจีน

    SOCAIL 16-9_2o-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered

    ญี่ปุ่นยกเลิกเทศกาลซากุระที่เม้าท์ฟูจิหลังนักท่องเที่ยวล้น

    ด่านเบตงคึกคัก แรงงานไทยในมาเลย์กลับใช้สิทธิเลือกตั้ง

    ทรัมป์หนุนทาคาอิจิเป็นนายกฯญี่ปุ่นต่อ

    AP คาดอนุทินจะได้จัดตั้งรัฐบาลผสมในการเลือกตั้งไทย

    “กกต.-ไปรษณีย์ไทย” ปล่อยขบวนขนส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า มุ่งหน้าสู่ 400 เขตทั่วประเทศ รอนับคะแนน 8 ก.พ.นี้

    ศึกเลือกตั้งเดือด! “ชวน” ซัดแรง “ผู้สมัครพรรคส้ม” ปราศรัยเวทีสงขลา เหยียดถิ่นกำเนิด ย้อนเจ็บแบบนี้มันขัดหลักคนเท่ากัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1479571&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Jg2fruj-z91neL4CS8XKA

  • เปิดไทม์ไลน์หลังเลือกตั้ง กว่าจะได้รัฐบาลใหม่ ต้องรอถึงกลาง มิ.ย. 69

    เปิดไทม์ไลน์หลังเลือกตั้ง กว่าจะได้รัฐบาลใหม่ ต้องรอถึงกลาง มิ.ย. 69

    การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการใช้สิทธิของประชาชนเท่านั้น หากแต่เป็น “จุดเริ่มต้นของการถ่ายโอนอำนาจรัฐ” จากรัฐบาลชุดเดิมไปสู่ “รัฐบาลใหม่” ผ่านกลไกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2561 

    เส้นทางดังกล่าว แม้ดูเหมือนเป็นเพียงขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ กลับเต็มไปด้วยตัวแปรทางการเมือง การต่อรอง การตรวจสอบ และความเสี่ยงจากข้อพิพาทการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้การจัดตั้งรัฐบาล “เร็วหรือช้า” กว่ากรอบเวลาที่คาดการณ์ไว้ 

    “ฐานเศรษฐกิจ” รวบรวมและเรียบเรียง ไทม์ไลน์หลังปิดหีบเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่การรับรองผล การเปิดสภา การเลือกนายกรัฐมนตรี ไปจนถึงการได้รัฐบาลใหม่อย่างเป็นทางการ ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน เพื่อสะท้อนภาพการเดินเครื่องอำนาจรัฐ ในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของประเทศ 

    ด่านแรก:กกต.รับรอง สส.  

    กุมภาพันธ์-เมษายน 2569 : หลังปิดหีบเลือกตั้ง หน้าที่สำคัญตกอยู่ที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งต้องตรวจสอบความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งในทุกเขตทั่วประเทศ 

    กฎหมายกำหนดให้ กกต. ต้องประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันเลือกตั้ง หรือไม่เกินวันที่ 9 เมษายน 2569 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ ต้องรับรองผลการเลือกตั้ง สส. ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 (475 คน) ของจำนวน สส.ทั้งหมด 

    ตัวเลข 95% ไม่ใช่เพียงเกณฑ์ทางเทคนิค แต่เป็น “กุญแจเปิดประตู” ไปสู่การจัดเปิดสภา หากรับรองผลไม่ครบตามเกณฑ์ จะไม่สามารถเปิดประชุมรัฐสภา และเดินหน้ากระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีได้

    ภายหลังการรับรองผล สส.ชุดใหม่จะทยอยเข้ารายงานตัว ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วง 10-16 เมษายน 2569 เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก 

    เปิดสภาใหม่:เกมชิงประธาน

    เมษายน 2569 : รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก ภายใน 15 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งตามไทม์ไลน์คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังเทศกาลสงกรานต์ 

    การประชุมครั้งแรกของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่เพียงพิธีการเปิดสภา แต่เป็นเวทีแรกของ “การต่อรองทางอำนาจ” ผ่านการเลือก ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ รองประธานสภาฯ 

    ตำแหน่งประธานสภาฯ มีนัยทางการเมืองอย่างยิ่ง เพราะทำหน้าที่ควบคุมการประชุม บรรจุระเบียบวาระ และเป็นผู้ลงนามในกระบวนการสำคัญหลายขั้นตอน รวมถึงการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ 

    ผลของการเลือกประธานสภาฯ มักสะท้อนให้เห็นโครงสร้างเสียงข้างมาก และทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างชัดเจน

                                        เปิดไทม์ไลน์หลังเลือกตั้ง กว่าจะได้รัฐบาลใหม่ ต้องรอถึงกลาง มิ.ย. 69

    ด่านชี้ชะตา:เลือกนายกฯ   

    พฤษภาคม 2569 : เมื่อสภาฯ ตั้งหลักได้แล้ว ขั้นตอนสำคัญที่สุดคือ การประชุมเพื่อลงมติเลือก “นายกรัฐมนตรี” ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569

    ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีต้อง 

    • มีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ
    • อยู่ในบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง
    • พรรคที่เสนอชื่อต้องมีจำนวน สส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 (25 จาก 500 คน) ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด

    ขั้นตอนนี้จึงไม่ใช่เพียงการนับเสียงในสภา แต่เป็นบทสรุปของการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล ว่าพรรคหรือขั้วใดสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้มากพอในการกุมอำนาจฝ่ายบริหาร 

    ตั้งครม.-แถลงนโยบายรัฐบาล

    พฤษภาคม – มิถุนายน 2569 : หลังได้นายกรัฐมนตรี ขั้นตอนต่อไปคือ การจัดตั้ง คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีตามกฎหมายอย่างเข้มข้น คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ 

    เมื่อรายชื่อ ครม. ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง รัฐมนตรีทุกคนต้องเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ จากนั้นรัฐบาลมีหน้าที่ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ภายใน 15 วัน

    การแถลงนโยบายถือเป็นการประกาศ “ทิศทางการบริหารประเทศ” ต่อสาธารณชน และเป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลสามารถใช้อำนาจเต็มรูปแบบได้ 

    มิ.ย.รัฐบาลใหม่บริหารประเทศ   

    จากไทม์ไลน์ทั้งหมด หากทุกขั้นตอนเป็นไปตามกรอบกฎหมายและไม่มีอุปสรรคทางการเมืองเพิ่มเติม คาดว่า ประเทศไทยจะได้รัฐบาลชุดใหม่ที่สมบูรณ์ พร้อมบริหารประเทศอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569 

    ช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ไม่เพียงในเชิงการเมือง แต่ยังรวมถึงทิศทางเศรษฐกิจ การจัดทำงบประมาณ การฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน และ การขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่

    คำถามสำคัญที่สังคมต้องจับตา คือ กระบวนการถ่ายโอนอำนาจครั้งนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่นเพียงใด และ รัฐบาลใหม่จะสามารถใช้ “เสียงจากปลายปากกาเลือกตั้ง” แปลงเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน ตอบโจทย์ประเทศได้จริงหรือไม่…

    รายงานพิเศษ โดย…ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4173 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/650836&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1slLkmG5pvS-A5WcQzr9zt

  • เศรษฐกิจซึมหนัก ‘แบงก์’ ตั้งรับ คุมเข้มปล่อยกู้ ‘ลดเสี่ยงหนี้เสีย’

    เศรษฐกิจซึมหนัก ‘แบงก์’ ตั้งรับ คุมเข้มปล่อยกู้ ‘ลดเสี่ยงหนี้เสีย’

    สองแบงก์ใหญ่รับปี 69 เศรษฐกิจเปราะบาง ต่ำสุดรอบ30 ปี “กรุงศรี” เข้าสู่โหมดระมัดระวังปล่อยกู้ เดินกลยุทธ์ปล่อยสินเชื่อ-เลือกโตเฉพาะจุด เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ “ทีทีบี” ปีนี้ยังระวังไม่ใช่ปีแห่งการเติบโตหวือหวา ช่วงพอร์ตเอสเอ็มอี-อสังหายังเปราะบางสูง

    เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวต่อเนื่อง และจีดีพีที่เติบโตต่ำสุดในรอบกว่า 30 ปี กำลังบีบให้ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบต้องปรับโหมดดำเนินธุรกิจเข้าสู่ความระมัดระวังสูงสุด โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อที่ไม่อาจขยายตัวได้กว้างเหมือนในอดีต

    นางสาวดวงดาว วงค์พนิตกฤต ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านการเงิน และกลยุทธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ภาพรวมธนาคารทุกแห่งอยู่ในโหมดระมัดระวังทั้งหมด

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านกลยุทธ์ปล่อยสินเชื่อ หากพิจารณาในเชิงเศรษฐกิจมหภาค (Macro) จะพบว่า ในช่วงระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาปีนี้เป็นปีที่การขยายตัวเศรษฐกิจ หรือจีดีพีเติบโตต่ำที่สุด ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 2% โดยตัวเลขจริงต่ำกว่านั้น เมื่อภาพรวมมหภาคชะลอตัว ส่งผลให้ทุกธนาคารจำเป็นต้องระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องในปีนี้

    ธนาคารกรุงศรีฯ ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ และระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะต้องตระหนักว่า ธนาคารยังมีหน้าที่ต้องดูแลเงินฝากของผู้ฝากเงินจำนวนมาก การดำเนินธุรกิจจึงต้องตั้งอยู่บนความรอบคอบเสมอ แม้ธนาคารจะระมัดระวัง แต่ก็พยายามที่จะเลือกกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสมเพื่อประคับประคองการเติบโต

    มองเอสเอ็มอียัง “น่าห่วง”
    ในส่วนลูกหนี้กลุ่มที่ยังมีความเปราะบาง และมีความต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก คือ กลุ่ม “เอสเอ็มอี” โดยสถานการณ์ของ SMEs ในขณะนี้ถือเป็นภาวะยากลำบากอย่างมาก

    แต่ธนาคารไม่ได้ทิ้งลูกหนี้กลุ่มนี้ แต่ต้องทำงานด้วยอย่างใกล้ชิดและใช้เวลาอย่างมากในการเข้าไปช่วยเหลือรายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้หรือวิธีอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่การใส่เงินเข้าไปอย่างเดียว

    ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตามพอร์ตสินเชื่อ (Asset Quality) กลุ่มที่ยังเป็นประเด็นน่ากังวล ยังคงเป็นกลุ่ม SMEs และลูกหนี้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ยังคงน่าห่วงต่อเนื่อง และกำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้านรุมเร้า

    โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ขณะนี้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เผชิญกับยอดขายบ้านไม่เติบโตตามเป้าผลมาจากระบบเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้ลูกหนี้ทั้งสองกลุ่มนี้ยังต้อง “เหนื่อย” ต่อไป

    ขณะที่กลุ่มอื่น เช่น ลูกหนี้รายใหญ่ ลูกหนี้ญี่ปุ่น บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ยังถือว่า มีคุณภาพดีและธนาคารบริหารจัดการได้

    ดังนั้นปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าเติบโตของสินเชื่อรวมไว้ที่ 2-4% โดยในพอร์ตสินเชื่อในประเทศนั้น ธนาคารมองเห็นโอกาสจากลูกหนี้รายใหญ่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันมีการแข่งขันในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่สูงมาก เพราะธนาคารต่างๆ ไม่สามารถไปปล่อยสินเชื่อในกลุ่มอื่นได้ จึงหันมารุมแย่งชิงลูกค้ากลุ่มนี้ จนเกิดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง

    ในด้านการเติบโตด้านต่างประเทศ ธนาคารคาดเติบโตสูง 14-16% แม้ปัจจุบันสัดส่วนสินเชื่อต่างประเทศจะมีเพียง 5% แต่สามารถสร้างรายได้ได้ถึง 20% ของรายได้ทั้งหมด ในระยะยาวธนาคารมีแผนขยายฐานรายได้จากอาเซียนให้มากขึ้น แต่ในปีนี้คาดว่าสัดส่วนรายได้จะยังคงอยู่ที่ประมาณ 20% 

    สำหรับกลยุทธ์ในการรับมือกับความท้าทาย (2024-2026) ธนาคารเน้น 3 เรื่องหลัก คือ 1.Customer First การรับฟังความต้องการของลูกค้าจริงๆ และปรับการบริการให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม 2.AI และ Digital Technology ผ่านลงทุนงบประมาณด้านเทคโนโลยีในปีนี้ถึง 17,000 ล้านบาท เพื่อใช้วิเคราะห์ข้อมูล และตอบโจทย์ลูกค้า 3.One Krungsri จากการผนึกกำลังบริษัทในเครือทั้ง 30 แห่ง เพื่อลดความสับสนและสร้างความสะดวกให้ลูกค้า

    • เลือกกลุ่มเป้าหมายปล่อยกู้ลดเสี่ยง

    นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า กลยุทธ์การบริหารพอร์ตสินเชื่อท่ามกลางความเสี่ยง ภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นและปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในระบบการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง

    โดยธนาคารได้กำหนดกลยุทธ์ปล่อยสินเชื่อในปีนี้อย่างชัดเจน ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อรวมไว้ที่ 2-4% ถือเป็นการตั้งเป้าอย่างระมัดระวัง และเน้นการเลือกกลุ่มเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง (Very selective places) แทนการขยายตัวในวงกว้าง เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

    อย่างไรก็ตาม มองว่าภายใต้ความท้าทายเหล่านี้ก็ยังมีโอกาสเติบโตได้ โดยเฉพาะจากต่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า จะมีอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งถึงประมาณ 10% 

    สำหรับตลาดในประเทศไทย กลยุทธ์หลักจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มบริษัทข้ามชาติ และบริษัทญี่ปุ่น (Japanese Corporate) ที่ยังมีความต้องการใช้บริการสินเชื่อ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตที่น่าสนใจ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศอาจมีความเปราะบางอยู่บ้างก็ตาม

    เอสเอ็มอี รายย่อยของเรายังแข็งแกร่ง แต่กลยุทธ์ปีนี้ ยังเน้นดูแลฐานลูกค้าเดิมเป็นหลัก ดังนั้นแม้ว่าสภาพตลาดโดยรวมอาจไม่ได้มีการเติบโตที่หวือหวา แต่กรุงศรีฯ มองว่ายังมีโอกาสดีในการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มธุรกิจที่ธนาคารมีความเชี่ยวชาญ”

    • ทีทีบีย้ำปีนี้ยังดำเนินธุรกิจระมัดระวัง 

    นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB กล่าวว่า ปีนี้คาดการณ์จีดีพีอยู่ท่ีระดับ 1.5% ยังเป็นภาพการเติบโตที่ชะลอตัว ดังนั้นปีนี้ธนาคาร จึงตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้เพียง 1-2% เท่านั้น

    โดยยอมรับว่าภายใต้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน การเติบโตปีนี้คงไม่ใช่การเติบโต “หวือหวา” แต่จะเน้นเติบโตในแต่ละอุตสาหกรรม และให้ความสำคัญกับความมั่นคงและคุณภาพของสินเชื่อเป็นหลัก

    “ปีนี้เรายังคงเน้นดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง และยังมีความกังวลในกลุ่ม SMEs ในแง่ความสามารถชำระหนี้ และความเสี่ยงต่างๆทำให้การคัดกรองลูกหนี้ยังต้องเข้มข้นต่อเนื่องจากที่ผ่านมา”

    ทั้งนี้ หากดูพอร์ตสินเชื่อธุรกิจของทีทีบีโดยรวมอยู่ที่ 4.5-4.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ 60-70%
    SMEs 30-40% มองว่า ปีนี้รายใหญ่ยังมีสัญญาณของการลงทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโครงสร้างพื้นฐานและด้านพลังงาน 

    ขณะที่ ธุรกิจเอสเอ็มอีต่างๆ ยังมีการชะลอการลงทุน ธนาคารมีความกังวลต่อกลุ่ม SMEs มากกว่าในแง่ของความสามารถในการชำระหนี้และความเสี่ยง ทำให้ต้องคัดกรองอย่างเข้มข้น

    “วันนี้ทุกธนาคารพาณิชย์ยังคงกังวล และติดตามลูกหนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะลูกหนี้อสังหาฯ ที่ด้อยลงบ้าง แต่ในพอร์ตของเรายังคงอยู่ระดับปกติ ซึ่งปกติกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะดอกเบี้ย และกำลังซื้ออยู่แล้ว และการปล่อยสินเชื่อของเราเน้นดู LTV เคร่งครัด ทำให้พอร์ตของเรายังดี แต่ก็ต้องติดตามใกล้ชิด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1219961&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rui8JT01tBwG77YtomDG_

  • ‘ทัพธุรกิจไทย’ลุยเศรษฐกิจฮาลาล      ผู้ผลิตต้องเข้าใจมาตรฐาน-ตลาดเข้าใจสินค้า

    ‘ทัพธุรกิจไทย’ลุยเศรษฐกิจฮาลาล ผู้ผลิตต้องเข้าใจมาตรฐาน-ตลาดเข้าใจสินค้า

    เศรษฐกิจฮาลาลทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากตลาดเฉพาะกลุ่มไปสู่ภาคส่วนที่กำลังเติบโต จากเดิมที่เคยถูกมองว่าให้บริการเฉพาะผู้บริโภคมุสลิมเท่านั้น

    ปัจจุบันฮาลาลได้กลายเป็นคำพ้องความหมายกับจริยธรรม ความปลอดภัย และคุณภาพในหมู่ผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

    ดังนั้นรัฐบาล บริษัทข้ามชาติ และนักลงทุนต่างตระหนักถึงศักยภาพของฮาลาลในฐานะเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์

    ก่อนเข้าสู่ตลาดมูลค่ามหาศาลนี้ ธุรกิจต้องมีตั๋วใบสำคัญ นั่นคือ การผ่านมาตรฐานและได้รับอนุญาตให้ใช้ตราฮาลาลเพื่อผ่านกฎเหล็กขั้นต้นก่อนเข้าไปแข่งขันในตลาดนี้

    ข้อมูลการรับรองเครื่องหมายฮาลาลของสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.) หรือTHE CENTRAL ISLAMIC COUNCIL OF THAILAND : CICOTระบุว่าการรับรองฮาลาลเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 โดยจุฬาราชมนตรีเป็นผู้ลงนามให้การรับรองฮาลาลแต่เพียงผู้เดียวจนถึงปัจจุบัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศ Non Muslim แต่มีหน่วยงานรับรองเครื่องหมายฮาลาลเพียงหน่วยงานเดียวและใช้เครื่องหมายรับรองฮาลาลเพียงสัญลักษณ์ (โลโก้) เดียวเท่านั้น

    “หน่วยงานรับรองฮาลาลของประเทศไทยมีศักยภาพการควบคุม ดูแล และการรับรอง ทำให้เป็นที่น่าเชื่อถือในระดับนานาชาติปัจจุบันประเทศไทยจึงมีการรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาลเป็นจำนวนมาก มีทำให้ผลิตภัณฑ์ ฮาลาลของประเทศไทยได้มีการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น เอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรป”

    ดร.อธิชาติ ชุมนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ) บริษัท อทิสเมด โกบอล จำกัด กล่าวว่า ยินดีที่ได้เป็นแบรนด์หนึ่งที่ได้ตรา ฮาลาล และสินค้าฮาลาลนับเป็นเป็นความภาคภูมิใจและกลไกให้ธุรกิจสามารถใช้เป็นเครื่องมือเข้าสู่ธุรกิจฮาลาลที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

    สำหรับธุรกิจของบริษัททำธุรกิจ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพ รูปแบบซองและ เม็ด ที่ผสานภูมิปัญญาไทยและพัฒนาด้วยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ได้รางวัลระดับในโลกทำให้ผลิตภัณฑ์ได้รับความไว้วางใจผู้บริโภคกลับมาซื้อซ้ำมากถึง 80%

    “ผมมองว่าสินค้าไทยในตลาดของประเทศมุสลิมยังน้อยอยู่ประเด็นหลักอยู่ที่การทำความเข้าใจทั้ง ในตลาดนั่นๆ เข้าใจสินค้าไทย ผลิตภัณฑ์ของไทย ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยเองก็ต้องเข้าในความต้องการของตลาดมุสลิมด้วยเพราะแม้การขอตราฮาลาลจะมีขั้นตอนที่ชัดเจน มีมาตรฐานคุณภาพแต่การเข้าใจตลาดก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น”

    สำหรับผลิตภัณฑ์ของบริษัท เป็นกลุ่มดูแลสุขภาพที่ใช้ประสบการณ์ในตลาดสมุนไพรมานานกว่า 5 ปี และเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเปิดตลาดใหม่ๆ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ส่วนปี 2569 นี้ ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อบุกตลาดต่างประเทศ หลักๆคือ กลุ่มตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี

    ในส่วนหลักการเข้าถึงตลาด นอกจาก มาตรฐานฮาลาลแล้ว มองว่า สุขภาพเป็นภาษาสากล ที่สามารถเป็นตัวช่วยดูแลสุขภาพของทุกคนโดยใช้จุดแข็งของสมุนไพรที่มีคุณภาพ

    หทัยรัตน์ กว้างจิตต์อารีย์ ผู้ช่วยรองผู้อำนวยการและผู้จัดการโรงงานราชบุรี Thai President Foods Public Company Limitedกล่าวว่า ตลาดฮาลาล จะเป็นโอกาสใหม่ที่จะช่วยเพิ่มยอดขายให้บริษัท เพราะ เศรษฐกิจฮาลาล มีโอกาสเติมโตด้วยจำนวนประชากรมุสลิมที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ตลาดนี้ ต้องอยู่บนพื้นฐานมาตรฐานฮาลาล ในส่วนบริษัทที่ผลิตอาหารนั้นมุ่งเน้นการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค ด้วยการตระหนักว่าต้องผลิตสินค้าที่ต้องเป็นฮาลาลที่ถูกต้อง สะอาด มีคุณภาพ

    ปัจจุบันมีการส่งออกสินค้าไปยังตลาดฮาลาลทั่วโลกแล้ว มีอัตราการเติบโตที่ดี เพราะโรงงานของบริษัทที่ผลิตสินค้าฮาลาลมีถึง 2 แห่งเพื่อแยกไลน์การผลิตที่ชัดเจน

           “ตอนนี้เราพิจารณาเรื่องการทำตลาดฮาลาลโดยการทำความเข้ากับตลาดให้รับรู้ว่า สินค้าได้มาตรฐานฮาลาลทั้งในและต่างประเทศแล้ว แต่ยังต้องพิจารณาแบรนด์สินค้า เพราะต้องยอมรับว่า แบรนด์ มาม่า อาจไม่ตอบโจทย์ตลาดมุสลิม จึงอาจต้องใช้แบรนด์ที่มีอยู่ เช่น รุสกีหรือแบรนด์อื่นๆเพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคให้ง่ายขึ้น”

    ทั้งนี้ในปี 2569 กำลังมองตลาดตะวันออกกลาง และประเทศที่ไม่ใช่มุสลิมแต่มีดีมานด์สินค้าฮาลาลแฝงอยู่ เพื่อขยายช่องโอกาสทางการค้าที่มากขึ้นรวมถึงการออกงานแสดงสินค้าฮาลาลเพื่อสร้างโอกาสการทำความรู้จักกับตลาดและสื่อสารประเด็นโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐานฮาลาล เป็นสินค้าที่ดีมีคุณภาพด้วย

    ปัจจุบันจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนผ่านการรับรองฮาลาลและได้รับหนังสือสำคัญให้ใช้เครื่องหมายรับรองฮาลาลจำนวนทั้งสิ้น 12,125 รายจำนวนผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ขอรับรองฮาลาล 201,416 รายการซึ่งตัวเลขนี้มีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นอีก ให้สอดคล้องกับโอกาสของเศรษฐกิจฮาลาลที่กำลังเติบโตอย่างโดดเด่นในขณะนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1219140&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QDk6IY9YWFzNAANu3ml2w