Category: เศรษฐกิจ

  • SME สู้ศึก 7 สงครามเศรษฐกิจโลก ปีแห่งการเอาตัวรอด ชู 4 เครื่องยนต์กู้วิกฤติ

    SME สู้ศึก 7 สงครามเศรษฐกิจโลก ปีแห่งการเอาตัวรอด ชู 4 เครื่องยนต์กู้วิกฤติ

    ข้อมูลจากธนาคารโลก ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.8% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มจากประมาณการเดิมที่ทำไว้เมื่อ มิ.ย. 2568 ถึง 0.1% แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยดูดีขึ้น แต่เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน พบว่า ปี 2569 คาดว่า เวียดนามจะขยายตัว 6.3% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดของภูมิภาค ตามมาด้วย ฟิลิปปินส์ 5.3% อินโดนีเซีย 5% กัมพูชา4.3% มาเลเซีย 4.1% สปป.ลาว 4.0% เมียนมา 3.0% และไทยลำดับสุดท้าย ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังมีปัญหาบางอย่างซ่อนอยู่ซึ่งกลไกเศรษฐกิจอย่างกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม หรือ เอสเอ็มอี มีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยไว้อย่างน่าสนใจ 

    แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 และผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยว่า ถือเป็นปีแห่งการ “เอาตัวรอด” ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ และความเสี่ยงรอบด้านถาโถม ซึ่งเอสเอ็มอีจำเป็นต้องรู้เท่าทันทั้ง จุดแข็งและจุดเสี่ยง เพื่อเตรียมแผนรับมืออย่างเป็นระบบ

    โดยปี 2569 เป็นปีที่ประเทศไทยและโลกต้องเผชิญกับ 7 สงครามระทึกเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เศรษฐกิจไทยร้อนระอุ และกระทบเอสเอ็มอีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แบ่งเป็น 1.สงครามภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งที่พร้อมปะทุและขยายวง เช่นสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา, สหรัฐฯ-เดนมาร์ก (กรณีเกรนแลนด์), จีน-ไต้หวัน, รัสเซีย-ยูเครน, อิสราเอล-อิหร่าน, อินเดีย-ปากีสถาน และไทย-กัมพูชาซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ “แบ่งข้าง” ส่งผลต่อ ต้นทุนพลังงาน สินค้านำเข้า-ส่งออก และห่วงโซ่อุปทาน

    2. สงครามการค้ากับกำแพงภาษี โดยเฉพาะสหรัฐ ที่พร้อมนำกำแพงภาษีกลับมาใช้เชื่อมโยงด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ กระทบขีดความสามารถการแข่งขัน และบีบให้ประเทศต่างๆ ต้องเร่งเจรจาการค้า หาตลาดใหม่ ควบคู่กับการคุมเข้มการใช้ไทยเป็นทางผ่านส่งออก

    3. สงครามโลกเดือดระอุด้านสิ่งแวดล้อม ความท้าทายด้านเทคโนโลยีเพื่อ ลดก๊าซเรือนกระจก มาตรฐานสีเขียว พลังงานสะอาด รวมถึงการรับมือภัยพิบัติที่กระทบชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจ ซึ่งเอสเอ็มอีต้องเร่งเข้าถึงระบบประเมินและรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อม 

    4. สงครามหนี้ท่วมโลกทับถมไทย โดยประเทศคู่ค้าใหญ่ เช่น สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น เผชิญปัญหาหนี้ ขณะที่ไทยติดอยู่ในวังวนหนี้ครัวเรือน หนี้เสีย และหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็น “โซ่ตรวนเศรษฐกิจฐานราก” 

    5. สงครามเทคโนโลยี AI เป็นได้ทั้ง “ประตูแห่งโอกาส” และ “กำแพงความท้าทาย” สำหรับเอสเอ็มอี เกษตรกร แรงงาน ที่ต้องเปลี่ยนผ่านสู่ เศรษฐกิจดิจิทัล–AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพอย่างมีคุณภาพ

    6. สงครามทุนเทา โดยเศรษฐกิจนอกระบบเบ่งบาน กระทบระบบเศรษฐกิจปกติ และกลายเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องเร่งปราบปราม และ 7. สงครามสังคมสูงวัย คำถามใหญ่คือไทยจะเดินหน้าไปสู่ “ความเป็นอยู่ที่ดี” หรือ “ภาระที่ต้องแบกรับ” โดยจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์รัฐสวัสดิการ และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณค่า

    “ความท้าทายทั้ง 7 ด้านจะเร่งให้เกิด การจัดระเบียบโลกใหม่ และบังคับให้ประเทศต่างๆ ต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้แข่งขันได้”

    SME สู้ศึก 7 สงครามเศรษฐกิจโลก ปีแห่งการเอาตัวรอด ชู 4 เครื่องยนต์กู้วิกฤติ

    จีดีพีไทยรั้งท้ายอาเซียนโจทย์ใหญ่ต้องแก้

    แสงชัย กล่าวว่า การขยายตัวเศรษฐกิจไทยต่ำต่อเนื่องทุกไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาส 1/2566 -ไตรมาส 4/2568 ตามหลังเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์

    ขณะที่ การกระจายรายได้และรายได้ต่อหัวประชากร ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และสาธารณสุข ทั้งนี้ จะต้องบริหารความเสี่ยงและพลิกความเหลื่อมล้ำให้เป็น 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เพื่อสร้างรายได้ การจ้างงาน และฐานภาษีของประเทศ พลิกเศรษฐกิจไทย แบ่งเป็น

    1. ประเทศผู้นำการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของโลก ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านบริการ วัฒนธรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น และทรัพยากรธรรมชาติ สามารถพัฒนาเป็น “เขตเศรษฐกิจท่องเที่ยวพิเศษ” เชื่อมเมืองหลัก–เมืองรอง ระบบคมนาคม ความปลอดภัย และที่พักคุณภาพ ควบคู่กับการผลักดัน สินค้าและบริการวัฒนธรรมไทยสร้างสรรค์ เช่น เสื้อผ้าแฟชั่น สิ่งทอ การแสดงรำไทย โขน ลิเก หนังตะลุง รวมถึงอุตสาหกรรมละคร ภาพยนตร์ เกมโชว์ และโฆษณา เพื่อสร้าง Value Supply Chain ใหม่

    2. ประเทศน่าอยู่ของโลก การพัฒนา “เขตเศรษฐกิจนิคมผู้สูงวัยคุณภาพสูง” รองรับคนไทยและต่างชาติ เชื่อม “สังคมสูงวัย” ไปสู่ “สังคมน่าอยู่” ด้วยระบบการแพทย์ สิ่งแวดล้อม อาหารคุณภาพ และกิจกรรมสำหรับผู้สูงวัย ซึ่งไทยมีความพร้อมสูง

    3. ประเทศเสบียงอาหารของโลก ตอกย้ำความหลากหลายด้านชีวภาพ พืชผัก ผลไม้ ประมง ปศุสัตว์ มุ่งสู่เกษตร GI เกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ เกษตรอุตสาหกรรม รวมทั้ง แปรรูปอาหารนวัตกรรม อาหารสัตว์คุณภาพสูง เพื่อเป็น “คลังอาหารโลก” พร้อมผลักดันอุตสาหกรรม สมุนไพรสกัดเพิ่มมูลค่า ลดการส่งออกวัตถุดิบราคาต่ำ และลดการนำเข้าสารสกัดราคาแพง

    4. ประเทศที่มีมนต์เสน่ห์แห่งการลงทุน เดินหน้ากลยุทธ์ “ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 ภาค” เชื่อม 4 ภูมิภาคเข้ากับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ( EEC )ดึงดูด TDI + FDI พร้อมผนึกมหาวิทยาลัย อุทยานวิทยาศาสตร์ สตาร์ทอัพ และ IDEs สร้าง “สังคมเขตเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ”

    ชู 4 เสาเศรษฐกิจนำไทยสู่อนาคต

    แสงชัย กล่าวสรุปว่า วิกฤติ อุปสรรค และความท้าทาย คือบททดสอบของประเทศ ไทยต้องรวมพลังความคิดและวิสัยทัศน์เพื่อ “เปลี่ยนอ่อนเป็นแข็ง เปลี่ยนเสี่ยงเป็นเสถียร” ผ่าน 4 เสาเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ 1. เศรษฐกิจนวัตกรรม หรือเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่ม 2. เศรษฐกิจสีขาว ปราศจากทุนเทาและเศรษฐกิจนอกระบบ 3. เศรษฐกิจตลาดหนึ่งเดียว เชื่อมไทยสู่ตลาดโลก และ 4. เศรษฐกิจพอเพียง พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

    “เอสเอ็มอีไทยจะอยู่รอดได้ หาก ‘มองเห็นความเสี่ยงเป็นโอกาส’ และปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของโลกและของไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P-JI4NgakeY8TuGXwn8A-

  • เลือกตั้ง 2569: อะไรคือโจทย์หินรอรับรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้ระเบียบโลกเดิมที่กำลังเสื่อมถอย – BBC News ไทย

    เลือกตั้ง 2569: อะไรคือโจทย์หินรอรับรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้ระเบียบโลกเดิมที่กำลังเสื่อมถอย – BBC News ไทย

    เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกป่วนสะเทือนไทย โจทย์หินอะไรบ้างที่รอลับฝีมือรัฐบาลชุดใหม่

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    “เราทราบดีว่าระเบียบแบบเดิมไม่กลับมาอีกแล้ว” นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดากล่าวในงานประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

    ถือได้ว่าสุนทรพจน์ของผู้นำประเทศอำนาจขนาดกลาง (middle power) ในครั้งนี้ ได้เขย่าให้โลกเห็นว่าระเบียบโลกเสรีนิยมที่ร้อยรัดประเทศต่าง ๆ เอาไว้ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เคยตกลงกันกำลังแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าประเทศมหาอำนาจหลัก ๆ จะไม่ถูกจำกัดหรือควบคุมโดยสิ่งใดอีกต่อไป และกลายเป็นผู้ทำลายระเบียบโลกเหล่านี้เสียเอง

    “เหล่ามหาอำนาจเริ่มใช้การบูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ ใช้ภาษีนำเข้าในการสร้างความได้เปรียบ ใช้โครงสร้างทางการเงินเป็นเครื่องมือบีบบังคับ ใช้สายการผลิตเป็นจุดอ่อนที่ถูกเอาเปรียบ” เขากล่าว

    ประเทศมหาอำนาจมักหมายถึงสมาชิกถาวรในคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ขณะที่ประเทศอำนาจกลางนำโดยชาติที่มีอิทธิพลต่อการเมืองโลกอย่างมาก แม้มีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่าประเทศมหาอำนาจ เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา เกาหลีใต้ และบราซิล

    นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่าสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย กำลังพยายามสร้างระเบียบโลกใหม่ ซึ่งส่งแรงกระเพื่อมต่อยุโรปและมหาอำนาจระดับภูมิภาคอื่น ๆ อยู่ในขณะนี้

    บีบีซีไทยพูดคุยกับสองผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์ว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหนท่ามกลางความปั่นป่วนของภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก และมีโจทย์หินอะไรบ้างที่รัฐบาลใหม่ต้องเจอทันที เมื่อพวกเขาเข้าบริหารประเทศ ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จก็ตาม

    ระเบียบโลกเก่าที่นำโดยสหรัฐฯ กำลังสิ้นสุดลง

    ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า หากคิดว่าความปั่นป่วนของภูมิรัฐศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัวจากไทย ถือว่านั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด

    เขาอธิบายว่านับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกก็อยู่ในระเบียบโลกเสรีนิยมซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นแกนนำ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดกติกาสากล ตลอดจนการจัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อใช้เป็นกลไกบริหารจัดการปัญหาและความร่วมมือในระดับโลก

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • .

    • .

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ระเบียบดังกล่าวยังถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่ธำรงสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ลดความเสี่ยงของการเกิดสงครามขนาดใหญ่ และสร้างเสถียรภาพให้กับระบบโลกโดยรวม แต่ปัจจุบันกลับพบว่าระเบียบโลกเสรีนิยมกำลังอยู่ในภาวะสั่นคลอนและอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากสหรัฐฯ เริ่มมีท่าทีละเมิดกฎเกณฑ์ที่ตนเองเคยมีบทบาทในการสร้างขึ้น และถอนตัวออกจากองค์การระหว่างประเทศหลายแห่ง เนื่องจากยึดถือผลประโยชน์ของชาติตนเองเป็นหลักภายใต้นโยบาย America First (อเมริกาต้องมาก่อน)

    “การเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลก มันเกิดขึ้นมาระยะยาวแล้ว จากการที่มีจีนขึ้นมาเป็นมหาอำนาจควบคู่กับสหรัฐฯ” ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าว “ระเบียบโลกเก่าที่นำโดยสหรัฐฯ กำลังสิ้นสุดลงก็จริง แต่จะพูดว่ามันถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงเลยหรือเปล่า มันก็ไม่ถึงขนาดนั้น”

    ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ กล่าวต่อว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากระเบียบโลกเสรีนี้อย่างมาก โดยเฉพาะในด้านมิติเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงระหว่างประเทศ เนื่องจากระเบียบดังกล่าวสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและการเชื่อมโยงของไทยกับระบบโลกมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, นักวิเคราะห์หลายคนเห็นตรงกันว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้สั่นคลอนระเบียบโลกมากกว่าผู้นำสหรัฐฯ คนอื่น ๆ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

    เขาชี้ว่าประโยชน์หลัก ๆ ที่ไทยได้รับ คือ ระบบเศรษฐกิจแบบเปิดซึ่งเป็นหัวใจของโลกเสรี โดยไทยพึ่งพาการนำเข้าและส่งออกสินค้า รวมถึงเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติมาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นหากระเบียบเดิมพังทลายลงและสถานการณ์โลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียดจนประเทศต่าง ๆ เกิดการเผชิญหน้าทางการทหาร ไทยย่อมถูกกดดันให้ต้องเลือกข้าง ซึ่งย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถของไทยในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและรักษาความเชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    โลกที่แบ่งออกเป็นหลายขั้วส่งผลต่อการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลกที่ไทยเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร

    รศ.ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บอกกับบีบีซีไทยว่าท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้น ทำให้ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) เข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะพวกพ้องของตัวเองมากขึ้น (friend-shoring) ส่งผลให้เกิดทั้งข้อเสียเปรียบและความท้าทายต่อประเทศไทย

    เธอกล่าวต่อว่า ปัจจุบันมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาซึ่งเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 19% แม้จะมีข้อยกเว้นด้านภาษีในสินค้าบางรายการ แต่ก็ทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงและทำให้ความต้องการจากตลาดในสหรัฐฯ ลดลง โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ข้าว อาหารทะเลแช่แข็ง ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ชุดชั้นใน และผลิตภัณฑ์จากยางพารา

    ขณะเดียวกัน สินค้าที่ยังส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ดี คือพวกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมีหลายตัวที่ได้รับการยกเว้นภาษี และสินค้าประเภทนี้ที่ส่งออกจากไทยก็อยู่คนละตำแหน่งกับสหรัฐฯ ซึ่งสินค้าของสหรัฐฯ อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่มีความล้ำสมัยหรือใช้วิทยาการทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากกว่า

    เมื่อมองไปยังจีน ไทยก็ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไปยังประเทศนี้ยากขึ้น เนื่องจากจีนเองมีกำลังผลิตล้นเหลือภายในประเทศ และพยายามเร่งระบายสินค้ายังตลาดใหม่ ๆ ขณะเดียวกัน แม้ว่าสินค้าเกษตรของไทยหลายชนิดยังส่งออกไปจีนได้ แต่ก็ส่งออกได้น้อยลงกว่าเดิม เนื่องจากมีปัญหาเรื่องสุขอนามัย และกำลังเผชิญกับคู่แข่งที่เข้ามาแย่งตลาดมากขึ้น

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. กล่าวต่อว่าในช่วง 2-3 เดือนล่าสุด ไทยนำเข้าสินค้าจากทั้งจีนและไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างมากจนส่งผลให้ประเทศอยู่ในสภาวะขาดดุลทางการค้า โดยสินค้าหลัก ๆ ที่นำเข้ามา ได้แก่ สินค้าสำเร็จรูปที่จีนผลิตเสร็จแล้ว แต่ไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้เหมือนเคย จึงผลักออกมายังตลาดอื่นรวมถึงไทย เพื่อกระจายความเสี่ยง (diversify) นอกจากนี้ ผู้ประกอบการในจีนและไต้หวันยังย้ายฐานการผลิตมายังไทยเพื่อหลบเลี่ยงผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ จึงเกิดการนำเข้าสินค้าขั้นกลาง (intermediate product) เพื่อนำมาผลิตต่อ เช่น การผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) หรือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่ข้อกังวลเรื่องการใช้ไทยเป็นทางผ่านสินค้า (transshipment) ในขณะนี้

    ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นกับภูมิรัฐศาสตร์ยังส่งผลให้ราคาโภคภัณฑ์ผันผวน โดยเฉพาะโลหะมีค่า เช่น ทอง เงิน ทองแดง ฯลฯ ประกอบกับแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนลงก็ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท ทำให้ผู้ประกอบการไทยบริหารจัดการต้นทุนและราคายากขึ้น

    ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในเวทีโลก ยังทำให้การเดินหน้าความตกลงพหุภาคี (multilateral) และ การเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดที่สอดคล้องกันเพียงบางกลุ่ม (plurilateral liberalization) ใหม่ ๆ เกิดได้ยากขึ้น นั่นหมายถึงเป้าหมายของไทยในการขยายหาตลาดใหม่ในวงกว้างเพื่อกระจายความเสี่ยงก็จะช้าลงตามไปด้วย

    “มันเป็นข้อเสียเปรียบจากการที่เกิดสงครามการค้าขึ้น เกิดภูมิรัฐศาสตร์แบบนี้ขึ้น แล้วก็เกิดการเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานที่พยายามเข้าไปเกี่ยวเนื่องกับคนที่อยู่ในฝ่ายของตนเองมากขึ้น” รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าว

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    แม้ฟังดูแล้วประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาและความท้าทายที่ใหญ่มากจากผลกระทบด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์รายนี้ชี้ให้เห็นว่ายังมีโอกาสสำหรับประเทศอยู่ด้วย หากรัฐบาลใหม่สามารถปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์และเตรียมพร้อมรับมือได้ทัน

    รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวว่าท่ามกลางความปั่นป่วน ไทยกำลังได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานผลิตของผู้ประกอบการที่อยู่ในจีน ไต้หวัน สหรัฐฯ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น มายังไทย เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจ

    เมื่อมองสถานการณ์ปัจจุบัน เห็นได้ว่าจากเดิมประเทศไทยเป็นเพียงฐานประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีความซับซ้อน แต่ตอนนี้ได้ขยับเข้าสู่การผลิตในระดับลึกขึ้น คือ อยู่ในระดับต้นน้ำและกลางน้ำ ยกตัวอย่างเช่นการผลิต PCB อุปกรณ์ที่ใช้ชิปเป็นส่วนประกอบ (IC Base) เครื่องแปลงไฟฟ้า เครื่องรับสัญญาณ ทรานซิสเตอร์ (transistor) และเซ็นเซอร์ (censor)

    “เราเห็นโอกาสแน่ ๆ ว่าเรามีโอกาสเป็นฮับ (hub) ในการผลิตสินค้าตัวสำคัญในห่วงโซ่ แต่คนไทยจะเข้าไปได้แค่ไหน ?” รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ตั้งคำถาม

    ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. กล่าวต่อว่าท่ามกลางความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลก ทำให้ความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นเรื่องที่หลายประเทศให้ความสำคัญในอันดับต้น ๆ ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสของไทยในฐานะผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญที่ควรฉวยไว้ หากต้องการกระจายสินค้าไปยังตลาดอื่น ๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม

    3 โจทย์หินด้านเศรษฐกิจ-การค้า ที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญ

    ท่ามกลางโลกที่แบ่งออกเป็นหลายขั้ว รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ชี้ว่ามี 3 โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญทันทีเมื่อเริ่มบริหารประเทศ ได้แก่ การผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อที่ยังหลุดกรอบ และการจัดการความไม่แน่นอนที่เกิดจากปัจจัยภายนอก

    เมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกรุงไทยคอมพาส (Krungthai Compass) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.8% ชะลอตัวจากปีก่อนหน้า ทำให้อาจเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี (GDP) ต่ำกว่า 2.0% ช้ากว่าในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน-6 (ASEAN-6)

    ASEAN-6 หมายถึง บรูไน, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, และไทย

    “จีดีพีเป็นงานหินของรัฐบาลที่ต้องแก้ไขให้เร็วที่สุด แต่รัฐบาลไม่ควรมองแค่การกระตุ้นระยะสั้น แต่ต้องสร้างนโยบายที่สนับสนุนการเติบโตของจีดีพีในระยะกลางและระยะยาวด้วย” รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ กล่าว

    เมื่อดูเงินเฟ้อของไทยก็จะเห็นว่าหลุดกรอบเป้าหมายมาตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งมีสาเหตุปัจจัยภายนอกจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง เงินเฟ้อไทยกลับมาติดลบที่ 0.23-0.28% ซึ่งสะท้อนการขาดอุปสงค์ (demand) ภายในประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งทำให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่เหมาะสม

    ทั้งนี้ ในเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไปสำหรับปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 1-3% ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

    นอกจากนี้รัฐบาลยังต้องรับมือกับความผันผวนที่เกิดจากปัจจัยภายนอกซึ่งเห็นได้ว่าภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังปั่นป่วน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และค่าเงินบาท ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลย้อนกลับมาที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทย

    “จริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่ารัฐบาลใหม่ต้องเหนื่อยแค่ใน 3 ด้านนี้เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องหนี้สาธารณะที่ใกล้ 70% มีปัญหาเรื่องหนี้ภาคครัวเรือนที่แม้ดีขึ้นแล้วจริง แต่ยังคงสูงกว่าประเทศอื่นอีก ไหนจะเรื่องทุนเทาอีก ที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งมือทำ” รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าว

    โจทย์ยากต่อรัฐบาลใหม่ ไทยจะยืนอยู่อยู่จุดไหน หากเกิดสงครามในภูมิภาคที่นำโดยจีน ?

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากจุฬาฯ กล่าวว่าไทยต้องพึ่งพิงทั้งจีนและสหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงและผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบันเห็นได้ว่าสหรัฐฯ มีความไม่แน่ไม่นอน และมักใช้กำแพงภาษี รวมถึงเงื่อนไขต่าง ๆ มาบีบบังคับชาติอื่น ๆ เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ทำให้ไทยไม่สามารถพึ่งพิงสหรัฐฯ ได้อย่างสนิทชิดเชื้อได้อย่างแต่ก่อน

    เมื่อหันกลับมามองที่จีนซึ่งไทยพึ่งพิงทางเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ “เราก็ยังมีความหวาดระแวงหลายอย่างกับจีนเช่นเดียวกัน” และหลาย ๆ ครั้ง จีนเองก็ใช้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจมาบีบบังคับไทย เช่น กดดันว่าไทยต้องไม่มีท่าทีที่เอื้อให้กับไต้หวันและยึดถือนโยบายจีนเดียว ทั้งที่ไทยเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับไต้หวัน

    “ผมคิดว่าแนวโน้มที่ชาติมหาอำนาจทั้งสองจะเข้ามากดดันหรือพยายามกดดันประเทศเล็ก ๆ มันจะมีมากขึ้น” ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าว

    นักวิชาการจากจุฬาฯ มองว่าไม่ใช่เพียงเรื่องการค้าเท่านั้นที่รัฐบาลใหม่ต้องรับมือกับโจทย์หิน แต่เมื่อบทบาทของสหรัฐฯ ลดลงในภูมิภาคนี้และกำลังละเมิดระเบียบที่ตนเองเป็นผู้นำ เนื่องจากมุ่งเน้นผลประโยชน์ภายในประเทศแบบ ‘อเมริกันเฟิสต์’ (American First) เป็นหลัก สิ่งที่น่ากังวลคืออาจไม่มีฝ่ายที่เข้ามาถ่วงดุลอำนาจของจีนในภูมิภาคนี้

    ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าวว่าฉากทัศน์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น คือ ภายใต้สภาวะเช่นนี้ จีนอาจมีความฮึกเหิมและกล้าใช้กำลังทหารเพื่อเผด็จศึกไต้หวันหรือทะเลจีนใต้ อันนำมาสู่การสั่นคลอนความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างหนัก

    แม้ไทยจะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ไทยตั้งอยู่ในจุดที่เป็นฮับ (hub) หรือศูนย์กลางของภูมิภาค หากสงครามปะทุขึ้นในภูมิภาคนี้ มหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมต้องการเข้ามาเพิ่มกำลังหรือยึดพื้นที่นี้เพื่อเป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุง หรือสกัดกั้นไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามายึดพื้นที่ไปก่อน ดังนั้นรัฐบาลใหม่จึงไม่สามารถนิ่งเฉยต่อฉากทัศน์นี้ได้ เพราะไทยมีโอกาสสูงที่จะถูกดึงเข้าไปสู่สมรภูมิโดยตรง

    ไต้หวันนำเรือฟริเกตยามชายฝั่งลำใหม่พร้อมระบบขีปนาวุธเข้าประจำการ ท่ามกลางความตึงเครียดกับปักกิ่ง

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ปลายปี 2568 ไต้หวันนำเรือฟริเกตยามชายฝั่งลำใหม่พร้อมระบบขีปนาวุธเข้าประจำการ ท่ามกลางความตึงเครียดกับปักกิ่ง

    ฉากทัศน์ที่ ผศ.ดร.ธีวินท์กล่าวไว้นี้ไม่ได้เกินจริง ปลายเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา จอห์น ซิมป์สัน บรรณาธิการข่าวการเมืองโลกจากบีบีซีนิวส์ ซึ่งผ่านการทำข่าวสงครามมา 40 ครั้ง จากประสบการณ์การทำงาน 60 ปี เขียนบทวิเคราะห์ไว้ว่าไฟสงครามที่ปะทุในปีที่ผ่านมานั้น “น่ากังวลอย่างยิ่ง” และทำให้ปี 2569 เป็นปีสำคัญที่ต้องจับตามอง

    เขาบอกว่าจีนจะเติบโตและทรงอิทธิพลมากขึ้น และแผนการบุกยึดไต้หวันของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ท่ามกลางการแตกแยกกันระหว่างชาติยุโรปกับมหาอำนาจสหรัฐฯ และข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่เอื้อประโยชน์ให้กับชาติมหาอำนาจรัสเซียมากกว่า

    “หากคุณคิดว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 จะเป็นการระดมยิงอาวุธนิวเคลียร์ใส่กัน คุณอาจคิดผิดถนัด เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่ามันจะเป็นการทำสงครามที่ใช้ทั้งกลยุทธ์การทูตและการทหารผสมผสานกัน ในสถานการณ์เช่นนี้ระบอบการปกครองแบบอัตตาธิปไตย ที่ผู้นำคนเดียวมีอำนาจตัดสินใจในทุกเรื่อง จะรุ่งเรืองเฟื่องฟูและอาจมีชัยชนะเหนือพันธมิตรชาติตะวันตก ซึ่งดูเหมือนว่าจะต้องถูกบีบให้แตกสลายไปในที่สุด และกระบวนการที่ว่านี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว” จอห์น ซิมป์สัน วิเคราะห์

    ด้วยฉากทัศน์เช่นนี้ ผศ.ดร.ธีวินท์ ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ กล่าวว่า “ยุทธศาสตร์ของไทย คือ จะทำอย่างไรให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในการยับยั้งไม่ให้เกิดสงคราม ไม่ให้จีนกล้าเผด็จศึกหรือใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงระเบียบในภูมิภาค”

    เขาบอกว่าไทยจะอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรก็ได้ แต่นั่นจะยิ่งทำให้จุดยืนไทยบนเวทีโลกดูแย่มากขึ้นในสายตานานาชาติ และไม่ส่งผลดีต่อบทบาทของไทยเมื่อจำเป็นต้องเข้าไปต่อรองกับชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือแม้กระทั่งการอธิบายนานาชาติเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่ในตอนนี้เห็นได้ชัดว่า “ไม่ค่อยมีใครเข้าข้างไทยมากนัก”

    ข้อเสนอยุทธศาสตร์รับมือโจทย์หินด้านภูมิรัฐศาสตร์-เศรษฐกิจ-การค้า ภายใต้โลกป่วน

    แม้หน้าตาของรัฐบาลชุดใหม่ยังไม่ปรากฏจนกว่าจะทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ต่อไปนี้คือข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญทั้งสองต่อรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งต้องพร้อมปฏิบัติงานทันทีจากโจทย์ยากทั้งหมดที่จ่ออยู่หน้าประตูบ้าน

    ผศ.ดร.ธีวินท์บอกว่าไทยต้องกระจายความเสี่ยง สร้างความหลากหลายของชาติที่ไทยจะต้องพึ่งพิงได้ทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้การทูตเชิงรุก

    เขาเสนอว่าประเทศไทยควรรวมตัวกับฝ่ายที่สามซึ่งเป็นประเทศอำนาจกลางเหมือนกัน และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องระเบียบระหว่างประเทศ

    “เราไม่ได้ทำเดี่ยว ๆ แต่ต้องไปรวมกลุ่มกับประเทศต่าง ๆ ที่เขาพยายามวางตัวให้เห็นว่าเราไม่พอใจสหรัฐฯ เราไม่พอใจจีน ถ้าเกิดว่าคุณจะทำลายระเบียบ” เขากล่าว ” พยายามแสดงท่าทีที่เป็นเอกภาพกับชาติเหล่านี้ว่าเราตื่นตัวที่จะปกป้องระเบียบที่กำลังถูกทำลายลง เพราะเราเองก็มีผลประโยชน์ยึดโยงกับระบบโลกเสรีนี้อยู่”

    ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ เห็นว่าการแสดงจุดยืนในฐานะประเทศอำนาจกลางที่ขึ้นมาคานอำนาจมหาอำนาจ จะช่วยให้ไทยโดดเด่นบนเวทีโลกมากขึ้น ชาติต่าง ๆ จะเห็นความสำคัญของไทยมากขึ้น และต้องการเข้ามาติดต่อใกล้ชิดทั้งในทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ตอบโจทย์ประเทศที่ต้องกระจายความเสี่ยงภายใต้ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์เช่นนี้

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “ประเทศอำนาจขนาดกลาง (middle powers) ต้องร่วมมือกัน เพราะหากเราไม่อยู่บนโต๊ะอาหาร เราก็จะกลายเป็นเมนูอาหาร” นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดา กล่าวในงานสภาเศรษฐกิจโลกครั้งล่าสุด ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองดาวอส

    ด้าน รศ.ดร.จุฑาทิพย์ นักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศจาก มธ. กล่าวว่าหากมองในผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการค้าตามที่อธิบายมาข้างต้น รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเร่งมือวางยุทธศาสตร์ด้านนโยบายการค้า การผลิต รวมถึงการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อกระตุ้นการเติบโตของจีดีพีอย่างยั่งยืน ภายใต้โลกที่กำลังแบ่งออกเป็นหลายขั้ว

    เธอชี้แนะว่ารัฐบาลควรเดินหน้าปรับทิศทางนโยบายการผลิตเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยการมุ่งนโยบายที่เอื้อให้เกิดการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศมีความได้เปรียบ และที่สำคัญตอบโจทย์ความต้องการในอนาคต ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน ควบคู่กับการบริหารจัดการด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งพลังงานถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมใหม่

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องเตรียมปรับแนวคิดจากการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว มาเริ่มเป็นการสนับสนุนให้คนไทยเข้าซื้อเทคโนโลยีหรือสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมที่ประเทศเริ่มมีความเชี่ยวชาญอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มบทบาทของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน มากกว่าการเป็นเพียงฐานการประกอบสินค้า

    รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลอาจพิจารณาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการร่วมทุนกับต่างประเทศมากขึ้นในอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนสูง เช่น แผ่นวงจรพิมพ์ระดับต้นน้ำ (front-end PCB) เซมิคอนดักเตอร์ (semiconductor) บางประเภท รวมถึงอุตสาหกรรมดิจิทัล ผ่านมาตรการจูงใจของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ (BOI) ควบคู่กับการดึงคนไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่เพิ่มมากขึ้น

    นอกจากนั้น เธอเห็นว่าการบูรณาการภาคบริการเข้ากับภาคการผลิตเป็นเรื่องสำคัญ ยกตัวอย่างการอาศัยจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอื่น อาทิ การพัฒนาแบรนด์อาหารไทยเพื่อขยายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศ ไปจนถึงการต่อยอดสู่บริการที่เป็นบริการเชิงพาณิชย์ เช่น การให้บริการดิจิทัลอย่างคลาวด์ (Cloud) เพื่อลดปัญหาการขาดดุลในภาคบริการในหลายรายการ และให้ภาคบริการเป็นอีกเสาหลักอย่างยั่งยืนของการเติบโตในระยะยาว

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ในด้านการค้าระหว่างประเทศ นักวิชาการเศรษฐศาสตร์จากธรรมศาสตร์มองว่ารัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากตลาดสหรัฐฯ โดยติดตามสถานะภาษีนำเข้าในอัตรา 19% อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมทบทวนและปรับยุทธศาสตร์ใหม่ภายหลังทราบคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ

    เธอกล่าวต่อว่า หากในที่สุดแล้วศาลฯ วินิจฉัยว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่สามารถใช้มาตรการภาษีดังกล่าวได้ ผู้นำสหรัฐฯ ก็ยังมีบทบัญญัติอื่น ๆ ทางภาษีศุลกากรมาใช้กดดันประเทศต่าง ๆ ได้อยู่ ดังนั้นรัฐบาลต้องเตรียมแผนสำรองสำหรับเรื่องนี้ไว้ด้วย

    อย่างไรก็ตาม แม้สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าไทยที่ 19% แต่ไทยก็ยังเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ดังนั้นรัฐบาลชุดใหม่จึงเสี่ยงถูกกดดันให้นำเข้าสินค้าจากอีกฝ่ายมากขึ้น เพื่อลดช่องว่างการขาดดุลของสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. จึงแนะนำว่าไทยต้องเดินหน้ากระจายตลาดส่งออกผ่านบทบาทของทูตพาณิชย์และใช้กรอบความร่วมมือเขตการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ (FTA) ควบคู่กันไปด้วย เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

    รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวต่อว่า ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลใหม่ควรมุ่งใช้กรอบเอฟทีเอที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน ฉบับปรับปรุง หรือ ACFTA 3.0 ในการเจรจากับจีนเกี่ยวกับปัญหาสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเพียงทางผ่านของสินค้าไปยังประเทศที่สาม นอกจากนี้ยังต้องเร่งทบทวนและแก้ไขกฎระเบียบภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายด้านภาษีและกฎหมายที่อาจบิดเบือนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ในด้านนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน เธอชี้ว่ารัฐบาลควรดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและลดความผันผวนของระบบเศรษฐกิจ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรพิจารณาเข้าแทรกแซงตลาดเงินในกรณีที่ค่าเงินบาทผันผวนรุนแรงหรือเคลื่อนไหวผิดปกติมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งทางการค้า

    รศ.ดร.จุฑาทิพย์อธิบายต่อว่าปัจจุบันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (IMF) ระบุว่าพื้นที่หรือขอบเขตที่ธนาคารของประเทศสามารถเข้าไปแทรกแซงตลาดเงินตราระหว่างประเทศได้ไม่เกิน 2% ของจีดีพี โดยไม่เสี่ยงต่อการถูกจัดกลุ่มอยู่ในประเทศที่จับตามอง (Monitoring List) และขณะนี้ไทยยังมีที่ว่างพอสมควร เนื่องจากอยู่ที่ 0.9% ของจีดีพีเท่านั้น

    “แต่ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะใช้คำว่า ‘ผันผวน’ ดังนั้นเราก็คงต้องเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศคู่แข่งว่าของเรามันผันผวนมากจริง ๆ ก่อนที่เราจะเข้าแทรกแซง” เธอกล่าว

    ขณะเดียวกัน อาจารย์จาก มธ. ชี้ว่า ธปท. ควรร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์เร่งสนับสนุนเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ผ่านการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกินไปในการเปิดบัญชีหรือวางหลักประกัน รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่อย่างบล็อกเชนมาใช้สร้างระบบการป้องกันความเสี่ยงโดยธรรมชาติ (Natural Hedging) เพื่อให้ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสามารถจับคู่แลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์กันได้โดยตรง ช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงจากค่าเงิน

    ในส่วนของการบริหารสินเชื่อและเงินเฟ้อ รศ.ดร.จุฑาทิพย์กล่าวว่ารัฐบาลชุดใหม่ควรตรวจสอบส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (spread) ของธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิดมากขึ้น ร่วมกับการใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและผลักดันเงินเฟ้อให้กลับสู่กรอบเป้าหมาย

    ปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ระเบิดเวลารอรัฐบาลชุดใหม่

    สำหรับรัฐบาลชุดใหม่ ปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา เป็นบททดสอบความสามารถในการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควบคู่ไปกับการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และแน่นอนว่าภายใต้สันติภาพอันเปราะบาง ความตึงเครียดแนวชายแดนที่ยุติลงในช่วงนี้จึงยังสามารถปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ

    รศ.ดร.จุฑาทิพย์ บอกว่าไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าต่อกัมพูชาอย่างมาก โดยมีมูลค่าเกินดุลอยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นราว 1.5-1.6% ของจีดีพี สินค้าหลัก ๆ ที่ไทยส่งออกไปยังกัมพูชา คือ สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารแปรรูปต่าง ๆ สินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก หรือผลิตภัณฑ์จากยาง ไปจนถึงอัญมณี

    ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. กล่าวต่อว่าโดยส่วนตัวเข้าใจความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ที่มีแนวโน้มว่ายังไม่สามารถเปิดด่านในเร็ว ๆ นี้ได้ แต่โจทย์สำคัญสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ คือ หากต้องการปิดด่านต่อเนื่องต่อไป รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการแนวชายแดนให้รอดจากวิกฤตได้อย่างไร

    เธอเสนอว่ารัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมทุกจังหวัดชายแดน และเปิดเผยอย่างโปร่งใสว่าเงินกองทุนต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นกระจายไปยังกลุ่มผู้ประกอบการใดหรือจังหวัดใดแล้วบ้าง เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าทุกกลุ่มจะได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง

    ที่สำคัญคือการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำอย่างเดียวไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องช่วยหาอุปสงค์ (demand) ใหม่เพื่อมารองรับสินค้าที่ผลิตออกมาแล้วส่งไปยังกัมพูชาไม่ได้ โดยอาจกระจายหาตลาดในประเทศมาทดแทนกัน หรือผลักดันส่งออกไปยังประเทศอื่น

    รศ.ดร.จุฑาทิพย์เน้นย้ำว่ารัฐบาลไม่ควรใช้การปิดด่านมาเป็นเครื่องมือเดียวเพื่อกดดันประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากยังมีกลไกอาเซียน กลไกทวิภาคีต่าง ๆ ระหว่างสองประเทศ ไปจนถึงกลไกกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้ร่วมกันได้ เพื่อให้ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนคลี่คลายอย่างเป็นระบบ

    “โดยส่วนตัวยังชอบการทูตเชิงรุกในการแก้ปัญหามากกว่าการใช้การปิดด่านหรือการสู้รบ คิดว่าตรงนั้นแก้ปัญหาในระยะยาวได้มากกว่า อาจารย์คิดว่าเราไม่สามารถปิดด่านได้ยาวต่อเนื่องตลอดไป” รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวกับบีบีซีไทย

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าการกลับมาเปิดด่านชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่น่าเกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น

    ด้าน ผศ.ดร.ธีวินท์เห็นด้วยว่าแนวการทูตเชิงรุกเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั้นคือต้องลงมือปฏิบัติอย่างมียุทธศาสตร์และทำความเข้าใจว่าการคลี่คลายข้อพิพาทกับกัมพูชานั้นเป็นเกมยาวที่ไม่สามารถปิดจบด้วยการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นเท่านั้น

    เขามองว่าในตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเล่มเกมจิตวิทยา “สร้างความปั่นป่วนในลักษณะที่แสดงตัวเองว่าเป็นเหยื่อ ถูกไทยรุกรานหรือว่าถูกไทยโจมตีก่อน” ดังนั้นหากไทยมีจุดยืนที่ทุกประเทศให้ความสำคัญในตอนนี้ นั่นคือการก้าวขึ้นมาร่วมกับฝ่ายที่สามซึ่งเป็นประเทศอำนาจกลางช่วยกันยับยั้งไม่ให้ประเทศมหาอำนาจลุแก่อำนาจ และรักษาระเบียบโลกเดิมที่กำลังเสื่อมถอย ก็จะทำให้ประเทศต่าง ๆ เข้าข้างไทยมากขึ้น และไม่หลงเชื่อกัมพูชาที่ยังพยายาม “โฆษณาชวนเชื่อ” ผ่านสงครามจิตวิทยาดังกล่าว

    ในขณะเดียวกัน เขาเตือนว่าไทยระมัดระวังไม่ให้เกิด “ชาตินิยมล้นเกิน” เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไม่ดีในสายตาโลก และกลายเป็นว่าประเทศกำลังใช้เทคนิคเดียวกันกับผู้นำกัมพูชาที่กำลังฉวยใช้ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศของตนเอง

    “ท้ายที่สุดแล้วผมคิดว่าการเจรจาและความพยายามเข้าหากันมันเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะต้องทำควบคู่กันไป เพราะยังไงก็เป็นประเทศเพื่อนบ้าน ย้ายหนีจากกันไม่ได้” ผศ.ดร.ธีวินท์ เสนอแนะ

    อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ควรจัดการอย่างมียุทธศาสตร์ คือ การจัดการความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายผู้นำไทยกับกัมพูชา

    “ผมคิดว่าส่วนหนึ่งของปัญหากัมพูชามันมาจากความใกล้ชิดกันเกินไประหว่างเครือข่ายผู้นำไทยกับกัมพูชา มันเลยกลายเป็นช่องว่างที่ฝ่ายกัมพูชาเอามาเล่นงานเราได้ในลักษณะแบล็กเมล์ (blackmail) เช่นในสมัยนายกรัฐมนตรีอุ๊งอิ๊ง” ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าวถึงอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร

    นักวิชาการจากจุฬาฯ เห็นว่าหากรัฐบาลชุดใหม่จัดการเครือข่ายความสัมพันธ์ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้เกิดความโปร่งใส และสามารถกำหนดยุทธศาสตร์จัดการข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาได้อย่างเป็นกลางมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c801800g2xzo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TVv77iCnWBR9T9VYhksjA

  • ‘ศุภจี’ ขอโอกาสทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทย พาเรือประเทศไทยฝ่ามรสุมหาแหล่งน้ำใหม่

    ‘ศุภจี’ ขอโอกาสทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทย พาเรือประเทศไทยฝ่ามรสุมหาแหล่งน้ำใหม่

    “ศุภจี” ขอโอกาสต่ออายุงานทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทย พาเรือประเทศไทยฝ่ามรสุมไปหาแหล่งน้ำใหม่ ชี้ไทยโตต่ำ พึ่งสหรัฐ-จีนหนัก ถ้ายังบอกว่าส่งออกไม่มีปัญหา ประเทศก็ไม่ไปไหน ประกาศต้องหาตลาดใหม่ ใช้เงินรัฐให้ถูกจุด วัดใจประชาชนก่อนตัดสิน 8 ก.พ.

    7 กุมภาพันธ์ 2569 – ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อ 6กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จัดเวทีปราศรัยปิด ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.69 นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี,นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯ, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคฯ

    เวลา 18.50 น. นางศุภจี ขึ้นปราศรัย โดยช่วงต้นกล่าวว่า วันนี้การที่แต๋มได้มายืนพูดตรงนี้อีกครั้งนึง แต๋มไม่ใช่นักการเมืองแต่มาอยู่ตรงนี้เพื่อพี่น้องทุกคนและคนไทยทุกคนในประเทศนี้ ตนไม่ต่างจากนายเอกนิติ ที่มีเพื่อนๆครูบาอาจารย์ไม่ให้มาทำตรงนี้ แต่ตนไปขอทุกคนว่าต้องมาเพราะห่วงพวกเราทุกคน

    การที่ประเทศเรากำลังเผชิญมรสุมมากมายที่มาจากปัจจัยควบคุมไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ตนเป็นห่วง ซึ่งนายสีหศักดิ์ พูดแล้วในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เพราะโลกเราขัดแย้งกันถูกบังคับให้ต้องเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้ใหญ่พอที่จะเลือก ฉะนั้นเราจึงต้องพยามทำตัวให้เข้าได้กับทุกคน แต่ต้องเข้าได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะภูมิรัฐศาสตร์ล้อมเรา เพราะในเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจการต่างประเทศมันแยกกันไม่ออกมัน ซึ่งเราเห็นแล้วว่าโลกบีบเรา และการค้าก็เหมือนกัน

    ฉะนั้นทำไมที่มนุษย์สามคนที่ไม่ควรมายืนอยู่ตรงนี้ (สีหศักดิ์ เอกนิติ ศุภจี) ถึงต้องมา ก็เพราะว่าการตลาด เศรษฐกิจการค้า ความมั่นคงถูกโยงด้วยกัน เพราะเรากำลังอยู่ในมรสุมที่น่ากลัว ฉะนั้นเรือของเรากำลังแล่นไปด้วยความยากลำบากและท้าทาย นี่คือประเทศไทยในวันนี้ พวกเราสามคนถึงอาสาเข้ามาพยุงให้เรือลำนี้ ผ่านพ้นและไปหาทะเลใหม่ที่มีความสดใสและมีความหวัง

    นางศุภจี กล่าวอีกว่า ชั่วโมงนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทะเลาะกันเองข้างในเพราะความขัดแย้งไม่ช่วยเลย แต่เราต้องสามัคคีกันทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้คนทั่วไป ก่อนยกตัวอย่างว่าเมื่อก่อนเราเคยเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่วันนี้จีดีพีไทยโตต่ำมาก เราเป็นคนป่วยของเอเชียไม่ใช่เสือตัวที่ 5 แล้ว

    และปีนี้มีคนมาบอกว่าไอเอ็มเอฟบอกสถานการณ์ประเทศไทยจะโตขึ้นแค่ 1.6% ฉะนั้นเราจะยอมได้หรือให้ประเทศไทยโตแค่ 1.6%  ยอมไม่ได้ แต่เราก็ต้องรับรู้ว่าสภาพเราเป็นอย่างไร นายเอกนิติถึงพูดในเรื่องประชานิยมว่าเราไม่ได้มีเงินเยอะ แต่เราตั้งใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์และให้ทุกคนต่อยอดได้อย่างกระจายตัว ฉะนั้นเราต้องใช้เงินอย่างแม่นยำ ซึ่งการที่จะทำให้เราเติบโตได้มากกว่านี้ คือต้องประสานวามร่วมมือกันมาช่วยทำให้ยกระดับ ซึ่งนายเอกนิติทำให้เราเห็นแล้วว่าทำงาน 73 วัน นำรถยนต์เก่าๆขึ้นมาจากหล่ม ทำให้ไตรมาส 4 ประเทศไทยโตถึง 1.8% และตอนนี้เมื่อเขาบอกว่าเราจะโต 1.6% ฉะนั้นทุกคนเชื่อมือนายเอกนิติ หรือไม่ แต่จะมีนายเอกนิติ คนเดียวไม่ได้ ต้องมีแต๋มด้วย ซึ่งเราต้องมาคุยกันในเรื่องการหารายได้ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นทางรอดของเราคือ ต้องหารายได้ให้ได้

    จากนั้น นางศุภจี กล่าวถึงรายได้ของประเทศมาจาก 4 เรื่องใหญ่ 1.มาจากกำลังซื้อ รายได้มวลรวมของประเทศ ถ้าเราเข้ามาจะต้องกระตุ้นให้กระจายไปถึงทุกกลุ่ม 2.การลงทุน เราตั้งเป้าว่าจะให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเกือบ 500,000 ล้านบาท ไปพร้อมกับการพัฒนาเรื่องทักษะที่เป็นความหวัง และเราต้องทำรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI ยานยนต์ใหม่ การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง เป็นต้น เราต้องเน้นมาเรื่องอุตสาหกรรมการลงทุนและทำให้เกิดการจ้างงาน หากทำได้คิดว่าเราก็จะเติบโตได้มากกว่าที่เขาประเมินไว้

    3.การใช้จ่ายเงินของรัฐ ประเทศไทยมีไม่เยอะรายได้เรามี 3 ล้านบ้านบาท แต่รายจ่ายมี 4 ล้านบ้านบาท ซึ่งในนี้มีงบรายจ่ายประจำอยู่ 3.1 ล้านล้านบาท รายจ่ายผูกพันประมาณ 4-5 แสนล้าน เหลือเงินใช้จ่ายจริงอยู่ประมาณ 5 แสนล้านถือว่าต่ำ ฉะนั้นการใช้เราต้องใช้อย่างแม่นยำและเกิดประโยชน์ จึงทำโครงการให้ปลาพ่วงเบ็ด ไม่ใช่ประชานิยมที่จะสักแต่ว่าแจก โดยต้องดูด้วยว่าจะหาเงินจากไหนเพราะขนาดนี้เพดานหนี้สาธารณะประเทศไทยแทบจะติดแล้ว 66-67% และที่คุณบอกจะใช้เงินปีละ 6-7 แสนล้าน เอามาจากไหนเพราะนโยบายขายมีเยอะแยะมากมายทำไม่ได้ประโยชน์ ฉะนั้นพรรคภูมิใจไทยถึงทำนโยบายที่เจาะตรงเป้า และจะมาบอกว่าไม่มีนโยบายอีกหรือ ฉะนั้นที่บอกว่าการบริหารประเทศต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ตั้งใจจริง พุ่งตรงแม่นยำไปที่เป้านั้นจริง

    ส่วนเครื่องยนต์ตัวที่สี่ นางศุภจี กล่าวว่า ต้องทำให้การส่งออกนำเข้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาเรามีปัญหาคือไทยกระจุกอยู่ในแค่สหรัฐและจีน มีการส่งออกไปสองประเทศนี้เทียบเท่าการส่งออก 1 ใน 3 ของประเทศ ฉะนั้นหากเราฝากการส่งออกไปไทยอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกันถือเป็นความเสี่ยง จึงต้องหาตลาดใหม่

    ส่วนที่วันนี้มีคนวิจารณ์ว่าตนดูหมิ่นดูแคลนการส่งออก ตนไม่เคยดูหมิ่นและเหยียดหยามแต่คิดว่าเราสามารถทำได้กว่านี้อีก แต่ถ้าคุณมองไม่เห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนเราคิดว่าสิ่งที่ดีอยู่มันดีแล้วประเทศจะเป็นอย่างนี้หรือ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ นี่เพียงแค่ 3 เดือนเราทำได้ขนาดนี้ และคนที่ทำมาไม่รู้กี่รอบกี่ปีเรื่องเศรษฐกิจแล้วบอกว่าปัญหาไม่มีเรื่องการส่งออก ท่านว่าเค้าเห็นหรือไม่เห็นปัญหา ฉะนั้นตนไม่เถียงว่าภูมิภาคอื่นมีการเจริญเติบโตด้วย แต่ประเด็นของตนมองว่าเราควรจะโตในการสุ่มเสี่ยงเหมือนเดิมหรือไม่ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือหาตลาดใหม่เพิ่มเติม และทำให้ฐานใหญ่มากขึ้นคือขายให้มากขึ้นซึ่งผิดด้วยหรือ

    เพราะฉะนั้นจะบอกว่ายุโรปโต ตะวันออกกลางโต แต่มันโตพอหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องเดินหน้าต่อคือทำอย่างไรว่าจะเข้าไปตลาดใหม่ให้มันโตกว่าเดิม เพื่อที่เราจะได้ลดการพึ่งพาของประเทศที่เราพึ่งพาเขาอยู่ 1 ใน 3 ฉะนั้นกลยุทธ์การส่งออกตลาดเดิมต้องรักษาและทำอย่างมีกลยุทธ์ คือการประสานกันระหว่างความมั่นคง การต่างประเทศและการค้า และตอนนี้มีพรรคไหนพร้อมที่ทำเรื่องนี้มากกว่าพรรคภูมิใจไทยหรือ ฉะนั้นตลาดเดิมก็ต้องรักษา ตลาดใหม่ก็ควรจะทำให้มันโตขึ้น พร้อย้ำว่าในเมื่อมีการกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกัน เรามีความเสี่ยงสูง จึงต้องไปโตในตลาดอื่นให้มากขึ้น

    ส่วนที่มีคนบอกว่าการส่งออกมีปัญหา ฉะนั้นการแก้การกระจุกที่หนึ่ง นางศุภจี กล่าวว่า ผู้ส่งออกในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย เป็นผู้กับใหญ่ประมาณ 7-8 พันราย แต่กินส่วนแบ่งถึง 74% ที่เหลือเป็นเอสเอ็มอี ฉะนั้นเราต้องช่วยในกลุ่มนี้คือ 1.เสริมทักษะเพื่อเสริมแกร่งให้เอาเอ็มอี โดยมีโครงการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน หาตลาดและการปกป้องเอสเอ็มอี จากนอมีนีซึ่งทำแล้ว ส่วนคนที่ทำเศรษฐกิจมาหลายปีทำไมไม่แก้จุดนี้ ทำมากี่ปีกี่สมัยทำได้แค่นี้ ฉะนั้นเราต้องทำให้เอสเอ็มอีโตต่อเนื่องและมากกว่านี้

    ส่วนการแก้กระจุกตัวต่อไปคือเรื่องสินค้า นางศุภจี กล่าวว่า ปี 68 เราส่งออก 11.1 ล้าน และนำเข้า 11.4 ล้านมากกว่าส่งออก แต่มันกระจุกเพราะสินค้าที่เราส่งออกกับนำเข้าเป็นสินค้ากลุ่มเดียวกัน เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ถือว่าประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่ตรงกลาง การแก้เราต้องทำให้การส่งออกสินค้ากระจายตัวมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกอยู่กลุ่มเดียวกับสินค้าที่นำเข้า

    และคนที่บอกว่าตนด้อยค่าการส่งออกนั้นมันใช่หรือ สิ่งที่ดูเราต้องส่งเสริมในเรื่องสินค้าที่ทำในประเทศไทย หรือเมคอินไทยแลนด์ หากทำได้จะเป็นเรื่องดี ไปพร้อมกับการแก้สินค้าสวมสิทธิ์ และแก้การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป ดังนั้นหน้าที่ของทีมเศรษฐกิจนี้คือทำอย่างไรจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้

    ส่วนเรื่องการเกษตร จากที่ตนทำ 3 เรื่องคือ เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน และจากการทำงานมา 73 วัน ตนงัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้ โดยใช้กลไกการตลาดไม่ได้ใช้เงิน โดยดูดอุปทานขึ้นมาและนำมาขายให้กับพวกเรากันเองในกลุ่มรัฐ ประกอบกับหาตลาดให้ รวมถึงขณะนี้เรากำลังแก้ปัญหาเรื่องมะพร้าวน้ำหอมในเรื่องล้งจีนหากทำให้ถูกกฎหมายก็ต้องจัดการพร้อมกับการเปิดตลาดใหม่ และขณะนี้ก็กำลังทำตลาดเรื่องทุเรียนส่งออก ฉะนั้นเราต้องช่วงชิงในเรื่องเกษตรแม่นยำ

    ส่วนเกษตรมั่นคง เราต้องหาตลาดส่งออกให้เขาได้และใช้วิธีการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ซื้อขายอย่างเดียวเพื่อทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ รวมถึงกับการทำเกษตรฟาร์มมิ่ง ด้วยการทำขายล่วงหน้าหากทำได้เกษตรกรก็จะไม่ต้องกังวลในเรื่องหาตลาด

    ส่วนการทำเกษตรยั่งยืนต้องเน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์ การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ ฉะนั้นหากเราทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงก็จะทำให้คนจำนวนมากของประเทศมีรายได้ดีขึ้น เพราะประเทศไทยขายความมั่นคงเรื่องการเกษตร โลกวันนี้หากเกิดปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้สิ่งที่คนต้องใช้ต้องกินคืออาหาร ฉะนั้นถ้าเราขายความมั่นคงอาหารให้คนอื่นได้ก็ทำให้ชาวนาเกษตรกรมีความมั่นคงสูงขึ้น และทำให้พยุงเศรษฐกิจปากท้องขึ้นจาหล่มได้

    นางศุภจี ย้ำว่า อย่ามาว่าสิ่งที่อยู่มันดีแล้ว แต่เพราะมองไม่เห็นปัญหาถึงแก้ไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องยอมรับความจริงว่า อะไรควรแก้อะไรควรเก็บ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดหากได้ทำต่อ ก็จะทำต่อในเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า

    ซึ่งอนาคตอยู่ในมือทุกคนเรายังจะเดินเรือในทะเลที่มีคลื่นมรสุม หรือเราจะเอาเรือลำนี้ออกไปตะลุยแหล่งน้ำแหล่งน้ำใหม่ และจากที่ตนเล่ามาทั้งหมดแล้วมีความหวังขึ้นบ้างหรือไม่ อนาคตอยู่ในมือของทุกท่านว่าจะเลือกความหวังหรือจะเลือกความขัดแย้ง จะเลือกคนที่เข้ามาแก้ปัญหาหรือคนที่เข้ามาแก้ระบบโดยที่ไม่รู้ในเรื่องของปัญหา และไม่รู้จริงในเรื่องของปัญหา

    นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า แต๋มขอโอกาส อย่าทำให้สิ่งที่แต๋มตั้งใจมาทำเพื่อพวกท่านไม่มีโอกาสได้ทำ ตนทำเต็มที่ ทำเต็ม 100 พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน เพราะไม่ได้เป็นนักการเมืองเลยและไม่เคยมาอยู่ตรงนี้เลย แต่ตนมีความตั้งใจจริง ตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้กับทุกท่านที่อยู่ในประเทศนี้ ทำให้คนไทยสามารถรอดพ้นจากความน่าเป็นห่วงและความอันตราย ตนมาอาสาทำให้เรามีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/943681/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06CKD6lWO6sYaoEqN5lCtg

  • หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าแกว่งลงตามตปท.กังวลเศรษฐกิจสหรัฐชะลอ-แรงขายหุ้นเทคฯกดดัน-รอผลเลือกตั้ง : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าแกว่งลงตามตปท.กังวลเศรษฐกิจสหรัฐชะลอ-แรงขายหุ้นเทคฯกดดัน-รอผลเลือกตั้ง : อินโฟเควสท์

    นักวิเคราะห์ฯ คาดตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวลง ตามตลาดหุ้นต่างประเทศจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ หลังตัวเลขภาคแรงงานของสหรัฐออกมาต่ำกว่าคาด ประกอบกับแรงขายหุ้นเทคฯต่อเนื่อง อาจส่งผลกดดันหุ้นที่เกี่ยวข้องในตลาดหุ้นไทย พร้อมให้แนวต้าน 1,350 จุด แนวรับ 1,320 จุด

    นางสาววราภรณ์ วิบูลคณารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดว่าแกว่งตัวลง ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังจากเมื่อคืนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงแรง และตลาดหุ้นเอเชียเช้าวันนี้ก็เปิดมาปรับตัวลงตามกัน หลังมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐมากขึ้น จากตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายลัปดาห์ และตัวเลขการเปิดรับสมัครงานของสหรัฐออกมาต่ำกว่าคาด ทำให้เป็นปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้น

    ขณะเดียวกันยังคงมีแรงกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ออกมาต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อ Sentiment หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในตลาดหุ้นไทยกดดันต่อดัชนี และยังอยู่ในช่วงรอติดตามผลการเลือกตั้ง

    โดยให้แนวต้าน 1,350 จุด แนวรับ 1,320 จุด

    ประเด็นพิจารณาการลงทุน

    – ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (5 ก.พ.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 48,908.72 จุด ลดลง 592.58 จุด หรือ -1.20%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,798.40 จุด ลดลง 84.32 จุด หรือ -1.23% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,540.59 จุด ลดลง 363.99 จุด หรือ -1.59%

    – ตลาดหุ้นเอเชียภาคเช้า ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 53,435.37 จุด ลดลง 382.67 จุด หรือ -0.71%, ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 26,354.34 จุด ลดลง 530.90 จุด หรือ -1.97% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,040.30 จุด ลดลง 35.62 จุด หรือ -0.87%

    – ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (5 ก.พ.) 1,346.23 จุด ลดลง 0.31 จุด (-0.02%) มูลค่าซื้อขาย 57,388.58 ล้านบาท

    – นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ (5 ก.พ.) 4,155.74 ล้านบาท

    – ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมี.ค. (5 ก.พ.) ลดลง 1.85 ดอลลาร์ หรือ 2.84% ปิดที่ 63.29 ดอลลาร์/บาร์เรล

    – ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (5 ก.พ.) อยู่ที่ 7.02 เหรียญ/บาร์เรล

    – เงินบาทเปิด 31.86 อ่อนค่าต่อเนื่องตามทิศทางภูมิภาค รับราคาทองย่อ ลุ้นแตะ 32.00

    – “สองแบงก์ใหญ่” รับปี 69 เศรษฐกิจเปราะบาง ต่ำสุดรอบ 30 ปี “กรุงศรี” เข้าสู่โหมดระมัดระวังปล่อยกู้ เดินกลยุทธ์ ปล่อยสินเชื่อ-เลือกโตเฉพาะจุด เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ “ทีทีบี” ปีนี้ยังระวังไม่ใช่ปีแห่งการเติบโตหวือหวา ห่วงพอร์ตเอสเอ็มอี-อสังหาฯยังเปราะบางสูง

    – “ศุภชัย” ฉายภาพปัจจัยเปลี่ยนโลกภายใต้ระเบียบโลกใหม่ โลกหลายขั้ว ที่ขาดระเบียบพหุภาคี อันตรายต่อประเทศ ขนาดกลางและขนาดเล็ก “สหรัฐ” บีบพันธมิตรหันพึ่งจีน มีการนำเครื่องมือเศรษฐกิจมาเป็นอาวุธการเมือง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หนุนเอเชียสร้างความร่วมมือใหม่ ประคองระบบการค้าโลก ย้ำ AI ความจำเป็นในการปฏิรูปกฎระเบียบโลกและการสร้างความยืดหยุ่นเพื่ออยู่รอด

    – ก.ล.ต. เตรียมเปิดทางกองทุนรวมลงทุน “คริปโทอีทีเอฟ” หนุน “รายย่อย” ซื้อขายผ่าน “พอร์ตหุ้น” ได้โดยตรง หวังลดขั้นตอน และความเสี่ยงจากการถือวอลเล็ต พร้อมผลักดัน “บอนด์โทเคน” เข้าสู่แซนด์บอกซ์ พร้อมปั้น ตลาดคาร์บอน ตอกย้ำบทบาทผู้นำในการสร้างระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลที่เชื่อมโยง “ตลาดทุนไทย” สู่อนาคต

    – ผู้ว่าฯ ททท. แถลงตรุษจีนปีม้าทอง จัดใหญ่ 2 พื้นที่กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ดันนักท่องเที่ยว 3.5 ล้านคน เงินสะพัด 4.2

    หมื่นล้าน ด้าน ม.หอการค้าไทย คาดเม็ดเงินวาเลนไทน์สะพัดกว่า 2,899.42 ล้านบาท ขยายตัว 7.4%

    – “เอกนิติ” เผย TikTok ยืนยันลงทุนไทย 270,000 ล้านบาท พร้อมหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล-เอไอ ใช้แพลตฟอร์มยกระดับศักยภาพเอสเอ็มอีไทย

    – กองทัพภาคที่ 2 เผยประสานฝ่าย กัมพูชาแล้ว หลังเหตุยิงลูกระเบิด 40 มม.ตกใกล้พลาญหินแปดก้อน อ้างเป็นเพราะกำลังพลชุดใหม่ เพิ่งเข้ามาประจำการเสียวินัย ตักเตือนและกำชับแล้ว “ไตรศุลี” ชี้แจง เหตุไฟไหม้คนละจุดกับ “กองทัพ” รายงานลูกระเบิดตกใกล้ฐานทหารไทย “อนุทิน” บอกไม่ต้องห่วง เหตุปมชายแดนเขมร สกัดเลือกตั้ง ยันได้เข้าคูหาแน่นอน ปล่อยคนหวั่นไหว ได้ระบายบ้าง หลังการเมืองฝ่ายตรงข้ามโจมตี ภท. โหนกระแสรักชาติ

    หุ้นเด่นวันนี้

    – MTC (ฟินันเซีย ไซรัส) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 46 บาท คาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/68 ที่ 1.74 ลบ. +1% q-q, +13% y-y หนุนจากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและน่าจะชดเชยแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้ ด้านสินเชื่อยังโตแข็งแกร่ง Double Digit y-y ส่วนคุณภาพสินทรัพย์มีพัฒนาการเชิงบวก NPL Ratio ลดลงต่อเนื่อง จบปี 68 คาดกำไรสุทธิ 6.7 พันลบ. +14% y-y ขณะที่ปี 2569 คาดโตต่อเนื่องอีก +15% y-y เป็น 7.7 พันลบ. ด้าน Valuation ยังน่าสนใจเทรด PER ต่ำเพียง 9 เท่า

    – BDMS (พาย) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 26.00 บาท EBITDA Margin คาดยังทรงตัวสูง 24-25% ส่วนผลกระทบจากการเลิกขายประกันเหมาจ่ายคาดอยู่ในวงจำกัด จากช่าวบริษัทประกันมีแผนยกเลิกจำหน่ายกรมธรรม์เหมาจ่ายตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.69 เป็นต้นไป คาดผลหระทบต่อกลุ่มโรงพยาบาลจำกัด โดยฉบับใหม่จะบังคับใช้ Copayment โดยไม่ต้องดูพฤติกรรมการเบิกจ่ายที่เกินความจำเป็นเช่นในฉบับหลัง 31 มี.ค.68

    – MC (คิงส์ฟอร์ด) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย Bloomberg Consensus 14.20 บาท แนวโน้มการดำเนินงานปกติงวด Q2/69 (ต.ค.-ธ.ค.68) ของ MC มีโอกาสจะได้แรงหนุนทั้งตามฤดูกาลการใช้จ่าย และประโยชน์ทางอ้อมจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐฯ ขณะที่ช่วงไตรมาส 3/69 (ม.ค.-มี.ค.69) คาดว่าจะมีปัจจัยบวกจากเงินสะพัดช่วงเลือกตั้ง โดยทาง MC เอง ตั้งเป้ารายได้ปี 69 +6%YoY และ ขยับสัดส่วนยอดขายออนไลน์มาที่ 25% ปัจจุบัน ตลาดคาดว่าในปี 69 และ70 กำไรของ MC จะอยู่ที่ 806 ลบ.(+6%YoY) และ 849 ลบ.(+5%YoY) PE69F ที่ 11x และ Dividend Yield ที่ 9%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/566964&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z2MXsSiuurygLsD3D7OMt

  • ซัด “โครงการคนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ?

    ซัด “โครงการคนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ?

    “อภิสิทธิ์” ซัดหากโครงการ “คนละครึ่ง” เนรมิตให้เศรษฐกิจดีจริง ทำไมประชาชนยังถามหาซ้ำๆ ว่ามาอีกเมื่อไหร่?
    .
    #คนละครึ่ง #พรรคประชาธิปัตย์ #เลือกตั้ง #เลือกตั้ง69 #เลือกตั้ง2569 #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/211220&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L5tOpW_y-P9Jqq7JOOnGi

  • การจดทะเบียนสมรสในจีนฟื้นตัว หนุน “เศรษฐกิจแห่งความรัก” ขยายตัว

    การจดทะเบียนสมรสในจีนฟื้นตัว หนุน “เศรษฐกิจแห่งความรัก” ขยายตัว

    หลังจากการจดทะเบียนสมรสในจีนซบเซาต่อเนื่องหลายปี ล่าสุดข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐจีน การจดทะเบียนสมรสในจีนได้กลับมาฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในปีที่ผ่านมา ภายหลังรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูประบบจดทะเบียนสมรส ลดข้อจำกัดด้านทะเบียนบ้าน ที่ใช้มายาวนาน ส่งผลให้การแต่งงานกลับมาคึกคักในหลายภูมิภาค และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับพิธีวิวาห์ หรือที่ถูกเรียกรวมว่า “เศรษฐกิจแห่งความรัก” (Sweet Economy) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า เครื่องประดับ การท่องเที่ยว ไปจนถึงบริการไลฟ์สไตล์และการเงิน ตามข้อมูลชี้ว่า เมืองเศรษฐกิจหลักของจีนเป็นหัวจักรสำคัญของการฟื้นตัว โดยนครเซี่ยงไฮ้ มีการจดทะเบียนสมรสเพิ่มขึ้นถึง 38.7% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมที่ดึงดูดแรงงานและคนรุ่นใหม่จากพื้นที่อื่นให้ย้ายเข้าไปอยู่อาศัยและทำงานอย่างต่อเนื่อง เช่น เมืองเซินเจิ้น และซูโจว มีอัตราเพิ่มขึ้นของจำนวนการจดทะเบียนสมรสกว่า 20–30% 
    โดยภาพรวมทั้งประเทศ ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีการจดทะเบียนสมรสกว่า 5.15 ล้านคู่ เพิ่มขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นักวิเคราะห์จีนมองว่า การฟื้นตัวดังกล่าวสะท้อนทิศทางนโยบายที่ชัดเจนขึ้น ในการสนับสนุนการแต่งงานและการมีบุตร ท่ามกลางความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรในระยะยาว โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจสำคัญอย่างสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี (YRD) และปากแม่น้ำจูเจียง (PRD) ที่มีประชากรไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และมีศักยภาพเป็นตลาดหลักของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวรุ่นใหม่
    การฟื้นตัวของการจดทะเบียนสมรสในจีนไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อจำนวนคู่แต่งงานที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น หากแต่เป็นแรงกระตุ้นโดยตรงต่อการขยายตัวของอุปสงค์สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับพิธีแต่งงานและการเริ่มต้นชีวิตครอบครัวในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการที่มีลักษณะเป็นการใช้จ่ายในโอกาสพิเศษและการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มนับเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน ครอบคลุมตั้งแต่อาหารจัดเลี้ยงงานแต่ง ขนมมงคล ขนมหวาน เครื่องดื่มพรีเมียม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปและของฝากสำหรับญาติและแขกผู้ร่วมงาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคของชาวจีนรุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และภาพลักษณ์ของสินค้า มากกว่าการบริโภคเชิงปริมาณ
    นอกจากนี้ กลุ่มสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ อาทิ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายสำหรับพิธีแต่งงาน เครื่องประดับ และอัญมณี ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของ “เศรษฐกิจแห่งความรัก” โดยเฉพาะในเขตเมืองเศรษฐกิจหลัก อย่าง นครเซี่ยงไฮ้ เมืองเซินเจิ้น และเมืองซูโจว ซึ่งผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญกับความเป็นเอกลักษณ์และความหมายเชิงสัญลักษณ์ของสินค้า ขณะเดียวกัน การเริ่มต้นครอบครัวใหม่ยังส่งผลให้ความต้องการสินค้าในกลุ่มของใช้ในครัวเรือน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องครัว และสินค้าตกแต่งบ้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการขยายตัวของธุรกิจบริการ อาทิ โรงแรม การท่องเที่ยวสำหรับคู่รักและฮันนีมูน บริการจัดงานแต่งงาน บริการถ่ายภาพ และบริการไลฟ์สไตล์ที่เน้นประสบการณ์เฉพาะบุคคล
    ในบริบทดังกล่าว ประเทศไทยมีความได้เปรียบในการเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่การบริโภคของ “เศรษฐกิจ  แห่งความรัก” ของจีนในหลายมิติ สินค้าอาหารและเครื่องดื่มของไทย โดยเฉพาะผลไม้เขตร้อน ผลิตภัณฑ์แปรรูป ขนมหวาน และสินค้าเกษตรคุณภาพสูง มีศักยภาพตอบโจทย์ตลาดงานแต่งและการบริโภคในโอกาสพิเศษของจีน ซึ่งให้ความสำคัญกับรสชาติ คุณภาพ และเรื่องราวของแหล่งที่มา ขณะเดียวกัน เครื่องประดับและอัญมณีของไทย ยังมีจุดแข็งด้านฝีมือ ความประณีต และความเชื่อมโยงกับความหมายมงคล ซึ่งสอดคล้องกับค่านิยมของผู้บริโภคจีน ในพิธีแต่งงาน นอกจากสินค้าแล้ว บริการท่องเที่ยวของไทย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพสำหรับคู่รัก และฮันนีมูน สามารถเชื่อมโยงกับแนวโน้มดังกล่าวได้อย่างชัดเจน เนื่องจากคู่แต่งงานจีนรุ่นใหม่มีแนวโน้มเลือกการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ชีวิตคู่ มากกว่าการจัดพิธีขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว อีกทั้งผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของไทย ยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวรุ่นใหม่ในจีนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
    ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย
    ภายใต้แนวโน้มการฟื้นตัวของการจดทะเบียนสมรสในจีน ผู้ประกอบการไทยควรใช้ประโยชน์จากกระแสดังกล่าวโดยผสานเข้ากับการพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับการบริโภคในโอกาสพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการแต่งงานและการเริ่มต้นชีวิตคู่ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความหมายเชิงวัฒนธรรมของสินค้า ควรออกแบบบรรจุภัณฑ์และภาพลักษณ์ให้เหมาะสมกับการเป็นของขวัญหรือการใช้ในพิธี พร้อมทั้งสร้างเรื่องราวของสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า ควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานของจีนอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซเป็นกลไกสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ และพิจารณาความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นในเมืองเศรษฐกิจหลัก ในระยะยาวควรวางแผนพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมให้สอดคล้องกับแนวโน้มครอบครัวคุณภาพ เพื่อใช้ประโยชน์จากนโยบายส่งเสริมการแต่งงานของจีนได้อย่างต่อเนื่อง

    ………………………………………………….

    แหล่งข้อมูล
    https://www.chinadaily.com.cn/a/202601/28/WS6979a16da310d6866eb3632d.html

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/lfzc7pscuow9alnxs55jm8d8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XdYY5lHhIrzA96ZOier9i

  • ปตท. รับมอบ LNG สัญญาระยะยาวเรือเที่ยวแรกจากสหรัฐอเมริกา เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไทย

    ปตท. รับมอบ LNG สัญญาระยะยาวเรือเที่ยวแรกจากสหรัฐอเมริกา เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไทย

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) นำโดย นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ รักษาการ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้น ปตท. และ นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท. พร้อมด้วย Mr. Anatol Feygin, Chief Commercial Officer บริษัท Cheniere Energy Inc. ผู้ผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ โดยได้รับเกียรติจาก Mr. Sean O’Neill เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมพิธีรับมอบ LNG เที่ยวเรือปฐมฤกษ์จากสหรัฐอเมริกาสู่ประเทศไทยภายใต้สัญญาระยะยาว ปริมาณ 1 ล้านตันต่อปี เป็นระยะเวลา 15 ปี ซึ่งดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2565

    การนำเข้า LNG โดยตรงจากผู้ผลิตในครั้งนี้  ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศในระยะยาว เพิ่มความสามารถในการจัดหาพลังงานจากหลากหลายแหล่งผลิต นอกเหนือจากภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชีย บริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานจากความผันผวนของราคาในตลาดโลก รองรับความต้องการใช้พลังงานภาคไฟฟ้า อุตสาหกรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สะท้อนความมุ่งมั่นในการตอบโจทย์มิติพลังงาน 3 ด้าน (Energy Trilemma) ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ความเป็นธรรมในการเข้าถึงพลังงาน (Affordability) และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Sustainability)

    ปตท. มุ่งมั่นดำเนินภารกิจในการจัดหาและบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส  เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/994966&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NpsUUBuU8xuSd-SClubEa

  • ให้คำมั่น ทำเพื่อคนไทย ประเทศไทยให้แข็งแกร่ง ไม่เป็นผู้ป่วยใหม่ของเอเชีย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ให้คำมั่น ทำเพื่อคนไทย ประเทศไทยให้แข็งแกร่ง ไม่เป็นผู้ป่วยใหม่ของเอเชีย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bhumjaithai.com/news/113251&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0odjz1O76KfbIhFJjD9ItE

  • เปิดบทบาทมณฑลหูเป่ยในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของจีนฉบับที่ 15  สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่ของจีน

    เปิดบทบาทมณฑลหูเป่ยในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของจีนฉบับที่ 15 สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่ของจีน

    การเดินหน้าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของจีน ฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030) กำลังสะท้อนทิศทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจีนอย่างเป็นระบบ จากบทบาทฐานการผลิตเชิงปริมาณของโลก สู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและอุตสาหกรรมขั้นสูง โดยรัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพการเติบโต การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี และการเปิดประเทศเชิงสถาบัน ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอน โดยหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ถูกกำหนดบทบาทอย่างชัดเจน คือ มณฑลหูเป่ย ซึ่งถูกวางให้เป็นฐานอุตสาหกรรมหลักของภาคกลางจีน และเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างเศรษฐกิจภายในประเทศกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มณฑลหูเป่ยได้รับการผลักดันอย่างเข้มข้นภายใต้นโยบายอุตสาหกรรมใหม่ของจีน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงคุณภาพสูง การผลิตขั้นสูง เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรม ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ในปี 2024 ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของมณฑลหูเป่ยมีรายได้กว่า 4.7 ล้านล้านหยวน และมีมูลค่าเพิ่มภาคอุตสาหกรรมการผลิต 1.76 ล้านล้านหยวน ส่งผลให้อุตสาหกรรมมีสัดส่วนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของมณฑล เกือบร้อยละ 38 เมืองอู่ฮั่นทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและนวัตกรรมสำคัญ ขณะที่เมืองอุตสาหกรรมหลักอื่น ๆ เช่น เมืองเซียงหยาง เมืองอี๋ชาง และเมืองจิ่งเหมิน มีบทบาทเด่นในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเฉพาะด้าน ภายใต้การพัฒนา “51020” (กรอบแนวคิดการพัฒนาโครงสร้างอุตสาหกรรมที่จีนใช้เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ) กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง ซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมยานยนต์อัจฉริยะ ออปโตอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ เครื่องจักรอุตสาหกรรมขั้นสูง รวมถึงหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์รัฐบาลจีนมองว่าการยกระดับอุตสาหกรรมจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี มณฑลหูเป่ยจึงถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่บูรณาการระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภาคการผลิต โดยมีเมืองอู่ฮั่นเป็นศูนย์กลางวิจัยและนวัตกรรมระดับประเทศ การจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมการผลิต ศูนย์ทดสอบเทคโนโลยีอุตสาหกรรม และการเร่งถ่ายทอดผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ สะท้อนความพยายามของจีนในการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งเครือข่าย 5G ศูนย์ข้อมูล และระบบประมวลผลขั้นสูง ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 ที่มุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพมากกว่าการขยายตัวเชิงปริมาณ
    ในบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้า รัฐบาลจีนย้ำว่า การเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจภายในประเทศควบคู่กับการเปิดประเทศอย่างมีแบบแผน คือแนวทางหลักในการรักษาเสถียรภาพและความสามารถในการแข่งขัน แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 จึงไม่ใช่การปิดประเทศ หากแต่เป็นการยกระดับกติกาการค้า การลงทุน และการบริการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยมณฑลหูเป่ยถูกวางบทบาทเป็นหนึ่งในพื้นที่รองรับการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจดังกล่าว
    สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจจีนและการยกระดับบทบาทของมณฑลหูเป่ย เปิดทั้งโอกาสและความท้าทาย ภาคการผลิตขั้นสูงของมณฑลหูเป่ยต้องการวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปที่มีคุณภาพสูง ซึ่งสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรแปรรูป วัสดุอุตสาหกรรม อาหารฟังก์ชัน วัตถุดิบชีวภาพ และสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีนวัตกรรม มีศักยภาพในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าใหม่ของจีน นอกจากนี้ การขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัล การแพทย์ขั้นสูง และยานยนต์อัจฉริยะในมณฑลหูเป่ย ยังเปิดช่องให้ผู้ประกอบการไทยด้านโลจิสติกส์ การบริการ การออกแบบ และการวิจัยร่วม เข้าไปสร้างความร่วมมือเชิงลึกมากกว่าการค้าขายแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ดี การแข่งขันในตลาดจีนจะเข้มข้นขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สินค้าและบริการจากไทยจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐาน เทคโนโลยี และการสร้างแบรนด์ เพื่อให้สอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจจีนยุคใหม่ต่อไป

    ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย
    แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 ของจีน มิใช่เพียงกรอบนโยบายภายในประเทศ แต่เป็นสัญญาณเชิงโครงสร้างของการปรับบทบาทจีนในระบบเศรษฐกิจโลก และมณฑลหูเป่ยกำลังถูกยกระดับเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ดังกล่าว สำหรับไทย การติดตามและทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างลึกซึ้ง จะเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์การค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีนในทศวรรษหน้า
    นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรปรับบทบาทจากผู้ส่งออกสินค้าไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าของจีน โดยมุ่งอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 เช่น เทคโนโลยีสีเขียว สุขภาพ และโลจิสติกส์สมัยใหม่ การยกระดับมาตรฐานสินค้า สิ่งแวดล้อม และดิจิทัล รวมถึงการวางยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ในมณฑลศูนย์กลางใหม่อย่างมณฑลหูเป่ย จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดจีน ขณะเดียวกัน ควรสร้างความร่วมมือเชิงลึกกับพันธมิตรจีนและเสริมศักยภาพด้านการวิเคราะห์นโยบาย เพื่อกำหนดกลยุทธ์การค้าและการลงทุนอย่างยั่งยืน
     

    ………………………………………………….

    แหล่งข้อมูล
    https://mp.weixin.qq.com/s/EwgA0aTh2VPHDy0OJvj5OQ?scene=1&click_id=1

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/khw93zxo8akc83br2hd1uj6v&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FM18jxKOS8I0UM6MbO25n

  • ‘ศุภจี ‘ขอโอกาสต่ออายุงานทีมเศรษฐกิจ ภท. พาเรือประเทศไทยฝ่ามรสุมไปหาแหล่งน้ำใหม่ | เดลินิวส์

    ‘ศุภจี ‘ขอโอกาสต่ออายุงานทีมเศรษฐกิจ ภท. พาเรือประเทศไทยฝ่ามรสุมไปหาแหล่งน้ำใหม่ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 6 ก.พ.69  ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จัดเวทีปราศรัยปิด ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.69 นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคฯ 

    Screenshot

    เมื่อเวลา 18.50 น. นางศุภจี ขึ้นปราศรัย โดยช่วงต้นกล่าวว่า วันนี้การที่แต๋มได้มายืนพูดตรงนี้อีกครั้งนึง แต๋มไม่ใช่นักการเมืองแต่มาอยู่ตรงนี้เพื่อพี่น้องทุกคนและคนไทยทุกคนในประเทศนี้ ตนไม่ต่างจากนายเอกนิติ ที่มีเพื่อนๆครูบาอาจารย์ ไม่ให้มาทำตรงนี้ แต่ตนไปขอทุกคนว่าต้องมาเพราะห่วงพวกเราทุกคน  การที่ประเทศเรากำลังเผชิญมรสุมมากมายที่มาจากปัจจัยควบคุมไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ตนเป็นห่วง ซึ่งนายสีหศักดิ์ พูดแล้วในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เพราะโลกเราขัดแย้งกันถูกบังคับให้ต้องเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้ใหญ่พอที่จะเลือก ฉะนั้นเราจึงต้องพยามทำตัวให้เข้าได้กับทุกคน แต่ต้องเข้าได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะภูมิรัฐศาสตร์ล้อมเรา เพราะในเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจการต่างประเทศมันแยกกันไม่ออกมัน ซึ่งเราเห็นแล้วว่าโลกบีบเรา และการค้าก็เหมือนกัน 

    นางศุภจี  กล่าวว่า ฉะนั้นทำไมที่มนุษย์ 3 คนที่ไม่ควรมายืนอยู่ตรงนี้ (สีหศักดิ์ – เอกนิติ -ศุภจี) ถึงต้องมา ก็เพราะว่าการตลาด เศรษฐกิจการค้า ความมั่นคงถูกโยงด้วยกัน เพราะเรากำลังอยู่ในมรสุมที่น่ากลัว ฉะนั้นเรือของเรากำลังแล่นไปด้วยความยากลำบากและท้าทาย นี่คือประเทศไทยในวันนี้ พวกเราสามคนถึงอาสาเข้ามาพยุงให้เรือลำนี้ ผ่านพ้นและไปหาทะเลใหม่ที่มีความสดใสและมีความหวัง

    นางศุภจี กล่าวอีกว่า ชั่วโมงนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทะเลาะกันเองข้างในเพราะความขัดแย้งไม่ช่วยเลย แต่เราต้องสามัคคีกันทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้คนทั่วไป ก่อนยกตัวอย่างว่าเมื่อก่อนเราเคยเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่วันนี้จีดีพีไทยโตต่ำมาก เราเป็นคนป่วยของเอเชียไม่ใช่เสือตัวที่ 5 แล้ว และปีนี้มีคนมาบอกว่าไอเอ็มเอฟบอกสถานการณ์ประเทศไทยจะโตขึ้นนะ แค่ร้อยละ  1.6 ฉะนั้นเราจะยอมได้หรือให้ประเทศไทยโตแค่ ร้อยละ1.6 ยอมไม่ได้ แต่เราก็ต้องรับรู้ว่าสภาพเราเป็นอย่างไร นายเอกนิติถึงพูดในเรื่องประชานิยมว่าเราไม่ได้มีเงินเยอะ แต่เราตั้งใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์และให้ทุกคนต่อยอดได้อย่างกระจายตัว ฉะนั้นเราต้องใช้เงินอย่างแม่นยำ ซึ่งการที่จะทำให้เราเติบโตได้มากกว่านี้ คือต้องประสานวามร่วมมือกันมาช่วยทำให้ยกระดับ ซึ่งนายเอกนิติทำให้เราเห็นแล้วว่าทำงาน 73 วัน นำรถยนต์เก่าๆขึ้นมาจากหล่ม ทำให้ไตรมาส 4 ประเทศไทยโตถึง  ร้อยละ1.8 และตอนนี้เมื่อเขาบอกว่าเราจะโต ร้อยละ 1.6 ฉะนั้นทุกคนเชื่อมือนายเอกนิติ หรือไม่ แต่จะมีนายเอกนิติ คนเดียวไม่ได้ ต้องมีแต๋มด้วย ซึ่งเราต้องมาคุยกันในเรื่องการหารายได้ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นทางรอดของเราคือ ต้องหารายได้ให้ได้ 

    จากนั้น นางศุภจี กล่าวถึงรายได้ของประเทศมาจาก 4 เรื่องใหญ่ 1.มาจากกำลังซื้อ รายได้มวลรวมของประเทศ ถ้าเราเข้ามาจะต้องกระตุ้นให้กระจายไปถึงทุกกลุ่ม 2.การลงทุน เราตั้งเป้าว่าจะให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเกือบ 500,000 ล้านบาท ไปพร้อมกับการพัฒนาเรื่องทักษะที่เป็นความหวัง และเราต้องทำรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI ยานยนต์ใหม่ การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง เป็นต้น เราต้องเน้นมาเรื่องอุตสาหกรรมการลงทุนและทำให้เกิดการจ้างงาน หากทำได้คิดว่าเราก็จะเติบโตได้มากกว่าที่เขาประเมินไว้ 

    นางศุภจี  กล่าวต่อว่า  3.การใช้จ่ายเงินของรัฐ ประเทศไทยมีไม่เยอะรายได้เรามี 3 ล้านบ้านบาท แต่รายจ่ายมี 4 ล้านบ้านบาท ซึ่งในนี้มีงบรายจ่ายประจำอยู่ 3.1 ล้านล้านบาท รายจ่ายผูกพันประมาณ 4-5 แสนล้าน เหลือเงินใช้จ่ายจริงอยู่ประมาณ 5 แสนล้านถือว่าต่ำ ฉะนั้นการใช้เราต้องใช้อย่างแม่นยำและเกิดประโยชน์ จึงทำโครงการให้ปลาพ่วงเบ็ด ไม่ใช่ประชานิยมที่จะสักแต่ว่าแจก โดยต้องดูด้วยว่าจะหาเงินจากไหนเพราะขนาดนี้เพดานหนี้สาธารณะประเทศไทยแทบจะติดแล้ว ร้อยละ  66-67  และที่คุณบอกจะใช้เงินปีละ 6-7 แสนล้าน เอามาจากไหนเพราะนโยบายขายมีเยอะแยะมากมายทำไม่ได้ประโยชน์ ฉะนั้นพรรคภูมิใจไทยถึงทำนโยบายที่เจาะตรงเป้า และจะมาบอกว่าไม่มีนโยบายอีกหรือ ฉะนั้นที่บอกว่าการบริหารประเทศต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ตั้งใจจริง พุ่งตรงแม่นยำไปที่เป้านั้นจริง

    ส่วนเครื่องยนต์ตัวที่สี่ นางศุภจี กล่าวว่า ต้องทำให้การส่งออกนำเข้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาเรามีปัญหาคือไทยกระจุกอยู่ในแค่สหรัฐและจีน มีการส่งออกไปสองประเทศนี้เทียบเท่าการส่งออก 1 ใน 3 ของประเทศ ฉะนั้นหากเราฝากการส่งออกไปไทยอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกันถือเป็นความเสี่ยง จึงต้องหาตลาดใหม่ 

    นางศุภจี  กล่าวว่า  ส่วนที่วันนี้มีคนวิจารณ์ว่าตนดูหมิ่นดูแคลนการส่งออก ตนไม่เคยดูหมิ่นและเหยียดหยามแต่คิดว่าเราสามารถทำได้กว่านี้อีก แต่ถ้าคุณมองไม่เห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนเราคิดว่าสิ่งที่ดีอยู่มันดีแล้วประเทศจะเป็นอย่างนี้หรือ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ นี่เพียงแค่ 3 เดือนเราทำได้ขนาดนี้ และคนที่ทำมาไม่รู้กี่รอบกี่ปีเรื่องเศรษฐกิจแล้วบอกว่าปัญหาไม่มีเรื่องการส่งออก ท่านว่าเค้าเห็นหรือไม่เห็นปัญหา ฉะนั้นตนไม่เถียงว่าภูมิภาคอื่นมีการเจริญเติบโตด้วย แต่ประเด็นของตนมองว่าเราควรจะโตในการสุ่มเสี่ยงเหมือนเดิมหรือไม่ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือหาตลาดใหม่เพิ่มเติม และทำให้ฐานใหญ่มากขึ้นคือขายให้มากขึ้นซึ่งผิดด้วยหรือ 

    นางศุภจี  กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นจะบอกว่ายุโรปโต ตะวันออกกลางโต แต่มันโตพอหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องเดินหน้าต่อคือทำอย่างไรว่าจะเข้าไปตลาดใหม่ให้มันโตกว่าเดิม เพื่อที่เราจะได้ลดการพึ่งพาของประเทศที่เราพึ่งพาเขาอยู่ 1 ใน 3 ฉะนั้นกลยุทธ์การส่งออกตลาดเดิมต้องรักษาและทำอย่างมีกลยุทธ์ คือการประสานกันระหว่างความมั่นคง การต่างประเทศและการค้า และตอนนี้มีพรรคไหนพร้อมที่ทำเรื่องนี้มากกว่าพรรคภูมิใจไทยหรือ ฉะนั้นตลาดเดิมก็ต้องรักษา ตลาดใหม่ก็ควรจะทำให้มันโตขึ้น พร้อย้ำว่าในเมื่อมีการกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกัน เรามีความเสี่ยงสูง จึงต้องไปโตในตลาดอื่นให้มากขึ้น 

    ส่วนที่มีคนบอกว่าการส่งออกมีปัญหา ฉะนั้นการแก้การกระจุกที่หนึ่ง นางศุภจี กล่าวว่า ผู้ส่งออกในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย เป็นผู้กับใหญ่ประมาณ 7-8 พันราย แต่กินส่วนแบ่งถึง ร้อยละ  74  ที่เหลือเป็นเอสเอ็มอี ฉะนั้นเราต้องช่วยในกลุ่มนี้คือ 1.เสริมทักษะเพื่อเสริมแกร่งให้เอาเอ็มอี โดยมีโครงการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน หาตลาดและการปกป้องเอสเอ็มอี จากนอมีนีซึ่งทำแล้ว ส่วนคนที่ทำเศรษฐกิจมาหลายปีทำไมไม่แก้จุดนี้ ทำมากี่ปีกี่สมัยทำได้แค่นี้ ฉะนั้นเราต้องทำให้เอสเอ็มอีโตต่อเนื่องและมากกว่านี้

    ส่วนการแก้กระจุกตัวต่อไปคือเรื่องสินค้า นางศุภจี กล่าวว่า ปี 68 เราส่งออก 11.1 ล้าน และนำเข้า 11.4 ล้านมากกว่าส่งออก แต่มันกระจุกเพราะสินค้าที่เราส่งออกกับนำเข้าเป็นสินค้ากลุ่มเดียวกัน เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ถือว่าประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่ตรงกลาง การแก้เราต้องทำให้การส่งออกสินค้ากระจายตัวมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกอยู่กลุ่มเดียวกับสินค้าที่นำเข้า  และคนที่บอกว่าตนด้อยค่าการส่งออกนั้นมันใช่หรือ สิ่งที่ดูเราต้องส่งเสริมในเรื่องสินค้าที่ทำในประเทศไทย หรือเมคอินไทยแลนด์ หากทำได้จะเป็นเรื่องดี ไปพร้อมกับการแก้สินค้าสวมสิทธิ์ และแก้การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป ดังนั้นหน้าที่ของทีมเศรษฐกิจนี้คือทำอย่างไรจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ 

    นางศุภจี  กล่าวต่อว่า ในส่วนเรื่องการเกษตร จากที่ตนทำ 3 เรื่องคือ เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน และจากการทำงานมา 73 วัน ตนงัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้ โดยใช้กลไกการตลาดไม่ได้ใช้เงิน โดยดูดอุปทานขึ้นมาและนำมาขายให้กับพวกเรากันเองในกลุ่มรัฐ ประกอบกับหาตลาดให้ รวมถึงขณะนี้เรากำลังแก้ปัญหาเรื่องมะพร้าวน้ำหอมในเรื่องล้งจีนหากทำให้ถูกกฎหมายก็ต้องจัดการพร้อมกับการเปิดตลาดใหม่ และขณะนี้ก็กำลังทำตลาดเรื่องทุเรียนส่งออก ฉะนั้นเราต้องช่วงชิงในเรื่องเกษตรแม่นยำ 

    ส่วนเกษตรมั่นคง เราต้องหาตลาดส่งออกให้เขาได้และใช้วิธีการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ซื้อขายอย่างเดียวเพื่อทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ รวมถึงกับการทำเกษตรฟาร์มมิ่ง ด้วยการทำขายล่วงหน้าหากทำได้เกษตรกรก็จะไม่ต้องกังวลในเรื่องหาตลาด 

    นางศุภจี  กล่าวว่า ส่วนการทำเกษตรยั่งยืนต้องเน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์ การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ ฉะนั้นหากเราทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงก็จะทำให้คนจำนวนมากของประเทศมีรายได้ดีขึ้น เพราะประเทศไทยขายความมั่นคงเรื่องการเกษตร โลกวันนี้หากเกิดปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้สิ่งที่คนต้องใช้ต้องกินคืออาหาร ฉะนั้นถ้าเราขายความมั่นคงอาหารให้คนอื่นได้ก็ทำให้ชาวนาเกษตรกรมีความมั่นคงสูงขึ้น และทำให้พยุงเศรษฐกิจปากท้องขึ้นจาหล่มได้ 

    นางศุภจี กล่าวย้ำว่า อย่ามาว่าสิ่งที่อยู่มันดีแล้ว แต่เพราะมองไม่เห็นปัญหาถึงแก้ไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องยอมรับความจริงว่า อะไรควรแก้อะไรควรเก็บ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดหากได้ทำต่อ ก็จะทำต่อในเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า 

    “ซึ่งอนาคตอยู่ในมือทุกคนเรายังจะเดินเรือในทะเลที่มีคลื่นมรสุม หรือเราจะเอาเรือลำนี้ออกไปตะลุยแหล่งน้ำแหล่งน้ำใหม่ และจากที่ตนเล่ามาทั้งหมดแล้วมีความหวังขึ้นบ้างหรือไม่ อนาคตอยู่ในมือของทุกท่านว่าจะเลือกความหวังหรือจะเลือกความขัดแย้ง จะเลือกคนที่เข้ามาแก้ปัญหาหรือคนที่เข้ามาแก้ระบบโดยที่ไม่รู้ในเรื่องของปัญหา และไม่รู้จริงในเรื่องของปัญหา ”นางศุภจี กล่าว

    นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า “แต๋มขอโอกาส อย่าทำให้สิ่งที่แต๋มตั้งใจมาทำเพื่อพวกท่านไม่มีโอกาสได้ทำ ตนทำเต็มที่ ทำเต็ม 100 พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน เพราะไม่ได้เป็นนักการเมืองเลยและไม่เคยมาอยู่ตรงนี้เลย แต่ตนมีความตั้งใจจริง ตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้กับทุกท่านที่อยู่ในประเทศนี้ ทำให้คนไทยสามารถรอดพ้นจากความน่าเป็นห่วงและความอันตราย ตนมาอาสาทำให้เรามีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5576145/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ve85nFhMOXRZh_2vbDwul