Category: เศรษฐกิจ

  • ‘ยศชนัน’ ประกาศพร้อมนั่งนายกฯ พลิกโฉมไทย ชูอธิปไตยเทคโนโลยี

    ‘ยศชนัน’ ประกาศพร้อมนั่งนายกฯ พลิกโฉมไทย ชูอธิปไตยเทคโนโลยี

    ‘ยศชนัน’ ประกาศพร้อมนั่งนายกฯ พลิกโฉมไทย ชูอธิปไตยเทคโนโลยี

    นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายว่า หลายคนอาจจะคิดแต่ไม่กล้าฝันว่าเกษตรกรจะเป็นอาชีพที่มีรายได้สูง หลายคนอาจจะคิด แต่ไม่กล้าฝันว่าประเทศไทยจะไร้คอรัปชั่น หลายคนอาจจะคิดแต่ไม่กล้าฝันว่าคนไทยทุกคนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด หลายคนอาจจะคิดแต่ไม่กล้าฝันว่าประเทศไทยจะเป็นเมืองที่อากาศสะอาด ปลอดภัย สำหรับลูกหลานของเรา

    หลายคนอาจจะคิด แต่ไม่กล้าฝันว่าเด็กไทยทุกคน ต้องได้เรียนในสิ่งที่ดีที่สุด หลายคนอาจจะคิด แต่ไม่กล้าฝันว่าครู ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร จะมีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย และกลับมาเป็นอาชีพในฝันของเด็กๆอีกครั้ง หลายคนอาจจะคิดแต่ไม่กล้าฝันว่าเราจะมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง

    และพร้อมที่จะยืนบนลำแข้งตัวเอง มีศักดิ์ศรีบนเวทีโลก ในยุคสงครามทางเทคโนโลยีอย่างสง่างาม และหลายคนอาจจะคิด แต่ไม่กล้าฝันว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    “ตนเชื่อเสมอว่าสำหรับประเทศไทย หากเราช่วยกันทุกอย่างต้องเป็นไปได้ 8 กุมภาพันธ์นี้ ผมยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พร้อมแล้วที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทย ที่จะเปลี่ยนแปลงความฝัน ความหวังของพี่น้องคนไทย ให้เป็นความจริง”

    'ยศชนัน' ประกาศพร้อมนั่งนายกฯ พลิกโฉมไทย ชูอธิปไตยเทคโนโลยี

    โดยในปี 2551 ตนเริ่มเส้นทางการต่อสู้เพื่ออธิปไตยทางเทคโนโลยีให้กับคนไทย จากคำถามที่ว่าทำไมประเทศไทยไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเองเลย ทำไมประเทศไทยไม่มีเครื่องมือแพทย์ดีๆ ที่จะใช้รักษาชีวิตของคนไทย ทำไมคนพิการไทยไม่ได้รับการดูแล อย่างเท่าเทียมกัน 17 ปีบนเส้นทางสู่การต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตยทางเทคโนโลยีเพื่อคนไทย ตนนั้นได้พิสูจน์แล้วว่าหากได้รับการสนับสนุนที่ดี คนไทยก็ทำได้ คนไทยไม่แพ้ใคร คนไทยต้องไปได้ไกลกว่านี้

    จากนั้นในปี 2557 ตนนั้นเริ่มเข้าสู่เส้นทางการเมืองด้วยความมุ่งมั่นที่จะสานต่อให้คนไทยได้ใช้สิ่งดีๆ จากคนไทย แต่ปัญหามีมากกว่าที่ผมคิด ในขณะที่เรากำลังถามถึงอนาคต คนไทยหลายคนยังถามหาข้าวมื้อต่อไปของเค้า และนี่คือคนไทยจำนวนกว่า 3.4 ล้านคนที่ยังมีรายได้ไม่ถึงเดือนละ 3,000 บาท หลายคนเป็นผู้ป่วยติดเตียง ตนเห็นความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ ทางการศึกษาระหว่างเด็กที่อยู่ในเมืองและนอกเมืองอย่างชัดเจน

    ผมเห็นหลายครอบครัวล้มลงจากปัญหายาเสพติด ถึงแม้ว่าในการเลือกตั้งครั้งนั้น ตนจะไปไม่ถึงฝั่งฝันจากความอยุติธรรมทางการเมือง แต่ผมเข้าใจแล้วว่า เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีได้ จะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากหัวใจ หากปราศจากความเข้าใจในความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง และหากตนได้รับโอกาสอีกครั้ง ตนพูดกับตัวเองเสมอว่า ตนพร้อมที่จะทำด้วยใจอีกครั้งด้วยความเข้าใจในหัวใจของประชาชน

    และปี 2568 ตนก็ได้รับโอกาสอีกครั้งและครั้งนี้ ตนพร้อมแล้วที่จะบอกกับทุกคนว่า เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย ผมพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงความความหวังของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนให้เป็นความจริง ตนจะทำเพื่อคนไทยทุกคนให้ดีที่สุด

    'ยศชนัน' ประกาศพร้อมนั่งนายกฯ พลิกโฉมไทย ชูอธิปไตยเทคโนโลยี

    นอกจากนี้ ชาวเกษตรกรที่ผลผลิตทางการเกษตรของเขาจะมีราคาที่ดีขึ้น ความหวังที่ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ทำการเกษตรแล้วจะได้กำไร ความหวังที่เกษตรกร จะไม่ว่าจะล้มลงครั้งแล้วครั้งเล่าจากปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เขาต้องไม่ล้มลงอีก

    ความหวังของคนค้าขายที่วันนี้รอคอยกำลังซื้อ ความหวังของคนค้าขายที่รอการกลับมาของนักท่องเที่ยว ความหวังของ SME และ สตาร์ทอัพที่กำลังแข่งขันกับสินค้าจากต่างประเทศ รวมถึงความหวังของคนทำประมง ความหวังของครู ข้าราชการที่วันนี้รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ความหวังของประชาชนที่จะเข้าถึงการรักษาที่ดี แม้จะอยู่ในที่ห่างไกล ความหวังที่จะเดินทางได้อย่างสะดวก ปลอดภัยในราคาที่เหมาะสม

    ความหวังที่จะมีน้ำประปาที่สะอาด และไฟฟ้าส่องสว่างในทุกๆ ที่บนผืนแผ่นดินไทย และความหวังที่ลูกหลานของทุกคนที่จะอยู่อย่างปลอดภัยจากยาเสพติด ความหวังที่จะได้รับการดูแลจากรัฐในวันที่เค้าล้มลง และ 40 วันที่ผ่านมาในทุกเวทีแห่งความหวังในประเทศไทย 

    “การเดินทางครั้งนี้ผ่านไปด้วยเสียงหัวเราะ รอยยิ้มและคราบน้ำตา สายตาที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ และความหวังสุดท้ายคือการเดินทางมาหาผม เพื่อที่จะพูดว่า “ทำให้ได้นะลูก ช่วยแม่ด้วย” สายตาที่มาด้วยความห่วงใยมาเพื่อประคับประคอง เพราะเขาเคยรอดชีวิตด้วยนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค น้ำตาที่มาด้วยใจจากคุณยายที่ได้ครอบครัวคืนจากการปราบปรามยาเสพติดของพรรคไทยรักไทย น้ำตาที่ผ่านการต่อสู้มาด้วยกันของพี่น้องเสื้อแดง เสื้อตัวเดิมนำกลับมา เพื่อบอกกับลูกหลานคนนี้ว่าเขสยังอยู่เคียงข้างเราเสมอ สายตาที่มาเพื่อให้กำลังใจในวันที่ผมอ่อนล้า เพื่อที่จะเป็นกำลังใจให้ผมทำหน้าที่ให้ดีที่สุด”

    'ยศชนัน' ประกาศพร้อมนั่งนายกฯ พลิกโฉมไทย ชูอธิปไตยเทคโนโลยี

    นายยศชนัน กล่าวอีกว่า ตนไม่รู้ว่าตนจะอยู่บนโลกใบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน แต่นี่คือสิ่งที่ผมจะส่งมอบให้กับคนไทยทุกคนในอีก 4 ปีข้างหน้า เพื่อวันนี้ที่ดีที่สุดของคนไทย และตนจะทำให้ดีที่สุด เพื่อดึงเศรษฐกิจนอกระบบ เข้าสู่ระบบ เพิ่มฐานรายได้ให้กับประเทศ และวันนี้ประเทศไทยจะยืนอยู่อย่างสง่าผ่าเผยในเวทีโลกด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    และประเทศไทยจะให้โอกาสคนที่ล้มลงให้ลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง เราจะแก้หนี้ทั้งระบบ และดูแลกลุ่มเปราะบางให้ดีที่สุด เพราะเขาคือคนไทย นอกจากนี้เราจะการขยายฐานเกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมสะอาดมูลค่าสูง และบริการมูลค่าสูง เราจะยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพ เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และเศรษฐกิจการเงินทุกรูปแบบ

    เราจะวางโครงสร้างพื้นฐานทุกมิติเพื่อคนไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยในเวทีโลก เราจะบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติทั้งระบบ ประเทศไทยต้องไร้คอรัปชั่นด้วยรัฐบาลดิจิทัล ดูและประชาชนด้วยวิทยศาสตร์ข้อมูลอย่างเป็นธรรม

    และที่สำคัญที่สุด ประเทศไทยจะดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยแยกแห่งความหวังกำลังจะเปิดขึ้นมาแล้วในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ขอโอกาสพรรคเพื่อไทย

    พร้อมกับกล่าวทิ้งทายว่า “ขอดูแลคนไทยทุกคนอีกครั้ง ผมยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พร้อมแล้วที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย เพื่อประเทศไทยที่ยิ่งใหญ่ เปลี่ยนแปลงความหวังความฝันของพ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทยให้เป็นความจริง.”

    'ยศชนัน' ประกาศพร้อมนั่งนายกฯ พลิกโฉมไทย ชูอธิปไตยเทคโนโลยี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/737660&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r0orVdRnSs5txuq6BcfYW

  • ของดีจังหวัดสระแก้ว ‘ชมพู่คลองหาด’ GI น้องใหม่

    ของดีจังหวัดสระแก้ว ‘ชมพู่คลองหาด’ GI น้องใหม่

    อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การส่งเสริมและคุ้มครองสินค้า GI เป็นภารกิจสำคัญภายใต้นโยบาย Quick Big Wiก ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา โดยการขึ้นทะเบียน GI จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อบที่น่าเชื่อถือ พร้อมเชื่อมโยงสินค้าเข้าสู่ตลาดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าชุมชนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    สำหรับ ‘ชมพูคลองหาด’ เป็นสินค้า GI รายการใหม่ของจังหวัดสระแก้ว ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัดกว่า 70 ล้านบาทต่อปี โดยปลูกในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอคลองหาด อำเภอเขาฉกรรจ์ อำเภอเมืองสระแก้ว อำเภอวังน้ำเย็น อำเภอวังสมบูรณ์ อำเภอวัฒนานคร และอำเภออรัญประเทศ ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงและที่ราบเชิงเขาลาดเทไปยังตอนกลางของจังหวัด ดินระบายน้ำได้ดีและมีความอุดมสมบูรณ์จากการทับถมของตะกอนดินและอินทรียวัตถุที่น้ำพัดพาลงมาจากภูเขา โดยเฉพาะแร่ธาตุโพแทสเซียมที่ทำให้เนื้อชมพู่มีความแน่นและกรอบ ประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนชื้นสลับร้อนแล้ง อุณหภูมิค่อนข้างสูงตลอดทั้งปี ปริมาณฝนค่อนข้างน้อย ชมพู่คลองหาดจึงมีเนื้อแห้ง ไม่ฉำน้ำ แต่รสชาติเข้มข้นเป็นเอกลักษณ์ และผิวชมพู่มีสีแดงสดถึงแดงเข้มเนื่องจากแสงแดดในฤดูแล้ง 

    economic-business-thai-gi-sa-kaeo-rose-apple-fruit-SPACEBAR-Photo01.jpg

    economic-business-thai-gi-sa-kaeo-rose-apple-fruit-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ด้วยลักษณะพิเศษดังกล่าวทำให้ชมพู่คลองหาดได้รับการยอมรับในวงกว้าง สามารถจำหน่ายในราคาสูงกว่าชมพู่ทั่วไปประมาณ 2-3 เท่า โดยมีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 100 บาท สูงกว่าชมพู่ทั่วไปที่มีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 35 บาท และมีศักยภาพส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เช่นสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเจาะตลาดผู้บริโภคผลไม้ระดับพรีเมียม

    “การสนับสนุนสินค้า GI ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความเข้มแข้งให้กับเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน แต่ยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและความหลากหลายทางทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศอีกด้วย โดยหลังจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้าส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพมาตรฐานสินค้าและส่งเสริมการตลาดให้กับชมพู่คลองหาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรในพื้นที่”

    ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรหรือชุมชนท้องถิ่นที่มีสินค้าชุมชนที่มีอัตลักษณ์เชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ สามารถขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ได้ที่ศูนย์บริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาแบบครบวงจร (IP One) ชั้น 3 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน โทร. 1368

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-gi-sa-kaeo-rose-apple-fruit&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11SPRtU58WF8Gu8mJsYZZw

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    การใช้งานคุกกี้ของ ธปท.

    ธปท. มีการใช้คุกกี้ที่จำเป็นต่อการใช้งานหรือให้บริการเว็บไซต์ รวมทั้งมีการใช้คุกกี้อื่น (อาทิ คุกกี้เพื่อการใช้งานเว็บไซต์ คุกกี้เพื่อวิเคราะห์การประเมินผลใช้งานและการโฆษณา) เพื่อช่วยปรับปรุงหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือการให้บริการเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้น โดยหากท่านคลิก “ยอมรับการใช้งานคุกกี้ทุกประเภท” ถือว่าท่านยอมรับการใช้งานคุกกี้อื่นนอกจากคุกกี้ที่จำเป็นด้วย ซึ่งท่านสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้เพิ่มเติมได้จาก นโยบายการใช้คุกกี้ของ ธปท.

    คุกกี้ที่จำเป็น คุกกี้อื่น ทางเลือก
    ยอมรับ ยอมรับ
    ยอมรับ ปฏิเสธ

    คุกกี้ที่จำเป็นต่อการใช้งานหรือให้บริการเว็บไซต์

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการใช้งานหรือการให้บริการพื้นฐานของเว็บไซต์ ธปท. เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ

    คุกกี้อื่นเพื่อการใช้งานเว็บไซต์และเพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะช่วยให้เว็บไซต์ของ ธปท. จดจำผู้ใช้งาน และตัวเลือกต่าง ๆ ที่ท่านได้ตั้งค่าไว้ รวมทั้งช่วยให้เว็บไซต์ส่งมอบคุณสมบัติและเนื้อหาเพิ่มเติมให้ตรงกับการใช้งานของท่านได้ นอกจากนี้ คุกกี้ดังกล่าวยังทำให้เห็นการปฏิสัมพันธ์ของท่านในการใช้บริการเว็บไซต์ของ ธปท. และใช้วิเคราะห์ข้อมูลการใช้งาน เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์ และการนำเสนอบริการบนเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20260207.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HEgQkoSJ7b9AY4MUG9nj8

  • ลงพื้นที่ สายไหม ช่วย “เอกภพ”  ชูคนละครึ่งพลัสกระตุ้นเศรษฐกิจ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ลงพื้นที่ สายไหม ช่วย “เอกภพ” ชูคนละครึ่งพลัสกระตุ้นเศรษฐกิจ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/113289&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fQfw8sgJUJ_vHVKjf7yUF

  • โค้งท้าย! เจาะหุ้นรับเนื้อๆ ได้เน้นๆ หาก 3 พรรคใหญ่ ใครได้ฟอร์มรัฐบาล?

    โค้งท้าย! เจาะหุ้นรับเนื้อๆ ได้เน้นๆ หาก 3 พรรคใหญ่ ใครได้ฟอร์มรัฐบาล?

    ช่วงโค้งสุดท้ายของ การเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 8 ก.พ.2569 ถูกจับตาในฐานะปัจจัยชี้ทิศทาง ตลาดหุ้นไทย โดยความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และเสถียรภาพทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น มีแนวโน้มช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน และกระตุ้นเงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาด ขณะเดียวกัน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ถูกมองเป็นแรงส่งสำคัญต่อหุ้นกลุ่มบริโภคในประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการท่องเที่ยว ซึ่งอาจหนุน ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นในช่วงหลังเลือกตั้ง

    เกษม พันธ์รัตนมาลา ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หลังการเลือกตั้งและกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มตอบรับเชิงบวกในทุกฉากทัศน์ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองจะทยอยลดลง โดยเฉพาะกรณีที่พรรคการเมืองขั้ว “สีน้ำเงิน” หรือพรรคภูมิใจไทย และ “สีแดง” พรรคเพื่อไทย สามารถจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ มีโอกาสผลักดันดัชนี SET ทะลุระดับ 1,400 จุด

    ทั้งนี้ ประเมินว่า สูตรการจัดตั้งรัฐบาล มีความเป็นไปได้หลัก 2 แนวทาง ได้แก่

    1) การจับมือระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย โดยอาจมีพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วม

    2) การรวมตัวระหว่างพรรคประชาชน กับพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์ หากมีจำนวนที่นั่งรวมกันเกิน 250 เสียง

    สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้น กรณีพรรคภูมิใจไทยจับมือพรรคเพื่อไทยจะเป็นฉากทัศน์ที่ตลาดตอบรับเชิงบวกมากที่สุด เนื่องจากนักลงทุนมองเห็นความต่อเนื่องของนโยบายและการผลักดันงบประมาณได้รวดเร็ว ขณะที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจะช่วยหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของตลาดทุน

    ส่วนกรณีพรรคประชาชนเป็น แกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตลาดอาจต้องติดตามความชัดเจนของนโยบายในระยะต้น แต่คาดว่าจะเกิดช่วง “ฮันนีมูนพีเรียด” ที่นักลงทุนคลายความกังวลด้านการเมือง อีกทั้งนโยบายในรอบนี้ไม่ได้ถูกมองว่าสุดโต่งเหมือนที่ผ่านมา ทำให้แรงกดดันต่อตลาดมีจำกัด

    ในเชิงอุตสาหกรรม หากรัฐบาลนำโดยพรรคภูมิใจไทย กลุ่มที่คาดว่าจะได้อานิสงส์ ได้แก่ โรงแรม การท่องเที่ยว การส่งออก กลุ่ม SME และนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ที่เคยปรับตัวลงแรง โดยเฉพาะกลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว ซึ่งมีโอกาสได้รับแรงซื้อจากกระแสเงินทุนไหลเข้า ขณะที่อาจเห็นการสลับการลงทุนออกจากกลุ่มที่ปรับขึ้นมากแล้ว เช่น สื่อสารและธนาคาร

    แต่ทว่าหากพรรคประชาชนเป็นแกนนำ ตลาดอาจยังเน้นหุ้นเชิงรับ (Defensive) เช่น กลุ่มการแพทย์ พลังงานบางส่วน และธนาคาร

    ด้านกลยุทธ์การลงทุน มองว่าตลาดหุ้นไทยปรับฐานลงมามาก โดยปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนติดลบราว 10% และหากนับย้อนหลัง 3 ปี ลดลงประมาณ 25% ทำให้ความเสี่ยงขาลงค่อนข้างจำกัดจึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมหุ้นที่มีค่า Beta สูง เพื่อรับการฟื้นตัวหลังการเลือกตั้ง โดยเชื่อว่าตลาดมีแนวโน้มปรับขึ้นได้ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะออกมาในรูปแบบใด

    อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ มองว่าหลังการเลือกตั้งการเมืองไทยจะมีความชัดเจน และไม่น่าจะใช้เวลาจัดตั้งรัฐบาลนาน ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสตอบรับเชิงบวก โดยสถิติย้อนหลังชี้ว่า SET Index ในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังเลือกตั้ง มักให้ผลตอบแทนเฉลี่ย +1.2% ถึง +2.3% และมีโอกาสปรับขึ้น 67-80% โดยกลุ่มเด่นคือ การเงิน สื่อ อสังหาฯ และก่อสร้าง

    ขณะเดียวกัน เงินทุนต่างชาติ เริ่มไหลกลับหลังซื้อสุทธิ 2 เดือนติดเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี จากเงินดอลลาร์อ่อนค่าและความไม่แน่นอนในสหรัฐ หนุนโอกาสเงินไหลเข้าหุ้นไทยต่อเนื่อง เนื่องจากมูลค่าหุ้นยังไม่แพงและให้ปันผลราว 4% อย่างไรก็ตาม แม้ Downside ตลาดจำกัด แต่ทิศทางกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ยังไม่ฟื้น ทำให้ Upside ดัชนีอาจไม่ไกลเกิน 1,400 จุด

    ทั้งนี้ แนะนำ 3 ธีม หุ้นระยะสั้น ได้แก่ หุ้นรับอานิสงส์การเลือกตั้ง BJC, MTC, STECON, WHA หุ้นใหญ่ราคาต่ำรับเงินทุนไหลเข้า CRC, TRUE และ หุ้นปันผลเด่น AP, BBL โดยประเมินแนวรับ SET เดือนนี้ที่ 1,280-1,300 จุด และแนวต้าน 1,350 และ 1,380-1,400 จุด

    ทีมกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี ประเมินว่า การเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 8 ก.พ.2569 จะเป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดหุ้นไทยตอบรับเชิงบวก หลังคาดว่าจะได้รัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพระดับกลาง ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนและหนุนกระแสเงินทุนไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทย พร้อมคงเป้าหมายดัชนี SET สิ้นปีที่ 1,475 จุด บนสมมติฐานกำไรต่อหุ้น (EPS) 94 บาท และ PER 15.7 เท่า

    ทั้งนี้ ประเมินกรณีฐานว่าไม่น่ามีพรรคการเมืองใด ชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ โดย 3 พรรคหลักมีแนวโน้มได้ที่นั่งพรรคละราว 100-170 เสียง นำไปสู่รัฐบาลผสมที่มีเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 275 เสียง ซึ่งมีเสถียรภาพมากกว่ารัฐบาลรักษาการปัจจุบัน ขณะเดียวกัน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น มาตรการกระตุ้นการบริโภค การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และการลดค่าครองชีพ มีแนวโน้มเดินหน้าได้รวดเร็ว ไม่ว่าพรรคใดจะเป็นแกนนำ

    ในระยะสั้น 1-3 เดือนหลังเลือกตั้ง คาด SET มีโอกาสปรับขึ้นอย่างน้อย 3-5% โดยทิศทางตลาดจะขึ้นกับพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากพรรคประชาชนเป็นแกนนำ ตลาดอาจแกว่งตัวในกรอบ 1,280-1,400 จุด จากความกังวลต่อนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ขณะที่กรณีพรรคภูมิใจไทยนำรัฐบาล ตลาดมีแนวโน้มตอบรับเชิงบวกมากกว่าในกรอบ 1,345-1,450 จุด ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ คาด SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1,350-1,420 จุด

    ทั้งนี้ แนะนำกลยุทธ์ “Election Plays” เน้น 2 ธีมหลักที่ทุกพรรคสนับสนุน ได้แก่ กลุ่มบริโภคในประเทศรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีและสุขภาพ ซึ่งเป็น New S-Curve ของประเทศ โดยหุ้นเด่นประกอบด้วย ADVANC, GULF, AMATA, BDMS, CENTEL และ CPALL นอกจากนี้ยังมองบวกต่อกลุ่มธนาคาร ค้าปลีก ท่องเที่ยว การบิน และสื่อสาร ที่มีโอกาสรับอานิสงส์จากนโยบายรัฐบาลใหม่และการฟื้นตัวของ Fund Flow ต่างชาติ

    โค้งท้าย! เจาะหุ้นรับเนื้อๆ ได้เน้นๆ หาก 3 พรรคใหญ่ ใครได้ฟอร์มรัฐบาล?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1219976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0njWx1muSU64-iavbRWobj

  • “โก้ ศักดิ์ปรินทร์” พรรคเศรษฐกิจ ปลุกกระแสโค้งสุดท้ายบุกตลาดพี่ญาคนรุม

    “โก้ ศักดิ์ปรินทร์” พรรคเศรษฐกิจ ปลุกกระแสโค้งสุดท้ายบุกตลาดพี่ญาคนรุม

    ภูมิภาค

    “โก้ ศักดิ์ปรินทร์” พรรคเศรษฐกิจ ปลุกกระแสโค้งสุดท้ายบุกตลาดพี่ญาคนรุม

    วันเสาร์ ที่ 07 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.50 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศการหาเสียงวันสุดท้ายก่อนเลือกตั้งจริงที่จังหวัดปทุมธานีคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะที่ ตลาดพี่ญาคนรุม ปากซอย 13/3 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง เมื่อ นายศักดิ์ปรินทร์ เกษมธนพัฒน์ (โก้) ผู้สมัคร ส.ส. เขต 3 พรรคเศรษฐกิจ นำทีมงานสร้างสีสันจัดเต็มมัดใจชาวคลอง
        
    ทีมงานผู้ช่วยหาเสียงต่างแต่งกายด้วย ชุดไทยย้อนยุค อันงดงาม และที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือ “ตัวละครเปาบุญจิ้น” ที่เดินถือป้ายรณรงค์ สื่อถึงความซื่อสัตย์ ยุติธรรม และการรักษากฎหมาย เนื่องจากเป็นวันหยุดและเป็นช่วงโค้งสุดท้าย ประชาชนจำนวนมากที่มาเดิน “ตลาดพี่ญาคนรุม” ต่างให้ความสนใจ เข้ามาทักทายและขอถ่ายรูปกับขบวนหาเสียงอย่างเป็นกันเอง ทำให้บรรยากาศในตลาดเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความคึกคัก
      
    นายศักดิ์ปรินทร์ หรือ “โก้” ได้เน้นย้ำนโยบายหลักของพรรคเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาปากท้องของชาวคลองหลวงเขตเทศบาลเมืองท่าโขลงและ อบต.คลองสาม สนับสนุนพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยและเกษตรกรในพื้นที่ให้มีช่องทางการตลาดที่กว้างขึ้น  ปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจชุมชนเพื่อให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น ใช้นโยบายการบริหารงานที่ตรวจสอบได้จริงตามหลักธรรมาภิบาล
      
    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายศักดิ์ปรินทร์ได้ใช้โทรโข่งรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งใน วันพรุ่งนี้ (วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569) อย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อเลือกตัวแทนที่พร้อมทำงานและเข้าใจปัญหาของชาวเขต 3 อย่างแท้จริง  ประชาชนในตลาดต่างขานรับและยืนยันว่าจะออกไปใช้สิทธิแน่นอน เพราะอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาทางเศรษฐกิจในพื้นที่

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/465276&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1szBeQFI_UrWRdgb8YgrF4

  • รทสช. ลุยทั่วกรุง “พีระพันธุ์” ขอคะแนนคนเยาวราช ชูหาเสียงบริสุทธิ์ มั่นใจเศรษฐกิจฟื้น

    รทสช. ลุยทั่วกรุง “พีระพันธุ์” ขอคะแนนคนเยาวราช ชูหาเสียงบริสุทธิ์ มั่นใจเศรษฐกิจฟื้น

    โค้งสุดท้าย พรรครวมไทยสร้างชาติ ลุยทั่วกรุง “พีระพันธุ์” หนุน “พลัฏฐ์” ขอคะแนนคนเยาวราช ชู หาเสียงบริสุทธิ์ มั่นใจเศรษฐกิจฟื้น นักท่องเที่ยวคึกคัก

    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายอดิศร โพธิ์อ่าน รองโฆษกพรรค ลงพื้นที่เขตสัมพันธวงศ์ บริเวณถนนเยาวราช เพื่อช่วย นายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 1 (พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ และบางรัก) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

    บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากถนนเยาวราชเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญ มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในพื้นที่ต่างให้การต้อนรับนายพีระพันธุ์ พร้อมร่วมทักทายและให้กำลังใจตลอดเส้นทางการลงพื้นที่

    นายพีระพันธุ์ ระบุว่า วันนี้พรรครวมไทยสร้างชาติได้ตระเวนลงพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด เนื่องจากเหลือเวลาอีกเพียงวันเดียวก่อนการเลือกตั้ง พร้อมย้ำว่า การหาเสียงของพรรคเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ และยึดแนวทางการพบปะประชาชนโดยตรง ไม่ใช้วิธีการอื่นที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นแนวทางที่ตนยึดถือมาตั้งแต่เข้าสู่การเมือง

    นายพีระพันธุ์ ระบุว่า การเดินพบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่เยาวราช นอกจากได้สอบถามสารทุกข์สุกดิบของผู้ประกอบการแล้ว ยังได้พบกับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบรรยากาศเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ช่วยให้การค้าขายคึกคัก พร้อมขอบคุณประชาชนทุกคนที่ให้การต้อนรับและกำลังใจ และเชิญชวนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ ขอให้เลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ เบอร์ 6 ทั้งประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2912697&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26QuBmS6wh6qgGgfCLXDHs

  • ไทยน่าห่วง! หากขาดนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ ชี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองฉุด GDP โตต่ำ 

    ไทยน่าห่วง! หากขาดนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ ชี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองฉุด GDP โตต่ำ 

    นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงตลาดทุนไทยในภาวะปัจจุบันว่า ตลาดทุนไทยกำลังอยู่ในจุดที่มีการแข่งขันสูงกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้านในกลุ่ม Emerging Market ท่ามกลางความคาดหวังต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเงินทุนและความเชื่อมั่นนักลงทุน

    อย่างไรก็ตามหลังได้รัฐบาลใหม่ ตลาดหลักทรัพย์เตรียมเสนอแนวทางสำคัญเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและเพิ่มความสามารถแข่งขันของตลาดทุนไทย

    โดยประเด็นเร่งด่วน คือ แนวทางการขับเคลื่อนตลาดทุนไทยเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ภายหลังการเลือกตั้ง โดยระบุว่ามีประเด็นสำคัญที่เตรียมผลักดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม คือ การผลักดันร่างกฎหมาย Thailand Individual Savings Account หรือ TISA ซึ่งเป็นกลไกการออมที่ค้างมาตั้งแต่ช่วงก่อนการยุบสภา

    โดยมองว่า TISA จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งตลาดทุนและประชาชนในระยะยาว ช่วยให้การบริหารจัดการเงินออมมีความมั่นคงและสร้างความเชื่อมั่นได้มากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงข้อได้เปรียบของ TISA เมื่อเทียบกับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ในอดีตว่า ที่ผ่านมาว่า ตลาดทุนมักประสบปัญหาทุกครั้งเมื่อ LTF ครบกำหนดอายุการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี จนนำไปสู่ความกังวลเรื่องแรงเทขายและการต้องพิจารณาต่ออายุสิทธิประโยชน์เป็นคราวๆ ไป แต่สำหรับ TISA ถูกออกแบบมาให้มีความต่อเนื่องและมีสถานะเป็นมาตรการถาวร (Permanent) ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพของตลาดทุนอย่างมหาศาล

    ขณะเดียวกันก็ต้องการเห็นการผลักดันแก้ไขข้อกฎหมายเพื่อยกระดับความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) ในตลาดทุน โดยเฉพาะการเพิ่มอำนาจให้กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

    ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญคือการส่งเสริมให้หน่วยงานกำกับดูแลมีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษผู้ที่มีพฤติกรรมอันเป็นผลเสียต่อตลาดทุนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าในกระบวนการตัดสินใจและการลงโทษ ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนสู่ตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ยังเตรียมนำเสนอแนวคิดดึงธุรกิจใหม่เข้าสู่ตลาดทุน ผ่านโครงการ BOI to IPO เพื่อเน้นการดึงดูดธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New Economy) และเซกเตอร์ที่อยู่ในความสนใจของตลาดโลก เข้ามาจดทะเบียนเพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับตลาดทุนไทยเพิ่มมากขึ้น

    นายอัสสเดชชี้ให้เห็นถึงจุดเปราะบาง ของตลาดหุ้นไทย ด้วยว่า หากพิจารณาย้อนหลังไป 30 ปี จะพบว่ารายชื่อบริษัทในดัชนี SET50 แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ที่มีการหมุนเวียนบริษัทใหม่ๆ เข้ามาแทนที่รายเดิมกว่า 90% โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI Technology

    และจากการที่ประเทศไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงในปีที่ผ่านมา ดังนั้นตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงเล็งเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงธุรกิจเหล่านี้เข้าสู่ตลาดทุน โดยมีกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ศูนย์จัดเก็บข้อมูล (Data Center) ธุรกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีการลงทุนขนาดใหญ่ที่สุด

    เป้าหมายของ BOI to IPO คือการหาวิธีดึงดูดให้ธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมที่น่าสนใจเหล่านี้ ใช้ประโยชน์จากตลาดทุนไทยในการระดมทุน เพื่อสร้างโอกาสให้นักลงทุนในประเทศสามารถเข้าถึงและร่วมลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคตได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

    ส่วนความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ทางการเมือง กรณีการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจประกอบด้วยพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค นายอัสสเดช ระบุว่า  จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ประเทศไทยคุ้นเคยกับการมีรัฐบาลในรูปแบบพรรคร่วมมาโดยตลอด ซึ่งในมุมมองของนักลงทุนต่างชาตินั้นมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้และไม่ได้เป็นปัจจัยที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุน

    และจากการรับฟังความคิดเห็นของนักลงทุนต่างชาติ พบว่าส่วนใหญ่มองสถานการณ์การเมืองไทยในลักษณะ “Same same” หรือยังคงเหมือนเดิม โดยเชื่อมั่นว่าไม่ว่ารัฐบาลพรรคร่วมจะออกมาในรูปแบบใด ภาคธุรกิจจะยังสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นนโยบายจากรัฐบาลชุดใดที่มุ่งสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

    อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือการขาดนโยบายที่ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม โดยระบุว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศไทยไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพที่ควรจะเป็น

    เราเห็นตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยคงอยู่ที่ประมาณ 2-3% มาอย่างยาวนาน ทั้งที่ในความเป็นจริง ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ชัยภูมิทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงศักยภาพของบุคลากรไทย เรามีความสามารถที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้สูงกว่านี้มาก หากได้รับแรงหนุนจากนโยบายที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/267883&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HtTY19ihoJHJ_r_HwLeCZ

  • ตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ GDP หาย 9 หมื่นล้าน เอกชนจี้จบใน 30 วัน

    ตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ GDP หาย 9 หมื่นล้าน เอกชนจี้จบใน 30 วัน

    ตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ GDP หาย 9 หมื่นล้าน เอกชนจี้จบใน 30 วัน

    ภาคเอกชนส่งสัญญาณเตือนชัด หากการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. ยืดเยื้อเกิน 2–3 เดือน อาจกระทบผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ราว 0.3–0.5% หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 5.5–9.5 หมื่นล้านบาท จากแรงกระทบต่อความเชื่อมั่น การชะลอการลงทุน และความล่าช้าในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า ภาคธุรกิจไม่ได้กังวลว่าใครจะเป็นรัฐบาล แต่กังวลว่าการเมืองจะนิ่งเร็วแค่ไหน ทุกวันที่ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เศรษฐกิจก็รอไม่ได้เช่นกัน หากยืดเยื้อเกิน 2–3 เดือน ความเสียหายไม่ได้มีแค่ตัวเลข GDP แต่กระทบความเชื่อมั่นระยะยาวด้วย

    เขาระบุว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันในภูมิภาค การปล่อยให้เกิดสุญญากาศทางนโยบายจะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ “ตอนนี้ไทยเหมือนคนป่วย ถ้าหมอยังเถียงกันว่าใครจะรักษา คนไข้ก็อาการหนักขึ้นเรื่อย ๆ”

    เปิด 3 ฉากทัศน์หลังเลือกตั้ง

    ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนประเมินไว้ 3 ฉากทัศน์หลักหลังเลือกตั้ง โดยกรณีดีที่สุดคือพรรคใดพรรคหนึ่งชนะขาดหรือสามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วภายใน 30 วัน “ความชัดเจนคือหัวใจ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต้องการเห็นทิศทางที่แน่นอนอย่างน้อย 4 ปี”

    สำหรับฉากทัศน์ที่สอง คือรัฐบาลผสมที่ตกลงกันได้เร็ว แม้ต้องเจรจาต่อรองแต่ยังถือว่าเป็นบวก หากมีโครงสร้างทีมเศรษฐกิจชัดเจนและนโยบายไม่ขัดแย้งกันมาก “รัฐบาลผสมไม่ใช่ปัญหา ถ้าคุยกันจบเร็วและมีวินัยการคลังชัด ตลาดก็รับได้” นายวิศิษฐ์กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ฉากทัศน์ที่สาม ซึ่งภาคธุรกิจมองว่าเสี่ยงที่สุด คือกรณีเสียงสูสีหรือเจรจายืดเยื้อจนตั้งรัฐบาลล่าช้า “ถ้าเกิน 60 วัน จะเริ่มเห็นผลกระทบชัด นักลงทุนชะลอ งบประมาณล่าช้า และกิจกรรมทางเศรษฐกิจสะดุดทันที” เขากล่าว พร้อมระบุว่า ความเสียหายอาจแตะระดับหลายหมื่นล้านบาทในระยะสั้น

    เสถียรภาพ คือเงื่อนไขตั้งต้น

    ในมุมวิชาการ รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า เสถียรภาพของรัฐบาลเป็นเงื่อนไขตั้งต้นของนโยบายเศรษฐกิจ “ต่อให้มีนโยบายดีแค่ไหน หากรัฐบาลไม่มีเสียงสนับสนุนเพียงพอ ก็ผลักดันได้ยาก ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะสะท้อนผ่านตลาดทุนทันที”

    ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงเปราะบาง “ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อเหมือนในอดีต ความเชื่อมั่นจะหายไปเร็ว และใช้เวลาฟื้นนานกว่าตัวเลข GDP มาก”

    จี้ปิดดีลใน 30 วัน

    ภาคเอกชนจึงเรียกร้องให้พรรคการเมืองเร่งเจรจาจัดตั้งรัฐบาลให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน พร้อมประกาศทิศทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนทันทีหลังจัดตั้ง ทั้งมาตรการกระตุ้นระยะสั้น การดูแลหนี้ครัวเรือน และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

    “เราไม่ได้เลือกข้างพรรคการเมือง แต่เราเลือกความชัดเจนและเสถียรภาพ เพราะทุกวันที่การเมืองชะงัก คือโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประเทศเสียไปจริง ๆ” นายเกรียงไกรกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/650946&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10vTjMD8hu018kMZuGWqrQ

  • พิเชษฐ ชี้เลือกตั้งครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย วิชชั่นใหม่ พร้อมร่วมทุกพรรคแก้หนี้ประชาชน

    พิเชษฐ ชี้เลือกตั้งครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย วิชชั่นใหม่ พร้อมร่วมทุกพรรคแก้หนี้ประชาชน

    พิเชษฐ ชี้เลือกตั้งครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย วิชชั่นใหม่ พร้อมร่วมทุกพรรคแก้หนี้ประชาชน

    วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.53 น.

    “พิเชษฐ” ชี้เลือกตั้งครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย “วิชชั่นใหม่”พร้อมร่วมทุกพรรคแก้หนี้ประชาชน

    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 นายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ หมายเลข 24 กล่าวถึงการเดินสายปราศรัยขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนที่ผ่านมาตลอดว่า พรรคได้ลงพื้นที่พบประชาชนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และได้รับการตอบรับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้พรรคมีความมั่นใจว่าจะสามารถมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าสู่สภาได้ตามเป้าหมาย และพร้อมมีบทบาทร่วมจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง เพื่อผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งลดภาระประชาชน โดยเฉพาะนโยบาย “การเงินไร้ดอกเบี้ย” ที่ออกแบบมาเพื่อลดภาระหนี้ครัวเรือน เพิ่มโอกาสให้ประชาชนรายได้น้อย ผู้ประกอบการรายเล็ก และกลุ่มอาชีพที่มีภาระหนี้สูงสามารถเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม

    นายพิเชษฐ กล่าวว่าการดำเนินนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมของพรรควิชั่นใหม่ โดยเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมสวิสโฮเทล กรุงเทพฯ ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสันนิบาตสหกรณ์และเครือข่ายสหกรณ์ สมาคมที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกสหกรณ์ครู และ กองทุน SADA Holding Asia ซึ่งตนทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา โดยกองทุนดังกล่าวเป็นกองทุนลงทุนต่างประเทศในเครือบริษัทลงทุนจากตะวันออกกลางที่ดำเนินแนวทาง Interest-Free Finance (การเงินไร้ดอกเบี้ย) ใช้รูปแบบกองทุนเข้าซื้อพอร์ตหนี้จากเจ้าหนี้เดิม แล้วปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ในเงื่อนไขที่ช่วยลดภาระลูกหนี้ ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายดำเนินโครงการ ปรับโครงสร้างหนี้ครูในระบบสหกรณ์จำนวนหลายแสนราย โดยกองทุนจะเข้าซื้อหนี้จากสถาบันเจ้าหนี้เดิมและจัดทำสัญญาใหม่ภายในระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ การลดภาระหนี้คงเหลือเฉลี่ยประมาณ 50% และปรับเป็นสัญญา ผ่อนชำระแบบไม่มีดอกเบี้ยจนหมดหนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเครดิตทางการเงินได้เร็วขึ้น

    “ปัญหาหนี้ครูถือเป็นหนึ่งในปัญหาโครงสร้างหนี้ครัวเรือนสำคัญของประเทศ ปัจจุบันมีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นหนี้มากกว่า 900,000 ราย คิดเป็นประมาณ 80% ของครูทั้งประเทศ และมีมูลค่าหนี้รวมราว 1.4 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 1.5–3 ล้านบาทต่อคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและสถาบันการเงินของรัฐ หากผมมีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ในสภา จะผลักดันนโยบายนี้เพื่อให้ครูซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายแรกของนโยบายสามารถปลดภาระหนี้สินได้ในที่สุด” นายพิเชษฐกล่าว

    หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางความร่วมมือกับกองทุนการเงินไร้ดอกเบี้ยดังกล่าวสะท้อนนโยบายเศรษฐกิจของพรรคที่ต้องการแก้ปัญหาหนี้สินเชิงโครงสร้างด้วยกลไกการเงินรูปแบบใหม่ ไม่ใช่เพียงมาตรการพักหนี้ระยะสั้น โดยใช้ความร่วมมือระหว่างกองทุนต่างประเทศ ภาคสหกรณ์ และองค์กรทางการเงินทางเลือก เพื่อสร้างโมเดลแก้ปัญหาหนี้ที่สามารถขยายผลสู่กลุ่มอาชีพอื่นในอนาคต

    นายพิเชษฐ ย้ำว่าพรรควิชชั่นใหม่พร้อมทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมืองที่มีเป้าหมายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและหนี้สินของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางนโยบายเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ขณะที่ประชาชนทั่วประเทศกำลังจับตาผลการเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะมีผลต่อสมดุลการเมืองและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดต่อไปอย่างใกล้ชิด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ‘วิชชั่นใหม่’มาแล้ว!‘พิเชษฐ สถิรชวาล’นำทัพตั้งพรรคน้องใหม่ ชูนโยบาย‘โปร่งใส’แก้ทุจริต

    จับตากลุ่มวิชชั่นใหม่! 'พิเชษฐ์ สถิรชวาล' เปิดตัวสู้ศึกเลือกตั้ง จัดเวทีใหญ่ประกาศ 3 ทางออกประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/945720&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TW3XhoWqWkpTYmtMtpmJz