Category: เศรษฐกิจ

  • เลือกตั้ง 2569 : เปิด 51 ผู้สมัคร สส. ศาลฎีกาสั่งถอนรายชื่อ

    เลือกตั้ง 2569 : เปิด 51 ผู้สมัคร สส. ศาลฎีกาสั่งถอนรายชื่อ

    วันนี้ (7 ก.พ. 2569) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ประกาศกรณีศาลฎีกามีคำสั่งให้ถอนรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 31 คน

    พบเป็นผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรม 4 คน พรรคปวงชนไทย 3 คนไทยก้าวใหม่ 2 คน พรรครักชาติ 2 คน พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 2 คน พรรคไทยพร้อม 2 คน พรรคเศรษฐกิจ 2 คน พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 คน ประชาธิปัตย์ 1 คน พรรคพลังประชารัฐ 1 คน พรรคพลังธรรมใหม่ 1 คน พรรคเป็นธรรม 1 คน พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย 1 คน พรรครวมพลังประชาชน 1 คน พรรคใหม่ 1 คน พรรคทางเลือกใหม่ 1 คน พรรคฟิวชั่น 1 คน พรรคไทยธรรม 1 คน พรรค ไทยรวมไทย 1 คน พรรค พรรคไทยชนะ 1 คน ดังนี้

    1.นายสมโชค จันทร์ทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 2 พรรคพลังธรรมใหม่

    2.นายสมัครสุนทรเวทย์ ปรีชาชัยวัฒน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 59 พรรคไทยก้าวใหม่

    3.นายโชคชัย จันทร์วิเศษ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 9 พรรคเป็นธรรม

    4.นายสมพร ขวัญเนตร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 7 พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย

    5.น.ส.ชัญญพัชร์ โมอินทร์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 3 พรรครวมพลังประชาชน

    6.นายเปี่ยมศักดิ์ คุณากรประทีป ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 40 พรรคไทยก้าวใหม่

    7.นายไชยยศ จิระเมธากร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 29 พรรคประชาธิปัตย์

    8.นายเทวภัทร พรมเอี่ยม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 20 พรรครักชาติ

    9.ส.ต.สมยศ นุริตานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 17 พรรคครูไทยเพื่อประชาชน

    10.นายธนวิชญ์ พานแก้ว ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 23 พรรคปวงชนไทย

    11.นายวิชัย แซ่เตีย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 4 พรรคไทยพร้อม

    12.นายไพบูลย์ ลิ่มรัตนะมงคล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 32 พรรคใหม่

    13.นายรพี ขาวทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 17 พรรคทางเลือกใหม่

    14.พล.อ.เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 10 พรรคกล้าธรรม

    15.นายเลิศบุตร บูรณะคุณาภรณ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 98 พรรคกล้าธรรม

    16.นายพุทธชาติ ช่วยราม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 10 พรรคพลังประชารัฐ

    17.นายปรัชวินทร์ ภาสย์วชิรานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7 พรรคไทยพร้อม

    18.นายวุฒิไกร ศรีจันไชย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 49 พรรคเศรษฐกิจ

    19.ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 31 พรรคกล้าธรรม

    20.น.ส.พนัชกรณ์ ตุลานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 38 พรรครวมไทยสร้างชาติ

    21.น.อ.พิเศษ ปริญ ไชยเสวกวิ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 53 พรรคเศรษฐกิจ

    22.นายกัมชัย อภิโชครตนกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7 พรรคไทยธรรม

    23.นายสมชาติ อ่อนประดิษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9 พรรคฟิวชั่น

    24.นายวชิรชัย คงชัย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 22 พรรคปวงชนไทย

    25.นายพร้อมพณ ทินวงศ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 26 พรรคปวงชนไทย

    26.น.ส.วาเลน ชื่นโชคสันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 64 พรรครวมไทยสร้างชาติ

    27.นายชญาศักดิ์ พูลทรัพย์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 20 พรรคไทยชนะ

    28.นายโยธิน วรารัศมี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 70 พรรคกล้าธรรม

    29.นายชัยนครินทร์ ศรีกุลโรจน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 พรรคไทยรวมไทย

    30.น.ส.วริสรา พังงา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 18 พรรครักชาติ

    31.นายเศรษฐศิษฎ์ ณุวงค์ศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3 พรรคครูไทยเพื่อประชาชน

    สำหรับผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตที่ถูกศาลฎีกาถอนรายชื่อนั้น มีจำนวน 20 คน พบเป็นผู้สมัครพรรคกล้าธรรม 6 คน พลังประชารัฐ 3 คน พรรคเพื่อไทย 2 คน พลวัต 2 คน ไทยสร้างไทย 2 คน ไทยก้าวใหม่ 2 คน พรรคประชาชน 1 คน ประชาธิปัตย์ 1 คน พรรคเพื่อบ้านเมือง 1 คน ดังนี้

    1.นายฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ จ.นครราชสีมา เขต 13 หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม

    2.น.ส.ชญานันท์ จินดาเจี่ย จ.ราชบุรี เขต 3 หมายเลข 8 พรรคเพื่อไทย

    3.นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ จ.ตาก เขต 3 หมายเลข 6 พรรคประชาชน

    4.นายพสิษฐ์ คำชัย จ.ชัยภูมิ เขต 2 หมายเลข 7 พรรคกล้าธรรม

    5.นายชลสิทธิ แก้วยะรัตน์ จ.ภูเก็ต เขต 2 หมายเลข 1 พรรคกล้าธรรม

    6.น.ส.วันใหม่ ทรงศิลสอาด จ.ระยอง เขตที่ 4 หมายเลข 4 พรรคพลังประชารัฐ

    7.นายกิตษณัฐ อินทร์พรหม จ.นครศรีธรรมราช เขต 3 หมายเลข 4 พรรคเพื่อไทย

    8.นายปฏิพัทธ์ เมืองสุวรรณ์ จ.นครศรีธรรมราช เขต 3 หมายเลข 9 พรรคพลวัต

    9.นายบุญเสริม หัตถยานนท์ จ.นครศรีธรรมราช เขต 4 หมายเลข 9 พรรคเพื่อบ้านเมือง

    10.นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ จ.นครศรีธรรมราช เขต 7 เบอร์ 3 พรรคกล้าธรรม

    11.น.ส.ณัฐธัญรดี ปรีณาภาชัยสิริ จ.ชลบุรี เขต 6 หมายเลข 12 พรรค ไทยสร้างไทย

    12 นายหร้าหมาน คลเรียน จ.พังงา เขต 1 หมายเลข 6 พรรคพลวัต

    13.นายสมชัย นันทาภิรัตน์ จ.พระนครศรีอยุธยา เขต 5 หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม

    14.นายกิตติพัทธ์ แก้วใส จ.อุตรดิตถ์ เขต 1 หมายเลข 7 พรรคพลังประชารัฐ

    15.นายณัฐพงษ์ สาโรจน์ จ.สุราษฎร์ธานี เขต 6 หมายเลข 7 พรรคไทยก้าวใหม่

    16.นายชาติชาย จันทร์สวย จ.อุดรธานี เขต 10 หมายเลข 6 พรรคประชาธิปัตย์

    17.นายสิทธิ โสพสิงห์ จ.อำนาจเจริญ เขต 2 หมายเลข 1 พรรคพลังประชารัฐ

    18.นายชัยยุตต์ เกิดหลำ จ.สระบุรี เขต 2 หมายเลข 6 พรรคกล้าธรรม

    19.ร.ต.พงศภัค ภูริสิทธิพล จ.นครราชสีมา เขต 5 หมายเลข 3 พรรคไทยก้าวใหม่

    20.นายณัฐนิพัท กองพัทธนันท์ จ.ชลบุรี เขต 2 หมายเลข 8 พรรคไทยสร้างไทย

    ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ชี้แจงกรณีคำสั่งถอนรายชื่อผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อจะไม่กระทบกับการลงคะแนนเลือกพรรค เพราะกฎหมายกำหนดให้ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อพรรคละ 1 บัญชีไม่เกิน 100 รายชื่อ ดังนั้นการถอนรายชื่อผู้สมัครรายใดก็ไม่กระทบกับพรรค ยังสามารถเลือกพรรคได้ตามปกติ

    ส่วนผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตจำนวน 20 คน กรรมการเลือกตั้งประจำหน่วยจะมีการขีดคร่อมชื่อ สส.คนดังกล่าวที่หน้าหน่วย เพื่อให้ประชาชนมาใช้สิทธิได้ตรวจสอบไม่ให้กาลงคะแนน เพราะจะกลายเป็นบัตรเสีย ส่วนผู้เลือกตั้งล่วงหน้า หรือ นอกราชอาณาจักรไปก่อนหน้านี้คะแนนของ สส.แบ่งเขต ทั้ง 20 คน ก็เป็นบัตรเสียเช่นกัน

    อ่านข่าว :

    เลือกตั้ง 2569 : “ศาลฎีกา” สั่งถอนชื่อ 27 ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เพราะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

    เลือกตั้ง 2569 : กกต.ยันพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. – อย่ากาคนโดนตัดสิทธิ

    เลือกตั้ง 2569 : ศาลฎีกาสั่งถอนรายชื่อเพิ่ม 3 ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ – 18 ผู้สมัคร สส.เขต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/501914&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2abFBoGa_n9KliTWJ1JivK

  • ยุโรปไม่ใช่เบี้ยล่างของสหรัฐ

    ยุโรปไม่ใช่เบี้ยล่างของสหรัฐ

    ภาพ: Make America great again

    เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์

    วิเคราะห์: นายกฯ เยอรมันประกาศส่งเสริมและใช้พลังอำนาจทางทหารกับเศรษฐกิจ ซึ่งจำต้องพัฒนาและขยายกองทัพ เน้นใช้อำนาจเศรษฐกิจเพื่อความมั่นคงแห่งชาติมากกว่าการค้า ความมั่นคงอยู่เหนือหลักการค้าเสรีกับข้อตกลงต่างๆ เรื่องนี้ตรงตามแนวทางของทรัมป์ ยึดทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม สร้างพลังอำนาจของยุโรป (ไม่รวมสหรัฐ)

    นายกฯ เมิร์ซ กล่าวว่า เราขอเสนอ “ชุดคุณค่าหรือระเบียบแบบใหม่” ที่ดีกว่าลัทธิจักรวรรดินิยมและระบอบอัตตาธิปไตยในโลก (imperialism and autocracy) นานาชาติเข้าเป็นหุ้นส่วนในด้านต่างๆ กับเราได้ รวมทั้งอุดมคติของเรา ด้วยความเคารพต่อกัน ซื่อสัตย์และไว้วางใจได้ (ไม่กลับไปกลับมา คาดเดาไม่ได้)

    วิเคราะห์: น่าสนใจที่ผู้นำเยอรมันใช้คำว่า “ลัทธิจักรวรรดินิยม” ที่ปกติจะหมายถึงรัสเซียกับจีน แต่กรณีนี้หมายถึงรัฐบาลทรัมป์ เป็นเรื่องใหม่ที่รัฐบาลเยอรมันกล้าใช้คำนี้กับสหรัฐ สอดคล้องกับการนำเสนอของสื่อตะวันตกหลายสำนัก

    ที่สำคัญคือ คำพูดนี้เท่ากับเอาสหรัฐออกจากฝ่ายประชาธิปไตย บัดนี้เยอรมนี ยุโรปตะวันตก คือฝ่ายประชาธิปไตย ส่วนสหรัฐกลายเป็นอีกพวก ฝ่ายประชาธิปไตยยุโรปคือทางเลือกใหม่ของนานาชาติ เป็นมุมมองใหม่ที่นาโตยุโรปนำเสนอต่อประชาคมโลก

    ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม:

    ยุโรปต้องยอมรับและยึดถือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) สร้างพลังอำนาจของยุโรป (ไม่รวมสหรัฐ) เป็นการย้ำว่าโลกปัจจุบันใช้กฎแห่งป่า ต้องมีอำนาจมากพอจึงจะอยู่รอด และเล็งถึงสหรัฐที่กำลังใช้สัจนิยมอย่างเข้มข้น ก่อความขัดแย้งกับหลายสิบประเทศทั่วโลก ทั้งเรื่องภาษี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    ที่น่าตกใจอีกเรื่องคือ ท่ามกลางกระแสตึงเครียดระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับยุโรป เยอรมนีเรียกร้องให้ยุโรปลุกขึ้นต่อต้านการครอบงำของสหรัฐ ขอให้ตระหนักและยอมรับความจริงนี้

    พันธมิตรหรือหุ้นส่วนที่เปราะบาง:

    เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า รัฐบาลทรัมป์พร้อมที่จะยกเลิกข้อตกลงฝ่ายเดียว ไม่สนใจความร่วมมือระดับโลกหากคิดว่าไม่ได้ประโยชน์มากพอ สหรัฐอยากได้แคนาดากับกรีนแลนด์เป็นของตน ทั้งๆ ที่แคนาดากับเดนมาร์กเป็นสมาชิกนาโต (ตามสนธิสัญญาชาตินาโตต้องปกป้องพวกเดียวกัน บัดนี้สหรัฐที่เป็นสมาชิกนาโตกำลังข่มขู่คุกคามพวกนาโตด้วยกัน) ควรย้ำว่านาโตคือเสาหลักความมั่นคงของตะวันตกที่ยืนยาวตั้งแต่สมัยสงครามเย็น แต่องค์กรแบบอย่างนี้เปลี่ยนไปแล้ว

    บัดนี้ความเป็นพันธมิตรหรือหุ้นส่วนจึงเปราะบาง ไม่แน่นอน คาดเดาไม่ได้ตามสไตล์ทรัมป์ ทุกอย่างขึ้นกับการเจรจาต่อรอง ผลประโยชน์ที่สหรัฐคาดหวัง วันนี้เป็นพันธมิตรพรุ่งนี้อาจเป็นศัตรู

    ควรสรุปว่าไม่ใช่ยุโรปที่ไม่อยากเป็นพันธมิตรหรือหุ้นส่วน แต่อยู่ที่รัฐบาลสหรัฐว่าต้องการเป็นพันธมิตรด้วยหรือไม่ และควรตั้งคำถาม “คำว่าพันธมิตรของสหรัฐหมายถึงอะไรกันแน่”

    ต่อต้านการครอบงำแต่ไม่ตัดขาด:

    นายกฯ เมิร์ซพูดชัดเจนว่ายุโรปตั้งใจร่วมมือกับสหรัฐภายใต้กรอบนาโตต่อไป แต่ไม่ใช่ “ลูกน้อง” (subordinate) ที่ต้องรับคำสั่ง ชาติยุโรปมีอธิปไตย มีผลประโยชน์ของตัวเองที่ต้องรักษาไม่ต่างจากสหรัฐ

    ในขณะเดียวกันพันธมิตรนาโตยังคงอยู่ ยุโรปจะพยายามร่วมมือกับสหรัฐต่อไปในฐานะหุ้นส่วนกับพันธมิตร

    นาโตคือพันธมิตรความมั่นคงโดยเฉพาะความมั่นคงทางทหาร ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด ณ ตอนนี้ยุโรปยังต้องผูกติดการป้องกันประเทศเข้ากับสหรัฐ และหนึ่งในหัวข้อสำคัญคือยุทธศาสตร์ป้องปรามนิวเคลียร์

    ตั้งแต่แรกยุโรปพึ่งพาการป้องกันนิวเคลียร์จากสหรัฐซึ่งสำคัญมากในสมัยสงครามเย็น แต่แนวทางนี้กำลังขยับตัว นายกฯ เมิร์ซกล่าวว่าเยอรมนีหวังเพิ่มบทบาทปกป้องนิวเคลียร์ ที่สอดคล้องทำงานร่วมกับการป้องปรามนิวเคลียร์ของสหรัฐ (ปัจจุบันเป็นระบบที่สหรัฐเป็นแกนหลัก เช่น ใช้อาวุธนิวเคลียร์อเมริกา สหรัฐมีส่วนกำกับควบคุม) คล้ายบทบาทของฝรั่งเศสกับอังกฤษ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็น nuclear-sharing ที่มีปัญหาการแบกภาระค่าใช้จ่าย

    รัฐธรรมนูญเยอรมันห้ามประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์ แต่ด้วยนโยบาย “NATO’s nuclear sharing” (ข้อตกลงความร่วมมือด้านอาวุธนิวเคลียร์ของนาโต ได้แก่ เยอรมนี ตุรกี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ อิตาลี ที่ใช้นิวเคลียร์สหรัฐ) ทำให้เยอรมันมีลูกระเบิดหัวรบนิวเคลียร์ของสหรัฐ และเก็บอาวุธเหล่านี้ไว้ในประเทศ

    ยกเว้นฝรั่งเศสที่มีขีปนาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองมานานแล้ว ส่วนอังกฤษมีเรือดำน้ำที่ติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐ สองประเทศนี้จึงแตกต่างจากนาโตยุโรปอื่น โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่เป็นของตัวเองแท้ๆ

    ไม่ว่ายุโรปจะชอบหรือไม่ นาโตยุโรปยังต้องพึ่งพาการป้องกันประเทศจากสหรัฐและคงต้องเป็นเช่นนี้อีกนาน การแตกหักจึงไม่ใช่ทางออก ควรหาทางอยู่ร่วมกันต่อไป พยายามเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด พร้อมกับยกระดับการป้องกันประเทศบนขาของตัวเอง เป็นโจทย์ที่ท้าทาย ประชาชนต้องร่วมจิตร่วมใจ

    วิเคราะห์: ข้อตกลงประจำการอาวุธนิวเคลียร์สหรัฐในเยอรมนีเป็นเรื่องซับซ้อน ไม่อาจพิจารณาด้วยเหตุผลบางด้าน มีทั้งข้อดีข้อเสีย เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์แม่บท (Grand strategy) ของแต่ละประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของการเลือกข้างว่าอยู่ฝ่ายใด และหมายถึงรัฐบาลสหรัฐต้องการให้เยอรมนีเป็นพวกตนด้วย

    ลี เซียนลุง รัฐมนตรีอาวุโส (Senior Minister) และอดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ วิเคราะห์ว่าชาติยุโรปจะต้องหาทางป้องกันตัวเอง กำหนดนโยบายความมั่นคงที่ลดพึ่งพาสหรัฐ ยุโรปจะเพิ่มงบกลาโหมมหาศาล นโยบายความมั่นคงใหม่จะส่งผลต่อโลก นโยบายต่อยูเครนจะสะท้อนความคิดอ่านของยุโรป

    ยุโรปที่รวมเป็นหนึ่ง:

    นายมาริโอ ดรากี (Mario Draghi) อดีตนายกฯ อิตาลีและประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนว่า “ยุโรปเสี่ยงที่จะกลายเป็นลูกน้อง ถูกแบ่งแยก และไม่เป็นชาติอุตสาหกรรม (Deindustrialized) หากไม่ปรับตัวให้เป็นสหพันธรัฐที่แท้จริง (genuine federation) อียูต้องรวมตัวใกล้ชิดมากกว่านี้ จึงจะมีพลังมากขึ้น ต้านทานกระแสโลกที่กำลังปั่นป่วน สหรัฐอยากเห็น “การเมืองยุโรปแตกแยก เพราะเป็นประโยชน์แก่พวกเขา” ส่วนจีนอาศัยการทุ่มตลาด ทำให้นานาชาติขาดดุลและเกิดปัญหา และจีนพยายามสร้างขั้วของตนเอง

    แนวคิดของดรากีคือ หากยุโรปมาสามารถรวมตัวเป็นสหพันธรัฐ จะเพิ่มอำนาจต่อรอง เจรจากับประเทศอื่นบนพื้นฐานยุโรปที่เป็นประเทศเดียว มองว่ายุโรปเป็นอีกขั้วอำนาจที่ไม่อยู่ใต้สหรัฐหรือจีน

    วิเคราะห์: สหภาพยุโรปที่รวมตัวกลายเป็นประเทศเป็นวิสัยทัศน์ที่เอ่ยถึงนานแล้ว เชื่อว่าท้ายที่สุดจะกลายเป็น “สหรัฐยุโรป” (United States of Europe) หรือ “สหพันธรัฐยุโรป” (Federal Europe) แต่แนวทางนี้เต็มด้วยความท้าทาย การที่อดีตนายกฯ ดรากีพูดเรื่องนี้น่าจะเป็นการชักชวนให้อียูร่วมมือกันมากขึ้น เป็นเอกภาพกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อรับมือภัยคุกคามจากมหาอำนาจ

    ไม่มีรัฐบาลใดยอมรับว่าประเทศตนสูญเสียอธิปไตย ตกเป็นเบี้ยล่างของรัฐบาลประเทศอื่น อียูหรือนาโตยุโรปกำลังยืนยันจุดนี้ ทั้งๆ ที่หลายครั้งที่พวกเขาเดินตามแนวทางสหรัฐแม้ต้องสูญเสียผลประโยชน์ นับวันสหรัฐที่เป็น “พันธมิตรความมั่นคง” กลับกลายเป็น “ภัยความมั่นคง” ที่เด่นชัดมากขึ้น เรื่องนี้สะเทือนใจคนยุโรป ในฐานะรัฐบาลจึงจำต้องแสดงท่าทีปกป้องประเทศ สัมพันธ์ยุโรปกับสหรัฐจะเป็นประเด็นที่จะถูกพูดถึงอีกหลายครั้ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/943952/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bEcrNW8WleNXc5EmJeJj3

  • ปวงชนไทย เสนอทางเลือกใหม่ทางการเมือง ชูนโยบายสวัสดิการคน-สัตว์เลี้ยง

    ปวงชนไทย เสนอทางเลือกใหม่ทางการเมือง ชูนโยบายสวัสดิการคน-สัตว์เลี้ยง

    ปวงชนไทย เสนอทางเลือกใหม่ทางการเมือง ชูนโยบายสวัสดิการคน-สัตว์เลี้ยง

    วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.28 น.

    พรรคปวงชนไทย เสนอทางเลือกใหม่ทางการเมือง ชูนโยบายเศรษฐกิจฐานราก–สวัสดิการประชาชน–คุณภาพชีวิตครัวเรือนไทย

    8 กุมภาพันธ์ 2569 ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังตั้งคำถามต่อทิศทางการเมืองและการพัฒนาประเทศ พรรคปวงชนไทย ในฐานะพรรคการเมืองเกิดใหม่ เสนอชุดแนวคิดและนโยบายที่มุ่งเน้น “ประชาประโยชน์” เป็นศูนย์กลาง โดยให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก ความมั่นคงในชีวิตของประชาชน และการลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    นายวิทยา ติรณะประกิจ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ บัตรชมพู เบอร์ 23 พรรคปวงชนไทย เปิดเผยว่า พรรคปวงชนไทยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาปากท้องและความเสี่ยงในชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นอันดับแรก โดยนำเสนอนโยบายที่ออกแบบจากข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่เพียงคำสัญญาทางการเมือง

    ตัวอย่างนโยบายสำคัญที่พรรคปวงชนไทยนำเสนอ

    1) นโยบาย “SME ติดจรวด”

    มุ่งยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ ผ่านมาตรการลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และเปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเป็นธรรม รวมถึงการลดภาระค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและต้นทุนแฝงที่ทำให้ SME ไทยเสียเปรียบในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน

    2) นโยบายเพิ่มสิทธิประชาชนด้านการคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ

    เพื่อลดความเสี่ยงทางการเงินของครอบครัวไทย พรรคเสนอการขยายกลไกการคุ้มครองให้ประชาชนได้รับการดูแลเมื่อประสบอุบัติเหตุ ทั้งในด้านค่ารักษาพยาบาลและเงินช่วยเหลือกรณีเสียชีวิต โดยยืนยันว่าไม่ตัดสิทธิในระบบหลักประกันเดิม และไม่เพิ่มภาระงบประมาณรัฐในระยะยาว

    3) นโยบาย “บัตรทองน้องหมาแมว”

    สะท้อนการมองคุณภาพชีวิตครัวเรือนไทยอย่างรอบด้าน โดยเสนอระบบดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงขั้นพื้นฐาน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดของครอบครัว และส่งเสริมสุขภาวะของสัตว์เลี้ยงควบคู่กับสุขภาพของคนในบ้าน

    นายวิทยากล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายของพรรคปวงชนไทยไม่ได้มองประชาชนเป็นเพียงผู้รับความช่วยเหลือ แต่เป็น “พลังหลักของประเทศ” ที่ควรได้รับระบบเศรษฐกิจและสวัสดิการที่เป็นธรรม โปร่งใส และยั่งยืน

    พรรคปวงชนไทยยืนยันจุดยืนในการเป็นพื้นที่ทางการเมืองของแนวคิดใหม่ การเมืองเชิงนโยบาย และการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/945685&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VhcGQRE0SWWnYLlspTI-9

  • “ไทยพร้อมไหม? คนเกิดน้อย-ครัวเรือนหด วิกฤตสะเทือนโครงสร้าง“เศรษฐกิจสังคม” | เดลินิวส์

    “ไทยพร้อมไหม? คนเกิดน้อย-ครัวเรือนหด วิกฤตสะเทือนโครงสร้าง“เศรษฐกิจสังคม” | เดลินิวส์

    ถือเป็นเวลากว่า 15 ปี ที่การทำโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ ทั่วประเทศของไทยกลับมาทำการสำรวจอีกครั้ง โดยครั้งล่าสุด เมื่อ ปี 53 แต่พอมาถึงปี 63 ไม่ได้มีการสำรวจเนื่องจากติดสถานการณ์โควิด-19 ระบาด จึงเลื่อนมาเป็นปี 68

    และล่าสุด ทาง สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เปิดเผยสำรวจ สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 12 และสำมะโนเคหะ ครั้งที่ 6 เบื้องต้นแล้ว ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลจากการสำรวจให้หน่วยงานรัฐนำไปใช้จัดทำนโยบายและวางแผนพัฒนาในทุกด้าน เพื่อพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    โดยล่าสุดได้เผยผลสำรวจเบื้องต้นมีข้อมูลโครงสร้างประชากรของไทย ที่เปลี่ยนไปในรอบ 15 ปี ที่น่าสนใจ ซึ่งอาจส่งผลต่อเกี่ยวเนื่องต่อเรื่องต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจและสังคม ที่ต้องเตรียมพร้อมในการรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

    “เอกพงษ์ หริ่มเจริญ”  ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) บอกว่า การสำรวจในปี 68 ที่ผ่านมา ดำเนินการแบบเจ้าหน้าที่ลงเคาะประตูบ้าน และประชาชนให้ข้อมูลผ่าน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ซึ่งเมื่อนำผลสำรวจมาประมวลตามหลักวิชาการแล้ว เบื้อนต้น พบว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญ โดยมีประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศ 70.3 ล้านคน และมีจำนวนครัวเรือน 26.30 ล้านครัวเรือน ขณะที่อัตราเพิ่มของประชากรลดลงเหลือเพียง ร้อยละ 0.42 ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดทำสำมะโนประชากร

    “ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มของประชากรที่ลดลง ในแต่ละปีมีคนเกิดใหม่น้อยลงกว่าคนตาย อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ หรือ Complete-aged Society ในขณะที่จำนวนเด็กและวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ของประเทศในการออกแบบระบบแรงงาน ระบบสวัสดิการ และระบบบริการสุขภาพให้สอดรับกับสังคมอายุยืน”

    นอกจากนี้ข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะยังสะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างครัวเรือนไทยเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ขนาดครัวเรือนเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 2.5 คนต่อครัวเรือน จากประมาณ 6 คนต่อครัวเรือนในช่วงเวลา 45 ปีที่ผ่านมา  ส่งผลให้ครัวเรือนเดี่ยวและการอยู่อาศัยในอาคารชุดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความจำเป็นในการวางผังเมืองและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ประชากรจริง โดยเฉพาะแนวคิด Universal Design เพื่อรองรับผู้สูงอายุและทุกช่วงวัย

    “ข้อมูลเชิงสถิติ ในการสำรวจครั้งนี้ มีความสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ แรงงาน การพัฒนาเมือง ที่อยู่อาศัย และระบบสุขภาพ โดยเฉพาะประเด็นเร่งด่วน เช่น การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรงและสามารถทำงานได้ยาวนานขึ้น การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัยรองรับสังคมสูงวัย การเตรียมความพร้อมด้านกำลังแรงงานและความมั่นคงทางประชากรในระยะยาว ฯลฯ” ผู้อำนวยการ สสช. กล่าว

    จากข้อมูสำรวจดังกล่าวที่จำนวนเด็กเกิดใหม่และวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อตลาดแรงงาน  เศรษฐกิจ และอุสาหกรรม อน่างแน่นอน ซึ่งในเรื่องนี้ ทาง “เกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) บอกว่า การที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป โดยประเทศไทยมีคนเกิดน้อยกว่าคนตายปีละประมาณ 1 แสนคน ทำให้คาดการณ์ว่าเมื่อถึงปี 2050 หรือ พ.ศ. 2593 ไทยอาจมีประชากรทั้งประเทศเหลือเพียง 66 ล้านคน และคาดว่าปี 2031 หรือ พ.ศ. 2574 ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ส่งผลถึงจำนวนแรงงานขาดแคลน ต้องนำเข้าแรงงานเข้ามา

     “ การนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาว่าคุ้มหรือไม่ เมื่อมองกรณี เหตุการณ์ ปะทะชายแดนกัมพูชา ส่งผลให้แรงงานกัมพูชากลับประเทศหมด ทำให้ธุรกิจประสบปัญหาเรื่องแรงงานทันที สิ่งที่ต้องเร่งร่วมมือทำ ก็คือ การยกระดับอุตสาหกรรม สู่ Next Gen Industries หรือ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่เน้นการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล นวัตกรรม เช่น เอไอ เข้ามาช่วยยกระดับ หรือ ช่วยให้ทำน้อย แต่ได้มาก ลดการพึ่งพาแรงงานคน และสิ่งสำคัญต้องปรับเปลี่ยน โครงสร้างทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรใหม่ พัฒนาสินค้าเน้นสู่ตลาดโลก

    เมื่อโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปในเรื่องที่พักอาศัย ก็ต้องเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมรับมือ โดยทาง “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” นายกสมาคมอาคารชุดไทย ให้มุมมองว่า ในอนาคตคนในระดับล่างและกลาง จะเป็นเจ้าของบ้านได้ยากขึ้น เพราะเงินเฟ้อ ทำให้ราคาบ้านสูงขึ้นมากกว่ากำลังซื้อของผู้บริโภค ตลาดกลุ่มกลาง-ล่าง รายได้ไม่ได้มีการปรับตัวมาตั้งหลายปีแล้วตั้งแต่หลังโควิด ขณะที่เงินออม ก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ราคาอสังหาริมทรัพย์ กระโดดสูงขึ้นมา ทำให้ไม่มีจุดตัด ส่งผลให้การซื้อบ้านทำได้แค่ประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณเดิมเท่านั้นเอง ขณะเดียวกัน ธนาคาร สถาบันการเงิน ก็ เข้มงวด และปฏิเสธสินเชื่อ คนเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น ทำให้คนไทยไม่สามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้ ต้องเช่าอยู่

    ภาพ pixabay.com

    ปัจจัยต่างๆ ทำให้ภาคอสังหาต้องปรับตัว ไปทำตลาด Ultra Luxury หรือตลาดหรูมากๆ ของใช้แพงขึ้น นำเข้าวัสดุอุปกรณ์เป็นส่วนใหญ่ ทำให้พลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็น้อยลง เพราะ ถ้าเป็นกลุ่มอสังหาฯ กลุ่มตลาดกลาง-ล่าง จะเป็นการใช้วัสดุในประเทศ เป็นส่วนใหญ่ ทั้ง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือกระเบื้อง ล้วนผลิตในประเทศทั้งหมด แต่ ตลาดบ้านหรูจะเน้นการนำเข้า การขับเคลื่อนระบบ Supply Chain ข้างหลังบ้านของอสังหาริมทรัพย์ก็น้อยลง

    ขณะที่  “ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ บอกว่า ในช่วง 5-10 ปี จากนี้ เรื่องแรงงานยังไม่น่ากังวล ไทยยังมีจำนวนประชากรในกลุ่ม เจน ซี และ เจน วาย รองรับ แต่ปัญหาสังคมสูงวัยจะมีมากขึ้น ไทยจะแข่งขันได้อย่างไร  แต่มองว่าในวิกฤติก็ยังมีโอกาส ไทยควรจะเน้นการพัฒนาเป็นฮับของคนสูงวัย และฮับสุขภาพ เช่น การสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุ พัฒนาคนเพิ่มอาชีพการดูแลผู้สูงอายุ จัดอบรมตามจังหวัดต่างๆ ไม่ต้องเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงาน ช่วยสร้างงานท้องถิ่น และให้วีซ่าดึงคนต่างชาติ คนวัยเกษียณที่มีคุณภาพ เข้ามาพักอาศัย ระยะยาว เพราะต่างชาติ มองประเทศไทยดีมากๆ ทั้ง อาหาร ค่าครองชีพ ธรรมชาติ สถานที่สวยงาม ซึ่งคนกลุ่มนี้ เข้ามาอยู่ 1 ปี ต้องใช้เงินมากกว่า 1 ล้านบาทต่อคนต่อปี หากทำได้ไทยก็จะสามารถดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามาได้อีกมาก

    อย่างไรก็ตามเมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย เรื่องการดูแลสุขภาพ รักษาพยาบาล ก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน โดยทาง  “นพ.เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ” นายกสมาคมการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย  บอกว่า การดูแลสังคมสูงวัย แนวคิดของทั่วโลกถ้าใช้รูปแบบเดิมจะทำให้ ล่มสลายทางเศรษฐกิจแน่นอน เพราะว่าเรามีการจ่ายทั้งการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูจำนวนมากแนวคิดใหม่ คือ “ติดสังคมให้นาน นาน ป่วยให้สั้น ตายให้ไวอย่างมีศักดิ์ศรี”

    ภาพ pixabay.com

    “การได้ข้อมูลประชากรต่างๆ มา จะช่วยให้รัฐออกแบบระบบสุขภาพ ว่าจะเน้นตรงการส่งเสริมป้องกันสุขภาพอย่างไร ขณะเดียวกันต้องให้ความรู้กับประชาชน การรักษาเอาเท่าที่จำเป็น ให้ความรู้เพื่อให้คนจากกันได้ โดยไม่ได้ยื้อกันมากจนเกินไป  เรื่องอาหารการคุมแคลอรี่ การออกกำลังกาย และต้องเสริมเรื่องประกันสุขภาพ   โดยส่วนตัวมองว่าคนที่ดูแลสุขภาพ มีการเก็บข้อมูลทางด้าน Health Data ด้านออกกำลังกาย ควรได้ซื้อเบี้ยประกันราคาที่ลดลง  เพื่อส่งเสริมให้คนดูแลสุขภาพ เพื่อให้ต้นทุนในการดูแลรักษาสุขภาพลดลง ท้ายสุดรัฐบาลก็จะจ่ายน้อยลง”

    แม้ปัญหาสังคมสูงวัยจะส่งสัญญาณมานาน แต่สิ่งที่ต้องมอง ณ ปัจจุบัน คือ  ไทยพร้อมรับมือกับผลกระทบจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?

    จิราวัฒน์ จารุพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5579493/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QxkV65XmanWh1GxuCRF9Y

  • พาณิชย์ ปลดล็อกความรู้ “กม.หลักประกันทางธุรกิจ” เพิ่มโอกาส SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุน : อินโฟเควสท์

    พาณิชย์ ปลดล็อกความรู้ “กม.หลักประกันทางธุรกิจ” เพิ่มโอกาส SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุน : อินโฟเควสท์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมจัดกิจกรรม “เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในกฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจ” ภายใต้แนวคิด “Unlocking The New Route” ปลดล็อกความรู้กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ

    ทั้งนี้ ภายในงานจะได้พบกับความรู้กฎหมายด้านต่าง ๆ ทั้งกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดี ตลอดจนบริบททางสังคม การเงิน เศรษฐกิจ และสถาบันการเงิน เช่น นิทรรศการให้ความรู้กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจแบบครบวงจร การสัมมนาวิชาการโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่จะมาร่วมปลดล็อกพันธนาการด้านหลักทรัพย์ค้ำประกัน ที่ไม่ได้มีแต่บ้านและที่ดินเท่านั้นถึงจะสามารถกู้เงินกับสถาบันการเงินได้

    พร้อมไขข้อข้องใจ/เผยเคล็ดลับการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินให้ผ่านฉลุย โดยกูรูที่จะมาถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึก พร้อมตอบข้อซักถามจากประสบการณ์จริง ซึ่งช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการตีความ และการบังคับใช้กฎหมายด้านต่างๆ อย่างละเอียด

    “ไฮไลท์ของงานฯ คือ การเข้าศึกษาดูงาน ณ กรมบังคับคดี หน่วยงานที่มีภารกิจด้านการบังคับหลักประกัน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นกระบวนการทำงานจริง และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 16 มี.ค.69 ณ โรงแรมกราฟ กรุงเทพฯ” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าว

    พร้อมระบุว่า สำหรับในส่วนภูมิภาค กรมฯ เตรียมสัญจรไปให้ความรู้ โดยมีรูปแบบงานเช่นเดียวกับที่กรุงเทพฯ ณ จังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา โดยจะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเผยแพร่ความรู้ดังกล่าวแก่ SMEs และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจจำนวนมาก ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนของแต่ละภูมิภาค

    นายพูนพงษ์ กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของทุกภาคส่วน ทั้งผู้ให้หลักประกัน (SMEs) ผู้รับหลักประกัน (สถาบันการเงิน) รวมถึงหน่วยงานในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำสัญญาไปจนถึงการบังคับหลักประกันในทางปฏิบัติ

    “กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ” จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วย ‘ปลดล็อก’ โอกาสทางการเงิน และการใกล้ชิดแหล่งเงินทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่สามารถนำทรัพย์สินซึ่งเป็นทุนที่มีอยู่แล้ว มาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อได้หลากหลายรูปแบบ อาทิ สิทธิเรียกร้อง สินค้าคงคลัง เครื่องจักร กิจการ หรือแม้แต่ “ไม้ยืนต้น” ที่ปลูกบนที่ดินของตนเอง ช่วยเพิ่มทางเลือกและโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน สอดคล้องกับสภาพการดำเนินธุรกิจและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายกิจการ สร้างการจ้างงาน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

    โดยผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรม “เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในกฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจ” ภายใต้แนวคิด ‘Unlocking The New Route ปลดล็อกความรู้กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ’ สามารถเข้าไปลงทะเบียนจองที่นั่งได้ ทางเว็บไซต์ www.dbd.go.th ตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.69 เป็นต้นไปจนกว่าที่นั่งจะเต็ม งานนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

    ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค.69) มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ รวมทั้งสิ้น 907,684 คำขอ คิดเป็นมูลค่าหลักประกันรวม 22,202,565 ล้านบาท โดยสิทธิเรียกร้อง (บัญชีเงินฝาก) เป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันมากที่สุด 17,930,069 ล้านบาท (80.76%) รองลงมา สังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ ได้แก่ สินค้าคงคลัง วัตถุดิบ เครื่องจักร รถยนต์ เรือ เครื่องบิน สัตว์พาหนะ 4,090,645 ล้านบาท (18.42%) ทรัพย์สินทางปัญญา 14,497 ล้านบาท (0.07%) กิจการ 1,742 ล้านบาท (0.01%) อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ 398 ล้านบาท (0.002%) ไม้ยืนต้น 192 ล้านบาท (0.001%) โดยมีผู้รับหลักประกันทางธุรกิจที่จดทะเบียนในระบบ 444 ราย แบ่งเป็น สถาบันการเงิน 45 ราย ผู้รับหลักประกันอื่น 399 ราย และมีผู้บังคับหลักประกัน 198 ราย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/567369&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rDc-ENISzx9AqRkJOvSq9

  • เลือกตั้ง “จตุจักร” คึกคัก ประชาชนแห่ใช้สิทธิ์ หวังได้นายกฯในอุดมคติ ชี้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องจริงจัง | TOPNEWS

    เลือกตั้ง “จตุจักร” คึกคัก ประชาชนแห่ใช้สิทธิ์ หวังได้นายกฯในอุดมคติ ชี้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องจริงจัง | TOPNEWS

    เลือกตั้ง “จตุจักร” คึกคัก ประชาชนแห่ใช้สิทธิ์ หวังได้นายกฯในอุดมคติ ชี้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องจริงจัง

    • เผยแพร่ : 08/02/2026 09:19

    เลือกตั้งเขตจตุจักรคึกคัก ประชาชนทยอยออกมาใช้สิทธิ์ สองผู้สูงวัย จูงมือเข้าคูหาเลือกตั้ง หวังได้นายกในอุดมคติที่ทำงานจริงจัง มีความซื่อสัตย์ ชี้ควรเดินหน้า แก้ปัญหาเศรษฐกิจ และปากท้องประชาชน เป็นอันดับแรก

    เลือกตั้ง “จตุจักร” คึกคัก ประชาชนแห่ใช้สิทธิ์ หวังได้นายกฯในอุดมคติ ชี้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องจริงจัง  – Top News รายงาน

    จตุจักร

    บรรยากาศการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ หน่วยเลือกตั้งที่ 33 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม. ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่ 8 ของ กทม. มีประชาชนได้ออกมาต่อแถวเพื่อรอใช้สิทธิ์กันตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตจตุจักรคอยจัดระเบียบ รวมไปถึงการแสดงความโปร่งใส โชว์อุปกรณ์ในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะหีบลงคะแนนเสียงทั้งแบบส.ส.แบ่งเขต บัญชีรายชื่อ และหีบบัตรออกเสียงในการลงประชามติเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่

    โดย นางสุรีย์ และ นายมาโนช โพธิ์กลิ่น ผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งคู่แรก จะให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวว่า รู้สึกดีใจที่เช้าวันนี้ได้ออกมาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งเลือกนายกที่ตัวเองชื่นชอบ โดยนายกในอุดมคติอยากให้เป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริต และเร่งแก้ไขปัญหาของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน ที่อยากให้เร่งแก้ไข

    7

    5

    ผู้สูงอายุ–ผู้ป่วยเมืองคอน ไม่ทิ้งสิทธิ์ เดินทางมาใช้เสียงเลือกตั้ง

    “พงศ์พรหม” เดือด ลั่นสุดทนพวกบ้าคลั่ง แตกแยกสุดโต่ง “นายกฯ” เข้าเฝ้าฯ ตามปกติ โดนจับแขวนด่าหยาบ โยงคุกคามสถาบันฯ

    ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ใช้สิทธิ์ประชามตินอกเขต ประชาชนตื่นตัวแน่นหน่วยตั้งแต่เช้า

    “สันติสุข” ชี้เงินแผ่นดิน 6,000 ล้าน ถ้าไม่ต้องไปทำอย่างอื่น สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ยาวถึง 697 กม.

    เลือกตั้ง “จตุจักร” คึกคัก ประชาชนแห่ใช้สิทธิ์ หวังได้นายกฯในอุดมคติ ชี้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องจริงจัง

    เลือกตั้ง 69 อย่าลืมพกร่ม! “กรมอุตุฯ” เผย ไทยมวลอากาศเย็น เตือน 16 จังหวัด เจอฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1481036&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rlQoWIv7jsLcNlVjf2jHy

  • ศาลฎีกาฯ สั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส. 28 คนจาก 18 พรรคการเมือง

    ศาลฎีกาฯ สั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส. 28 คนจาก 18 พรรคการเมือง

    7 กุมภาพันธ์ 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ได้เผยแพร่คำสั่งให้ถอนชื่อผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ
    จำนวน 27 คน จาก 17 พรรคการเมือง ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ เพราะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ตามคำร้องที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยื่นต่อศาล

    รายชื่อผู้สมัครที่ถูกศาลฎีกาสั่งถอนชื่อเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569 มีดังต่อไปนี้

    1. นายวุฒิไกร ศรีจันไชย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ลำดับที่ 49
    2. นางสาววาเลน ชื่นโชคสันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ลำดับที่ 64
    3. นาวาอากาศเอกปริญ ไชยเสวกวิ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ลำดับที่ 53
    4. นายเปี่ยมศักดิ์ คุณากรประทีป ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยก้าวใหม่ ลำดับที่ 40
    5. นายวิชัย แซ่เตีย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยพร้อม ลำดับที่ 4
    6. นายกัมชัย อภิโชครตนกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยธรรม ลำดับที่ 7
    7. นางสาวพนัชกร ตุลานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ลำดับที่ 38
    8. นายปรัชวินทร์ ภาสย์วชิรานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยพร้อม ลำดับที่ 7
    9. ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 31
    10. นางสาวชัญญพัชร์ โมอินทร์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชน ลำดับที่ 3
    11. นางสาววริสรา พังงา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครักชาติ ลำดับที่ 18
    12. นายเทวภัทร พรมเอี่ยม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครักชาติ ลำดับที่ 21
    13. นายพร้อมพณ ทินวงศ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 26
    14. นายเศรษฐศิษฏ์ ณุวงค์ศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ลำดับที่ 3
    15. นายธนวิชญ์ พานแก้ว ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 23
    16. สิบตรีสมยศ นุริตานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ลำดับที่ 17
    17. นายวชิรชัย คงชัย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 22
    18. นายเลิศบุตร บูรณะคุณาภรณ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 98
    19. นายพุทธชาติ ช่วยราม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ลำดับที่ 10
    20. นายชญาศักดิ์ พูลทรัพย์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยชนะ ลำดับที่ 20
    21. นายสมชาติ อ่อนประดิษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคฟิวชัน ลำดับที่ 9
    22. นายชัยนครินทร์ ศรีกุลโรจน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรวมไทย ลำดับที่ 2
    23. นายโยธิน วรารัศมี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 70
    24. นายไชยยศ จิรเมธากร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลำดับที่ 29
    25. นายไพบูลย์ ลิ่มรัตนะมงคล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคใหม่ ลำดับที่ 32
    26. พลเอกเดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 10
    27. นายรพี ขาวทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคทางเลือกใหม่ ลำดับที่ 17

    ต่อมาในวันที่ 7 กุมภาพันธ์  2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้เผยแพร่คำสั่งเพิ่มเติม ให้ถอนชื่อผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ
    เพิ่มอีก 1 คน คือ 28. นายสมพร ขวัญเนตร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย ลำดับที่ 7 เนื่องจากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

    ส่งผลให้ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่ถูกศาลฎีกาสั่งถอนชื่อจากกรณีดังกล่าว มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 28 คน จาก 18 พรรคการเมือง

    โดยสามารถดูคำสั่งฉบับเต็มได้ตาม ลิงก์ ของศาลฎีกาฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/943806/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iUXqaFfnkeipa3RNRLJGB

  • พลังงานจ่อชงรัฐบาลใหม่เปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบ 26 ดันเศรษฐกิจกว่า 1,200 ล้าน

    พลังงานจ่อชงรัฐบาลใหม่เปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบ 26 ดันเศรษฐกิจกว่า 1,200 ล้าน

    พลังงานจ่อชงรัฐบาลใหม่เปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบ 26 ดันเศรษฐกิจกว่า 1,200 ล้าน

    นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ปี 2569 จะมีแผนในการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอันดามัน (ครั้งที่ 26) คาดว่าจะมีส่วนดึงดูดการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ 

    ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่บริเวณทะเลอันดามันเป็นบริเวณที่ติดกับพื้นที่ที่มีการพบปิโตรเลียมมาก่อน มีโอกาสที่จะพบทรัพยากรทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลอันดามันได้เช่นกัน 

    โดยคาดว่าจะเกิดการลงทุนเริ่มต้นสำหรับการสำรวจประมาณ 300 – 1,200 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงดูดทุนขนาดใหญ่เข้ามาร่วมพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ช่วยส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน 

    ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ดำเนินการศึกษาประเมินศักยภาพปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม รวมทั้งกำหนดขอบเขตแปลงสำรวจแล้ว อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

    ด้านการดำเนินงานของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) มีการจัดทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซรรมชาติแปลง B-17-01 ทำให้ขยายระยะเวลาการผลิตเพิ่มเติมของแปลงดังกล่าว ในช่วงปี 2571 – 2581 สร้างความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ คาดสร้างรายได้ให้รัฐบาลทั้งสองประเทศจากค่าภาคหลวงประมาณ 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนแบ่งกำไรของรัฐที่ประมาณ 1,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย และผู้ซื้อร่วมได้ร่วมลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา 

    นอกจากนั้น ได้มีการจัดทำสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 และสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความท้าทายทั้งด้านเทคนิค ต้นทุนที่สูงขึ้น

    อย่างไรก็ดี จะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คาดว่าจะมีการลงทุนรวม 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะก่อให้เกิดรายได้โดยตรงแก่องค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/650955&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P9RBdeZzaLWIzvMDkrFIp

  • รายงานพิเศษ : โลกการค้าเปลี่ยน  ไทยต้องรู้จักจีนให้ลึกกว่าที่เคย วทจ. รุ่น 8 สร้างผู้นำไทย พร้อมรับเศรษฐกิจโลกผันผวน

    รายงานพิเศษ : โลกการค้าเปลี่ยน ไทยต้องรู้จักจีนให้ลึกกว่าที่เคย วทจ. รุ่น 8 สร้างผู้นำไทย พร้อมรับเศรษฐกิจโลกผันผวน

    วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    ท่ามกลางโลกการค้าที่กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ไทย–จีน กำลังก้าวข้ามมิติ “คู่ค้า” ไปสู่บทบาทที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ทั้งในฐานะพันธมิตร และกลไกสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย การทำความเข้าใจจีนในเชิงโครงสร้าง นโยบาย และทิศทางการพัฒนา จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดของผู้ประกอบการไทย และเป็นปัจจัยที่ผู้บริโภคไทยไม่อาจมองข้าม

    ภายใต้บริบทดังกล่าว การเปิดหลักสูตร วิทยาการผู้นำไทย–จีน (วทจ.) รุ่นที่ 8 โดยสถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ (วทจ.) จึงไม่ใช่เพียงการเดินหน้าหลักสูตรต่อเนื่อง แต่เป็นการ “ยกระดับเวทีผู้นำ” เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะบทบาทของจีน ซึ่งยังคงเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับต้นๆของโลก และเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก

    ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในพิธีเปิดหลักสูตรว่า ความสัมพันธ์ไทย–จีนในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ภายใต้การนำเชิงยุทธศาสตร์ของผู้นำทั้งสองประเทศ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่มีความหมายยิ่งต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี เมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และต่อมา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก สะท้อนถึงความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ การแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับผู้นำสูงสุดดังกล่าว เป็นหมุดหมายสำคัญที่ยกระดับความสัมพันธ์จีน–ไทยให้ก้าวไปสู่การสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันอย่างแท้จริง และวางรากฐานที่มั่นคงให้กับความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

    นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของเศรษฐกิจจีนว่า “ในปี 2025 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนยังคงรักษาอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งได้ถึงร้อยละ 5 ซึ่งสูงกว่าประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ นอกจากนี้ จีนยังมีกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางมากกว่า 400 ล้านคน ซึ่งตลาดขนาดใหญ่ (Super-large scale market) นี้คือขุมพลังสำคัญที่จะสร้างโอกาสใหม่ให้กับโลก ในบริบทเช่นนี้ จีนยังคงยึดมั่นการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ เดินหน้าการเปิดประเทศในระดับสูง และส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและทั่วถึง”

    เอกอัครราชทูตจาง ยังอธิบายถึงความสำคัญของ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030)  ซึ่งเป็นกรอบยุทธศาสตร์ 5 ปีของจีนในระยะต่อไป โดยเน้นการพึ่งพาตนเองด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และการเติบโตอย่างยั่งยืน

    “แผนพัฒนาในอีก 5 ปีข้างหน้าของจีน มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศไทย และจะนำมาซึ่งโอกาสใหม่ ๆ สำหรับความร่วมมือจีน–ไทย ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรม ในมุมของความสัมพันธ์ทวิภาคี จีนมองประเทศไทยไม่เพียงในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ แต่เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาค จีนและไทยเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยาวนาน จีนพร้อมแบ่งปันโอกาสการพัฒนา และยินดีทำงานร่วมกับไทยในการเสริมสร้างเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุลและยั่งยืนให้กับภูมิภาค” เอกอัครราชทูต จาง เจี้ยนเว่ย กล่าว

    ด้าน นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน กล่าวถึงบทบาทของ วทจ. ว่า วทจ. เป็นหลักสูตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่  ไม่ใช่หลักสูตรที่สอนให้รู้จีนแบบผิวเผิน แต่เป็นหลักสูตรที่สร้างผู้นำซึ่งเข้าใจจีนอย่างรอบด้าน ทั้งเชิงนโยบาย เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และโครงสร้างอำนาจ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในวันที่จีนมีบทบาทกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกมากขึ้น การเดินหน้าหลักสูตรอย่างต่อเนื่องตลอด 7 รุ่นที่ผ่านมา สะท้อนว่าประเด็นจีนไม่เคยหยุดนิ่ง ขณะที่บริบทโลกเปลี่ยนเร็วเกินกว่าหลักสูตรแบบเดิมจะตามทัน วทจ. รุ่นที่ 8 ถูกออกแบบมาโดยตรงเพื่อรับมือกับสงครามการค้า การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจจีน และความท้าทายของผู้ประกอบการไทยยุคใหม่ เราไม่ได้มุ่งให้ผู้เรียน ‘รู้มากขึ้น’ อย่างเดียว แต่ต้อง ‘คิดเป็น ตัดสินใจเป็น และเชื่อมโยงเครือข่ายได้จริง’

    สำหรับหลักสูตร วทจ. รุ่นที่ 8 เนื้อหาถูกออกแบบให้สอดรับกับโลกเศรษฐกิจที่ผันผวน ครอบคลุมตั้งแต่ยุทธศาสตร์การพัฒนาจีน โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ การค้า การลงทุน เทคโนโลยี และบทบาทของจีนในเวทีโลก ควบคู่กับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญระดับนโยบาย นักธุรกิจ และการศึกษาดูงานจริงในประเทศจีน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง

    ในวันที่จีนยังคงเป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” ของไทย หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย – จีน รุ่นที่ 8 จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่การเรียนรู้ แต่เป็นเวทีสำคัญในการเตรียมผู้นำไทยให้พร้อมรับมือกับโลกเศรษฐกิจใหม่ และไม่ตกขบวนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/945539&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2X9797eZUelQWaIEGkLTaL

  • ทรัมป์เซ็นคำสั่งเก็บภาษีสูงสุด 25% กับประเทศที่ค้าขายกับอิหร่าน : อินโฟเควสท์

    ทรัมป์เซ็นคำสั่งเก็บภาษีสูงสุด 25% กับประเทศที่ค้าขายกับอิหร่าน : อินโฟเควสท์

    ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารในวันศุกร์ (6 ก.พ.) เพื่อยืนยันสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านอีกครั้ง พร้อมจัดตั้งกลไกใหม่สำหรับการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากประเทศที่ยังคงมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน

    ภายใต้คำสั่งดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่คำสั่งมีผลบังคับใช้นั้น สหรัฐฯ สามารถเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในรูปแบบภาษีตามมูลค่า เช่น สูงสุดไม่เกิน 25% ต่อสินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ จากประเทศใดก็ตามที่มีการซื้อ นำเข้า หรือได้มาซึ่งสินค้าและบริการจากอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม โดยมาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ นโยบายต่างประเทศ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

    ทำเนียบขาวระบุว่า คำสั่งฝ่ายบริหารฉบับนี้ได้วางระบบที่เปิดทางให้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถใช้มาตรการภาษีกับประเทศที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน พร้อมให้อำนาจประธานาธิบดีในการปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขมาตรการดังกล่าว หากสถานการณ์มีการตอบโต้กลับ หรือหากอิหร่านหรือประเทศที่ได้รับผลกระทบดำเนินมาตรการสำคัญเพื่อปรับท่าทีให้สอดคล้องกับสหรัฐฯ ในด้านความมั่นคง นโยบายต่างประเทศ และเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ คำสั่งฝ่ายบริหารยังมอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ดำเนินการที่จำเป็นทั้งหมด รวมถึงการออกกฎระเบียบและแนวปฏิบัติ เพื่อบังคับใช้ระบบภาษีและมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/567275&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lrs3U3RqnZl48mCN9UxFR