Category: เศรษฐกิจ

  • กรมประมง โชว์ศักยภาพขับเคลื่อนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ในเวทีผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค สร้างความสมดุลประสิทธิภาพการผลิต เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

    กรมประมง โชว์ศักยภาพขับเคลื่อนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ในเวทีผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค สร้างความสมดุลประสิทธิภาพการผลิต เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

    กรมประมง โชว์ศักยภาพขับเคลื่อนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ในเวทีผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคสร้างความสมดุลประสิทธิภาพการผลิต เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

    เมิ้อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติไป่หยุน เมืองกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน อธิบดีกรมประมง นำคณะผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วม การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในเขตเศรษฐกิจเอเปค (Workshop on Sharing Best Public and Private Practices in the Aquaculture Sector and Coexisting with Biodiversity in the APEC Region) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือของคณะทำงานด้านมหาสมุทรและการประมงเอเปค (Ocean and Fisheries Working Group : OFWG) และเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 2026 (APEC 2026) โดยมีผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ ผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน จากองค์กรระหว่างประเทศและประเทศสมาชิกจากเขตเศรษฐกิจเอเปคเข้าร่วม อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี ฮ่องกง นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ชิลี เม็กซิโก เปรู รัสเซีย ปาปัวนิวกินี เวียดนาม และประเทศไทย เข้าร่วมประชุม

    นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การประชุมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างเขตเศรษฐกิจเอเปคในการยกระดับศักยภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เติบโตควบคู่กับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนเพิ่มความสามารถในการปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารและตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนานโยบายและแนวทางความร่วมมือเชิงบูรณาการ เพื่อขับเคลื่อนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สามารถอยู่ร่วมกับความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งสาระสำคัญของการประชุม ประกอบด้วย

    1. การเสริมสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแนวปฏิบัติ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สนับสนุนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

    2. การแลกเปลี่ยนกรณีศึกษาความสำเร็จในการยกระดับการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ

    3. การเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสะท้อนอุปสรรค โอกาส และแนวทางรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความผันผวนทางการค้า ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการบริหารจัดการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

    4. การเสริมสร้างความร่วมมือและพัฒนาแนวปฏิบัติในระดับภูมิภาค เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนควบคู่กับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นรูปธรรม

    ในโอกาสนี้ กรมประมงจึงได้นำเสนอแนวทาง “แนวปฏิบัติภาครัฐของไทยในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน : การสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการผลิต การติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลภายใต้กรอบกฎหมาย ผ่านการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” (Thailand’s Public-Sector Practices in Sustainable Aquaculture: Balancing Productivity, Environmental Monitoring, and Regulatory Oversight through Technology) ซึ่งเป็นไปตามที่กรมประมงได้มีการกำหนดกรอบนโยบายและกฎระเบียบด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างสมดุลในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการบูรณาการความร่วมมือภายใต้นโยบาย “Fisheries Connect for Sustainability” เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน ซึ่งการนำเสนอครั้งนี้ ได้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการมุ่งสู่การพลิกโฉมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Aquaculture Transformation) โดยให้ความสำคัญกับ 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Enhancing Production Efficiency) 2. การพัฒนาสัตว์น้ำพันธุ์ดีและมีคุณภาพสูง (High-Quality Aquatic Breeds) 3. การขับเคลื่อนการเกษตรอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำ (Smart Farming and Precision Aquaculture) 4. การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ (Added Product Value) 5. การเสริมสร้างความปลอดภัยทางชีวภาพในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Biosecurity)

    นอกจากนี้ กรมประมงยังได้นำเสนอการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการดำเนินโครงการความร่วมมือด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ องค์กรข่ายงานศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแห่งเอเชียแปซิฟิก (Network of Aquaculture Centres in Asia-Pacific : NACA) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคาร์บอนต่ำในฟาร์มกุ้งทะเล (Shrimp Decarbonization Initiative) การประยุกต์ใช้แนวทางแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions : NbS) อาทิ การเพาะเลี้ยงแบบผสมผสานและการเพาะเลี้ยงหลายระดับโภชนาการ (Integrated Multitrophic Aquaculture : IMTA) การเลี้ยงปลาในนาข้าว (Rice–Fish Culture) การใช้โปรตีนทางเลือกจากหนอนแมลงวันลายเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์น้ำ และการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ไม่ต้องให้อาหาร เช่น สาหร่ายทะเลและปลิงทะเล ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ

    ขณะเดียวกัน กรมประมงยังได้ผลักดันการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน อาทิ ระบบเพาะเลี้ยงแบบหมุนเวียนน้ำ (Recirculating Aquaculture Systems : RAS) การลดต้นทุนพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึงการใช้เครื่องให้อากาศอัจฉริยะ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับประสิทธิภาพด้านการตรวจสอบย้อนกลับและการกำกับดูแลตลอดห่วงโซ่การผลิต ผ่านระบบติดตามคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ และระบบตรวจวินิจฉัยโรคสัตว์น้ำพร้อมให้คำแนะนำทางไกล ซึ่งช่วยยกระดับความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอาหาร เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการฟาร์มและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยสู่ความยั่งยืนในระดับสากล

    อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า การเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทเชิงรุกและความมุ่งมั่นของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบูรณาการความร่วมมือกับเขตเศรษฐกิจเอเปค โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยพร้อมเดินหน้าเป็นภาคีที่เข้มแข็งและมีความรับผิดชอบบนเวทีนานาชาติ ในการร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ถ่ายทอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเสริมสร้างความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน สร้างความสมดุลประสิทธิภาพการผลิต เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม อันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหาร การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความสมดุลของระบบนิเวศในระยะยาวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/276231&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k6cwRZgF_4sBVtPZgB4lu

  • ‘สุขภาพ’ คือความมั่งคั่งรูปแบบใหม่ รายงานจาก McKinsey เปิด 5 มิติด้าน Wellness ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    ‘สุขภาพ’ คือความมั่งคั่งรูปแบบใหม่ รายงานจาก McKinsey เปิด 5 มิติด้าน Wellness ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    ในอดีต สุขภาพมักถูกพูดถึงในฐานะเรื่องส่วนบุคคล เป็นความรับผิดชอบของแต่ละคน หรือเป็นเรื่องของภาระงบประมาณที่ต้องดูแลรักษาอาการเจ็บป่วย แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง รายงาน The future takes shape: Five dimensions of tomorrow’s wellness economy ของ McKinsey & Company ชี้ให้เห็นว่า สุขภาพกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ทรงพลังที่สุดของโลก

    ปัจจุบัน ตลาด Wellness ฝั่งผู้บริโภคทั่วโลกมีมูลค่าราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว ตลาดนี้มีมูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ และขยายตัวในอัตราประมาณ 5–10% ต่อปี 

    ที่สำคัญกว่านั้นคือทัศนคติของผู้คน ผู้บริโภคกว่า 84% ในสหรัฐฯ มองว่าสุขภาพเป็นเรื่อง “สำคัญมากหรือสำคัญที่สุด” ในชีวิตประจำวัน ตัวเลขนี้สูงยิ่งกว่าในจีน (94%) และใกล้เคียงกับสหราชอาณาจักร (79%) สะท้อนว่าสุขภาพได้กลายเป็นคุณค่าหลักของสังคมสมัยใหม่

    นิยามของ Wellness ที่มากกว่าแค่การไม่เจ็บป่วย

    McKinsey ให้นิยาม Wellness ว่าไม่ใช่แค่การไม่มีโรค แต่คือภาวะสุขภาวะที่ครอบคลุม 6 มิติ ได้แก่ สุขภาพโดยรวม ฟิตเนส การนอน โภชนาการ สุขภาพจิต/สติ และรูปลักษณ์ ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังถูกนำมาคิดใหม่ในฐานะ “ระบบเศรษฐกิจ” 

    จากการวิเคราะห์เชิงลึก McKinsey ระบุว่า อนาคตของเศรษฐกิจสุขภาพกำลังถูกขับเคลื่อนผ่าน 5 มิติสำคัญ ที่กำหนดทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคและทิศทางของธุรกิจทั่วโลก

    1. ฟิตเนส จากกิจกรรมสู่ส่วนหนึ่งของตัวตน

    ฟิตเนสไม่ใช่เรื่องของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และ Millennials รายงานพบว่าประมาณ 50% ของผู้ที่เข้าฟิตเนสในสหรัฐฯ ระบุว่าฟิตเนสคือ “ส่วนสำคัญของตัวตน” ไม่ใช่แค่งานอดิเรก

    ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายกับสมาชิกฟิตเนสและแอปต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องขณะเดียวกันก็เพิ่มการใช้จ่ายกับคลาสแบบตัวต่อตัว เทรนเนอร์ส่วนบุคคล และประสบการณ์เฉพาะบุคคลมากขึ้น ฟิตเนสจึงไม่ใช่แค่สินค้าและบริการ แต่ได้กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนใช้แสดงตัวตน

    2. การจัดการน้ำหนัก ที่แพทย์และเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท

    ในสหรัฐอเมริกา ผู้บริโภคราว 60% ระบุว่ากำลังพยายามลดน้ำหนัก แม้การออกกำลังกายจะยังเป็นวิธีหลัก แต่แนวทางในการจัดการน้ำหนักกำลังหลากหลายขึ้นอย่างชัดเจน

    บริการโภชนากร โปรแกรมอาหาร แอปสุขภาพ และโดยเฉพาะ ยาลดน้ำหนักที่ต้องสั่งโดยแพทย์ เช่น กลุ่มยา GLP-1 ได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคมากกว่าครึ่งมองว่ายากลุ่มนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการจัดการน้ำหนัก การจัดการน้ำหนักจึงขยับจากวินัยส่วนบุคคลไปสู่ระบบการดูแลสุขภาพเชิงโครงสร้าง

    3. ไม่ใช่แค่อยู่ให้นาน แต่อายุยืนอย่างมีคุณภาพ

    มนุษย์มีอายุขัยยืนยาวขึ้นกว่าในปี 1960 โดยเฉลี่ยมากกว่า 20 ปี แต่การมีชีวิตที่ยาวขึ้นไม่ได้แปลว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีเสมอไป ความต้องการจึงไม่ได้อยู่ที่การ “อยู่ได้นาน” เพียงอย่างเดียว แต่ขยับไปสู่การมีพลัง ความเป็นอิสระ การทำงานของสมอง และการหลีกเลี่ยงโรคเรื้อรัง 

    ที่น่าสนใจคือ ตลาดด้าน Longevity ไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ คนรุ่นใหม่เริ่มดูแลสุขภาพเชิงป้องกันตั้งแต่อายุยังน้อย และมองว่าสุขภาพคือ “การลงทุนระยะยาว” องค์กรที่ต้องการครองใจกลุ่มนี้จำเป็นต้องสื่อสารทั้งคุณค่าระยะสั้นและประโยชน์ระยะยาวควบคู่กัน

    4. สุขภาพผู้หญิง คือโอกาสทางเศรษฐกิจ

    ข้อมูลจากรายงานที่อ้างอิงร่วมกับ World Economic Forum และ McKinsey Health Institute ชี้ว่า ผู้หญิงใช้ชีวิตในภาวะสุขภาพไม่ดีมากกว่าผู้ชายราว 25% ของช่วงชีวิตทั้งหมด

    ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพผู้หญิง ตั้งแต่วัยหมดประจำเดือน สุขภาพประจำเดือน การเจริญพันธุ์ ไปจนถึงสุขภาพทางเพศ ยังมีความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอ McKinsey ประเมินว่า หากสามารถปิดช่องว่างสุขภาพผู้หญิงได้ จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจโลกได้ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2040

    5. สุขภาวะที่มากกว่าร่างกาย

    รายงานยังชี้ให้เห็นว่า การรับรู้สุขภาพของผู้คนไม่ได้สัมพันธ์ตรงกับอายุขัยเสมอไป ผู้คนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ ความหมายของชีวิต การมีส่วนร่วมในสังคม การเรียนรู้ และการนอนหลับ ไม่แพ้ตัวชี้วัดทางการแพทย์

    สิ่งนี้สะท้อนว่า Wellness ในอนาคตไม่ใช่การดูแลร่างกายแบบแยกส่วน แต่คือ การออกแบบชีวิตทั้งระบบ ที่เชื่อมโยงสุขภาพกาย ใจ และสังคมเข้าด้วยกัน

    เมื่อพิจารณา 5 มิติทั้งหมดนี้ ภาพของเศรษฐกิจสุขภาพจึงชัดเจนขึ้นว่า Wellness ไม่ใช่กระแสชั่วคราว ไม่ใช่แค่ตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์ แต่กำลังกลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานของสังคมยุคใหม่ 

    องค์กรที่เข้าใจสุขภาพในฐานะระบบ ที่เชื่อมโยงร่างกาย จิตใจ ตัวตน และสังคม จะเป็นผู้ได้เปรียบในโลกที่ “สุขภาพ” กลายเป็นนิยามใหม่ของความมั่งคั่ง

    และหากคำถามคือ อนาคตของสุขภาพที่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจและชีวิตผู้คน จะถูกแปลงเป็นการลงมือทำจริงอย่างไร คำตอบเหล่านี้ถูกรวบรวมไว้ใน Techsauce Healthspan Festival 2026 งานมหกรรมสุขภาพแห่งปีที่เชื่อมโลกของ Longevity, AI ทางการแพทย์ และ Wellness เชิงระบบเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านเวที Conference ที่รวมผู้นำจากโรงพยาบาล นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และ Health Tech Leaders ระดับโลก

    งานยังเปิดพื้นที่ให้สัมผัสนวัตกรรมสุขภาพจริงจากบริษัทชั้นนำ พร้อมโอกาสเชื่อมต่อผู้เล่นใน Ecosystem สุขภาพ เพราะในโลกที่สุขภาพกลายเป็นนิยามใหม่ของความมั่งคั่ง การมีอายุยืนอาจไม่สำคัญเท่าการอยู่อย่างแข็งแรง 🎫 ซื้อบัตรได้ที่: https://bit.ly/4pNUGPF

    อ้างอิง: McKinsey

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/healthtech/health-new-wealth-wellness-economy-5-dimensions-mckinsey&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n9ZBaws2C5RcPT-vRaJs2

  • ออมสิน ร่วมกับกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ออมสิน ร่วมกับกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ธนาคารออมสิน โดย นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมเป็นเจ้าภาพกับกระทรวงการคลังในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และวางพวงมาลาถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ เพื่อแสดงความอาลัย และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พร้อมมี ผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกระทรวงการคลัง ร่วมในพิธี ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/127904&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aB5usRR_WUXCRGaSm0Qbt

  • “ตรีนุช” เดินหน้าช่วยผู้ประกันตน ได้รับเงินสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจากเหตุสู้รบชายแดน สูงสุด 180 วัน

    “ตรีนุช” เดินหน้าช่วยผู้ประกันตน ได้รับเงินสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจากเหตุสู้รบชายแดน สูงสุด 180 วัน

    นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้ลงนามในร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการได้รับประโยชน์ในกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการสู้รบบริเวณชายแดน รวมทั้งร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การกำหนดท้องที่ให้ความช่วยเหลือและระยะเวลาการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการรบบริเวณชายแดน แล้ว ซึ่งหลังจากนี้ จะส่งเรื่องไปยัง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

    โดยมาตรการดังกล่าวจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกันตน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดน จนไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ หรือกรณีนายจ้างต้องหยุดกิจการชั่วคราวและไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ ซึ่งพื้นที่ที่ได้รับการช่วยเหลือ ประกอบด้วย

    1.จันทบุรี ในพื้นที่อำเภอเมืองจันทบุรี แก่งหางแมว ขลุง เขาคิชฌกูฏ ท่าใหม่ นายายอาม โป่งน้ำร้อน มะขาม แหลมสิงห์ และสอยดาว

    2. ตราด ในพื้นที่ อำเภอเมืองตราด เขาสมิง คลองใหญ่ และบ่อไร่

    3. บุรีรัมย์ ในพื้นที่ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ บ้านกรวด และละหานทราย

    4. ศรีสะเกษ ในพื้นที่ อำเภอกันทรลักษณ์ ขุขันธ์ ขุนหาญ ไพรบึง และภูสิงห์

    5.สระแก้ว ในพื้นที่ อำเภอโคกสูง คลองหาด ตาพระยา และอรัญประเทศ

    6. สุรินทร์ ในพื้นที่ อำเภอเมืองสุรินทร์ กาบเชิง เขวาสินรินทร์ จอมพระ ชุมพลบุรี ท่าตูม โนนนารายณ์ บัวเชด ปราสาท พนมดงรัก รัตนบุรี ลำดวน ศีขรภูมิ ศรีณรงค์ สนม สังขะ และสำโรงทาบ

    7. อุบลราชธานี ในพื้นที่ อำเภอนาจะหลวย น้ำขุ่น และน้ำยืน

    นางสาวตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกันตนที่อยู่ในพื้นที่ประกาศจะได้รับเงินสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานในอัตรา ร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน ตลอดช่วงที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่รวมแล้วไม่เกิน 180 วัน ซึ่งจะทำให้มีลูกจ้างได้รับการช่วยเหลือ 577 ราย คิดเป็นเงินจำนวน 2,703,250 บาท

    “กระทรวงแรงงานจะเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประกันตนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและครอบคลุม” นางสาวตรีนุช กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/127933&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PvF2VSZ0GJtLmNQcBz7_P

  • สพพ. ร่วมพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    สพพ. ร่วมพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    สพพ. ร่วมพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    นายพีรเมศร์ วุฒิธรเนติรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) พร้อมด้วย พันเอกศรัณยู วิริยเวชกุล และนายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ ได้เข้าร่วมพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการนี้ กระทรวงการคลังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในการประกอบพิธี เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีนำคณะผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงการคลัง เข้าร่วมประกอบพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/995285&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LNr4hFzdyxXDfom2fl4t4

  • หุ้นไทยหลังเลือกตั้ง 69  รับแรงบวก เงินทุนไหลเข้า ท่องเที่ยวฟื้น

    หุ้นไทยหลังเลือกตั้ง 69 รับแรงบวก เงินทุนไหลเข้า ท่องเที่ยวฟื้น

    หุ้นไทยหลังเลือกตั้ง 69 บล.กสิกรไทย ชี้ หุ้นไทย ได้รับปัจจัยหนุนจากความคาดหวังเชิงบวกต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะมาตรการสนับสนุนการบริโภคและการเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน ซึ่งจะช่วยหนุนกำลังซื้อในประเทศ

    ตลาดหุ้นไทย เริ่มต้นปีด้วยสัญญาณเชิงบวก หลัง ดัชนี SET ฟื้นตัวแข็งแกร่งจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติในเดือน ม.ค. ความเชื่อมั่นการลงทุนทยอยกลับมา ขณะที่สายตาตลาดหันไปจับความคาดหวังหลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุนในระยะถัดไป

    สำหรับเดือน ก.พ. แนวโน้มตลาดหุ้น ถูกประเมินว่ายังมีแรงส่งเชิงบวก จากความหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การฟื้นตัวชัดเจนของภาคการท่องเที่ยว และโอกาสผ่อนคลายนโยบายการเงิน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

    บล.กสิกรไทย ระบุว่า ในเดือนม.ค. ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง 5.2% แม้ตลาดจะเผชิญความผันผวนในช่วงต้นเดือนจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีต้องการครอบครองกรีนแลนด์ และความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจใช้กำลังทางทหารกับอิหร่าน นอกจากนี้ดัชนีตลาดยังถูกกดดันจากการขาย Big Lot หุ้น DELTA รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลลบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดโดยรวม อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นการลงทุนเริ่มปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือน หลังทรัมป์ชี้แจงในเวที World Economic Forum ที่เมืองดาวอสว่าจะไม่ใช้กำลังเพื่อเข้าครอบครองกรีนแลนด์ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนไหลเข้า บนคาดการณ์ว่า MSCI ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลให้จะมีเม็ดเงินลงทุนไหลออกมายังตลาดในภูมิภาคอื่น รวมถึงประเทศไทย

    ความคาดหวังเชิงบวกด้านนโยบายหลังการเลือกตั้ง

    มองไปข้างหน้าเราเชื่อว่า ทิศทางตลาดหุ้น หลังการเลือกตั้ง มีแนวโน้มเชิงบวกต่อในเดือน ก.พ. จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

    (1) ความเชื่อมั่นเชิงบวกหลังการเลือกตั้ง

    (2) การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ชัดเจนขึ้น

    (3) ความเป็นไปได้ที่ กนง. อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง

    แม้ว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่จะตระหนักถึงข้อจำกัดด้านนโยบายการคลัง แต่ นโยบายเศรษฐกิจ ที่นำเสนอในช่วงหาเสียงยังคงมีลักษณะเชิงประชานิยมอยู่บ้าง โดยเฉพาะมาตรการสนับสนุนการบริโภคของภาคเอกชน นอกจากนี้หลายพรรคการเมืองยังมีแผนเสนอที่จะเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือนผ่านการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการและทหาร ซึ่งนโยบายเหล่านี้มีแนวโน้มช่วยสนับสนุนกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ

    ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวชัดเจนขึ้น และแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจาก ธปท.

    นอกเหนือจากความคาดหวังเชิงบวกด้าน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง เราเชื่อว่าการฟื้นตัวของ ภาคการท่องเที่ยวไทย จะเห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่เดือนก.พ. 2569 เป็นต้นไป โดยการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเชิง YoY มีโอกาสพลิกกลับมาเป็นบวกเป็นครั้งแรกในรอบ 13 เดือน ซึ่งจะได้รับแรงหนุนไม่เพียงแต่จากฐานที่ต่ำในปีก่อนจากเหตุการณ์ลักพาตัวนักท่องเที่ยว แต่ยังรวมถึงช่วงเวลาของเทศกาลตรุษจีนที่ปีนี้อยู่ในเดือน ก.พ. เทียบกับปีก่อนที่อยู่ในเดือน ม.ค. นอกจากนี้ เราเชื่อว่ามีโอกาสที่ กนง. อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีก 25bps ในเดือนก.พ. จาก 1.25% เหลือ 1.00% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอและความเสี่ยงด้านเงินฝืด

    คาดเห็นแนวโน้มเชิงบวกต่อเนื่องในเดือน ก.พ.

    เราคงเป้าหมายดัชนี SET index ปี 2569 ที่ 1,375 จุด บนประมาณการ market EPS ปี 2569 ที่ 90.5 บาท และใช้ PER ที่ 15.2 เท่า ซึ่งให้ส่วนลด -0.25SD จากค่าเฉลี่ยระยะยาว เราแนะนำเพิ่มระดับความเสี่ยงในการจัดพอร์ตการลงทุน เนื่องจากแวดล้อมเชิงบวกบนความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งด้านนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน ควบคู่กับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ชัดเจนขึ้น

    หุ้นแนะนำ เราเลือกกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ผสมผสานหุ้นที่อิงเศรษฐกิจในประเทศเช่น กลุ่มพลังงาน ท่องเที่ยว การเงิน และค้าปลีก

    หุ้นเด่น ประจำเดือน ก.พ. คือ TOP, GULF, TURBO, MRDIYT และ CENTEL

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1220208&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Pe4PEhlsKp6hNcchC4hCL

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ห่วงใยความปลอดภัย เร่งปกป้องผู้บริโภค เดินหน้าทลายโกดัง “ของใช้เถื่อน” ล็อตใหญ่ ย่านสมุทรสาคร ยึดของกลางได้กว่า 2 แสนชิ้น มูลค่ากว่า 60 ลบ.

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ห่วงใยความปลอดภัย เร่งปกป้องผู้บริโภค เดินหน้าทลายโกดัง “ของใช้เถื่อน” ล็อตใหญ่ ย่านสมุทรสาคร ยึดของกลางได้กว่า 2 แสนชิ้น มูลค่ากว่า 60 ลบ.

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาแสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค จากสถานการณ์การลักลอบจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นสินค้าด้อยคุณภาพที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและของใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมเน้นย้ำให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้า ไม่ตัดสินใจซื้อเพียงเพราะสินค้ามีราคาถูกกว่าในท้องตลาด และควรเลือกซื้อจากแหล่งจำหน่ายที่มีความน่าเชื่อถือ

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน เนื่องจากปัจจุบันยังคงพบการลักลอบจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งสินค้าดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังแฝงความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและของใช้ในชีวิตประจำวันที่ไม่ได้มาตรฐาน กรมฯ จึงเร่งเครื่องดำเนินมาตรการป้องกันและปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าที่ไม่มีคุณภาพหรือมีสารอันตรายเจือปน อาทิ เครื่องสำอางที่มีสารปรอทหรือสเตียรอยด์ รวมถึงสินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. หรือ อย. เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนในระยะยาว

    ทั้งนี้ เพื่อให้การป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงบูรณาการการทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างใกล้ชิด โดยผนึกกำลังกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และภาคเอกชนตัวแทนเจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ปูพรมปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั่วประเทศ โดยจัดชุดปฏิบัติการตรวจสอบและเฝ้าระวังจุดนำเข้าสินค้า แหล่งกระจายสินค้า และอาคารหรือโกดังเก็บสินค้าอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเข้าสู่ตลาดทั้งช่องทางออนไลน์และท้องตลาดทั่วไป ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวด

    สำหรับปฏิบัติการล่าสุด เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับเจ้าหน้าที่ บก.ปอศ. และตัวแทนเจ้าของสิทธิจากบริษัท อาร์.ดับบลิว.ที. อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ จำกัด และบริษัท ติลลิกีแอนด์กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เข้าตรวจค้นโกดังเก็บสินค้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร พบสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าปลอมที่ไม่มีฉลากหรือแหล่งที่มาของสินค้ารวม 223,404 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 63.20 ล้านบาท โดยของกลางส่วนใหญ่เป็นสินค้าด้อยคุณภาพที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของประชาชน อาทิ แชมพู โลชั่นบำรุงผิว ครีมทาหน้า เซรั่มบำรุงผิวหน้า ยาสีฟัน และหัวเทียนมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น ซึ่งปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการขยายผลจากการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในช่องทางออนไลน์ นำมาสู่การตรวจค้นและจับกุมผู้กระทำความผิดรายใหญ่ในพื้นที่เป้าหมายที่ใช้เป็นแหล่งลักลอบกักเก็บสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในครั้งนี้

    ทั้งนี้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เน้นย้ำให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้า โดยควรซื้อสินค้าจากสถานที่จำหน่ายที่เชื่อถือได้ หรือหากเป็นสินค้าออนไลน์ก็ควรเลือกซื้อจากร้านค้าทางการ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าที่มีราคาต่ำผิดปกติหรือไม่มีข้อมูลผู้จำหน่ายที่ชัดเจน และควรตรวจสอบเครื่องหมายรับรองและฉลากผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด เช่น เครื่องหมายการค้า ชื่อที่ตั้งผู้ผลิต/ผู้นำเข้า ฉลากข้อความภาษาไทย ชื่อและชนิดของเครื่องสำอาง สารที่ใช้เป็นส่วนผสม เลขที่ใบรับแจ้ง ปริมาณสุทธิ เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต วันที่ผลิต และคำเตือน เป็นต้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

    นางอรมน กล่าวทิ้งท้ายว่า การป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมกันไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่ขาย และไม่สนับสนุนสินค้าปลอมทุกรูปแบบ เพื่อสร้างระบบนิเวศการค้าที่โปร่งใส เป็นธรรม และเอื้อต่อการค้าการลงทุนในระยะยาว ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฝ้าระวัง หากพบเบาะแสการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา www.ipthailand.go.th หัวข้อบริการ “แจ้งเบาะแสการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” หรือโทรสายด่วน 1368

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/995228&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zYZ6f5tPepl24oiU9LJ_K

  • สื่อนอกตั้งคำถามแรง ไทยเลือกตั้งกี่ครั้งก็ไม่เปลี่ยน หากไม่ผ่าตัดโครงสร้าง จับตาศึกสามขั้ว 8 ก.พ. ชี้ชะตา ประเทศจะหลุดพ้นหรือจมซ้ำวงจรเดิม

    สื่อนอกตั้งคำถามแรง ไทยเลือกตั้งกี่ครั้งก็ไม่เปลี่ยน หากไม่ผ่าตัดโครงสร้าง จับตาศึกสามขั้ว 8 ก.พ. ชี้ชะตา ประเทศจะหลุดพ้นหรือจมซ้ำวงจรเดิม

    ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง ก่อนถึงการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คำถามสำคัญที่สังคมกำลังจับตา คือ การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ของประเทศไทย หรือจะเป็นเพียงการย้ำรอยอยู่กับที่เช่นเดิม

    บทความล่าสุดจาก Bloomberg วิเคราะห์สถานการณ์ที่น่ากังวลของประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมาแม้ประชาชนจะพยายามออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศมากแค่ไหน แต่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจไทยกลับดูเหมือนจะติดหล่มอยู่ในโครงสร้างแบบเดิมที่ไม่เอื้อต่อการก้าวไปข้างหน้าในโลกยุคอนาคต

    ยิ่งวันนี้ความหวังที่การเลือกตั้งจะเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ครั้งใหญ่เริ่มถูกตั้งคำถามว่าอาจเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะตราบใดที่โครงสร้างเชิงอำนาจและเศรษฐกิจยังไม่ได้รับการเขย่าใหม่ สังคมไทยก็ทำได้แค่เดินวนอยู่ในอ่างของปัญหาเดิมๆ ที่รุมเร้ามานานกว่าสองทศวรรษ

    หากย้อนกลับไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเป็นดาวรุ่งที่ถูกคาดหมายว่าจะเจริญรอยตามเสือเศรษฐกิจอย่างเกาหลีใต้หรือสิงคโปร์ แต่ภาพฝันนั้นกลับสลายไปเพราะวงจรการรัฐประหารที่ซ้ำซากและความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ทำให้รัฐบาลขาดความต่อเนื่องในการบริหาร

    ทำให้ปัจจุบันไทยกลายเป็นประเทศที่โตไม่ทันโลก และรั้งท้ายเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งสะท้อนให้เห็นชัดจากข้อมูล ที่ระบุว่า นับตั้งแต่ช่วงก่อนโควิด เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 5% หรือเฉลี่ยเพียง 1% ต่อปี ในขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดียพุ่งทะยานไปถึง 40%

    ในช่วงเวลาเดียวกัน ปัญหาของไทยไม่ได้มีแค่เรื่องตัวเลข GDP เท่านั้น แต่ยังรวมถึงหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง โครงสร้างประชากรที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว และขาดแคลนอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเข้ามาเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนประเทศแทนที่การท่องเที่ยวและการส่งออกที่เริ่มอ่อนแรงลง

    ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้จึงกลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันแบบสามขั้วที่น่าจับตา ระหว่าง ‘พรรคประชาชน’ ทายาททางการเมืองของพรรคก้าวไกลที่เน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการทลายทุนผูกขาด กับขั้วของ ‘พรรคเพื่อไทย’ และ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีรักษาการ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ยังคงเน้นนโยบายประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นหลัก

    แม้พรรคประชาชนจะครองความนิยมในเขตเมืองและเสนอทางออกผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม แต่หนทางสู่การจัดตั้งรัฐบาลกลับเต็มไปด้วยขวากหนาม เพราะขาดพันธมิตรทางการเมืองที่จะช่วยรวบรวมเสียงให้ถึงกึ่งหนึ่งของสภา ซึ่งต่างจากขั้วเพื่อไทยและภูมิใจไทยที่มีฐานเสียงกว้างขวางและมีความพร้อมในการจับมือกันเพื่อรักษาอำนาจเดิมไว้มากกว่า

    อีกหนึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในเศรษฐกิจไทย คือ การผูกขาด โดยข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ชี้ชัดว่า รายได้ของเศรษฐกิจไทยมากกว่า 85% กระจุกตัวอยู่ในมือบริษัทเพียงราว 5% เท่านั้น ขณะที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ไม่กี่ตระกูลมีอิทธิพลครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่อาหาร พลังงาน ไปจนถึงโทรคมนาคม และมีสัดส่วนรวมเกือบ 20% ของมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ไทย

    โครงสร้างดังกล่าวส่งผลให้เกิดภาวะ ปลาใหญ่กินรวบ บั่นทอนการแข่งขัน ปิดกั้นนวัตกรรม และซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพของประชาชนให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม บรรยากาศบนเวทีหาเสียงยังคงถูกครอบงำด้วยนโยบายประชานิยม ตั้งแต่โครงการรัฐช่วยจ่ายไปจนถึงแนวคิดอย่าง หวยใบเสร็จ ท่ามกลางคำเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์ว่า มาตรการเหล่านี้อาจให้ผลได้อย่างจำกัด เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังของประเทศกำลังหดแคบลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้เพดานราว 66% ของ GDP ประกอบกับมุมมองเชิงลบจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทำให้รัฐบาลชุดใหม่ต้องเริ่มต้นการทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่ตึงตัวอย่างยิ่ง

    ในภาพใหญ่ Bloomberg Economics ประเมินว่า ไทยกำลังแสดงอาการของภาวะ ‘ประเทศพัฒนาแล้วทั้งที่ยังยากจน’ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนอันตรายสำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าสู่ไทยยังตามหลังมาเลเซียและเวียดนามอยู่หลายเท่าตัว สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพระยะยาวของประเทศที่กำลังลดลงอย่างน่ากังวล หากรัฐบาลใหม่ยังลังเลที่จะเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพราะเกรงผลกระทบในระยะสั้น ไทยอาจพลาดเป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงไปอย่างถาวร

    ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเข้าคูหาเพื่อเลือกบุคคลใหม่มาดำเนินนโยบายแบบเดิม แต่คือจุดตัดสินใจครั้งสำคัญว่า ประเทศไทยจะยอมรับความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่อคลี่คลายปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือจะปล่อยให้เศรษฐกิจค่อยๆ ซบเซาลงจนยากจะฟื้นกลับได้ในอีกสามทศวรรษข้างหน้า

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-election-economy-reform/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12K9z4fzKNk7QG1RAfTz96

  • พรรคปวงชนไทยเปิดตัว “บัตรทองสัตว์เลี้ยง” นโยบายสุดล้ำที่คนเลี้ยงสัตว์ต้องฟัง

    พรรคปวงชนไทยเปิดตัว “บัตรทองสัตว์เลี้ยง” นโยบายสุดล้ำที่คนเลี้ยงสัตว์ต้องฟัง

    พรรคปวงชนไทยเปิดตัว

    พรรคปวงชนไทยเปิดตัว “บัตรทองสัตว์เลี้ยง” นโยบายสุดล้ำที่คนเลี้ยงสัตว์ต้องฟัง

    7 ก.พ. 2569 นายวิทยา ติรณะประกิจ ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ บัตรชมพู เบอร์ 23 พรรคปวงชนไทย เปิดเผยว่า พรรคปวงชนไทยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาปากท้องและความเสี่ยงในชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นอันดับแรก โดยนำเสนอนโยบายที่ออกแบบจากข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่เพียงคำสัญญาทางการเมือง

    ตัวอย่างนโยบายสำคัญที่พรรคปวงชนไทยนำเสนอ

    1) นโยบาย “SME ติดจรวด”

    มุ่งยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ ผ่านมาตรการลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และเปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเป็นธรรม รวมถึงการลดภาระค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและต้นทุนแฝงที่ทำให้ SME ไทยเสียเปรียบในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน

    พรรคปวงชนไทยเปิดตัว

    2) นโยบายเพิ่มสิทธิประชาชนด้านการคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ

    เพื่อลดความเสี่ยงทางการเงินของครอบครัวไทย พรรคเสนอการขยายกลไกการคุ้มครองให้ประชาชนได้รับการดูแลเมื่อประสบอุบัติเหตุ ทั้งในด้านค่ารักษาพยาบาลและเงินช่วยเหลือกรณีเสียชีวิต โดยยืนยันว่าไม่ตัดสิทธิในระบบหลักประกันเดิม และไม่เพิ่มภาระงบประมาณรัฐในระยะยาว

    3) นโยบาย “บัตรทองน้องหมาแมว”

    สะท้อนการมองคุณภาพชีวิตครัวเรือนไทยอย่างรอบด้าน โดยเสนอระบบดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงขั้นพื้นฐาน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดของครอบครัว และส่งเสริมสุขภาวะของสัตว์เลี้ยงควบคู่กับสุขภาพของคนในบ้าน

    นายวิทยากล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายของพรรคปวงชนไทยไม่ได้มองประชาชนเป็นเพียงผู้รับความช่วยเหลือ แต่เป็น “พลังหลักของประเทศ” ที่ควรได้รับระบบเศรษฐกิจและสวัสดิการที่เป็นธรรม โปร่งใส และยั่งยืน

    พรรคปวงชนไทยยืนยันจุดยืนในการเป็นพื้นที่ทางการเมืองของแนวคิดใหม่ การเมืองเชิงนโยบาย และการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/613193&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ak4xy3iFHmRqjuIFwhpz9

  • “

    “Farm to Trip”: พลิกโฉมเกษตรอัจฉริยะ สู่แม่เหล็กการท่องเที่ยวแห่งอนาคต


    7/02/2569 | 101 |

    โดย: ทีมวิเคราะห์เศรษฐกิจและนวัตกรรม

    เมื่อลมหนาวพัดมาในเดือนธันวาคม ภาพของท้องทุ่งนาสีทองและสวนผลไม้ที่ดกสะพรั่งไม่ได้เป็นเพียงแหล่งผลิตอาหารอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “Destination” สำคัญที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกถวิลหา ภายใต้แนวคิด “Farm to Trip” ที่เปลี่ยนจากภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมสู่การเป็น “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและหัวใจของชุมชน

    1. Smart Farming: เมื่อเทคโนโลยีสร้าง “ประสบการณ์” ไม่ใช่แค่ “ผลผลิต”

    หัวใจสำคัญของเกษตรสมัยใหม่คือการใช้ เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพ สินค้าเกษตรไทยอย่าง ข้าว ผลไม้ และยางพารา ถูกยกระดับด้วยระบบ IoT (Internet of Things) และ AI

    • Precision Agriculture: การใช้โดรนสำรวจสุขภาพพืชและระบบน้ำอัจฉริยะ ทำให้นักท่องเที่ยวได้เห็นการจัดการฟาร์มที่แม่นยำและสะอาดตา ฟาร์มกลายเป็น “ห้องเรียนมีชีวิต” ที่คนเมืองสามารถเข้ามาเรียนรู้การปลูกพืชด้วยเทคโนโลยีผ่านหน้าจอแท็บเล็ต

    • Quality Standard: เมื่อเทคโนโลยีช่วยคุมมาตรฐานให้สูงขึ้น ผลผลิตในฟาร์มจึงพร้อมส่งออกสู่ตลาดโลก (Global Market) ทันที นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจึงมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะได้ชิมผลไม้เกรดพรีเมียมที่สุดในที่ที่มันถูกปลูกขึ้นมา

    2. เชื่อมโยง SME และ OTOP: จากท้องถิ่นสู่สากล

    เศรษฐกิจฐานรากจะเข้มแข็งได้ต้องมีการเชื่อมโยง ผลผลิตจากการทำ Smart Farm ถูกนำมาต่อยอดโดย SME ในชุมชนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม:

    • Packaging & Storytelling: ข้าวพื้นเมืองถูกแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงาม หรือผลไม้ถูกแปรรูปเป็นขนมขบเคี้ยวเกรดส่งออก ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน สินค้า OTOP เหล่านี้ถูกจัดวางในฐานะ “ของฝากระดับ High-end” สำหรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่

    • Revenue Circular: เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมายังฟาร์ม รายได้จะไม่กระจุกตัวอยู่ที่เจ้าของฟาร์มเพียงอย่างเดียว แต่จะกระจายไปยังที่พักชุมชน ร้านอาหาร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ผลิตสินค้าแปรรูป เกิดเป็นวงจรเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    3. การท่องเที่ยวสายเขียว (Green Tourism) ในเดือนธันวาคม

    เดือนธันวาคมเป็นช่วง High Season ที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับ Sustainability (ความยั่งยืน) * ฟาร์มอัจฉริยะมักมาพร้อมกับการจัดการพลังงานสะอาด (เช่น Solar Cell) และการลดการใช้สารเคมี ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

    • การที่นักท่องเที่ยวได้ร่วมกิจกรรม “Harvest Festival” หรือเทศกาลเก็บเกี่ยวที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้การท่องเที่ยวเชิงเกษตรดูทันสมัย (Trendy) และเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z และ Millennials) ได้มากขึ้น


    บทสรุป (Summary)

    แนวคิด Farm to Trip คือการใช้ Smart Farming เป็นตัวชูโรงเพื่อสร้างสินค้าเกษตรคุณภาพสูง ควบคู่ไปกับการเปิดฟาร์มให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยมีสินค้า SME และ OTOP เป็นแรงขับเคลื่อนรายได้เสริม สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก แต่ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง (High Value Tourism) ทำให้เกษตรกรไทยก้าวพ้นจากการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบสู่การเป็น “ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงนวัตกรรม” อย่างเต็มตัว


    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลสนับสนุน (References)

    • กระทรวงเกษตรและเกษตรสหกรณ์ (MOAC): แผนยุทธศาสตร์เกษตรอัจฉริยะ 2565-2570 ที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและยกระดับมาตรฐานสินค้า GAP และ Organic

    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT): นโยบาย “Amazing Thailand Healthy Journey” และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agritourism) เพื่อกระจายรายได้สู่เมืองรอง

    • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa): โครงการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในภาคการเกษตร (Digital Agriculture)

    • World Bank Report: รายงานเรื่อง “The Future of Food” ที่เน้นย้ำถึงการรวมเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับโซ่คุณค่าอาหารเพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก

    “เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน”


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/471804&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xZPg2pOBxKfX1MWsjeRGG