Category: เศรษฐกิจ

  • ส.อ.ท. ชี้เค้าลางรัฐบาลใหม่ เร่ง ‘แก้ปากท้อง-หนี้ครัวเรือน-คอร์รัปชั่น’ กู้เศรษฐกิจ

    ส.อ.ท. ชี้เค้าลางรัฐบาลใหม่ เร่ง ‘แก้ปากท้อง-หนี้ครัวเรือน-คอร์รัปชั่น’ กู้เศรษฐกิจ

    วันนี้ (8 ก.พ. 2569) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์สดผ่านรายการพิเศษ “เกาะติดเลือกตั้ง 69 วินาทีชี้ชะตา อนาคตประเทศ” โดย “กรุงเทพธุรกิจ” ในช่วงค่ำของวันนับคะแนนเลือกตั้ง แม้ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 20.00 น. จะยังไม่ครบ 100% แต่เริ่มเห็นเค้าลางแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ชัดเจนขึ้น โดยประเมินว่า “พรรคภูมิใจไทย” มีโอกาสสูงที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ “ความเสถียรภาพทางการเมือง” ซึ่งภาคเอกชน โดยเฉพาะคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า หากสูตรรัฐบาลสามารถรวมเสียงพรรคร่วมได้มากกว่า 300 เสียงขึ้นไปจะช่วยสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และเป็นปัจจัยบวกอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง

    “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” จับมือได้ ไม่ปิดประตูใคร

    สำหรับความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย นายเกรียงไกรมองว่า มีโอกาสค่อนข้างสูง เนื่องจากทั้งสองพรรค ไม่ได้หาเสียงในลักษณะตั้งเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นว่าจะไม่ร่วมงานกับพรรคใดพรรคหนึ่ง ถือว่ามีความเปิดกว้างมากกว่าบางพรรคการเมืองที่มีข้อจำกัดชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งหากจับมือกันได้ และดึงพรรคอื่นเข้าร่วมเพิ่มเติม ก็จะยิ่งเพิ่มเสถียรภาพให้รัฐบาลใหม่

    นายเกรียงไกร กล่าวเน้นย้ำว่า สิ่งที่ภาคเอกชนอยากฝากถึงรัฐบาลใหม่มากที่สุด คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ซึ่งถือเป็นวิกฤตใหญ่ที่สุดในเวลานี้ โดยปัจจุบัน หนี้ครัวเรือนของไทยสูงเกือบ 90% ต่อ GDP และหากนับรวมหนี้นอกระบบเข้าไป จะพุ่งสูงถึงประมาณ 104% สะท้อนชัดว่ารายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ส่งผลให้กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจหายไปอย่างมาก

    นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเร่งด่วนอีกอย่างน้อย 3-4 เรื่องที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งจัดการ ได้แก่ 1. วิกฤติ SME โดยเฉพาะกลุ่มที่มีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่ากังวล

    2. การส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญแรงกดดันจาก “ค่าเงินบาทที่แข็งค่า”กระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

    3. สภาพคล่อง SME ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากสินเชื่อธนาคารหดตัวต่อเนื่อง สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้จากความเสี่ยง NPL ทำให้ SME ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงต้องออกมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินที่ “ตรงเป้าและแม่นยำ”

    4.  สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ที่ทะลักเข้ามาในตลาด ทั้งถูกกฎหมายและลักลอบ ส่งผลให้ SME ไทยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้และต้องปิดกิจการลง

    ครม.เศรษฐกิจต้อง “ไม่เทา” ชูมืออาชีพ ไม่แบ่งโควตา

    เมื่อถูกถามถึงความคาดหวังต่อโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ นายเกรียงไกร กล่าวย้ำชัดว่า รัฐบาลใหม่ต้อง “ไม่สีเทา” และสิ่งที่ภาคเอกชนต้องการคือ “มืออาชีพ” ที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์จริง เข้ามาดูแลกระทรวงเศรษฐกิจหลัก เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และและกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น

    ภาคเอกชนไม่ต้องการเห็นการจัดสรรตำแหน่งแบบ “โควต้าพรรคร่วม” แต่ต้องการทีมเศรษฐกิจที่ทำงานบูรณาการร่วมกัน เป็น Dream Team มีความเสียสละ และมีความต่อเนื่องของนโยบาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ท่ามกลางปีที่เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายสูง โดยหลายสำนักประเมินว่า GDP ปีนี้อาจขยายตัวได้เพียง 1.6-1.8% เท่านั้น

    “คอร์รัปชันคือรูรั่วเรือ” ต้อง Zero Corruption ควบกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายเกรียงไกร ได้เปรียบเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า เหมือนเรือที่มีรูรั่ว ต่อให้รัฐอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมากเพียงใด หากยังปล่อยให้มีการคอร์รัปชัน เงินก็จะรั่วไหลออกไปหมด ดังนั้น กกร. จึงเสนอให้รัฐบาลใหม่เดินหน้า Zero Corruption ควบคู่ไปกับมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    โดยแนวทางสำคัญคือการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และลดต้นทุนแฝงทางเศรษฐกิจ พร้อมเร่งแก้ไขกฎหมายล้าสมัยกว่าแสนฉบับ ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจและการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    นายเกรียงไกร กล่าวแสดงความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยระบุว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา GDP ไทยเติบโตเฉลี่ยต่ำกว่า 2% ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเติบโตมากกว่า 8% หากไทยไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ภายในปี 2030** ไทยอาจร่วงลงไปอยู่อันดับ 5 หรือ 6 ของอาเซียน จากเดิมที่เคยเป็นหนึ่งในผู้นำของภูมิภาค

    ทั้งนี้ รัฐบาลใหม่จึงต้องเดินหน้าแผน Reinvent Thailand ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรับมือความท้าทายจากภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สงครามการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายกีดกันทางการค้า รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและผลกระทบจาก AI ขณะเดียวกัน ต้องดูแลไม่ให้การส่งเสริมการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือคลาวด์เซอร์วิส กลายเป็นการเติบโตที่กระจุกตัวเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ แต่ทิ้ง SME ไทยไว้ข้างหลัง

    “ถ้าเรายังปล่อยให้เศรษฐกิจไทยเป็น ‘คนป่วยของเอเชีย’ ต่อไป โดยไม่ซ่อมโครงสร้างและอุดรูรั่ว วันนี้เราอาจยังไม่ล้ม แต่วันหนึ่งอาจลุกไม่ขึ้น ดังนั้น ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ต้องเข้มแข็ง ทำงานเป็นทีม และทำงานร่วมกันทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ เพื่อพาประเทศไทยกลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vg1u-Fl7oNPHp1jfU1GCM

  • แรงขายทองทำบาทอ่อน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด สัปดาห์หน้า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวที่ 31.30 – 32.00 บาท/ดอลลาร์

    แรงขายทองทำบาทอ่อน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด สัปดาห์หน้า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวที่ 31.30 – 32.00 บาท/ดอลลาร์

    Logo

    Logo

    หน้าแรก เศรษฐกิจ-การเงิน แรงขายทองทำบาทอ่อน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด สัปดาห์หน้า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวที่ 31.30 – 32.00 บาท/ดอลลาร์

    กรุงเทพฯ วันที่ 8 ก.พ. – ศูนย์วิจัยกสิกรวิเคราะห์สถานการณ์ค่าเงินบาท และตลาดหุ้นไทย โดยระบุว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา (2-6 ก.พ.) เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 2 เดือนตามแรงขายทำกำไรทองคำในตลาดโลก ขณะที่ ดัชนีหุ้นไทยปิดบวกเป็นสัปดาห์ที่ 4 โดยปรับตัวขึ้นท่ามกลางแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ

    โดยสัปดาห์หน้า (9-13 ก.พ.) ศูนย์วิจัยกสิกรคาดกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.30-32.00 บาท/ดอลลาร์ฯ ส่วนดัชนีหุ้นไทย แนวรับที่ 1,330 และ 1,305 จุด แนวต้านที่ 1,375 และ 1,400 จุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/276265&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GELOc86QEyxTSmgzDIUKk

  • ผู้ว่าธปท. จ่อยืดอายุ LTV ปลดล็อกอสังหาฯ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ผู้ว่าธปท. จ่อยืดอายุ LTV ปลดล็อกอสังหาฯ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ผู้ว่าธปท. พร้อมผ่อนคลายมาตรการ LTV หวังประคับประคองเศรษฐกิจ หลังปีนี้ปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน กดดัน จีดีพี เติบโตไม่เต็มที่

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ เปิดเผยว่า ทำให้หลายฝ่ายประเมินกันว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้เจอภาวะเติบโตต่ำ ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า จีดีพีในปี 69 จะขยายตัวในช่วง 1.5-1.7% แต่ก็มีแนวโน้มที่อาจดีกว่าที่คาด เนื่องจากหากได้รัฐบาลใหม่เข้ามาก็จะช่วยสร้างเสถียรภาพ และหนุนให้จีดีพีเติบโตได้เพิ่มขึ้น

    แย้มต่ออายุ LTV

    อย่างไรก็ตามบริบทของธนาคารแห่งประเทศไทยพร้อมที่จะสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ โดยในเรื่องของมาตรการ LTV ที่ยังอยู่ในการพิจารณาของ ธปท. มีความเป็นไปได้ที่อาจจะผ่อนคลายต่อได้อีก 1 ปี เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในปีนี้

    เร่งปรับโครงสร้าง

    ทั้งนี้มองว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทยจีดีพีควรขยายตัวที่ระดับ 2.7% แต่ในปัจจุบันยังคงเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งในระยะยาวคงต้องเร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในหลายด้าน เพราะเครื่องมือทางการเงินอย่างดอกเบี้ยนโยบายแม้จะปรับลดลงแต่ไม่สามารถกระตุ้นจีดีพีได้มากนัก เพราะปัญหา เศรษฐกิจไทยมาจากเชิงโครงสร้างเป็นหลัก

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/08/615320/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mf_fFl03SWE-c-HUOV2OY

  • ขอแสดงความเสียใจ

    ขอแสดงความเสียใจ

    ขอแสดงความเสียใจ”ล่วงหน้า”กับทั้ง 3 ท่านนะครับ 08/02/69 #พรรคเศรษฐกิจ #พรรคทางเลือกใหม่ #เลือกตั้ง69

    เผยแพร่:

    #พรรคเศรษฐกิจ #พรรคทางเลือกใหม่ #เลือกตั้ง69 #การเมือง Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/mfru0kR4yNc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-zxVYi86KD_pMeyqo9cRt

  • จับตาเก้าอี้ ‘รมว.คลัง’ ตัวแปรชี้ทิศเศรษฐกิจไทยภายใต้ข้อจำกัดการคลัง

    จับตาเก้าอี้ ‘รมว.คลัง’ ตัวแปรชี้ทิศเศรษฐกิจไทยภายใต้ข้อจำกัดการคลัง

    ทันทีที่ปิดหีบเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เกมการเมืองไม่ได้จบลงที่การนับคะแนน หากแต่เริ่มต้นบททดสอบครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า เพราะสิ่งที่ตลาดทุน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนจับตามองไม่ใช่แค่ “ใคร” จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่คือ “ใคร” จะได้กุมบังเหียนกระทรวงการคลัง

    ท่ามกลางแรงกดดันจากหนี้สาธารณะระดับสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง และความเสี่ยงต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ชื่อของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางค่าเงินบาท ตลาดหุ้น และความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ

    ขณะที่ 3 พรรคการเมืองหลักต่างวางหมากทีมเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างชัดเจน พร้อมเป้าหมายการเติบโตตั้งแต่ 3% ไปจนถึง 5% ต่อปี ท่ามกลางเสียงเตือนจากนักวิชาการว่า ขุนคลังคนใหม่ต้องไม่ใช่แค่ “คนเก่ง” แต่ต้องมีทีมที่แข็งแรงพอจะรับมือข้อจำกัดทางการคลังที่รออยู่เบื้องหน้า 

    จากการรวบรวมข้อมูลของ 3 พรรคการเมืองหลักที่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย พบว่า แต่ละพรรคต่างมีการวางแผนและเตรียมทีมบริหารสำหรับ 3 กระทรวงเนื้อหอมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
    กระทรวงการคลัง หัวใจและเส้นเลือดใหญ่ของรัฐบาล

    ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นระดับหนี้สาธารณะสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ การขาดดุลงบประมาณ และความเสี่ยงที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกจะปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้งของไทย การคัดเลือก “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง 

    สำหรับพรรคประชาชน ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ เคยระบุว่าแม้พรรคจะมีการเปิดตัวทีมบริหารมืออาชีพไปแล้วหลายคน แต่ในส่วนของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง “ขุนคลัง” พรรคขอปิดชื่อไว้ก่อน ให้เป็นเหมือนตัว “ซีเคร็ท”

    จากการวิเคราะห์มีโอกาสเป็นไปได้ที่หากได้จัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนจะต้องทาบทาม “คนนอก” พรรคให้เข้ามานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยพรรคมีเป้าหมายในการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ปีละประมาณ 4% 

    ขณะที่พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคที่มีการประกาศชัดเจนที่สุดว่า หากได้รับเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 จะให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” นั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เหมือนเดิมเพื่อสานต่องานที่ได้ทำไว้

    ทั้งเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น โดยใช้การกระตุ้นโดยโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 การผลักดันการลงทุนที่ค้างท่อหลายแสนล้าน การดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ของประเทศ ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลังตามแผนการคลังระยะปานกลาง พ.ศ. 2569-2572 โดยพรรคมีการวางเป้าหมายให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ปีละ 3% พลัส 

    ในส่วนของพรรคเพื่อไทย แม้ไม่ได้มีการพูดถึงตัวบุคคลที่วางไว้ว่า จะให้มาดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง หากได้เป็นแกนนำการจัดตั้งรัฐบาล แต่ในส่วนของตัวบุคคลที่มีการวางไว้ให้เป็นคีย์แมนของพรรคในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ที่ชื่อของจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้รับการโปรโมทขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

    ทำให้มีโอกาสเช่นกันหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จุลพันธ์ จะขยับจากการเป็น รมช.คลังในครั้งก่อนขึ้นมานั่งในตำแหน่ง รมว.คลัง อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยยังมีเครือข่ายในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ นายธนาคาร และนักวิชาการ ที่สามารถนั่งในเก้าอี้นี้ได้อีกหลายคน 

    ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายในเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 5% ผ่านนโยบายหลายด้านทั้ง การสร้างเศรษฐีวันละ 9 คน ผ่านการทำหวยใบเสร็จ เพื่อขยายฐานรายได้ของภาครัฐด้วยการดึงร้านค้ารายย่อยเข้าระบบ

    การผลักดันโครงการคนไทยหายจน รวมทั้งจะมีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า และเงินเฟ้อหลุดกรอบเป้าหมาย โดยการปรับเปลี่ยนเป้าหมายนโยบายการเงินจากเป้าหมายเงินเฟ้อ เป็นเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

    TDRI เตือน ขุนคลังต้อง “เก่ง-กล้า-มีทีม”

    ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกและไทยเผชิญกับความท้าทายอย่างรอบด้าน ประกอบกับข้อจำกัดทางด้านพื้นที่การคลังที่มีอยู่อย่างจำกัด การคัดสรรผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” ภายหลังการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง จึงเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างยิ่ง 

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญที่สุด เนื่องจากกระทรวงการคลังเปรียบเสมือน “หัวใจ” และ “เส้นเลือดใหญ่” ของทั้งรัฐบาล ซึ่งทำหน้าที่ดูแลระบบการคลังและการใช้จ่ายเงินของประเทศ

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

    หากเกิดความผิดพลาดในการบริหารจัดการ จะนำไปสู่ปัญหาที่รุนแรงต่อภาพรวมของประเทศทันที ด้วยเหตุนี้ ตำแหน่งดังกล่าวจึงไม่สามารถมอบให้แก่ฝ่ายการเมืองที่ขาดประสบการณ์เข้ามาบริหารได้โดยง่าย แต่ต้องการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ 

    จากความท้าทายด้านข้อจำกัดทางการคลังในปัจจุบัน สเปคของรัฐมนตรีคลังที่เหมาะสมควรประกอบด้วยความสามารถใน 4 มิติหลัก ได้แก่

    • ความรู้ความสามารถทางด้านการคลังอย่างแท้จริง ต้องตระหนักและรู้เท่าทันข้อจำกัด รวมถึงภัยคุกคามทางการคลัง หากบริหารจัดการไม่ดีจะเกิดปัญหาตามมา
    • ความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญ เนื่องจากรัฐบาลที่เข้ามาใหม่มักจะมีนโยบายจำนวนมาก รัฐมนตรีคลังต้องทำหน้าที่เป็นผู้กลั่นกรอง ตรวจสอบความถูกต้อง และหาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบายที่เกิดผลจริง
    • ความกล้าหาญในการหาเงินและจัดเก็บรายได้ โดยเฉพาะการรีดภาษีจากกลุ่มที่มีทรัพยากรล้นเหลือ หรือดึงกลุ่มคนที่หลีกเลี่ยงภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบ
    • วิสัยทัศน์แห่งอนาคตและการปรับโครงสร้าง ต้องมีความสามารถในการกันงบประมาณส่วนหนึ่งไว้เพื่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในอนาคต 

    สิ่งที่น่ากังวลคือ ความเข้าใจผิดว่า ความเก่งกาจของคนเพียงคนเดียวจะสามารถคุมกระทรวงการคลังได้ เนื่องจากกระทรวงการคลังมีขนาดใหญ่และเป็นเส้นเลือดของทั้งประเทศ รัฐมนตรีคลังจึงไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดเพียงคนเดียว แต่ต้องมี “ทีมงานที่เป็นมืออาชีพ” ที่เข้มแข็งและมีจำนวนมากพอจากทุกภาคส่วน 

    ดร.นณริฏ กล่าวว่า “ทีมงานนี้จะต้องทำหน้าที่ขับเคลื่อนในทุกมิติ ทั้งเรื่องฐานภาษี การดึงคนเข้าระบบรายได้ และการปรับกระบวนการงบประมาณ หากพรรคการเมืองใดเสนอเพียงตัวบุคคลที่อ้างว่าเก่ง แต่ไม่มีทีมงานสนับสนุนที่ชัดเจน จะไม่สามารถบริหารจัดการประเทศที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนได้” 

    ในมุมมองของนักวิชาการ TDRI พบว่ามีพรรคการเมืองบางส่วนที่ยังขาดความตระหนักถึงปัญหา โดยเฉพาะพรรคที่ไม่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงหรือการปรับขึ้นภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่อันตรายและแสดงถึงการไม่รับรู้ถึงปัญหาที่แท้จริง การกระทำเช่นนี้อาจก่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยงทางการคลังและทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก 

    “การเลือกเฟ้นทีมเศรษฐกิจโดยเฉพาะรัฐมนตรีคลังจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลยิ่งกว่ากระทรวงอื่นๆ เพราะทุกกระทรวงต้องพึ่งพางบประมาณและการตัดสินใจจากที่นี่ พรรคการเมืองจึงควรสำรวจตัวเองและเติมเต็มมิติที่ยังขาดหาย เพื่อให้ได้ทีมบริหารที่เก่งจริงและพร้อมกุมบังเหียนอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง” ดร.นณริฏ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/651094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tMt2nT5msC2KtOdBkxEHF

  • เอกชน-นักวิชาการจี้รัฐบาลใหม่ “ทำทันที-ทำจริง-ทำเป็นทีม” ฟื้นเศรษฐกิจไทยพ้นวิกฤต

    เอกชน-นักวิชาการจี้รัฐบาลใหม่ “ทำทันที-ทำจริง-ทำเป็นทีม” ฟื้นเศรษฐกิจไทยพ้นวิกฤต

    หลังการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ภาคเอกชนและนักวิชาการจากหลากหลายสาขาออกมาเสนอข้อเรียกร้องและข้อแนะนำต่อรัฐบาลชุดใหม่อย่างชัดเจน ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอจนถูกมองว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” โดยทุกภาคส่วนต่างเน้นย้ำตรงกันว่า สิ่งที่ประเทศต้องการในเวลานี้คือรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ และสามารถเดินหน้านโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงคำสัญญาหาเสียง

    ภาพประกอบข่าวเอกชน-นักวิชาการ ประสานเสียงจี้รัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69

    ภารกิจ 3 เดือนแรก: กระตุ้นเศรษฐกิจทันที”

    สิ่งที่ภาคเอกชนทุกกลุ่มเรียกร้องอย่างแข็งขันคือ “การกระตุ้นเศรษฐกิจทันที” ภายใน 3 เดือนแรกหลังจัดตั้งรัฐบาล นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ เตือนชัดเจนว่า หากรัฐบาลตั้งช้าจะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าขั้น “โคม่า” ฟื้นตัวยากขึ้น และเสนอให้สานต่อโครงการคนละครึ่งและธงฟ้าประชารัฐที่มีแพลตฟอร์มพร้อมใช้งานอยู่แล้ว แทนที่จะเสียเวลาสร้างระบบใหม่

    ในทิศทางเดียวกัน นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย ย้ำว่าภาคธุรกิจร้านอาหารต้องการรัฐบาลที่ “ทำงานเร็ว ฟังเสียงประชาชน และเปิดพื้นที่ให้ภาควิชาชีพมีส่วนร่วม” โดยเฉพาะในภาวะที่กำลังซื้ออ่อนแรง หากไม่มีมาตรการกระตุ้นทันที หรือหากใช้มาตรการที่ไม่ต่อเนื่อง เศรษฐกิจจะซึมทันที

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ขยายความว่า มาตรการระยะสั้นเป็นเพียงการประคองเท่านั้น รัฐบาลต้องมีแผนระยะกลางและระยะยาวรองรับด้วย โดยมาตรการระยะกลางควรเปลี่ยนแนวคิดจาก “รัฐราชการ” ที่ภาครัฐเป็นผู้กำหนดทิศทาง มาเป็น “รัฐประชาชน” ที่ยึดประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลาง

    วิกฤตอุตสาหกรรม: เตือนแก้ด่วนก่อนสายเกินไป

    นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เตือนว่า ประเทศไทยกำลังล้าหลังไปมาก จากเคยเป็นเสือแห่งเอเชียกลายเป็นคนกำลังป่วย และเสนอ 2 เครื่องยนต์หลักที่ต้องเร่งแก้ไขคือ

    1. การท่องเที่ยว – หากไม่เร่งพัฒนาไทยอาจเสียบัลลังก์ให้กับเพื่อนบ้าน
    2. อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน – ถูก EV เข้ามาแทนที่จนกระทบหนัก หากไม่มีนโยบายที่แน่วแน่ในการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ไทยจะสูญเสียอุตสาหกรรมนี้ไปและเกิดปัญหาใหญ่

    ภาคอุตสาหกรรมยังเสนอให้รัฐบาลมุ่งเน้นการอัพเกรดเทคโนโลยีและความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน เพื่อดูช่องว่างของอุตสาหกรรมที่ไทยกำลังตามหลัง พร้อมช่วยเหลืออุตสาหกรรมที่กำลังหนัก เช่น เสื้อผ้า ให้เพิ่มนวัตกรรมหรือปรับขนาดธุรกิจ

    ยุติโควตารัฐมนตรี เปิดทางมืออาชีพ

    ข้อเรียกร้องที่เด่นชัดจากหลายภาคส่วนคือ การเลิกใช้ระบบ “โควตารัฐมนตรี” ที่มีการแบ่งตำแหน่งตามจำนวนที่นั่งของแต่ละพรรค นายรติ พันธุ์ทวี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ระบุชัดเจนว่า ระบบนี้มักนำบุคคลที่ไม่เหมาะสมกับงานเข้ามาดำรงตำแหน่ง ส่งผลเสียต่อประชาชนและประเทศชาติ

    “แนวคิดเรื่อง put the right man on the right job หรือการใช้คนให้ถูกกับงาน ควรจะให้บุคคลที่มีความสามารถและเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่นั้นจริงๆ เข้ามาทำงาน โดยเฉพาะในกระทรวงเศรษฐกิจ เช่น กระทรวงการคลัง พาณิชย์ หรือคมนาคม ควรมีการจัดสรรตำแหน่งตามความสามารถโดยไม่เกี่ยงว่าบุคคลนั้นจะสังกัดพรรคการเมืองใด” นายรติกล่าว

    ภาพประกอบข่าว

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เสริมว่า ประเทศต้องการรัฐบาลที่สามารถทำให้นโยบายที่ประกาศไว้ “สำเร็จเป็นรูปธรรม” มากกว่าการถกเถียงเรื่องสูตรการเมือง โดยต้องเป็นรัฐบาลที่ตั้งได้เร็ว มีเสถียรภาพ และสามารถเริ่มทำงานได้ทันที

    หยุดนโยบายประชานิยม เน้นความสามารถแข่งขัน

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องเน้นประโยชน์โดยรวมและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มากกว่าการขับเคลื่อนนโยบายประชานิยมเพื่อฐานเสียงของตัวเอง และเสนอว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องทำทันทีใน 3 เดือนแรก คือ:

    1. การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น
    2. ส่งเสริมการท่องเที่ยว
    3. เจรจาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ/FTA
    4. แก้ปัญหาค่าเงิน

    นายรติ พันธุ์ทวีเสริมว่า การแจกเงินไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น และเม็ดเงินเหล่านั้นไม่ได้กลับไปสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เพราะคนไทยยังมีภาระหนี้ครัวเรือนสูง หากได้รับเงินไปก็มีแนวโน้มนำไปใช้หนี้มากกว่าใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบ

    “ควรกลับไปแก้ปัญหาที่ปัจจัยพื้นฐาน เช่น การควบคุมราคาสินค้าต่างๆ ให้มีความเหมาะสม รวมถึงการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน แม้นโยบายเหล่านี้อาจดูเหมือนเห็นผลได้ยากในระยะสั้น แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ” นายรติกล่าว

    ภาพประกอบข่าว

    ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

    รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี เสนอให้รัฐบาลใหม่วางแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ มุ่งไปเศรษฐกิจดิจิทัลและนิวเอสเคิร์ฟ รวมถึงวางแผนการสร้างคน ทั้งการ Upskill และ Reskill รองรับกับการจ้างงานที่ลดลง และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช เสนอการปฏิรูประยะยาวหลายด้าน:

    ด้านโครงสร้างพื้นฐาน – ต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะระบบคมนาคม เช่น รถไฟความเร็วสูง ที่พูดถึงมานานกว่า 10 ปีแต่ยังไม่คืบหน้า

    ด้านการศึกษา – จำเป็นต้องปฏิรูประยะยาว ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับระยะเวลาการเรียนให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงาน เพราะปัจจุบันคุณภาพการศึกษาของไทยถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง

    ด้านระบบราชการ – งบประมาณประจำปีของประเทศกว่า 70% ถูกใช้ไปกับเงินเดือนและสวัสดิการข้าราชการ รวมถึงนโยบายประชานิยม ทำให้เหลืองบลงทุนในสัดส่วนจำกัด รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญในการ “รีเชฟ” ระบบราชการ

    ค่าเงินและความสามารถแข่งขัน

    หลายภาคส่วนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าผิดปกติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างมาก นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ชี้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังร่างกฎระเบียบเรื่องการเทรดทองคำออนไลน์ เพื่อลดความผันผวนของค่าเงิน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันสร้างกลไกและเครื่องมือในการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ และปิดช่องว่างการทำธุรกรรมอื่นๆ ที่อาจกระทบค่าเงินบาท อาทิ การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล

    ต้นทุนของความล่าช้า

    ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ประเมินว่า หากการเมืองยืดเยื้อ 3 เดือน ความเสียหายโดยประมาณอยู่ที่ 0.3-0.5% ของ GDP คิดเป็น 5.5-9.5 หมื่นล้านบาท และที่หนักกว่าคือความเชื่อมั่น ซึ่งใช้เวลาฟื้นนานกว่าตัวเลข GDP

    นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. เตือนว่า การไม่มีรัฐบาลเต็มรูปแบบจะทำให้โครงการลงทุนรัฐชะงัก งบปี 2569 เดินหน้าได้ช้า และงบปี 2570 ไม่สามารถเตรียมเสนอ ครม.ได้ทันเวลา สถานการณ์นี้เหมือนเศรษฐกิจไทยกำลังนอนรอออกซิเจน หากงบประมาณไม่ลงระบบก็เท่ากับไม่มีแรงกระตุ้นใหม่เข้าสู่ตลาด

    ข้อเรียกร้อง 100 วันแรก

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล สรุปข้อเรียกร้องภายใน 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่ 5 เรื่องเร่งด่วน:

    1. แก้หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงจนกดกำลังซื้อ
    2. แก้ปัญหาสินค้านำเข้าที่ทะลักเข้ามา ส่งผลกระทบผู้ประกอบการไทย
    3. แก้ค่าเงินบาทที่แข็งผิดปกติ
    4. แก้เงินทุนสีเทาและเศรษฐกิจใต้ดิน
    5. แก้ปัญหาคอร์รัปชัน

    “ตอนนี้ประเทศไทยในสายตาต่างชาติกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย หรือ sick man ต้องยอมรับว่าไทยตอนนี้เหมือนผู้ป่วยจริงๆ ต้องรีบฟื้นร่างกายกลับมาให้ได้ ผ่านการได้รัฐบาลที่มีคนเก่งเข้ามาทำงาน ไม่ใช่หมอให้กินแต่ยาหม้อ แถมเชื่อหมอดู” นายเกรียงไกรกล่าว

    บทสรุป: เลือก “ใคร” สำคัญกว่า “พรรคไหน”

    ภาพรวมข้อเรียกร้องจากภาคเอกชนและนักวิชาการสะท้อนชัดเจนว่า สิ่งที่ประเทศต้องการไม่ใช่การถกเถียงว่าพรรคไหนควรเป็นรัฐบาล แต่คือรัฐบาลที่สามารถตั้งได้เร็ว มีเสถียรภาพ และมีทีมเศรษฐกิจมืออาชีพที่สามารถทำงานได้จริง

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช สรุปได้ตรงประเด็นว่า “ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะจัดตั้งในรูปแบบรัฐบาลพรรคเดียวหรือรัฐบาลผสม สิ่งที่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการต้องการ คือรัฐบาลที่สามารถทำให้นโยบายที่ประกาศไว้สำเร็จเป็นรูปธรรม มากกว่าการถกเถียงเรื่องสูตรการเมือง”

    ท้ายที่สุด โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในวันนี้คือการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับภูมิภาค ไม่ใช่การแข่งขันทางการเมืองภายในประเทศ หากรัฐบาลใหม่สามารถตอบโจทย์ข้อเรียกร้องเหล่านี้ได้ ประเทศไทยยังมีโอกาสหลุดพ้นภาพ “คนป่วยเอเชีย” และกลับสู่เส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืนได้อีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/651051&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PsgtKtUWJl5031wBfZF0k

  • ธนาคารกลางจีนซื้อทองคำต่อเนื่องเดือนที่ 15 บริหารความเสี่ยงทุนสำรอง

    ธนาคารกลางจีนซื้อทองคำต่อเนื่องเดือนที่ 15 บริหารความเสี่ยงทุนสำรอง

    ธนาคารกลางจีนเดินหน้าซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 ในเดือนมกราคม หนุนมูลค่าทุนสำรองพุ่ง แม้ราคาทองผันผวนแรงจากปัจจัยการเมืองและนโยบายสหรัฐ

    ธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China: PBOC) เดินหน้าซื้อทองคำเพิ่มเป็นเดือนที่ 15 ติดต่อกันในเดือนมกราคมที่ผ่านมา สะท้อนยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก ตามข้อมูลที่ PBOC เปิดเผยเมื่อวันเสาร์

    ข้อมูลระบุว่า ปริมาณการถือครองทองคำของจีนเพิ่มขึ้นเป็น 74.19 ล้านทรอยออนซ์ ณ สิ้นเดือนมกราคม จากระดับ 74.15 ล้านทรอยออนซ์ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าทุนสำรองทองคำของจีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มาอยู่ที่ 369.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 319.45 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนก่อนหน้า

    ราคาทองคำ ซึ่งถูกมองมาอย่างยาวนานว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสำหรับป้องกันความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ เผชิญความผันผวนรุนแรงในเดือนมกราคม จากแรงเก็งกำไรที่ผลักดันราคาขึ้นไปใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    อย่างไรก็ดี กระแสราคาขาขึ้นของทองคำในตลาดสปอตพลิกกลับอย่างรวดเร็ว ภายหลังการเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ (U.S. Federal Reserve) คนถัดไปในช่วงปลายเดือนมกราคม ส่งผลให้ราคาทองคำร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 4,403.24 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะฟื้นตัวมาเคลื่อนไหวอยู่ราว 4,960 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปัจจุบัน

    ธนาคารกลางจีนซื้อทองคำต่อเนื่องเดือนที่ 15 บริหารความเสี่ยงทุนสำรอง

    ในด้านอุปสงค์ภายในประเทศ สมาคมทองคำจีน (China Gold Association) ระบุว่า การบริโภคทองคำของจีนลดลงเป็นปีที่สองติดต่อกันในปี 2025 ลดลง 3.75% เหลือ 950 เมตริกตัน อย่างไรก็ตาม ความต้องการซื้อทองคำแท่งและเหรียญทอง ซึ่งสะท้อนแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย กลับเพิ่มขึ้นเป็นปีที่สอง โดยพุ่งขึ้นถึง 35.14% ในปี 2025 และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการบริโภคทองคำทั้งหมด

    ทั้งนี้ PBOC เคยยุติการซื้อทองคำต่อเนื่องยาวนาน 18 เดือนในเดือนพฤษภาคม 2024 ก่อนจะกลับมาซื้ออีกครั้งหลังจากนั้นราว 6 เดือน ตอกย้ำบทบาทของทองคำในยุทธศาสตร์บริหารทุนสำรองของจีนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/737679&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ctRpfK3tJpD1hIdZJdks7

  • “เกรียงไกร” ฝากรัฐบาลใหม่ เร่งฟื้นเศรษฐกิจ คุมคอร์รัปชัน

    “เกรียงไกร” ฝากรัฐบาลใหม่ เร่งฟื้นเศรษฐกิจ คุมคอร์รัปชัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 ก.พ.69) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เดินทางมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และออกเสียงประชามติ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 8, 9 และ 10 แขวงสี่พระยา เขตบางรัก บริเวณศูนย์บริการสาธารณสุข 23 สี่พระยา ตั้งแต่ช่วงเช้า

    นายเกรียงไกรกล่าวภายหลังการใช้สิทธิว่า จากการสังเกตบรรยากาศในช่วงเช้า พบว่าประชาชนที่มาใช้สิทธิส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ และยังมีประชาชนจำนวนหนึ่งสอบถามเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง เนื่องจากเกิดความสับสนว่าบัตรแต่ละใบใช้เลือกหรือออกเสียงในเรื่องใด

    ทั้งนี้ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า คาดหวังให้การเลือกตั้งครั้งนี้ได้คนดี คนเก่ง และมีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะการเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมทั้งหวังว่าจะได้รัฐบาลที่เหมาะสม ถูกฝาถูกตัว เนื่องจากภาพลักษณ์ของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

    นายเกรียงไกรยังกล่าวด้วยว่า อยากเห็นรัฐบาลใหม่เร่งจัดตั้งรัฐบาลให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สามารถเดินหน้าบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า (Trade War) การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ส่งผลให้ภาคการผลิตสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน การทะลักเข้ามาของสินค้าจากต่างประเทศ รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่และเร่งด่วนที่สุด

    นอกจากนี้ นายเกรียงไกรกล่าวว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สมาคมธนาคารไทย ได้แสดงจุดยืนมาโดยตลอดว่า ต้องการผลักดันให้การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ เนื่องจากสถานการณ์คอร์รัปชันในปัจจุบันยังมีความรุนแรง และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/811764&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0h4Um3_nOGeUAhLofWB4_8

  • ไทยพร้อมไหม? คนเกิดน้อย-ครัวเรือนหดวิกฤติสะเทือนโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจสังคม’ | เดลินิวส์

    ไทยพร้อมไหม? คนเกิดน้อย-ครัวเรือนหดวิกฤติสะเทือนโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจสังคม’ | เดลินิวส์

    ได้เปิดเผยสำรวจสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 12 และสำมะโนเคหะ ครั้งที่ 6 เบื้องต้นแล้ว ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลจากการสำรวจให้หน่วยงานรัฐนำไปใช้จัดทำนโยบายและวางแผนพัฒนาในทุกด้าน เพื่อพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ล่าสุดได้เผยผลสำรวจเบื้องต้นมีข้อมูลโครงสร้างประชากรของไทย ที่เปลี่ยนไปในรอบ 15 ปี ที่น่าสนใจอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ต้องเตรียมพร้อมในการรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

    เอกพงษ์ หริ่มเจริญ” ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) บอกว่า การสำรวจในปี 68 ที่ผ่านมา ดำเนินการแบบเจ้าหน้าที่ลงเคาะประตูบ้าน และประชาชนให้ข้อมูลผ่าน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ซึ่งเมื่อนำผลสำรวจมาประมวลตามหลักวิชาการแล้ว
    เบื้องต้น พบว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญ โดยมีประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศ 70.3 ล้านคน และมีจำนวนครัวเรือน 26.30 ล้านครัวเรือน ขณะที่อัตราเพิ่มของประชากรลดลงเหลือเพียง ร้อยละ 0.42 ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดทำสำมะโนประชากร

    ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มของประชากรที่ลดลง ในแต่ละปีมีคนเกิดใหม่น้อยลงกว่าคนตาย อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ หรือ Complete-aged Society ในขณะที่จำนวนเด็กและวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ของประเทศในการออกแบบระบบแรงงาน ระบบสวัสดิการ และระบบบริการสุขภาพให้สอดรับกับสังคมอายุยืน”

    นอกจากนี้ข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะยังสะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างครัวเรือนไทยเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ขนาดครัวเรือนเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 2.5 คนต่อครัวเรือน จาก 6 คนต่อครัวเรือนในช่วงเวลา 45 ปีที่ผ่านมา  ส่งผลให้ครัวเรือนเดี่ยวและการอยู่อาศัยในอาคารชุดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความจำเป็นในการวางผังเมืองและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ประชากรจริง โดยเฉพาะแนวคิด Universal Design รองรับผู้สูงอายุและทุกช่วงวัย

    ข้อมูลเชิงสถิติ ในการสำรวจครั้งนี้ มีความสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ แรงงาน การพัฒนาเมือง ที่อยู่อาศัย และระบบสุขภาพ โดยเฉพาะประเด็นเร่งด่วน เช่น การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรงและสามารถทำงานได้ยาวนานขึ้น การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัยรองรับสังคมสูงวัย การเตรียมความพร้อมด้านกำลังแรงงานและความมั่นคงทางประชากรในระยะยาว ฯลฯ”

    จากข้อมูลสำรวจดังกล่าวที่จำนวนเด็กเกิดใหม่และวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อตลาดแรงงาน  เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม ซึ่งในเรื่องนี้ ทาง “เกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (...) บอกว่า การที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป โดยประเทศไทยมีคนเกิดน้อยกว่าคนตายปีละประมาณ 1 แสนคน ทำให้คาดการณ์ว่าเมื่อถึงปี 2050 หรือ พ.ศ. 2593 ไทยอาจมีประชากรทั้งประเทศเหลือเพียง 66 ล้านคน และคาดว่าปี 2031 หรือ พ.ศ. 2574 ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ส่งผลถึงจำนวนแรงงานขาดแคลน ต้องนำเข้าแรงงานเข้ามา

     “การนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาว่าคุ้มหรือไม่ เมื่อมองกรณีเหตุการณ์ปะทะชายแดนกัมพูชาส่งผลให้แรงงานกัมพูชากลับประเทศหมด ทำให้ธุรกิจประสบปัญหาเรื่องแรงงานทันที สิ่งที่ต้องเร่งร่วมมือทำ ก็คือ การยกระดับอุตสาหกรรม สู่  Next Gen Industries หรือ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่เน้นการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล นวัตกรรม เช่น เอไอ เข้ามาช่วยยกระดับ หรือให้ทำน้อยแต่ได้มาก ลดการพึ่งพาแรงงานคน และสิ่งสำคัญต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรใหม่พัฒนาสินค้าเน้นสู่ตลาดโลก”

    เมื่อโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปในเรื่องที่พักอาศัย ก็ต้องเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมรับมือ โดยทาง “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” นายกสมาคมอาคารชุดไทย ให้มุมมองว่า ในอนาคตคนในระดับล่างและกลาง จะเป็นเจ้าของบ้านได้ยากขึ้น เพราะเงินเฟ้อ ทำให้ราคาบ้านสูงขึ้นมากกว่ากำลังซื้อของผู้บริโภค ตลาดกลุ่มกลาง-ล่าง รายได้ไม่ได้มีการปรับตัวมาตั้งหลายปีแล้วตั้งแต่หลังโควิด ขณะที่เงินออม ก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ราคาอสังหาริมทรัพย์ กระโดดสูงขึ้นมา ทำให้ไม่มีจุดตัด ส่งผลให้การซื้อบ้านทำได้แค่ 1 ใน 3 ของปริมาณเดิมเท่านั้นเอง ธนาคาร สถาบันการเงินก็เข้มงวด และปฏิเสธสินเชื่อ คนเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น ทำให้คนไทยไม่สามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้ ต้องเช่าอยู่

    ปัจจัยต่าง ๆ ทำให้ภาคอสังหาฯ ต้องปรับตัว ไปทำตลาดหรูมาก ๆ ของใช้แพงขึ้น นำเข้าวัสดุอุปกรณ์เป็นส่วนใหญ่ ทำให้พลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็น้อยลง เพราะถ้าเป็นกลุ่มกลุ่มตลาดกลางล่าง จะเป็นการใช้วัสดุในประเทศ เป็นส่วนใหญ่ ทั้ง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือกระเบื้อง ล้วนผลิตในประเทศทั้งหมด แต่ตลาดบ้านหรูเน้นการนำเข้า การขับเคลื่อนระบบ Supply Chain ข้างหลังบ้านของอสังหาริมทรัพย์ก็น้อยลง”

    ขณะที่ “ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ บอกว่า ในช่วง 5-10 ปี จากนี้ เรื่องแรงงานยังไม่น่ากังวล ไทยยังมีประชากรในกลุ่ม เจนซี และ เจนวาย รองรับปัญหาสังคมสูงวัยจะมีมากขึ้น ไทยจะแข่งขันได้อย่างไร  มองว่าในวิกฤติก็ยังมีโอกาส ไทยควรจะเน้นการพัฒนาเป็นฮับของคนสูงวัย และฮับสุขภาพ เช่น การสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุ พัฒนาคนเพิ่มอาชีพการดูแลผู้สูงอายุ ช่วยสร้างงาน
    ท้องถิ่น และให้วีซ่าดึงคนต่างชาติ คนวัยเกษียณที่มีคุณภาพ เข้ามาพักอาศัยระยะยาว เพราะต่างชาติมองประเทศไทยดีมาก ๆ ทั้ง อาหาร ค่าครองชีพ ธรรมชาติ สถานที่สวยงาม ซึ่งคนกลุ่มนี้ เข้ามาอยู่ 1 ปี ต้องใช้เงินมากกว่า 1 ล้านบาทต่อคนต่อปี หากทำได้ไทยก็จะดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามาได้อีกมาก

    อย่างไรก็ตามเมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย เรื่องการดูแลสุขภาพ รักษาพยาบาล ก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน โดยทาง  “นพ.เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ” นายกสมาคมการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย  บอกว่า การดูแลสังคมสูงวัย แนวคิดของทั่วโลกถ้าใช้รูปแบบเดิมจะทำให้ล่มสลายทางเศรษฐกิจแน่นอน เพราะว่าเรามีการจ่ายทั้งการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูจำนวนมากแนวคิดใหม่ คือ “ติดสังคมให้นาน นาน ป่วยให้สั้น ตายให้ไวอย่างมีศักดิ์ศรี”“การได้ข้อมูลประชากรต่าง ๆ มา จะช่วยให้รัฐออกแบบระบบสุขภาพ ว่าจะเน้นตรงการส่งเสริมป้องกันสุขภาพอย่างไร ขณะเดียวกันต้องให้ความรู้กับประชาชน

    การรักษาเอาเท่าที่จำเป็น ให้ความรู้เพื่อให้คนจากกันได้ โดยไม่ได้ยื้อกันมากจนเกินไป  เรื่องอาหารการคุมแคลอรี การออกกำลังกาย และต้องเสริมเรื่องประกันสุขภาพ  โดยส่วนตัวมองว่าคนที่ดูแลสุขภาพ มีการเก็บข้อมูลทางด้าน Health Data ด้านออกกำลังกาย ควรได้ซื้อเบี้ยประกันราคาที่ลดลง เพื่อส่งเสริมให้คนดูแลสุขภาพ เพื่อให้ต้นทุนในการดูแลรักษาสุขภาพลดลง ท้ายสุดรัฐบาลก็จะจ่ายน้อยลง”

    แม้ปัญหาสังคมสูงวัยจะส่งสัญญาณมานาน แต่สิ่งที่ต้องมอง ณ ปัจจุบัน คือ ไทยพร้อมรับมือกับผลกระทบจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?.

    จิราวัฒน์ จารุพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5577207/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U5DDxS412sn5LhNOd4l7H

  • ธนารักษ์ จ่อปรับราคาประเมินที่ดินใหม่ เริ่มใช้ ม.ค.70 คาดขยับไม่เกิน 20% เหตุศก.ยังชะลอ : อินโฟเควสท์

    ธนารักษ์ จ่อปรับราคาประเมินที่ดินใหม่ เริ่มใช้ ม.ค.70 คาดขยับไม่เกิน 20% เหตุศก.ยังชะลอ : อินโฟเควสท์

    นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมฯ อยู่ระหว่างเร่งศึกษาแนวทางการปรับราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรอบใหม่ ที่จะเริ่มใช้ในปี 2570-2573 กว่า 37 ล้านแปลง ซึ่งจะมีการประกาศในวันที่ 1 ธ.ค.69 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค.70 โดยเบื้องต้น คาดว่าราคาที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะปรับเพิ่มขึ้นไม่เกิน 10-20% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว

    พร้อมยืนยันว่า ราคาประเมินรอบใหม่ จะมีความสอดคล้องทั้งเชิงพื้นที่ และราคาตลาดมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการสำรวจสภาพพื้นที่และใช้ข้อมูลราคาตลาดที่อยู่ในช่วงเวลาปัจจุบัน และย้อนหลังไม่เกิน 3 ปี โดยพิจารณาจากข้อมูลราคาตลาด ได้แก่ ข้อมูลราคาซื้อขายจดทะเบียน ข้อมูลเสนอขาย ข้อมูลค่าเช่า ตลอดจนสภาพการพัฒนาของที่ดินในแต่ละพื้นที่ แต่ละถนน เช่น ถนนตัดใหม่ การก่อสร้างรถไฟฟ้า การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ตลอดจนการพัฒนาเมือง หรือการพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์โครงการต่าง ๆ

    “ขณะนี้ กระบวนการจัดทำราคาประเมินในระดับจังหวัด ผ่านคณะกรรมการประเมินราคาทรัพย์สินประจำจังหวัด มีความคืบหน้าไปกว่า 90% แล้ว และกำลังส่งข้อมูลให้ส่วนกลางตรวจสอบความเหมาะสม ก่อนสรุป และประกาศใช้ตามกำหนดต่อไป” อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าว

    นายอัครุตม์ กล่าวอีกว่า กรมฯ ยังได้เร่งผลักดันให้มีการเปิดประมูลที่ดินราชพัสดุแปลงสำคัญ จำนวน 41 แปลง อาทิ แปลงที่โรงพยาบาลของโรงงานยาสูบเก่า, การประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุบ้านพายัพ เขตพระนคร, การเปิดประมูลพัฒนาที่ดินราชพัสดุแปลงริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตคลองสาน (ที่ดินติดกับไอคอนสยาม), แปลงสนามกอล์ฟบางพระพร้อมโรงเรียน เนื้อที่ 633 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา, แปลงที่ดิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต 40 ไร่ เป็นต้น

    • เล็งศึกษาขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัย-การเกษตร

    นอกจากนี้ กรมธนารักษ์ อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการปรับขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุสำหรับที่อยู่อาศัย และที่ดินเพื่อการเกษตร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันมากขึ้น โดยคาดว่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนภายในปีนี้ ซึ่งปัจจุบัน พบว่ามีสัดส่วนของที่ดินราชพัสดุเชิงพาณิชย์ ราว 30-40% ที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัย 10% และที่ดินราชพัสดุเพื่อการเกษตร ราว 30-40%

    “การปรับขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุสำหรับที่อยู่อาศัย และที่ราชพัสดุเพื่อการเกษตรนั้น เคยทำมาแล้ว 1 ครั้งเมื่อปี 60 แต่เนื่องจากเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหว เพราะเป็นเรื่องเชิงสังคม จึงมีการถอยมาเป็นว่า ถ้าเป็นผู้เช่ารายเก่าให้ใช้ราคาเดิม ส่วนผู้เช่ารายใหม่ให้ใช้ราคาเช่าในปี 60 และมาถึงปัจจุบัน เห็นควรให้เริ่มมีการศึกษาเรื่องนี้อีกครั้ง แต่ต้องไม่ทำให้ประชาชนตกใจ” อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าว

    พร้อมย้ำว่า การปรับขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุขณะนี้ยังเป็นแค่การศึกษา โดยแนวทางอาจจะมีการแบ่งเป็นพื้นที่ ไม่ได้ใช้ราคาเดียวกันทั่วประเทศ ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ เมืองใหญ่ เมืองเล็ก เมืองรอง ซึ่งจะทำคล้ายราคาประเมินที่ดินที่ต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างละเอียด ดังนั้น คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ ส่วนการบังคับใช้ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบาย ส่วนที่ราชพัสดุเชิงพาณิชย์นั้น ปัจจุบันระบบดีอยู่แล้ว

    นายอัครุตม์ กล่าวถึงความคืบหน้าที่ดินราชพัสดุหมอชิตว่า ขณะนี้ได้ข้อยุติแล้วว่าจะไม่มีการสร้าง หรือย้ายหมอชิตแต่อย่างใด ส่วนรายละเอียดที่เกี่ยวกับกรมฯ ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการเจรจากับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะเจรจาแล้วเสร็จในเดือน ก.ย.นี้

    • คาดจัดเก็บรายได้ปีงบ 69 สูงกว่าเป้า 20%

    พร้อมเชื่อว่า แนวทางการดำเนินงานทั้งหมด จะมีส่วนสำคัญให้กรมธนารักษ์ สามารถเดินหน้าจัดเก็บรายได้จากที่ราชพัสดุ และเหรียญกษาปณ์ในปีงบประมาณ 2569 ได้สูงกว่าเป้าหมาย 1,500 ล้านบาท หรือราว 20% จากเป้าหมายที่ 11,900 ล้านบาท โดยผลการจัดเก็บรายได้ ณ วันที่ 31 ม.ค.69 กรมฯ สามารถจัดเก็บรายได้แล้ว 8,229 ล้านบาท

    ขณะที่ภารกิจของกรมธนารักษ์ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 นั้น กรมฯ ได้ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ในการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ผ่านยุทธศาสตร์ VALUE เพื่อให้เกิดการนำทรัพย์สินของแผ่นดินที่กรมธนารักษ์รับผิดชอบ ทั้งที่ราชพัสดุ และเหรียญกษาปณ์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในส่วนของที่ราชพัสดุที่กรมฯ ดูแลอยู่ราว 12 ล้านไร่ ประกอบด้วย ที่ราชพัสดุเพื่อความมั่นคง 2 ล้านไร่ และพื้นที่เพื่อการบริหารจัดการ 10 ล้านไร่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/567390&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Op2Pux5-jXVuumWEjZmP3