Category: เศรษฐกิจ

  • โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจรอรัฐบาลใหม่แก้ไข

    โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจรอรัฐบาลใหม่แก้ไข

    ผ่านพ้นการเลือกตั้งใหญ่ให้ต้องลุ้น ต้องรอกันอีกครั้ง โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาล จับขั้วการเมือง ซึ่งจะส่งให้แคนดิเดตคนใดคนหนึ่ง ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ

    นับถอยหลังจากการเลือกตั้งครั้งก่อนเมื่อเดือน พ.ค. 2566 ราว 2 ปี 9 เดือน ประเทศไทยผ่านมือนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 3 คน หมุนเวียนกันเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ สิ่งที่ผ่านมาบ่งชี้ได้ชัดเจนว่า ราชการแผ่นดินไม่ใช่สนามลองของ ไม่ว่าจะผิดหรือถูก นายกรัฐมนตรีและทีมของเขามีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ โดยเฉพาะเมื่อบรรยากาศ สภาพการณ์ ปากท้องไม่เป็นใจ ประชาชนพร้อมโกรธเกรี้ยวได้ทุกเมื่อ

    “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ขอรวบรวมปัญหา ภารกิจ โจทย์เศรษฐกิจที่รอรัฐบาลใหม่เข้ามาสะสาง เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ ไม่มีเรื่องไหนง่าย

    นายกรัฐมนตรีที่คุมความเสี่ยงได้จริง

    ภารกิจแรกของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือการคุมทิศทางของรัฐบาลผสมให้เป็นรัฐบาลเดียวกัน ไม่ใช่การรวมนโยบายหลายพรรคมาทำพร้อมกัน เพราะความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของรัฐบาลผสม คือการต่อรองทางการเมืองที่ผลักนโยบายต้นทุนสูงเข้ามาเป็นนโยบายรัฐบาลโดยไม่มีกรอบชัดเจน จนภาระงบประมาณบานปลายและกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    ขณะที่ฐานะการคลังของประเทศมีข้อจำกัด หนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 65.7% ของจีดีพี ใกล้เพดานที่ 70% และเศรษฐกิจเติบโตเพียงประมาณ 2% ต่อปี พื้นที่การใช้จ่ายของรัฐจึงมีจำกัดกว่าที่ผ่านมา หากการใช้จ่ายขยายตัวเร็วเกินไป รัฐอาจต้องกู้เพิ่ม ต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้น และงบลงทุนที่จำเป็นต่อการยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาวจะถูกเบียดออกไป

    การตัดสินใจสำคัญของนายกรัฐมนตรี จึงอยู่ที่การตั้งกรอบวินัยทางการคลังว่าอะไรทำก่อน อะไรทำหลัง อะไรไม่ควรทำในสถานการณ์นี้ โดยเฉพาะนโยบายที่สร้างภาระระยะยาวหรือบิดเบือนกลไกตลาด หากไม่กล้าชะลอหรือปรับรูปแบบ นโยบายระยะสั้น จะกลายเป็นต้นทุนระยะยาวของทั้งประเทศ นายกรัฐมนตรียังต้องจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลให้สมดุลระหว่างการดูแลปากท้องวันนี้ กับเสถียรภาพเศรษฐกิจวันหน้า ช่วยเหลือได้แต่ต้องอยู่ในกรอบที่คุมต้นทุนได้ และไม่ทำให้ระบบการคลังเสียสมดุล

    สุดท้ายประเทศต้องการนายกรัฐมนตรีที่กล้าพูดความจริง กล้าตัดสินใจ และคุมเกมได้ เพราะในเวลาที่เศรษฐกิจเปราะบาง ผู้นำที่สำคัญที่สุดไม่ใช่คนที่ให้มากที่สุด แต่คือคนที่ทำให้ประเทศ “ไม่พลาด” ในเรื่องการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    งานหินอุตสาหกรรมต้องปรับโครงสร้างให้ได้

    แม้ได้ชื่อว่าเป็นกระทรวงเกรดซี  แต่งานของ รมว.อุตสาหกรรมไม่หมูและเป็นงานเชิงโครงสร้างที่สำคัญอย่างยิ่งยวด มีวาระเร่งด่วนที่ไม่มีช่วงฮันนีมูน เพราะต้องเข้ามาเข้ารีสตาร์ตความสามารถแข่งขันของไทย ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น 1.เร่งพลิกฟื้นดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม

    (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม (CapU) ให้กลับมาเป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจ เพราะ MPI หดตัวต่ำกว่าศักยภาพการผลิตของประเทศไทยมานานหลายปี ขณะที่ CapU ต่ำกว่าระดับคุ้มทุนในหลายอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมมีคำสั่งซื้อแต่ไม่กล้าลงทุนเพิ่ม เพราะต้นทุนการผลิตยังมีความผันผวน ทั้งจากค่าเงินบาทและภาษีสหรัฐฯ

    2.ปลดล็อกเอสเอ็มอี โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น 3.กำหนดมาตรการ รับมือสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามากัดกินสินค้าไทย เกิดการตัดราคา ทำลายโครงสร้างการผลิตในประเทศ โรงงานไทยต้องปิดกิจการ และ 4.ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่ New S-Curve+Green Industry โจทย์ใหม่ในยุคที่โลกไม่ได้ต้องการของถูกอย่างเดียว แต่ต้องการสินค้าสะอาด-มีเทคโนโลยี-ตรวจสอบแหล่งที่มาได้

    ตั๋วร่วม-พระราม 2 เรื่องสยองที่คมนาคม

    ที่กระทรวงคมนาคม นโยบาย “ตั๋วร่วม” คือสิ่งที่เจ้ากระทรวงคนใหม่ต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด นโยบาย “ตั๋วร่วม” เดินหน้าได้เมื่อไร จะส่งผลให้การเดินทางโดยใช้รถไฟฟ้า รถเมล์ เรือ ใช้บัตรใบเดียวชำระค่าโดยสารในราคาเหมาจ่ายต่อวัน ช่วยทำให้ราคาลดลง ลดภาระคนทำงานในกรุงเทพและปริมณฑลที่มีภาระค่าเดินทางแพงหูฉี่

    ไม่ว่าใครเข้ามา เชื่อว่ามีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการแก้ปัญหาค่าโดยสารราคาแพงให้จงได้ ส่วนจะเป็นในรูปแบบใด ต้องรอลุ้นว่าพรรคไหนจะได้เจาะไข่แดง

    และอีกเรื่องที่ปล่อยปละละเลยไม่ได้ นั่นคือความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้างถนนพระราม 2 ซึ่งเจ้ากระทรวงคนใหม่ต้องเข้ามาสะสางปัญหาต่อให้จบ โดยรัฐบาลก่อนหน้าเคยประกาศว่าขอให้ชาวบ้านทนอีกหน่อย หลังกลางปี 2569 จะไม่มีก่อสร้างบนถนนพระราม 2 อีกแล้ว รัฐมนตรีใหม่เข้ามาน่าจะต้องถูกกดดันต่อ

    ขุมทรัพย์พลังงานรอสานต่อแบบจุกๆ

    เลาะเลียบมาแถวถนนวิภาวดีรังสิต จอดป้ายที่กระทรวงพลังงาน ทำเลที่นักการเมืองจ้องตาเป็นมัน แม้มีงบประมาณหมุนเวียนระดับแค่ 3,000-4,000ล้านบาทต่อปี แต่ขุมทรัพย์ที่แฝงเร้นอยู่นับว่าเอกอุ

    รมว.พลังงานคนใหม่จะต้องเข้ามาผลักดันเรื่องสำคัญ 3 เรื่อง ประกอบด้วย 1.การดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน ผ่านการเดินหน้าเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยต้องผลักดันให้เกิดการประกาศผลผู้ได้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจบนบก (รอบที่ 25) ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ต้องอนุมัติ รวมถึงเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 26 บริเวณทะเลน้ำลึก โดยคาดว่าจะเปิดการสำรวจได้จริงในช่วงปลายปี 2569 และยังต้องเตรียมเสนอรัฐบาลชุดใหม่พิจารณาต่ออายุสัมปทาน พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) ซึ่งใกล้จะหมดอายุสัมปทานในปี 2572

    2.เร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) ของประเทศไทย ฉบับใหม่ให้เสร็จ หลังจากมีการปรับปรุงร่างแผนพีดีพีมาหลายครั้ง โดยต้องพิจารณาเรื่องการแห่เข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ AI ในประเทศไทย ที่เพิ่มการใช้ไฟมหาศาล การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์

    ของไทยในปี 2593 และ 3.ต้องเร่งอนุมัติจัดสรรงบประมาณ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ตั้งแต่ปี 2568 วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการคัดกรองโครงการ ส่วนงบปี 2569 วงเงิน 9,000 ล้านบาท เป็นอำนาจเต็มไม้เต็มมือของ รมต.ใหม่

    คลังชงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปุ๊บปั๊บ

    ส่วนที่กระทรวงใหญ่ งานเยอะอย่างกระทรวงการคลัง คาดว่าสิ่งที่ รมว.คลังคนที่กำลังจะมา ต้องเดินหน้าลุยสถานเดียว คือการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบรวดเร็ว กระตุกเศรษฐกิจไทยให้เติบโตกว่าที่คาดการณ์ที่ต่ำสุด 1.5% ให้ได้ เรื่องนี้ทีมงานกระทรวงการคลังได้ศึกษานโยบายเศรษฐกิจของแต่ละพรรคการเมืองไว้เบื้องต้นแล้ว รอแค่ว่าพรรคการเมืองใดจะได้เป็นรัฐบาล มาปุ๊บอัดฉีดปั๊บ ไพร่ฟ้าจะได้หน้าใส อารมณ์ดี

    นอกจากนั้นยังน่าจะต้องเดินหน้าปรับโครงสร้างหรือปฏิรูปภาษี ที่ต้องถูกเสนอให้ตัดสินใจแน่ๆ คือการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งบรรจุไว้ในแผนการคลังระยะปานกลางแล้ว ส่วนจะปรับขึ้นครั้งเดียว จาก 7% เป็น 10% หรือจะทยอยปรับเป็นขั้นบันได จาก 7% เป็น 8.5% เพื่อให้มีผลในปีงบประมาณ 2570 ท่านรัฐมนตรีต้องตัดสินใจ

    เช่นเดียวกับการจัดเก็บภาษีทอง ภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อจดทะเบียนธุรกิจทองคำ เนื่องจากการค้าขายผ่านออนไลน์ ยังไม่มีการกำกับดูแล และอาจช่วยลดความผันผวนของค่าเงินบาท รวมถึงป้องกันการฟอกเงินของธุรกิจสีเทาด้วย

    ดีอีล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าแก๊งสแกมเมอร์

    ตามล้างตามผลาญกันมาหลายยุค หลายรัฐมนตรี ท่าน รมว.ดีอีคนใหม่หนีไม่พ้นภารกิจปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ โจรไซเบอร์ ต่อแบบห้ามพัก

    นอกจากการกระชับพื้นที่ บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ติดตามให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันแล้ว กระทรวงดีอียังมีหน้าที่ออกกฎหมาย ปรับปรุงให้เท่าทันกับกลเม็ดเด็ดพรายที่เปลี่ยนรายวันของแก๊งโจร ที่ รมต.ใหม่ต้องเข้ามาเจอและตัดสินใจว่าจะสานต่อหรือไม่ คือการพยายามออกกฎหมายที่ทำให้รัฐไทยสามารถตอบโต้กับแก๊งโจรได้บ้าง หากโดนแฮ็กมา จะมีทีมแฮ็กกลับ อันเป็นไอเดียของ รมต.คนก่อนหน้า

    นอกเหนือจากการเดินหน้ายกระดับการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้ครอบคลุมต่อไป เพราะยังมีเหยื่อภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ไฟป่า ดินถล่ม แม้กระทั่งฝุ่นพิษ ไม่ได้รับการแจ้งเตือนเพราะหล่นหายไปจากการเข้าถึงเทคโนโลยี ตลอดจนงานยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ให้บังเกิด อย่างโครงการคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service : GDCC) ที่ทำให้งบประมาณปี 2569 ของกระทรวงดีอีปูดขึ้นมาแตะ 10,000 ล้านบาท

    “ภาษีสหรัฐฯ-ราคาพืชผล” สาละวนที่พาณิชย์

    งานด่วนงานแรกๆที่กระทรวงพาณิชย์หนีไม่พ้นการเตรียมมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุก โดยเฉพาะจากภาคตะวันออกที่กำลังจะออกสู่ตลาดในอีก 1-2 เดือน และภาคใต้ที่จะออกหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง รวมทั้งผลไม้ชนิดอื่น และพืช 3 หัว คือ กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่

    นอกจากฝั่งรายได้เกษตรกรแล้ว ฝั่งผู้บริโภคยังรอมาตรการลดค่าครองชีพในภาวะเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพงนี้ สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือการเจรจาจัดทำความตกลงว่าด้วยภาษีต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (ART Text) ที่ทั้ง 2 ฝ่ายตั้งเป้าหมายให้เสร็จตั้งแต่สิ้นปี 2568 แต่ขณะนี้ยังไม่เสร็จ

    รัฐมนตรีใหม่ยังต้องตัดสินใจจะเอาอย่างไรต่อกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทยที่ยังคั่งค้าง เช่น FTA ไทย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), ไทย-ศรีลังกา, ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) และไทย-ภูฏาน ซึ่งตั้งเป้าหมายมีผลใช้บังคับภายในปีนี้ เพื่อเพิ่มแต้มต่อการค้า การลงทุนไทย ตลอดจนการเร่งเยียวยาผู้ส่งออกและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และกรณีเมียนมาปิดด่านการค้าแม่สอด-เมียวดี รวมทั้งการเร่งตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหานอมินี ธุรกิจฝ่าฝืนกฎหมาย และสินค้านำเข้าไร้คุณภาพ ที่รัฐมนตรีใหม่ต้องมีแนวทางที่ชัดเจน

    โจทย์ใหญ่ปลุกความคึกคักหุ้นไทย

    การที่นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ว่าปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำไม่ถึง 2% ต่ำกว่าปีก่อนหน้า ขณะที่หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯถูกจำกัดหรือมีกำไรลดลง กดดันผลตอบแทนและดัชนีตลาดหุ้นไทย ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่น่าสนใจในการลงทุนหรือไม่มีแรงจูงใจในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ

    ประกอบกับปัจจัยต่างประเทศที่ยังคงมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง ทั้งการเก็บภาษีจากสหรัฐฯ นำเข้าสินค้า ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ จะส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งตลาดหุ้นไทยผันผวนสูง ท่ามกลางสภาพคล่องลดลง เห็นจากปี 2568 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยรายวัน SET+mai ลดลง 22.7% จากปี 2567 เหลือวันละ 31,400 ล้านบาท ดัชนีสิ้นปีปิด 1,259.67 จุด (ลดลง 10% จากสิ้นปี 2567) จากในอดีตที่ตลาดหุ้นไทยเคยมีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยวันละ 60,000-70,000 ล้านบาท สภาพคล่องที่หายไปทำให้ “หุ้นดีขึ้นยาก หุ้นเล็กยิ่งผันผวน”

    และที่สำคัญคือ ผลของคดีทุจริตในอดีตที่เกิดขึ้นจากผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนครั้งแล้วครั้งเล่า กัดกร่อนความเชื่อมั่นธรรมาภิบาล ความโปร่งใสในตลาดทุน แม้จะมีความพยายามในการแก้ไข เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา รัฐบาลใหม่ก็ยังมีภาระหน้าที่ต้องทำต่อไป เพื่อให้ตลาดทุนไทยกลับมาสดใสเสียที.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2912919&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dMWo6Gjb9lGp5XpVrJoCQ

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 9 กุมภาพันธ์ 2569

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 9 กุมภาพันธ์ 2569

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65436&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fCQysr5wxxqcg4PGC7l4V

  • เปิด “สูตรลับ” จัดตั้งรัฐบาล “พรรคอันดับ 1” ที่อาจไม่ได้เป็นนายกฯ?

    เปิด “สูตรลับ” จัดตั้งรัฐบาล “พรรคอันดับ 1” ที่อาจไม่ได้เป็นนายกฯ?

    สมรภูมิการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ปี 2569 กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่เดิมพันด้วยอนาคตของประเทศไทยอย่างแท้จริง ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่แบ่งออกเป็น “สามขั้วอำนาจ” อย่างชัดเจน ได้แก่ พรรคประชาชน (ส้ม), พรรคภูมิใจไทย (น้ำเงิน) และพรรคเพื่อไทย (แดง)

    จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและทิศทางจากโพลหลายสำนัก พบว่า พรรคประชาชน ยังคงครองความได้เปรียบในเชิงกระแสและมีโอกาสสูงที่จะเข้าเส้นชัยเป็น พรรคอันดับ 1 ด้วยตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ในระดับ 150-160 ที่นั่ง โดยกวาดคะแนนนิยมจากคนรุ่นใหม่และกลุ่มคนเมืองที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างสุดตัว อย่างไรก็ตาม ชัยชนะเชิงปริมาณอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการครองอำนาจรัฐ เนื่องจาก “กติกา” และ “กลไก” ทางการเมืองยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการรวบรวมเสียงให้เกินกึ่งหนึ่งของสภาล่าง

    สูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่ถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้คือ “สูตรผสมข้ามขั้วภาคต่อ” ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นตัวแปรสำคัญ (Kingmaker) โดยมีการวิเคราะห์ว่า หากพรรคประชาชนไม่สามารถแลนด์สไลด์ได้เด็ดขาดเพียงพอ เราอาจเห็นการจับมือกันของ “ขั้วอนุรักษนิยมใหม่” นำโดยพรรคภูมิใจไทยที่มีฐานเสียง สส. เขตเข้มแข็ง ผนึกกำลังกับพรรคเพื่อไทยและพรรคขนาดกลางอย่างประชาธิปัตย์หรือกล้าธรรม เพื่อสกัดกั้นการขึ้นสู่อำนาจของพรรคประชาชน สูตรนี้มีโอกาสส่งให้ชื่อของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายใต้ความชอบธรรมของเสียงข้างมากในสภาฯ

    ขณะที่อีกสูตรหนึ่งคือ “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ในช่วงแรกที่อาจเกิดขึ้นหากตกลงผลประโยชน์กันไม่ลงตัว แต่โอกาสริบหรี่เนื่องจากไม่มีเสียง สว. ชุดเดิมมาช่วยหนุนเหมือนในอดีต ทำให้การเจรจาระหว่างพรรคการเมืองต้องเน้นไปที่การแบ่งเค้กเก้าอี้รัฐมนตรีและนโยบายเรือธงเป็นหลัก

    ในมิติของเศรษฐกิจ รัฐบาลชุดใหม่ปี 2569 จะต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากลำบากที่สุดในรอบทศวรรษ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจชั้นนำต่างประเมินว่า GDP ของไทยอาจโตต่ำเพียง 1.5% ถึง 2.0% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและผลกระทบจากกำแพงภาษีระหว่างประเทศ

    หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ที่อยู่ในสภาวะ “Wait and See” มาอย่างต่อเนื่อง สูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยหรือภูมิใจไทยเป็นแกนนำ มักถูกมองว่าส่งผลดีต่อตลาดหุ้นในระยะสั้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ แต่หากเป็นสูตรที่นำโดยพรรคประชาชน นักลงทุนอาจกังวลเรื่องการปรับโครงสร้างทุนผูกขาด ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับฐานของตลาดทุนไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน

    ท้ายที่สุดแล้ว ผลการเลือกตั้ง 2569 จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “เจตจำนงของประชาชน” กับ “เกมอำนาจของนักการเมือง” จะสามารถบรรจบกันได้ที่จุดใด หากรัฐบาลที่เกิดขึ้นไม่สามารถตอบโจทย์วิกฤตปากท้องและความเหลื่อมล้ำได้ทันท่วงที ความเสี่ยงทางการเมืองบนท้องถนนอาจกลับมาเป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้ดิ่งลึกลงไปอีกครั้ง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการหาผู้ชนะ แต่คือการหา “ทางรอด” ให้กับโครงสร้างอำนาจและระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในทศวรรษหน้า

    #เลือกตั้ง2569 #วิเคราะห์การเมือง #จัดตั้งรัฐบาล #เศรษฐกิจไทย #พรรคประชาชน #พรรคเพื่อไทย #พรรคภูมิใจไทย #ข่าวการเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/128094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TyOcRx5CR8Ilxcl4wZrUo

  • พรรคเศรษฐกิจขอบคุณ 1 ล้านเสียง ลั่นจะทำให้คุ้มค่าที่ไว้วางใจ

    พรรคเศรษฐกิจขอบคุณ 1 ล้านเสียง ลั่นจะทำให้คุ้มค่าที่ไว้วางใจ

    “คริส โปตระนันทน์” แถลงขอบคุณ 1 ล้านเสียง แฉพิรุธเลือกตั้ง จี้ กกต. สอบปมซื้อเสียงกว่า 100 เขต 

    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วยแกนนำพรรค ร่วมแถลงข่าวขอบคุณทุกคะแนนเสียงจากประชาชนทั่วประเทศที่มอบศรัทธาให้กับพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยระบุว่าแม้การนับคะแนนจะยังไม่เป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าพรรคจะได้รับคะแนนเสียงรวมกว่า 1,000,000 คะแนน

    นายคริสได้ระบุถึงเรื่องร้องเรียนจำนวนมากที่ส่งตรงมายังพรรคตลอดทั้งวัน พบพฤติกรรมเข้าข่ายซื้อเสียงในพื้นที่กว่า 100 เขตเลือกตั้ง มีหลักฐานภาพถ่ายธนบัตรแนบเอกสารชี้นำการเลือกตั้ง นอจากนี้ประชาชนใน กทม. จำนวนมากถูกย้ายหน่วยโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทำให้เสียเวลาค้นหาหน่วยเองและเจ้าหน้าที่ไม่สามารถชี้แจงเหตุผลได้ และพบกรณีบัตรถูกทำลายในบางพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของผลคะแนน พรรคจึงอยากตั้งคำถามถึงมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่ามีความสุจริตและเที่ยงธรรมเพียงพอหรือไม่

    นายภูมิพงศ์ จงสกุล รักษาการโฆษกพรรค ย้ำจุดยืนว่า พรรคเศรษฐกิจจะไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ โดยจะขอเป็นตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระและเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อพิทักษ์สิทธิ์ทุกคะแนนเสียงไม่ให้ตกหล่นหรือถูกบิดเบือน เราจะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้คุ้มค่ากับทุกคะแนนเสียงที่ได้รับ ไม่ว่าพรรคจะได้รับที่นั่งในสภาเท่าใด เราจะไม่หยุดทำงานจนกว่าประเทศจะเปลี่ยนแปลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2913014&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sOLsKx1XpjrQRdipipwdz

  • กรมทรัพย์ฯ ทลายโกดัง “ของใช้เถื่อน” ยึดของกลางกว่า 2 แสนชิ้น ปกป้องสิทธิ์ผู้บริโภคจากของปลอม

    กรมทรัพย์ฯ ทลายโกดัง “ของใช้เถื่อน” ยึดของกลางกว่า 2 แสนชิ้น ปกป้องสิทธิ์ผู้บริโภคจากของปลอม

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน เนื่องจากปัจจุบันพบการลักลอบจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งสินค้าดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและของใช้ในชีวิตประจำวันที่ไม่ได้มาตรฐาน กรมฯ จึงเร่งเครื่องดำเนินมาตรการป้องกันและปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

    เพื่อปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าที่ไม่มีคุณภาพหรือมีสารอันตรายเจือปน อาทิ เครื่องสำอางที่มีสารปรอทหรือสเตียรอยด์ รวมถึงสินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. หรือ อย. เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนในระยะยาว
     
    ทั้งนี้ เพื่อให้การป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงบูรณาการการทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างใกล้ชิด โดยผนึกกำลังกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และภาคเอกชนตัวแทนเจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ปูพรมปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั่วประเทศ โดยจัดชุดปฏิบัติการตรวจสอบและเฝ้าระวังจุดนำเข้าสินค้า แหล่งกระจายสินค้า และอาคารหรือโกดังเก็บสินค้าอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเข้าสู่ตลาดทั้งช่องทางออนไลน์และท้องตลาดทั่วไป ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวด
     
    สำหรับปฏิบัติการล่าสุด กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับเจ้าหน้าที่ บก.ปอศ. และตัวแทนเจ้าของสิทธิจากบริษัท อาร์.ดับบลิว.ที. อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ จำกัด และบริษัท ติลลิกีแอนด์กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เข้าตรวจค้นโกดังเก็บสินค้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร พบสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าปลอมที่ไม่มีฉลากหรือแหล่งที่มาของสินค้ารวม 223,404 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 63.20 ล้านบาท โดยของกลางส่วนใหญ่เป็นสินค้าด้อยคุณภาพที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของประชาชน อาทิ แชมพู โลชั่นบำรุงผิว ครีมทาหน้า เซรั่มบำรุงผิวหน้า ยาสีฟัน และหัวเทียนมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น ซึ่งปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการขยายผลจากการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในช่องทางออนไลน์ นำมาสู่การตรวจค้นและจับกุมผู้กระทำความผิดรายใหญ่ในพื้นที่เป้าหมายที่ใช้เป็นแหล่งลักลอบกักเก็บสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในครั้งนี้
     
    ทั้งนี้ ขอย้ำให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้า โดยควรซื้อสินค้าจากสถานที่จำหน่ายที่เชื่อถือได้ หรือหากเป็นสินค้าออนไลน์ก็ควรเลือกซื้อจากร้านค้าทางการ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าที่มีราคาต่ำผิดปกติหรือไม่มีข้อมูลผู้จำหน่ายที่ชัดเจน และควรตรวจสอบเครื่องหมายรับรองและฉลากผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด เช่น เครื่องหมายการค้า ชื่อที่ตั้งผู้ผลิต/ผู้นำเข้า ฉลากข้อความภาษาไทย ชื่อและชนิดของเครื่องสำอาง สารที่ใช้เป็นส่วนผสม เลขที่ใบรับแจ้ง ปริมาณสุทธิ เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต วันที่ผลิต และคำเตือน เป็นต้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/268009&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Wbg16J9OIbHFQdh29p-f-

  • ทำเสียเอง! ตร.เมืองพะเยา คุมเจ้าหน้าที่ กปน.หญิง แอบหย่อนบัตรเลือกตั้งลงหีบ | เดลินิวส์

    ทำเสียเอง! ตร.เมืองพะเยา คุมเจ้าหน้าที่ กปน.หญิง แอบหย่อนบัตรเลือกตั้งลงหีบ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 8 ก.พ. เวลา 12.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ กกต.ประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ 4 ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยาจังหวัดพะเยา แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพะเยา ตรวจสอบเหตุส่อทุจริตเจ้าหน้าที่ กปน.หญิงคนหนึ่ง ได้นำบัตรเลือกตั้งไปหย่อนในหีบบัตรลงคะแนน ขณะที่เจ้าหน้าที่ กกต. ของหน่วยเลือกตั้งกำลังนั่งรับประทานอาหาร ซึ่งบัตรที่หย่อนลงไปยังค้างอยู่ที่ปากหีบ

    โดยเจ้าหน้าที่ กกต. ของหน่วยเลือกตั้งดังกล่าว ได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและอยู่ระหว่างการสอบปากคำ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ กปน.หญิงรายดังกล่าว ให้การยอมรับว่า ได้นำบัตรเลือกตั้งหย่อนในหีบบัตรจริง

    ด้านนางปนัดดา จันทร์โชติญาณ ผอ.กกต.พะเยา กล่าวว่า ได้รับรายงานจากชุดสืบสวน กกต. เบื้องต้นได้แจ้งความแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสอบสวนและสอบปากคำ หากมีการกระทำผิดจริง ทาง กกต. จะร่วมตรวจสอบ เบื้องต้นให้เจ้าหน้าที่ กปน.สำรอง ในพื้นที่ดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5580643/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xUJJpXnq2-4SP_RXwrKc3

  • “พรรคเศรษฐกิจ” ขอบคุณทุกคะแนนเสียงเลือกตั้ง 2569 เปิด 4 รายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์

    “พรรคเศรษฐกิจ” ขอบคุณทุกคะแนนเสียงเลือกตั้ง 2569 เปิด 4 รายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์

    รู้สึกถึงความหวัง “พรรคเศรษฐกิจ” ขอบคุณทุกคะแนนเสียง “เลือกตั้ง 2569” พร้อมเปิด 4 รายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์

    เมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ กล่าวว่า “พวกเราขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่พ่อแม่พี่น้องประชาชนร่วมกันโหวตให้พวกเรา ตอนนี้การนับคะแนนยังไม่นิ่ง แต่คาดว่าพวกเราจะได้คะแนนเสียงกว่า 1 ล้านเสียง 

    พวกเราพรรคเศรษฐกิจและกรรมการพรรคทุกท่าน ซึ้งใจและรู้สึกถึงความหวังที่พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้มอบให้กับพวกเรา แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้ พี่น้องประชาชนหลายท่านได้ส่งข้อมูลถึงความผิดปกติของการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจำนวนมากมาให้พรรคเรา ซึ่งเราคาดกันว่าจะมีการซื้อเสียงกันถึง 100 เขต ซึ่งพรรคเศรษฐกิจขอเป็นตัวแทนเข้าไปตรวจสอบการกระทำเหล่านี้ ที่อาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์และยุติธรรม 

    ทั้งนี้ พวกเราพรรคเศรษฐกิจ จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะได้ที่นั่งกี่ที่ก็ตาม วันนี้ความหวังของประชาชนได้เกิดขึ้นแล้วที่พรรคเศรษฐกิจ ฉะนั้นวันนี้แม้ว่าใครจะได้รับการเลือกตั้งหรือไม่ได้รับเลือกตั้ง พวกเราสัญญากับพี่น้องประชาชน ว่าพวกเราจะไม่หยุดทำงาน จะไม่ทำให้ความหวังของท่านสูญเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ อยากให้รู้ว่าทุกคะแนนเสียงที่ท่านเลือกพวกเรานั้น จะทำให้คุ้มค่าที่สุด จะไม่ยอมแพ้กับระบบนี้จนกว่าประเทศจะเปลี่ยนแปลง”

    สำหรับผลการนับคะแนนเลือกตั้ง 2569 อย่างไม่เป็นทางการ (23.00 น.) พบว่า พรรคเศรษฐกิจ รวมได้ 4 ที่นั่ง โดยเป็นบัญชีรายชื่อทั้ง 4 ที่นั่ง ซึ่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อของพรรคเศรษฐกิจ (ศก.) 4 อันดับแรก มีดังนี้

    1. นายคริส โปตระนันทน์

    2. นายพีรพล กนกวลัย

    3. นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล

    4. พลตำรวจตรีไพบูลย์ มะระพฤษณ์วรรณ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2913006&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p2WNjmc1-NRTt3mqApjJI

  • ส่องนโยบายเด่น แก้ปัญหาปากท้อง 3 พรรคใหญ่ เลือกตั้ง 2569

    ส่องนโยบายเด่น แก้ปัญหาปากท้อง 3 พรรคใหญ่ เลือกตั้ง 2569

    ส่องนโยบายเด่น กู้เศรษฐกิจ-แก้ปัญหาปากท้อง 3 พรรคใหญ่ “เพื่อไทย-ภูมิใจไทย-พรรคประชาชน” เลือกตั้ง 2569

    ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว หนี้ครัวเรือนสะสมต่อเนื่อง และรายได้ของประชาชนที่ไล่ไม่ทันค่าครองชีพ ปัญหา “ปากท้อง” จึงเป็นโจทย์ใหญ่และนโยบายสำคัญที่ทุกพรรคการเมืองมุ่งผลักดันนำเสนอ โดยแต่ละพรรคมีจุดเน้นและแนวทางการแก้ปัญหาปากท้องที่ต่างกันไป

    ซึ่งในการเลือกตั้ง 2569 นี้ ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 22.00 น. ออกมาแล้วว่า พรรคที่ได้คะแนน 3 อันดับแรก คือ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีโอกาสจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ และนโยบายของพรรคเหล่านี้จะถูกผลักดัน ซึ่งมีนโยบายใดที่แต่ละพรรคเน้นนำเสนอบ้าง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ไล่เรียง

    พรรคเพื่อไทย

    ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยชูภาพเศรษฐกิจที่ต้องหมุนให้เกิดการใช้จ่ายและดึงคนเข้าสู่ระบบ ด้วยนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” รางวัลละ 1 ล้านบาท รวมวันละ 9 รางวัล แบ่งเป็นการสุ่มจากเลขใบเสร็จ 5 รางวัล และจากเลขประจำตัวประชาชนอีก 4 รางวัล จากประชาชนที่ 4 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มเกษตรกร 2. กลุ่มอาสาสมัคร เช่น อสม. อสส. กู้ภัย ทหารผ่านศึก ชรบ. เป็นต้น 3. ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และ 4. ประชาชนผู้ยื่นแบบภาษี

    พรรคเพื่อไทยชี้ว่า นโยบายดังกล่าวไม่ได้มุ่งสร้างแรงจูงใจในการลุ้นโชคเพียงอย่างเดียว หากแต่ตั้งเป้าผลักดันให้การซื้อขายเข้าสู่ระบบภาษี เพิ่มรายได้รัฐ และต่อยอดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลในระยะยาว

    ควบคู่กันนั้น ยังได้เสนอการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผ่าน นโยบายคนไทยไร้จน เพื่อดูแลผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน และ นโยบายล้างหนี้เสียประชาชน สำหรับหนี้ไม่มีหลักประกัน วงเงินไม่เกิน 200,000 บาท ที่ค้างชำระเกิน 1 ปี โดยเปิดทางให้ปิดหนี้ด้วยการชำระเพียง 10% ของยอดหนี้ทั้งหมด เพื่อลดภาระหนี้สะสม และคืนโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนฐานล่าง

    พรรคภูมิใจไทย

    ด้านพรรคภูมิใจไทย นำเสนอกรอบใหญ่คือ “จีดีพีโต 3% พลัส” ผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โตขึ้น 3% ผ่านแนวทาง 10 ข้อ ซึ่งที่โดดเด่น คือ สานต่อ นโยบายคนละครึ่ง พลัส กระตุ้นกำลังซื้อโดยตรง ลดรายจ่ายผู้ซื้อและเพิ่มรายได้ผู้ขาย

    พร้อมต่อยอด บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พลัส ด้วยการทบทวนสิทธิและจัดทำบัตรคนจนใหม่ทั้งหมด เพื่อให้การช่วยเหลือตรงเป้ามากขึ้น รวมถึง นโยบายปิดหนี้ไว ไปต่อได้ พลัส ดึงหนี้คนตัวเล็กเข้าบริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐ หากมีวินัยใช้หนี้ล้าง จะมีการลดต้น ลดดอก ปลดล็อกเครดิตบูโร เป็นต้น ขณะเดียวกันก็มีนโยบายลดค่าครองชีพ เช่น คุมราคาค่าไฟที่หน่วยละ 3

    ในด้านของ SMEs มีนโยบาย เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส เสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุน โดยการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ที่ใหญ่กว่า บยส., เปิดตลาดใหม่, ติดปีก SMEs สู่ระบบออนไลน์ เป็นต้น

    พรรคประชาชน

    พรรคประชาชน ชูนโยบายเด่นคือ “หวยใบเสร็จ” ที่มุ่งหวังกระตุ้นเศรษฐกิจตลอดปี สนับสนุน SMEs แข่งขันกับบริษัทใหญ่ได้ จูงใจผู้บริโภคอุดหนุน SMEs มากขึ้น โดยผู้ซื้อสะสมยอดซื้อสินค้าจากร้าน SMEs (สะสมได้หลายร้าน) ครบทุก ๆ 500 บาท จะได้รับหวย 1 ใบ ขณะที่ร้านค้า สะสมยอดขายทุก ๆ 5,000 บาทก็ได้รับหวยเช่นกัน พร้อมออกสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึงร้านค้าเข้าสู่ระบบ เช่น ขยายเพดาน VAT จาก 1.8 ล้านบาท/ปี เป็น 3.6 ล้านบาท/ปี

    ขณะเดียวกันยังผลักดันสวัสดิการถ้วนหน้าและค่าจ้างที่เป็นธรรม เสนอเพิ่มเบี้ยเลี้ยงเด็ก เป็น 1,200 บาทต่อเดือน (ปีแรก 600 บาท สำหรับเด็ก 0-6 ปี และหญิงตั้งครรภ์แบบถ้วนหน้า) ควบคู่กับ บำนาญผู้สูงอายุ 1,500 บาทต่อเดือน ภายใน 4 ปี เพื่อสร้างหลักประกันรายได้ตลอดช่วงชีวิต

    ด้านแรงงาน พรรคเสนอปรับสูตรคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำ เพิ่มทันที 4% คิดเป็น 350-420 บาทต่อวัน เพื่อให้รายได้สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2912858&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UDjGczYm3FIdjMd2SUHhc

  • เจษ เจษฎ์พิพัฒ ฝากถึงผู้นำคนใหม่แก้ปัญหาเศรษฐกิจ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง-พัฒนาที่เป็นรูปธรรม

    เจษ เจษฎ์พิพัฒ ฝากถึงผู้นำคนใหม่แก้ปัญหาเศรษฐกิจ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง-พัฒนาที่เป็นรูปธรรม

    v.prd:0.0.151

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nineentertain.mcot.net/nineentertain/th/news/list/144027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07S8bzpwmdFrMiE18tCYrt

  • “อมรเทพ” ชี้หากผล ‘เลือกตั้ง‘เสียงข้างมากชัด จัดรัฐบาลไม่ยาก  เตือนไทย ‘รอไม่ได้’ ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น

    “อมรเทพ” ชี้หากผล ‘เลือกตั้ง‘เสียงข้างมากชัด จัดรัฐบาลไม่ยาก เตือนไทย ‘รอไม่ได้’ ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น

    แม้ผลการเลือกตั้งล่าสุด จะยังไม่ชัดเจน ว่าพรรคการเมืองไทยจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลใหม่ และสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้หลังจากนี้นั่นคือ “โจทย์หนัก” ที่จะต้องเร่งเข้ามาแก้ปัญหาหลังจากนี้

    ภายใต้ภาพเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูง ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ทั้งด้านเสถียรภาพทางการเมือง ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน 

    ล่าสุด ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ได้วิเคราะห์สถานการณ์หลังจากนี้ โดยมองว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หากการจัดตั้งรัฐบาลสามารถเดินหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพ โปร่งใส และมีทีมเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือ ก็ยังพอมีโอกาสดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้

    แต่หากความล่าช้า ความคลุมเครือ และการลองผิดลองถูกยังคงดำเนินต่อไป เศรษฐกิจไทยอาจติดกับดักการเติบโตต่ำ และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร

    • เสถียรภาพคือเงื่อนไขแรกของการฟื้นเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ให้ความเห็นต่อผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งปรากฏว่า “พรรคภูมิใจไทย” มีคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่งล่าสุด (20.30น.)โดยมองว่า สิ่งที่ประเทศต้องการมากที่สุดในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่เพียงรัฐบาลใหม่ แต่คือรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีความชัดเจน โปร่งใส และมีทีมงานที่มีคุณภาพเพียงพอในการบริหารประเทศในภาวะที่เศรษฐกิจเปราะบาง

    จากตัวเลขที่ปรากฏว่าพรรคแกนนำมีที่นั่งเกือบ 200 ที่นั่ง ทำให้เชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากไม่น่าจะเป็นเรื่องยากนัก

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง ว่าจะมีข้อโต้แย้งหรือความผิดปกติในการนับคะแนนหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของตลาดและนักลงทุน

    ในมุมของกระบวนการรับรองผลการเลือกตั้ง ไทม์ไลน์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) น่าจะอยู่ในกรอบปกติ คือช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน หากผลการเลือกตั้งได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ และไม่มีประเด็นปัญหาตามมา ตลาดทุนมีแนวโน้มจะยอมรับผลดังกล่าว และมองเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุน

    สิ่งที่ตลาดไม่ต้องการเห็นมากที่สุด คือภาวะที่เรียกว่า “สามเศร้า” ซึ่งหมายถึง การเลือกตั้งไม่ชัด การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า และนโยบายขาดความต่อเนื่อง เพราะจะทำให้ประเทศเสียเวลา เสียโอกาส และส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงที่เปราะบางอยู่แล้ว

    • คนป่วยของเอเชีย” สัญญาณเตือนที่ไทยไม่ควรมองข้าม

    อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังกลายเป็น “คนป่วยของเอเชีย” หรือ Sick Man of Asia เป็นเรื่องที่ต้องนำมาขบคิดอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการมองว่าเป็นภาพลบจากภายนอก แต่ต้องใช้เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน

    ปัญหาเหล่านี้ประกอบด้วย การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยลง และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการบริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

     “ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2% ต่อปี ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต การบริโภค หรือการท่องเที่ยว ก็ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่”
        

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย คือความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่มีการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง ทำให้นโยบายขาดความต่อเนื่อง และการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนถูกเลื่อนออกไปอย่างต่อเนื่อง
    GDP ปีนี้ยังโตต่ำ ครึ่งปีแรก “เหนื่อยมาก”

    สำหรับภาพเศรษฐกิจในระยะสั้น แม้จะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ แต่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปีนี้ก็ยังยากที่จะเติบโตเกินระดับ 2% โดยตัวเลขคาดการณ์จากธนาคารแห่งประเทศไทย อยู่ที่ประมาณ 1.5%

    ขณะที่หลายสำนักวิจัยประเมินไว้ราว 1.7% ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกจะยังคงอยู่ในภาวะที่ “เหนื่อยมาก” แม้ในช่วงครึ่งปีหลังอาจเห็นสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นบ้าง แต่ภาพรวมทั้งปียังคงเติบโตต่ำ

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือความล่าช้าของงบประมาณในช่วงที่มีการเลือกตั้ง รวมถึงปัญหาในการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งเป็นข้อจำกัดเชิงระบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญกว่า GDP ปีเดียว คือคำถามว่า รัฐบาลใหม่จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยในปีต่อๆ ไป สามารถยกระดับการเติบโตไปอยู่ในช่วง 3-5% ได้จริง ซึ่งเป็นระดับที่จำเป็นต่อการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของประชาชน

    • เร่งดึง “Dream Team” เศรษฐกิจปลุกความเชื่อมั่น

    ดร.อมรเทพเน้นย้ำว่า “ความเชื่อมั่น” คือโจทย์ที่สำคัญที่สุดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ และหนึ่งในวิธีที่เร็วที่สุดในการสร้างความเชื่อมั่น คือการจัดตั้ง “ทีมเศรษฐกิจ” ที่มีความเป็นมืออาชีพ มีความรู้ความสามารถ และมีภาพลักษณ์ที่โปร่งใส

    โดยเห็นด้วยกับรายชื่อบุคคลที่เคยมีการเสนอมาก่อนหน้านี้ เช่น เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ,ศุภจี สุธรรมพันธุ์,อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ซึ่งหากสามารถดึงบุคคลที่มีความสามารถเหล่านี้เข้ามาทำงานได้จริง จะเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างมากต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ทีมเศรษฐกิจที่ประเทศต้องการ ไม่ควรจำกัดอยู่เพียง 3-4 กระทรวงหลัก แต่ต้องครอบคลุมทุกภาคส่วน เพื่อให้การทำงานเชื่อมโยงและประสานกันได้อย่างราบรื่น

    ประเทศไทยไม่สามารถ “ลองผิดลองถูก” ได้อีกแล้ว เพราะเศรษฐกิจติดหล่มมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นคนนอกที่เป็นมืออาชีพ หรือนักการเมืองที่เป็นคนในระบบ หากมีความรู้จริง เก่งจริง และโปร่งใส ก็สามารถเข้ามาบริหารประเทศได้

    • ระวังกระตุ้นได้ระยะสั้น แต่ต้องระวังเสถียรภาพการคลัง

    สำหรับนโยบายเรือธงอย่าง “คนละครึ่ง Plus” ดร.อมรเทพมองว่า เป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้จริง ทั้งในแง่การลดค่าครองชีพ และการช่วยพยุงผู้ประกอบการ SME

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังคือการใช้มาตรการลักษณะเดิมซ้ำๆ อาจทำให้ประชาชนเกิดภาวะ “เสพติดประชานิยม” และสร้างภาระทางการคลังในระยะยาว

    ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คืออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit Rating) และระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลควรออกแบบนโยบายให้เป็นแบบจำกัดเฉพาะกลุ่ม ไม่หว่านแห และต้องทำให้คำว่า “Plus” มีความหมายมากกว่าการแจกเงิน

    ในมุมของเขา “Plus” ควรหมายถึงการเพิ่มนวัตกรรม การฝึกอาชีพ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการดึงคนเข้าสู่ระบบภาษี แม้จะเป็นเรื่องที่ประชาชนอาจไม่ชอบในระยะสั้น แต่จะช่วยเสริมเสถียรภาพทางการคลังของประเทศในระยะยาว

    • หาเครื่องยนต์ใหม่ เมื่อการบริโภคเริ่มไปต่อไม่ไหว

    ทั้งนี้  มองว่ารัฐบาลไม่ควรมุ่งกระตุ้นเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนอีกต่อไป เนื่องจากปัจจุบันการบริโภคมีสัดส่วนสูงถึงราว 60% ของ GDP และเริ่มเติบโตช้าลงจากปัญหาหนี้ครัวเรือน

    เครื่องยนต์ที่ต้องเร่งเครื่องอย่างจริงจังคือ การลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะเอกชนรายใหญ่ที่ยังถือเงินสดจำนวนมาก หรือเลือกไปลงทุนในต่างประเทศ รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนเหล่านี้กลับมาลงทุนในประเทศไทย และเชื่อมโยงการลงทุนเข้ากับนวัตกรรมใหม่

    อีกเครื่องยนต์สำคัญคือ การเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และการเปิดตลาดใหม่ๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า

    โดยไทยต้องตั้งรับสถานการณ์นี้ให้ดี เพื่อให้ SME ไทยได้รับประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงเป็นฐานการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ

    • ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น “รอไม่ได้”

     หนึ่งในความกังวลสำคัญในช่วงรอยต่อระหว่างการนับคะแนนเลือกตั้งไปจนถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งอาจยาวไปจนถึงเดือนมิถุนายน เขามองว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวเกินไปสำหรับเศรษฐกิจที่อ่อนแอ รัฐบาลใหม่ “รอไม่ได้” ที่จะรอให้ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ก่อนจึงเริ่มทำงาน

    แต่ควรเริ่มสร้างความเชื่อมั่นตั้งแต่วันนี้ สิ่งที่สามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ คือการพูดคุยกับภาคเอกชน เช่น หอการค้า และสภาอุตสาหกรรม เพื่อแก้ไขปัญหากฎระเบียบที่ซับซ้อน หรือ Deregulation

    ที่สำคัญที่สุด คือการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน หากประเทศไทยสามารถพัฒนา One Stop Service ให้มีประสิทธิภาพและเข้มแข็งเหมือนเวียดนามได้ จะช่วยดึงดูดนักลงทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ

    สุดท้ายแล้วมองว่า ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ที่เพียง 2-2.5% ซึ่งต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม

    การจะกลับมาเป็น “เสือเศรษฐกิจ” หรืออย่างน้อยยกระดับการเติบโตไปสู่ 3-4% ได้ รัฐบาลใหม่ต้องเร่งสร้างเสถียรภาพ ความโปร่งใส และความชัดเจนให้เร็วที่สุด ประเทศไทยไม่มีเวลาพอที่จะค่อยๆ เดินอีกต่อไป แต่ต้อง “วิ่ง” ตั้งแต่ก่อนเริ่มจุดสตาร์ท เพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับมา และทำให้ภาคเอกชนพร้อมร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้าอีกครั้ง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1220384&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ut-QL_Ht__2V-jInD-1XP