Category: เศรษฐกิจ

  • คิวบาระงับเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังวิกฤตพลังงานทรุดหนัก

    คิวบาระงับเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังวิกฤตพลังงานทรุดหนัก

    คิวบาระงับการจัดเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังจากสถานการณ์ด้านพลังงานในประเทศยังคงเลวร้าย หลังสหรัฐฯ ปิดกั้นการส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลา

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการคิวบาตัดสินใจยกเลิกการจัดเทศกาลซิการ์ประจำปีในกรุงฮาวานาแล้ว ท่ามกลางผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเนื่องจากวิกฤตพลังงาน หลังสหรัฐฯ สกัดกั้นไม่ให้คิวบาเข้าถึงแหล่งน้ำมันจากชาติพันธมิตรในภูมิภาค

    คณะกรรมการจัดงานเทศกาล Festival del Habano ประกาศเมื่อวันเสาร์ (14 ก.พ. 2569) ว่า งานในปีนี้ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นเป็นเวลา 5 วันในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ จะถูกเลื่อนออกไปจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

    คณะกรรมการระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีสาเหตุมาจาก “สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน” ซึ่งคิวบากำลังเผชิญ เนื่องจากการ “ปิดล้อมทางเศรษฐกิจ การค้า และการเงิน” โดยสหรัฐฯ

    ก่อนหน้านี้ เชื่อกันว่าคิวบาได้รับน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาประมาณ 35,000 บาร์เรลต่อวัน แต่หลังจากสหรัฐฯ บุกจับตัวนายนิโกลัส มาดูโร ถึงในกรุงการากัสเมื่อต้นเดือนมกราคม พวกเขาก็ปิดกั้นการส่งน้ำมันให้คิวบาทั้งหมด

    นับแต่นั้นเป็นต้นมา ปัญหาไฟดับรายวันในคิวบาที่เกิดขึ้นอยู่แล้วก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยบางครั้งไฟดับนานถึง 18 ชั่วโมงในวันเดียว ส่งผลกระทบต่อห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ผู้ป่วยฟอกไต และสถานีสูบน้ำ

    คิวบายังประสบปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงการบิน ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งระงับการเดินทางไปคิวบา ในขณะที่บางประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร ได้ออกคำเตือนไม่ให้เดินทางไปยังประเทศเกาะแห่งนี้หากไม่มีความจำเป็น

    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้ผู้นำคิวบา “ทำข้อตกลง” ไม่เช่นนั้นจะต้องเผชิญกับผลที่ตามมา ซึ่งเขาไม่ได้ระบุชัดเจนว่าคืออะไร

    ทั้งนี้ ซิการ์ของคิวบาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในซิการ์ที่ดีที่สุดในโลก แต่ผิดกฎหมายในสหรัฐฯ เนื่องจากการคว่ำบาตรทางการค้าของอเมริกาที่มีมาอย่างยาวนาน

    ในแต่ละปี จะมีนักเดินทางราว 1,300 คน จาก 70 ประเทศ เดินทางมาเข้าร่วมเทศกาล Festival del Habano เพื่อลิ้มลองซิการ์จากผู้ผลิตในคิวบา ตลอดจนเยี่ยมชมไร่ยาสูบและโรงงาน

    เนื่องจากการท่องเที่ยวระหว่างประเทศไปยังคิวบาถูกจำกัดด้วยการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ผู้จัดงานเทศกาลในปีนี้จึงตัดสินใจว่า พวกเขาหวังว่าจะรอจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และเตรียมกำหนดวันจัดใหม่ในภายหลัง

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2914290&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gGf6bDZT4cp9P7ao3gsku

  • สมาพันธ์เอสเอ็มอีจ่อยื่น 3 ข้อเสนอฟื้นเศรษฐกิจ-หนุนคนะลครึ่งพลัส เฟส 2

    สมาพันธ์เอสเอ็มอีจ่อยื่น 3 ข้อเสนอฟื้นเศรษฐกิจ-หนุนคนะลครึ่งพลัส เฟส 2

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า สมาพันธ์ฯ มองว่านโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ไม่น่าต่างจากเดิมมาก สิ่งที่สมาพันธ์ฯ จะเข้าไปหารือหลังจัดตั้งรัฐบาลแล้วคือ (1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส แต่อยากให้มีมาตรการส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอยในระยะ 1 ปีต่อเนื่องควบคู่ไปด้วย (2) มาตรการบริหารจัดการหนี้ของ MSME เข้าใจว่าอยู่ในแผนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเดิมอยู่แล้ว และ (3) กองทุนดอกเบี้ย 3-5% เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ Micro & Small Enterprises ที่ไม่ผ่านระบบธนาคารปกติ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อย เกือบ 3.2 ล้านราย

    นายณพพงศ์ ย้ำว่า เห็นด้วยกับการเร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการเมือง และอยากให้เริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ออกมาเร็วๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000015633&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw150QZcWsRWvxE15cNKh9Oa

  • SCB EIC มองผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 ลดแรงกดดันเศรษฐกิจไทย คาดรัฐบาลใหม่เริ่มงาน พ.ค. นี้ ชูเสถียรภาพการเมืองเด่น แต่ต้องฝ่าความท้าทายหนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน 70%

    SCB EIC มองผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 ลดแรงกดดันเศรษฐกิจไทย คาดรัฐบาลใหม่เริ่มงาน พ.ค. นี้ ชูเสถียรภาพการเมืองเด่น แต่ต้องฝ่าความท้าทายหนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน 70%

    SCB EIC มองผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนทางการเมืองลง จากไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้เร็ว

    SCB EIC ประเมินการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพจะเกิดขึ้นได้เร็ว หลังเห็นผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 ที่ออกมา

    พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งครั้งนี้จะมีทางเลือกในการจัดตั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างมากที่มีเสถียรภาพได้หลายรูปแบบและมี 3 รัฐมนตรีมืออาชีพสานนโยบายต่อหลังจากชนะการเลือกตั้งด้วยจำนวนที่นั่งมากถึง 193 ที่นั่ง (ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2026 นับแล้ว 94%) ทิ้งห่างจากพรรคอันดับสอง 118 ที่นั่งค่อนข้างมาก โดยมีพรรคประชาชนเป็นแกนนำฝ่ายค้าน (รูปที่ 1) ผลการเลือกตั้งเช่นนี้เร่งให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ลดความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย และสร้างความต่อเนื่องของนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน

    รูปที่ 1 : ฉากทัศน์การจัดตั้งรัฐบาลจากผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026

    ภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากมุมมอง SCB EIC 1

    ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักข่าวต่างๆ

    ประเมินรัฐบาลใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่เดือน พ.ค. การจัดทำงบประมาณปี 2027 จะล่าช้าเพียง 1-2 เดือน

    SCB EIC ประเมินว่าการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลครั้งนี้จะใช้เวลา 5 เดือน (2+2+1) โดย 2 เดือนแรกเป็นระยะเวลาตั้งแต่ยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. 2025 ถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 และประเมินว่าจะใช้เวลาอีก 2 เดือนในการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ และอีก 1 เดือนในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มรูปแบบภายในเดือน พ.ค. (รูปที่ 2)

    โดยปกติแล้วการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจะส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลลดลง โดยเฉพาะงบลงทุน และมีความเสี่ยงประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปีถัดไปล่าช้า อย่างไรก็ดี ผลกระทบการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลรอบนี้จะไม่รุนแรงนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการเร่งอนุมัติโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลดำเนินการไว้ก่อนยุบสภา

    สำหรับกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2027 มีแนวโน้มประกาศใช้ได้ในเดือน พ.ย. 2026 ล่าช้าเพียง 1-2 เดือนจากกำหนดการปกติที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2026 ใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ก่อนเลือกตั้ง เนื่องจากช่วงระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและช่วงเวลาการจัดทำรายละเอียดงบประมาณขนานกัน โดยผลการเลือกตั้งที่ออกมานี้จึงลดความเสี่ยงด้านลบจากกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2027 ที่จะล่าช้าออกไปมาก (รูปที่ 2)

    รูปที่ 2 : ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลและการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027

    ภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากมุมมอง SCB EIC 2

    ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของทำเนียบรัฐบาล, กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ

    พรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าเศรษฐกิจขยายตัว > 3% ผ่านชุดนโยบาย ‘10 พลัส’ ยังมีความท้าทายสูงบนข้อจำกัดทางการคลัง

    พรรคภูมิใจไทยตั้งเป้ายกระดับให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวสูงกว่า 3% อีกครั้ง ผ่านชุดนโยบาย 10 พลัส ซึ่งครอบคลุมการฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตระยะยาว และกระจายรายได้ลดความเหลื่อมล้ำ โดยแบ่งเป็น 2 เสาหลัก ได้แก่โอบอุ้มรากฐาน สร้างความทั่วถึง : (1) คนตัวเล็ก ตัวน้อย พลัส ปิดหนี้ คนละครึ่งพลัส (2) ผู้สูงวัย พลัส พัฒนาทักษะ สร้างรายได้ มีคนดูแล (3) ชุมชน พลัส ท่องเที่ยวเมืองรอง ผลิตของที่ใช่ขายของที่ชอบ (4) การศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีผ่านแพลตฟอร์ม มีงานทำ (5) เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส เงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เข้าถึงงานภาครัฐยกระดับศักยภาพการแข่งขันประเทศในระยะยาว : (6) ลงทุน พลัส เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% ของ GDP เน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (7) เศรษฐกิจสีเขียว พลัส มุ่ง Net zero ตลาดคาร์บอน (8) ดิจิทัล AI พลัส พัฒนาทักษะ สร้างรายได้ (9) Trade พลัส อัปเกรดการผลิต ยึดตลาดโลก (10) Thailand พลัส

    รัฐฉับไว อนุมัติไว

    ข้อสังเกตของ SCB EIC ต่อชุดนโยบายนี้

    • ทิศทางการดำเนินนโยบายยังไม่ชัดเจนนัก ชุดนโยบาย 10 พลัส นี้ ครอบคลุมนโยบายมากกว่าชุดนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้พร้อมวงเงินที่ใช้ดำเนินการตามนโยบายหาเสียง ซึ่งมีเพียง 8 นโยบาย และยังไม่ครอบคลุมบางนโยบายที่ประกาศในเวทีหาเสียงบางโอกาส เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ขณะเดียวกัน นโยบายที่เสนอยังเป็นเพียงกรอบแนวคิดกว้าง เช่น ชุมชนพลัส ลงทุนพลัส Trade พลัส และไทยแลนด์พลัส ซึ่งแม้จะสะท้อนวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ แต่ยังขาดรายละเอียดเชิงปฏิบัติ กลไกการดำเนินงาน แนวทางบังคับใช้ ตลอดจนสิทธิประโยชน์และแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรมเพียงพอ ทำให้การประเมินผลบวกต่อเศรษฐกิจยังทำได้จำกัด ทั้งนี้คาดหวังว่าทิศทางชุดนโยบายจะมีความชัดเจนขึ้นมากหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
    • หลายนโยบายใน 10 พลัส พยายามตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างไทย เช่น การแก้ปัญหาหนี้ การสนับสนุน SME การปฏิรูปภาครัฐ การผลักดันดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว แต่หลายโครงการยังเน้นการให้เงินอุดหนุน ซึ่งเน้นประโยชน์ระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัส หากพิจารณาเฉพาะ 8 นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยนำเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง วงเงิน 1.48 แสนล้านบาทต่อปี พบว่าราว 30% เป็นการให้เงินอุดหนุนโดยตรง
    • ข้อจำกัดด้านการคลังมากขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทย ณ สิ้นปีงบประมาณ 2025 อยู่ที่ 64.8% และมีแนวโน้มชนเพดาน 70% ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ประกอบกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ 2 แห่ง Moody’s (29 เม.ย. 2025) และ Fitch (24 ก.ย. 2025) ได้ปรับลดมุมมอง (Outlook) เครดิตเรตติงของไทยเป็นลบ (Negative) แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัญหาการคลังดังกล่าว ซึ่งจะสร้างข้อจำกัดในการดำเนินชุดนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม และล่าสุด Fitch (11 ก.พ. 2026) ได้เน้นย้ำความสำคัญของเสถียรภาพการเมืองและเสถียรภาพการคลังเป็นหัวใจสำคัญในการคงสถานะความน่าเชื่อถือของประเทศ (รูปที่ 3)
    • ความสำเร็จในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลบวกต่อเศรษฐกิจมีความท้าทาย รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญและความสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นระยะสั้นและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ควบคู่กับการเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงบริหารงบประมาณและปฏิรูปการคลังอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในยามวิกฤติและลดความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของประเทศ

    รูปที่ 3 : หนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน 70% ของ GDP ขณะที่ภาคเอกชนยังไม่เชื่อมั่น

    ภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากมุมมอง SCB EIC 3

    ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงการคลัง, สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    ผลการเลือกตั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อสมมติฐานทางเศรษฐกิจปี 2026 ในกรณีฐานของ SCB EIC มากนัก เนื่องจากใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ก่อนเลือกตั้งว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ในเดือน พ.ค. และ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 จะล่าช้าราว 1-2 เดือน แต่คะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยที่สูงนี้ลดความเสี่ยงเชิงลบทางการเมืองลง

    อย่างไรก็ดี ยังคงมีประเด็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอยู่ โดยเฉพาะประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

    นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความไม่เชื่อมั่นในผลคะแนนการเลือกตั้งต่าง ๆ ประเด็นคดีทางการเมืองของพรรคก้าวไกลเดิม (พรรคประชาชน) รวมถึงความเป็นไปได้ที่การจัดทำงบประมาณปี 2027 จะล่าช้าเพิ่มเติม หากมีความพยายามผลักดันนโยบายหาเสียงของพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาล โดย SCB EIC อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจล่าสุดและจะเผยแพร่ประมาณการใหม่ภายในเดือน ก.พ. นี้

    อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/election2026-130226

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-election-economic-outlook/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2f4lwYqc94k4L-OHPzQMeh

  • ส่อง 252 สินค้า GI ไทย “แบรนด์ท้องถิ่น”สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่าแสนล้าน

    ส่อง 252 สินค้า GI ไทย “แบรนด์ท้องถิ่น”สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่าแสนล้าน

    ส่อง 252 สินค้า GI ไทย “แบรนด์ท้องถิ่น

    สินค้า GI  (Geographical Indication) หรือ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ คือ สินค้าท้องถิ่นที่ได้รับขึ้นทะเบียนกับ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์  เพราะมีคุณลักษณะเฉพาะที่พิเศษกว่าที่อื่น ซึ่งเกิดจาก “วัตถุดิบและภูมิปัญญาในพื้นที่นั้น” สัมพันธ์กับสภาพทางภูมิศาสตร์ เช่น ดิน น้ำ อากาศ เปรียบเสมือน “แบรนด์ของท้องถิ่น” ที่การันตีคุณภาพและความเป็นของแท้ 

    ปัจจุบันกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) แล้วจำนวน  252  รายการ ครอบคลุมทุกจังหวัดของประเทศ  สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ประกอบการชุมชน รวมกว่า 114,000 ล้านบาท

    สินค้าGI  แบ่งเป็น 3 หมวดสินค้า ได้แก่

    1.หมวดสินค้า เกษตรกรรม มี 167 สินค้า ได้แก่ ข้าว 24 สินค้า  ,พืช ผัก ผลไม้ 125 สินค้า , ประมง15 สินค้า ,และปศุสัตว์ 3 สินค้า

    2.หมวดสินค้าหัตถกรรม  46 สินค้า  ได้แก่  ผ้า 19 สินค้า และหัตถกรรม 27 สินค้า

    3.หมวดอุตสาหกรรม 39 สินค้าได้แก่  ไวน์ สุรา 3 สินค้า และอาหาร 36 สินค้า

    สินค้า GI  จำนวน  252 รายการ  อาทิ  กระท้อนคลองน้อย , กระเทียมศรีสะเกษ ,กล้วยไข่กำแพงเพชร , กาแฟดอยตุง ,เกลือภูเขาบ่อเกลือน่าน ,ไก่เบตงยะลา ,ขนมหม้อแกงเมืองเพชร ,ข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์ ,ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ,ไข่เค็มไชยา , เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด , เงาะโรงเรียนนาสาร , ชมพู่เพชร ,แตงโมเกาะสุกร ,ถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอน ,ทุเรียนจันท์ , ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ  , น้อยหน่าปากช่องเขาใหญ่ , น้ำตาลโตนดเมืองเพชร ,เนื้อโคขุนกำแพงแสน ,

    เนื้อโคขุนโพนยางคำ ,ปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา ,ปลากุเลาเค็มตากใบ ,ปลาช่อนแม่ลา ,ปลาทูแม่กลอง , แป้งสาคูต้นพัทลุง ,ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร , ผ้าหม้อห้อมแพร่ ,ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ , ฝรั่งสามพราน พริกไทยจันท์ ,มะขามหวานเพชรบูรณ์ ,มะนาวเพชรบุรี , มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ,

    ส่อง 252 สินค้า GI ไทย “แบรนด์ท้องถิ่น

    มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า ,มะยงชิดนครนายก , มุกภูเก็ต ,ลำไยเบี้ยวเขียวลำพูน , ลิ้นจี่ค่อมสมุทรสงคราม ,ไวน์เขาใหญ่  , ส้มบางมด , ส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม , ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ,สังคโลกสุโขทัย ,สับปะรดตราดสีทอง , สับปะรดภูเก็ต ,เสื่อจันทบูร ,หมากเม่าสกลนคร ,หมูย่างเมืองตรัง ,หอมแดงศรีสะเกษ ,หอยนางรมสุราษฎร์ธานี ,เหล้าแป้ , โอ่งมังกรราชบุรี

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยว่า  ในปี 2569 กรมมีแผนที่จะผลักดันการขึ้นทะเบียน GI ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสินค้าเป้าหมายจำนวน 26 รายการ จาก 23 จังหวัด และสินค้าเหล่านี้จะช่วยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 2,600 ล้านบาท 

    โดยสินค้าเป้าหมายทั้ง 26 รายการ ได้แก่ สับปะรดสวี  ,ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ, ชมพู่คลองหาด ,ส้มโอเวียงแก่น, ปลานิลสายน้ำไหลเบตง, กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต ,ครกดินเผาบ้านกลาง ,  ผ้าย้อมครั่งลำปาง , ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ  , แตงโมหวานยโสธร , ปลาสลิดบ้านแพ้ว , น้ำช่อดอก ,มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ,  น้ำตาลสดเกยชัย , ผลิตภัณฑ์คล้าศรีบุญเรือง ,ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก , ชารางแดงเกาะเกร็ด , กะปิเคยตาดำคลองโคน ,นมวาริช , เนื้อครามสกลนคร ,มะนาวแป้นดำเนินสะดวก,  มะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี , มันแกวน้ำก่ำธาตุพนม,  เห็ดตับเต่าสามเรือน,  ส้มมะปี๊ดจันทบุรี ,กระจูดควนเคร็ง และพริกไทยสุไหงอุเป

    ส่อง 252 สินค้า GI ไทย “แบรนด์ท้องถิ่น

    ล่าสุด ปี 69 กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้า GI แล้วจำนวน  4 สินค้า ได้แก่ ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ   ,ส้มโอเวียงแก่น จ.เชียงราย  ,  กุ้งมังกร 7 สี  จ.ภูเก็ต , ชมพู่คลองหาด  จ.สระแก้ว และลานิลสายน้ำไหลเบตง (จ.ยะลา): ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI รายการที่ 6 ของจังหวัด เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2569

    สินค้า GI ไทยยังคงเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างมูลค่าเพิ่มให้ชุมชน พร้อมต่อยอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ตลาดสากล ทำให้ “ของดีท้องถิ่นไทย” แข็งแรงในเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1221071&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zkItO-_JUSEwHR4I97giX

  • TPQI ผนึก 6 ภาคีพะเยา จัดมหกรรมอาชีพยิ่งใหญ่ ยกระดับแรงงานสู่เศรษฐกิจใหม่

    TPQI ผนึก 6 ภาคีพะเยา จัดมหกรรมอาชีพยิ่งใหญ่ ยกระดับแรงงานสู่เศรษฐกิจใหม่

    สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI) จัดงาน “TPQI Fair 2026 Walk and Wonder @พะเยา” ณ ริมกว๊านพะเยา มุ่งยกระดับทักษะเกษตรกรและเยาวชนสู่มาตรฐานวิชาชีพ พร้อมแนะแนวอาชีพผ่าน EWE Platform และเวิร์กชอปอาชีพทางเลือก เพื่อสร้างงานที่มั่นคงและยั่งยืนให้คนในพื้นที่

    TPQI ผนึก 6 ภาคีพะเยา จัดมหกรรมอาชีพยิ่งใหญ่ ยกระดับแรงงานสู่เศรษฐกิจใหม่

    TPQI ยกทัพบุกพะเยา จับมือ 6 ภาคีรัฐ–เอกชน–การศึกษา จัดมหกรรม “TPQI Fair 2026 Walk and Wonder @พะเยา” งานแฟร์ของคนสร้างอนาคต สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ TPQI เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนระดับภูมิภาค จัดงานมหกรรม อาชีพครั้งใหญ่แห่งปี “TPQI Fair 2026 Walk and Wonder @พะเยา งานแฟร์ของคนสร้างอนาคต” ระหว่างวันที่ 13–14 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สวนสาธารณะริมกว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา ภายใต้ความร่วมมือของ 6 หน่วยงานสำคัญในพื้นที่ ได้แก่ เทศบาลเมืองพะเยา องค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา จังหวัดพะเยา มหาวิทยาลัยพะเยา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด พะเยา และหอการค้าจังหวัดพะเยา เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอาชีพตามมาตรฐานอาชีพ และยกระดับศักยภาพแรงงานท้องถิ่นสู่ เศรษฐกิจยุคใหม่

    TPQI ผนึก 6 ภาคีพะเยา จัดมหกรรมอาชีพยิ่งใหญ่ ยกระดับแรงงานสู่เศรษฐกิจใหม่

    โดยมีนางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานในพิธี และกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “เปิดประตูโอกาส สร้างอนาคตอาชีพให้คนไทยจากพื้นที่สู่ประเทศ” เพื่อขับเคลื่อนการสร้างงานและยกระดับเศรษฐกิจระดับ ภูมิภาค พร้อมมอบประกาศนียบัตรคุณวุฒิวิชาชีพ ให้กับผู้ที่ได้การรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ อาชีพผู้ประกอบอาหารริมบาทวิถี และจักสาน ที่จังหวัดพะเยามีผู้ผ่านการประเมินในอาชีพแล้วกว่า 100 ราย

    TPQI ผนึก 6 ภาคีพะเยา จัดมหกรรมอาชีพยิ่งใหญ่ ยกระดับแรงงานสู่เศรษฐกิจใหม่

    นางสาวจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างโอกาสให้คนในพื้นที่ได้ พัฒนาทักษะและต่อยอดศักยภาพที่มีอยู่ให้กลายเป็นอาชีพที่มั่นคง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการ และเยาวชน ซึ่ง ถือเป็นกำลังสำคัญของจังหวัดพะเยา ทั้งในด้านการยกระดับ เกษตรกรสู่การเป็นมืออาชีพ ลดความเสี่ยงจากการถูกกดราคา การพัฒนาผู้ประกอบการให้มีมาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด และการชี้แนะแนวทางอาชีพให้นักเรียน นักศึกษาได้ เห็นเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน สามารถนำความรู้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิตและบ้านเกิดได้อย่างยั่งยืน

    TPQI ผนึก 6 ภาคีพะเยา จัดมหกรรมอาชีพยิ่งใหญ่ ยกระดับแรงงานสู่เศรษฐกิจใหม่

    สำหรับกิจกรรมภายในงานนอกจากโซนนิทรรศการ การจัดแสดงนวัตกรรมจากสถานประกอบการและสถาบันการศึกษา ยังมี ไฮไลต์การแนะแนวอาชีพเชิงลึกในหัวข้อ “ไม่อยากเรียนหลง ต้องรู้เส้นทางอาชีพก่อนเลือกเรียน” ที่มุ่งช่วยให้เยาวชนค้นหา เส้นทางการเรียนและอาชีพที่เหมาะสมกับตนเอง พร้อมเวทีเสวนา “เมื่ออุตสาหกรรมเชื่อมถึงกัน : ให้มาตรฐานอาชีพเชื่อม ต่อ” ถ่ายทอดมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมชีวภาพ ดิจิทัล และระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ สะท้อนแนวโน้มการพัฒนา กำลังคนในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการแนะนำช่องทาง“การตลาดออนไลน์ง่ายกว่าที่คิด” โดย “โค้ชโซดา” คุณธนอิน ตุ้มหิรัญ รวมถึงกิจกรรมแนะแนวอาชีพผ่าน EWE Platform เครื่องมืออัจฉริยะที่ช่วยให้เยาวชนรู้จักตนเอง ค้นหาความถนัด และวาง เส้นทางอาชีพได้อย่างเหมาะสม พร้อมกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลตลอดทั้งงาน นอกจากนี้ยังมี Workshop อาชีพทางเลือก การชงกาแฟแบบบาริสต้า และการเพ้นท์เล็บ ที่สามารถนำไปต่อยอดสร้างราย ได้จริง โดยงาน TPQI Fair 2026 Walk and Wonder @พะเยา นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การ พัฒนาทักษะ และการสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับคนในพื้นที่ เพื่อยกระดับกำลังคนไทยจากระดับท้องถิ่นสู่เวทีเศรษฐกิจ ระดับประเทศอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/738057&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bUxGaeN65Eny2aHJCkkXm

  • กระแสแย่งชิง “ทองแดงโลก” จุดความหวังเศรษฐกิจใหม่ให้แซมเบีย

    กระแสแย่งชิง “ทองแดงโลก” จุดความหวังเศรษฐกิจใหม่ให้แซมเบีย

    เคปทาวน์ – AFP 5 ปีหลังจากกลายเป็นประเทศแรกในแอฟริกาที่ผิดนัดชำระหนี้ในยุคโควิด-19 แซมเบียกำลังเห็นการพลิกฟื้นทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เมื่อมหาอำนาจทั่วโลกเร่งแข่งขันเข้าถึงแหล่งทองแดงมหาศาลของประเทศ

    ดีมานด์พุ่งแรงจาก AI-พลังงานสะอาด-กลาโหม

    ความต้องการทองแดงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานสีเขียว และภาคกลาโหม

    โลหะชนิดนี้เป็นหัวใจสำคัญของโครงข่ายไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล (Data Center) รถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และกังหันลม

    การแย่งชิงทองแดงยังสะท้อนการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อชาติมหาอำนาจอุตสาหกรรม ได้แก่ จีน, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, กลุ่มประเทศยุโรป, อินเดีย และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ต่างเร่งรักษาความมั่นคงด้านอุปทาน

    นักลงทุนไหลกลับ หลังผิดนัดหนี้ยุคโควิด

    ประธานาธิบดี Hakainde Hichilema กล่าวในเวที African Mining Indaba ว่า ตั้งแต่ปี 2022 มีเงินลงทุนไหลเข้าสู่ภาคเหมืองมากกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมประกาศว่า “นักลงทุนกลับมาแล้ว”

    แซมเบียเป็นผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่อันดับ 2 ของแอฟริกา รองจาก สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และอยู่อันดับ 8 ของโลก

    ทองแดงสร้างรายได้คิดเป็นราว 15% ของ GDP และมากกว่า 70% ของรายได้ส่งออกประเทศ

    ปีที่ผ่านมา ผลผลิตเพิ่มขึ้น 8% แตะกว่า 890,000 ตัน และรัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 3 เท่าภายใน 10 ปี

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดเศรษฐกิจแซมเบียจะเติบโต 5.2% ในปี 2025 และ 5.8% ในปีนี้ ทำให้เป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจเติบโตเร็วของทวีป

    จีนครองฐานใหญ่ สหรัฐฯ เปิดเกมรุกกลับ

    บริษัทจีนครองสัดส่วนการถือหุ้นหลักในเหมืองและโรงถลุงทองแดงสำคัญหลายแห่งในแซมเบีย สร้างความได้เปรียบในฐานะผู้บุกเบิกตลาด

    อีกผู้เล่นรายใหญ่คือ First Quantum Minerals จากแคนาดา ซึ่งเป็นผู้เสียภาษีรายใหญ่ที่สุดของประเทศ

    นักลงทุนจากอินเดียและกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับกำลังขยายบทบาท ขณะที่สหรัฐฯ ซึ่งเคยถอนตัวจากตลาดไปหลายทศวรรษ กำลังหวนกลับมา

    เดือนนี้ วอชิงตันเปิดตัวโครงการ “Project Vault” มูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อรักษาความมั่นคงแร่ธาตุสำคัญ ลดการพึ่งพาจีน

    ก่อนหน้านั้น US Trade and Development Agency ได้ประกาศมอบเงินสนับสนุน 1.4 ล้านดอลลาร์ แก่บริษัท Metalex Africa เพื่อขยายกิจการในแซมเบีย

    ที่ปรึกษาด้านพลังงานของสหรัฐฯ ระบุว่า โลกเสรีกำลังก้าวสู่ “บทใหม่ครั้งสำคัญ” ในการจัดหาและค้าขายแร่ยุทธศาสตร์

    โตเร็วแต่เสี่ยงซ้ำรอยอดีต

    แม้กระแสลงทุนจะหนุนเศรษฐกิจ แต่ก็มีเสียงเตือนว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษสูงอาจกระทบชุมชนท้องถิ่น

    แดเนียล ลิตวิน จาก Resource Resolutions เตือนว่า อาจเกิด “การแย่งชิงทรัพยากร” ซ้ำรอยยุคอาณานิคม หากชนชั้นนำได้ประโยชน์ ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับส่วนแบ่ง

    เดโพรส มูเชนา จาก Open Society Foundation ระบุว่า ความเสี่ยงคือการแข่งขันของมหาอำนาจอาจกลายเป็นการเร่งจัดหาแร่เพื่อตลาดโลก มากกว่าคำนึงถึงประชาชนในประเทศผู้ผลิต

    แม้แซมเบียมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ แต่กว่า 70% ของประชากร 21 ล้านคน ยังอยู่ใต้เส้นความยากจน ตามข้อมูลธนาคารโลก

    ปมสิ่งแวดล้อมและคดี 80,000 ล้านดอลลาร์

    ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเงาตามตัวอุตสาหกรรมเหมืองใน “Copperbelt” ของแซมเบีย เดือนกุมภาพันธ์ 2025 เขื่อนกักเก็บกากแร่ของเหมืองที่บริษัทจีนเป็นเจ้าของ ใกล้เมือง Kitwe ทางเหนือของ Lusaka ราว 285 กิโลเมตร แตก ทำให้ของเสียกรดหลายล้านลิตรไหลลงสู่ลำน้ำสาขาที่เชื่อมกับแม่น้ำ Kafue River ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดื่มสำคัญ

    เกษตรกรชาวแซมเบียได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายมูลค่า 80,000 ล้านดอลลาร์

    ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ความแตกต่างของ “บูมทองแดง” รอบนี้ จะขึ้นอยู่กับว่าธรรมาภิบาล สิทธิชุมชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ถูกวางไว้เป็นศูนย์กลางหรือไม่ ไม่ใช่เพียงความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก

    บริษัทจีนถือหุ้นรายใหญ่ในเหมืองทองแดงและโรงถลุงแร่สำคัญในแซมเบีย

    บริษัทจีนถือหุ้นรายใหญ่ในเหมืองทองแดงและโรงถลุงแร่สำคัญในแซมเบีย

    ทองแดงถูกนำไปใช้ในทุกอย่างตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลไปจนถึงเทคโนโลยีพลังงานสีเขียว

    ทองแดงถูกนำไปใช้ในทุกอย่างตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลไปจนถึงเทคโนโลยีพลังงานสีเขียว

    การประชุม African Mining Indaba จัดขึ้นที่เมืองเคปทาวน์

    การประชุม African Mining Indaba จัดขึ้นที่เมืองเคปทาวน์

    ทองแดงสร้างรายได้คิดเป็นประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แซมเบีย

    ทองแดงสร้างรายได้คิดเป็นประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แซมเบีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/zambia-copper-boom-global-investment-12-billion&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZtvB9Ckf9BtzRcgwNVSff

  • เมื่อจีนเอาจริงกับการใช้การบริโภคภายในประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ (จบ)

    เมื่อจีนเอาจริงกับการใช้การบริโภคภายในประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ (จบ)

    จีนทำอะไรอีกบ้างในการดำเนินแคมเปญ “Shopping in China 2026” เราไปคุยกับต่อเลยครับ … 

    มองออกไปในวงกว้าง การดำเนินงานดังกล่าวยังจะนำไปสู่การผลักดันให้เกิดการปรับระบบการค้าในจีน ให้สอดคล้องกับกฎระเบียบและวิธีปฏิบัติระหว่างประเทศในด้านต่างๆ อาทิ การชําระเงิน การขอคืนภาษี บริการด้านภาษา และข้อมูล  

    หลายฝ่ายคาดว่า การผลักดันการบริโภคบริการดังกล่าว จะช่วยดึงดูดแบรนด์ชั้นนำให้เข้าไปเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เพิ่มสาขา และขยายบริการในจีน ซึ่งยืนยันถึงศักยภาพและจุดแข็งในระยะยาวของตลาดจีน และสร้างความเชื่อมั่นและแรงบันดาลใจสำหรับนวัตกรรมให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหมู่แบรนด์ระดับโลกอีกด้วย 

    Coach แบรนด์หรูของสหรัฐอเมริกา วางแผนจะเพิ่มร้านค้าใหม่ 100 แห่งในจีน ระหว่างปี 2026-2028 ไปยังมากกว่า 100 เมือง และสามารถให้บริการผู้บริโภคในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้น 

    ขณะเดียวกัน Carlsberg ผู้ผลิตเบียร์เดนมาร์ก กำหนดแนวทางที่ชัดเจนและยั่งยืนต่อกลยุทธ์ “Premiumization” ที่ผลักดันสู่สินค้าที่มีคุณภาพ ความหลากหลาย และประสบการณ์ต่อผู้บริโภคที่สูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับพัฒนาการของตลาดสินค้าเบียร์ และกลยุทธ์ระยะยาวของบริษัทแม่ 

    ทั้งนี้ ในปี 2025 Carlsberg ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่มากกว่า 30 รายการในตลาดจีน อาทิ เบียร์กระป๋องขนาด 1 ลิตร เบียร์ผสมชา และเครื่องดื่มใหม่ที่เป็นมากกว่าเบียร์ 

    ในด้านการประชาสัมพันธ์ รัฐบาลจีนยังได้เปิดตัวแพลตฟอร์มการสื่อสารระหว่างประเทศ เป็นภาษาอังกฤษแบบบูรณาการ ที่ครอบคลุม “1 หนังสือพิมพ์ 1 เว็บไซต์ 3 สื่อสังคมออนไลน์” เพื่อให้แคมเปญดังกล่าวเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในตลาดทั้งในและต่างประเทศ  

    โดยให้ความสำคัญกับการเลือกบัญชีโซเชียลมีเดีย ที่กลุ่มเป้าหมายในต่างประเทศเข้าถึงได้อย่างสะดวกเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ อาทิ ผ่าน Facebook, X และ TikTok ขณะเดียวกัน ก็เลือกให้ข้อมูลที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์กับผู้ชมมากขึ้น 

    อาทิ การเดินทางแบบไม่ต้องขอวีซ่า (Visa Free) และการขอคืนภาษีสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมไปถึงสินค้าจีนที่ “ต้องซื้อ” ย่านที่ “โดดเด่น” แบรนด์ที่ได้รับการ “ยกย่อง” การทำอาหาร “พิเศษ” และสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม “สำคัญ” ตลอดจนบทสนทนาในประเด็นที่เกี่ยวข้องระหว่างซีอีโอชาวจีนและชาวต่างชาติ

    นอกจากนี้ สื่อเหล่านี้ยังจะจัดกิจกรรมพิเศษ อาทิ ทัวร์ “ช้อปปิ้งในจีน” ในสถานที่และกิจกรรมที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและทรัพยากรในท้องถิ่น ซึ่งช่วยกระจายรายได้ในวงกว้างอีกทางหนึ่ง 

    สิ่งนี้ตอกย้ำว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติได้กลายเป็นการบริโภคใหม่ในระดับที่สูงขึ้นในปี 2025 แถมยังทำให้การซื้อหาสินค้าพรีเมี่ยมและสินค้าอัจฉริยะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งบูรณาการอย่างใกล้ชิดระหว่างการค้าและการลงทุน อันนำไปสู่การสนับสนุนการดำเนินแคมเปญ “เก่าแลกใหม่” และการลงทุนของต่างชาติในจีน (Invest in China) ไปพร้อมกัน 

    นั่นเท่ากับว่า แคมเปญ “Shopping in China” จะไม่เพียงเป็นขั้นตอนสําคัญในการเพิ่มการบริโภคจากต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางสําหรับธุรกิจข้ามชาติและต่างประเทศ ในการนําผลิตภัณฑ์และประสบการณ์เฉพาะของจีนไปสู่ตลาดโลกที่กว้างขวางยิ่งขึ้น 

    ยิ่งเมื่อพิจารณาผลในระยะยาว แคมเปญดังกล่าวจึงไม่เพียงจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แต่ยังจะส่งเสริมรากฐานที่มั่นคงสําหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนอีกด้วย นั่นเท่ากับว่า จีนไม่เพียงจะเป็น “โรงงานของโลก” (Factory of the World) ที่ทันยุคทันสมัยเท่านั้น แต่ยังจะเป็น “ตลาดการบริโภค” (Market of the World) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    ประการสำคัญ เมื่อพิจารณาจากแนวทางตามแผนฯ 15 และความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลจีนที่สัมผัสได้ นับแต่ต้นปี 2026 แคมเปญ “Shopping in China 2026” จึงไม่ใช่ความพยายามในการเพิ่มการบริโภคในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสําคัญสําหรับการอัพเกรดระบบการบริโภคของจีนในอนาคตอีกด้วย 

    นอกจากการดำเนินแคมเปญเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงแล้ว เรายังเห็นรัฐบาลจีนมุ่งเน้นการดำเนินมาตรการแบบ “บูรณาการ” และทั้ง “ระบบนิเวศ” ที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวาง เพื่อหวังประโยชน์ในทางอ้อม อาทิ การเพิ่มความมั่นคงทางรายได้และการจ้างงานให้เกิดขึ้น  

    รัฐบาลจีนตระหนักดีถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคจีนว่า “หากไม่มั่นใจ ก็ไม่ใช้เงิน” จึงพยายามเปิดกว้างประเทศมากขึ้น อาทิ การสร้างตลาดระดับชาติที่เป็นหนึ่งเดียว การยกระดับ Free Trade Port ไห่หนาน และการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ  

                                                  เมื่อจีนเอาจริงกับการใช้การบริโภคภายในประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ (จบ)

    ขณะเดียวกัน จีนยังเดินหน้าการปฏิรูป อาทิ เศรษฐกิจบนพื้นฐานกลไกตลาดเพื่อให้เกิดการแข่งขัน และระบบสวัสดิการเพื่อให้ชาวจีน “ไม่ออมเงินเกินความจำเป็น” อาทิ การขยายประกันสุขภาพและบำนาญให้ครอบคลุมและข้ามมณฑล/มหานคร การลดภาระการใช้จ่ายด้านการศึกษาและการเลี้ยงดูลูก และการสนับสนุนบริการสาธารณะในเมืองรองและชนบท 

    จีนยังจะให้ความสำคัญกับการสร้างงานคุณภาพสูงให้แผ่ซ่านมากขึ้นผ่านนโยบาย “ปัจจัยการผลิตคุณภาพสูงใหม่” (New Quality Productive Forces) ควบคู่ไปกับการลดความผันผวนของการจ้างงานคนรุ่นใหม่ ผ่านการสนับสนุน SMEs และการขยายธุรกิจในเมืองรองและชนบท  

    นอกจากนี้ จีนยังเดินหน้าพลิกฟื้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในด้านหนึ่ง จีนได้กำหนดแนวทางการพัฒนา “เมืองใหม่” โดยการเปิดกว้างการย้ายสู่เมืองระดับกลาง ผ่านสิทธิ์ในการโยกย้ายสำมะโนประชากรที่ง่ายขึ้น ซึ่งทำให้เกิดการกระจายตัวของการพัฒนาเมืองและไลฟสไตล์ใหม่  

    ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อปลายเดือนมกราคม 2026 จีนได้ออกกฎใหม่เพื่อการปรับปรุงอสังหาริมทรัพย์เก่าอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างเมืองที่น่าอยู่ ยืดหยุ่น และมีชีวิตชีวาทางเศรษฐกิจ ไล่ตั้งแต่การผ่อนคลายกฎการใช้ที่ดิน การลดความซับซ้อนในการอนุมัติการวางแผน และการเสนอตัวเลือกในการเช่าที่ยืดหยุ่น เพื่อกระตุ้นการฟื้นฟูชุมชนเมือง เขตอุตสาหกรรมเก่า และโครงสร้างพื้นฐานอย่างน้อยจนถึงปี 2030  

    แนวนโยบายทั้งสองดังกล่าวสะท้อนถึงการผลักดันการพัฒนาเมืองรองและการปรับปรุงเมืองเก่า และจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ที่อยู่อาศัย เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน วัสดุก่อสร้าง ลิฟท์ และอื่นๆ ซึ่งสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจและความมั่นใจในการเติบโตทางเศรษฐกิจ อันจะทำให้ผู้บริโภคจีนนำเอาเงินออมออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นภาคการบริโภคภายในประเทศได้อย่างแท้จริง

    แคมเปญ “Shopping in China 2026” จะนำไปสู่การปรับโครงสร้างภาคการบริโภคภายในประเทศครั้งใหญ่ของจีนจากแบบ “ขอไปที” ไปสู่ “ความครอบคลุมและรอบด้าน” และจากพลังลมปราน “ที่อ่อนแรง” ไปสู่ “ที่เปี่ยมไปด้วยพลัง” จนกลายเป็นแกนหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจจีนในที่สุด … 

    เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ  ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน

    คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย…ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4174 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/Chinese-dragon/651580&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25cx-LgSiON2X4FkiLf9OD

  • IMF คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โตชะลอตัวเหลือ 1.6% แนะเร่งปฏิรูปโครงสร้าง

    IMF คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โตชะลอตัวเหลือ 1.6% แนะเร่งปฏิรูปโครงสร้าง

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ปี 2569 นี้เศรษฐกิจของไทยในปี 2569 นี้ จะโตชะลอตัวเหลือ 1.6% ท่ามกลางปัญหามากมายที่รุมเร้า พร้อมแนะนำให้เร่งปฏิรูปโครงสร้างและใช้นโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง

    IMF ได้ออกข่าวประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บไซต์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า คณะกรรมการบริหารของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เสร็จสิ้นการหารือทวิภาคีตามมาตรา 4 กับประเทศไทย โดยทางการไทยได้ยินยอมให้มีการเผยแพร่รายงานของเจ้าหน้าที่ IMF ที่จัดทำขึ้นสำหรับการหารือในครั้งนี้

    เศรษฐกิจไทยถูกคาดการณ์ว่ามีการเติบโตชะลอตัวลงจาก 2.5% ในปี 2567 มาอยู่ที่ 2.1% ในปี 2568 เนื่องจากเผชิญกับปัจจัยลบทั้งจากภายนอกและภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า การเติบโตของสินเชื่อที่จำกัด และการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ช้ากว่าที่คาด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ยังคงกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านอุปทาน เช่น ราคาพลังงานและวัตถุดิบอาหารที่ลดลง รวมถึงสะท้อนถึงอุปสงค์ที่อ่อนตัวลงบางส่วนด้วย นอกจากนี้ การเติบโตของสินเชื่อยังถูกจำกัดและภาวะการเงินยังคงตึงตัว อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพภายนอกของไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงและหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับปานกลาง

    ทางการไทยได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อบรรเทาผลกระทบจากความท้าทายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงมาตรการทางการคลังที่พุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางและเพื่อกระตุ้นการบริโภค การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม โครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ครัวเรือน การสนับสนุนสภาพคล่องให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงความพยายามครั้งใหม่ในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระเบียบวินัยทางการคลัง

    สำหรับแนวโน้มในอนาคต คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงอีกเหลือ 1.6 % ในปี 2569 เนื่องจากปัจจัยลบภายนอกยังคงยืดเยื้อและอุปสงค์ภายในประเทศยังคงถูกจำกัด ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับสูงและเอนเอียงไปในทางลบ โดยความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าที่ยาวนาน ความผันผวนของตลาดการเงินโลก และพัฒนาการทางการเมืองในประเทศ อาจเป็นปัจจัยกดดันต่อการเติบโตและอัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม หากความตึงเครียดทางการค้าคลี่คลายลงอย่างรวดเร็วหรือความไม่แน่นอนในประเทศลดลง ก็อาจช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของการเติบโตได้

    คณะกรรมการบริหารตั้งข้อสังเกตว่าเศรษฐกิจไทยแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นภายใต้สภาพแวดล้อมโลกที่ไม่แน่นอน แต่ขณะนี้กำลังเผชิญกับปัจจัยลบที่เพิ่มมากขึ้น ในบริบทของพื้นที่ดำเนินนโยบายที่จำกัด คณะกรรมการฯ ได้ย้ำถึงความสำคัญของการผสมผสานนโยบายอย่างรอบคอบ โดยต่อยอดจากแรงขับเคลื่อนของการปฏิรูปเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวพร้อมกับรักษาเสถียรภาพ ควบคู่ไปกับการเร่งปฏิรูปโครงสร้างเพื่อยกระดับการเติบโตในระยะปานกลางและเอื้อต่อการปรับสมดุลภายนอก

    คณะกรรมการฯ เน้นย้ำว่า เมื่อพิจารณาจากพื้นที่ทางการคลังที่แคบลง การสนับสนุนทางการคลังควรเป็นแบบพุ่งเป้า และใช้อย่างประหยัด โดยยึดตามยุทธศาสตร์การปรับลดฐานะการคลังในระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ คณะกรรมการฯ ยินดีต่อความมุ่งมั่นของทางการไทยในเรื่องวินัยทางการคลังตามที่สะท้อนในแผนการคลังระยะปานกลาง และย้ำว่าการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพคือกุญแจสำคัญ นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ เห็นพ้องถึงความจำเป็นในการเพิ่มรายได้เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังสำหรับรองรับความเสี่ยง และสร้างพื้นที่สำหรับการใช้จ่ายที่ส่งเสริมการเติบโตและการคุ้มครองทางสังคมให้เข้มแข็งขึ้น รวมถึงเห็นพ้องว่าการเสริมสร้างกรอบวินัยการคลังและการบริหารจัดการการเงินสาธารณะและหนี้สิน จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและประสิทธิผลของนโยบาย

    คณะกรรมการฯ ยินดีกับจุดยืนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศและลดความเสี่ยงขาลงของอัตราเงินเฟ้อ โดยมองว่ายังมีช่องว่างสำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมโดยพิจารณาตามข้อมูล ควบคู่ไปกับความพยายามอย่างต่อเนื่องในการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งผ่านนโยบาย รวมถึงมาตรการจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง คณะกรรมการฯ ยังย้ำถึงความสำคัญของการประสานนโยบายการเงินและการคลังอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับปกป้องความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และย้ำว่าอัตราแลกเปลี่ยนควรทำหน้าที่เป็นกลไกรับแรงกระแทกหลัก โดยการแทรกแซงค่าเงินควรจำกัดอยู่เพียงเพื่อฟื้นฟูสภาวะตลาดที่ผิดปกติจากปัจจัยที่ไม่ใช่พื้นฐานเท่านั้น

    คณะกรรมการฯ ระบุว่าความเสี่ยงเชิงระบบในภาคการเงินยังคงอยู่ในวงจำกัด แต่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการติดตามอย่างใกล้ชิดท่ามกลางภาวะการเงินที่ตึงตัวและความเสี่ยงด้านสินเชื่อที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเรียกร้องให้มีการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อเสริมสร้างกฎระเบียบและการกำกับดูแล รวมถึงการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ การส่งเสริมการปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ และการสนับสนุน SME พร้อมกับรักษาธรรมาภิบาลที่ดีและลดปัญหาจงใจผิดนัดชำระหนี้ รวมถึงเสริมสร้างกรอบการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT framework) อย่างต่อเนื่อง

    คณะกรรมการฯ เห็นพ้องกันว่าสภาพแวดล้อมภายนอกที่เลวร้ายลงตอกย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการที่เด็ดขาดเพื่อเร่งการปฏิรูปโครงสร้าง โดยภารกิจสำคัญ ได้แก่ การขยายความร่วมมือทางการค้าและการเงิน การยกระดับผลิตภาพแรงงานผ่านการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การลดขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบ การยกระดับความซับซ้อนของสินค้าส่งออก การสร้างความเข้มแข็งแก่ตาข่ายรองรับทางสังคม การพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและธรรมาภิบาล และการขับเคลื่อนวาระด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย

    แท็กที่เกี่ยวข้อง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/457255&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3okY_oYvF0aFPAxcgiSxj8

  • เราเที่ยวด้วยกัน เฟสใหม่ 2569 จับตารัฐบาลอนุทิน เดินหน้าต่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เราเที่ยวด้วยกัน เฟสใหม่ 2569 จับตารัฐบาลอนุทิน เดินหน้าต่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เราเที่ยวด้วยกัน เฟสใหม่ 2569 จับตารัฐบาลอนุทิน เดินหน้าต่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่องความเป็นไปได้ นโยบายครั้งใหม่ 

    “เราเที่ยวด้วยกัน” ในช่วงที่ผ่านมาและแนวโน้มในปี 2569 มีรายละเอียดดังนี้ครับ

    1. ยอดใช้จ่ายโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” (เฟส 1 – 5)

    ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและธนาคารกรุงไทย ระบุว่าโครงการที่ดำเนินการมาทั้งหมด 5 เฟส (ตั้งแต่ปี 2563 – 2566) มีสถิติการใช้จ่ายที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

    งบประมาณที่รัฐใช้สนับสนุน: ประมาณ 24,016 ล้านบาท

    ยอดใช้จ่ายรวม (เงินสะพัด): ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจทางตรงรวมกว่า 58,621 ล้านบาท

    จำนวนสิทธิที่ใช้: มีการใช้สิทธิห้องพักรวมประมาณ 12.06 ล้านห้อง/คืน

    โครงการนี้ริเริ่มและดำเนินการส่วนใหญ่ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมี คุณอนุทิน ชาญวีรกูลดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี (กำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ในบางช่วง) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคร่วมรัฐบาลผลักดันเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 

    2. โครงการในปี 2569 (รัฐบาลปัจจุบัน)

    สำหรับปี 2569 ภายใต้การนำของ คุณแพทองธาร ชินวัตร (ซึ่งคุณอนุทินยังคงเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) แนวโน้มของโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” หรือโครงการในลักษณะใกล้เคียงกันมีทิศทางดังนี้:

    ยังไม่มีการประกาศ “เราเที่ยวด้วยกัน” โดยตรงสำหรับปี 2569: ปัจจุบันรัฐบาลเน้นไปที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” หรือ “เราเที่ยวด้วยกัน 2568” ที่มีการปรับรูปแบบเพื่อเน้นการท่องเที่ยว “เมืองรอง” และ “วันธรรมดา” มากขึ้น

    งบประมาณปี 2569: ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 รัฐบาลมีการตั้งงบเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการท่องเที่ยวไว้ แต่จะเน้นไปที่การลดหย่อนภาษีและการสนับสนุนการจัดสัมมนาในเมืองรองมากกว่าการแจกเงินอุดหนุนค่าที่พักโดยตรงแบบเฟสเก่าๆ

    การผลักดันจากฝั่งคุณอนุทิน: ในปี 2568-2569 คุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทยได้เสนอโมเดล “คนละครึ่ง พลัส”ซึ่งอาจครอบคลุมถึงการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวด้วย แต่ทั้งนี้ต้องรอผลการอนุมัติงบประมาณและมติ ครม. ในแต่ละไตรมาสอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2914322&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05t_5lc-AiWq1D1VNnrQ_S

  • นายกฯ อนุทิน ลุยลพบุรีโชว์ขับรถราง เปิดงาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ครั้งที่ 38 สะท้อนความรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมเป็นตัวอย่างในการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว

    นายกฯ อนุทิน ลุยลพบุรีโชว์ขับรถราง เปิดงาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ครั้งที่ 38 สะท้อนความรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมเป็นตัวอย่างในการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว

    นายกฯ อนุทิน ลุยลพบุรีโชว์ขับรถราง เปิดงาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ครั้งที่ 38 สะท้อนความรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมเป็นตัวอย่างในการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว


    14/02/2569 | 45 |

    สะท้อนความรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมเป็นตัวอย่างในการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว

    วันที่ : 

    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.30 น. ณ เวทีกลาง พระนารายณ์ราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ครั้งที่ 38  ประจำปี 2569

    โดยมีนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ เจ้าหน้าที่และประชาชนเข้าร่วมงาน

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เข้าสักการะศาลพระกาฬ และชมขบวนแห่งประวัติศาสตร์บริเวณลานหน้าศาล จากนั้นไดัขับรถรางไปเยี่ยมชมตลาด และสวนราชานุสรณ์  ก่อนจะไปยังพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เพื่อชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมือง และพระบรมราชชนนีผู้ทรงรักษาศิลป์” จากนั้นสักการะองค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ณ พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท สักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และไปยังเวทีกลาง เพื่อชมการแสดงเปิดงาน “น้อมอาลัยพระพันปี เทิดบารมีองค์นารายณ์ ราษฎร์รวมใจ รักชาติรักแผ่นดิน” โดยวิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานว่า งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ถือเป็นงานประจำปีสำคัญที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าของจังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นโอกาสให้ได้รำลึกถึงบุญคุณแห่งบูรพกษัตริย์ ความรักชาติรักแผ่นดิน ที่ทำให้เรารักษาดินแดนมาได้จนถึงทุกวันนี้

    “ผมให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับคำว่า บ้านเกิดเมืองนอน เพราะมีความเชื่อว่า ถ้ามีความภูมิใจในอัตลักษณ์ของบ้านเกิด ก็จะทำทุกอย่าง เพื่อรักษาความภาคภูมิใจนั้นไว้ ไม่ว่าจะเป็นการต้อนรับแขกที่มาเยือน การช่วยกันพัฒนา สร้างความเจริญในทุกมิติ รวมถึงการรักษามรดกทางวัฒนธรรม ไว้ให้ลูกหลาน”

    ลพบุรีเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งนับเป็นยุคทองแห่งการพัฒนา ทำให้ลพบุรีเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรือง และเป็นที่รู้จักในหมู่นานาอารยประเทศ การจัดงานครั้งนี้นอกจากจะเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว ยังเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมไทย พร้อมทั้งทรงพัฒนาให้เป็นอาชีพที่มั่นคงแก่ประชาชน โดยเฉพาะการส่งเสริมการผลิตผ้ามัดหมี่ และงานศิลปาชีพแขนงต่าง ๆ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจชุมชนจังหวัดลพบุรี

    ในวันนี้พี่น้องชาวลพบุรีได้พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดผ้าไทย อันเป็นภาพที่งดงาม และน่าประทับใจ สะท้อนถึงความรัก ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนในจังหวัดลพบุรีที่ได้ร่วมกันจัดงานได้อย่างยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ และเป็นที่ภาคภูมิใจของพี่น้องชาวลพบุรี การจัดงานในครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดลพบุรีเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับจังหวัดอื่น ๆ ในการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยวต่อไป” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/161582


    image รูปภาพ

    image


    image วิดีโอ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/476440&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AySTK_8toXmOFw5Hh5BoT