Category: เศรษฐกิจ

  • ‘อนุทิน’ ทุบโต๊ะ ภท.คุมเอง ‘เศรษฐกิจ – มั่นคง’ นำประเทศขึ้นจากหล่ม

    ‘อนุทิน’ ทุบโต๊ะ ภท.คุมเอง ‘เศรษฐกิจ – มั่นคง’ นำประเทศขึ้นจากหล่ม

    “อนุทิน“ โพสต์ ภูมิใจไทย ดูกระทรวงเศรษฐกิจ-ความมั่นคงเอง เดินหน้านำเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม

    15 ก.พ.2569 – เมื่อเวลา 19.25 น.  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่าพี่น้องประชาชนที่เคารพครับ

    ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ผมขอกราบขอบพระคุณทุกท่านต่อความไว้วางใจและความเชื่อมั่น ที่พรรคภูมิใจไทยได้รับอย่างท่วมท้นเพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ ซึ่งผมจะเร่งดำเนินการทันทีเมื่อ กกต ประกาศผลของการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

    ผมขอยืนยันว่าผมจะไม่ทำให้ทุกท่านที่ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ผิดหวัง เสียใจ และจะทำงานตอบแทนทุกคะแนนด้วยความสำนึกในความไว้วางใจที่ท่านได้มอบให้

    ทุกนโยบายที่ได้นำเสนอต่อพี่น้องประชาชนในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ผมและพรรคภูมิใจไทยขอยืนยันว่าจะปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้นทุกประการ 

    พรรคภูมิใจไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบด้าน #การบริหารงานความมั่นคง  ด้วยมาตรการทางการทูต และการทหาร และยืนยันที่จะปฏิบัติในทุกรูปแบบและทุกวิธีการ เพื่อรักษาดินแดนและอธิปไตยของชาติ ตลอดจนเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศไทย และสำหรับตัวผม ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนคนไทยต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

    #การปิดด่านชายแดน จะดำเนินต่อไป และจะเพิ่มความเข้มข้นยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างกำแพงความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมถึง #การยกเลิกMOU44 เพื่อการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย และเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของพี่น้องประชาชนที่มั่นใจในพรรคภูมิใจไทย 

    ผมและคุณสีหศักดิ์ สัญญาที่จะนำประเทศไทยกลับคืนสู่เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ให้มีใครกล้ามาข่มเหง รังแก ข่มขู่ คุกคาม ทำให้คนไทยต้องรำคาญใจอีกต่อไป 

    พรรคภูมิใจไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย นำเศรษฐกิจไทยที่ตกอยู่ในหล่มมายาวนาน ขึ้นมาจากหล่มให้ได้  การทำงานด้านเศรษฐกิจ จะต้องทำงานแบบมืออาชีพ เป็นทีมเดียวกัน คือ ทีมประเทศไทยที่มีส่วนผสมหลักคือ อนุทิน เอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์

    ทุกพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นทีมเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้พี่น้องประชาชน มีรายได้ดีขึ้น ทั้งผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ท่องเที่ยว บริการ และอาชีพอิสระ 

    ทั้งหมดนี้จะอยู่ในนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา 

    ผมขอสัญญาว่าจะทำให้ทุกคะแนนที่ท่านมอบให้พรรคภูมิใจไทย มีคุณค่าสูงสุด และเป็นพลังที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง ยั่งยืน 

    สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กินดี อยู่ดี สุขภาพดี มีรายได้ มีความสุข ให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

    ผมถือว่า ทุกคะแนนที่พรรคภูมิใจไทยได้รับคือข้อสั่งการของผู้บังคับบัญชาที่ผมจะต้องปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็วครับ

    ขอกราบขอบพระคุณและจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังอย่างแน่นอน

    ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

    อนุทิน ชาญวีรกูล

    หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/948204/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36V9Nb-j3VPem8_aI3ZyuP

  • ตรุษจีนโคราชคึกคัก กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว จัดเต็มมังกรทอง-ขบวนเทพเจ้า

    ตรุษจีนโคราชคึกคัก กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว จัดเต็มมังกรทอง-ขบวนเทพเจ้า

    ภูมิภาค

    ตรุษจีนโคราชคึกคัก กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว จัดเต็มมังกรทอง-ขบวนเทพเจ้า

    วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.42 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นครราชสีมา – วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 น. ที่ GRAND HALL ชั้น 1 และจุดเช็กอินหน้าน้ำตก หน้า ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ โคราช อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายมนัส สุวรรณนรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดเทศกาลงาน CHINESE NEW YEAR 2026 อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน

    ภายในงานมีผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา นายจิรพิสิษฐ์ รุจน์เจริญ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา พร้อมภาคีภาครัฐ ภาคเอกชน และคนไทยเชื้อสายจีนกว่า 55 ตระกูล ที่พร้อมใจกันสวมชุดกี่เพ้าสีแดงและสีเหลืองทอง สร้างบรรยากาศคึกคัก ภายใต้ธีม “มะเมียทะยานไกล…ม้าไฟมหาเฮง” และแนวคิด “เสิร์ฟความสุขควบคู่การเสริมสิริมงคล”

    ไฮไลต์สำคัญของงานคือการแสดงเชิดสิงโตกระโดดเสาดอกเหมย และการแสดงมังกรทองเรืองแสง ชุด “แสงศักดิ์สิทธิ์กำเนิดพญามังกร” ตามความเชื่อของจีน เพื่ออวยพรโชคลาภ ความมั่งคั่ง และความเจริญก้าวหน้ารับปีใหม่ รวมถึงขบวนเทพเจ้าและม้ามงคล ที่ร่วมส่งต่อคำอวยพรความเฮง ความสำเร็จ และความราบรื่นในชีวิตแก่ผู้ร่วมงาน

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสริมพลังบวกด้านโหราศาสตร์ไทยประยุกต์ และโซนอาหารมงคลกว่า 3,000 เมนู ส่งตรงจากเยาวราช อาทิ กระเพาะปลาเฮียหงี ข้าวต้มแห้งอาปู่ เฮงเป็ดทอง ปอเปี๊ยะสด ทอดมันปลาอินทรีย์–ปลากราย กะลอจี๊ ซาลาเปาจิ๋ว ขนมหนวดมังกรชานโถว ขนมเข่ง ขนมเทียน และเบเกอรี่อีกหลากหลายรายการ

    การจัดงานตรุษจีนในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของจังหวัดนครราชสีมาในฐานะพื้นที่แห่งความสุข ความเชื่อ และการเริ่มต้นสิ่งดี ๆ พร้อมช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้คึกคักและอบอุ่นตั้งแต่ต้นปี 2569

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/466162&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xwRpp3cDzYAH1xPppQimv

  • โจทย์หิน..รัฐบาลอนุทิน2 ฟื้นเศรษฐกิจ-แก้ปัญหาปากท้อง | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์

    โจทย์หิน..รัฐบาลอนุทิน2 ฟื้นเศรษฐกิจ-แก้ปัญหาปากท้อง | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์

    สูตร…พิศวาส | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์

    ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์ : วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569

    🔴 LIVE ‘แก้วสรร’ ขีดเส้นใต้ โจทย์หิน ‘อนุทิน’ ดักคอ ‘ส้ม’..จุดไฟ 6 ตุลา!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร

    ‘แก้วสรร’ ขีดเส้นใต้ โจทย์หิน ‘อนุทิน’ ดักคอ ‘ส้ม’..จุดไฟ 6 ตุลา!! อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : : วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569

    🔴 LIVE เกมล้มเลือกตั้ง!? | ห้องข่าวไทยโพสต์

    ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

    🔴 LIVE เลือกตั้ง’69 เดิมพันเปลี่ยนอนาคต | สกัด ‘มุ้งอนุทิน’

    เลือกตั้ง’69 เดิมพันเปลี่ยนอนาคต : วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

    🛑LIVE ภารกิจบทใหม่ พรรครักชาติ | ห้องข่าวไทยโพสต์

    ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/948057/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gvIoX8Jfk0gjx4HrO0nz2

  • “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณ พร้อมแก้ปัญหาเศรษฐกิจตอบแทน

    “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณ พร้อมแก้ปัญหาเศรษฐกิจตอบแทน

    “อนุทิน” โพสต์เฟซบุ๊ค ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้ ย้ำพร้อมรักษาสัญญาที่ให้ไว้ เพื่อตอบแทนทุกคะแนนเสียง ยืนยันภูมิใจไทย จะเป็นทีมแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลักของประเทศ และย้ำนโยบายปิดด่านชายแดนต่อเนื่อง

    วันนี้ (15 ก.พ.2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว Anutin Charnvirakul ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขอบคุณเสียงสนับสนุนจากประชาชน ในการเลือกตั้ง 2569 พร้อมยืนยัน จะไม่ทำให้ทุกคะแนนที่มอบให้พรรคภูมิใจไทย ผิดหวัง เสียใจ และจะทำงานตอบแทนทุกคะนแน ด้วยความสำนึกในความไว้วางใจที่มอบให้

    “ผมขอยืนยันว่าผมจะไม่ทำให้ทุกท่านที่ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ผิดหวัง เสียใจ และจะทำงานตอบแทนทุกคะแนนด้วยความสำนึกในความไว้วางใจที่ท่านได้มอบให้ ทุกนโยบายที่ได้นำเสนอต่อพี่น้องประชาชนในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ผมและพรรคภูมิใจไทยขอยืนยันว่าจะปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้นทุกประการ พรรคภูมิใจไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบด้าน การบริหารงานความมั่นคง ด้วยมาตรการทางการทูต และการทหาร และยืนยันที่จะปฏิบัติในทุกรูปแบบและทุกวิธีการ เพื่อรักษาดินแดนและอธิปไตยของชาติ ตลอดจนเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศไทย และสำหรับตัวผม ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนคนไทยต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด” ข้อความส่วนหนึ่งของนายอนุทิน

    ทั้งนี้จากข้อความดังกล่าว นายอนุทิน ยังยืนยันด้วยว่า การปิดด่านชายแดน จะยังคงดำเนินต่อไป และจะเพิ่มความเข้มข้นยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างกำแพงความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมถึง การยกเลิก MOU44 เพื่อการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย ตน และนายสีห์ศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ สัญญาที่จะนำประเทศไทยกลับคืนสู่เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ให้มีใครกล้ามาข่มเหง รังแก ข่มขู่ คุกคาม ทำให้คนไทยต้องรำคาญใจอีกต่อไป

    พร้อมกันนี้ ยังได้ประกาศด้วยว่า พรรคภูมิใจไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย นำเศรษฐกิจไทยที่ตกอยู่ในหล่มมายาวนาน ขึ้นมาจากหล่มให้ได้ การทำงานด้านเศรษฐกิจ จะต้องทำงานแบบมืออาชีพ เป็นทีมเดียวกัน คือทีมประเทศไทย ที่มีส่วนผสมหลักคือ อนุทิน, สีหศักดิ์, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และศุภจี สุธรรมพันธุ์

    “ทุกพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นทีมเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้พี่น้องประชาชน มีรายได้ดีขึ้น ทั้งผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ท่องเที่ยว บริการ และอาชีพอิสระ ทั้งหมดนี้จะอยู่ในนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ผมขอสัญญาว่าจะทำให้ทุกคะแนนที่ท่านมอบให้พรรคภูมิใจไทย มีคุณค่าสูงสุด และเป็นพลังที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง ยั่งยืน สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กินดี อยู่ดี สุขภาพดี มีรายได้ มีความสุข ให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ผมถือว่า ทุกคะแนนที่พรรคภูมิใจไทยได้รับคือข้อสั่งการของผู้บังคับบัญชาที่ผมจะต้องปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็วครับ ขอกราบขอบพระคุณและจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังอย่างแน่นอน” ข้อความส่วนหนึ่งของนายอนุทิน

    อ่านข่าว

    กกต.ชี้แจง ยืนยันเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับ

    ผลสำรวจ “นิด้าโพล” ตัวอย่าง 58.28% ชี้ กกต.ลงโทษคนทุจริตเลือกตั้งไม่ได้

    “แสวง” ยืนยัน “บาร์โค้ด” บัตรเลือกตั้ง ไม่ทำให้รู้ลงคะแนนให้ใคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/502224&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iy1FuvZQOlUufcr8rn8o9

  • ภูมิใจไทยได้ใจรุกขย่มกล้าธรรม บีบคายโควตา ก.ท่องเที่ยว กินรวบทั้งเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

    ภูมิใจไทยได้ใจรุกขย่มกล้าธรรม บีบคายโควตา ก.ท่องเที่ยว กินรวบทั้งเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

    ภูมิใจไทยได้ใจรุกขย่มกล้าธรรม บีบคายโควตา ก.ท่องเที่ยว กินรวบทั้งเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

    ภูมิใจไทยได้ใจรุกขย่มกล้าธรรม บีบคายโควตา ก.ท่องเที่ยว กินรวบทั้งเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

    15 ก.พ. 2569 08:16 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    คอลัมน์หนังสือพิมพ์ดูทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2914299&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZM03QU_eLuvjYDqPNwgCM

  • ส่องคลังแสงโลก! 15 ชาติ “ซื้อ-ขาย” ทองคำดุเดือดสุดรอบ 5 ปี ไทยติด Top 10 ด้วย

    ส่องคลังแสงโลก! 15 ชาติ “ซื้อ-ขาย” ทองคำดุเดือดสุดรอบ 5 ปี ไทยติด Top 10 ด้วย

    จัดอันดับ 15 ประเทศ ที่ซื้อ–ขายทองคำมากที่สุดตั้งแต่ปี 2020-2025 “ไทย” ติดโผ Top 10 ประเทศตุนทอง

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและราคาทองคำที่พุ่งทะยานกว่า 230% นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ทำให้ธนาคารกลางของหลายประเทศหันมาสะสม “ทองคำ” ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อใช้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในการกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และรับมือกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

    ใครคือ “เจ้าบุญทุ่ม” ในตลาดทองคำ? (ปี 2020-2025)

    ข้อมูลจากสภาทองคำโลก (World Gold Council) เผยให้เห็นว่า จีน ครองแชมป์อันดับ 1 ด้วยการกว้านซื้อทองคำเข้าคลังกว่า 357 ตัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายระยะยาวของปักกิ่งที่ต้องการลดความเสี่ยงจากระบบการเงินตะวันตก ตามมาด้วย โปแลนด์ และ ตุรกี ที่เร่งสะสมทองคำเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงิน

    ที่น่าจับตามองคือ ประเทศไทย ติดอยู่ในอันดับที่ 8 ของโลก โดยมีการซื้อทองคำสะสมเพิ่มขึ้นกว่า 80.6 ตัน แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการบริหารทุนสำรองที่เน้นความมั่นคง

    iStockphoto

    15 ประเทศที่ซื้อทองคำสะสมมากที่สุด

    อันดับ ประเทศ ปริมาณสุทธิที่เพิ่มขึ้น (ตัน) (ปี 2020-2025)
    1 จีน 357.1
    2 โปแลนด์  314.6
    3 ตุรกี  251.8
    4 อินเดีย  245.3
    5 บราซิล  105.1
    6 อาเซอร์ไบจาน  83.6
    7 ญี่ปุ่น  80.8
    8 ไทย  80.6
    9 ฮังการี  78.5
    10 สิงคโปร์  77.3
    11 อิรัก  74.6
    12 กาตาร์  73.0
    13 สาธารณรัฐเช็ก  62.8
    14 รัสเซีย  55.4
    15 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  51.7

    สวนกระแส! ประเทศที่ “เทขาย” ทองคำ

    ในขณะที่ส่วนใหญ่เน้นการสะสม แต่ก็มีบางประเทศที่เลือก “ลดพอร์ต” ทองคำลงเพื่อรักษาสภาพคล่องหรือปรับสมดุลทุนสำรอง โดย ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่ขายทองคำออกมากที่สุดกว่า 65 ตัน ตามมาด้วยคาซัคสถานและศรีลังกา ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจในประเทศ

    15 ประเทศที่ลดปริมาณทองคำสำรองลงมากที่สุด

    อันดับ ประเทศ ปริมาณสุทธิที่ลดลง (ตัน) (ปี 2020-2025)
    1 ฟิลิปปินส์  -65.2
    2 คาซัคสถาน  -52.4
    3 ศรีลังกา  -19.1
    4 เยอรมนี  -16.3
    5 มองโกเลีย  -15.9
    6 ทาจิกิสถาน  -11.9
    7 กลุ่มยูโรโซน (เฉลี่ย)  -10.8
    8 โคลอมเบีย  -9.2
    9 ฟินแลนด์  -5.4
    10 คูราเซาและซินต์มาร์เติน  -3.9
    11 หมู่เกาะโซโลมอน  -0.6
    12 ซูรินาม  -0.4
    13 มอลตา  -0.3
    14 เอธิโอเปีย  -0.2
    15 สวิตเซอร์แลนด์  -0.1

    ภาพรวมทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ทองคำ” ได้กลับมาเป็นเสาหลักสำคัญในระบบทุนสำรองระหว่างประเทศอีกครั้ง ท่ามกลางอนาคตทางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    1. Visual Capitalist

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9873554/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RDQUzoCSb3Qzub3y8VvP-

  • เปิดสถิติ! ยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ม.ค. 69  คำขอ สุขภาพ-อีคอมเมิร์ซ มาแรง

    เปิดสถิติ! ยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ม.ค. 69  คำขอ สุขภาพ-อีคอมเมิร์ซ มาแรง

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า สถิติการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา (เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์) ในไทยในเดือนมกราคม 2569 มีการยื่นคำขอจดทะเบียนกว่า 6,171 คำขอ ลดลงประมาณ 2.47% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568 (6,327 คำขอ) และมีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 1,213 รายการ เพิ่มขึ้น 10.47% จากปี 2568 (1,098 รายการ)

    ภาพรวมเทรนด์สุขภาพมาแรง สะท้อนทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีและการลงทุนของภาคธุรกิจที่มุ่งตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุและพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ซึ่งให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น โดยรายละเอียดการยื่นคำขอจดทะเบียนและแจ้งข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา (7,384 คำขอ) ดังนี้

    1)​เครื่องหมายการค้า เดือนมกราคม 2569 มีการยื่นคำขอ 4,833 คำขอ ลดลง 0.58% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568 (4,861 คำขอ) สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้า มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บริการด้านการขายและการตลาด (646 คำขอ) ยังคงครองอันดับ 1 ต่อเนื่อง สะท้อนธุรกิจการขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เติบโต รองลงมาคือ สินค้าผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและความงาม (637 คำขอ) ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ (605 คำขอ) สะท้อนเทรนด์การค้าที่มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ซึ่งให้ความสำคัญเรื่องการดูแลสุขภาพมากขึ้น ตามมาด้วย เครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (586 คำขอ) และผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกาย (372 คำขอ) โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอเครื่องหมายการค้า คนไทย 50% และต่างชาติ 50% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท มาสเตอร์ อโกรเทค จำกัด ในธุรกิจอาหารเสริมพืชและปุ๋ย (48 คำขอ) รองลงมาคือ บริษัท ป๊อป มาร์ท (สิงคโปร์) โฮลดิ้ง พีทีอี.แอลทีดี (47 คำขอ) สะท้อนกระแสสินค้าอาร์ตทอยที่ยังคงได้รับความนิยมในไทย ตามด้วย บริษัท ไลน์แมน คอร์ปอเรชั่น พีทีอี.แอลทีดี จากสิงคโปร์ (30 คำขอ) บริษัท กวางตง ชุนเท็กซ์ อีลิท อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี โด.,แอลทีดี ในธุรกิจสินค้าและบริการด้านเทคโนโลยีจากจีน (24 คำขอ) บริษัท โปรเอ็นเตอร์ไพรส์ อะกริเทค จำกัด ในธุรกิจสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคพืช (22 คำขอ) ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 3,109 เครื่องหมาย ลดลง 21.71% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568 (3,971 เครื่องหมาย)

    2) สิทธิบัตรการประดิษฐ์ เดือนมกราคม 2569 มีการยื่นคำขอ 599 คำขอ ลดลง 10.19% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568 (667 คำขอ) สำหรับนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรการประดิษฐ์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยาเคมีสังเคราะห์ ยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ (89 คำขอ) รองลงมาคือ นวัตกรรมแอนติบอดี้และยาชีววัตถุ เช่น แอนติบอดีเชิงรักษา วัคซีนชีววัตถุ และผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์ (26 คำขอ) สองอันดับแรกสะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมด้านสุขภาพยังคงเป็นสาขาสำคัญที่มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วย อุตสาหกรรมแมคโครโมเลกุล เช่น พลาสติก เรซิน (24 คำขอ) นวัตกรรมด้านการสื่อสาร เช่น ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย ระบบรับ–ส่งข้อมูลความเร็วสูง และอุปกรณ์สื่อสารอัจฉริยะ (18 คำขอ) และวัสดุเหล็กกล้า เช่น เหล็กกล้าที่มีความแข็งแกร่งสูงระดับพิเศษ เหล็กกล้าทนการสึกหรอ เหล็กกล้าทนความร้อน และเหล็กกล้าสำหรับงานโครงสร้างที่ต้องรับแรงสูง (16 คำขอ) โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตรการประดิษฐ์ คนไทย 8% และต่างชาติ 92% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นผู้ยื่นต่างชาติทั้งหมด ได้แก่ บริษัท โตโยต้า จิโดชา คาบูชิกิ ไคชา จากญี่ปุ่น (22 คำขอ) บริษัท ควอลคอมม์ อินคอร์ปอเรเต็ด จากสหรัฐอเมริกา (15 คำขอ) บริษัท เดอะ เคมัวร์ส คอมปะนี เอฟซี, แอลแอลซี จากสหรัฐอเมริกา (14 คำขอ) บริษัท นิปปอน สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น (14 คำขอ) และบริษัท เจเอฟอี สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น (12 คำขอ) ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 568 ฉบับ เพิ่มขึ้น 17.11 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568 (485 ฉบับ)

    3) อนุสิทธิบัตร เดือนมกราคม 2569 มีการยื่นคำขอ 354 คำขอ ลดลง 8.05% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568 (385 คำขอ) สำหรับนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองอนุสิทธิบัตรมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม (52 คำขอ) ยังครองอันดับ 1 ต่อเนื่อง ตามมาด้วย อุปกรณ์ทางการแพทย์ (23 คำขอ) ยาสมุนไพร (21 คำขอ) สะท้อนความสนใจด้านสุขภาพและการนำองค์ความรู้ด้านยาไทยแบบดั้งเดิมมาพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์ ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ และการจัดการสารสนเทศ (20 คำขอ) และเทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวกับแอนติบอดีเอนไซม์ (10 คำขอ) โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขออนุสิทธิบัตร เป็นคนไทย 96% และต่างชาติ 4% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นสถาบันการศึกษาไทยทั้งหมด ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (35 คำขอ) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (18 คำขอ) มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา (10 คำขอ) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (9 คำขอ) และ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ (8 คำขอ) ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร ในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 217 ฉบับ เพิ่มขึ้น 26.90% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568 (171 ฉบับ)

    4) สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ เดือนมกราคม 2569 มีการยื่นคำขอ 385 คำขอ ลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568 (414 คำขอ) สำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องประดับ (49 คำขอ) รองลงมาคือ ลวดลายผ้า (38 คำขอ) ตามมาด้วย บรรจุภัณฑ์ (31 คำขอ) รถยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง (30 คำขอ) และเครื่องสำอาง (29 คำขอ) โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ คนไทย 62% และต่างชาติ 38% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นผู้ยื่นชาวไทยทั้งหมด ได้แก่ บริษัท อนันทา จิวเวลรี่ จำกัด (21 คำขอ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (19 คำขอ) บริษัท เอส วินเทค ฟาซาด ดีไซน์ จำกัด (11 คำขอ) มหาวิทยาลัยพะเยา (10 คำขอ) และมหาวิทยาลัยบูรพา (8 คำขอ) ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 633 ฉบับ เพิ่มขึ้น 63.14% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568 (388 ฉบับ)

    5) ลิขสิทธิ์ เดือนมกราคม 2569 มีการยื่นแจ้งข้อมูล 1,213 ผลงาน เพิ่มขึ้น 10.47% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568 (1,098 ผลงาน) ผลงานที่มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ วรรณกรรม (งานนิพนธ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์) 422 ผลงาน ศิลปกรรม (จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ฯลฯ) 389 ผลงาน ดนตรีกรรม 261 ผลงาน โสตทัศนวัสดุ 114 ผลงาน และสิ่งบันทึกเสียง 17 ผลงาน ทั้งนี้ สัดส่วนผู้ยื่นแจ้งข้อมูลผลงานลิขสิทธิ์เป็นคนไทย 99% และต่างชาติ 1% สำหรับผู้ยื่นแจ้งข้อมูลมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล (85 ผลงาน) มหาวิทยาลัยทักษิณ (40 ผลงาน) มหาวิทยาลัยศิลปากร (19 ผลงาน) มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ (18 ผลงาน) และบริษัท สตาร์ฟิชเอ็ดดูเคชั่น วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด (17 ผลงาน) อย่างไรก็ดี ลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์ โดยไม่ต้องยื่นจดทะเบียนกับกรม สถิติดังกล่าวจึงไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของงานสร้างสรรค์ไทยได้ทั้งหมด อย่างไรก็ดี กรมจะเดินหน้าส่งเสริมให้ศิลปินนักสร้างสรรค์เห็นความสำคัญของการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรมเพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงเบื้องต้นในการแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในกรณีที่เกิดข้อพิพาท รวมทั้งเป็นช่องทางให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงผลงานและติดต่อขอใช้ประโยชน์งานลิขสิทธิ์นั้นได้ง่ายขึ้น

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนางานบริการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการ ยังเป็นภารกิจสำคัญที่กรมมุ่งมั่นพัฒนาต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยในการสืบค้นข้อมูลเครื่องหมายการค้าและสิ่งประดิษฐ์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ตลอดจนจัดให้มีช่องทางเร่งรัดการจดทะเบียน ผ่านบริการ Fast Track เครื่องหมายการค้า จาก 10 เดือน เหลือ 3 เดือน นับจากวันยื่นคำขอ กรณีต้องนำหลักฐานการจดทะเบียนไปแสดงต่อหน่วยงานราชการอื่น ล่าสุดได้ขยายบริการไปยังสาขาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับสินค้าที่จะขายออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล จะทราบผลการพิจารณาครั้งแรกภายใน 4 เดือน Fast Track สิทธิบัตรการประดิษฐ์ จาก 38.5 เดือน เหลือ 12 เดือน นับจากวันที่เข้าร่วมโครงการ และอนุสิทธิบัตร จาก 12 เดือน เหลือ 6 เดือน นับจากวันที่เข้าร่วมโครงการ สำหรับนวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุข อาหารแห่งอนาคต และนวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม ล่าสุดได้ขยายบริการไปยังสาขานวัตกรรมดิจิทัล และ Fast Track สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ จาก 10 เดือน เหลือ 3 เดือน นับจากวันที่เข้าร่วมโครงการ ในสาขานวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม ล่าสุดได้ขยายบริการไปยังนวัตกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทยเข้าสู่ตลาดได้เป็นจำนวนมาก 

    ทั้งนี้ ประชาชนผู้ใช้บริการสามารถสอบถามข้อมูลหรือขอรับคำปรึกษาด้านการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาได้ที่ ศูนย์บริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาแบบครบวงจร (IP One) ชั้น 3 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ โทรสายด่วน 1368 หรือช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th และ Line Official Account: @dipthailand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/268558&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dxK8yaEqIH17TN-dtLmQI

  • เลือกตั้งแล้วได้อะไร? ถ้าคนไทยมีสิทธิ์ทางการเมือง แต่ไม่มีอำนาจแก้ปัญหาปากท้องตัวเอง

    เลือกตั้งแล้วได้อะไร? ถ้าคนไทยมีสิทธิ์ทางการเมือง แต่ไม่มีอำนาจแก้ปัญหาปากท้องตัวเอง

    ผมได้ชมสกู๊ปหนึ่งของช่อง More Perfect Union (ซึ่งเป็นสำนักข่าวที่ตีแผ่ปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐฯ เป็นหลัก) ว่าด้วย “วิธีแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำสุดขีดในอิตาลีด้วยวิธีการแบบถึงรากถึงโคน” (Italy’s Radical Solution to Extreme Inequality) ที่แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา ทางภาคเหนือของประเทอิตาลี 

    ผมดูแล้วนึกถึงประเทศไทยซึ่งมีปัญหาความเหลื่อมล้ำสุดขีดที่ไม่มีใครคิดจะแก้ ส่วนที่แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญาเขามีวิธีแก้ที่ทำให้คนรวยไม่สามารถเอาเปรียบคนอื่นได้ และคนจนมีโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น

    วิธีการนี้ไม่ซับซ้อนและเมืองไทยก็มีแล้วนั่นคือการตั้ง ‘สหกรณ์’ (cooperative)

    แต่สหกรณ์เมืองไทยมักล้มเหลวและเป็นแหล่งฉ้อโกงกัน นั่นเพราะมันไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อปกป้องคนจนด้วยกัน และคนที่เขามาบริหารไม่ได้ติดว่าตัวเองจนแล้วต้องช่วยคนจนด้วยกัน แต่คิดอยากจะรวยทางลัด

    ประเทศอิตาลีมีปัญหาความเหลื่อนล้ำเหมือนไทยแต่หนักกว่าในแคว้นอื่นๆ ส่วนแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญานั้นเพราะสหกรณ์ตั้งขึ้นมาโดยมีปรัชญาที่ปฏิบัตินิยมชัดเจน คือ เพื่อปกป้องงานของคนในชุมชน และป้องกันคนในชุมชนไม่ให้ตกเป็นทาสของบรรษัทใหญ่ๆ ดังนั้นมันจึงอยู่ได้นาน 

    ระบบสหกรณ์ยังไม่วับซ้อนไปกว่าการให้ทุกคนเป็นผู้ถือหุ้นในวิสาหกิจของชุมชน ทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่ากันหมดไม่ว่าจะเป็นคนทำงานใช้แรงหรือซีอีโอ เวลาออกเสียงไม่ได้นับที่จำนวนหุ้น แต่นับที่เป็นผู้ถือหุ้นหรือไม่ 

    นี่เองที่ทำให้แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญารวยกว่าที่อื่นและคนตกงานน้อยกว่าส่วนอื่นของประเทศ ไม่ใช่เพราะมีเศรษฐีมาก แต่เพราะคนในแคว้น “มีฐานะเท่าๆ กัน”

    อย่างที่บอกไปว่าสำนักข่าว More Perfect Union เน้นตีแผ่นปัญหาทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ นักข่าวจึงไปดูงานสหกรณ์ที่แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา เขาจึบพบว่าในสหรัฐฯ นั้นมีคนรวยมากมายก็จริง แต่ความมั่งคั่งไมได้แผ่มาถึงคนใช้แรงเลย แบบนี้มันจะเรียกว่าเป็นประเทศร่ำรวยได้อย่างไร? ในเมื่อความมั่งคั่งกระจุกอยู่แค่คนไม่กี่กลุ่ม?

    นั่นเพราะโครงสร้างการเมืองในสหรัฐฯ เอื้อต่อภาคธุรกิจ และภาคธุรกิจเป็นทุนนิยมที่เห็นแก่ตัว โดยอ้างว่าบรรษัทเป็นผู้จ้างงานก็พอแล้ว ไม่ต้องเผื่อแผ่ให้มาก หากมากไปจะเป็น ‘คอมมิวนิสต์’ (ปัจจุบัน คนอเมริกันก็ยังกลัวผีคอมมิวนิสต์ และยังเชื่อว่าจีนเป็นผีตัวนั้น ทั้งๆ ที่จีนพบสูตรเศรษฐกิจที่ลงตัวระหว่างระบบตลาดและสังคมนิยมแล้ว) 

    ดังนั้น อำนาจรัฐจึงเอื้อต่อนายทุนเพราะกลัวว่าหากนายทุนไม่จ้างงานแล้วเศรษฐกิจจะพัง ซึ่งเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ ผลก็คือ อำนาจรัฐไม่ช่วยแบ่งสันปันส่วนความมั่งคั่ง แถมยังจะกำจัดสหภาพหรือสหกรณ์ที่ทำแบบนั้นด้วย 

    ผลที่ตามมาก็คือ ระบอบประชาธิปไตยมีปัญหา

    ฟังดูแล้วอาจจะไม่เกี่ยวกัน แต่ในยุคสงครามเย็นนั้น เพราะสหรัฐฯ ต้องการสู้กับพวกสังคมนิยมจึงป่าวประกาศว่า วิสาหกิจในระบบตลาดมีดีตรงที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเป็นเจ้าของกิจการ หากไม่ตั้งกิจการเองก็สามารถเป็นผู้ถือหุ้นได้ 

    เขาจึงโฆษณาว่า การถือหุ้นโดยเสรีคือสิทธิมนุษยชนตามระบอบประชาธิปไตย ต่างจากพวกสังคมนิยมที่มีกิจการส่วนตัวไม่ได้ (ซึ่งไม่จริงแต่อย่างใด) 

    ผลก็คือ ผู้คนสนับสนุนระบอบตลาดและทุนนิยมเพราะกลัวจะเสียเสรีภาพ เพียงแต่ไอ้คำว่า “การถือหุ้นโดยเสรีคือสิทธิมนุษยชนตามระบอบประชาธิปไตย” เป็นคำลวงแท้ๆ เพราะในระบอบทุนนิยม ใครมีเงินมากกว่า ก็คือผู้ถือหุ้นมากกว่า ผลก็คือมีอำนาจตัดสินใจทางเศรษฐกิจมากกว่า และเงินที่มากกว่ายังหมายถึงอำนาจทางการเมืองมากกว่าในการล็อบบี้รัฐ

    เมื่อระบบเศรษฐกิจอเมริกันเน้นแต่การถือและซื้อ/ขายหุ้นโดยละเลยการผลิต ทำให้เงินยิ่งกระจุกตัวกับคนไม่กี่เปอร์เซนต์ และทำให้บั่นทอนอำนาจการเมืองของคนส่วนใหญ่ แบบนี้สังคมอเมริกันจึงเป็นประชาธิปไตยน้อยลงเรื่อยๆ 

    ดังนั้น ระบอบทุนนิยมจึงไม่เท่ากับประชาธิปไตย แต่ระบอบสหกรณ์ในแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญาเป็นประชาธิปไตยมากกว่า เพราะหนึ่งคนที่ถือหุ้นไม่ว่าจะมาจะน้อยล้วนมีเสียงเท่ากัน ดังนั้น คนถือหุ้นมากหรือน้อยจะคิดเหมือนๆ กัน คือ จะทำอย่างไรที่วิสาหกิจของเราจะเติบโตได้ ไม่ใช่ว่าถือหุ้นมากก็จะคิดเอาแต่กอบโกย หรือหุ้นน้อยก็ปล่อยเกียร์ว่าเพาาะเรามันไม่มีปากเสียงอะไร

    อีกเรื่องก็คือ อำนาจรัฐไม่ได้ปกป้องบรรษัทใหญ่ๆ 

    รัฐธรรมนูญอิตาลีเล็งเห็นความสำคัญของระบบสหกรณ์ถึงกับประกาศไว้ว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลกลางและท้องถิ่นสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิของแรงงานจากการถูกกดขี่โดยบรรษัทใหญ่ๆ 

    เช่นในแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญาไม่เพียงมีสหกรณ์ที่ปกครองกันเอง แต่ยังมีโรงงานของบรรษัทใหญ่ๆ ด้วย แต่วันดีคืนดีบริษัทพวกนี้ขายหุ้นให้กองทุนต่างประเทศเสียอย่างนั้น พวกกองทุนก็เหมือนนายทุนอเมริกันที่ไม่สนใจการผลิต สนใจแต่เงินจากการเก็งกำไร อย่างแรกที่ทำก็คือไล่คนงานออกทั้งหมด

    แต่แรงงานไม่ยอม เพราะพวกเขาคาดหวังว่าจะมีงานทำไปตลอดชีวิต (เหมือนมิตรสหายในวิสาหกิจสหกรณ์) พวกเขาจึงทำการยึดโรงงานซะเลย!

    การยึดนี้ไม่ใช่ยึดแบบโจร แต่มีกฎหมายรองรับโดยภาครัฐอนุญาตให้แรงงานสามารถซื้อกิจการมาดำเนินการเองได้ (เหมือนสหกรณ์) หากระดมทุนไกด้เงินมาพอที่จะซื้อกิจการนั้น ซึ่งพวกเขาก็ทำได้ แต่ทุนต่างชาติกลับไม่ยอมขาย

    นี่คืออันตรายของทุนข้ามชาติ ซึ่งเห็นแก่กำไร ไม่ทำการผลิต และทำลายสังคมท้องถิ่น โชคดีที่รัฐบาลอิตาลีช่วยประชาชนของตนมากกว่ารักนายทุนต่างชาติ แรงงานจึงมีโอกาสสู้ต่อไป

    กับแรงงานคนอื่นๆ ที่ทำสหกรณ์นั้นไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีงานไม่มีเงิน ขอให้ร่วมใจกันพัฒนาวิสาหกิจของตน ไม่โกง ไม๋โลภ ไม่กู้ เท่านี้ก็เลี้ยงตัวเองได้สบาย

    ครับ ระบบสหกรณ์ในแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญามันไม่ได้ซับซ้อนเลยจริงๆ ที่ซับซ้อนก็เพียงแค่ใจคน หากรัฐฉ้อฉล การรวมพลังของประชาชนทางเศรษฐกิจจะเป็นไปได้ยาก หากประชาชนคิดจะรวยท่าเดียวการรวมตัวก็จะแตก หากทั้งรัฐและประชาชนละโมบเกินไป ทุนจากภายนอกก็จะเขามากอบโกย

    เรื่องนี้เกี่ยวกับไทยตรงไหน?

    ผมเห็นแล้วเทียบกับสังคมอเมริกันจึงเห็นปัญหาขึ้นมา เช่นเดียวกัน นักข่าวอเมริกันก็เห็นปัญหาในบ้านเขา

    ในเมืองไทย เรามีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่เป็นระบบชัดเจน แม้จะทับซ้อนกันบ้างแต่ก็ไม่น่าเกลียดอะไร

    กระนั้นก็ตาม กลับไม่มีอำนาจทางเศรษฐกิจกระจายมาถึงประชาชนเลย 

    ผมจะขอเทียบว่า การปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยนั้นคล้ายกับญี่ปุ่นและตอนที่ตั้งระบบนี้ขึ้นมาใหม่ๆ ก็หวังจะเป็นแบบญี่ปุ่น คือให้ท้องถิ่นปกครองตนเองในอัตราสูงมาก 

    แต่ที่มันล้มเหลวไม่ใช่เพราะไทยไม่พัฒนาเท่าญี่ปุ่น แต่เพราะท้องถิ่นญี่ปุ่นมีการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ 

    ปัจจัยหนึ่งก็คือ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เกษตรกรในญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นผู้เช่าของพวกเจ้าที่ดิน ชนชั้นสูง และนายทุนที่กักตุนที่ดินโดยระบบศักดินาและระบบทุนนิยมที่ล้นเกิน ไม่เพียงต้องก้มหน้าก้มตาทำนาในที่ดินคนอื่นเท่านั้น แต่พวกบ้านใหญ่เหล่านี้ยังกดขี่ชี้นำทางการเมืองด้วย 

    ญี่ปุ่นใช้ระบอบเลือกตั้งแล้วก็จริง แต่เพราะรากฐานไม่เป็นประชาธิปไตยแบบนี้ มันถึงนำไปสู่ระบอบเผด็จการ

    หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการปฏิรูปที่ดินครั้งใหญ่ ทำการริบที่ดินจากเจ้าที่ดินแล้วแบ่งให้ประชาชนเท่าๆ กัน ดังนั้น ประชาชนจึงมีปัจจัยการผลิตเกือบจะเท่าๆ กับ หรือมีกินมีใช้ไม่ต้องจ่ายหนี้จนหมดตัวและประเคนค่าเช่าให้กับคนไม่กี่คน

    ระบบบ้านใหญ่จึงพังและนายทุนท้องถิ่นก็หายไป

    นี่เป็นรากฐานการปฏิรูปส่วนเดียวเท่านั้น แต่มันทำให้ประชาชนท้องถิ่นมีพลังทางเศรษฐกิจเท่ากันแล้ว จากนั้นก็มีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองเท่าๆ กัน 

    แต่เมืองไทยนั้นเอาระบบการเมืองคนอื่นมาใช้ แต่ไมได้ลอกการบ้านวิชาเศรษฐกิจมาด้วย นั่นยังไม่แย่เท่ากับเราไม่รู้จักท้องถิ่นของเราเอง

    ดังนั้น ประชาชนมีแต่สิทธิทางการเมือง แต่ปากท้องมีปัญหา เพราะ หนึ่ง การเมืองระดับชาติไม่ช่วยแก้ปัญหาปากท้อง และ สอง การเมืองท้องถิ่นกลายเป็นตัวฉ้อฉลเสียเอง

    สาม การรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ เช่น สหกรณ์ กลายเป็นแหล่งกู้เงินไม่ใช่แหล่งจ้างงานหรือการปกป้องธุรกิจชุมชน นี่นับว่าผิดแต่ต้นแล้ว

    การเมืองทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นไม่เจริญไม่ใช่เพราะคนเข้ามาเป็นพวกใช้การไมได้เท่านั้น แต่เพราะประชาชนยังไม่รู้เรื่องการเมืองด้วย เพราะเห็นว่าเลือกพอเป็นพิธี ไม่ได้คิดว่าการออกเสียงคือการตัดสินเรื่องชีวิตและปากท้อง

    ผมเห็นว่า ในเมื่อเรามีการปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ท้องถิ่นก็ควรจะสร้างสิทธิอำนาจทางเศรษฐกิจของตัวเองขึ้นมาด้วย ให้มันโยงใยกันเหมือนประสบการณ์ของคนในอิตาลี

    ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญอิตาลีไม่ได้ประกาศสิทธิการรวมตัวเป็นสหกรณ์ขึ้นลอยๆ แต่เพราะเห็นว่าการเมืองในสหกรณ์คือรากฐานของการเมืองท้องถิ่น และเป็นสิ่งค้ำชูการเมืองระดับชาติด้วย

    อำนาจในการกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองว่าจะรวยหรือจน คือ ‘เสรีภาพ’ การออกเสียงในสหกรณ์เท่าๆ กัน สะท้อนถึงหลักการ ‘เสมอภาค’ และการทำงานร่วมกันไม่ว่าจะสูงหรือต่ำเพื่อนำวิสาหกิจไปสู่การเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ คือ ‘ภราดรภาพ’

    ทั้งหมดนี้ไม่ใช่หลักการประชาธิปไตยตรงไหน? เป็นประชาธิปไตยมากกว่าระบบทุนนิยมที่คนรวยจนไม่เท่ากันเสียอีก!

    สรุปก็คือ ผมเห็นว่า หากเราจะสร้างการเมืองที่เข้มแข็งและคนไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องด้วย แทนที่จะขึ้นไปปฏิรูปโครงสร้างระดับชาติกันอย่างเดียว ควรจะมองลงมาที่การติดอาวุธทางเศรษฐกิจให้ประชาชนทั่วๆ ไปด้วย 

    นี่เป็นการสอนสิทธิการเมืองที่มีประสิทธิภาพและไม่เปล่าประโยชน์เหมือนทำสื่อออกมาโฆษณา “ให้ความรู้” แต่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแท้ๆ 

    อาจจะดูฝันไป แต่มีสถานที่ในโลกนี้ที่ทำได้จริง ผมจึงนำมาบอกกล่าวไว้ เพราะทนเห็นบ้านเมืองรุงรังและล้าหลังแบบนี้ไม่ไหว 

    ป.ล.
    อุปสรรคของ ‘การปฏิรูป’ แบบนี้คือ อำนาจรัฐที่อิงแอบกับทุนใหญ่ เช่น ในกรณีของอิตาลี ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบบฟาสชิสต์ได้ทำลายระบบสหกรณ์อย่างหนัก เพราะเห็นว่าสหกรณ์ให้อำนาจประชาชนในการต่อต้านทุนผูกขาดและอำนาจรัฐเผด็จการ เพื่อทำลายเสียงประชาชนรัฐบาลฟาสชิสต์จึงทำลายอำนาจทางเศรษฐกิจลงเสีย และจับตัวพวกแกนนำพลังประชาชน และเสริมอำนาจให้กับบริษัทใหญ่ๆ ทำให้ช่วงนี้อิตาลีมีบริษัทใหญ่ๆ มาก และมหาเศรษฐีเติบโตขึ้นมา แต่เศรษฐกิจฐานรากไม่ได้ดี แต่มันทำให้ประชาชนลุกฮือต่อต้านในที่สุด หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว อิตาลีจึงหันมาสนับสนุนการเมืองและเศรษฐกิจรากหญ้าโดยระบบสหกรณ์ ทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลง และเศรษฐีที่รวยกระจุกก็น้อยลงไป 

    ดังนั้น คนอิตาลีจึงไม่ได้มองเศรษฐีเป็นฮีโร่ เพราะเศรษฐีแบบอเมริกันนั้นมีน้อยโดยระบบกดเอาไว้ และยังมองว่าชุมชนของตนประสบความสำเร็จมากแค่ไหนต่างหาก 

    บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

    Photo by ANTHONY WALLACE / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/40295&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2odM0yKbV8MWAQ5tUWFd1s

  • IMF ชี้ไทยต้องลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา

    IMF ชี้ไทยต้องลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ประเทศไทยต้องการการผสมผสานนโยบายที่ “ปรับให้เหมาะสมอย่างรอบคอบ” เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเรียกร้องให้มีการสนับสนุนทางการคลังที่ตรงเป้าหมายควบคู่ไปกับการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม

    IMF ระบุในการปรึกษาหารือมาตรา 4 ครั้งล่าสุดว่า แม้การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินควรขึ้นอยู่กับข้อมูล แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงอยู่ในระดับสูงแม้ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้วก็ตาม นโยบายการคลังและนโยบายการเงินอาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อพลิกฟื้นการเติบโตที่ซบเซา

    คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยมีมติเป็นเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนระยะ 1 วันลง 25 จุด เหลือ 1.25% ในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นการลดครั้งที่ 5 ในรอบ 14 เดือน คณะกรรมการนโยบายการเงินมีกำหนดประชุมในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ เพื่อพิจารณาการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการเงิน

    ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุในแถลงการณ์ว่า ทางการไทยเห็นพ้องกับการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในวงกว้าง และยืนยันความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคอย่างรอบคอบเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของจีดีพีของไทยจะชะลอตัวลงเหลือ 1.6% ในปี 2026 จากที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.1% เมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากปัจจัยภายนอกที่เพิ่มขึ้นและความต้องการภายในประเทศที่ลดลงส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.4% ในปี 2026 ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น

    Photo by LILLIAN SUWANRUMPHA / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/imf-says-thai-fiscal-support-rate-cut-needed-for-tepid-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xU-kHxdAJElV_M6_ahFu_

  • วันจ่ายตรุษจีนเยาวราชเงียบเหงา แม่ค้าชี้รายได้หดกว่าครึ่ง คนขับสามล้อสะท้อนเศรษฐกิจซบ ยอดวิ่งเหลือร้อยกว่าบาท

    วันจ่ายตรุษจีนเยาวราชเงียบเหงา แม่ค้าชี้รายได้หดกว่าครึ่ง คนขับสามล้อสะท้อนเศรษฐกิจซบ ยอดวิ่งเหลือร้อยกว่าบาท

    บรรยากาศวันจ่ายเทศกาลตรุษจีนที่ถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ปีนี้ไม่คึกคักเท่าที่ผ่านมา แม้ร้านค้าจะประดับโคมแดงและจัดเตรียมของไหว้ครบครัน ทั้งผลไม้ เป็ด ไก่ และขนมมงคล แต่จำนวนประชาชนที่ออกมาจับจ่ายยังบางตา การสัญจรไม่หนาแน่นเหมือนทุกปี

    ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจพบว่า หลายร้านยังมีช่วงเวลาว่างจากลูกค้า แตกต่างจากปีก่อน ๆ ที่วันจ่ายแทบไม่มีจังหวะพัก

    คุณแหม่ม แม่ค้าขายผลไม้ในย่านเยาวราช เปิดเผยว่า ปีนี้รายได้ลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง โดยปกติช่วงวันจ่ายจะยุ่งจนไม่มีเวลาพูดคุยกับผู้สื่อข่าว แต่ปีนี้บรรยากาศเงียบกว่าที่เคยอย่างชัดเจน สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ราคาผลไม้ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุน ทำให้ลูกค้าหลายรายลดปริมาณการซื้อ ประกอบกับผู้สูงอายุที่ยึดถือประเพณีเริ่มลดลง ขณะที่คนรุ่นใหม่บางส่วนไม่นิยมไหว้แบบเต็มรูปแบบเหมือนในอดีต อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าผลไม้ที่ร้านคัดสรรคุณภาพดี และอยากเชิญชวนประชาชนมาเที่ยวเยาวราชเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเทศกาล

    ด้านนายประเสริฐ คนขับสามล้อรับจ้างในพื้นที่ เล่าว่า ปีนี้เศรษฐกิจไม่ดี ข้าวของปรับราคาสูงขึ้น คนที่มาไหว้ลดลง อีกทั้งปัจจุบันมีการใช้บริการสั่งของออนไลน์มากขึ้น ทำให้ลูกค้าบางส่วนไม่ต้องเดินทางมาจับจ่ายเอง ปกติวันจ่ายจะมีผู้โดยสารตั้งแต่ช่วงเช้า ต้องวิ่งรับส่งตลอด แต่วันนี้ตั้งแต่เช้าวิ่งได้เพียงร้อยกว่าบาทเท่านั้น

    นายประเสริฐกล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเข้าใจว่ายุคสมัยเปลี่ยนไป ความนิยมในการไหว้อาจลดลง และหลายครอบครัวมีภาระค่าใช้จ่ายสูง บางบ้านไม่สามารถจัดของไหว้ชุดใหญ่ได้เหมือนเดิม โดยเฉพาะปีนี้ราคาเป็ดและไก่ปรับสูงมาก บางตัวมีราคาถึงตัวละประมาณ 1,000 บาท ส่งผลให้ประชาชนต้องประหยัดและลดจำนวนการซื้อ

    ทั้งนี้ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบอาชีพในพื้นที่ต่างคาดหวังว่า ในช่วงใกล้วันไหว้และวันเที่ยว บรรยากาศจะกลับมาคึกคักมากขึ้น เพื่อช่วยให้ยอดขายและรายได้กระเตื้องขึ้นกว่าช่วงวันจ่ายที่ผ่านมา

    ผู้สื่อข่าวนครบาล รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/economy/38733&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j3ojlYL1DlkFDRG1EDeLQ