Category: เศรษฐกิจ

  • สศค.เผย ดัชนีเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคก.พ.69 ขยายตัวจากนทท.และปัจจัยภาคบริการเป็นหลัก

    สศค.เผย ดัชนีเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคก.พ.69 ขยายตัวจากนทท.และปัจจัยภาคบริการเป็นหลัก

    วันนี้, 17:23น.

              นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากปัจจัยสนับสนุนในภาคบริการเป็นสำคัญ

               ภาคตะวันออก  ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออก อยู่ที่ระดับ 76.9 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคบริการและภาคเกษตร จากการเข้าสู่ฤดูผลไม้หลัก อุปสงค์สินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีต่อเนื่อง สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังคงส่งสัญญาณบวกอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 80.6

               ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 73.5 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคบริการ และการลงทุน ตามกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว และเทศกาลสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการจ้างงาน ขณะเดียวกัน แนวโน้มการลงทุนในระยะต่อไป มีทิศทางขยายตัวจากมาตรการภาครัฐ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

               ภาคเหนือ  ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 71.9 สะท้อนความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยภาคอุตสาหกรรมได้รับแรงสนับสนุนจากการอยู่ในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวพืชเศรษฐกิจสำคัญ ทำให้มีวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพิ่มขึ้น ประกอบกับการเตรียมขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในจังหวัดลำพูน ขณะเดียวกันภาคบริการมีปัจจัยบวกจากการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด และมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ

                ภาคใต้ ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 70.7 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากภาคบริการ และภาคอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว และงานเทศกาลสำคัญ ที่ช่วยหนุนจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีปัจจัยหนุนจากคำสั่งซื้อ และการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปที่ขยายตัว อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามประเด็นความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาท และความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม

                ภาคกลาง ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 69.1 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคเกษตรและภาคบริการ ภาคเกษตรมีแนวโน้มปรับดีขึ้นจากช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง และนโยบายปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่ภาคบริการขยายตัวต่อเนื่อง จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐและจังหวัด

              อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมบางส่วน ยังมีความกังวลต่อความผันผวนของอุปสงค์ในตลาด ต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง และปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่งผลให้แนวโน้มการลงทุนในระยะ 6 เดือนข้างหน้า มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพกิจการเดิมเป็นหลัก มากกว่าการขยายการลงทุนใหม่

              กรุงเทพฯ และปริมณฑล  ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 67.0 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มความเชื่อมั่นในภาคบริการ และการจ้างงานที่ดีเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการบางส่วน ยังมีความกังวลต่อราคาต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง และยังรอติดตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด

              ภาคตะวันตก ความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตก อยู่ที่ระดับ 66.3 สะท้อนความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ปรับตัวได้ดี โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคบริการและการลงทุน จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะมีเพิ่มเติม ทั้งนี้ ผู้ประกอบการบางส่วนยังรอติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด

              ความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ความผันผวนของสภาพอากาศ รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองความเชื่อมั่นในระยะถัดไป

    #ดัชนีเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค

    Cr:สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159559&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o9KGNXfCxCor9JJITKYXm

  • เศรษฐกิจภูมิภาคม.ค. 69 ปรับดีขึ้นทุกภาค ตามบริโภคภาคเอกชน-ท่องเที่ยวขยายตัว : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจภูมิภาคม.ค. 69 ปรับดีขึ้นทุกภาค ตามบริโภคภาคเอกชน-ท่องเที่ยวขยายตัว : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค ประจำเดือนม.ค. 69 มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลาง ขณะที่การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ใน กทม. และปริมณฑล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นในทุกภูมิภาค

    *ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัว และการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดี อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นโดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 7.3% และ 35.9% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -8.6% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 5.0% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -8.4% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 55.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.7

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 3.4% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -34.9% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 8.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ขณะที่เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 64.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 67.6 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 7.3% และ 12.4% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคใต้

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 9.7% 57.7% และ 6.9% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -10.1% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 1.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 48.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 48.1

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 3.8% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -10.5% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 22.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 70.5% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานโรงฆ่าสัตว์ แปรรูปสุกรและห้องเย็นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 76.8 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 78.2 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -3.0% และ -5.0% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค การท่องเที่ยว และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 4.9% และ 35.4% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -10.4% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 7.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -4.1% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 53.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 52.8

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -31.4% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 3.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -22.0% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 896.3% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตไฟฟ้า ในจังหวัดพะเยา เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 90.3 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 89.0 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 5.8% และ 9.6% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคกลาง

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และการท่องเที่ยวที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 3.5% และ 32.8% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -2.7% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 3.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -3.3% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.4

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -29.1% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 8.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -11.2% ต่อปี เช่นเดียวกับ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 98.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 96.8 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 3.8% และ 9.4% ต่อปี ตามลำดับ

    *กทม. และปริมณฑล

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 3.2% และ 65.2% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -1.0% และ -7.4% ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ 0.9% และ 5.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.3 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.4

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 82.3% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -36.6% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 98.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 96.8 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 8.6% และ 12.8% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคตะวันตก

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 40.7% และ 2.6% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -13.4% และ -5.8% ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ 0.6% และ 2.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.4

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 17.2% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -4.5% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 98.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 96.8 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 3.0% และ 5.2% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคตะวันออก

    การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 23.6% ต่อปี ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -3.2% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 1.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -11.8% และ -6.5% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 55.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.7

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 6.7% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -28.8% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 91.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 89.7 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 12.4% ต่อปี ขณะที่รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -2.2% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 3.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/572422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TvRK-L78HMcd7x46AyrgY

  • “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย

    “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย

    วิเคราะห์ 3 มรสุมใหญ่

    1.    ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geopolitics & Geoeconomics): การใช้ภาษีและค่าธรรมเนียมเป็นอาวุธทางการเมือง ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกผันผวน

    2.    ภัยพิบัติและภาวะโลกร้อน (Climate Change): ภาระงบประมาณมหาศาลในการเยียวยาน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพการคลัง

    3.    ความอ่อนแอเชิงโครงสร้างภายใน: หนี้ครัวเรือนที่ฝังรากลึกและสังคมสูงวัยที่ทำให้การบริโภคภายในประเทศติดหล่ม รวมถึงสัดส่วนการลงทุนที่ลดลงจาก 40% ของ GDP ในอดีตเหลือเพียง 23% ในปัจจุบัน

    เปิดยุทธศาสตร์ “ธนู 3 ดอก”

    o    ดอกที่ 1: การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว: มุ่งเน้น Clean Energy และการเปิด Direct PPA เพื่อดึงดูด FDI ในกลุ่มอุตสาหกรรมนวัตกรรม

    o    ดอกที่ 2: การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Skill Bridge): การสร้างสะพานเชื่อมระหว่างการศึกษากับโลกธุรกิจ โดยมีข้อกำหนดให้ผู้รับสิทธิประโยชน์ BOI ต้องทำ Technology Transfer สู่แรงงานไทย

    “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ 

    o    ดอกที่ 3: การปฏิรูปกฎหมาย (Omnibus Law): การออกกฎหมายรวบยอด (กฎหมายรวบยอด) เพื่อลดขั้นตอนราชการที่ซับซ้อน ปลดล็อกปัญหาที่ดินและใบอนุญาตให้เป็น Fast Track
    ยุทธศาสตร์เหล่านี้จะเป็นเลเยอร์พื้นฐานที่ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ก่อนจะส่งต่อให้นโยบายการเงินเข้ามาทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

    การปฏิรูปโครงสร้างการเงินและการแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน

    วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ฉายภาพในมิติของเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพและการเติบโตของ GDP คือสองด้านของเหรียญเดียวกัน หากเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพเป็นเวลานาน เสถียรภาพย่อมพังทลายลงในที่สุด

    •    ประเมินมาตรการเฉพาะจุด (Targeted Policies): ธปท. ปรับบทบาทเชิงรุกผ่าน 4 แผนงานหลัก: 1) การแก้หนี้ NPL รายย่อย (บัญชีต่ำกว่า 1 แสนบาท) ผ่าน Virtual AMC 2) การเติมสินเชื่อ SME แสนล้านบาทผ่านกลไกค้ำประกัน 3) การกำกับดูแลทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัล (USDT) เพื่อสกัดทุนเทาและลดความผันผวนของค่าเงิน และ 4) การสังคายนาค่าธรรมเนียมธนาคาร (เช่น Prepayment Fee และ Transaction Fee) ให้เป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนจริง

    “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย วิทัย รัตนากร

    •    วิเคราะห์ “SWOT” : ความท้าทายที่แท้จริงคือการที่ Potential GDP (ศักยภาพการเติบโต) ของไทยลดลงมาอยู่ที่ 2.7% การกระตุ้นความต้องการ (Demand Side) ระยะสั้นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้โจทย์นี้ได้ แต่ต้องอาศัยการลงทุนใหม่และเพิ่ม Productivity เพื่อยกเพดานการเติบโตให้สูงขึ้น

    หัวข้อเปรียบเทียบ

    นโยบายการเงินแบบเดิม

    บทบาทเชิงรุกของ ธปท. ในยุคใหม่

    เครื่องมือ

    เน้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

    มาตรการเฉพาะจุด (Targeted) + ดอกเบี้ย

    การจัดการหนี้

    ปล่อยตามกลไกตลาด

    เข้าแทรกแซงเชิงโครงสร้าง (NPL/SME Boost)

    การกำกับดูแล

    เน้นระบบธนาคารพาณิชย์

    ขยายสู่ทองคำ/สินทรัพย์ดิจิทัล/สกัดทุนเทา

    เป้าหมายหลัก

    เสถียรภาพเงินเฟ้อ

    เสถียรภาพควบคู่การเติบโตที่ทั่วถึง

    โอกาสและการขับเคลื่อน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    เมลินดา กู๊ด ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา มองว่าประเทศไทยมีจุดแข็งที่หายากคือความเป็น “Neutral Middle” หรือตัวกลางที่เป็นกลางท่ามกลางสงครามการค้า อย่างไรก็ตาม ไทยต้องเร่งปิดช่องว่าง “Missing Middle” ในด้านเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    •    วิเคราะห์ 5 เครื่องยนต์เติบโต

    1.    Agribusiness: เน้นความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) โดยมีตัวอย่างความสำเร็จคือ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ (Pet Food) ที่ไทยก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิต Top 5 ของโลก

    2.    Manufacturing: ยกระดับสู่ Green & Advanced Manufacturing

    3.    Tourism: เปลี่ยนจากปริมาณสู่คุณภาพ

    4.    Creative Industries: การแปรรูป Soft Power สู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ

    5.    Digital Services: การสร้าง Data Center สู่การเป็น Digital Backbone ของภูมิภาค

    “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย เมลินดา กู๊ด 

    •    มูลค่าทางเศรษฐกิจและจุดเปลี่ยน

    o    หากไทยยกระดับทักษะดิจิทัลพื้นฐานได้ จะเพิ่ม GDP ได้ถึง 20%

    o    การปรับปรุงภาคการผลิตสีเขียวช่วยเพิ่ม GDP ได้อีก 2.9% ภายใน 10 ปี

    o    หากภาค ICT ของไทยเทียบเท่ามาเลเซีย จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

    o    วิเคราะห์: ปัญหาใหญ่คือ Digital Skill Deficit โดยเยาวชนและผู้ใหญ่ถึง 74% ยังขาดทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐาน
     

    The Great Reset: การปรับฐานเศรษฐกิจไทยในยุคโลกปั่นป่วน

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล  กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนสมาคมธนาคารไทย มองว่า เรากำลังอยู่ในโลกที่เรียกว่า “Never Normal” ที่พายุสงครามการค้ายกที่ 2 (Trump Tariff) จะรุนแรงและยืดเยื้อ ดร.กอบศักดิ์ใช้การเปรียบเทียบที่คมชัดว่า “ประเทศไทยวันนี้คือ Sony ในโลกที่มี LG และ Samsung” หากเราไม่เปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังเหมือนเครื่องเล่น MP3 ในยุคที่มี iPod

    “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย •    วิเคราะห์การเปลี่ยนผ่าน: อุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปและฮาร์ดดิสก์รุ่นเก่ากำลังเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว (Dying Industries) สวนทางกับ EV, AI และ Data Center ที่กำลังผงาดขึ้น โดยมียอดขอรับส่งเสริมการลงทุน (FDI) สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท เป็นโอกาสทองที่ไทยต้องรีบคว้า

    •    ถอดรหัสหนี้ครัวเรือน: ปัญหารากเหง้าคือ หนี้นอกระบบที่มีสัดส่วนสูงถึง 42% ซึ่งมีกลไกทวงถามที่รุนแรงและดอกเบี้ยมหาศาล เป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อที่แท้จริงของประเทศ

    “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล

    •    3 คาถาเพื่อการอยู่รอด: มองโลกตามจริง (ยอมรับว่าโมเดลเดิมใช้ไม่ได้แล้ว), เปลี่ยนผ่านให้เร็ว (Pivot สู่เทคโนโลยีใหม่), และลงมือทำ (Execution)

    The Great Resilience: กลยุทธ์การปรับตัวของยักษ์ใหญ่พลังงานไทย

    ภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)  กล่าวว่า ในฐานะองค์กรยุทธศาสตร์ ปตท. ใช้กลยุทธ์ “Lean & Clean” เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการสร้างกำไรที่ยั่งยืน

    •    กลยุทธ์การบริหารพอร์ตโฟลิโอ: เร่งการ Divest (ถอนการลงทุน) ในธุรกิจที่ไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และ Accelerate ในกลุ่ม LNG และระบบนิเวศ EV

    •    Asset Monetization (ขุมทรัพย์ในงบดุล): การหยิบสินทรัพย์ที่ “นั่งเฉยๆ” เช่น ท่อส่งและคลังน้ำมัน มาสร้างเป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางเพื่อดึงดูดพันธมิตรระดับโลก (Strategic Partners) ซึ่งได้รับความสนใจจาก Private Equity ชั้นนำกว่า 15 ราย

    “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย ภัทรลดา สง่าแสง

    •    Mission X และ AI: ปตท. พิสูจน์ให้เห็นว่าการใช้ AI และการปรับปรุงประสิทธิภาพภายใน (Internal Improvement) สามารถ เพิ่มกำไรได้ถึง 3.8 หมื่นล้านบาท ในปีที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนงานรูทีนให้เป็นงานสร้างสรรค์

    ทรานส์ฟอร์มการท่องเที่ยวสู่ Migration Economy

    พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทพราว และบริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ฉายภาพว่า ถึงเวลาต้องเลิกนับแค่จำนวนหัวนักท่องเที่ยว และหันมาโฟกัสที่ “มูลค่า” ผ่านโมเดล “Migration Economy”

    •    วิเคราะห์ช่องว่าง: นักท่องเที่ยวในไทยพักเฉลี่ย 11.6 วัน (นานกว่าญี่ปุ่น/เม็กซิโก) แต่ใช้จ่ายเพียง 385 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อวัน ขณะที่คู่แข่งอยู่ที่ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ นี่คือช่องว่าง “Long Stay, Low Pay” ที่ต้องเร่งแก้ไข

    “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย พราวพุธ ลิปตพัลลภ

    •    กลยุทธ์ Soft Power และ IP: การสร้าง IP (Intellectual Property) ระดับโลกในไทย เช่น “Thai Boxing Capital” ที่ไม่ใช่แค่ค่ายมวย แต่รวมถึง Athlete Visa, Wellness Rehab และ Branded Residences เพื่อดึงดูดเม็ดเงินมหาศาล

    •    ข้อเสนอแนะ: รัฐต้องเชื่อมโยง ททท. และ BOI เพื่อเปลี่ยน “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ให้เป็น “นักลงทุนและประชากรคุณภาพ” ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่ไร้รอยต่อ

    Roadmap สู่ปี 2569

    สรุปจุดร่วมสำคัญจากเหล่านักยุทธศาสตร์: ประเทศไทยต้องเลิกวิเคราะห์แต่ต้องเริ่ม “Execution” ทันทีผ่าน 5 Action Plan หลัก

    1.    Legal Transformation: ออก Omnibus Law เพื่อรวบยอดขั้นตอนอนุมัติการลงทุนให้จบในจุดเดียว

    2.    Structural Debt Resolution: แก้หนี้นอกระบบ 42% อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อคืนกำลังซื้อให้ฐานราก

    3.    Human Capital Reboot: ใช้โครงการ Skill Bridge และ AI มายกระดับทักษะดิจิทัลเพื่อปิดช่องว่าง Digital Deficit

    4.    Industry Pivot: เคลื่อนย้ายทรัพยากรจากอุตสาหกรรมเก่า (Sony Model) สู่ New Economic Core (AI/Data Center/Green Manufacturing)

    “ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 2569”: วิสัยทัศน์และข้อเสนอทางรอดประเทศไทย

    5.    Migration Strategy: ยกระดับการท่องเที่ยวสู่เศรษฐกิจการพำนักคุณภาพสูง สร้าง Value Density จาก 385 ดอลลาร์สหรัฐ ให้สูงขึ้น

    กุญแจสำคัญคือ “3 คาถา” ของความอยู่รอด: มองโลกตามจริง เปลี่ยนผ่านให้เร็ว และที่สำคัญที่สุดคือการลงมือทำ (Execution) เพราะในมรสุมปี 69 ผู้ที่รอดไม่ใช่ผู้ที่รอ แต่คือผู้ที่กล้าจะข้ามขีดจำกัดเดิมตั้งแต่วันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/738556&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qZxnWiM8a8eSISF4xUXWi

  • ‘คลัง’เผยเศรษฐกิจ ม.ค.ได้แรงหนุนจากส่งออกพุ่งสูงสุดรอบ 4 ปี จับตาปัจจัยลบ‘ค่าเงิน-ภาษีสหรัฐ’

    ‘คลัง’เผยเศรษฐกิจ ม.ค.ได้แรงหนุนจากส่งออกพุ่งสูงสุดรอบ 4 ปี จับตาปัจจัยลบ‘ค่าเงิน-ภาษีสหรัฐ’

    วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.41 น.

    ‘คลัง’เผยเศรษฐกิจ ม.ค.ได้แรงหนุนจากส่งออกพุ่งสูงสุดรอบ 4 ปี จับตาปัจจัยลบ‘ค่าเงิน-ภาษีสหรัฐ’

    26 กุมภาพันธ์ 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนมกราคม 2569 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนมกราคม 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี สอดคล้องกับการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ทิศทางค่าเงินบาท ทิศทางตลาดเงินและตลาดทุน และมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย”

    #เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 52.2 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 11.8 สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนมกราคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.8 จากระดับ 51.9 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากบรรยากาศหาเสียงเลือกตั้ง ทำให้มีเม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนมกราคม 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ -3.4 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -4.2 และรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนมกราคม 2569  ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ -9.0

    #เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 24.5 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 1.1 ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนมกราคม 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -9.0 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -8.5

    #มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 และขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี ที่ร้อยละ 24.4 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 20.9 ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และหมวดยานพาหนะ โดยขยายตัวร้อยละ 67.0 16.7 และ 11.3 ตามลำดับ

    นอกจากนี้ การส่งออกผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวร้อยละ 53.4 39.3 14.7 และ 8.2 ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกน้ำตาลทราย ข้าว ยางพารา และเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบ ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดทวีปออสเตรเลีย สหรัฐฯ จีน และอาเซียน (5) ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 97.8 43.1 35.1 และ 29.8 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดอินโดจีน (4) และแอฟริกา ลดลงร้อยละ -8.7 และ -3.6 ตามลำดับ

    #เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว

    โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนมกราคม 2569 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 3.28 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -11.6 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -0.4 ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนมกราคม 2569 จำนวน 24.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 2.2 แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -1.2 ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนมกราคม 2569 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 0.4 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 4.9 ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ข้าวโพด และปาล์มน้ำมัน

    อย่างไรก็ดี ผลผลิตข้าว และมันสำปะหลัง ลดลงจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนมกราคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 88.7 จากระดับ 88.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเร่งผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อช่วงตรุษจีน โดยเฉพาะกลุ่มอาหารแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ระดับ 52.7 จากระดับ 57.4 ในเดือนก่อนหน้า

    #เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี:

    สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 0.66 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 0.60 ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 66.1 ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 289.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    #สถานการณ์เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง

    สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ระดับ 52.5 จุด ค่าดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีทิศทางขยายตัว ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ระดับ 50.9 จุดสูงสุดในรอบ 3 เดือนและขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ด้านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ระดับ 52.7 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่อยู่ที่ระดับ 52.4 จุด บ่งชี้ทิศทางการขยายตัวต่อเนื่องของภาคบริการ  สำหรับด้านภาคการท่องเที่ยวยังคงขยายตัวแต่มีทิศทางชะลอลง ขณะที่ ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงหรือคงในระดับเดิมเอาไว้ ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ รวมทั้ง มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ

    #ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุดปรับตัวดีขึ้น

    โดยในตลาดตราสารทุนได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ โดยข้อมูล ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 80,178.36 ล้านบาท เมื่อพิจารณาตามกลุ่มนักลงทุน พบว่า นักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ มีการซื้อสุทธิในวันดังกล่าว 98.36 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ (ข้อมูลสะสมตั้งแต่วันที่ 1–24 กุมภาพันธ์ 2569) นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะขายสุทธิรวม -49,900.09 ล้านบาท ซึ่งพลิกกลับมาขายสุทธิเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปี (YTD) นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะขายสุทธิอยู่ที่ -33,882.27 ล้านบาท ขณะที่ นักลงทุนสถาบันในประเทศ มีการขายสุทธิในวันดังกล่าว -2,676.45 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ นักลงทุนกลุ่มนี้ยังคงขายสุทธิรวม -10,889.54 ล้านบาท โดยในภาพรวมตั้งแต่ต้นปีมียอดขายสุทธิ -40,470.06 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ มีการซื้อสุทธิในวันดังกล่าว 447.08 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนมีสถานะซื้อสุทธิรวม 6,304.53 ล้านบาท ขณะที่ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 15,512.11 ล้านบาท

    สำหรับ นักลงทุนต่างชาติ พบว่ามีการซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 2,131.01 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ นักลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิรวม 54,485.10 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปี

    นักลงทุนต่างชาติยังคงมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 58,840.22 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของนักลงทุนต่างชาติที่กลับมาเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของตลาดหุ้นไทย ในส่วนของ ตลาดตราสารหนี้ พบว่าในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นักลงทุนต่างชาติมีการขายสุทธิ -7,325.00 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้มีสถานะซื้อสุทธิรวม 209.40 ล้านบาท ซึ่งชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังคงถือสถานะซื้อสุทธิรวม 43,533.20 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่อยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/949479&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sVibrA00t-eXpLfmpTMT9

  • เศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่โตดีกว่าคาด ผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ไม่หนักอย่างที่วิตก : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่โตดีกว่าคาด ผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ไม่หนักอย่างที่วิตก : อินโฟเควสท์

    ธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาแห่งยุโรป (EBRD) ระบุในวันนี้ (26 ก.พ.) ว่า แม้มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาจะทำให้ทิศทางการค้าโลกเปลี่ยนไป แต่ผลกระทบไม่ได้รุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ส่งผลให้บางประเทศกำลังพัฒนามีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่าที่คาดการณ์ไว้

    EBRD เปิดเผยว่า เศรษฐกิจของ 40 ประเทศที่อยู่ภายใต้การดูแล ขยายตัว 3.4% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าประมาณการก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ธนาคารเตือนว่า ความไม่แน่นอนและความปั่นป่วนทางการค้าที่ยังคงมีอยู่ อาจกระทบต่อการเติบโตของบางประเทศในระยะต่อไป

    EBRD ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเป็น 3.6% ในปี 2569 และ 3.7% ในปี 2570 เพิ่มขึ้น 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์จากประมาณการช่วงฤดูใบไม้ร่วงทั้งสองปี

    เบอาตา ยาวอร์ชิก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ EBRD ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้นกว่าช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา และคาดว่าการเติบโตในปีนี้และปีหน้าจะดีกว่าปีที่แล้ว

    รายงานระบุว่า ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในยุโรป อีกทั้งผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ไม่รุนแรงเท่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้

    การส่งออกจากบางประเทศสมาชิกของ EBRD ไปยังสหรัฐฯ ยังคงขยายตัว โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจากประเทศเหล่านี้เข้ามาทดแทนสินค้าที่เดิมส่งออกจากจีน

    ฮังการี สาธารณรัฐเช็ก และโปแลนด์ เป็นกลุ่มประเทศที่ส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น เซิร์ฟเวอร์ หน่วยประมวลผล และระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนทิศทางการค้าดังกล่าว

    อย่างไรก็ดี ยาวอร์ชิกเตือนว่า ผลกระทบทั้งหมดจากมาตรการภาษียังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจน เนื่องจากข้อมูลการค้าส่วนใหญ่ที่ใช้ในรายงานเป็นสินค้าที่ไปถึงสหรัฐฯ ก่อนการประกาศมาตรการภาษี “Liberation Day” ในเดือนเม.ย. 2568 นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น หลังศาลสูงสหรัฐฯ วินิจฉัยว่า ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการบังคับใช้มาตรการภาษีชุดแรก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/572376&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aR9YRY7EcoeKmt4vdmisu

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 26/02/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 26/02/69

    วันที่ 26 ก.พ.2569 ส่องกล้องมองตลาดหุ้นไทยตัวไหนน่าลงทุนประจำวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 โต๊ะเศรษฐกิจสยามรัฐอินไซด์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/131505&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MIQhNgyk53rorWwmwvZbI

  • “ฮุน มาเนต” รับสแกมเมอร์ทำลายเศรษฐกิจกัมพูชา ไม่รู้ “เฉิน จื้อ” เป็นตัวการใหญ่

    “ฮุน มาเนต” รับสแกมเมอร์ทำลายเศรษฐกิจกัมพูชา ไม่รู้ “เฉิน จื้อ” เป็นตัวการใหญ่

    เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว AFP ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างกัมพูชา-ไทย ว่า กัมพูชาไม่ได้เป็นฝ่ายทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น แต่ต้องการลดความตึงเครียดและต้องการอยู่ร่วมกับไทยอย่างสันติ

    พร้อมย้ำว่า กัมพูชาต้องการสันติภาพ ต้องแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและต้องการเจรจากับไทย รวมถึงพันธมิตรที่สามารถช่วยเหลือได้ เพื่อให้มั่นใจว่าการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติจะเกิดขึ้นอย่างโปร่งใส บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงข้อตกลงและอนุสัญญาที่มีระหว่างกัมพูชากับไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องข้อพิพาทชายแดน

    ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ในกรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569

    ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ในกรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569

    นอกจากนี้ นายกฯ กัมพูชา ระบุด้วยว่า เครือข่ายสแกมเมอร์หรือที่เรียกว่าเศรษฐกิจสีดำ กำลังทำลายเศรษฐกิจที่สุจริตของกัมพูชาและทำให้กัมพูชาเสื่อมเสียชื่อเสียง สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการลงทุน จึงเป็นเหตุผลที่กัมพูชาต้องเดินหน้ากำจัดให้หมดไป

    ฮุน มาเนต ยอมรับว่า ศูนย์สแกมเมอร์อาจส่งผลโดยตรงต่ออสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงการลงทุนและการก่อสร้างบางอย่าง แต่ยืนยันว่ารายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าสู่รัฐบาลกัมพูชา พร้อมยืนยันด้วยว่าจีดีพีของกัมพูชามาจากภาคเศรษฐกิจที่สุจริต ไม่ได้พึ่งพาธุรกิจหลอกลวงตามที่มีการกล่าวอ้าง

    ส่วนกรณี “เฉิน จื้อ” นายกฯ กัมพูชายืนยันว่า ไม่รู้มาก่อนว่าเฉินคือตัวการใหญ่ โดยระบุว่ามีการตรวจสอบประวัติและไม่พบความผิดปกติ

    อ่านข่าว

    “สีหศักดิ์” โต้ “กัมพูชา” กลางวง UNHRC บิดเบือนใส่ร้ายไทย-ยั่วยุซ้ำซาก

    “คิวบา” ยิงเรือเร็วจดทะเบียนในสหรัฐฯ รุกล้ำน่านน้ำ เสียชีวิต 4 คน

    สมาชิกเดโมแครตโจมตี “ทรัมป์” แถลงนโยบายต่อสภา ชี้โกหก-เพ้อฝัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/502655&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YxlZqPANuRLDa4ZY3gH2P

  • เศรษฐกิจไทย ม.ค.69 ส่งออกโตแรงรอบ 4 ปี ‘คลัง’ เกาะติดภาษีทรัมป์

    เศรษฐกิจไทย ม.ค.69 ส่งออกโตแรงรอบ 4 ปี ‘คลัง’ เกาะติดภาษีทรัมป์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนมกราคม 2569 มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี สอดคล้องกับการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ปรับดีขึ้น

    อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงชะลอตัว ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกประเทศยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทิศทางค่าเงินบาท ความผันผวนของตลาดการเงินโลก และมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ

    บริโภคเอกชนฟื้นตัว ความเชื่อมั่นขยับต่อเนื่อง

    เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งใหม่ในเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 52.2 จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.8 จากเดือนก่อนหน้า (หลังปรับผลทางฤดูกาล) สะท้อนกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงที่กลับมา

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.8 จาก 51.9 ในเดือนก่อนหน้า ได้รับแรงหนุนจากบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ดี สัญญาณในกลุ่มฐานรากยังเปราะบาง โดยยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ใหม่ลดลงร้อยละ -3.4 และลดลงร้อยละ -4.2 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริงหดตัวร้อยละ -9.0 จากปีก่อน สะท้อนแรงกดดันด้านรายได้ในภาคเกษตร

    ลงทุนเอกชนทรงตัว รถเชิงพาณิชย์หด

    เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนโดยรวมมีลักษณะทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการนำเข้าสินค้าทุน (ข้อมูลเบื้องต้น) เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 จากเดือนก่อนหน้า สะท้อนการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรที่ยังเดินหน้า

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)

    อย่างไรก็ตาม ยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ใหม่ลดลงร้อยละ -9.0 จากปีก่อน และลดลงร้อยละ -8.5 จากเดือนก่อนหน้า บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจบางส่วนยังระมัดระวังการขยายกิจการ

    ส่งออกพุ่ง 24.4% สูงสุดในรอบ 4 ปี

    มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 31,573.1 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวร้อยละ 24.4 จากช่วงเดียวกันปีก่อน ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี

    หากไม่รวมหมวดน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกขยายตัวร้อยละ 20.9 โดยสินค้าเด่น ได้แก่

    • เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวร้อยละ 67.0
    • เครื่องใช้ไฟฟ้า ขยายตัวร้อยละ 16.7
    • ยานพาหนะ ขยายตัวร้อยละ 11.3

    สินค้าเกษตรและอาหารหลายรายการเติบโตโดดเด่น เช่น ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ขยายตัวร้อยละ 53.4 กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ขยายตัวร้อยละ 39.3 ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 14.7 และอาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวร้อยละ 8.2

    ด้านตลาดส่งออก พบว่าขยายตัวดีในตลาดออสเตรเลีย สหรัฐฯ จีน และอาเซียน (5) ที่ร้อยละ 97.8, 43.1, 35.1 และ 29.8 ตามลำดับ ขณะที่ตลาดอินโดจีน (4) และแอฟริกาหดตัวร้อยละ -8.7 และ -3.6

    ท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว แต่ในประเทศยังขยาย

    ภาคบริการด้านการท่องเที่ยวมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 3.28 ล้านคน ลดลงร้อยละ -11.6 จากปีก่อน และลดลงร้อยละ -0.4 จากเดือนก่อนหน้า (หลังปรับฤดูกาล) สะท้อนการชะลอตัวของอุปสงค์จากต่างประเทศ

    ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 24.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 จากปีก่อน แม้จะลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า

    ภาคเกษตร–อุตสาหกรรมขยายตัว

    ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรขยายตัวร้อยละ 0.4 จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 จากเดือนก่อนหน้า ตามผลผลิตข้าวโพดและปาล์มน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แม้ผลผลิตข้าวและมันสำปะหลังลดลง

    ภาคอุตสาหกรรมได้รับแรงหนุนจากการเร่งผลิตรองรับคำสั่งซื้อช่วงตรุษจีน โดยเฉพาะกลุ่มอาหารแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และบรรจุภัณฑ์ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 88.7 เพิ่มขึ้นจาก 88.2 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) อยู่ที่ 52.7 แม้ลดลงจาก 57.4 แต่ยังสะท้อนการขยายตัวต่อเนื่อง

    เสถียรภาพเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 0.66 และเงินเฟ้อพื้นฐานร้อยละ 0.60 สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

    สัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 66.1 ต่อ GDP ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังตามกฎหมาย ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 289.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนเสถียรภาพภายนอกที่มั่นคง

    ตลาดการเงินฟื้น ต่างชาติซื้อหุ้นต่อเนื่อง

    ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนจากนักลงทุนต่างชาติ โดยวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ต่างชาติซื้อสุทธิ 2,131 ล้านบาท และตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ซื้อสุทธิรวม 54,485 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีซื้อสุทธิ 58,840 ล้านบาท สะท้อนบทบาทสำคัญของเงินทุนต่างชาติที่กลับมา

    ในตลาดตราสารหนี้ แม้วันที่ 24 กุมภาพันธ์ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 7,325 ล้านบาท แต่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปี ยังซื้อสุทธิสะสม 43,533 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ

    เศรษฐกิจโลกขยายตัวต่อเนื่อง แต่ความเสี่ยงยังมี

    ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อทั่วโลก (Global Composite PMI) อยู่ที่ 52.5 จุด สูงกว่าระดับ 50 จุด สะท้อนการขยายตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก ทั้งภาคการผลิตและบริการ ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของหลายประเทศมีแนวโน้มปรับลดหรือคงอัตราเดิม

    อย่างไรก็ดี สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด

    ทั้งนี้ สศค.ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจไทยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการส่งออกและเสถียรภาพด้านมหภาคที่แข็งแกร่ง แต่ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652423&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P0fD3EjyO0fUgDgG0l9B0

  • เปิดมุมมอง GDP เศรษฐกิจไทยปี 69 ปัจจัยเสี่ยง สนับสนุน ความท้าทาย | เดลินิวส์

    เปิดมุมมอง GDP เศรษฐกิจไทยปี 69 ปัจจัยเสี่ยง สนับสนุน ความท้าทาย | เดลินิวส์

    วันที่ 26 ก.พ. ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2569 กำลังจะเป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงปะทะจากรอบด้าน ทั้งแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว การดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ ตลอดจนความเปราะบางเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

    ในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองยังมีความไม่แน่นอน โดยนัยต่อเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลและความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็นปีของการประคองตัวมากกว่าจะเป็นปีของการเติบโตแบบเร่งตัว

    “วิจัยกรุงศรี” คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตเพียง 2.0% (ปรับขึ้นจากคาดเดิม 1.8%) ชะลอลงจากปี 2568 ที่ขยายตัว 2.4% เนื่องจากเครื่องยนต์สำคัญหลายด้านมีแนวโน้มแผ่วลง แม้ว่าการท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชนยังมีโอกาสเติบโต ไม่ได้โตเกิน 3% มา 8 ปีแล้ว

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการประคองตัวท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน แต่ก็ยังมีแรงขับเคลื่อนที่พอจะเป็นความหวังได้ โดยเศรษฐกิจไทยจะได้รับอานิสงส์จากภาคท่องเที่ยว การลงทุนจากต่างประเทศ และอุปสงค์ในประเทศบางส่วน แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงและความท้าทายสำคัญหลายด้าน ได้แก่

    • ความตึงเครียดทางการค้าโลกที่ทวีขึ้น นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
    • การไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทย ที่อาจมาพร้อมกับการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ตามกรอบข้อตกลงการค้าที่คาดว่าจะยังคงดำเนินการต่อ อันจะเพิ่มความเสี่ยงภาวะ Twin Influx ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อภาคการผลิตสินค้าของไทยหลายกลุ่ม
    • ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ที่อาจเข้าสู่ภาวะเอลนีโญเร็วกว่าคาด และจะกระทบต่อผลผลิตตลอดจนรายได้เกษตรกร รวมถึง
    • ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนสูง ประชากรสูงวัย และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของบางอุตสาหกรรม ในขณะที่แรงหนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐและความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวหลังการเลือกตั้งอาจช่วยหนุนเศรษฐกิจได้บ้าง
    • แต่เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังที่ค่อนข้างจำกัด ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่มีโอกาสล่าช้า อาจส่งผลให้กรอบการปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีจำกัด
    • ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แม้ยังเดินหน้าได้ แต่ต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อรองรับกับแรงกดดันจากหลายด้านในปี 2569

    ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2569 ดังนี้ 

    • ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวแต่ไม่เต็มศักยภาพ โดยในปี 2569 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากราว 33.0 ล้านคนในปี 2568
    • การลงทุนภาคเอกชนแม้เติบโตช้า แต่คาดว่าจะรักษาแรงส่งได้ มีสัญญาณเชิงบวกอยู่บ้างจากความเชื่อมั่นที่มีแนวโน้มฟื้นตัวหากรัฐบาลชุดใหม่สามารถจัดตั้งได้เร็ว และการผลักดันผ่านกลไก Thailand FastPass ของ BOI
    • ภาคส่งออก คาดว่าจะชะลอตัวลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เต็มปี ประเมินการส่งออกไทยในปี 2569 มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อยที่ -0.4% หลังจากเติบโตสูงเกินคาดที่ 12.7% ในปี 2568 
    • การบริโภคภาคเอกชนเผชิญข้อจำกัดจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงกว่า 80% ของ GDP แต่หากรัฐบาลสามารถผลักดันมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย อาจช่วยพยุงการบริโภคได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
    • ข้อจำกัดทางการคลังอาจส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐชะลอลง ในขณะที่งบกลางของรัฐบาลของปีงบฯ 2569 มีเงินคงเหลือเพียง 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะจำกัดการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เช่น มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” และการใช้จ่ายภาครัฐยังมีความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า และกระทบการเบิกจ่ายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเป็น 0.2% ในปี 2569 จากที่ติดลบ -0.1% ในปี 2568 โดยอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะเริ่มกลับเข้าสู่แดนบวกได้ในช่วงกลางปี 2569 แต่ยังคงต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกโดยเฉลี่ยจะลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน ขณะเดียวกันรัฐบาลมีแนวโน้มจะคงมาตรการบรรเทาค่า ครองชีพด้านพลังงานต่อเนื่อง ซึ่งช่วยจำกัดแรงกดดันด้านราคาโดยตรง

    ทั้งนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าตลาดคาดภายใต้เศรษฐกิจที่โตต่ำ เงินเฟ้อที่ชะลอตัว และสภาพคล่องที่ตึงตัวจากการหดตัวของสินเชื่อ วิจัยกรุงศรีประเมินว่า ดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ที่ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปี ซึ่งเป็นระดับที่ กนง. ระบุว่าผ่อนคลายเพียงพอและให้ความสำคัญกับพื้นที่ของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5637894/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0u_2Q0E3uibUqsMI45dtKH

  • “ฮุน มาเนต” ยอมรับแก๊งสแกมเมอร์ทำลายเศรษฐกิจประเทศ ปฏิเสธกัมพูชาเอี่ยวผลประโยชน์

    “ฮุน มาเนต” ยอมรับแก๊งสแกมเมอร์ทำลายเศรษฐกิจประเทศ ปฏิเสธกัมพูชาเอี่ยวผลประโยชน์

    นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าว AFP ยอมรับเครือข่ายการหลอกลวงออนไลน์หรือ “เศรษฐกิจสีดำ” คือตัวการทำลายภาพลักษณ์ประเทศ กระทบการท่องเที่ยวและการลงทุนอย่างหนัก ยันเดินหน้ากวาดล้างต่อเนื่องพร้อมส่งตัว “เจ้าพ่ออาณาจักรไซเบอร์” อดีตที่ปรึกษาใกล้ชิดให้ทางการจีนดำเนินคดี ปฏิเสธข้อหาจีดีพีกัมพูชาพึ่งพาเงินสีเทา

    นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุว่าเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์กำลังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้กัมพูชาเสียชื่อเสียงในระดับสากล พร้อมทั้งปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลมีส่วนรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้

    “เครือข่ายต้มตุ๋น หรือที่เราเรียกว่าเศรษฐกิจสีดำ กำลังทำลายเศรษฐกิจที่สุจริตของเรา มันสร้างชื่อเสียงที่ไม่ดีให้กับกัมพูชา” ฮุน มาเนต กล่าวในการสัมภาษณ์พิเศษ โดยเขาย้ำว่านี่คือเหตุผลหลักที่รัฐบาลจำเป็นต้อง “กวาดล้าง” ขบวนการเหล่านี้ให้หมดไป เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวและการลงทุน

    แม้ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินว่ามีผู้คนราว 100,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์ ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์เหล่านี้ และรายงานจากสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐฯ (USIP) ในปี 2024 ระบุว่ารายได้จากอาชญากรรมไซเบอร์ในกัมพูชาอาจสูงถึง 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 388,500 ล้านบาท) หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของจีดีพีประเทศ แต่นายกฯ ฮุน มาเนต ยืนยันว่ากัมพูชาไม่ได้พึ่งพาเงินเหล่านี้

    ผู้นำกัมพูชากล่าวว่า “หลายคนบอกว่าจีดีพีของกัมพูชาพึ่งพาการต้มตุ๋น ซึ่งมันไม่จริง เราพึ่งพาเศรษฐกิจพื้นฐานทั่วไป เช่น การท่องเที่ยว การผลิต และอุตสาหกรรมอื่นๆ” พร้อมยอมรับว่าแม้ธุรกิจเหล่านี้อาจมีการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์หรือการจ้างงานทางอ้อมบ้าง แต่รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้ไหลเข้าสู่กระเป๋าของรัฐบาล

    ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือการจับกุมและส่งตัว นายเฉิน จื้อ นักธุรกิจมหาเศรษฐีเชื้อสายจีนเจ้าของอาณาจักร Prince Group ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของทั้งนายฮุน มาเนต และอดีตนายกฯ ฮุน เซน ให้กับทางการจีนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากเขาถูกทางการสหรัฐฯ ฟ้องร้องฐานเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ที่แฝงมาในคราบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอาชีพที่ถูกกฎหมาย

    ฮุน มาเนต เผยว่า ในขณะนั้นรัฐบาล “ไม่ทราบเลยว่าเขาคือตัวการใหญ่” เนื่องจากการตรวจสอบประวัติในขณะนั้นไม่พบความผิดปกติใดๆ และบริษัทของเขาก็มีการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศรวมถึงอังกฤษด้วย

    “ก่อนจะมีข้อกล่าวหาปรากฏขึ้น สำหรับพนมเปญ เขาเป็นเพียงนักธุรกิจที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กิจกรรมอื่นๆ (ที่ผิดกฎหมาย) เราไม่รู้เรื่องเลย” ฮุน มาเนต กล่าวเสริมว่ารัฐบาลสั่งดำเนินการทันทีเมื่อทราบเบาะแสความผิด

    ส่วนประเด็นที่กัมพูชาเลือกส่งตัวนายเฉิน จื้อ ให้กับจีนแทนที่จะเป็นสหรัฐฯ นายกฯ ฮุน มาเนต อธิบายว่า เป็นเพราะตรวจพบว่านายเฉิน จื้อ ใช้เอกสารปลอมในการขอสัญชาติกัมพูชา จึงได้มีการเพิกถอนสัญชาติกัมพูชาของเขาออกไป ส่งผลให้เขามีเพียง “สัญชาติจีน” เท่านั้น ทางการกัมพูชาจึงจำเป็นต้องส่งตัวเขากลับไปยังประเทศบ้านเกิดตามกฎหมาย

    ทั้งนี้ เครือข่ายต้มตุ๋นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ขยายวงกว้างจากการหลอกลวงผู้ที่พูดภาษาจีน ไปสู่เหยื่อทั่วโลกผ่านการหลอกให้รัก (Romance Scams) และการลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีปลอม โดยใช้แรงงานทาสที่ถูกหลอกมาทำงานภายใต้การทารุณกรรม ซึ่งฮุน มาเนต ยืนยันว่ากัมพูชาจะยังคงร่วมมือกับนานาชาติเพื่อทลายเครือข่ายเหล่านี้ต่อไป.

    ที่มา AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2916564&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-XAVyu0Ls2FTlTapPYFN9