Category: เศรษฐกิจ

  • ไขข้อข้องใจ‘กนง.’ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่คาด-SCBชี้เปรี้ยงลดอีกหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมิน

    ไขข้อข้องใจ‘กนง.’ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่คาด-SCBชี้เปรี้ยงลดอีกหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมิน

    วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.04 น.

    ไขข้อข้องใจ‘กนง.’ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่คาด-SCBชี้เปรี้ยงลดอีกหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมิน

    26 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เผยแพร่บทวิเคราะห์เศรษฐกิจ ระบุว่า กนง. มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% มาอยู่ที่ 1.0% ด้วยเสียง 4:2 เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้น บรรเทาภาระทางการเงินของ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม ยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางไม่ให้ปรับลดลงมาก รวมทั้งสนับสนุนภาคธุรกิจให้ปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ขณะที่กรรมการเสียงข้างน้อย 2 เสียง เห็นควรให้คงดอกเบี้ยนโยบายเนื่องจาก ระดับดอกเบี้ยที่ 1.25% เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจและการเงินแล้ว

    ในภาพรวม กนง. มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าแล้ว โดยเริ่มให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางมากขึ้นในการประชุมครั้งนี้ ผ่านการติดตามความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ อีกทั้ง ยังคำนึงถึง Policy space ของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในบริบทที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผสานนโยบายเศรษฐกิจหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ

    #กนง. มองเศรษฐกิจไทยเปราะบาง เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำ

    • กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้เดิม แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะขยายตัวได้ราว 2.0%YOY ในปี 2026 และ 2027 ซึ่งยังต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ ธปท. ประเมินไว้ที่ 2.7%YOY ขณะที่ลักษณะการฟื้นตัวจะเป็นแบบ K-shape อย่างชัดเจน ธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 ขณะที่รายได้แรงงานมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง

    • กนง. มองกำแพงภาษีทรัมป์มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ในระยะสั้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ น่าจะปรับลดลงบ้าง แต่ในระยะต่อไปรัฐบาลสหรัฐฯ อาจใช้อำนาจตาม Sec. 232 (สินค้าที่เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคง) และ Sec. 301 (การค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม) ในการขึ้นภาษีนำเข้าอีกครั้ง ขณะที่ความเสี่ยง พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 ล่าช้าปรับลดลง ตามแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจทำได้เร็วขึ้น

    • เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น จากทั้งราคาพลังงานที่ลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่ขอบล่างของกรอบเป้าหมายในครึ่งหลังของปี 2027 ช้ากว่าที่ประเมินไว้เดิมในครึ่งแรกของปี 2027 นอกจากนี้ แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ

    #SMEs เผชิญภาวะการเงินตึงตัว ทั้งการเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท

    • ธุรกิจ SMEs ยังเผชิญต้นทุนทางการเงินสูง ขณะที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง โดย ธปท. พบว่าต้นทุนการกู้ยืมของสินเชื่อปล่อยใหม่ (New loan rate) ของกลุ่มธุรกิจ Micro-SMEs ปรับเพิ่มขึ้น 1.5% ในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา แม้ที่ผ่านมา กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วรวม 1.25% ก็ตาม สะท้อนความเสี่ยงเครดิตของธุรกิจขนาดเล็กที่สูงขึ้น และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

    • เงินบาทที่แข็งค่าซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออก ผ่านการแปลงรายได้ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐมาเป็นเงินบาทโดยการศึกษาของ ธปท. พบว่ากลุ่ม SMEs ผู้ส่งออกสินค้าหมวดที่อ่อนไหวต่อค่าเงิน เช่น เกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มีผลกำไรลดลงจากการแข็งค่าของเงินบาทราว 7% ในปี 2025 อย่างมีนัยสำคัญ

    #กนง. มองดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% “เพียงพอ” ต่อการประคองเศรษฐกิจภายใต้ Policy space จำกัด

    • กนง. ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% เป็นระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และการรักษา Policy space แล้ว อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยสามารถลงไปอยู่ระดับต่ำสุดได้ที่ 0.5% เท่ากับช่วงวิกฤติ COVID-19 จะเท่ากับว่า กนง. ยังลดดอกเบี้ยได้อีก 0.5% หากเกิดสถานการณ์เลวร้ายต่อเศรษฐกิจ

    • กนง. จะติดตามความเสี่ยงต่อระบบการเงินในภาวะดอกเบี้ยต่ำ โดย กนง. ได้อภิปรายใน 2 ประเด็น ดังนี้

    O พฤติกรรม Search-for-yield จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในเดือน ต.ค. 2024 พบว่าการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. ยังไม่กังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวมากนักในปัจจุบัน

    O การจัดสรรเงินกู้ที่ขาดประสิทธิภาพ โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากอาจทำให้จำนวน Zombie firms สูงขึ้นผ่านต้นทุนทางการเงินต่ำ หรืออาจทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่นำเงินกู้ไปใช้ในกิจกรรมที่มีผลิตภาพต่ำ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงดังกล่าวอาจยังไม่น่ากังวลนัก ภายใต้ความระมัดระวังของสถาบันการเงิน

    • กนง. เน้นย้ำว่า เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่จะเอื้อให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวให้เติบโตได้สูงขึ้น ไปข้างหน้า นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจะมีความจำเป็นอย่างมาก

    IMPLICATIONS

    SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% หากแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ได้ปรับแย่ลงมากกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจาก

    • อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงเหลือ 1% จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับลดลงเข้าใกล้ 0 ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต โดยเป็นระดับที่ผ่อนคลายพอสมควร และยังสามารถรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางได้

    • เมื่อเทียบกับวัฏจักรการลดดอกเบี้ย (Easing cycle) นอกช่วงวิกฤติในช่วงปี 2012 (รูปที่ 1) นับว่า Easing cycle ครั้งนี้มีจังหวะการลดดอกเบี้ยที่ค่อนข้างเร็ว

    O ปัจจัยที่ทำให้ กนง. ลดดอกเบี้ยครั้งแรกใน Easing cycle รอบนี้จากระดับ 2.5% ลงมาอยู่ที่ 2.25% คือการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพในการเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 อย่างมีนัยสำคัญ กนง. จึงปรับระดับของดอกเบี้ยนโยบายลงมาให้สอดคล้องกัน อีกทั้ง ภาคครัวเรือนและ SMEs ไทยยังคงเปราะบางมาก ขณะที่ปัจจัยกดดันจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ เกิดขึ้นภายหลังจาก Easing cycle ได้เริ่มขึ้นแล้ว

    O Easing cycle ในรอบนี้ จึงเป็นการทยอยผ่อนคลายภาวะการเงินให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจไทย ซึ่งเผชิญความเปราะบางจากภายใน และปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันทางการค้า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงอาจไม่ลงไปอยู่ในระดับต่ำมากเหมือนช่วง COVID-19 ที่เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรง

    • การเน้นย้ำเรื่องนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด อาจเป็นการส่งสัญญาณว่า กนง. ได้ใช้เครื่องมือดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ในระดับหนึ่งแล้ว การลดดอกเบี้ยต่อเนื่องอีกอาจไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยได้มากนัก และอาจกระทบต่อประสิทธิผลในการส่งผ่านนโยบายการเงินได้ โดย ธปท. เริ่มดำเนินนโยบายรอบด้านประสานกับรัฐบาลมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย ผ่านมาตรการทางการเงินที่เน้นช่วยเหลือกลุ่มครัวเรือน (รูปที่ 2) และ SMEs (รูปที่ 3)

    สำหรับมุมมองนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า SCB EIC ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1.0% ไปอีกระยะหนึ่ง โดยอาจลดลงเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำผ่านการลดต้นทุนทางการเงิน บรรเทาภาระหนี้สิน และเพื่อเพิ่มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายให้สูงขึ้น ขณะที่จะเน้นมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดในภาคส่วนที่มีความเปราะบาง ซึ่งได้แก่ ครัวเรือน และ SMEs ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/949398&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hpRzd-OTvlFU60c0FtUfH

  • ส่องเศรษฐกิจอาเซียน ปี 69 คาด โต 4.3% ติดท็อปโลก!

    ส่องเศรษฐกิจอาเซียน ปี 69 คาด โต 4.3% ติดท็อปโลก!

    นางสาวพิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2569 ว่า อาเซียนจะยังคงเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

    โดยคาดการณ์ว่ากลุ่มอาเซียน 10 ประเทศจะเติบโตเฉลี่ยที่ 4.3% ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักอย่าง ASEAN-5 (อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และไทย) คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยที่ 4.2%

    โดยเวียดนามยังครองตำแหน่งประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในภูมิภาคต่อเนื่องจากปีที่แล้ว แม้จะมีการชะลอตัวลงบ้างจากระดับ 8% ในปีก่อนก็ตาม

    สำหรับแรงส่งหลักของเศรษฐกิจอาเซียนในปีนี้มาจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ

    การส่งออก แม้จะมีความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายภาษีของสหรัฐฯ แต่คาดว่าจะเห็นการเร่งส่งออกล่วงหน้าในช่วงไตรมาสแรกของปีเพื่อลดความเสี่ยงจากกำแพงภาษีที่กำลังจะเกิดขึ้น

    รวมถึง การบริโภคภาคเอกชน ในประเทศที่สามารถพึ่งพาการใช้จ่ายในประเทศได้สูง จะมีความทนทานต่อความผันผวนภายนอกได้ดี โดยเฉพาะเวียดนามที่การบริโภคภายในเติบโตแข็งแกร่งในระดับใกล้เคียงกับ GDP ของประเทศ

    ในด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)) วิจัยกรุงศรี มองว่า อาเซียนยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญ โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง แม้ว่านโยบายภาษีของสหรัฐฯ จะเป็นข้อจำกัดและเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา แต่แนวโน้มโดยรวมของ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอาเซียนยังอยู่ในทิศทางที่ดีและเป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจที่สำคัญ

    อย่างไรก็ตาม นางสาวพิมพ์นารา ย้ำว่า ความไม่แน่นอนของภาษีของสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ทั้งของเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจอาเซียน และเศรษฐกิจทั่วโลก ที่ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/269603&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pZRn5KR6ezpuXocLkw19p

  • KTB-TTB ลดดอกเบี้ยเงินกู้ บรรเทาภาระหนี้ หนุนเศรษฐกิจฟื้น

    KTB-TTB ลดดอกเบี้ยเงินกู้ บรรเทาภาระหนี้ หนุนเศรษฐกิจฟื้น

    นางสาวศรัณยา เวชากุล ประธานผู้บริหาร Financial, Strategy & Resources Management ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ จากความท้าทายรอบด้านและปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง กระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจ และการดำรงชีพของภาคครัวเรือน 

    ธนาคารจึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) เหลือ 6.270% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) เหลือ 6.300% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) เหลือ 6.845% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.2569 เป็นต้นไป 

    ทั้งนี้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ ลดค่าใช้จ่ายทางการเงินให้แก่ลูกค้าประชาชน โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SME ประคองการจ้างงาน สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

    KTB-TTB ลดดอกเบี้ยเงินกู้ บรรเทาภาระหนี้ หนุนเศรษฐกิจฟื้น

    ธนาคารกรุงไทย ยืนหยัดบทบาทการเป็นมากกว่าสถาบันการเงิน พร้อมเคียงข้างช่วยเหลือลูกค้าและประชาชนในทุกสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมการลดภาระทางการเงิน การแก้หนี้อย่างยั่งยืน การฟื้นฟูศักยภาพลูกหนี้ และการเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ ภายใต้ระเบียบการค้าโลกใหม่ ผ่านการสนับสนุนมาตรการสำคัญของภาครัฐ อาทิ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” สำหรับลูกหนี้ NPL วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท การขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแนวทาง “Reinvent Thailand พลวัตใหม่เพื่อเศรษฐกิจไทย”

    โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Credit Boost” เพื่อเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุน ให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างทันท่วงที รวมถึงผลิตภัณฑ์ของธนาคาร อาทิ สินเชื่อรวมหนี้ข้าราชการยั่งยืน และสินเชื่อใบแจ้งหนี้ ซึ่งผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพ ครอบคลุม และยั่งยืนในระยะยาว  สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “กรุงไทย เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน

    นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB กล่าวว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง และการฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะที่เศรษฐกิจต่างประเทศมีความไม่แน่นอนสูง ทีทีบีพร้อมหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยการลดภาระทางการเงิน เสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน ช่วยบรรเทาภาระหนี้ในภาวะปัจจุบัน 

    ธนาคารจึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย MOR ลดลง 0.10% เหลือ 6.60% ต่อปี, อัตราดอกเบี้ย MLR ลดลง 0.10% เหลือ 6.95% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ย MRR ลดลง 0.10% เหลือ 7.105% ต่อปี ซึ่งช่วยเหลือครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มเปราะบาง มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.2569 สอดรับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1% ต่อปี เพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและสนับสนุนการฟื้นตัวของประเทศอย่างยั่งยืน

    KTB-TTB ลดดอกเบี้ยเงินกู้ บรรเทาภาระหนี้ หนุนเศรษฐกิจฟื้น

    นอกจากความช่วยเหลือด้านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว TTB เป็นธนาคารแรกที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการสินเชื่อบุคคลของไทย เพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน มุ่งส่งเสริมคนมีวินัยในการผ่อนชำระให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง ด้วยการฉีกกฎการคิดดอกเบี้ยจากเกณฑ์รายได้แบบเดิม สู่การพิจารณาจากคะแนนเครดิตและระดับความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ที่มีรายได้ประจำสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ผ่านสินเชื่อบุคคล “ทีทีบี แคชทูโก” โดยหากลูกค้าเครดิตดีจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้น ซึ่งธนาคารคิดดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงและคะแนนเครดิตรายบุคคล เริ่มต้นเพียง 13.99% ต่อปี จากเดิมที่อัตราดอกเบี้ยมักสูงถึง 25% ต่อปี ดอกเบี้ยเรทเดียวตลอดสัญญา ซึ่งทำให้กลุ่มลูกค้าที่มีวินัยมีโอกาสประหยัดดอกเบี้ยได้สูงถึง 11% ต่อปี

    TTB ยังคงมุ่งมั่นเป็นธนาคารที่ช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มเปราะบาง ผ่านโครงการปรับโครงสร้างหนี้ การขยายระยะเวลาชำระหนี้ และสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ ภายใต้หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ควบคู่กับแนะนำการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อการจัดการหนี้ที่สอดคล้องกับรายได้และความสามารถในการชำระคืน โดยมีเป้าหมายต้องการทำให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นทั้งวันนี้ และอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/738575&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TmDrNgXt82Ch-a1DHjOL6

  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจับมือสถาบัน IBERD และอีก 7 องค์กรภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ลงนาม MOU ประกาศความร่วมมือบูรณาการพัฒนา “น้ำพุร้อนธรรมชาติไทย สู่เศรษฐกิจเชิงสุขภาพ”

    กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจับมือสถาบัน IBERD และอีก 7 องค์กรภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ลงนาม MOU ประกาศความร่วมมือบูรณาการพัฒนา “น้ำพุร้อนธรรมชาติไทย สู่เศรษฐกิจเชิงสุขภาพ”

    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการ งานวิจัย นวัตกรรม และการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) พร้อมกับ ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจการพาณิชย์ (สถาบัน IBERD) และอีก 7 หน่วยงานหลักจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ประกอบด้วย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง อดีตประธานคณะที่ปรึกษาสถาบัน IBERD และนายเผด็จ ลายทอง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นสักขีพยานการลงนาม ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ ด้านพัฒนาบุคลากร แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ไทย- ญี่ปุ่น และต่างประเทศ และเพื่อสร้างเครือข่ายด้านส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) ด้วยสาขาน้ำพุร้อนไทยที่มีมาตรฐานสากล โดยมีระยะเวลา 3 ปี (26 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 25 กุมภาพันธ์ 2572) และมีแผนกลยุทธ์สำคัญ 4 ข้อ ได้แก่ การบริหารจัดการทรัพยากรแหล่งต้นน้ำให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล การใช้ประโยชน์ด้วยน้ำพุร้อนธรรมชาติเพื่อสุขภาพอย่างเหมาะสม การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง และการต่อยอดธุรกิจผลิตภัณฑ์และบริการจากแหล่งน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ

    ทั้งนี้ สถาบัน IBERD จะทำหน้าที่ประสานขับเคลื่อนโครงการกับสถาบัน Japan Health and Research Institute (JPHRI) ของประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ ประสบการณ์บริหารจัดการและการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ และทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง พัฒนาศักยภาพบุคลากร ต่อยอดธุรกิจการตลาด เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Economy) รวมถึงการประสานงานกับแหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาแผนงานของโครงการ ส่วนกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ทำหน้าที่สนับสนุนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ ข้อมูลทางวิชาการด้านคุณภาพและศักยภาพน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติที่จะสามารถพัฒนานำมาใช้ประโยชน์เพื่อความยั่งยืน รวมทั้งการสนับสนุนข้อมูลและประสานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยน้ำบาดาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/999861&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B7GLdNW3jZyEqqI0LVBPj

  • TTB ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ ช่วยลูกค้าแบ่งเบาภาระหนี้ พร้อมหนุนเศรษฐกิจขับเคลื่อน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TTB ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ ช่วยลูกค้าแบ่งเบาภาระหนี้ พร้อมหนุนเศรษฐกิจขับเคลื่อน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ทีทีบีสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ขานรับมติ กนง. ประกาศปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ ช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงิน เสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจและครัวเรือน มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม เป็นต้นไป

    นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี กล่าวว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง และการฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะที่เศรษฐกิจต่างประเทศมีความไม่แน่นอนสูง ทีทีบีพร้อมหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยการลดภาระทางการเงิน เสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน ช่วยบรรเทาภาระหนี้ในภาวะปัจจุบัน จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 สอดรับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1% ต่อปี เพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและสนับสนุนการฟื้นตัวของประเทศอย่างยั่งยืน

    ธนาคารปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย MOR ลดลง 0.10% ต่อปี ส่วนอัตราดอกเบี้ย MLR ลดลง 0.10% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ย MRR ลดลง 0.10% ต่อปี ซึ่งช่วยเหลือครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มเปราะบาง

    นอกจากความช่วยเหลือด้านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว ทีทีบีเป็นธนาคารแรกที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการสินเชื่อบุคคลของไทย เพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน มุ่งส่งเสริมคนมีวินัยในการผ่อนชำระให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง ด้วยการฉีกกฎการคิดดอกเบี้ยจากเกณฑ์รายได้แบบเดิม สู่การพิจารณาจากคะแนนเครดิตและระดับความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ที่มีรายได้ประจำสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ผ่านสินเชื่อบุคคล “ทีทีบี แคชทูโก” โดยหากลูกค้าเครดิตดีจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้น ซึ่งทีทีบีคิดดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงและคะแนนเครดิตรายบุคคล เริ่มต้นเพียง 13.99% ต่อปี จากเดิมที่อัตราดอกเบี้ยมักสูงถึง 25% ต่อปี ดอกเบี้ยเรทเดียวตลอดสัญญา ซึ่งทำให้กลุ่มลูกค้าที่มีวินัยมีโอกาสประหยัดดอกเบี้ยได้สูงถึง 11% ต่อปี

    ทีทีบียังคงมุ่งมั่นเป็นธนาคารที่ช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มเปราะบาง ผ่านโครงการปรับโครงสร้างหนี้ การขยายระยะเวลาชำระหนี้ และสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ ภายใต้หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ควบคู่กับแนะนำการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อการจัดการหนี้ที่สอดคล้องกับรายได้และความสามารถในการชำระคืน โดยมีเป้าหมายต้องการทำให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นทั้งวันนี้ และอนาคต

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/26/620913/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V72gpRhBOfvoDahmpcQPr

  • ฮุน มาเนต : กัมพูชาต้องการลดความตึงเครียดกับไทย ยอมรับเสียศูนย์เพราะสแกมเมอร์

    ฮุน มาเนต : กัมพูชาต้องการลดความตึงเครียดกับไทย ยอมรับเสียศูนย์เพราะสแกมเมอร์

    เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวเอเอฟพีในกรุงบรัสเซลส์ โดยอ้างถึงความขัดแย้งชายแดนกับไทย และปัญหาของธุรกิจสแกมเมอร์ในประเทศของตน

    ข้อพิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษระหว่างสองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปะทุขึ้นเป็นการปะทะกันหลายระลอกเมื่อปีที่แล้ว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบรายและผู้พลัดถิ่นมากกว่าหนึ่งล้านคนในเดือนกรกฎาคมและธันวาคม

    ในการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ฮุน มาเนตกล่าวว่า “เราไม่ได้ต้องการเพิ่มความรุนแรง เราต้องการลดความรุนแรง เราต้องการการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ”

    กองทัพไทยกล่าวหาว่ากองกำลังกัมพูชายิงกระสุนปืนครกใกล้กับหน่วยลาดตระเวนของไทยเมื่อวันอังคาร ทำให้เกิดการยิงตอบโต้ ซึ่งรัฐบาลพนมเปญปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

    กัมพูชากล่าวมาตลอดว่ากองกำลังไทยยึดครองพื้นที่หลายแห่งในจังหวัดชายแดนและเรียกร้องให้ถอนกำลังออกไป ในขณะที่รัฐบาลกรุงเทพฯ ยืนยันว่าตนเพียงแค่ยึดคืนดินแดนที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยและถูกกัมพูชายึดครองมานานหลายปี

    ฮุน มาเนตปฏิเสธที่จะบอกว่ากองกำลังไทยยึดครองดินแดนไปมากแค่ไหน แต่กล่าวว่าพวกเขารุกล้ำไปไกลกว่าสิ่งที่แม้แต่ไทยเองก็ระบุว่าเป็นพรมแดนระหว่างสองประเทศ

    เมื่อถูกถามว่ากองกำลังกัมพูชาจะต่อสู้เพื่อทวงคืนดินแดนที่เสียไปหรือไม่ เขากล่าวว่า “เรายึดมั่นในแนวทางการลดความตึงเครียดและการแก้ปัญหาอย่างสันติเสมอ”

    ความขัดแย้งชายแดนระหว่างสองประเทศที่มีมานานนับศตวรรษนั้น เกิดจากข้อพิพาทเกี่ยวกับการกำหนดเขตแดนในยุคอาณานิคมของฝรั่งเศส ซึ่งครอบคลุมระยะทาง 800 กิโลเมตร

    รัฐบาลพนมเปญได้ขอความช่วยเหลือจากฝรั่งเศสและขอเข้าถึงเอกสารและแผนที่ทางประวัติศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหา และเรียกร้องให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการชายแดนร่วมเพื่อกลับมาดำเนินการในเรื่องนี้อีกครั้ง

    ฮุน มาเนตกล่าวว่า “ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร กัมพูชาก็พร้อมที่จะยอมรับ และหวังว่าประเทศไทยจะยอมรับเช่นเดียวกัน”

    ผู้นำวัย 48 ปีซึ่งเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากฮุน เซน ในปี 2023 กล่าวว่า เขากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนในปัจจุบัน โดยใช้คำอธิบายว่า “ไม่มั่นคง” และ “เปราะบาง”

    นายกรัฐมนตรีกัมพูชากำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ในกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของเบลเยียมและสหภาพยุโรป ในฐานะส่วนหนึ่งของการเดินทางเพื่อเสริมสร้างการสนับสนุนทางการทูต โดยเฉพาะจากอเมริกาและพันธมิตรยุโรป

    ในกรุงบรัสเซลส์ เขาได้พบกับอันโตนิโอ คอสตา ประธานสภาแห่งยุโรป และคาจา คัลลาส นักการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรป

    ก่อนหน้านี้ในสหรัฐอเมริกา เขาได้เข้าร่วมการประชุมครั้งแรกกับคณะทำงานเพื่อสันติภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นเครื่องมือที่ตั้งใจจะแข่งขันกับสหประชาชาติ

    ฮุน มาเนตกล่าวว่า แม้ความพยายามของผู้นำสหรัฐฯ ในการไกล่เกลี่ยหยุดยิงกับไทยมีส่วนในการตัดสินใจให้รัฐบาลพนมเปญเข้าร่วมครั้งนี้ แต่กัมพูชาเชื่อมั่นอย่างจริงจังในเป้าหมายขององค์กรใหม่นี้ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมสันติภาพ และไม่ได้เพียงแค่ต้องการ “ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์พอใจ” เท่านั้น

    “นี่คือเรื่องของสันติภาพและความมั่นคง” เขากล่าวเสริมว่า ประเทศของเขาจะพยายามตอบแทนด้วยการสนับสนุนในรูปแบบอื่นเพื่อที่จะอยู่ในคณะทำงานนี้ในระยะยาว เช่น การฝึกอบรมการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในฉนวนกาซา แทนที่จะจ่ายเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ตามที่รัฐบาลวอชิงตันเรียกร้องสำหรับการเป็นสมาชิกถาวร

    เมื่อถูกถามถึงปัญหาสแกมเมอร์ นายกรัฐมนตรีกัมพูชายอมรับว่าการดำเนินธุรกิจของกลุ่มหลอกลวงเหล่านี้กำลังทำลายเศรษฐกิจของประเทศและทำให้ประเทศเสียชื่อเสียง ซึ่งเป็นการปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลของเขาสมรู้ร่วมคิด

    กัมพูชากลายเป็นแหล่งรวมของแก๊งอาชญากรที่ดำเนินธุรกิจฉ้อโกงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยพวกมิจฉาชีพหลอกลวงผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกให้ตกอยู่ในความสัมพันธ์โรแมนติกปลอมๆ และการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

    “เครือข่ายฉ้อโกงที่เราเรียกว่าเศรษฐกิจมืดกำลังทำลายเศรษฐกิจที่สุจริตของเรา มันทำให้กัมพูชามีชื่อเสียงที่ไม่ดีและกำลังส่งผลเสียต่อการท่องเที่ยวและการลงทุน นี่คือเหตุผลที่เราต้องกำจัดให้หมดไป” ฮุน มาเนตกล่าวกับเอเอฟพี

    การปราบปรามส่งผลให้มีการจับกุมผู้คนหลายพันคน ตามที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลระบุ และเมื่อเร็วๆ นี้มีการส่งตัวอดีตที่ปรึกษาของผู้นำกัมพูชาไปยังจีน

    แต่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมบางคนตั้งคำถามถึงความถูกต้องของความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่ถูกกล่าวหาว่ามีอยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่กัมพูชาและเครือข่ายฉ้อโกงทางไซเบอร์

    ฮุน มาเนตยอมรับว่าอาชญากรรมดังกล่าวได้กระตุ้นกิจกรรมทางธุรกิจและสร้างงานในประเทศทางอ้อม แต่ปฏิเสธว่ากัมพูชาได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้

    “ใช่ การดำรงอยู่ของธุรกิจสแกมเมอร์อาจส่งผลโดยตรงต่ออสังหาริมทรัพย์, การลงทุน, การก่อสร้าง, กำลังซื้อทางเศรษฐกิจ และการรวมศูนย์ความเจริญ แต่รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าสู่รัฐบาลกัมพูชา” เขากล่าว

    ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า กัมพูชามีศูนย์กลางการหลอกลวงหลายสิบแห่งและเกี่ยวข้องกับผู้คนประมาณ 100,000 คน ซึ่งหลายคนเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์

    รายงานปี 2024 โดยสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกาประเมินว่าผลตอบแทนจากการหลอกลวงทางไซเบอร์ในกัมพูชามีมูลค่าเกิน 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 388,000 ล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของ GDP อย่างเป็นทางการของประเทศ แต่ฮุน มาเนตปฏิเสธว่าประเทศของเขาไม่ได้พึ่งพาการหลอกลวงเหล่านี้

    “หลายคนบอกว่า GDP ของกัมพูชาพึ่งพาการฉ้อโกง ไม่ใช่เลย เราพึ่งพาเศรษฐกิจที่แท้จริง เช่น การท่องเที่ยว, การผลิต และอีกหลายประการ” เขากล่าว

    กลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ดำเนินการจากประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บางกรณีเป็นการอาสาทำด้วยความเต็มใจ ขณะที่บางกรณีเป็นชาวต่างชาติที่ถูกลักพาตัวและบังคับให้ทำงานภายใต้การข่มขู่ว่าจะถูกทรมาน

    ในระยะแรก กลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่ผู้พูดภาษาจีนเป็นหลัก ซึ่งพวกเขาได้หลอกลวงเงินไปหลายพันล้านดอลลาร์และสร้างความโกรธแค้นในหมู่ประชาชน แต่ปัจจุบันพวกเขาได้ขยายการดำเนินการไปยังหลายภาษาเพื่อขโมยเงินจำนวนมหาศาลจากเหยื่อทั่วโลก

    ปีที่แล้ว การปราบปรามครั้งใหญ่ที่ส่วนใหญ่ดำเนินการโดยรัฐบาลปักกิ่งซึ่งมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทูตอย่างมากในภูมิภาคนี้ ทำให้คนงานฉ้อโกงหลายพันคนได้รับการปล่อยตัวจากศูนย์สแกมเมอร์ทั้งในเมียนมาและกัมพูชา จากนั้นจึงถูกส่งตัวกลับประเทศบ้านเกิด หลายคนกลับไปยังประเทศจีน

    ปฏิบัติการดังกล่าวประสบความสำเร็จอีกครั้งในการจับกุมและส่งตัวเฉิน จื้อ จากกัมพูชาไปยังจีนในเดือนมกราคมที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ เฉิน จื้อซึ่งถูกทางการสหรัฐฯ ฟ้องร้องในเดือนตุลาคม 2025 เคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับทั้งฮุน มาเนต และฮุน เซน บิดาของเขา

    “เราไม่รู้มาก่อนว่าเขาเป็นหัวหน้าใหญ่” ฮุน มาเนตกล่าว และเสริมว่า การตรวจสอบประวัติไม่ได้ทำให้เกิดข้อสงสัยใดๆ โดยกลุ่มบริษัทปรินซ์กรุ๊ปของเฉินซึ่งทางการสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นฉากบังหน้าของ “อาณาจักรฉ้อโกงทางไซเบอร์ขนาดใหญ่” มีสาขาอยู่ในหลายประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร

    อัยการสหรัฐฯระบุว่า ตั้งแต่ประมาณปี 2015 ปรินซ์กรุ๊ปได้ดำเนินธุรกิจในกว่า 30 ประเทศภายใต้หน้ากากของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, บริการทางการเงิน และธุรกิจผู้บริโภคที่ถูกต้องตามกฎหมาย

    ก่อนเฉิน จื้อถูกกล่าวหา ในสายตาของรัฐบาลพนมเปญ เขาเป็นเพียง “นักธุรกิจที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ”

    “เราไม่รู้จริงๆว่าเขาทำอะไร” ฮุน มาเนตกล่าว พร้อมเสริมว่าทางการได้ดำเนินการทันทีเมื่อทราบถึงการกระทำผิดที่ถูกกล่าวหา

    อัยการสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า เฉินเป็นผู้กำกับการดำเนินงานของค่ายบังคับใช้แรงงานทั่วประเทศกัมพูชา ซึ่งแรงงานค้ามนุษย์เหล่านั้นถูกกักขังในสถานที่คล้ายเรือนจำที่ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงและลวดหนาม

    กลุ่มบริษัทปรินซ์กรุ๊ปปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

    ฮุน มาเนตยังกล่าวด้วยว่า อดีตที่ปรึกษาของเขาถูกส่งตัวไปจีนแทนที่จะเป็นสหรัฐฯ เนื่องจากสัญชาติของเขาเอง

    ผู้นำรัฐบาลพนมเปญกล่าวว่า เฉินถูกเพิกถอนสัญชาติกัมพูชาหลังจากพบว่าเขาใช้เอกสารปลอมเพื่อขอสัญชาติ

    “นั่นทำให้เขามีเพียงสัญชาติจีน และเป็นเหตุผลที่ทางการกัมพูชาส่งตัวเขากลับประเทศบ้านเกิด” ฮุน มาเนตกล่าวทิ้งท้าย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/953715/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-dx7dkcbDyM1dKWBEqme9

  • กลไกส่งผ่านนโยบายการเงินสู่แบงก์เร็วขึ้น สัญญาณบวกต่อภาคเศรษฐกิจจริง

    กลไกส่งผ่านนโยบายการเงินสู่แบงก์เร็วขึ้น สัญญาณบวกต่อภาคเศรษฐกิจจริง

    กลไกส่งผ่านนโยบายการเงินสู่แบงก์เร็วขึ้น สัญญาณบวกต่อภาคเศรษฐกิจจริง

    การตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 ที่มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% สู่ระดับ 1.00% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

    การปรับดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้เริ่มเห็นการส่งผ่านนโยบายดอกเบี้ยไปยังธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจ กันบ้างแล้ว แต่การกลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงอาจต้องใช้เวลา แต่ถือเป็นสัญญาณที่ดี เมื่อภาคธนาคาร ซึ่งเปรียบเสมือนฟันเฟืองแรกในการส่งผ่านได้ขานรับอย่างรวดเร็ว 

    “พิมพ์นารา หิรัญกสิ” หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ระบุว่า วิจัยกรุงศรีประเมินดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ที่ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่ กนง. ระบุว่าผ่อนคลายเพียงพอและให้ความสำคัญกับพื้นที่ของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด

    โดยนโยบายการเงินจะส่งผ่านไปยังระบบธนาคารจะเป็นด่านแรก เมื่อธนาคารมีการปล่อยกู้เพิ่มขึ้น จะเป็นการช่วยอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อให้กลไกต่าง ๆ ค่อย ๆ ขับเคลื่อนไปตามวงจร

    อย่างไรก็ตาม การส่งผ่านนี้จะไม่เห็นผลทันทีในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งโดยปกติจะใช้เวลาส่งผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจจริงจะใช้เวลาประมาณ 2 ไตรมาสขึ้นไป ซึ่งจะส่งผลให้เห็นการลงทุนที่ดีขึ้น รวมถึงการใช้จ่ายของประชาชนที่คล่องตัวตามมา

    พิมพ์นารา หิรัญกสิ

    ทั้งนี้ ความเร็วในการส่งผ่านนโยบายยังขึ้นอยู่กับบริบทและเงื่อนไขของแต่ละประเทศ 

    เทคโนโลยีดิจิทัล: ประเทศที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระบบการเงินสูง จะมีการส่งผ่านนโยบายที่รวดเร็วกว่า

    การใช้เงินสด: หากประเทศใดที่ยังพึ่งพาการใช้เงินสดเป็นหลัก กระบวนการส่งผ่านนโยบายการเงินอาจมีความล่าช้า

    ขั้นตอนการดำเนินการ: ขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันส่งผลต่อระยะเวลาเช่นกัน

    “นโยบายการเงินจะส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจจริง ต้องเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนต่อการลงทุนและการใช้จ่ายของประชาชนในระยะเวลาประมาณ 2 ไตรมาสขึ้นไป โดยภาคธนาคารเริ่มขยับตัวรับนโยบายอย่างรวดเร็วแล้ว”  

    ระบบธนาคารมีการตอบรับต่อนโยบายค่อนข้างรวดเร็ว ซึ่งเปรียบเสมือน “ฟันเฟืองตัวแรก” ที่เริ่มขยับแล้ว สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ “ฟันเฟืองที่เหลือ” ในระบบเศรษฐกิจจะเริ่มขยับตามได้เมื่อใด เพื่อให้ภาพรวมเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างเต็มกำลังตามเป้าหมายของนโยบายการเงิน  

    “นนท์ พฤกษ์ศิริ” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.00% หากแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ได้ปรับแย่ลงมากกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงเหลือ 1.00% จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับลดลงเข้าใกล้ 0 ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต โดยเป็นระดับที่ผ่อนคลายพอสมควร และยังสามารถรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางได้

    เมื่อเทียบกับวัฏจักรการลดดอกเบี้ย (Easing cycle) นอกช่วงวิกฤติในช่วงปี 2555 นับว่า Easing cycle ครั้งนี้มีจังหวะการลดดอกเบี้ยที่ค่อนข้างเร็วปัจจัยที่ทำให้ กนง. ลดดอกเบี้ยครั้งแรกใน Easing cycle รอบนี้ จากระดับ 2.5% ลงมาอยู่ที่ 2.25% คือการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพในการเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 อย่างมีนัยสำคัญ กนง. จึงปรับระดับของดอกเบี้ยนโยบายลงมาให้สอดคล้องกัน อีกทั้งภาคครัวเรือนและ SMEs ไทยยังคงเปราะบางมาก ขณะที่ปัจจัยกดดันจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ เกิดขึ้นภายหลังจาก Easing cycle ได้เริ่มขึ้นแล้ว

    Easing cycle ในรอบนี้ จึงเป็นการทยอยผ่อนคลายภาวะการเงินให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจไทย ซึ่งเผชิญความเปราะบางจากภายใน และปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันทางการค้า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงอาจไม่ลงไปอยู่ในระดับต่ำมากเหมือนช่วง COVID-19 ที่เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรง

    นนท์ พฤกษ์ศิริ  
    การเน้นย้ำเรื่องนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด อาจเป็นการส่งสัญญาณว่า กนง. ได้ใช้เครื่องมือดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ในระดับหนึ่งแล้ว การลดดอกเบี้ยต่อเนื่องอีกอาจไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยได้มากนัก และอาจกระทบต่อประสิทธิผลในการส่งผ่านนโยบายการเงินได้ โดย ธปท. เริ่มดำเนินนโยบายรอบด้านประสานกับรัฐบาลมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย ผ่านมาตรการทางการเงินที่เน้นช่วยเหลือกลุ่มครัวเรือน และ SMEs 
     
    สำหรับมุมมองนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า SCB EIC ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1.00% ไปอีกระยะหนึ่ง โดยอาจลดลงเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำผ่านการลดต้นทุนทางการเงิน บรรเทาภาระหนี้สิน และเพื่อเพิ่มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายให้สูงขึ้น ขณะที่จะเน้นมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดในภาคส่วนที่มีความเปราะบาง ซึ่งได้แก่ ครัวเรือน และ SMEs ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

    “ธนเดช รังษีธนานนท์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์ บล.พาย เปิดเผยกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า การปรับลดดอกเบี้ยเพื่อกดดันให้ธนาคารส่งผ่านนโยบายการเงินผ่อนคลายไปสู่ผู้กู้ (ผู้ประกอบการ และรายย่อย) ดังนั้น เชื่อว่าธนาคารจะปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝากตามมาอย่างแน่นอน 

    เพียงแต่เป็นการปรับลดที่อาจจะเร็วกว่าที่คาดไว้ โดยคาดดอกเบี้ยจะปรับลด 1 ครั้ง ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เนื่องจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว และแรงกดดันจากเงินเฟ้อต่ำ 

    ทั้งนี้ มองว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะทำให้ลูกหนี้ลดภาระลงได้ และมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น

    ในมุมมองของ บล.พาย ระยะสั้นลบกับธนาคารพาณิชย์ แต่เชื่อว่า Downside ไม่ลึก เพราะมีปัจจัยหนุนเรื่องเงินปันผล และไม่มีผลต่อคาดการณ์กำไรของธนาคารพาณิชย์ในปี 2569

    ธนเดช รังษีธนานนท์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/738571&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NH47IXa4X1YFTrY-uYMAU

  • รมช. มหาดไทย “ศศิธร” ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ติดตามการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน ณ ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย – ศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน นาเฮาข้าวนกกระเรียน บ้านสวายสอ

    รมช. มหาดไทย “ศศิธร” ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ติดตามการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน ณ ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย – ศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน นาเฮาข้าวนกกระเรียน บ้านสวายสอ

    รมช. มหาดไทย “ศศิธร” ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ติดตามการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน ณ ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย – ศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน นาเฮาข้าวนกกระเรียน บ้านสวายสอ


    26/02/2569 | 27 | |

    รมช. มหาดไทย “ศศิธร” ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ติดตามการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน ณ ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย – ศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน นาเฮาข้าวนกกระเรียน บ้านสวายสอ

    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากชุมชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมี นายภัทริส ณ นคร หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสมบูรณ์ สุธีระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ตรวจราชการกรม พัฒนาการจังหวัดบุรีรัมย์ เจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน และกลุ่มองค์กรเครือข่าย ร่วมลงพื้นที่และสนับสนุนข้อมูลการติดตามในครั้งนี้ด้วย

    มท.4 และคณะได้ลงพื้นที่ติดตามและรับฟังผลการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน ณ ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทยอำเภอเมืองบุรีรัมย์ เป็นส่วนหนึ่งของบริเวณที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการดำรงชีวิตแนวใหม่ ตามแนวทางการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Model) สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เศรษฐกิจสีเขียว โดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ กิจกรรมชมนกศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยศูนย์ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับนกกระเรียนพันธุ์ไทย และการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ รวมทั้งส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับทรัพยากรธรรมชาติ เป็นความสำเร็จของการดำเนินงานตามโครงการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่มีความสำคัญระดับโลกในพื้นที่ภาคการผลิต อีกทั้ง มีการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ผลิตข้าวอินทรีย์บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทย เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนข้าวหอมนกกระเรียน ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ถิ่นภูเขาไฟบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของชุมชน นำไปสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รักษาสมดุลย์ของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้เกิดความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหาร ตามคำที่ว่า “ กระเรียยเคียงฟ้า นาอินทรีย์เคียงดิน มีกินยั่งยืน”

    จากนั้น ได้ลงพื้นที่ ณ ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา” (นางปรารถนา อุ่นจิตต์) ตั้งอยู่บ้านสวายสอ หมู่ที่ 7 ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ เป็นศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการพื้นที่การทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะการทำนาอินทรีย์ อันเป็นต้นกำเนิดของ “ ข้าวนกกระเรียน” บ้านสวายสอ โดยภายในศูนย์เรียนรู้ประกอบด้วยแปลงสาธิตนาอินทรีย์ และหน่วยเรียนรู้ต่าง ๆ ทั้งเรื่องนกกระเรียนพันธุ์ไทย ข้าวอินทรีย์ และการทำอาหารจากวัตถุดิบอินทรีย์ รวมถึงการจัดแสดงสินค้าพื้นบ้านจากฝีมือสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสวายสอ และใช้เป็นศูนย์อบรมให้ความรู้แก่เยาวชนและประชาชน รวมถึงนักท่องเที่ยวทั่วไป เป็นการสร้างความเข้าใจและตระหนักรู้ในการอยู่ร่วมกันระหว่างคนและนกกระเรียน อีกทั้งยังช่วยขยายพื้นที่นาอินทรีย์อันเป็นแหล่งอาศัยนกกระเรียนพันธุ์ไทย ในจังหวัดบุรีรัมย์อีกด้วย

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นการติดตามรับฟังผลการดำเนินงานพัฒนาชุมชน เน้นย้ำการพัฒนา และขยายผลพื้นที่ การต่อยอด สร้างผลิตภัณฑ์ การเชื่อมโยงเครือข่าย และการตลาดเพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน พร้อมการเตรียมความพร้อมการดำเนินโครงการ “กินข้าวแล้วหรือยัง (Have You Eaten?)“ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงมหาดไทยและกรมการพัฒนาชุมชน ในการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก พัฒนาศักยภาพชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/329435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fDC1Rgmkci7CKFhcoJZmF

  • วิจัยกรุงศรี ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 2% ต่ำกว่า 3% 8 ปีติด รั้งท้ายอาเซียน

    วิจัยกรุงศรี ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 2% ต่ำกว่า 3% 8 ปีติด รั้งท้ายอาเซียน

    วิจัยกรุงศรี ประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทยในปี 2569 กำลังเข้าสู่ยุคที่เผชิญกับวิกฤตหลายด้านและมีความท้าทายสูง 

    ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงใหม่ 

    “พิมพ์นารา หิรัญกสิ” หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะเติบโตประมาณ 3.3% ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 โดยเกือบทุกประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลง ยกเว้นสหรัฐอเมริกาที่ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ โลกยังก้าวเข้าสู่ “ระเบียบโลกใหม่” ที่มีความเสี่ยงด้านภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) ข่าวปลอม (Fake News) และความขัดแย้งระหว่างประเทศในระยะสั้น ส่วนระยะยาว 10 ปีข้างหน้า ความเสี่ยงหลักจะมาจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม

    มหาอำนาจเศรษฐกิจ สหรัฐฯ รุ่ง จีน-ญี่ปุ่น-ยุโรป เสี่ยง

    • สหรัฐอเมริกา คาดว่าจะเติบโตเร่งขึ้นเป็น 2.4% จาก 2.1% ในปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากการลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยี AI ซึ่งช่วยเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังเป็นผู้สร้างความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะนโยบายภาษีนำเข้า ซึ่งอาจมีการนำกฎหมายเก่าเกือบ 100 ปี มาใช้เพื่อเก็บภาษีสูงถึง 50%
    • จีน เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงเหลือ 4.5% ในปีนี้ จากความอ่อนแอในภาคการผลิต บริการ และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการเผชิญกับมาตรการกีดกันทางการค้าจากหลายประเทศ
    • ญี่ปุ่น ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวโดดเด่นจนสามารถรับนักท่องเที่ยวได้มากกว่าไทย แต่มีความเสี่ยงจากข้อพิพาทกับจีนเรื่อง “แร่หายาก” (Rare Earth) ซึ่งญี่ปุ่นต้องพึ่งพาจากจีนถึง 70% ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าไฮเทค
    • ยุโรป การฟื้นตัวยังเปราะบาง คาดว่าจะเติบโตชะลอลงเล็กน้อยจาก 1.5% ในปีก่อน โดยมีความเสี่ยงหลักจากความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพและรั้งท้ายอาเซียน 

    วิจัยกรุงศรี ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 2% จากเดิม 1.8% แต่ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อน ซึ่งโตต่ำกว่าศักยภาพ ถือเป็นการเติบโตต่ำกว่า 3% ติดต่อกันเป็นปีที่ 8 และโตต่ำกว่าประเทศอื่นในอาเซียน โดยมีปัจจัย ดังนี้

    ปัจจัยหนุน 

    การท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นพระเอกหลัก คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35.5 ล้านคน สร้างรายได้ 1.67 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มกลับมาเป็นอันดับ 1 อีกครั้งในเดือน ม.ค.2569 

    นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.87 ล้านล้านบาท ในปี 2568 ประกอบกับการผลักดันผ่านกลไก Thailand FastPass ของ BOI คาดว่าจะช่วยเร่งให้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมฯ เดินหน้าลงทุนได้เร็วขึ้น

    ขณะเดียวกัน กระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากโครงสร้างพื้นฐานและซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง

    ปัจจัยเสี่ยง

    ไทยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีจากสหรัฐฯ ความผันผวนของตลาดการเงิน การไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทย สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่มีโอกาสล่าช้า และที่สำคัญคือปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมๆ เช่น หนี้ครัวเรือนสูง ประชากรสูงวัย และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของบางอุตสาหกรรม 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/738574&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ba4ZQlS35m-Osu0nOraPa

  • เชียงใหม่เดินหน้าโปรเจกต์ “เชียงใหม่มหานคร” ปลดล็อกเศรษฐกิจกว่าแสนล้าน

    เชียงใหม่เดินหน้าโปรเจกต์ “เชียงใหม่มหานคร” ปลดล็อกเศรษฐกิจกว่าแสนล้าน

    จังหวัดเชียงใหม่จัดสัมมนาผลักดันแนวคิด “เชียงใหม่มหานคร” หวังแก้ปัญหาบริหารซ้ำซ้อน เพิ่มอำนาจท้องถิ่น และปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจท่องเที่ยวกว่า 1 แสนล้านบาท ยกระดับสู่มหานครแห่งใหม่ของภาคเหนือ

    วันที่ 26 ก.พ.69 เวลา 15.30 น. ที่ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายอภินันท์ เผือกผ่อง รองประธานคณะกรรมาธิการและประธานคณะอนุกรรมาธิการ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้ง “เชียงใหม่มหานคร” ร่วมกับคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นวุฒิสภา โดยมี นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนพรรคการเมือง พร้อมด้วยหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เข้าร่วมประชุม

    ที่ประชุมมีการนำเสนอแนวคิด “เชียงใหม่มหานคร” พร้อมทั้งร่วมกันหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้ง ซึ่งการก่อตั้ง “เชียงใหม่มหานคร” จะเป็นการแก้ไขความซ้ำซ้อนและล่าช้า โดยปัจจุบันหน่วยงานหลายระดับทำงานทับซ้อน ทําให้ขาดเอกภาพและดำเนินการตัดสินใจในพื้นที่ไม่ชัดเจน พร้อมทั้งเป็นการปลดล็อคศักยภาพเศรษฐกิจกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูง แต่รายได้ส่วนใหญ่ต้องนำส่งส่วนกลาง และมีส่วนน้อยที่จะถูกส่งกลับมาพัฒนาพื้นที่ อีกทั้งเป็นการตอบโจทย์บริบทพิเศษของล้านนา ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนรรรม ประวัติศาสตร์ และความหลากหลายของชาติพันธ์ จำเป็นต้องการการบริการที่เข้าใจพื้นที่โดยเฉพาะ ถือเป็นการผลักดันจังหวัดเชียงใหม่สู่มหานครแห่งใหม่ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/131675&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CQ4HXKfb47cXApoAS2ZHo