Category: เศรษฐกิจ

  • ธปท.ยืนยัน แทรกแซงเงินบาทเพื่อลดความผันผวนเท่านั้น

    ธปท.ยืนยัน แทรกแซงเงินบาทเพื่อลดความผันผวนเท่านั้น

    ธปท.ยืนยัน แทรกแซงเงินบาทเพื่อลดความผันผวนเท่านั้น

    27 กุมภาพันธ์ 2569, 17:03น.

              นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจและการเงินเดือนมกราคม 2569 ยืนยันว่า การดูแลค่าเงินบาท มีเป้าหมายเพื่อลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจแทรกแซงเพื่อให้ไทยได้เปรียบทางการค้า และขณะนี้ยังไม่เข้าข่ายเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน (Currency manipulation) ตามเกณฑ์ของกระทรวงการคลังสหรัฐ ตามที่มีหลายฝ่ายกังวล

               สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คาดว่าจะชะลอลงเล็กน้อย หลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ เช่น โครงการคนละครึ่ง พลัส และมาตรการ EV 3.0 สิ้นสุดลง รวมถึงแรงส่งจากงบประมาณภาครัฐที่เริ่มลดลง แต่คาดว่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนจากการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นในเดือนมกราคม ซึ่งจะต่อยอดไปสู่การผลิตเพื่อส่งออกในระยะต่อไป อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเดือนกุมภาพันธ์ปรับดีขึ้น โดยเฉพาะในภาคการผลิต

              อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังเผชิญความท้าทาย ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูง การปรับราคาสินค้าได้ยาก และการแข่งขันในประเทศที่รุนแรง ดังนั้น ธปท. มองว่า รัฐบาลควรปรับเงื่อนไขส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) มากขึ้น เพื่อให้ผู้ผลิตไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตมากขึ้น หลังพบว่าปีที่ผ่านมา การส่งออกขยายตัว 12.7% แต่การผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยไม่เติบโต สะท้อนว่าผลประโยชน์จากการส่งออกยังไม่กระจายสู่ผู้ผลิตในประเทศอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ เศรษฐกิจยังมีแรงสนับสนุนจากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน

              ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ยังคงเป็น ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐ แม้ในเบื้องต้นประเทศไทยอาจจะได้รับประโยชน์จากการที่ภาษีถูกปรับลดลงมาอยู่ในอัตรา 15% จากเดิมที่ 19% ซึ่งอาจทำให้มีการเร่งส่งออกมากขึ้นในระยะแรก แต่จะทำให้สถานการณ์มีความไม่แน่นอนมากขึ้นในระยะต่อไปเนื่องจากยังไม่ชัดเจน ว่าประธานาธิบดีสหรัฐ จะใช้มาตรการทางภาษีอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ เช่น มาตรา 301 และมาตรา 232 เป็นต้น

              รวมถึงปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ และความต่อเนื่องของการฟื้นตัวในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งต้องติดตามดูว่านักท่องเที่ยวจีนจะยังเข้ามาเพิ่มขึ้นหรือไม่หลังจากหมดเทศกาลตรุษจีน และยังต้องติดตามกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 ว่าจะล่าช้าเพียงใดรวมถึงมาตรการภาครัฐที่จะออกมาหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

    #เงินบาท

    #เศรษฐกิจผันผวน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159601&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hPacqa_HjkTzGWmtW7T3_

  • เศรษฐกิจไทย ม.ค. 69 ขยายตัว จากส่งออก-ท่องเที่ยว ลุ้น ก.พ. โตได้ต่อ

    เศรษฐกิจไทย ม.ค. 69 ขยายตัว จากส่งออก-ท่องเที่ยว ลุ้น ก.พ. โตได้ต่อ

    นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจและการเงิน เดือนมกราคม 2569 ว่า ขยายตัวจากเดือนก่อน จากแรงหนุนการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น 23.6% โดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง รวมไปถึงการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับและ การส่งออกหมวดปิโตรเลียม 

    นอกจากนี้ ยังได้แรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่ปรับดีขึ้นทั้งจำนวนและรายรับของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะใกล้ อย่าง นักท่องเที่ยวจีน ที่เริ่มกลับเข้ามา

    ที่มา : ธปท.
    นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.

    รวมถึงนักท่องเที่ยวในระยะไกล โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากสหรัฐและอังกฤษ ส่งผลให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 3.3 ล้านคน และมีรายได้ในรูปเงินบาทเพิ่มขึ้น 9.0% จาก -2.2% ในเดือนธันวาคม 2568 

    อีกทั้งแรงหนุน จากการลงทุนภาคเอกชน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนให้เศรษฐกิจในเดือนมกราคมขยายตัว โดยเฉพาะการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 ในสิ้นเดือนมกราคม ทำให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 8.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

    ส่วนของการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะรายจ่ายประจำที่ขยายตัวต่อเนื่องจากการเบิกจ่าย ค่าใช้จ่ายในการจัดเลือกตั้งและลงประชามติ แต่การใช้จ่ายลงทุนของรัฐบาลเริ่มชะลอลงหลังจากเร่งเบิกจ่ายไปในเดือนก่อนหน้า 

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ระบุว่า ติดลบมากขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า จาก -0.28% มาอยู่ที่ -0.66%  จากการลดลงของหมวดอาหารสดและพลังงานโดยเฉพาะโดยเฉพาะราคาน้ำมัน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัวจากเดือนก่อน จาก 0.59% อยู่ที่ 0.60% 

    สำหรับสถานการณ์ค่าเงิน ระบุว่า โดยเฉลี่ยในเดือนมกราคมเฉลี่ยปรับแข็งค่าขึ้น จากปัจจัยภายนอกประเทศ ทั้ง การอ่อนค่าของเงินดอลล่าร์สหรัฐ ที่เป็นปัจจัยหลักและความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐ รวมถึงความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ ราคาทองคำที่เพิ่มสูงขึ้น และการเมืองภายในประเทศที่อยู่ในช่วงของการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าและทรงตัวในเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าอื่นๆ

    โดย ธปท. ยืนยันว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการเข้าไปแทรกแซงดูแลเรื่องค่าเงินบาทเพื่อลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้น ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อที่จะให้ประเทศไทยได้เปรียบทางการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งแต่อย่างใด ดังนั้น การดำเนินงานของ ธปท. ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่น่าจะเข้าข่ายเป็นประเทศที่แทรกแซงค่าเงิน หรือ Currency manipulation ตามเกณฑ์กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ตามที่หลายฝ่ายเกิดความกังวล 

    สำหรับแนวโน้ม ของเศรษฐกิจระยะต่อไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นางปราณี กล่าวว่า มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง หลังจากแรงส่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐสิ้นสุด เช่น โครงการคนละครึ่ง พลัส และ มาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV 3.0 รวมถึงแรงส่งของการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐที่เริ่มจะชะลอลงเช่นเดียวกัน

    อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยเดือนกุมภาพันธ์ยังได้แรงส่งจากการส่งออกสินค้า ที่คาดว่า ยังขยายตัวได้ดีโดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ จากการนำเข้าที่สูงในเดือนมกราคม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ ที่จะนำไปสู่การผลิตเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้น รวมถึงเห็นได้จากความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจในเดือนกุมภาพันธ์ที่เพิ่มขึ้น ตามความเชื่อมั่นธุรกิจในภาคการผลิต

    อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจจะยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน เช่น ต้นทุนการผลิตสูง การปรับราคาสินค้าได้ยาก และการแข่งขันในประเทศรุนแรง เป็นต้น 

    จากความท้าทายเหล่านี้ ธปท. จึงเสนอว่าควรมีการปรับเงื่อนไขเพื่อให้ผู้ผลิตไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตมากขึ้น หลังจากที่พบว่าการส่งออกในปีที่ผ่านมาขยายตัวถึง 12.7%  แต่การผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยในปีที่ผ่านมากลับไม่ขยายตัวเลย แสดงให้เห็นว่า การผลิตของไทยยังไม่ได้รับผลประโยชน์มากนักจากการส่งออกที่ขยายตัว ดังนั้น รัฐบาล ควรมีการกำหนดเงื่อนไขที่ให้มีการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ หรือ Local Content มากขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตหรือซัพพลายเชนเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้เศรษฐกิจในเดือนกุมภาพันธ์คาดว่าจะได้รับแรงส่ง จากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ในกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะใกล้ เช่น นักเที่ยวจีน ที่เดินทางเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้นช่วงเทศกาลตรุษจีน 

    ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ยังคงเป็นความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐ แม้ในเบื้องต้นประเทศไทยอาจจะได้รับประโยชน์จากการที่ภาษีถูกปรับลดลงมาอยู่ในอัตรา 15% จากเดิมที่ 19% ซึ่งอาจทำให้มีการเร่งส่งออกมากขึ้นในระยะแรก แต่จะทำให้สถานการณ์มีความไม่แน่นอนมากขึ้นในระยะต่อไปเนื่องจากยังไม่ชัดเจน ว่าประธานาธิบดีสหรัฐ จะใช้มาตรการทางภาษีอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ เช่น มาตรา 301 และมาตรา 232 เป็นต้น 

    อีกทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ และความต่อเนื่องของการฟื้นตัวในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งต้องติดตามดูว่านักท่องเที่ยวจีนจะยังเข้ามาเพิ่มขึ้นหรือไม่หลังจากหมดเทศกาลตรุษจีน และยังต้องติดตามเรื่องของกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 ว่าจะล่าช้าเพียงใดรวมถึงมาตรการภาครัฐที่จะออกมาหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/269669&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0APtafRvEQtuATbKvLM0K7

  • ‘แบงก์ชาติ’ เผยเศรษฐกิจม.ค.ยังฉลุย ห่วงQ1/69แผ่วหลังสิ้นสุดมาตรการ

    ‘แบงก์ชาติ’ เผยเศรษฐกิจม.ค.ยังฉลุย ห่วงQ1/69แผ่วหลังสิ้นสุดมาตรการ

    ‘แบงก์ชาติ’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ม.ค. 2569 ยังขยายตัว รับอานิสงส์ส่งออก-ท่องเที่ยว-บริโภค-ลงทุนเอกชนฟื้น สวนทางแนวโน้มไตรมาส 1/2569 หลังปัจจัยชั่วคราวจากมาตรการรัฐ ‘โครงการ EV3.0-คนละครึ่ง พลัส’ สิ้นสุดลง

    27 ก.พ. 2569 – นางสาวปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ม.ค. 2569 ขยายตัวจากเดือนก่อน ตามการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับหมวดอัญมณีและเครื่องประดับ รวมทั้งหมวดปิโตรเลียมปรับเพิ่มขึ้น จากปัจจัยเฉพาะของบางบริษัทที่คาดว่าเร่งขึ้นชั่วคราว ภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้นจากทั้งจำนวน และรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ด้านอุปสงค์ในประเทศเพิ่มขึ้น จากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะในหมวดยานพาหนะจากการเร่งซื้อรถยนต์ก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 โดยบางส่วนมีการทยอยส่งมอบ และมีการขยายระยะเวลาจดทะเบียนไปจนถึงสิ้นเดือนมกราคมนี้ อุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมในภาคท่องเที่ยวและการค้าที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวชะลอลงตามรายจ่ายลงทุนที่เร่งเบิกจ่ายไปในเดือนก่อน ส่งผลให้ภาคบริการโดยรวมปรับลดลงตามกิจกรรมในสาขาก่อสร้างที่หดตัว ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัวจากเดือนก่อน

    ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน จากหมวดอาหารสด และหมวดพลังงาน อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคารถยนต์ปรับเพิ่มขึ้น ตามการขึ้นภาษีสรรพสามิต ขณะที่ราคาของใช้ส่วนตัว ปรับลดลงตามการส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล จากดุลบริการ รายได้ และเงินโอน ขณะที่ดุลการค้า ขาดดุลจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม 1. นโยบายการค้าของสหรัฐฯ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ 2. ความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว 3. สภาพคล่องและความสามารถในการปรับตัวของภาคการผลิต และ 4. กระบวนการงบประมาณปี 70 และมาตรการภาครัฐ

    นางสาวปราณี กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ตามแรงส่งอุปสงค์ในประเทศ หลังเร่งขึ้นชั่วคราวจากผลของมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะ โครงการ EV 3.0 และโครงการคนละครึ่งพลัสที่สิ้นสุดไปในไตรมาส 4/2568 ขณะที่แรงส่งจากอุปสงค์ต่างประเทศ มีแนวโน้มขยายตัว จากทั้งการส่งออกสินค้าที่อุปสงค์สินค้าเทคโนโลยีเติบโตต่อเนื่อง และภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวในกลุ่มตลาดระยะใกล้ สำหรับด้านอุปทานยังฟื้นตัวช้า จากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะจากด้านการแข่งขัน

    “คาดว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 จะชะลอตัวลงจากไตรมาส 4/2568 แต่ก็ยังมีปัจจัยบางตัวดีกว่าที่ประเมินไว้ เช่น การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคภาคเอกชน ขณะที่การส่งออก และการท่องเที่ยว ยังไปได้ดี แม้จะชะลอลงบ้าง” นางสาวปราณี ระบุ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/954769/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w7FYiJZUY7HMtsUKWb_no

  • “มะพร้าวน้ำหอม” สะเทือน “ทุนเทารุกคืบ-ราคาดิ่ง” กระทบเศรษฐกิจฐานราก

    “มะพร้าวน้ำหอม” สะเทือน “ทุนเทารุกคืบ-ราคาดิ่ง” กระทบเศรษฐกิจฐานราก

    305,499 ไร่  เป็นพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอม และเกษตรกรกว่า 56,541 ครัวเรือนปลูกมะพร้าวนำหอมใน 4  จังหวัดสำคัญ คือ จ.ราชบุรี, จ.สมุทรสาคร, จ.นครปฐม และ จ.สมุทรสงคราม  โดย จ.ราชบุรี ให้ผลผลิตมากที่สุด กว่า 80,000 ไร่ รองลงมาได้แก่ จ.สมุทรสาคร กว่า 30,000 ไร่ จ.นครปฐม กว่า 14,000 ไร่  และจ. สมุทรสงคราม 11,073 ไร่ สำหรับปริมาณผลผลิตในพื้นที่ 4 จังหวัดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามปริมาณพื้นที่ที่ให้ผลผลิต โดยในปี 2566 มีผลผลิตรวม 507,099 ตัน /ปี2567 471,698 ตัน /ปี 2568 อยู่ที่ 731,094 ตัน

    ภาพประกอบข่าว

    ด้วยปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมากจนเกิดภาวะล้นตลาด จนฉุดราคามะพร้าวที่ตกต่ำเหลือเพียงลูกละ 2 – 3 บาท  โดยเฉพาะสถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ที่ทรุดตัวต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพ.ค. 2568 จนถึงก.พ. 2569 ที่บางช่วงราคาหน้าสวนลดต่ำสุดเหลือลูกละเพียง 2 บาท ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรรายย่อยจำนวนมาก

    ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร วิเคราะห์ว่า ปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ มาจากพื้นที่ปลูกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สวนทางกับมูลค่าการส่งออกมะพร้าวผลสดที่ลดลงทุกปี จากพฤติกรรมการบริโภคตลาดจีนที่นิยมลดลงและหันไปนำเข้าจากเวียดนามเพิ่มขึ้นเพราะต้นทุนถูกกว่า

    ดังนั้น วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมที่ยืดเยื้อมากว่าเกือบปี กลายเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งหามาตรการรองรับเร่งด่วนมากกว่า มาตรการระยะสั้นก่อนจะกลายเป็นวงจรซ้ำซากที่ชาวสวนต้องเผชิญทุกปี

    ภาพประกอบข่าว

     เผือกร้อน “ศุภจี” สั่งพยุงราคามะพร้าวน้ำหอม

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมตกต่ำอย่างใกล้ชิด และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการช่วยเหลือที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ เพื่อพยุงราคามะพร้าวน้ำหอมให้ดีขึ้น ตั้งแต่ช่วงกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาแล้ว

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้มะพร้าวน้ำหอมของไทยราคาดิ่งเหว  ปัจจัยหลักๆมาจาก ด้านตลาดจีน ซึ่งเป็น ตลาดส่งออกหลัก  ถึง 81%  ของมูลค่าการส่งออก เนื่องจากคนจีนหันไปนิยมดื่มน้ำมะพร้าวบรรจุขวดมากขึ้น เพราะสะดวกกว่าและคุมคุณภาพรสชาติ และปริมาณน้ำได้สม่ำเสมอ ในขณะที่ มะพร้าวสดแบบลูก ควบคุมมาตรฐานได้ยาก และต้องแซ่เย็นตลอดห่วงโซ่ขนส่ง

    สอดคล้องกับเศรษฐกิจของจีนแม้จะเริ่มกลับมาขยายตัว แต่อัตราการเติบโตชะลอลงเมื่อเทียบกับอดีต ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกของผู้บริโภค โดยผู้บริโภครู้สึกว่า “เศรษฐกิจไม่ค่อยดี” ส่งผลให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีทางเลือกหลากหลาย

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    ในขณะที่ สินค้าเกษตรไทยมีต้นทุนสูงกว่าคู่แข่ง ผู้บริโภคจีนค่อนข้างอ่อนไหวด้านราคา รวมถึงการแข่งขันของโรงงานผลิตน้ำมะพร้าวที่มีการแข่งขันสูง กำไรต่ำ ทำให้กดราคารับซื้อมะพร้าวสด ในขณะที่ล้งจีนมีการส่งออกน้ำมะพร้าวที่มีส่วนผสมอื่น ๆ (ไม่ใช่มะพร้าวน้ำหอม 100%) แต่สำแดงเป็นน้ำมะพร้าวน้ำหอม 100% จากไทย ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่ามาก เป็นการทำลายตลาดน้ำมะพร้าวน้ำหอมปกติของไทย กระทบต่อเนื่องมาที่ราคาที่ผู้ประกอบการรวบรวม/ส่งออก รับชื้อจากเกษตรกรลดลง

    เปิดจุดรับซื้อ ชงปั้มน้ำมันแจก “มะพร้าว” แทนน้ำดื่ม

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า  หน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการร่วมกันและร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็น การเปิดจุดรับซื้อราคานำตลาด ทำกิจกรรม Pre-Order และกิจกรรม CSR ร่วมกับภาคเอกชนรายใหญ่และหน่วยงานราชการ เชื่อมโยงมะพร้าวจากเกษตรกรเข้าปั้มน้ำมัน (PT Susco PTT บางจาก) ในเขต กทม. และปริมณฑล เพื่อแจกมะพร้าวแทนน้ำดื่ม รวมถึงเร่งนำผู้ประกอบการห้าง Modern Trade ตลาดกลางและตลาดสด เข้ารับซื้อมะพร้าวเพื่อนำไปจำหน่ายผ่านห้างและตลาดทั่วประเทศ ประสานกับบริษัทเอกชนเข้ามารับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกรผ่านกิจกรรม CSR

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์

    ส่วนตลาดส่งออก จะผลักดันการส่งออกสินค้ามะพร้าวน้ำหอมไทยไปยังตลาดอื่น ๆ นอกเหนือจากจีน เช่น ตลาด ตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐฯ   ในขณะที่การนำเข้าจะมีการกำกับดูแลควบคุมการนำเข้ามะพร้าว (ทั้งมะพร้าวผลแก่และมะพร้าวอ่อน) เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศ โดยกำหนดมาตรการบริหารการนำเข้าตามมติคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ได้แก่ มาตรการนำเข้าตามความตกลงภายใต้ WTO และมาตรการนำเข้าตามความตกลง AFTA และยังมีมาตรการกำหนดด่านนำเข้า

    ภาพประกอบข่าว

    โดยการนำเข้ามะพร้าวทุกกรอบความตกลง สามารถนำเข้าได้เพียง 2 ด่าน คือ ด่านสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ และด่านสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้ามะพร้าวผิดกฎหมาย เนื่องจากการนำเข้ามะพร้าวส่วนใหญ่เป็นการนำเข้านอกโควตา WTO ที่ไม่จำกัดปริมาณ และช่วงเวลานำเข้า กรมการค้าต่างประเทศ จึงมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อควบคุมการนำเข้ามะพร้าวในช่วงผลผลิตในประเทศออกสู่ตลาดมาก  ซึ่งผู้ประกอบการทำหนังสือชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการนำเข้า และต้องรับซื้อผลผลิตมะพร้าวจากเกษตรกรในราคาที่เหมาะสม ก่อนการอนุญาตนำเข้ามะพร้าวในกรอบ WTO นอกโควตา

    ภาพประกอบข่าว

    เล็งลุยตรวจล้งมะพร้าวต่างด้าว อาจเข้าข่ายนอมอนี

    สำหรับประเด็นการตรวจสอบกิจการล้งมะพร้าวที่อาจเข้าข่ายนอมินีและฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ จ.ราชบุรี 2 ครั้ง ได้ตรวจสอบล้งมะพร้าว 3 แห่ง และบริษัทที่อาจมีลักษณะเข้าข่ายนอมินี 4 แห่ง รวมทั้งตรวจสอบบริษัทกลุ่มเสี่ยงที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น ไม่ถึง 50%  (ยังคงมีสถานะเป็นไทย) 217 บริษัท ของ จ.ราชบุรี และตรวจสอบการถือครองที่ดิน ตั้งแต่ 5 ไร่ขึ้นไปใน จ. ราชบุรีและสมุทรสาคร

     ทั้งนี้ พบว่ามีบริษัทที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้น 3 ราย ถือครองที่ดินจำนวน 3 แปลง ขณะนี้ อยู่ระหว่างตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อไป และมีกำหนดลงพื้น จ.ราชบุรี เพื่อตรวจสอบกลุ่มทุนต่างชาติที่ทำการเกษตรผลิตมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ โดยจะดำเนินการอย่างเข้มข้นและเด็ดขาด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร และคุ้มครองระบบเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    ภาพประกอบข่าว

    โฆษกกระทรวงพาณิชย์  กล่าวอีกว่า กระทรวงฯได้เตรียมมาตรการดูแลสินค้ามะพร้าวน้ำหอมอีกหลายมาตรการ โดยมีแผนงานส่งเสริมสินค้ามะพร้าวน้ำหอมในกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดปี เพื่อให้ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมส่วนเกินมีตลาดรองรับอย่างชัดเจน ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังด้านราคาของมะพร้าวน้ำหอม รวมถึงสินค้าเกษตรอื่น ๆ อย่างใกล้ชิดต่อไป

    GI ทางออก “เพิ่มมูลค่า” มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า  มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในสหภาพยุโรปแล้ว นับเป็นอีกก้าวสำคัญของสินค้าเกษตรไทยในเวทีสากล ช่วยสร้างชื่อเสียงและยกระดับมาตรฐานคุณภาพผลไม้ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ พร้อมเปิดประตูสู่โอกาสทางการค้าใน 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดพรีเมียมอย่างเป็นรูปธรรม

    ภาพประกอบข่าว

    ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้เผยแพร่ประกาศขึ้นทะเบียน มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี เป็น GI ในสหภาพยุโรป หลังไทยยื่นคำขอไว้เมื่อปี 2566  เนื่องจากมองว่าสหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอมที่สำคัญของของไทย มีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยกว่า 300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งการได้รับความคุ้มครอง GI จะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกไทย ทั้งในด้านการป้องกันการแอบอ้างชื่อสินค้า การยกระดับความเชื่อมั่นของผู้นำเข้าสินค้า และการขยายโอกาสทางการค้าไปยังประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศ อาทิ เนเธอร์แลนด์ สเปน เยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส ฮังการี สาธารณรัฐเช็ก ไอร์แลนด์ เดนมาร์ก เป็นต้น อีกทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมภาพลักษณ์สินค้าเกษตรคุณภาพสูงของไทย    

    ปัจจุบันมีมะพร้าวน้ำหอมขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI แล้ว รวม 4 สินค้า ได้แก่  มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี  มะพร้าวน้ำหอมบ้าวแพ้ว มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า และ  มะพร้าวน้ำหอมสามพราน

    อ่านข่าว:

    เจาะตลาดญี่ปุ่น หุ้นส่วน “ยุทธศาสตร์” ไทย สู้สงครามการค้ารอบใหม่

    “บาทแข็ง” ดันข้าวไทยแพงสุดในโลก ผู้ส่งออก ชี้ปีนี้เหลือ 7 ล้านตัน ต่ำสุดรอบ 5 ปี

    “ภาษีทรัมป์” ดันนำเข้ากลุ่มอาหารเพิ่ม พาณิชย์ย้ำ เจรจาการค้าต้องเดินต่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/502706&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MoHfaB3Qo_FKjJ4TeRj3A

  • ปราจีนบุรีเปิดเกมรุก “เศรษฐกิจสุขภาพ” ปั้นเมืองสมุนไพรสู่สากล

    ปราจีนบุรีเปิดเกมรุก “เศรษฐกิจสุขภาพ” ปั้นเมืองสมุนไพรสู่สากล


    ปราจีนบุรีเปิดเกมรุก “เศรษฐกิจสุขภาพ” ปั้นเมืองสมุนไพรสู่สากล ผนึกทุกภาคส่วนจัด “Prachinburi Wellness Fest 2026” เชื่อม Health & Wellness Economy ของประเทศ

    นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผยว่า “จังหวัดปราจีนบุรี เป็น 1 ใน 4 เมืองสมุนไพรต้นแบบของประเทศ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนทิศทางเชิงนโยบายของจังหวัด ที่มุ่งพัฒนาเมืองสมุนไพรให้เป็นกลไกเศรษฐกิจใหม่ของพื้นที่ สอดรับกับการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพของประเทศ และอุตสาหกรรมสมุนไพรที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอุตสาหกรรมด้านเวลเนส ของไทยมีมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 8% ของ GDP ของประเทศ และติดอันดับต้นๆ ของโลก สำหรับ ปราจีนบุรี ในฐานะจังหวัดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับแนวระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก จึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมสุขภาพ โดยเฉพาะด้านสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการท่องเที่ยวเชิงเวลเนส ที่เป็นจุดแข็งของเรา ทำให้เกิดงานครั้งนี้ขึ้น และงานครั้งนี้ยังเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลและมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี การท่องเที่ยวและกีฬา ททท.นครนายก ตลอดจนภาคเอกชนที่ร่วมจัดแสดงสินค้าและนิทรรศการ ซึ่งทำให้ภาพของเมืองสมุนไพรปราจีนบุรีชัดเจนยิ่งขึ้น”

    ด้าน พญ.อรรัตน์ จันทร์เพ็ญ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า “Prachinburi Wellness Fest 2026 หรือ มหกรรมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทย ปราจีนบุรี ครั้งที่ 2 เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของการจัดงานในปีที่ผ่านมา โดยขยายมิติทั้งด้านวิชาการ ด้านบริการสุขภาพด้วยศาสตร์แผนไทย และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุนต่อบทบาทของจังหวัดในฐานะผู้นำเมืองสมุนไพร เรามุ่งเน้นให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพได้จริง ส่งเสริมการดูแลและป้องกันก่อนป่วยด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยและสมุนไพรที่เข้าถึงง่าย ภายในงานจึงมีทั้งเวทีวิชาการ บริการตรวจรักษา นวดไทยฟรี นิทรรศการความรู้ ลานอาหารพื้นถิ่น สินค้าเพื่อสุขภาพ และกิจกรรมเวิร์กช็อปสมุนไพรตลอดทั้งวัน สำหรับในงานนี้ ผู้ที่ลงทะเบียนร่วมกิจกรรมเรียนรู้ด้านสมุนไพรครบทุกจุดไฮไลต์จะได้รับใบประกาศรับรองผ่านการอบรมอีกด้วย”

    ขณะที่ พญ.วลีรัตน์ ไกรโกศล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า “อภัยภูเบศรทำหน้าที่ต่อยอดงานเมืองสมุนไพรปราจีนบุรีมาอย่างต่อเนื่อง การจัดงานครั้งนี้เราต้องการสะท้อนให้เห็นว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีความพร้อมครบวงจร ทั้งองค์ความรู้ การผลิต และเครือข่ายสุขภาพ โดยมี รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และนวัตกรรมสมุนไพรของประเทศ งานปีนี้จึงไม่ใช่เพียงเทศกาลสุขภาพเท่านั้น แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยง ‘ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ’ ของอุตสาหกรรมสมุนไพร ตั้งแต่การปลูกเกษตรอินทรีย์ การแปรรูป การพัฒนามาตรฐาน การสร้างแบรนด์ ส่งเสริมการสร้างอาชีพ ไปจนถึงบริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการจับคู่ธุรกิจ”

    นอกจากนี้ เรายังมุ่งมั่นในการพัฒนาคนโดยการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสมุนไพร สู่ภาคประชาชน และเยาวชนผ่านความร่วมมือกับวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจภูมิปัญญาไทยและสามารถต่อยอดสู่มาตรฐานสากลได้ในอนาคต และเรายังมองว่า “สมุนไพร” คือหนึ่งใน Soft Power สำคัญของประเทศ ที่สามารถยกระดับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน ด้วยการใช้ภูมิปัญญาเป็นทุนทางวัฒนธรรม และใช้สมุนไพรเป็นทุนทางเศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมการสร้างงานอาชีพด้านสมุนไพรสำหรับผู้ที่สนใจได้อีกด้วย” 

    Prachinburi Wellness Fest 2026 จึงไม่ใช่เพียงงานมหกรรมสุขภาพ แต่เป็นกลไกขับเคลื่อนเมืองสมุนไพรเชิงยุทธศาสตร์ ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจสุขภาพของจังหวัดกับทิศทางการพัฒนาระดับประเทศ และสนับสนุนบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลาง Medical & Wellness Hub ของภูมิภาคอย่างชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/40645&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kloElSgD__mSssjfMRAk2

  • ศก.ไทยม.ค.เริ่มฟื้น ได้แรงหนุนส่งออกพุ่งสุดรอบ 4 ปี

    ศก.ไทยม.ค.เริ่มฟื้น ได้แรงหนุนส่งออกพุ่งสุดรอบ 4 ปี

    วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังเดือนมกราคม 2569 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนมกราคม 2569 มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี สอดคล้องกับการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ อย่างไรก็ดีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ทิศทางค่าเงินบาท ทิศทางตลาดเงินและตลาดทุน และมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    ทั้งนี้การบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 52.2% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนมกราคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.8 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากบรรยากาศหาเสียงเลือกตั้ง ทำให้มีเม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ในขณะที่ปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนมกราคม 2569 ลดลง 3.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 4.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนมกราคม 2569 ลดลง 9.0% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

    ส่วนด้านการลงทุนภาคเอกชน ทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้น 24.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนมกราคม 2569 ลดลง 9.0% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 8.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า 

    ด้านมูลค่าการส่งออก ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 และขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี ที่ 24.4% และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัว 20.9% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และหมวดยานพาหนะ

    นอกจากนี้การส่งออกผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง ยังขยายตัวเพิ่มขึ้น และเมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดหลัก พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดทวีปออสเตรเลีย สหรัฐฯ จีน และอาเซียน 

    โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนมกราคม 2569 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย รวม 3.28 ล้านคน ลดลง 11.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศ มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนมกราคม 2569 จำนวน 24.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

    ในขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนมกราคม 2569 ขยายตัว 0.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ข้าวโพด และปาล์มน้ำมัน

    สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนมกราคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 88.7 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเร่งผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อช่วงตรุษจีน โดยเฉพาะกลุ่มอาหารแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทยในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ระดับ 52.7 ลดลงจากระดับ 57.4 ในเดือนก่อนหน้า

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 0.66% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.60% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ 66.1% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

    ส่วนเสถียรภาพภายนอก ยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 289.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/949534&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GCKDCm2jxs0ao3oUV94Qm

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนมกราคม ปี 2569

    แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนมกราคม ปี 2569

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    rn”}}” id=”anchor2″>

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    เศรษฐกิจไทยในเดือน ม.ค. ขยายตัวจากเดือนก่อน ตามการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับหมวดอัญมณีและเครื่องประดับรวมทั้งหมวดปิโตรเลียมปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจัยเฉพาะของบางบริษัทที่คาดว่าเร่งขึ้นชั่วคราว ภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้นจากทั้งจำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้านอุปสงค์ในประเทศเพิ่มขึ้นทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะในหมวดยานพาหนะจากการเร่งซื้อรถยนต์ก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 โดยบางส่วนมีการทยอยส่งมอบและมีการขยายระยะเวลาจดทะเบียนไปจนถึงสิ้นเดือนมกราคมนี้ อุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้กิจกรรมในภาคท่องเที่ยวและการค้าที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวชะลอลงตามรายจ่ายลงทุนที่เร่งเบิกจ่ายไปในเดือนก่อน ส่งผลให้ภาคบริการโดยรวมปรับลดลงตามกิจกรรมในสาขาก่อสร้างที่หดตัว ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัวจากเดือนก่อน

    rn

     

    rn

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อนจากหมวดอาหารสดและหมวดพลังงาน อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคารถยนต์ปรับเพิ่มขึ้นตามการขึ้นภาษีสรรพสามิต ขณะที่ราคาของใช้ส่วนตัวปรับลดลงตามการส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากดุลบริการ รายได้ และเงินโอน ขณะที่ดุลการค้าขาดดุลจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    27 กุมภาพันธ์ 2569

    rn

     

    rn”}}” id=”text-feaa479d97″>

    เศรษฐกิจไทยในเดือน ม.ค. ขยายตัวจากเดือนก่อน ตามการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับหมวดอัญมณีและเครื่องประดับรวมทั้งหมวดปิโตรเลียมปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจัยเฉพาะของบางบริษัทที่คาดว่าเร่งขึ้นชั่วคราว ภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้นจากทั้งจำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้านอุปสงค์ในประเทศเพิ่มขึ้นทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะในหมวดยานพาหนะจากการเร่งซื้อรถยนต์ก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 โดยบางส่วนมีการทยอยส่งมอบและมีการขยายระยะเวลาจดทะเบียนไปจนถึงสิ้นเดือนมกราคมนี้ อุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้กิจกรรมในภาคท่องเที่ยวและการค้าที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวชะลอลงตามรายจ่ายลงทุนที่เร่งเบิกจ่ายไปในเดือนก่อน ส่งผลให้ภาคบริการโดยรวมปรับลดลงตามกิจกรรมในสาขาก่อสร้างที่หดตัว ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัวจากเดือนก่อน

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อนจากหมวดอาหารสดและหมวดพลังงาน อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคารถยนต์ปรับเพิ่มขึ้นตามการขึ้นภาษีสรรพสามิต ขณะที่ราคาของใช้ส่วนตัวปรับลดลงตามการส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากดุลบริการ รายได้ และเงินโอน ขณะที่ดุลการค้าขาดดุลจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    27 กุมภาพันธ์ 2569

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260227.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19GHx4f74C9JB3pQ6LRUPP

  • ธปท. เผยเศรษฐกิจไทย ม.ค. ขยายตัวดีขึ้น ตามอุปสงค์ใน-ตปท.หนุนการค้าการท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    ธปท. เผยเศรษฐกิจไทย ม.ค. ขยายตัวดีขึ้น ตามอุปสงค์ใน-ตปท.หนุนการค้าการท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ม.ค. โดยรวมขยายตัวจากเดือนก่อน จากด้านอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ

    • อุปสงค์ต่างประเทศเพิ่มขึ้นตามการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่เพิ่มขึ้นจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับจำนวนและรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น
    • อุปสงค์ในประเทศเพิ่มขึ้นจากทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะหมวดยานพาหนะ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราว สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวชะลอลงตามรายจ่ายลงทุนเป็นสำคัญ

    ด้านอุปทานโดยรวมทรงตัว โดยภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการค้ายังขยายตัว อย่างไรก็ดี กิจกรรม ภาคก่อสร้างหดตัวหลังเร่งไปในเดือนก่อน ส่งผลให้ภาคบริการโดยรวมหดตัวเล็กน้อย ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัวจากเดือนก่อน

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ติดลบมากขึ้นจากหมวดอาหารสดและหมวดพลังงาน  ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน

    ประเด็นที่ต้องติดตาม

    1. นโยบายการค้าของสหรัฐฯ  และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
    2. ความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว
    3. สภาพคล่องและความสามารถในการปรับตัวของภาคการผลิต
    4. กระบวนการงบประมาณปี 70 และมาตรการภาครัฐ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/572713&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15xkZb1UW_xH7BSbX-ZMlE

  • FMCG ฟิลิปปินส์ปี 2569 ยังเติบโต แม้เศรษฐกิจชะลอตัว

    FMCG ฟิลิปปินส์ปี 2569 ยังเติบโต แม้เศรษฐกิจชะลอตัว

        Worldpanel by Numerator บริษัทด้านข้อมูลและเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อช่วยกำหนดกลยุทธ์ให้กับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก คาดว่า อัตราการเติบโตของภาคสินค้าอุปโภคบริโภคหมุนเวียนเร็ว (fast-moving consumer goods: FMCG) ของฟิลิปปินส์ ในปี 2569 จะชะลอตัวลงเนื่องจาก ได้รับผลกระทบจากภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปี 2568 โดยคาดว่า กลุ่มสินค้า FMCG ในครัวเรือน ซึ่งรวมถึงอาหารบรรจุหีบห่อ เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ดูแลบ้านและส่วนบุคคลในปี 2569 จะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 3 – 4 ลดลงจากปี 2568 ที่ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 5.2 และลดลงร้อยละ 0.9 ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568
        นาง Laurice P. Obana ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกผู้บริโภคจาก Worldpanel by Numerator กล่าวว่า แนวโน้มสินค้า FMCG สะท้อนให้เห็นถึงการคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การปรับราคาที่เพิ่มขึ้นไม่มากนัก และการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตของภาค FMCG ยังคงสูงกว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) และมีความสามารถในการปรับตัวที่มากกว่า ผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยจะซื้อสินค้าบรรจุหีบห่อแทนการทานอาหารนอกบ้าน หรือการซื้ออาหารสด การคาดการณ์นี้สะท้อนถึงมุมมองทางเศรษฐกิจของ นาย Arsenio M. Balisacan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การวางแผน และการพัฒนา ที่ระบุว่า ถึงแม้ว่าผลกระทบจากภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปี 2568 จะปรับลดลงแล้ว แต่คาดว่าจะยังคงส่งผลต่อเนื่องมาถึงปี 2569 โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติฟิลิปปินส์ (Philippine Statistics Authority: PSA) ระบุว่า GDP ของปี 2568 ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.4 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่คณะกรรมการประสานงานงบประมาณเพื่อการพัฒนา (Development Budget Coordination Committee: DBCC) ตั้งไว้อยู่ที่ระหว่างร้อยละ 5.5 – 6.5 ส่วนอัตราการเติบโตของ GDP ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ลดลงเหลือร้อยละ 3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2567 และลดลงจากร้อยละ 3.9 ในไตรมาส 3 ของปี 2568 ทั้งนี้ อัตราการเติบโตของ GDP ที่ลดลงเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยซึ่งส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงความขัดแย้งเกี่ยวกับโครงการป้องกันอุทกภัยที่มีผลต่อการใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุน และอุปสงค์ของผู้บริโภค นอกจากนี้ ความต้องการสินค้า FMCG ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากราคาสินค้าพื้นฐานที่สูงขึ้น ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อของเดือนธันวาคม 2568 จะลดลงเหลือร้อยละ 1.8 แต่ในเดือนมกราคม 2569 ปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 2.0
        อย่างไรก็ตาม เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการในปี 2569 Worldpanel by Numerator ได้วิเคราะห์กลุ่มผู้บริโภคที่มีระดับการใช้จ่ายสูงในปี 2568 โดยอ้างอิงข้อมูลพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากกลุ่มตัวอย่างครัวเรือนชาวฟิลิปปินส์จำนวน 5,000 ครัวเรือน ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีนัยสำคัญ และสามารถสะท้อนโครงสร้างของครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 29 ล้านครัวเรือน ทั้งนี้ หนึ่งในกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ตลาดผู้สูงอายุ หรือผู้บริโภคที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป มีอำนาจการซื้อและมูลค่าการใช้จ่ายสูงกว่ากลุ่มผู้บริโภคที่อายุต่ำกว่า 55 ปี ร้อยละ 10 นอกจากนี้ กลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงยังเป็นโอกาสทางการตลาดที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการเช่นกัน โดยข้อมูลระบุว่า ประมาณร้อยละ 67 ของครัวเรือนในฟิลิปปินส์มีสัตว์เลี้ยง ขณะที่ร้อยละ 83 ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงยังไม่ได้เข้าสู่ตลาดอาหารสุนัข ถึงแม้ว่ามูลค่าการใช้จ่ายในหมวดอาหารสุนัขจะปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา รวมถึงครัวเรือนที่มีสัตว์เลี้ยงยังมีแนวโน้มซื้อผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับสัตว์เลี้ยงมากกว่าครัวเรือนที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงถึง 1.49 เท่า สำหรับครัวเรือนที่มีแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ (Overseas Filipino Workers: OFWs) พบว่า มีศักยภาพในการเติบโต โดยมีมูลค่าการใช้จ่ายมากกว่าครัวเรือนไม่มี OFWs อยู่ที่ร้อยละ 25 สำหรับสินค้าทั่วไป และร้อยละ 73 สำหรับสินค้า FMCG นอกจากนี้ โอกาสทางการตลาดสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลและของใช้ในบ้าน รวมถึงช่องทางเข้าถึงผู้บริโภค และกลุ่มธุรกิจร้านอาหารไลฟ์สไตล์ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ผู้ประกอบการสามารถต่อยอดกลยุทธ์ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตของสินค้า FMCG ตามที่คาดการณ์ไว้ จำเป็นต้องเสริมสร้างคุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอต่อผู้บริโภคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น หากสภาวะตลาดปรับดีขึ้น ผู้บริโภคอาจลดการมุ่งเน้นไปที่สินค้าราคาประหยัด ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าสินค้าของตนมีรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ หรือคุณค่าอื่นๆ ที่ดีกว่า เพื่อสนับสนุนการกำหนดราคาที่สูงขึ้น

    ที่มา: หนังสือพิมพ์ Business World
    บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น
    •    ตามที่ Worldpanel คาดว่า อัตราการเติบโตของสินค้า FMCG ของฟิลิปปินส์ในปี 2569 จะชะลอตัวจากผลกระทบของภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนลงในปี 2568 โดยคาดว่า การขยายตัวของกลุ่มสินค้า FMCG ในครัวเรือน ซึ่งรวมถึงอาหารบรรจุหีบห่อ เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ดูแลบ้านและส่วนบุคคล ในปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 3 – 4 ลดลงจากร้อยละ 5.2 ในปี 2568 อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตของ FMCG ยังคงสูงกว่า GDP และสามารถปรับตัวมากกว่า การวิเคราะห์กลุ่มผู้บริโภคที่มีระดับการใช้จ่ายสูงในปี 2568 จากตัวอย่างครัวเรือนชาวฟิลิปปินส์จำนวน 5,000 ครัวเรือน พบว่า กลุ่มผู้สูงอายุ หรือผู้บริโภคที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป เจ้าของสัตว์เลี้ยง และครัวเรือนที่มีแรงงาน OFWs ยังเป็นโอกาสทางการตลาด เนื่องจากมูลค่าการใช้จ่ายสูงกว่าและยังไม่เข้าสู่ตลาดเต็มที่ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ การปรับสูตร และความเชี่ยวชาญด้าน FMCG เพื่อสร้างคุณค่าและสามารถกำหนดราคาที่สูงขึ้นได้ ทั้งนี้ ยังคงมีข้อจำกัดและความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การแข่งขันกับแบรนด์ท้องถิ่นและต่างชาติสูง ราคาสินค้าพื้นฐานเพิ่มขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจ ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมาย ปรับกลยุทธ์ราคาและโปรโมชั่น สร้างคุณค่าที่แตกต่างทั้งรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ และประสบการณ์ผู้บริโภค รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านโลจิสติกส์และการจัดจำหน่าย เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดฟิลิปปินส์
    ———————————————————————-
                        สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา
                        กุมภาพันธ์ 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/srnv1vmcahez81nm55m4bowh&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1o9OobJN77ZvXNI9fq2lpz

  • ILM จ่อเปิด 2 สาขาใหม่ใน Q1/69 หลังฝ่าเศรษฐกิจซบปั๊มรายได้ปี 68 ทะลุหมื่นล้านทำ New High : อินโฟเควสท์

    ILM จ่อเปิด 2 สาขาใหม่ใน Q1/69 หลังฝ่าเศรษฐกิจซบปั๊มรายได้ปี 68 ทะลุหมื่นล้านทำ New High : อินโฟเควสท์

    นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บมจ.อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ [ILM] เปิดเผยว่า แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 69 คาดว่ายังเติบโตในระดับจำกัด บริษัทฯพร้อมเดินหน้าเชิงรุกภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 ปี “INDEX NEXTPERIENCE & BEYOND + SUSTAINABLE FUTURE” (2567–2569) โดยยึดกรอบ 3P: Performance, People และ Planet เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน บริษัทเร่งพัฒนาระบบนิเวศการช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ เชื่อมโยงออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิด Little Walk สาขาพรานนก ในเดือนมกราคม 2569 และเตรียมเปิดอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาอุบลราชธานี โลเคชันใหม่ ใหญ่และครบกว่าเดิม ภายในไตรมาสแรกของปีนี้ รวมถึงมีแผนขยายสาขาเพิ่มเติมตลอดปี เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและผลักดันการเติบโตในระยะยาว

    สำหรับปี 68 ถือเป็นอีกปีที่ ILM ทำผลการดำเนินงานได้เป็นที่น่าพอใจท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและไม่แน่นอน โดยสามารถทำรายได้รวมอยู่ที่ 10,001.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% จากปี 2567 ซึ่งทำได้ 9,890.2 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไร 753.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% จากปี 67 ซึ่งทำได้ 745.3 ล้านบาท ถือเป็นสถิติสูงสุดทั้งรายได้และกำไร

    ส่วนผลการดำเนินการไตรมาส 4/68 มีรายได้รวม 2,664.9 ล้านบาท เติบโต 1.8% จากปี 2567 ที่ทำได้ 2,617.1 ล้านบาท เป็นผลจากยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่เติบโตต่อเนื่อง รวมถึงยอดขายงานโครงการที่ปรับเพิ่มขึ้นจากการส่งมอบงานให้ลูกค้ากลุ่มอสังหาฯ ขณะที่ยอดขายหน้าร้านยังทำได้ใกล้เคียงเดิมแม้จะได้รับผลกระทบจากสาขาหาดใหญ่ ส่งผลให้สามารถทำกำไรประจำงวดได้ 179.9 ล้านบาทเพิ่มขึ้นกว่า 4.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    “ปี 68 นับเป็นอีกปีที่ท้าทายของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทย จากแรงกดดันทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ด้วยการปรับกลยุทธ์เชิงรุก การพัฒนาสินค้า และการขยายธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ สามารถเดินหน้าเปิดร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์ Flying Tiger Copenhagen ครบ 6 สาขาตามแผน พร้อมเปิดอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงราย และ Little Walk สาขารามคำแหง ส่งผลให้ ILM ยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/572604&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uKj3r2s0-jLObhMUTuvKK