Category: เศรษฐกิจ

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 2 ประจำปี 2569 จาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 2 ประจำปี 2569 จาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    s ภาพรวมเศรษฐกิจ 

    เศรษฐกิจของประเทศชิลีประจำเดือนธันวาคม 2568 ในภาพรวม GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.7เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวขึ้น 3.2% โดยได้ปัจจัยสนับสนุนจากช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ด้านอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศเพิ่มขึ้นเล็กน้อยโดยอยู่ที่ระดับ 3.5% ในขณะที่อัตราว่างงานลดลงมาอยู่ที่ 8.0การนำเข้าและการส่งออกโดยรวมของชิลีเพิ่มขึ้นที่ 10.3% และ 7.9% ตามลำดับ โดยสินแร่และทองแดงซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของชิลี ขยายตัวถึง 12.6รวมมูลค่า 6.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยได้ปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มราคาทองแดงในตลาดโลกที่ยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 ชิลีและไทยมีมูลค่าการค้ารวมกว่า 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 1.2% โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าคิดเป็นมูลค่า 116.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของรายละเอียดในแต่ละด้านประจำเดือนธันวาคม 2568 สคต. ณ กรุงซันติอาโก ขอสรุปรายละเอียด ดังนี้1. การบริโภคภาคเอกชน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี )

    1. การบริโภคภาคเอกชน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี)

      การบริโภคภาคเอกชนของชิลีประจำเดือนธันวาคม 2568 ในภาพรวมขยายตัวขึ้น 3.2% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สอดคล้องกับดัชนีกิจกรรมทางการค้าที่เพิ่มขึ้นเช่นกันที่ 6.0% โดยได้ปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการบริโภคของชาวชิลีที่ขยายตัวในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ หมวดสินค้าที่มีการขยายตัวสูงที่สุด 3 อันดับแรกได้ได้แก่ หมวดเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเพิ่มขึ้น 6.2%6.1% และ 5.9% ตามลำดับ

      สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนธันวาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจากระดับ 41.9 มาอยู่ที่ 49.2 เพิ่มขึ้น 17.5%

    2. การลงทุน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://www.bcentral.cl/)

      บรรยากาศการลงทุนในภาครัฐและเอกชนของชิลีประจำเดือนธันวาคม 2568 ในภาพรวมปรับตัวลดลง -68.1เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนจากตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้าง (คิดเป็นตารางเมตร) ลดลงจาก 2 ล้านตารางเมตร มาอยู่ที่ 6.4 แสนตารางเมตร โดยภาคที่อยู่อาศัยหดตัวลงมากที่สุด เนื่องจากต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นประกอบกับสถาบันการเงินเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทก่อสร้าง โดยจำนวนที่อยู่อาศัยในตลาดในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ยังมีอุปทานส่วนเกินอยู่กว่า 70,623 ยูนิต 

      สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวมประจำเดือนธันวาคม 2568 ปรับระดับจาก 41.8 มาอยู่ที่ 45.3 เพิ่มขึ้น 8.4จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคธุรกิจที่มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ (1) ภาคการค้า (2) ภาคการผลิต และ (3) ภาคธุรกิจเหมืองแร่ โดยอยู่ที่ 53.645.1 และ 42.6 ตามลำดับ 

    3. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://si3.bcentral.cl และสำนักงานสถิติแห่งชาติของชิลี https://www.ine.gob.cl)

      อัตราการว่างงานของประเทศชิลีในเดือนธันวาคม 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 8.0ของจำนวนผู้ใช้แรงงานทั้งหมดในประเทศ หากพิจารณาแยกตามเขตการปกครอง แคว้นที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดคือ แคว้นบิโอบิโอที่ 9.3% และแคว้นที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดคือ แคว้นไอเซน ที่ 2.9%

      อัตราเงินเฟ้อของประเทศชิลีในเดือนธันวาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยโดยอยู่ที่ 3.5% โดยสินค้า 3 หมวดแรกที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบ 12 เดือนได้แก่ (1) หมวดร้านอาหารและโรงแรม (2) หมวดที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค และ (3) หมวดการศีกษา โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ 6.7% 6.5% และ 5.2% ตามลำดับ

    4. การส่งออก-นำเข้า (ข้อมูลจากกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของชิลี SUBREI – www.subrei.gob.cl)

      การส่งออกสินค้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม-ธันวาคม 2568   มีมูลค่ารวมที่ 107,004 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.9% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่

      สินค้า

      ม.ค.-ธ.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

      ขยายตัว

      (67/68)

      ปี 2567

      ปี 2568

      สินแร่

      56,163

      63,253

      12.6%

      เคมีภัณฑ์

      7,858

      8,035

      2.3%

      ผลไม้

      8,523

      8,630

      1.3%

      ปลาแซลมอน

      6,048

      6,212

      2.7%

      เยื่อกระดาษ

      4,085

      3,740

      -8.4%

      เครื่องจักรและส่วนประกอบ

      2,276

      2,606

      14.5%

      ไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้

      2,354

      2,133

      -9.4%

      การนำเข้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 มีมูลค่ารวมที่ 86,209 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.3เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่

      สินค้า

      ม.ค.-ธ.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

      ขยายตัว

      (67/68)

      ปี 2567

      ปี 2568

      สินค้าหมวดพลังงาน 

      44,710

      46,813

      4.7%

      สินค้าอุปโภคบริโภค

      22,846

      25,169

      10.2%

      สินค้าทุน

      16,706

       20,681

      23.8%

       รถยนต์เชิงพาณิชย์

      2,319

      2,915

      25.7%

       เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้าง

      1,202

      1,880

      56.4%

        จากตัวเลขการส่งออกของชิลีที่สูงกว่าตัวเลขการนำเข้า  ทำให้ชิลีได้ดุลการค้าจำนวน 20,795 ล้านเหรียญสหรัฐ

    5. การค้าของชิลีกับไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน (ข้อมูลสถิติทางการค้าจาก Global Trade Atlas)

    ชิลีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2568 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 712.92 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 16.87เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) ซึ่งสินค้าที่นำเข้าจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 

    • รถยนต์และส่วนประกอบ (314.35 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.06%) 

    • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (132.02 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.69%

    • ปลากระป๋อง (70.43 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.85%)

    • เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า (37.54 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -11.00%)

    • ไข่มุกและอัญมณี (31.18 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง –0.35%)

    สำหรับตัวเลขการนำเข้าของชิลีจากกลุ่มประเทศอาเซียนใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีนำเข้าจากเวียดนาม 1,738.55 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 49.64%)

    • ชิลีนำเข้าจากไทย 712.92 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 16.87%)

    • ชิลีนำเข้าจากอินโดนีเซีย 538.17 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 32.98%)

    • ชิลีนำเข้าจากมาเลเซีย 268.82 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 25.22%)

    • ชิลีนำเข้าจากสิงคโปร์ 103.33 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง 6.58%)

    ชิลีส่งออกสินค้าไปยังประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2568 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 595.98 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -12.72เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)  ซึ่งสินค้าที่ส่งออกไปยังไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ทองแดง (234.32 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -34.90%) 

    • แซลมอนและอาหารทะเล (109.06 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.46%)

    • เยื่อกระดาษ (105.49 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง8.63%)

    • สินแร่อื่น ๆ (66.38 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.29%)

    • ผลไม้และผลิตภัณฑ์ธัญพืช (23.73 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 58.03%)สำหรับตัวเลขการส่งออกของชิลีไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีส่งออกไปยังไทย 595.98 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง12.72%)

    • ชิลีส่งออกไปยังเวียดนาม 310.24 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 7.42%)

    • ชิลีส่งออกไปยังมาเลเซีย 276.45 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 46.99%)

    • ชิลีส่งออกไปยังสิงคโปร์ 101.37 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -11.01%)

    • ชิลีส่งออกไปยังฟิลิปินส์ 98.49 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -68.83%)

      มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-ชิลี ระหว่างเดือนมกราคม – เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ 1,308.90 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 1.24%)  โดยชิลีนำเข้าสินค้าจากไทยมากกว่าส่งออกไปยังไทย ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 116.94 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/cmms2t0ci1w8rw3v9b9ayvhv&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MzKDukOuxkVICHV6R82kv

  • ไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ปี 69 ค่าเงินบาทยังผันผวนสูง กดรายได้ส่งออก

    ไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ปี 69 ค่าเงินบาทยังผันผวนสูง กดรายได้ส่งออก

    นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์กล่าวว่า ค่าเงินบาทในปี 2568 แข็งค่ากว่า 8% ต่อปี และความผันผวนสูงกว่าในอดีต ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ส่งออกไทย และมีนัยต่อ GDP ของประเทศ 

    ดังนั้นในปีที่ผ่านมาจึงเห็นผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้นสะท้อนจากปริมาณธุรกรรมทั้งการสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) และสัญญาออปชั่น (Options) ของ SCBFM เพิ่มขึ้น โดยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของปริมาณธุรกรรม FX ทั้งหมด 

    นอกจากนี้ ธนาคารยังส่งเสริมแนวคิดการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน (Currency Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งเพียงอย่างเดียว ช่วยเลี่ยงผลกระทบจากความผันผวนของเงินสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการต้นทุนและรายได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น

    ปี 69 ยังท้าทายอีกหลายด้าน 

    สำหรับตลาดการเงินในปี 2569 ธนาคารประเมินว่ายังคงเป็นปีที่มีความท้าทายจากหลายปัจจัยสำคัญ อาทิ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงส่งผลต่อเสถียรภาพของตลาดโลก แนวโน้มนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานจากการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจมากขึ้น

    เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว SCB Financial Markets (SCBFM)  ได้กำหนด 3 กลยุทธ์สำคัญในการสนับสนุนลูกค้าธุรกิจในปี 2569 ได้แก่

    1. FX Advisory บริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการให้คำแนะนำเชิงลึกในการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจของลูกค้า อาทิ FX Forward และ FX Options เพื่อเปลี่ยนความผันผวนของค่าเงินให้เป็นความเสี่ยงที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    โดยในปี 2569 SCBFM แนะนำผู้ประกอบการเพิ่มสัดส่วนการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 70-80% เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ควบคู่กับการส่งเสริมการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน (Currency Diversification) เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งเป็นหลัก

    2. Go Global สนับสนุนลูกค้าในการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและกระจายแหล่งที่มาของรายได้  โดยธนาคารได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุนในต่างประเทศ อาทิ บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-FCD) เพื่อรองรับการลงทุนที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนในรูปหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง(Structured Notes) ที่ถูกออกแบบโดยอ้างอิงสินทรัพย์ต่าง ๆ อาทิ หุ้นสหรัฐฯ ทองคำ และอัตราดอกเบี้ย และมีทางเลือกทั้งการลงทุนเป็นเงินบาทหรือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนจากตลาดโลกภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมได้ดียิ่งขึ้นซึ่งในปีที่ผ่านมา ไทยพาณิชย์ก็ได้ออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีอนุพันธ์แฝงอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐฯ  เป็นธนาคารแรกในประเทศไทย

    3.Digital & AI Adoption พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ให้เป็น Digital Hedging Ecosystem โซลูชัน บริหารความเสี่ยงครบวงจร วางแผนพัฒนาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนออนไลน์ (FX Online) ให้รองรับฟีเจอร์เพิ่มเติมเพื่อให้ตอบโจทย์การบริหารความเสี่ยงและกระแสเงินสดของลูกค้าได้ครบวงจรมากขึ้น โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ปริมาณธุรกรรม FX ผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น FX Online และ FX API เติบโตกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของธุรกรรม FX ทั้งหมด 

    ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ให้มากกว่า 50% ภายในปี 2569 พร้อมนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและพัฒนาเครื่องมือแนะนำด้านการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยที่มีความแม่นยำและเฉพาะเจาะจงกับธุรกิจแต่ละรายมากยิ่งขึ้น

    “ภายใต้ภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงในปัจจุบัน การบริหารความเสี่ยงทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถรักษาเสถียรภาพของผลประกอบการ และสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดย SCB Financial Markets พร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในการสนับสนุนลูกค้าธุรกิจให้สามารถเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาส และเสริมความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลกได้อย่างมั่นคง” นายแพททริก กล่าว

    ไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ปี 69 ค่าเงินบาทยังผันผวนสูง กดรายได้ส่งออก

    ด้านนายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เงินบาทในปีนี้ผันผวนมากขึ้น สอดคล้องกับความผันผวนในตลาดการเงินโลกทั้งในตลาดหุ้น ตลาดบอนด์ รวมถึงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยถึงแม้ความผันผวนจะยังไม่สูงเท่าในช่วงเดือนเมษายนปีที่แล้ว ที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากทั่วโลก แต่แนวโน้มในระยะต่อไปยังมีความไม่แน่นอนสูง ในส่วนของค่าเงินบาท ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากทั้งราคาทองคำที่ผันผวนมากขึ้น ปัจจัยทางการเมืองที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนโลก และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้า Emerging Markets (EM) ในปีนี้

    เงินบาทนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายังเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมกราคมได้รับแรงกดดันจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นเร็ว อย่างไรก็ดี หลังนักลงทุนเทขายทองคำในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ พบว่าราคาทองคำกลับมาเคลื่อนไหว Sideways ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างค่าเงินบาทและทองคำปรับลดลง 

    ทั้งนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าต่อ หลังผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกมาไปในทิศทางที่ดีกว่าที่ตลาดคาด เพราะคาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลน่าจะทำได้เร็ว และการดำเนินงานน่าจมีเสถียรภาพดีกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในเดือนกุมภาพันธ์มากถึงห้าหมื่นสี่พันล้านบาท กดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก

    สำหรับในระยะต่อไป เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐยังมีแนวโน้มอยู่โซนแข็งค่าต่อได้ โดยมีปัจจัยจาก

    1.คาดว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายยังมีโอกาสไหลเข้าตลาด EM-Asia ต่อได้ เนื่องจากนักลงทุนโลกยังต้องการกระจายความเสี่ยงการลงทุน (Diversify) ออกจากสินทรัพย์สหรัฐฯ และต้องการรับอานิสงส์จากแนวโน้มการลงทุนในด้าน AI ซึ่งไทยก็จะได้รับอานิสงส์จากกระแสนี้ด้วย นอกจากนี้ มองว่าการส่งออกไทยในปีนี้ยังน่าจะขยายตัวต่อได้ 

    2.มองว่าดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง อย่างน้อยในระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะสามารถลดดอกเบี้ยได้อย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ 

    3.ราคาทองคำยังมีโอกาสสูงขึ้นได้ จากความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่อง AI disruption และสงครามในตะวันออกกลาง จึงทำให้มีความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มเติม อีกทั้ง ธนาคารกลางยังเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง 

    4.ความเสี่ยงด้านอ่อนค่าของสกุลเงินภูมิภาคลดลง โดยเงินหยวนแข็งค่าต่อเนื่องจากปีก่อน ขณะที่เงินเยนเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าลดลง และในระยะต่อไปมองว่า การค้าโลกจะขยายตัวต่อได้พร้อมกับการลงทุนด้าน AI ซึ่งจะหนุนการแข็งค่าของเงินหยวนต่อไป ขณะที่ความกังวลภาคการคลังในญี่ปุ่นน่าจะลดลงและสามารถทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้

    ดันบาทแข็งแรง ใกล้แนวรับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    นายวชิรวัฒน์ กล่าวว่า เงินบาทอาจไม่แข็งค่าไปได้มาก โดยน่าจะมีแนวรับอยู่ที่ราว 31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    นอกจากนี้ ในช่วงปลายไตรมาสแรกต่อเนื่องถึงต้นไตรมาสที่ 2 คาดว่าจะมีปัจจัยด้าน Seasonality ที่อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย กล่าวคือ จะเป็นช่วงที่ภาคธุรกิจส่งเงินกลับให้บริษัทแม่ในต่างประเทศ (Dividend payout) อีกทั้งเป็นช่วง Low season ที่รายได้จากภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับลดลง ขณะที่ภาคการผลิตของไทยอาจมีการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปรับแย่ลง กดดันบาทอ่อนค่าได้

    สำหรับลูกค้าผู้นำเข้า เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่ราว 30.75-31.25 เป็นระดับที่เข้าซื้อได้ โดยอาจมีจังหวะให้เข้าซื้อในช่วงที่มีข่าวการจัดตั้งรัฐบาล หรือเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ กลับมาอ่อนแอลงตามที่คาด สำหรับลูกค้าผู้ส่งออก เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่ราว 31.50-32.00 เป็นระดับที่อาจพิจารณาขายได้ 

    โดยมองว่า โอกาสที่เงินบาทจะอ่อนค่าเร็วในระยะสั้นมีค่อนข้างน้อย เพราะกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายโลกยังดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า และหนุนค่าเงินภูมิภาคอยู่ต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากบางช่วงที่เกิดความตึงเครียดในต่างประเทศ ไม่ว่าจะในรูปแบบสงคราม นโยบายการค้า หรือความกังวลจากเรื่อง Tech valuation อาจทำให้ความต้องการถือเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาสูงขึ้นบ้าง ซึ่งจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง และเป็นจังหวะให้ผู้ส่งออกขายเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้

    กนง.ลดดอกเบี้ย เงินบาทอ่อนค่าลง

    สำหรับอัตราอัตราดอกเบี้ยไทย หลังจากที่ กนง. ลดดอกเบี้ยลง 25 bps มาอยู่ที่ 1.00% ซึ่งเหนือความคาดหมายของตลาด พบว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินปรับลดลงมาตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ปรับลดลง 15 bps มาอยู่ที่ 1.06% ส่วนเงินบาทอ่อนค่าลงราว 10 สตางค์ ซึ่งที่ผ่านมาการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมักไม่ส่งผลต่อค่าเงินบาทนัก แต่ในรอบนี้ที่เป็นการลดดอกเบี้ยอย่างเหนือความคาดหมาย จึงทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงมาบ้าง

    สำหรับในระยะต่อไป กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่อเนื่องในระยะสั้น-กลาง โดยมองว่าการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้อาจเพียงพอต่อการพยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนแอ และโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ 

    ทั้งนี้ ยังต้องจับตาพัฒนาการทางเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ยังติดลบ แนวโน้มอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ อีกทั้ง ยังต้องจับตาภาวะการเงินที่ยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัว หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง และเงินบาทที่แข็งค่า หากปัจจัยข้างต้นนี้ ยังมีแนวโน้มปรับแย่ลงอีก ก็มีโอกาสที่ กนง. อาจลดดอกเบี้ยต่อได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น (อายุ 2 ปี) ปรับลดลงอีกได้

    ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวจะยังได้รับผลกระทบจาก Global bond yields ที่มีแรงกดดันด้านต่ำในระยะสั้น แต่อาจสูงขึ้นจาก Term premium ในระยะยาว หากเศรษฐกิจโลกขยายตัวตามที่คาด และวัฏจักรการลงทุนใน AI ดำเนินต่อได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/738579&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZHKhN6BcmYz9A_3nvX9aZ

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D580816&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rWIPhF6BusUdNmRLh_T3P

  • GSB ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง MLR/MOR/MRR แตะระดับต่ำสุดทั้งระบบ พร้อมตรึงดอกเบี้ยเงินฝาก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    GSB ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง MLR/MOR/MRR แตะระดับต่ำสุดทั้งระบบ พร้อมตรึงดอกเบี้ยเงินฝาก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อีกครั้งในรอบ 2 เดือน เพื่อสนับสนุนนโยบายกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และช่วยบรรเทาภาระหนี้ ตามมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และสอดคล้องตามนโยบายกระทรวงการคลัง โดยครั้งนี้ธนาคารปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทสินเชื่อลง 0.15% ต่อปี ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (MLR) ลดเหลือ 6.025% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ลดเหลือ 5.695% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลดเหลือ 6.045% ต่อปี ซึ่งนับเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทแตะระดับต่ำสุดในระบบสถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐ มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยธนาคารออมสินพร้อมสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อเติมสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่กำลังมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการลดดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้ ตั้งเป้าช่วยลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถดำเนินธุรกิจคล่องตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งยังเป็นการบรรเทาภาระหนี้แก่ลูกหนี้รายย่อยและกระตุ้นการบริโภค ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจในภาพรวม ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไปที่สนใจยื่นขอกู้สินเชื่อธนาคารออมสิน สามารถติดต่อที่ธนาคารออมสินทุกสาขา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115

    ทั้งนี้ ธนาคารจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเดิมไว้ให้นานที่สุด เพื่อรักษาประโยชน์ของผู้ฝากเงินให้ได้รับผลตอบแทนจากการออม จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/27/621466/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iOWcETifeIBXvHouYTqTK

  • “ธปท.” ห่วงเศรษฐกิจไตรมาส 1 ชะลอ ภาคการผลิตไม่โต-เจอปัญหาเชิงโครงสร้าง

    “ธปท.” ห่วงเศรษฐกิจไตรมาส 1 ชะลอ ภาคการผลิตไม่โต-เจอปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ธปท. คาดเศรษฐกิจไตรมาส 1 ปี 2569 ชะลอตัวจากไตรมาสก่อน จากดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมไม่เติบโต ซ้ำเติมด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างเรื้อรัง การแข่งขันทั้งในภาคการท่องเที่ยวและการค้าซึ่งมีความไม่แน่นอนสูงจากนโยบายภาษีสหรัฐและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

    นางสาวปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวจากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ผ่านมา จากปัจจัยในฝั่งซัพพลายเป็นสำคัญ

    โดยสะท้อนผ่านดัชนีการผลิตในภาคอุตสาหกรรม (MPI) ในเดือน ม.ค. ที่เติบโต 0% จากเดือนก่อนหน้า จากการชะลอการผลิตวัสดุก่อสร้างตามดีมานด์ภาคก่อสร้างที่ซบเซา รวมถึงการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลงจากเร่งส่งออก (frontloading) ไปแล้วก่อนหน้านี้

    รายงานดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน ม.ค. ปี 2569 อยู่ที่ 2.2 พันล้านดอลลาร์ หรือเกินดุลลดลงเนื่องจากบันทึกขาดดุลการค้าราว 7 ร้อยล้านดอลลาร์ในการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อการผลิตเพิ่มขึ้นจากฝั่งธุรกิจการค้าและการขนส่ง 

    โดยสัดส่วนการนำเข้าเป็นสินค้าทุน 40% และสินค้าเพื่อการบริโภคราว 10% จากสัดส่วนดุลการค้าทั้งหมด สะท้อนลักษณะการนำเข้าเป็นไปเพื่อการผลิตและส่งออก

    ทั้งนี้ มองว่าการนำเข้าเพื่อการผลิตส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแม้จะเป็นแรงส่งให้ภาคการส่งออกเติบโต ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก แต่ยังก่อให้เกิดความกังวลว่าในบรรดาสินค้าที่ผลิต ยังมีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบชิ้นส่วนที่มาจากผู้ผลิตในประเทศ (local content) ต่ำ ทำให้ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ขยายตัว แม้ตัวเลขการส่งออกจะเพิ่มขึ้นมากในระยะที่ผ่านมา

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง และความไม่แน่นอนในหลายทิศทาง เช่น ผลกระทบของนโยบายภาษีสหรัฐและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการการแข่งขันทั้งในภาคการท่องเที่ยวและการค้า ประกอบกับความไม่แน่นอนของงบประมาณปี 70 และ มาตรการภาครัฐซึ่งยังต้องจับตามองในระยะต่อไป

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยโดยรวมในเดือน ม.ค. 2569 ยังคงขยายตัวจากเดือน ธ.ค. ปี 2568 ตามดีมานด์จากทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อกิจกรรมในภาคบริการ การท่องเที่ยว และภาคการค้าปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย 

    โดยดีมานด์จากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นมาจากตัวเลขการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำซึ่งเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะในหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง  ประกอบกับรายได้จากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย

    ขณะที่ดีมานด์ในประเทศเพิ่มขึ้นจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการส่งมอบรถยนต์อีวีตามโครงการ EV 3.0 ที่ขยายช่วงเวลาดำเนินโครงการมาในเดือน ม.ค. จากเดิมที่คาดสิ้นสุดในเดือน ธ.ค. 

    สำหรับเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นที่ -0.66% จากราคาพลังงานราคาสินค้าเกษตรลดลง หลังผลผลิตกลับมามากขึ้นเมื่อพ้นช่วงน้ำท่วม เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.6% ลดลงเล็กน้อยจากราคารถยนต์ที่เพิ่มขึ้นหลังมีการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิต  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1223118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cJm4jRFGdIcGPbp46ZugW

  • Eco Phoenix – Dow – สถาบันพลาสติก ผนึกกำลังปั้นต้นแบบ MRF เปลี่ยนขยะชุมชนเป็นเพิ่มมูลค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Eco Phoenix – Dow – สถาบันพลาสติก ผนึกกำลังปั้นต้นแบบ MRF เปลี่ยนขยะชุมชนเป็นเพิ่มมูลค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ท่ามกลางความท้าทายด้านปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นทุกปี ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ 3 องค์กรชั้นนำจับมือกันผลักดัน “ขยะ” ให้กลายเป็น “ทรัพยากร” และเปลี่ยนรูปแบบโมเดลการจัดการของเสียของชุมชนไทยไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรมและครบวงจร บริษัท อีโค ฟีนิกซ์ จำกัด (Eco Phoenix) ในเครือ บมจ. เอเอ็มอาร์ เอเซีย (AMR) ร่วมกับ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) และ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันพลาสติก (PITH) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนา “ต้นแบบโรงคัดแยกขยะชุมชน (Material Recovery Facility – MRF)” ที่สามารถเพิ่มมูลค่าขยะด้วยกระบวนการคัดแยกอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    นายณัฏฐชัย ศิริโก
     ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อีโค ฟีนิกซ์ จำกัด กล่าวว่า เราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการคัดแยกขยะชุมชนให้ได้คุณภาพสูง ด้วยการออกแบบและบริหารระบบ MRF อย่างแม่นยำตามมาตรฐานสากล เราให้ความสำคัญกับคุณภาพวัสดุปลายทาง ลดการปนเปื้อน และเพิ่มอัตราการนำกลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อให้ขยะชุมชนสามารถยกระดับเป็นวัตถุดิบรีไซเคิลที่ภาคอุตสาหกรรมเชื่อมั่นและนำไปใช้ได้จริง สร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ชุมชนและสิ่งแวดล้อมเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

    ด้าน นายวิชาญ ตั้งเคียงศิริสิน ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า พลาสติกมีคุณค่าเกินกว่าจะกลายเป็นขยะ เพราะยิ่งเราเพิ่มการรีไซเคิลมากเท่าไร ก็ยิ่งลดคาร์บอน ลดการใช้ทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศได้มากขึ้นเท่านั้น เศรษฐกิจหมุนเวียนจึงไม่ใช่แค่เรื่องการจัดการขยะ แต่คือคำตอบของทั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อม และโอกาสทางเศรษฐกิจสีเขียว Dow เชื่อว่าขยะไม่ใช่จุดจบของผลิตภัณฑ์ แต่คือจุดเริ่มต้นของคุณค่าใหม่ จากประสบการณ์ศูนย์ MRF บ้านฉาง เราเห็นแล้วว่าหากมีระบบที่ดีและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขยะสามารถกลายเป็นทรัพยากรที่สร้างประโยชน์ให้ชุมชนและประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ขณะที่ นางสาวสินีนาฏ เล้าชินทอง รักษาการผู้อำนวยการสถาบันพลาสติก กล่าวว่า สถาบันพลาสติกมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตควบคู่ความยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานวัสดุรีไซเคิล และพัฒนารูปแบบธุรกิจที่สามารถขยายผลได้ทั่วประเทศ สร้างระบบหมุนเวียนของพลาสติกที่แข็งแรงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เมื่อภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคความรู้ ผนึกกำลังร่วมกัน “ขยะ” จึงไม่ใช่ภาระของสังคมอีกต่อไป หากแต่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และเป็นกุญแจสำคัญสู่อนาคตที่ประเทศไทยเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

    ปัจจุบันขยะจำนวนมากยังคงถูกกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบ ทั้งที่ขยะเหล่านี้มีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกมาก ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งศึกษารูปแบบธุรกิจ MRF ที่สามารถดำเนินงานได้จริงในระดับชุมชน เชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานของโครงการ Smart Recycling Hub ภายใต้ความร่วมมือ PPP Plastics เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าพลาสติกหมุนเวียนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

    โดยความร่วมมือครั้งนี้ Eco Phoenix จะถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกด้านการออกแบบผังโรงงาน เทคโนโลยี และการบริหารจัดการโรงคัดแยกขยะ สถาบันพลาสติกทำหน้าที่ส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และประสานเครือข่ายภาครัฐ–เอกชน พร้อมให้คำแนะนำในการกำหนดสนับสนุนมาตรฐานวัสดุรีไซเคิล ขณะที่ Dow สนับสนุนความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ เชื่อมโยงสู่ภาคีเครือข่ายผู้ประกอบการเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม และจัดการสื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในวงกว้าง เป้าหมายสำคัญของโครงการพัฒนาการเพิ่มมูลค่าขยะชุมชนโดยนำกลับมาใช้ประโยชน์ด้วยวิธีการคัดแยก คือ การสร้าง “โมเดลต้นแบบ” เพื่อส่งมอบให้กับกรุงเทพมหานคร ที่สามารถขยายผลได้จริง และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของประเทศไทย

    ประโยชน์ที่ได้จากความร่วมมือนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การคัดแยกขยะ และการสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คือการสร้างระบบใหม่ที่ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์ร่วมกัน ในระดับชุมชน จะเกิดแหล่งเรียนรู้และต้นแบบธุรกิจที่สร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าขยะในพื้นที่ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่ สนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมรีไซเคิลไทย ในระดับสิ่งแวดล้อม จะลดปริมาณขยะฝังกลบ ลดการรั่วไหลของพลาสติก และช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คนรุ่นต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/27/621300/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03wezpbOEedUyE5Fz_kOt6

  • ออมสิน ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง MLR/MOR/MRR

    ออมสิน ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง MLR/MOR/MRR

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/131901&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kDpne6IiKIAlUDhRs0oK9

  • ฐานเศรษฐกิจ คว้ารางวัล ‘ป๋วย อึ๊งภากรณ์’ บทความยุทธศาสตร์รอดสมรภูมิสหรัฐฯ-จีน

    ฐานเศรษฐกิจ คว้ารางวัล ‘ป๋วย อึ๊งภากรณ์’ บทความยุทธศาสตร์รอดสมรภูมิสหรัฐฯ-จีน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 ก.พ.69) สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 และมอบรางวัลบทความข่าวเชิงวิเคราะห์ ให้กับสมาชิกที่ส่งผลงานเข้าประกวด

    ฐานเศรษฐกิจ คว้ารางวัล 'ป๋วย อึ๊งภากรณ์' บทความยุทธศาสตร์รอดสมรภูมิสหรัฐฯ-จีน

    จากการที่สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เปิดให้สมาชิกสมาคมฯ ส่งบทความเข้าประกวดในโครงการประกวด “บทความข่าวเชิงวิเคราะห์” (ลับคมความคิด) ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะในการนำเสนอข่าวด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้คนในสังคมส่วนใหญ่หันมาให้ความสนใจกับข่าวเศรษฐกิจมากขึ้น

    สำหรับโครงการประกวด “บทความข่าวเชิงวิเคราะห์” ได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย และ สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในการใช้ชื่อรางวัล “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติประวัติของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในฐานะที่เป็นปราชญ์ทางเศรษฐกิจ

    โดยในปี 2568 สมาคมฯ เปิดให้สมาชิกส่งบทความเข้าประกวด ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน – 22 ธันวาคม 2568 โดยมีสมาชิกจากองค์กรสื่อต่าง ๆ ส่งบทความเข้าประกวด จำนวน 31 บทความ แบ่งเป็น สื่อออนไลน์ 21 บทความ, สื่อสิ่งพิมพ์ 5 บทความ, สื่อโทรทัศน์ 3 บทความ และสื่อวิทยุ 2 บทความ

    นายวสวัตติ์ โอดทวี ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าวฐานเศรษฐกิจ

    ซึ่งในรางวัล “ประเภทสื่อสิ่งพิมพ์” ปรากฎว่า นายวสวัตติ์ โอดทวี ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว ในฐานะรับผิดชอบทีมข่าวเศรษฐกิจ-นโยบาย ได้รับรางวัลที่ 2 จากการเขียนบทความเรื่อง อนาคตเศรษฐกิจไทยบนสมรภูมิ “สหรัฐฯ VS จีน” คนละครึ่งหรือเลือกข้าง ทางรอดสุดท้ายเปลี่ยนชะตาประเทศ ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    นายวสวัตติ์ โอดทวี ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าวฐานเศรษฐกิจ เปิดเผยหลังรับรางวัลว่า ขอขอบคุณรางวัลที่มอบให้ในครั้งนี้ ในฐานะคนทำข่าวเศรษฐกิจมาโดยตลอด ก็หวังว่าจะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตข่าวเศรษฐกิจที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ความเข้าใจจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และมีคุณภาพ ภายใต้การแข่งขันกันอย่างรุนแรงของธุรกิจสื่อในปัจจุบัน

    ฐานเศรษฐกิจ คว้ารางวัล 'ป๋วย อึ๊งภากรณ์' บทความยุทธศาสตร์รอดสมรภูมิสหรัฐฯ-จีน

    สำหรับบทความเรื่อง อนาคตเศรษฐกิจไทยบนสมรภูมิ “สหรัฐฯ vs จีน” คนละครึ่งหรือเลือกข้าง ทางรอดสุดท้ายเปลี่ยนชะตาประเทศ มีเนื้อหาแสดงถึงประเด็น สงครามการค้า (Trade War) ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2561 ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางการทวิภาคีอีกต่อไป 

    แต่สถานการณ์ดังกล่าวได้แปรสภาพเป็นสมรภูมิทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังบีบให้ประเทศขนาดเล็กอย่างประเทศไทยต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก ทั้งการรักษาจุดยืนแบบ “คนละครึ่ง” ด้วยนโยบายเป็นกลางและยืดหยุ่น หรือการถูกลากเข้าสู่สนามแม่เหล็กแห่งการ “เลือกข้าง” ที่อาจกำหนดชะตากรรมทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    ฐานเศรษฐกิจ คว้ารางวัล 'ป๋วย อึ๊งภากรณ์' บทความยุทธศาสตร์รอดสมรภูมิสหรัฐฯ-จีน

    การแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจนี้มีแนวโน้มที่จะเข้มข้นและยืดเยื้อต่อไปอีกหลายปี โดยมีนัยสำคัญต่อภาคการผลิต การค้า การลงทุน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังเปิดมุมมองว่า เราจะเปลี่ยนแรงกดดันนี้ให้เป็นโอกาสในการเปลี่ยนชะตาประเทศ ด้วยยุทธศาสตร์เชิงรุกได้อย่างไรด้วย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับโดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ร่วมตัดสิน ประกอบด้วย

    • รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
    • คุณโสมรัศมิ์ จันทรัตน์ จันทร์วิไลศรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
    • รศ.ดร.จินตวีร์ เกษมศุข คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์
    • อาจารย์นฤดม ต่อเทียนชัย อาจารย์ประจำสาขาการตลาดดิจิทัล คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
    • คุณวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)

    รางวัลอื่นๆ

    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ได้นำส่งบทความทั้ง 31 บทความ ให้กับคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 5 ท่านได้พิจารณา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ก่อนจะมีการประชุมร่วมกันเพื่อสรุปผลการตัดสิน เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา โดยผู้ชนะในโครงการประกวด “บทความข่าวเชิงวิเคราะห์” (ลับคมความคิด) ประจำปี 2568 ในแต่ละประเภท มีดังต่อไปนี้

    ประเภทสื่อสิ่งพิมพ์

    รางวัลที่ 1 เรื่อง วิกฤติ&โอกาสส่งออกไทย : กรณีศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินคดี “มาตรการภาษีทรัมป์” โดย นางสาวสิริวรรณ พงษ์ไพโรจน์ สังกัด หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลที่ 2 เรื่อง อนาคตเศรษฐกิจไทยบนสมรภูมิ “สหรัฐฯ VS จีน” คนละครึ่งหรือเลือกข้าง ทางรอดสุดท้ายเปลี่ยนชะตาประเทศ โดย นายวสวัตติ์ โอดทวีสังกัด หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลที่ 3 เรื่อง Regaining a lucrative tourism market โดย นางสาวมลภษร ชูวงษ์ สังกัด หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เงินรางวัล 7,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลชมเชย เรื่อง ‘ฐานะการคลังไทย’ สัญญาณเตือนจาก ‘เครดิตเรตติ้ง’ สู่ ‘แผนการคลังระยะปานกลาง’ ฉบับปฏิรูป โดย นายนครินทร์ ศรีเลิศ สังกัด หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    ฐานเศรษฐกิจ คว้ารางวัล 'ป๋วย อึ๊งภากรณ์' บทความยุทธศาสตร์รอดสมรภูมิสหรัฐฯ-จีน

    ประเภทสื่อโทรทัศน์

    รางวัลที่ 1 เรื่อง คลินิกแก้หนี้ สร้างโอกาสใหม่ให้มนุษย์เงินเดือน โดย นางสาวขนิษฐา อมรเมศวรินทร์ สังกัด สำนักข่าวไทย ช่อง 9 MCOT เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลที่ 1 เรื่อง “จับตากลุ่มทุนรุกป่าตะวันออก” โดย นางลักขณา  หมานระเด่น สังกัด สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลที่ 2 เรื่อง “ส่งออกไทย” เสี่ยงวิกฤตซ้ำ! เผชิญหน้าภาษีสหรัฐฯ – การเมืองไม่นิ่ง โดย นางสาวธาราภรณ์ ฤกษ์ดี สังกัด สถานีโทรทัศน์ PPTV HD36 เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    ประเภทสื่อวิทยุ รางวัลที่ 1 เรื่อง ภาครัฐยกระดับตัดวงจรบัญชีม้า โดย นายเอกวิณ กากะนิก สังกัด สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    ประเภทสื่อออนไลน์ รางวัลที่ 1 เรื่อง กับดักหนี้คน Gen Z : วิกฤตการณ์หนี้ที่ซ่อนตัวในความสะดวกสบายยุคดิจิทัล โดย นางสาวดาริน วิวัฒน์เจริญพงศ์สังกัด สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลที่ 2 เรื่อง ผูกขาดค่า GP–กินรวบขนส่ง! สั่นคลอน ‘อีคอมเมิร์ซ’ ไทย จับตาจุดเปลี่ยนค้าปลีกดิจิทัล โดย นางสาวปานฉัตร สินสุข สังกัด หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลที่ 3 เรื่อง เจาะ Open Data เปิด “3 มายากลก๊าซเรือนกระจก” เมื่อทุนใหญ่ฟอกเขียว–ป่าหาย คนไทยเสี่ยงโลกเดือด โดย นางสาวชนิตา งามเหมือน สังกัด Onlinenewstime เงินรางวัล 7,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลชมเชย เรื่อง Wellbeing Economy เมื่อ “สุขภาวะ” กลายเป็นเครื่องมือชี้วัดเศรษฐกิจอันใหม่ ไทยต้องลดความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือนและ Aging Society โดย นายวุฒิกร สินธุวาทิน และ นางสาวกวินทิพย์ สีดามาตร์ สังกัด BrandAge เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลชมเชย เรื่อง เมื่อธรรมาภิบาล “ตลาดทุนไทย” ถูกท้าทาย ผู้คุ้มกฎ แก้เกมกลโกง ได้ทันหรือไม่ ??? โดย นางจารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช สังกัด สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลชมเชย เรื่อง พ.ร.ก.อาชญากรรมไซเบอร์ ป้องกัน หรือ พันธนาการ โดย นางสาวอัมพวัน  อยู่กระทุ่ม สังกัด หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 360 เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652551&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MPAt7pCV-QoofuAOdh9ud

  • ธปท.คาดตั้งรัฐบาลได้เร็ว งบฯ ปี70 เร็วกว่าที่ประเมิน 1 เดือน

    ธปท.คาดตั้งรัฐบาลได้เร็ว งบฯ ปี70 เร็วกว่าที่ประเมิน 1 เดือน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-84&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qhKXRwqr3lfcAVdRbW98X

  • SCB ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจควบคู่บรรเทาภาระทางการเงินของลูกค้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจควบคู่บรรเทาภาระทางการเงินของลูกค้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ธนาคารไทยพาณิชย์ ขานรับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับครัวเรือนและธุรกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น  โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ใหม่มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป 

    นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และครัวเรือนที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนทางการเงินและสภาพคล่อง ประกอบกับปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย และเพื่อช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าของธนาคาร ธนาคารจึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR : Minimum Loan Rate)  เหลือ 6.350% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR : Minimum Overdraft Rate) เหลือ 6.275% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR : Minimum Retail Rate) ปรับลดลงเหลือ 6.575% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

    ธนาคารยังคงพร้อมสนับสนุนลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระทางการเงิน ควบคู่ไปกับความช่วยเหลืออื่นๆ ที่ธนาคารได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับลูกค้าที่ประสงค์จะขอรับคำปรึกษา สามารถติดต่อได้ที่ SCB Call Center 02-777-7777

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/27/621402/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U8YMA7l2CEQ5uCPSEVhM1