Category: เศรษฐกิจ

  • หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 27/02/69 ปิดที่ 48,977.92 จุด ลดลง 521.28 จุด

    หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 27/02/69 ปิดที่ 48,977.92 จุด ลดลง 521.28 จุด

    ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงในวันศุกร์ (27 ก.พ.) โดยหุ้นกลุ่มการเงินและเทคโนโลยีถูกเทขายอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนในหลายประเด็น ส่งผลให้ตลาดเผชิญกับการปรับตัวลงรายเดือนรุนแรงที่สุดในรอบ 1 ปี

    ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 48,977.92 จุด ลดลง 521.28 จุด หรือ -1.05%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,878.88 จุด ลดลง 29.98 จุด หรือ -0.43% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,668.21 จุด ลดลง 210.17 จุด หรือ -0.92%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/131954&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wAu_E4n40u88FUYV0Mi5Z

  • SCB EIC วิเคราะห์ภาษีสหรัฐฯ 15% ไทยส่งออกฟื้น แต่ยังต้องระวัง

    SCB EIC วิเคราะห์ภาษีสหรัฐฯ 15% ไทยส่งออกฟื้น แต่ยังต้องระวัง


    SCB EICประเมินสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้า 15% เป็นเพียงการ “เปลี่ยนเครื่องมือ” ทางการค้า ไทยอาจได้อานิสงส์ส่งออกระยะสั้น ปรับคาดการณ์ GDP ปีนี้ขึ้น 1.8% แม้เศรษฐกิจยังเปราะบาง

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินทิศทางนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายหลังศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยว่านโยบายภาษีเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% ภายใต้มาตรา 122 เป็นระยะเวลา 150 วัน

    ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส SCB EIC ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า การยกเลิกภาษีบางส่วนตามคำสั่งศาลเป็นเพียงการ “เปลี่ยนเครื่องมือ” มากกว่าการยุติสงครามการค้า โดยแม้อัตราภาษีเฉลี่ยที่แท้จริงของสหรัฐฯ (Effective Tariff Rate: ETR) จะลดลงเล็กน้อยจาก 13.6% เหลือ 12.1% ในช่วง 150 วันดังกล่าว แต่สิ่งที่น่ากังวลคือความไม่แน่นอนหลังครบกำหนด

    ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังสามารถใช้มาตรการอื่นเพิ่มเติม เช่น มาตรา 201, 232 หรือ 338 ซึ่งอาจเก็บภาษีได้สูงสุดถึง 50% โดยไม่จำกัดระยะเวลา แม้อาจเผชิญข้อจำกัดทางกฎหมาย ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายจึงเป็นแรงกดดันที่สำคัญกว่าระดับภาษีปัจจุบัน

    ไทยได้อานิสงส์ส่งออกระยะสั้น แต่ลงทุนเสี่ยงชะลอ

    สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย SCB EIC ประเมินว่า อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่อสินค้าไทย (ETR) ลดลงเพียงราว 1.9% ซึ่งไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นผู้ส่งออกไทยอาจได้อานิสงส์จากการที่ผู้นำเข้าสหรัฐฯ เร่งสั่งซื้อก่อนมาตรการใหม่มีผลบังคับใช้

    แต่ในระยะยาว ความไม่แน่นอนทางนโยบายจะกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่อาจใช้ท่าที “Wait and See” และชะลอแผนลงทุนออกไป

    อีกทั้ง การจัดเก็บภาษี 15% เท่ากันทุกประเทศในระยะสั้น อาจเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของจีนในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นความท้าทายเพิ่มเติมต่อผู้ส่งออกไทย โดยภาพรวม SCB EIC ยังไม่เห็นความจำเป็นต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจจากประเด็นนี้อย่างมีนัยสำคัญ

    ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้เป็น 1.8% แต่ยังฟื้นตัวต่ำ

    SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้จาก 1.5% เป็น 1.8% โดยมีแรงหนุนจากปัจจัยชั่วคราว เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ

    ปัจจัยสนับสนุนหลักในระยะต่อไป ได้แก่

    • การส่งออก คาดว่าจะขยายตัว 1.6% จากการฟื้นตัวของการค้าโลก และความต้องการสินค้าในกลุ่ม AI และอิเล็กทรอนิกส์

    • การลงทุนภาคเอกชน มีแนวโน้มดีขึ้นตามยอดขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล

    อย่างไรก็ตาม ดร.ปุณยวัจน์ ย้ำว่า การเติบโตที่ระดับ 1.8% ยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพในอดีต เศรษฐกิจไทยยังเปราะบางและเผชิญความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนภายนอกประเทศ จึงยังไม่อาจวางใจได้ในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/40655&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ae1ejkxTKAfp43zlkgJVN

  • ดัชนีเชื่อมั่น EEC พุ่งแรงทะลุ 80 รับอานิสงส์ท่องเที่ยว-เกษตรบูม

    ดัชนีเชื่อมั่น EEC พุ่งแรงทะลุ 80 รับอานิสงส์ท่องเที่ยว-เกษตรบูม

    เจาะลึกอนาคตเศรษฐกิจไทย: เมื่อ “ตะวันออก” ยังเป็นพระเอก

    รายงานดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ล่าสุด เผยภาพรวมที่น่าจับตา โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่ดูเหมือนจะกลายเป็นหัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอีก 6 เดือนข้างหน้า ด้วยตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นพุ่งสูงถึง 76.9 และที่น่าสนใจที่สุดคือในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่ตัวเลขความเชื่อมั่นทะยานไปแตะระดับ 80.6 สะท้อนถึงความมั่นใจของผู้ประกอบการที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง 

    ปัจจัยหนุนที่ทำให้ EEC และภาคตะวันออก “เนื้อหอม” ความร้อนแรงนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่ได้รับแรงหนุนสำคัญจากภาคบริการที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งตามมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ บวกกับการก้าวเข้าสู่ฤดูกาลผลไม้ที่เป็นหัวใจหลักของภาคเกษตรในพื้นที่ ทำให้ความต้องการสินค้าเกษตรเพิ่มสูงขึ้น สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่อย่างเป็นกอบเป็นกำ

    หากพูดถึง เขต EEC ถือได้ว่าเป็น “หัวใจการลงทุนยุคใหม่” ของไทย ครอบคลุม 3 จังหวัดยุทธศาสตร์ ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมหลักของประเทศมาอย่างยาวนาน ทั้งปิโตรเคมี ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์

    บทบาทของ EEC วันนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ฐานการผลิตเดิม แต่กำลังยกระดับสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล อากาศยาน และโลจิสติกส์สมัยใหม่ ภายใต้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เชื่อมทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ

    ด้วยศักยภาพด้านทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายส่งเสริมการลงทุน EEC จึงถูกวางให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการดึงดูดเงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    มองข้ามช็อตไปภูมิภาคอื่น ไม่เพียงแค่ภาคตะวันออกเท่านั้นที่สดใส ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ตามมาติดๆ ด้วยดัชนี 73.5 จากอานิสงส์การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคเหนือ 71.9 และภาคใต้ 70.7 ยังคงขยายตัวได้ดีจากภาคอุตสาหกรรมแปรรูปและการจัดเทศกาลท่องเที่ยวที่ดึงดูดทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    อย่างไรก็ตาม สศค.ชี้ว่า ยังประเด็นที่ต้อง “เฝ้าระวัง” บนเส้นทางที่ดูเหมือนจะสดใส ยังมี “ตัวแปร” ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทิศทางนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาล และประเด็นเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน 

    นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังจับตาดูสถานการณ์ความไม่แน่นอนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและความเชื่อมั่นในระยะยาวได้

    ทั้งนี้ ในปี 2569 นี้คาดหวังว่า ภาคตะวันออกและ EEC ยังคงเป็นดินแดนแห่งโอกาสที่น่าจับตามองอย่างต่อเนื่อง แต่การบริหารความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง นโยบายรัฐบาลใหม่ และเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/738629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r3G3Zz4IkKZZfVdRXdK7a

  • วิกฤติภูมิอากาศรุกเศรษฐกิจไทย บีบปรับตัวท่ามกลางโลกเดือด

    วิกฤติภูมิอากาศรุกเศรษฐกิจไทย บีบปรับตัวท่ามกลางโลกเดือด

    วิกฤติภูมิอากาศรุกเศรษฐกิจไทย บีบปรับตัวท่ามกลางโลกเดือด

    วิกฤติภูมิอากาศรุกเศรษฐกิจไทย บีบปรับตัวท่ามกลางโลกเดือด

    เหตุการณ์มหาอุทกภัยในภาคใต้ช่วงปลายปี 2567 โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างหาดใหญ่ ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังกระทบรายได้ภาคท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันปลายปี เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า “ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ” ไม่ใช่ประเด็นไกลตัวอีกต่อไป หากแต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบเศรษฐกิจไทยโดยตรง

    รายงานของ SCB EIC อ้างอิงข้อมูลจากฐานภัยพิบัติฉุกเฉิน EM-DAT ของศูนย์วิจัยด้านระบาดวิทยาภัยพิบัติ (CRED) ระบุว่า ในปี 2567 โลกเผชิญภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวม 373 ครั้ง เพิ่มขึ้น 16.2% จาก 321 ครั้งในปี 2543 โดยนับเฉพาะเหตุการณ์รุนแรงที่มีผู้เสียชีวิตเกิน 10 ราย หรือผู้ได้รับผลกระทบเกิน 100 รายขึ้นไป แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับสถานการณ์ในไทย ซึ่งเผชิญภัยลักษณะนี้ 7 ครั้งในปี 2567 และเพิ่มเป็น 13 ครั้งในปี 2568 จากเพียง 5 ครั้งในปี 2543 โดยกว่าครึ่งเป็นพายุและน้ำท่วม

    องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประเมินว่า ไทยมีความเสียหายสะสมจากภัยพิบัติทางภูมิอากาศคิดเป็นเกือบ 0.7% ของ GDP ช่วงปี 2548-2567 ขณะที่ดัชนี Global Climate Risk Index (CRI) โดย Germanwatch จัดอันดับให้ไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงเป็นอันดับ 17 ของโลกในปี 2567

    ภาพใหญ่ระดับโลกยิ่งสะท้อนความเสี่ยงระยะยาว รายงาน The Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forumซึ่งสำรวจความเห็นผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,300 ราย ระบุว่า ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นความเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า โดย 73% มองว่าอาจส่งผลในระดับ “Turbulent” หรือ “Stormy” โดยเฉพาะประเด็นภูมิอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการล่มสลายของระบบนิเวศ

    ในอีกด้าน โลกกำลังเผชิญความจริงที่ยากจะปฏิเสธ เป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสจากยุคก่อนอุตสาหกรรม ซึ่งถูกกำหนดไว้ในการประชุม COP21 ที่กรุงปารีส ปี 2015 กำลังถูกตั้งคำถาม ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกในปี 2024 อยู่ที่ราว 1.5-1.6 องศาเซลเซียสแล้ว ขณะที่บทวิเคราะห์ของ The Economist และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ประเมินว่า ภายใต้นโยบายปัจจุบัน โลกอาจร้อนขึ้น 2.6-2.8 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 ซึ่งจะเร่งระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นและทำลายระบบนิเวศสำคัญ เช่น แนวปะการังที่อาจหายไป 70–90%

    นโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก บริษัทข้ามชาติเริ่มนำข้อมูลการปล่อยคาร์บอนของคู่ค้ามาใช้พิจารณาจัดซื้อ อย่างไรก็ดี บริบทภูมิรัฐศาสตร์กลับซับซ้อนขึ้น เมื่อสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ Donald Trump สมัยที่สอง ผ่อนคลายนโยบายภูมิอากาศ แต่เพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าและตั้งกำแพงภาษีมากกว่า 10% ต่อสินค้านำเข้า สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนของประเทศคู่ค้า

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ไทยถูกบีบจากสองด้าน ด้านหนึ่งต้องควบคุมต้นทุนเพื่อรับมือกำแพงภาษี อีกด้านต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรักษาความสามารถแข่งขันในตลาดโลก ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน ทั้งด้านแรงจูงใจภาษี โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด และระบบการเงินสีเขียว ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งประเมินความเสี่ยง กำหนดเป้าหมายลดคาร์บอน และใช้ประโยชน์จาก Green Finance หรือ Transition Finance เพื่อปรับโมเดลธุรกิจ

    วิกฤติสภาพภูมิอากาศจึงไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ การเร่งปรับตัวตั้งแต่วันนี้จึงไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกติกาโลก หากคือการรักษาความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว ท่ามกลางโลกที่กำลังเข้าสู่ยุค “Stormy Climate Risks” อย่างเต็มรูปแบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652615&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rFJLOftedBKw16fE-xrBu

  • ‘กรมพัฒน์’ รุกสร้างโอกาสธุรกิจ มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ‘กรมพัฒน์’ รุกสร้างโอกาสธุรกิจ มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ‘กรมพัฒน์’ รุกสร้างโอกาสธุรกิจ มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ‘กรมพัฒน์’ รุกสร้างโอกาสธุรกิจ มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

    โดยการขยายโอกาสทางธุรกิจ และสร้างอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค สนับสนุนให้ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทยสามารถขยายธุรกิจสู่ตลาดท้องถิ่น สร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง

    รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ว่างงาน และผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง สามารถเข้าถึงการลงทุนในรูปแบบแฟรนไชส์ได้ง่ายขึ้น

    ‘กรมพัฒน์’ รุกสร้างโอกาสธุรกิจ มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ซึ่งเป็นการดำเนินการผ่านกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 จังหวัดอุดรธานี โดยมีการนำเสนอแฟรนไชส์กว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม บริการ และค้าปลีก

    อีกทั้งยังมีการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเปิดโอกาสในการสร้างความร่วมมือทางการค้า และการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน การบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ เป็นต้น

    สำหรับการจัดกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow นั้น ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนไทยในทุกภูมิภาค 

    “แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 มีนาคม 2569 mujศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดรธานี”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652614&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w7GMqa34A74kELAQHEwAV

  • ทบ. แจงปมผ่อนปรนส่งออกน้ำมันไปลาว ย้ำเน้นความมั่นคงควบคู่เศรษฐกิจชายแดน

    ทบ. แจงปมผ่อนปรนส่งออกน้ำมันไปลาว ย้ำเน้นความมั่นคงควบคู่เศรษฐกิจชายแดน

    ทบ. แจงปมผ่อนปรนส่งออกน้ำมันไปลาว ย้ำเน้นความมั่นคงควบคู่เศรษฐกิจชายแดน

    วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.07 น.

    ทบ. แจงมาตรการผ่อนปรนส่งออกน้ำมันไป สปป.ลาว ยืนยันมีความรัดกุม พร้อมบูรณาการร่วม ไทย-ลาว คุมเข้มไม่ให้มีการลักลอบส่งไปยังกัมพูชา

    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงถึงการผ่อนปรนมาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการระงับการส่งออกตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2568 เพื่อสกัดกั้นการลักลอบส่งออกน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชาด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง

    ​โฆษกกองทัพบกย้ำว่า กองทัพบกยังคงให้ความสำคัญกับสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด รวมถึงต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ให้ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง ผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

    ​ซึ่งล่าสุด กองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 2 ได้กำหนดมาตรการผ่อนปรนควบคู่ไปกับการวางแนวทางควบคุมที่เข้มงวด เพื่อลดผลกระทบต่อภาคประชาชนและเศรษฐกิจของ สปป.ลาว โดยมีการบูรณาการความร่วมมือผ่านการจัดประชุมชี้แจงร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง ส่วนราชการในพื้นที่ และตัวแทนผู้ประกอบการส่งออกน้ำมันผ่านด่านศุลกากรช่องเม็ก เพื่อตรวจสอบข้อมูลผู้ประกอบการทั้งฝั่งไทยและลาวอย่างละเอียด ซึ่งทางการลาวแขวงจำปาสัก ได้มีหนังสือยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า บริษัทผู้รับซื้อดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีการส่งออกต่อไปยังประเทศที่สามแต่อย่างใด

    ​นอกจากนี้ เพื่อให้กระบวนการส่งออกเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ กองทัพภาคที่ 2 ยังได้เพิ่มมาตรการควบคุมอย่างเป็นระบบ ทั้งการติดตั้งระบบ GPS เพื่อติดตามรถขนส่งน้ำมันตั้งแต่ต้นทางจนถึงจุดหมาย การจัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบยานพาหนะให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต ตลอดจนกำหนดให้มีการรับรองการขนถ่ายน้ำมัน ณ คลังปลายทางใน สปป.ลาว และต้องรายงานผลการขนย้ายน้ำมันต่อกองกำลังสุรนารีทุกครั้ง

    ​โฆษกกองทัพบกยังได้กล่าวอีกว่า การผ่อนปรนการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงถือเป็นการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับ สปป.ลาว ในฐานะมิตรประเทศที่มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด และยังลดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน อันจะส่งผลต่อเสถียรภาพตามแนวชายแดนในระยะยาว

    ​ส่วนมาตรการป้องกันการลักลอบจำหน่ายน้ำมันไปยังกัมพูชา ยืนยันว่าทั้งไทย และ สปป.ลาว ได้ร่วมกันกำหนดมาตรการอย่างรัดกุม เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการลักลอบส่งไปยังกัมพูชา ซึ่งทาง สปป.ลาว ได้ให้ความร่วมมือในการดำเนินการเป็นอย่างดี​

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/949921&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OrQVUKUOUlABt-iZVnP4D

  • SCB EIC ประเมินภาษีนำเข้าใหม่สหรัฐฯ 15% สร้างความไม่แน่นอนสูง หวั่นลามฉุดรั้งการลงทุนในประเทศไทย

    SCB EIC ประเมินภาษีนำเข้าใหม่สหรัฐฯ 15% สร้างความไม่แน่นอนสูง หวั่นลามฉุดรั้งการลงทุนในประเทศไทย

    SCB EIC ประเมินทิศทางนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายหลังศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยว่านโยบายภาษีเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% พร้อมวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย

    ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า มองว่าการยกเลิกภาษีบางส่วนตามคำสั่งศาลเป็นเพียงการ เปลี่ยนเครื่องมือ ของสหรัฐฯ มากกว่าที่จะเป็นการยุติสงครามการค้า โดยสหรัฐฯ ได้นำนโยบายมาตรา 122 มาบังคับใช้ ซึ่งเป็นการจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 15% เท่ากันทุกประเทศเป็นระยะเวลา 150 วัน

    แม้ในช่วง 150 วันนี้ อัตราภาษีเฉลี่ย (Effective Tariff Rate: ETR) ของสหรัฐฯ จะลดลงเล็กน้อยจาก 13.6% เหลือ 12.1% แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นหลังจากหมดระยะเวลา 150 วัน เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ อาจนำมาตรการอื่นๆ มาใช้เพิ่มเติมหรือควบคู่กันไป เช่น มาตรา 201, มาตรา 232 หรือแม้กระทั่งมาตรา 338 ที่สามารถเก็บภาษีได้สูงสุดถึง 50% โดยไม่จำกัดระยะเวลา แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่อาจถูกตีตกได้ ซึ่งความไม่แน่นอนนี้ถือเป็นปัจจัยกดดันที่สูงกว่าอัตราภาษีที่ปรากฏในปัจจุบัน

    ผลกระทบต่อไทย ส่งออกได้อานิสงส์สั้น แต่กดดันการลงทุนระยะยาว

    สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย อัตราภาษีนำเข้าสู่สหรัฐฯ (ETR) ของไทยลดลงเพียงเล็กน้อยประมาณ 1.9% ซึ่งถือว่าไม่มากนัก แต่ในระยะสั้น การส่งออกของไทยอาจได้รับผลบวกชั่วคราวจากการที่ผู้นำเข้าสหรัฐฯ เร่งสั่งซื้อและนำเข้าสินค้าก่อนที่จะมีมาตรการใหม่ๆ ออกมาเพิ่มเติม

    อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ความไม่แน่นอนทางนโยบายจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุนภาคเอกชน เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการตัดสินใจ (Wait and See) หรือเลื่อนแผนการลงทุนออกไปก่อน

    นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ เก็บภาษี 15% เท่ากันทุกประเทศในระยะสั้น อาจส่งผลให้ประเทศจีนมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งเป็นความท้าทายต่อผู้ส่งออกไทย ทำให้โดยภาพรวมแล้ว การเปลี่ยนโครงสร้างภาษีในครั้งนี้ยังไม่ได้ส่งผลให้ SCB EIC ต้องปรับเปลี่ยนประมาณการทางเศรษฐกิจจากผลกระทบนี้อย่างมีนัยสำคัญ

    ปรับเพิ่มเป้า GDP ไทยปีนี้เป็น 1.8% แต่ยังถือว่าฟื้นตัวต่ำ

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย SCB EIC ได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของจีดีพี ในปีนี้ขึ้นจาก 1.5% เป็น 1.8% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงที่ผ่านมา เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ รวมถึง 2 ปัจจัยหลักในอนาคต ได้แก่

    • การส่งออก คาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้ที่ระดับ 1.6% จากอานิสงส์การฟื้นตัวของการค้าโลก และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และอิเล็กทรอนิกส์
    • การลงทุนภาคเอกชน มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

    อย่างไรก็ดี ดร.ปุณยวัจน์ ย้ำว่า การเติบโตที่ระดับ 1.8% ยังถือเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าในอดีตค่อนข้างมาก เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางและมีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง จึงยังไม่สามารถไว้วางใจได้

    ภาพ: mark reinstein / Shutterstock

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/scb-eic-us-tax-investment-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a9hT4ncW3UmN8Rs6TXX5g

  • ‘เด็จพี่’ เชื่อมั่นเพื่อไทย ส่งมืออาชีพ-มีวิสัยทัศน์ ร่วมครม.อนุทิน

    ‘เด็จพี่’ เชื่อมั่นเพื่อไทย ส่งมืออาชีพ-มีวิสัยทัศน์ ร่วมครม.อนุทิน

    28 กุมภาพันธ์ 2569 – นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของประเทศ หลังจากได้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่ ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล คือ การเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง มะพร้าว รวมทั้งการวางแผนล่วงหน้าที่คาดว่าในปีนี้ ประเทศไทยจะพบปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ซึ่งจะส่งผลต่อภาคการเกษตร ที่ต้องวางแผนรับมือแก้ไขให้พี่น้องประชาชน ก่อนหน้าคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลงจาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี เพื่อหวังให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นว่า สภาพเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจัยภายใน อยู่ในภาวะไม่สู้ดีนักที่เป็นมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ปีนี้ และมีแนวโน้มจะซึมยาวไปถึงปีหน้า เป็นความท้าทายใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ ที่ต้องเข้ามาสะสาง แก้ไข

    นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ยังไม่แล้วเสร็จ ตนติดตามข่าวจากสื่อมวลชน คาดการณ์รายชื่อรัฐมนตรีที่มาจากพรรคภูมิใจไทย พรรคร่วมรัฐบาล พรรคเพื่อไทยและที่มาจากคนนอก หลายคนคุ้นเคยในแวดวงการเมือง มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ จับต้องได้ ในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น ไม่ทราบว่า คณะกรรมการบริหารของพรรคพิจารณา ส่งรายชื่อบุคคลใดไปเป็นรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วยว่าการ อยู่ในกระทรวงใดบ้างนั้น ไม่ทราบ

    “แต่มั่นใจได้เลยว่า พรรคเพื่อไทยที่ผ่านสมรภูมิการเมืองมายาวนานเคยเป็นทั้งพรรคแกนนำตั้งรัฐบาล และฝ่ายค้าน นักการเมืองพรรคเพื่อไทย นักการเมืองหน้าใหม่ คนรุ่นใหม่ ผู้มีประสบการณ์การเมือง เป็นสส.หลายสมัย ล้วนมีความรู้ ความสามารถ มืออาชีพ มีวิสัยทัศน์ พร้อมลุยงานหนัก มีแนวทางแก้ไขปัญหาที่จะได้รับมอบหมายในอนาคตได้อย่างแน่นอนและพร้อมทำงานอย่างบูรณาการกับทุกภาคส่วนเพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/955264/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10nJ5CJfEAly7niuZwLkwV

  • ฮั่วเซ่งเฮง ประกาศงดซื้อ-ขายออนไลน์ชั่วคราว ให้บริการอีกครั้ง 2 มี.ค.

    ฮั่วเซ่งเฮง ประกาศงดซื้อ-ขายออนไลน์ชั่วคราว ให้บริการอีกครั้ง 2 มี.ค.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132032&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JMazleisJG-qOEGxGNJQ7

  • “ราคาทอง” วันนี้พุ่งแรง 1,450 บาท “ทองรูปพรรณ” ขายออกแตะ 78,400 บาท

    “ราคาทอง” วันนี้พุ่งแรง 1,450 บาท “ทองรูปพรรณ” ขายออกแตะ 78,400 บาท

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/131971&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YjM3ZQYNAkVetDhbkzRQE