Category: เศรษฐกิจ

  • คอลัมน์การเมือง – ภาวะ ‘หมาจนตรอก’ ของผู้นำกัมพูชา

    คอลัมน์การเมือง – ภาวะ ‘หมาจนตรอก’ ของผู้นำกัมพูชา

    นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าการปฏิบัติการฉ้อโกงทางไซเบอร์เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลของเขา หรือว่าทางการร่วมมือกับเฉิน จื้อ หัวหน้าแก๊งอาชญากรรมที่ถูกกล่าวหา โดยระบุว่าเครือข่ายดังกล่าวทำลายเศรษฐกิจและชื่อเสียงระหว่างประเทศของกัมพูชา

    ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันที่ 25 ก.พ. ผู้นำกัมพูชากล่าวว่าศูนย์หลอกลวงออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งของ “เศรษฐกิจมืด” ที่กำลังทำลายเศรษฐกิจที่สุจริตของประเทศและทำลายชื่อเสียงของกัมพูชา ส่งกระทบเชิงลบต่อการท่องเที่ยวและการลงทุน เขากล่าวว่า “นี่คือเหตุผลที่เราต้องกำจัดมันออกไปให้หมด”

    1) แม้ฮุน มาเนต จะยอมรับว่าการปฏิบัติการของศูนย์หลอกลวงออนไลน์ดังกล่าวอาจช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางธุรกิจและสร้างงานได้บ้างในทางอ้อม แต่เขาปฏิเสธข้อกล่าวอ้างที่ว่าประเทศได้รับผลประโยชน์จากการฉ้อโกงเหล่านี้

    2) ในประเด็นที่ เฉิน จื้อ ถูกจับกุมและถูกเนรเทศไปยังประเทศจีนในเดือนมกราคม ฮุน มาเนต กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ไม่ทราบว่าเฉิน จื้อ มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระทำผิดทางอาญาใดๆ

    “เราไม่รู้ว่าเขาเป็นหัวหน้าแก๊ง” ฮุน มาเนต กล่าวให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี พร้อมเสริมว่าจากการตรวจสอบประวัติไม่พบสิ่งผิดปกติ และกลุ่มบริษัทปรินซ์ (Prince Group) ของ เฉิน จื้อ ดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ รวมทั้งอังกฤษ

    3) ฮุน มาเนต กล่าวว่าก่อนที่จะมีการกล่าวหานั้น เฉิน จื้อ เป็นเพียงนักธุรกิจที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเสริมว่าเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการทันทีเมื่อทราบถึงการกระทำผิดที่ถูกกล่าวหา

    กัมพูชาได้เพิ่มความเข้มข้นในการรณรงค์ต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์หลังถูกนานาชาติกดดัน โดยเริ่มปฏิบัติการร่วมกับพันธมิตรต่างชาติตั้งแต่ปีที่แล้ว

    ทางการกัมพูชาระบุว่าได้ปิดศูนย์สแกมไปแล้วมากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ และจับกุมบุคคลระดับแกนนำกว่า 170 คน

    ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2568 มีผู้ที่ทำงานหรือเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมฉ้อโกงประมาณ 13,500 คน จาก 66 ประเทศ ถูกเนรเทศออกจากกัมพูชา และรายงานดังกล่าวยังประเมินว่ามีผู้คนอย่างน้อย 100,000 คน ถูกบังคับให้ทำการหลอกลวงออนไลน์

    รัฐบาลกัมพูชาได้ให้คำมั่นว่าจะกำจัดปฏิบัติการหลอกลวงทางออนไลน์ให้หมดไปภายในเดือน เม.ย.นี้

    4) แต่บรรดานักวิเคราะห์กล่าวว่าการจับกุม “เฉิน จื้อ” ชาวจีนสัญชาติกัมพูชา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าขบวนการการพนันและฉ้อโกงข้ามชาติรายใหญ่ ดูเหมือนจะเป็นการ “ยอมอ่อนข้อเชิงกลยุทธ์” มากกว่าที่จะเป็น“ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายอย่างแท้จริง” ถือเป็นรูปแบบที่ถูกนำมาใช้บ่อยครั้งในอดีตที่ผ่านมา ครั้งที่เผชิญแรงกดดันจากภายนอก รายงานของแคมโบเดียเนสส์ สื่อมวลชนกัมพูชา

    5) เหล่านักวิเคราะห์ชี้ว่าการไม่ดำเนินการใดๆ กับกลุ่มผู้มีอำนาจและมีอิทธิพลทางการเมือง รวมถึงไม่มีการเปิดเขตล้อมรั้วสแกมอย่างถาวรหรือยึดทรัพย์ อาจทำให้ดูเหมือนว่าการรวบตัวครั้งนี้เป็นเพียงการจับกุมเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

    6) เจ้าหน้าที่กัมพูชาทำการจับกุม เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งและประธานปรินซ์กรุ๊ป ในช่วงเย็นวันพุธที่ 7 มกราคม 2569 และส่งตัวเขาในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปยังจีน ตามคำร้องขอของเจ้าหน้าที่ปักกิ่ง นอกจากนี้แล้วยังมีชาวจีนอีก 2 คน ได้แก่ ซู จี เหลียง และ เซา จี ฮุย ถูกส่งตัวไปยังจีนพร้อมๆ กัน โดยที่กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาให้คำจำกัดความการจับกุมตัวพวกเขา ว่าเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ

    7) อย่างไรก็ตาม แคมโบเดียเนสส์ อ้างความเห็นของ เจค็อบ ซิมส์ นักวิเคราะห์จากศูนย์เอเชียแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บอกว่าความเคลื่อนไหวนี้ดูเหมือนจะเป็นเพียงการยอมอ่อนข้อเชิงกลยุทธ์เท่านั้น ไม่ใช่การปราบปรามจริงๆ จังๆ

    เขาบอกว่าการจับกุมเพียงครั้งเดียว ไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ว่า ยังคงมีการให้การคุ้มกันในวงกว้าง เปิดทางให้ศูนย์สแกมเมอร์ทั้งหลายสามารถเปิดปฏิบัติการต่อไปได้ โดยมีฝ่ายการเมืองคอยให้การปกป้อง

    8) นักวิเคราะห์รายนี้บอกต่อว่าการบังคับใช้กฎหมายจัดการกับศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศ จะเป็นไปอย่างล่าช้าถ้านานาชาติลดความสนใจลงไป นั่นเป็นเพราะรัฐบาลล้มเหลวในการนำตัวพวกนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาลงโทษ “มีความเป็นไปได้สูงมากที่มันจะเป็นเช่นนี้ต่อไป จนกว่ารัฐบาลชาติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะยกระดับแรงกดดันถาโถมเข้าใส่รัฐบาลกัมพูชา” ซิมส์กล่าว

    9) Seng Vanly นักวิเคราะห์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ชี้ว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นความพยายามแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาพร้อมจัดการกับบุคคลที่มีชื่อเสียงที่เกี่ยวข้องกับสแกม แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงมีคำถามต่างๆ นานาเกี่ยวกับเป้าหมายของการปราบปราม

    “ภายใต้ความร่วมมือกับจีนและสหรัฐฯ แรงกดดันอยู่ยังคงมีอยู่ระดับสูง ปฏิบัติการจู่โจมตรวจค้นยังอาจเดินหน้าต่อไป แต่บททดสอบที่แท้จริงคือ พวกเจ้าหน้าที่จะไล่ล่าเจ้าของ/ผู้ลงทุน หรือแค่เพียงคนงานในระดับล่างเท่านั้น” เขากล่าว

    10) ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยอมรับระหว่างให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันพุธที่ 25 ก.พ. 2569 ว่าศูนย์สแกมทั้งหลายกำลังทำลายเศรษฐกิจของประเทศ และก่อชื่อเสียงแย่ๆ แก่ประเทศ อย่างไรก็ตาม เขาตอบโต้คำกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลเขมรสมรู้ร่วมคิดกับอาชญากรรมระดับโลกดังกล่าว

    11) กัมพูชากลายมาเป็นจุดรวมตัวของแก๊งอาชญากรรม ที่ควบคุมอุตสาหกรรมฉ้อโกงมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งพบเห็นพวกสแกมเมอร์ล่อลวงผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกให้ตกเป็นเหยื่อความสัมพันธ์รักใคร่แบบหลอกๆ รวมไปถึงการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี

    “เครือข่ายสแกม ที่เราเรียกว่าเศรษฐกิจนอกระบบ กำลังทำลายเศรษฐกิจที่โปร่งใสและยุติธรรมของเรา และนำมาซึ่งชื่อเสียงแย่ๆ แก่กัมพูชา” ฮุน มาเนต บอกกับเอเอฟพี พร้อมบอกว่ามันกำลังทำร้ายการท่องเที่ยวและการลงทุน “นี่คือเหตุผลว่า ทำไมเราถึงจำเป็นต้องชำระล้างกำจัดมันออกไป”

    12) การปราปรามได้นำมาซึ่งการจับกุมผู้ต้องสงสัยหลายพันคน เอเอฟพีอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รัฐบาล และเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการส่งตัวอดีตที่ปรึกษาระดับสูงของผู้นำกัมพูชาในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปยังจีน อย่างไรก็ตามพวกผู้เชี่ยวชาญบางส่วน ตั้งคำถามเกี่ยวกับความจริงจังในความพยายามดังกล่าว โดยชี้ถึงคำกล่าวอ้างที่ว่ามีความเชื่อมโยงกันระหว่างพวกเจ้าหน้าที่กัมพูชากับเครือข่ายไซเบอร์สแกม

    13) ฮุน มาเนต ซึ่งก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แทน ฮุนเซน บิดาของเขา ในปี 2023 ยอมรับว่าอาชญากรรมดังกล่าวช่วยส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางอย่างในทางอ้อม และสร้างตำแหน่งงานภายในประเทศ แต่ปฏิเสธว่ากัมพูชาไม่ได้กอบโกยผลประโยชน์จากอาชญากรรมนี้

    “ใช่ ศูนย์สแกม อาจก่อผลลัพธ์โดยตรงบางอย่างต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ ต่อการลงทุนบางอย่าง การก่อสร้าง การซื้อ แนวทางการสร้างศูนย์ต่างๆ” เขากล่าว “แต่กระบวนการทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลกัมพูชา” นายกรัฐมนตรีกัมพูชาระบุ

    14) กัมพูชา เป็นที่ตั้งของศูนย์สแกมหลายสิบแห่ง และมีคนงานประมาณ 100,000 คน จำนวนมากเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ ที่ถูกล่อลวงบังคับขู่เข็ญให้กระทำผิดฉ้อโกงทางออนไลน์ พวกผู้เชี่ยวชาญระบุ

    รายงานฉบับหนึ่งเมื่อปี 2024 ของสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าผลตอบแทนของสแกมไซเบอร์กัมพูชา สูงทะลุ 12,500 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือราวครึ่งหนึ่งของจีดีพีอย่างเป็นทางการของประเทศ แต่ ฮุน มาเนต ยืนกรานว่าเศรษฐกิจกัมพูชาไม่ได้พึ่งพาสแกม “ผู้คนมากมายพูดว่า จีดีพีกัมพูชาพึ่งพาสแกม ไม่ เราพึ่งพาเศรษฐกิจบริสุทธิ์ อย่างเช่นการท่องเที่ยวการผลิตและอื่นๆ”

    15) พวกปฏิบัติการสแกมมาจากประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บางส่วนดำเนินการด้วยความสมัครใจ แต่จำนวนมากเป็นชาวต่างชาติที่ถูกล่อลวงมาก และโดนบังคับให้ทำงานภายใต้คำขู่ทรมาน

    เมื่อปีที่แล้ว ได้มีการปราบปรามขนานใหญ่ที่ผลักดันโดยจีน ประเทศที่มีอิทธิพลสูงลิ่วทั้งทางเศรษฐกิจและทางการทูตในภูมิภาค ปฏิบัติการดังกล่าวพบเห็นคนงานสแกมหลายหมื่นคนถูกปล่อยตัวออกมาจากศูนย์สแกมทั้งหลายทั้งในพม่าและกัมพูชา และส่งตัวกลับประเทศ จำนวนมากในนั้นถูกส่งตัวกลับไปยังจีน

    16) ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สุดจนถึงตอนนี้ เกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม ครั้งที่กัมพูชาจับกุม เฉิน จื้อ มหาเศรษฐีสัญชาติกัมพูชาที่เกิดในจีน จากนั้นส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปยังจีน

    ก่อนหน้าถูกกัมพูชาจับกุม เฉิน จื้อ ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีโดยพวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯในเดือนตุลาคม ขณะนั้นเขายังคงดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของทั้ง ฮุน มาเนต และ ฮุนเซน

    17) “ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นหัวหน้าแก๊ง” ฮุน มาเนต กล่าวอ้างกับเอเอฟพี ในบรัสเซลส์ ซึ่งเขาแวะเยี่ยมเยียน โดยเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางเยือนนานาชาติ เพื่อขอแรงสนับสนุนทางการทูต ท่ามกลางความขัดแย้งด้านชายแดนกับไทย

    ฮุน มาเนต อ้างว่าการตรวจสอบภูมิหลังของ เฉิน จื้อ ไม่พบสัญญาณความน่ากังวลใดๆ เขาเน้นว่ากลุ่มธุรกิจปรินซ์กรุ๊ป ของเฉิน จื้อ ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯบอกว่าถูกใช้ปกป้องอาณาจักรฉ้อโกงไซเบอร์อันมโหฬารนั้น ได้เข้าไปประกอบกิจการในมากมายหลายประเทศ ในนั้นรวมถึงสหราชอาณาจักร

    18) อัยการสหรัฐฯเผยก่อนหน้านี้ว่า นับตั้งแต่ปี 2015 ปรินซ์กรุ๊ป ปฏิบัติการธุรกิจในประเทศต่างๆ มากกว่า 30 ชาติทั่วโลกภายใต้หน้ากากของธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ บริการด้านการเงินและธุรกิจอุปโภค-บริโภค

    ฮุน มาเนต ชี้แจงว่า ก่อนหน้าที่ เฉิน จื้อ จะถูกกล่าวหา สำหรับกัมพูชาแล้ว เขาเป็นเพียงนักธุรกิจ ที่มีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจ “ไม่ว่าจะกิจกรรมใดก็ตาม เราไม่รู้เลย” นายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าว พร้อมอ้างว่าพวกเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการในทันที ครั้งที่ทราบเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการกระทำความผิดของบุคคลผู้นี้

    ทั้งหมดนี้ นักวิเคราะห์ทั้งหลายล้วนชี้ว่า ปัญหาสแกมเมอร์กำลังทำให้กัมพูชาถูกปิดล้อมจากประชาคมโลก และทำให้พ่อลูกตระกูลฮุน ใกล้ที่จะ “จนตรอก” เต็มทีแล้ว และเฝ้าติดตามว่า ฮุน มาเนต ภายใต้การบงการของบิดา จะใช้ลีลา “หนูไม่รู้” เอาตัวรอดไปได้อีกสักกี่ครั้ง !

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65648&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oUD2aEL5bkn-MaxVLdG7j

  • ตั้งวอร์รูม! ติดตาม-ดูแล แรงงานไทยในตะวันออกกลาง ชะลอส่งไปพื้นที่เสี่ยง

    ตั้งวอร์รูม! ติดตาม-ดูแล แรงงานไทยในตะวันออกกลาง ชะลอส่งไปพื้นที่เสี่ยง

    นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางว่า ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ตั้งศูนย์วอร์รูมติดตามสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง เพื่อเกาะติดสถานการณ์ บริเวณชั้น 5 กระทรวงแรงงาน พร้อมสนับสนุนความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง หากสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นอพยพ 

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การอพยพเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ หากมีข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรี กระทรวงแรงงานพร้อมร่วมปฏิบัติภารกิจ ซึ่งทั้งหมดต้องรอการพิจารณาระดับความเสี่ยงจากกระทรวงการต่างประเทศว่าถึงขั้นต้องอพยพหรือไม่ สถานการณ์ขณะนี้ คือ กำชับ สั่งการให้ฝ่ายแรงงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีแรงงานได้รับผลกระทบ ให้พร้อมให้การช่วยเหลือเคลื่อนย้ายแรงงานไทยไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

    ในส่วนของการจัดส่งแรงงานไปทำงาน เบื้องตนได้ประสานหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับการชะลอการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในพื้นที่เสี่ยงในตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับรายงานจากปลัดกระทรวงแรงงานว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันที่จะชะลอการจัดส่งแรงงานไทย โดยจะมีการหารือกันอย่างเป็นทางต่อไป

    นางสาวตรีนุช  กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยอยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงานแรงงาน 3 แห่ง ประกอบด้วย สำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล จำนวน 58,921 คน สำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำนวน 11,227 คน  นอกจากนี้ยังมี สำนักงานแรงงาน ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่เขตอาณา อีกจำนวน 7,347 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 77,495 คน

    ด้าน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน    กล่าวว่า หลังจากนี้ ตนจะวิดีโอ conference กับอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ของทั้ง 3 แห่ง เพื่อประเมิน ติดตามสถานการณ์ และย้ำให้ประสานแรงงานในพื้นที่ โดยเน้นให้ทุกคนติดต่อทางโทรศัพท์กับทางเจ้าหน้าที่สถานทูตได้ รวมถึงวางมาตรการเชิงรุกเพื่อดูแลแรงงานไทยให้สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ทันที หากเกิดเหตุไม่คาดคิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/269752&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jbMGLiPcEP4An61eaUhg3

  • วิเคราะห์สงครามอิสราเอล-อิหร่าน ผลกระทบ ‘ราคาทอง-น้ำมัน-หุ้น’ | เดลินิวส์

    วิเคราะห์สงครามอิสราเอล-อิหร่าน ผลกระทบ ‘ราคาทอง-น้ำมัน-หุ้น’ | เดลินิวส์

    “ดร.อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ได้ประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดสงครามอิสราเอล-อิหร่าน ระบุว่า โลกจับตาความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่พุ่งสูงขึ้น หลังมีการรายงานการโจมตีอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ทั่วโลกแบบทันทีทันใด 

    สรุปภาพรวมที่เกิดขึ้นตอนนี้

    • ทองคำพุ่งแรง: ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ราคาจะทะยานรับข่าวสงคราม
    • น้ำมันดิบดีดตัว: ความกังวลเรื่องอุปทานในภูมิภาคทำให้น้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
    • ดอลลาร์แข็งค่า – บาทไทยจะอ่อนแรง: เงินดอลลาร์กลับมาเป็นที่ต้องการ ขณะที่ “เงินบาท” จะอ่อนค่าหนักกว่าเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด
    • หุ้นแดงเถือก: ตลาดหุ้นทั่วโลกเจอแรงเทขายหนัก (Panic Sell) จากความไม่แน่นอน
    • Bond Yield ร่วง: นักลงทุนแห่เข้าซื้อพันธบัตรเพื่อลดความเสี่ยง

    มุมมองวิเคราะห์: เสี่ยงแต่ (น่าจะ) จบไว?

    • แม้สถานการณ์จะดูรุนแรงและสร้างความเสี่ยงสูงในภูมิภาค แต่ภาพรวมมองว่า “สงครามนี้น่าจะยุติลงเร็ว ไม่ยืดเยื้อ” เนื่องจากหลายฝ่ายยังพยายามคุมวงจำกัดของความขัดแย้งไม่ให้กลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ (Full-scale War)

    คำแนะนำ: ช่วงนี้ตลาดผันผวนสูงมาก ใครเทรดทอง-น้ำมัน หรือถือหุ้นอยู่ ต้องเฝ้าระวัง หาจังหวะขายทำกำไรทอง และช้อนสินทรัพย์เสี่ยงในจังหวะที่เหมาะสม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5645767/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wlPzGD-u49d_9TnxAm577

  • รายงานพิเศษ:”อนุทิน2″กับยุทธศาสตร์”ธนู3ดอก”เดิมพันฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    รายงานพิเศษ:”อนุทิน2″กับยุทธศาสตร์”ธนู3ดอก”เดิมพันฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    รัฐบาลชุดใหม่ชู “ธนู 3 ดอก” ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจมุ่งดึงลงทุนสีเขียว ปฏิรูปทักษะมนุษย์ และแก้กฎหมายปลดล็อกทุนต่างชาติ พร้อมเร่งสางหนี้เสียรายย่อยกู้ความเชื่อมั่น

    จับตา “อนุทิน 2” กางแผนรับมือมรสุมเศรษฐกิจ 3 ลูก

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ติดกับดัก “โตต่ำยืดเยื้อ” รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือรัฐบาล “อนุทิน 2” กำลังเผชิญบททดสอบสำคัญจากมรสุมเศรษฐกิจ 3 ลูกใหญ่ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และวิกฤตหนี้ครัวเรือนที่กัดกินอุปสงค์ภายในประเทศ โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นขุนพลหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและกอบกู้ความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา

    ประสานนโยบายการเงิน-การคลัง แก้โจทย์หนี้สะสม

    ในมิติของเสถียรภาพ รัฐบาลพยายามปิดช่องโหว่ทางเศรษฐกิจด้วยการประสานงานกับ ธปท. อย่างใกล้ชิด เพื่อจัดการกับ “ทุนเทา” และควบคุมความผันผวนของค่าเงินผ่านการกำกับดูแลการโอนเงินต่างประเทศและการซื้อขายทองคำ

    ขณะที่ภาคตลาดทุนได้ส่งสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการ “ยอมรับความจริง” ว่าเศรษฐกิจไทยอาจโตต่ำเพียง 1.5-2% ไปอีกหลายปี การปรับตัวสู่เทคโนโลยีและการมองหาตลาดต่างประเทศจึงเป็นทางรอดเดียวที่เหลืออยู่

    บทสรุปของรัฐบาล “อนุทิน 2” จึงไม่ได้อยู่ที่การวางแผนที่สวยหรู แต่อยู่ที่ว่านายกรัฐมนตรีจะสามารถบริหารจัดการอำนาจและสนับสนุนให้ “ขุนพลเศรษฐกิจ” ทำงานได้อย่างอิสระและรวดเร็วเพียงใด ท่ามกลางเข็มนาฬิกาของความเชื่อมั่นที่กำลังนับถอยหลัง

    3 Key Points ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูประเทศ

    1.ยุทธศาสตร์ “ธนู 3 ดอก”: เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Economy), ปฏิรูปการศึกษาด้วย AI (Skill Bridge) และสังคายนากฎหมายรวบยอด (Omnibus Law) เพื่อลดอุปสรรคการลงทุน

    2.มาตรการสางหนี้และเติมทุน: โอนหนี้เสียรายย่อย (NPL) กว่า 1.1 ล้านบัญชีให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (SAM) ดูแล และอัดฉีดสินเชื่อ SME วงเงิน 1 แสนล้านบาทผ่าน บสย. เพื่อประคองธุรกิจขนาดเล็ก

    3.จัดระเบียบการเงินและทุนเทา: ประสานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คุมเข้มธุรกรรมเงินสดและทองคำเพื่อลดความผันผวนของค่าเงินบาท พร้อมปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมธนาคารให้เป็นธรรม

    เรียบเรียง:อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
    แหล่งที่มา : เนชั่นอินไซต์ (คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/738695&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D3vv7nMcMRSy-baBQ06Fv

  • ดัชนีการเมือง ก.พ.ฟื้น ประชาชนคาดหวังรัฐบาลช่วยแก้เศรษฐกิจ

    ดัชนีการเมือง ก.พ.ฟื้น ประชาชนคาดหวังรัฐบาลช่วยแก้เศรษฐกิจ

    1 มี.ค. 2569 –  สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,277 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 24-27 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนกุมภาพันธ์ เฉลี่ย 4.30 คะแนน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2569 ที่ได้ 3.91 คะแนน  ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้คะแนนเฉลี่ย 4.95 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ได้คะแนนเฉลี่ย 3.66 คะแนน ทั้งนี้ความเห็นต่อการเมืองไทย ณ วันนี้ คือ หวังว่ารัฐบาลใหม่จะบริหารประเทศได้ดี ช่วยให้คนไทยรวยขึ้น ร้อยละ 24.06 รองลงมาคือ มองว่าการเมืองไทยยังคงเหมือนเดิม ได้นักการเมืองหน้าเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ร้อยละ 23.65 การเมืองไทยวุ่นวาย พรรคการเมืองแบ่งขั้วแบ่งฝ่าย ร้อยละ 20.21

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ภาพรวมคะแนนดัชนีการเมืองไทยปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าประชาชนเริ่มมองเห็นทิศทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง แต่การที่มิติพื้นฐานอย่างการมีส่วนร่วมและสิทธิเสรีภาพลดลงเล็กน้อย สะท้อนความรู้สึกของสังคมไทยว่า “มีความหวัง แต่ยังไม่วางใจ” เนื่องจากตั้งความหวังสูงต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งยังเป็นโจทย์หลักที่รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

    รองศาสตราจารย์ ดร.เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมาสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่มีความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยมากขึ้น โดยฝ่ายรัฐบาลแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่จากผลงานของการดำเนินนโยบายก่อนหน้านี้ที่โดดเด่น ได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการคนละครึ่งพลัส การแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่สามารถปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นมาได้ ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นรัฐบาลได้คะแนนนิยมจนได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ประชาชนคาดหวังกับการสานต่อนโนบายผ่านการบริหารโดยมืออาชีพ และส่งผลให้คะแนนดัชนีการเมืองของฝ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้น ขณะที่ฝ่ายค้านมีผลงานการตรวจสอบที่โดดเด่นจากพรรคประชาชน และการกลับมาของพรรคประชาธิปัตย์ที่คาดว่าจะเป็นฝ่ายค้าน จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นร่วมกับพรรคประชาชน จึงส่งผลให้คะแนนดัชนีการเมืองของฝ่ายค้านเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การจัดการเลือกตั้งโดย กกต. ที่มีปัญหาในหลายพื้นที่ที่ประชาชนเห็นว่าไม่มีความโปร่งใสและไม่เป็นธรรม รวมทั้งความกังวลใจของประชาชนที่มีต่อการจัดการเลือกตั้งที่อาจไม่เป็นความลับและอาจนำไปสู่โมฆะได้นั้น ส่งผลให้คะแนนดัชนีการเมืองด้านการมีส่วนร่วมและสิทธิเสรีภาพของประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/955688/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2u4sKXfsvqILCIm1S_VenY

  • การโจมตีอิหร่าน ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดน้ำมันอย่างไร?

    การโจมตีอิหร่าน ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดน้ำมันอย่างไร?

    ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปก (OPEC) โดยความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กำลังสร้างความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของการจัดหาน้ำมันดิบครั้งใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุดอาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

    อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปก โดยมีกำลังการผลิตกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ อิหร่านยังตั้งอยู่ขนานกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดในโลกสำหรับการค้าขายน้ำมันระดับสากล

    บ็อบ แมคนัลลี อดีตที่ปรึกษาด้านพลังงานประจำทำเนียบขาวในสมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ระบุว่า ตลาดน้ำมันมักมองข้ามความเสี่ยงของการหยุดชะงักด้านอุปทานในตะวันออกกลางมาโดยตลอด โดยชี้ว่าเหล่านักลงทุนกำลังประเมินภัยคุกคามจากการตอบโต้ของอิหร่านต่อการโจมตีของสหรัฐฯ ต่ำเกินไป

    แมคนัลลี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานและผู้ก่อตั้ง Rapidan Energy กล่าวว่า “นี่คือสถานการณ์วิกฤตของจริง” พร้อมคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบล่วงหน้ามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น 5 ถึง 7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อตลาดเปิดทำการในเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาตะวันออก (ET) เนื่องจากตลาดเริ่มรับรู้ถึงปัจจัยความเสี่ยง

    ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 72.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวสูงขึ้น 1.73 ดอลลาร์ หรือ 2.45% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ ปิดที่ 67.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.81 ดอลลาร์ หรือ 2.78%

    แมคนัลลีมองว่า อิหร่านอาจพยายามข่มขู่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยการทำให้เส้นทางช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัยต่อการเดินเรือพาณิชย์ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเขาย้ำว่าตลาดยังไม่ได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่ารัฐบาลเตหะรานมีคลังทุ่นระเบิดและขีปนาวุธพิสัยใกล้จำนวนมากที่สามารถขัดขวางการสัญจรในน่านน้ำดังกล่าวได้อย่างรุนแรง

    ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Kpler ระบุว่า ในปี 2025 มีปริมาณน้ำมันไหลผ่านช่องแคบนี้มากกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของการส่งออกน้ำมันดิบทางทะเลทั่วโลก โดย 75% ของจำนวนดังกล่าวถูกส่งไปยังจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

    โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกนั้น นำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบนี้ถึงกึ่งหนึ่งของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด

    “การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกอย่างแน่นอน” แมคนัลลีกล่าว

    แมตต์ สมิธ นักวิเคราะห์น้ำมันจาก Kpler เปิดเผยว่า ในวันนี้มีการโหลดน้ำมันดิบเพื่อการส่งออกในอ่าวเปอร์เซียมากกว่า 20 ล้านบาร์เรล จากซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ โดยเริ่มมีการสังเกตพบเรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงการผ่านช่องแคบดังกล่าวแล้ว

    แมคนัลลีระบุเสริมว่า กำลังการผลิตน้ำมันส่วนสำรองของโลกส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งจะไม่สามารถส่งออกผ่านช่องแคบได้หากเกิดการปิดเส้นทาง เท่ากับเป็นการตัดขาดอุปทานจากตลาดโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ ประมาณ 20% ของการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกาตาร์ ก็ต้องผ่านเส้นทางนี้และไม่มีแหล่งอื่นมาทดแทนได้

    “สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการกักตุน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ เมื่อพวกเขาตระหนักว่าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลง คุณจะได้เห็นสงครามการประมูลราคาครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” แมคนัลลีกล่าว

    นักวิเคราะห์ระบุว่า ราคาน้ำมันจะต้องพุ่งสูงขึ้นจนถึงจุดที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจเพื่อให้ความต้องการใช้ลดลงจนตลาดกลับเข้าสู่สมดุล เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันในตลาดไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอ

    แมคนัลลีกล่าวว่า มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นของน้ำมันดิบที่ไหลผ่านช่องแคบซึ่งจะสามารถเปลี่ยนเส้นทางลำเลียงได้ โดยซาอุดีอาระเบียมีท่อขนส่งน้ำมันที่พาดผ่านประเทศจากชายฝั่งตะวันออกไปยังชายฝั่งตะวันตกติดทะเลแดง ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีท่อขนส่งที่ไปสิ้นสุดที่อ่าวโอมาน ซึ่งสามารถข้ามช่องแคบฮอร์มุซไปได้

    รายงานจากสื่อของรัฐระบุว่า อิหร่านได้เริ่มยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน ซึ่ง ทอม โคลซา ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาด้านน้ำมันและก๊าซ Kloza Advisors มองว่าการโจมตีเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    “การที่อิหร่านโจมตีประเทศเพื่อนบ้านรายอื่นในอ่าวเปอร์เซียได้เปลี่ยนปัจจัยการคำนวณความเสี่ยงไปอย่างสิ้นเชิง ความรุนแรงของการโจมตีสร้างแรงกดดันต่อบริษัทประกันภัยให้ต้องปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างหนัก หรืออาจถึงขั้นปฏิเสธการรับประกันภัยสำหรับการเดินเรือในเส้นทางนี้” โคลซากล่าว

    เควิน บุค กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัยของ ClearView Energy Partners ให้ความเห็นว่า รัฐบาลของทรัมป์อาจพิจารณาการระบายน้ำมันจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น โดยข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่าปัจจุบันมีปริมาณน้ำมันสำรองอยู่ที่ประมาณ 415 ล้านบาร์เรล

    “แต่เราขอย้ำอีกครั้งว่า ในวิกฤตด้านอุปทาน ระยะเวลาของเหตุการณ์คือตัวแปรสำคัญ เช่นเดียวกับขนาดของปัญหา” บุคระบุในรายงานฉบับวันเสาร์

    “วิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ อาจรุนแรงเกินกว่าที่น้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และประเทศสมาชิกสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ทั้งหมด”

    อ้างอิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/iran-attack-oil-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11XISN4mvMKvFmXC6b0bsj

  • สคร.เร่งเบิกจ่ายงบลงทุนปี 69 สร้างแรงส่งเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./วันที่ 28 ก.พ.69

    สคร.เร่งเบิกจ่ายงบลงทุนปี 69 สร้างแรงส่งเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./วันที่ 28 ก.พ.69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/JlV8aWqFMj0&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fKqZRlPs5_hbxvpWfYuKb

  • “สหรัฐฯ” เอาจริงเขมรสิ้นซาก ถูกถีบออกนอกประเทศ! เศรษฐกิจดีคนพื้นที่ไม่ถูกแย่งงาน | TOPNEWS

    “สหรัฐฯ” เอาจริงเขมรสิ้นซาก ถูกถีบออกนอกประเทศ! เศรษฐกิจดีคนพื้นที่ไม่ถูกแย่งงาน | TOPNEWS

    “สหรัฐฯ” เอาจริงเขมรสิ้นซาก ถูกถีบออกนอกประเทศ! เศรษฐกิจดีคนพื้นที่ไม่ถูกแย่งงาน

    • เผยแพร่ : 01/03/2026 08:57

    “สหรัฐฯ” เอาจริงเขมรสิ้นซาก ถูกถีบออกนอกประเทศ! เศรษฐกิจดีคนพื้นที่ไม่ถูกแย่งงาน

    #TOPNEWSOPNEWS #topupdate
    #เขมร #กัมพูชา #ตาเมือนธม
    #ตาเมือน #ช่องบก #สู้รบชายแดน

    อัปเดตคลิปข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1502643&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1be5Zpwd5R8IvSNxq4dgKT

  • การโจมตีอิหร่านอาจส่งราคาน้ำมันพุ่ง เศรษฐกิจโลกถดถอย

    การโจมตีอิหร่านอาจส่งราคาน้ำมันพุ่ง เศรษฐกิจโลกถดถอย

    การโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐและอิสราเอล เพิ่มความเสี่ยงอาจทำให้ช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัยสำหรับการขนส่งสินค้าทางทะเลเพื่อตอบโต้ การปิดช่องแคบเป็นเวลานานอาจทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย

    ประมาณหนึ่งในสามของการส่งออกน้ำมันทางทะเลและ 20% ของการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวผ่านช่องแคบฮอร์มุซนี้ การส่งออกเหล่านั้นส่วนใหญ่ส่งไปยังเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชีย เช่น จีน

    ซีเอ็นบีซี รายงานว่า การโจมตีร่วมกันของสหรัฐ และอิสราเอลต่ออิหร่าน สมาชิกโอเปก มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุด อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

    อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับสี่ในโอเปก โดยผลิตได้มากกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมกราคม สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้มีชายฝั่งติดกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำที่สำคัญที่สุดของโลกสำหรับการค้าน้ำมันทั่วโลก

    ตลาดน้ำมันมองข้ามความเสี่ยงของการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางมานานแล้ว ผู้ค้ากำลังประเมินภัยคุกคามที่การตอบโต้ของอิหร่านต่อการโจมตีของสหรัฐที่มีต่อตลาดต่ำเกินไป บ็อบ แมคนัลลี อดีตที่ปรึกษาด้านพลังงานของทำเนียบขาวในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช กล่าว

    “นี่คือเรื่องจริงจัง” แมคนัลลี ผู้ก่อตั้งและประธานของ Rapidan Energy กล่าว ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้ามีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น 5 ถึง 7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อเปิดการซื้อขายเวลา 18:00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐในวันอาทิตย์ (1 มี.ค.69) (6โมงเช้าวันจันทร์ตามเวลาไทย) เนื่องจากตลาดประเมินความเสี่ยงไว้บ้างแล้ว เขากล่าว

    เมื่อวันศุกร์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปิดที่ 72.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.73 ดอลลาร์ หรือ 2.45% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียตของสหรัฐฯ (WTI) ปิดที่ 67.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.81 ดอลลาร์ หรือ 2.78%

    แมคนัลลีกล่าวว่า อิหร่านอาจพยายามข่มขู่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยทำให้ช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัยสำหรับการขนส่งสินค้า ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ตลาดกังวลกับข้อเท็จจริงที่ว่าเตหะรานมีคลังอาวุธทุ่นระเบิดและขีปนาวุธระยะสั้นจำนวนมาก ซึ่งอาจขัดขวางการจราจรในเส้นทางน้ำอย่างร้ายแรง เขากล่าว

    ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Kpler ระบุว่า ในปี 2025 มีน้ำมันดิบถูกขนส่งผ่านช่องแคบมากกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือหนึ่งในสามของการส่งออกน้ำมันดิบทางทะเลทั้งหมดของโลก ประมาณสามในสี่ของบาร์เรลเหล่านั้นส่งไปยังจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก นำเข้าน้ำมันดิบครึ่งหนึ่งจากช่องแคบฮอร์มุซ

     “การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกอย่างแน่นอน” แมคนัลลีกล่าว

    ด้านแมตต์ สมิธ นักวิเคราะห์น้ำมันจาก Kpler กล่าวว่า วันนี้มีน้ำมันดิบมากกว่า 20 ล้านบาร์เรลถูกบรรทุกเพื่อส่งออกในอ่าวเปอร์เซียจากซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ สมิธกล่าวว่า มีการสังเกตเห็นเรือบรรทุกน้ำมันบางลำเบี่ยงเส้นทางไม่ผ่านช่องแคบ

    แมคนัลลีกล่าวว่า กำลังการผลิตน้ำมันสำรองของโลกมาจากรัฐในอ่าวเปอร์เซีย และจะไม่สามารถผ่านช่องแคบได้หากมีการปิดช่องแคบ ซึ่งจะทำให้ช่องแคบถูกตัดขาดจากตลาดอย่างเบ็ดเสร็จ ประมาณ 20% ของการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวของโลกก็ไหลผ่านช่องแคบนี้เช่นกัน ส่วนใหญ่มาจากกาตาร์ และจะไม่สามารถหาแหล่งทดแทนได้ เขากล่าว

    “สิ่งที่คุณจะเห็นคือการกักตุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศในเอเชียที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ เมื่อพวกเขารู้ว่าช่องแคบฮอร์มุซปิด” แมคนัลลีกล่าว “คุณจะเห็นการประมูลแย่งชิงกันอย่างดุเดือด”

     นักวิเคราะห์กล่าวว่า ราคาน้ำมันจะต้องสูงขึ้นมากพอที่จะกระตุ้นให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งจะลดความต้องการลงเพื่อรักษาสมดุลของตลาด “ความต้องการใช้น้ำมันนั้นไม่สามารถปรับขึ้นลงตามราคาได้มากนัก” เขากล่าวถึงความจำเป็นที่ธุรกิจและผู้บริโภคต้องใช้น้ำมัน

     แมคนัลลีกล่าวว่า น้ำมันดิบเพียงส่วนน้อยที่ผ่านช่องแคบนี้อาจสามารถเปลี่ยนเส้นทางได้ ซาอุดีอาระเบียมีท่อส่งน้ำมันที่ทอดยาวจากฝั่งตะวันออกไปยังชายฝั่งตะวันตกบนทะเลแดง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีท่อส่งน้ำมันที่สิ้นสุดที่อ่าวโอมาน ซึ่งเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ

     สื่อของรัฐรายงานว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐ ในกาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน การโจมตีเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการจราจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นายทอม โคลซา ผู้บริหารหลักของบริษัทที่ปรึกษาด้านน้ำมันและก๊าซ Kloza Advisors กล่าว

    “การโจมตีของอิหร่านต่อประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ในอ่าวเปอร์เซียเปลี่ยนการคำนวณ และขอบเขตของการโจมตีสร้างแรงกดดันให้บริษัทประกันภัยต้องขึ้นอัตราเบี้ยประกันภัยเรือบรรทุกน้ำมันสำหรับการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างรุนแรง หรือปฏิเสธการรับประกันภัยใดๆ” โคลซากล่าว

    รัฐบาลทรัมป์อาจดึงน้ำมันจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น นายเควิน บุ๊ค กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัยของ ClearView Energy Partners กล่าว ปัจจุบันคลังสำรองมีปริมาณน้ำมันประมาณ 415 ล้านบาร์เรล ตามข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน

    “แต่เราจะพูดอีกครั้งว่า ในวิกฤตอุปทาน ระยะเวลามีความสำคัญ ขนาดก็สำคัญเช่นกัน” บุ๊คกล่าวกับลูกค้าในบันทึกเมื่อวันเสาร์ “วิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบอาจเกินกว่าปริมาณสำรองเชิงกลยุทธ์ที่ประเทศสมาชิกสหรัฐฯ และองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จัดหาไว้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1223235&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Pz4Iwnc9PZeZqVqOzqixL

  • ศึก อิหร่าน-อิสราเอล  เขย่าเศรษฐกิจ โลก-ไทย

    ศึก อิหร่าน-อิสราเอล เขย่าเศรษฐกิจ โลก-ไทย

    ศึก”อิหร่าน-อิสราเอล” เขย่าเศรษฐกิจโลก-ไทย

    จับตาสถานการณ์  รบ อิหร่าน-อิสราเอล เขย่าปี 2569 เตือนระวังน้ำมันพุ่ง-เงินเฟ้อลากยาว สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล และอิหร่าน ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นตัวแปรหลักที่กดดันเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย นักวิเคราะห์ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นออกเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่ความผันผวนระยะสั้นไปจนถึงการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

    ระยะสั้น (1 – 3 เดือน)แรงช็อกตลาดพลังงานและการเงิน ในช่วงเริ่มต้น ความตื่นตระหนก (Shock) จะเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาด คาดว่าจะส่งผลกระทบกับ น้ำมันที่จะเพิ่มสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ ค่าครองชีพขยับ  หากสถานการณ์ลุกลามจนมีการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบอาจทะยานเกิน 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลกระทบต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพในไทยทันที

    สินทรัพย์ปลอดภัยมาแรงนักลงทุนจะหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยโยกเงินลงทุนจากตลาดหลักทรัพย์ ไปลงในทองคำ จึงอาจมีผลกระทบกับดัชนี SET ปรับตัวลดลง และหันไปถือ ทองคำ ซึ่งคาดว่าจะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

    สำหรับค่าเงิน ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าจากการแข็งค่าของดอลลาร์ และการที่ไทยต้องจ่ายเงินนำเข้าพลังงานที่แพงขึ้นอย่างมหาศาล

    ระยะกลาง (3 – 12 เดือน) ห่วงโซ่อุปทานและการส่งออกระส่ำหากความขัดแย้งยืดเยื้อจนกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค ผลกระทบจะแผ่ขยายสู่วงกว้าง ส่งออกไทยเจอศึกหนัก  แม้สัดส่วนการส่งออกไปตะวันออกกลางจะมีเพียง 2-3% แต่สินค้ากลุ่ม รถยนต์ อะไหล่ ข้าว และอาหารแปรรูป จะได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลง

    วิกฤตโลจิสติกส์ จากเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงและอ่าวเปอร์เซียจะมีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้ ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยพุ่งสูง กระทบราคาสินค้านำเข้า-ส่งออกทั่วโลก และแน่นอน การท่องเที่ยว รายได้สำคัญของไทย นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางอาจลดลง แต่ไทยมีโอกาสรับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวชาติอื่นที่มองว่าไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Haven)

    ระยะยาว (1 ปีขึ้นไป)การปรับตัวสู่โลกใบใหม่ ผลกระทบเชิงโครงสร้างที่ไทยต้องเตรียมรับมือ ภาวะ Stagflation  เสี่ยงเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวท่ามกลางเงินเฟ้อสูง หากราคาน้ำมันไม่ลดลง ซึ่งจะทำให้ ธปท. ตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยได้ยากลำบาก    การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ (Decoupling) ความขัดแย้งที่มีมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เกี่ยวข้อง จะบีบให้ไทยต้องวางตัวเป็นกลางอย่างระมัดระวังเพื่อรักษาดุลอำนาจทางการค้า  ต่อภาคพลังงานเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน  รัฐบาลจำเป็นต้องหาแหล่งพลังงานสำรองและเร่งนโยบายพลังงานสะอาด เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานจากพื้นที่ขัดแย้ง

    “สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัว แต่คือบททดสอบความแข็งแกร่งของโครงสร้างพลังงานและนโยบายการเงินของไทยในปี 2569 อย่างแท้จริง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/iran-israel-conflict-shakes-global-thai-economies&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23IoJpbuWqUbd7Vbyqh4Ff