Category: เศรษฐกิจ

  • 4 ผลกระทบไทย สงคราม อิหร่าน-อิสราเอล แนวโน้มยืดเยื้อ

    4 ผลกระทบไทย สงคราม อิหร่าน-อิสราเอล แนวโน้มยืดเยื้อ

    4 ผลกระทบไทย สงคราม อิหร่าน-อิสราเอล แนวโน้มยืดเยื้อ คาดน้ำมันในตลาดโลกมีราคาแพงขึ้น แรงงานไทยในอิสราเอลเฝ้าระวังเหตุฉุกเฉิน ด้านนักท่องเที่ยวอิสราเอล อาจมีการชะลอเดินทางมาไทย 

    สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน (ข้อมูลล่าสุด ณ มีนาคม 2569) ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และความปลอดภัยของแรงงานไทย ดังนี้

    1. ผลกระทบด้านพลังงานและค่าครองชีพ

    เป็นผลกระทบที่ใกล้ตัวคนไทยมากที่สุด เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก

    ราคาน้ำมันและก๊าซ: ความเสี่ยงจากการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ (เส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก) ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนสูง ซึ่งจะกดดันให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มและค่าไฟฟ้าในไทยปรับตัวสูงขึ้น

    ความมั่นคงทางพลังงาน: กระทรวงพลังงานยืนยันว่าไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ได้ประมาณ 61 วัน (ข้อมูล ก.พ. 2569) และมีการเตรียมแผนจัดหาจากแหล่งอื่นทดแทนหากสถานการณ์บานปลาย

    2. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการลงทุน

    ตลาดหุ้นและทองคำ: ตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดโลกจากความกังวลของนักลงทุน ในขณะที่ ราคาทองคำ พุ่งสูงขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งอาจทำให้ร้านทองบางแห่งต้องหยุดชะงักการซื้อขายชั่วคราวหากราคาสวิงแรงเกินไป

    ค่าเงินบาท: เงินดอลลาร์มักแข็งค่าขึ้นในช่วงสงคราม ส่งผลให้ เงินบาทอ่อนค่า ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าสินค้า แต่ในทางกลับกันอาจส่งผลดีต่อตัวเลขรายได้จากการส่งออกในเชิงปริมาณเงินบาท

    3. ผลกระทบต่อแรงงานไทย

    ความปลอดภัย: มีคนไทยจำนวนมากทำงานในอิสราเอล (ส่วนใหญ่เป็นภาคเกษตรกรรม) รัฐบาลไทยต้องเฝ้าระวังและเตรียมแผนอพยพกรณีสถานการณ์รุนแรงขึ้นในพื้นที่เสี่ยง

    รายได้ส่งกลับ: หากสงครามยืดเยื้อจนแรงงานต้องเดินทางกลับประเทศ จะส่งผลต่อรายที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในไทย

    4. การส่งออกและการท่องเที่ยว

    การขนส่งสินค้า: ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยขนส่งสินค้าจะสูงขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ขัดแย้ง

    นักท่องเที่ยว: จำนวนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง อาจลดลงเนื่องจากการปิดน่านฟ้าหรือความไม่สะดวกในการเดินทาง แต่อาจมีนักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนจุดหมายปลายทางมาที่ไทยแทนเพื่อหนีความไม่สงบ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2917181&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aphMm9XrSjDAhSoFe8Ait

  • แห้วสุพรรณ GI สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 183 ล้านบาทต่อปี

    แห้วสุพรรณ GI สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 183 ล้านบาทต่อปี

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีแม่บ้าน อสม. แปรรูปแห้ว ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อติดตามการผลิตสินค้า GI “แห้วสุพรรณ” ซึ่งขึ้นทะเบียนตั้งแต่ปี 2559 ครบ 10 ปีในปี 2569 พร้อมหารือแนวทางพัฒนาคุณภาพสินค้า การสร้างแบรนด์ และการขยายช่องทางจำหน่าย โดยมีผู้บริหารจาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจ Makro และ Lotus’s เข้าร่วม

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดสุพรรณบุรีมีผู้ผลิตแห้วสุพรรณ 169 ราย ผลผลิตรวมกว่า 5.2 ล้านกิโลกรัมต่อปี จำหน่ายในตลาดค้าส่งสำคัญ เช่น ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดศรีเมือง และตลาดโคราช ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 80–100 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.14 – 1.43 เท่า จากราคาก่อนขึ้นทะเบียน GI ที่ประมาณ 70 บาทต่อกิโลกรัม สร้างมูลค่าทางการตลาดรวมประมาณ 183 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ พื้นที่ปลูกเพิ่มเป็นประมาณ 3,000 ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 3–4 ตันต่อไร่ และมีผู้ผลิตที่ขึ้นทะเบียน GI ประมาณ 43 ราย

    “การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อติดตามผล หลังแห้วสุพรรณ ได้รับ GI ครบ 10 ปี และหารือผู้ประกอบการเรื่องการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ รวมถึงการขยายตลาดเข้าสู่ห้างค้าปลีก”

    กรมฯ ยังเน้นให้ผู้ประกอบการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพและระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยผู้ผลิตที่ผ่านการประเมินจะได้รับอนุญาตใช้ตรา GI ไทยคราวละ 2 ปี และสามารถเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพ เช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การตลาดออนไลน์ งานแสดงสินค้า และการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน นอกจากนี้ยังมีการหารือโอกาสส่งออก โดยมีผู้นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาให้ความสนใจแห้วสดและแห้วปอกเพื่อนำไปใช้ประกอบอาหาร ขณะที่กรมฯ เตรียมผลักดันสินค้า GI ไปเจรจาธุรกิจในต่างประเทศ เริ่มจากตลาดเอเชีย

    ทั้งนี้ กรมฯ ยังได้แนะนำผู้ประกอบการเรื่องการสร้างแบรนด์ การจดเครื่องหมายการค้าในและต่างประเทศ และการใช้จุดเด่นด้านโภชนาการของแห้ว เช่น ใยอาหารสูง และผลิตภัณฑ์แป้งแห้วที่ไม่มีกลูเตน เพื่อขยายตลาดกลุ่มผู้บริโภคสายสุขภาพในระยะยาว

    ด้าน จ่าสิบเอกอนันต์ ดอกกุหลาบ ประธานวิสาหกิจชุมชนวังยางเจริญ ระบุว่า การได้รับ GI ช่วยเพิ่มการรับรู้สินค้าและยกระดับราคา แต่ยังมีข้อจำกัดด้านแรงงาน และมีแผนนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในอนาคต

    “หลังได้ GI ราคาปรับจากกิโลละประมาณ 70 บาท เป็น 80–90 บาท บางช่วงถึง 95 บาทต่อกิโลกรัม พื้นที่ปลูกประมาณ 3,000 ไร่ แต่ยังมีปัญหาแรงงานขาดแคลน”

    นอกจากนี้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังเปิดเผยถึงผลผลิตมะพร้าวน้ำหอม GI ว่า ปัจจุบันมะพร้าวน้ำหอม GI มีการขึ้นทะเบียนแล้ว 4 พื้นที่ ได้แก่ บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ราชบุรี สมุทรสงคราม และบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อปีกว่า 5,700 ล้านบาท โดยทั้ง 4 จังหวัด มีเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตประมาณ 16,000 ราย แต่ผู้ที่สามารถผลิตได้ตรงตามข้อกำหนดมาตรฐาน GI และผ่านการรับรองมีประมาณ 450 รายเท่านั้น ซึ่งถือว่ายังมีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตอีกมาก ขณะที่ สัดส่วนการตลาด พบว่า มะพร้าว GI ส่งออกประมาณ 90% ส่วนการบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 8%

    จุดสำคัญของสินค้า GI คือ ความพิเศษที่ได้รับการคุ้มครองชื่อและการใช้ตราสัญลักษณ์ตามกฎหมาย ดังนั้น กระบวนการตั้งแต่การปลูก การผลิต จนถึงการคัดคุณภาพต้องเป็นไปตามสเปกที่กำหนด ซึ่งจากการสอบถามผู้ประกอบการ พบว่า ผู้ที่ได้รับตรา GI ไม่ประสบปัญหาเรื่องราคา เนื่องจากสินค้าเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่แล้ว

    อย่างไรก็ตาม กรมฯ มองว่าการดำเนินงานต่อจากนี้ จำเป็นต้องร่วมมือกับจังหวัดต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรเกี่ยวกับมาตรฐาน GI ให้สามารถผลิตได้ตรงตามเกณฑ์มากขึ้น เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ได้รับการรับรอง ยกระดับมูลค่าสินค้า และขยายโอกาสทางการตลาดในอนาคต โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่ยังมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/269756&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o2O0OrYi8WmPsxYGY8BsQ

  • อนุทิน เรียกถก สมช.-เอกชน รับมือวิกฤตอิหร่าน-ตะวันออกกลาง

    อนุทิน เรียกถก สมช.-เอกชน รับมือวิกฤตอิหร่าน-ตะวันออกกลาง

    อนุทิน เรียกถก สมช.-เอกชน รับมือวิกฤตอิหร่าน-ตะวันออกกลาง

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียกประชุมด่วนสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันพรุ่งนี้ (2 มี.ค.) เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ภายหลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งมีแนวโน้มขยายวงกว้างและอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ภายหลังการประชุม สมช. นายกรัฐมนตรีจะหารือร่วมกับภาคเอกชน โดยเชิญผู้แทนคณะกรรมการเอกชนร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย และ สมาคมธนาคารไทย เพื่อร่วมกันวางแนวทางรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านการส่งออก ราคาน้ำมัน และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. นายกรัฐมนตรีได้แสดงความห่วงใยผ่านข้อความระบุว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทวีความรุนแรง ซึ่งแม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่มีประชาชนชาวไทยหลายหมื่นคนพำนักและทำงานอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะในอิหร่านและอิสราเอล

    รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่เสี่ยง โดยได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและผู้บัญชาการทหารอากาศ เพื่อเตรียมอากาศยานไปรับคนไทยที่ติดค้างในอิหร่านกลับประเทศเป็นลำดับแรก พร้อมสั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย เพื่อเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า แม้สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่รัฐบาลจะดำเนินมาตรการทุกด้านเพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในระยะฟื้นตัว พร้อมย้ำว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งดำเนินการเพื่อเปลี่ยนวิกฤติในตะวันออกกลางให้เป็นโอกาสของประเทศไทยให้ได้มากที่สุด

    ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันจะดำเนินการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ภารกิจช่วยเหลือและดูแลคนไทยในพื้นที่สู้รบสำเร็จลุล่วงอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/738711&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2foTmHZgHwIHGxmwduh0TU

  • รัฐบาลขยับเร็ว รับมือไฟตะวันออกกลางลุกลาม ห่วงเศรษฐกิจไทย-ความปลอดภัยคนไทย

    รัฐบาลขยับเร็ว รับมือไฟตะวันออกกลางลุกลาม ห่วงเศรษฐกิจไทย-ความปลอดภัยคนไทย

    ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีได้โพสต์ข้อความแสดงความกังวลว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มขยายวงกว้าง และยากจะหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย แม้ไทยจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้ง แต่ก็มีแรงงานและประชาชนชาวไทยจำนวนมากอาศัยและทำงานอยู่ในประเทศแถบนี้

    รัฐบาลย้ำว่า “ความปลอดภัยของคนไทย” คือภารกิจอันดับแรก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในอิหร่านและอิสราเอล ขณะนี้ได้ประสานงานใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศและกองทัพอากาศ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการอพยพและจัดหาอากาศยานรับคนไทยกลับประเทศหากสถานการณ์เลวร้ายลง

    ในด้านการทำงานเชิงระบบ กระทรวงการต่างประเทศได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์หรือวอร์รูมขึ้นทันที พร้อมบูรณาการการทำงานกับหลายหน่วยงาน ทั้งด้านความมั่นคง การคลัง แรงงาน สาธารณสุข และการปกครอง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือคนไทยได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    รัฐบาลยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า วิกฤติในตะวันออกกลางย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ยืนยันว่าจะใช้ทุกมาตรการเพื่อลดแรงกระแทกให้ได้มากที่สุด พร้อมเดินหน้าหาทาง “พลิกวิกฤติเป็นโอกาส” ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก

    ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังประเมินทิศทางได้ยาก รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และย้ำว่าการดูแลความปลอดภัยของคนไทยและเสถียรภาพของประเทศ จะยังคงเป็นภารกิจหลักในทุกจังหวะของสถานการณ์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GFy9WFhpe0Nmp_K9TaLBI

  • สงครามที่ไร้ผู้ชนะ! ระวังลามเศรษฐกิจโลก แนะรัฐตั้ง “วอร์รูมบูรณาการ”

    สงครามที่ไร้ผู้ชนะ! ระวังลามเศรษฐกิจโลก แนะรัฐตั้ง “วอร์รูมบูรณาการ”

    – ที่ผ่านมาอิหร่านยึดถือหลักการ “อดทนเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบมาโดยตลอด แต่เมื่ออิสราเอลยกระดับการโจมตีด้วยการลอบสังหารผู้นำระดับสูงถึงในถิ่นของอิหร่าน ทำให้อิหร่านตกอยู่ในสภาวะจำยอม

     – การนิ่งเฉยถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ อิหร่านจึงต้องเลือกรักษาภาพลักษณ์อำนาจการป้องปราม มากกว่าการรักษาความสงบ เพื่อไม่ให้สูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาพันธมิตรและศัตรู

     – สงครามครั้งนี้จะพิสูจน์ว่า ระบบ Iron Dome หรือ Arrow ของอิสราเอลที่ว่าแน่นหนาที่สุดในโลก / มี “รูรั่ว” และไม่สามารถป้องกันเทคโนโลยีล่าสุดของอิหร่านได้ / โดยจะเป็นการโจมตีเพื่อให้ขีปนาวุธตกถึงเป้าหมายจริง ซึ่งหากทำสำเร็จจะเป็นการยกระดับเพดานความขัดแย้งขึ้นไปอีกขั้น

     – ในมุมของอิสราเอล ภายใต้การนำของ นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู กำลังมองเห็น “โอกาส” ในวิกฤตครั้งนี้ โดยมีเป้าหมายคือการจัดการกับอิหร่านซึ่งถูกมองว่าเป็น “หัวของอสรพิษ” ที่ส่งท่อน้ำเลี้ยงให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และฮามาส ในฉนวนกาซ่า 
           
     – อิสราเอลทราบดีว่า ศักยภาพของตนเพียงชาติเดียวยากที่จะทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้สำเร็จ จึงต้องสร้างสถานการณ์ให้ลุกลาม เพื่อบีบให้สหรัฐฯ ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องกระโดดเข้ามาช่วย เพื่อปิดบัญชีอิหร่านอย่างถาวร

    สหรัฐฯ-ยิว ชิงโจมตีก่อน – ชอบธรรมแค่ไหน? 

    อาจารย์มาโนชญ์ ตั้งข้อสังเกตผ่านแง่มุมกฎหมายระหว่างประเทศว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการใช้ยุทธวิธี “ชิงโจมตีก่อน” ซึ่งในทางกฎหมาย การจะชิงโจมตีก่อนได้ ฝ่ายที่โจมตีต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีภัยคุกคามที่จวนตัวอยู่ตรงหน้า แต่อิสราเอลยังไม่สามารถแสดงหลักฐานให้โลกเห็นชัดเจนว่า อิหร่านกำลังจะกดปุ่มยิงในนาทีนั้น เช่นเดียวกับพฤติกรรมของสหรัฐฯ 

    เศรษฐกิจโลกเขย่าแรง สะเทือนไทยแน่!

    ส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจ อาจารย์​มาโนชญ์ มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่สมรภูมิ แต่กำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างผ่านระบบเศรษฐกิจโลก / ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นกระทบเงินในกระเป๋าประชาชนโดยตรง / หากญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย ได้รับผลกระทบด้านพลังงานจนเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อสินค้าจากไทยก็จะลดลงตามไปด้วย

    ด้วยเหตุนี้ จึงเสนอให้รัฐบาลไทยจัดตั้ง “วอร์รูมบูรณาการ” ที่ไม่ได้ดูแค่เรื่องความมั่นคงทางทหาร แต่ต้องรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อประเมินสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรายชั่วโมง เนื่องจากโลกกำลังยืนอยู่บนปากเหวของ “สงครามโลกครั้งที่ 3” ซึ่งการเตรียมพร้อมและความมีสติคือสิ่งสำคัญที่สุด

    สงครามที่ไร้ผู้ชนะ เศรษฐกิจโลกพังลามถึงไทย

    ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ความน่ากังวลของผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะน่าจะร้ายแรงกว่าที่คาดคิด

    สงครามที่ไร้ผู้ชนะ! ระวังลามเศรษฐกิจโลก แนะรัฐตั้ง “วอร์รูมบูรณาการ”

    อาจารย์ประเมินว่า สงครามครั้งนี้จะไม่มี “ผู้ชนะที่แท้จริง” เพราะความสูญเสียไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่สู้รบ แต่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มาถึง “เศรษฐกิจโลก” และความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะลามมาถึงประเทศไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงก็คือ ความซับซ้อนของโลกมุสลิม โดยเฉพาะประเทศอาหรับสายกลางที่มีท่าที “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” กล่าวคือ ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงของอิสราเอลต่อพลเรือน แต่ก็มีความกังวลลึกๆ ต่อการขยายอิทธิพลของอิหร่านผ่านกลุ่มตัวแทนต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มติดอาวุธในหลายพื้นที่ขัดแย้ง 

    เปิดฉาก ไซเบอร์ วอร์ – อิหร่านดึงยิวติดหล่มสงคราม

    ส่วนยุทธวิธีที่ใช้ในการรบรอบนี้ กลยุทธ์ที่ฝ่ายต่างๆ นำมาใช้ ก้าวข้ามขีดจำกัดของอาวุธยุทโธปกรณ์แบบเดิม โดยหันไปให้ความสำคัญกับ “ข้อมูลเชิงลึก” และการเจาะทะลุระบบความมั่นคงผ่านช่องทางดิจิทัล / การโจมตีผ่านเครื่องมือสื่อสารหรือระบบไซเบอร์ / ซึ่งส่งผลทำลายได้ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน / ขวัญกำลังใจของอีกฝ่าย / และตัดการเชื่อมต่อของเครือข่ายกลุ่มต่อต้าน

    เพราะการโจมตีทางไซเบอร์ในบางครั้ง สร้างความตื่นตระหนกและอัมพาตทางสังคมได้มากกว่าการทิ้งระเบิดในสมรภูมิจริง 

    ความได้เปรียบของสงครามในวันนี้ ไม่ใช่อยู่ที่ใครมีกระสุนมากกว่า แต่อยู่ที่ใครมีข้อมูลที่แม่นยำกว่า และใครสามารถทำลายความมั่นใจในระบบสื่อสารของอีกฝ่ายได้ก่อนกัน

    อาจารย์ศราวุฒิ บอกด้วยว่า แม้ฝ่ายต่อต้านจะถูกโจมตีอย่างหนักจากเทคโนโลยีระดับสูงของอิสราเอล แต่ฝ่ายอิหร่านและผู้สนับสนุนมีความพยายามที่จะรักษา “สงครามระยะยาว” เอาไว้ / เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การชนะในเชิงการทหาร / แต่เป็นการดึงให้อิสราเอล “ติดหล่ม” ใน 2 มิติหลัก คือค่าใช้จ่ายมหาศาลในการทำสงครามต่อเนื่อง และสภาวะหยุดชะงักของภาคธุรกิจ ตลอดจนแรงกดดันจากประชาคมโลกต่อการปฏิบัติการทางทหารที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    อิหร่านไม่ได้เดินเดียวดาย – ขยายอิทธิพลผ่านตัวแทน

    ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง กล่าวกับ “ข่าวข้นคนข่าว” ว่า รากเหง้าของความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น มีอิหร่านวางตัวเป็น “ผู้แสดงหลัก” คือยืนอยู่ตรงข้ามกับมหาอำนาจตะวันตกและพันธมิตรอย่างชัดเจน

    สงครามที่ไร้ผู้ชนะ! ระวังลามเศรษฐกิจโลก แนะรัฐตั้ง “วอร์รูมบูรณาการ”

    ยุทธศาสตร์ที่อิหร่านใช้คือ “การป้องกันเชิงรุก” โดยไม่ได้จำกัดวงการเคลื่อนไหวอยู่แค่ในพรมแดนตัวเอง แต่ใช้วิธีขยายอิทธิพลผ่านกลุ่มตัวแทน หรือ Proxy ในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาค เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและใช้เป็นกันชนในการเผชิญหน้า ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้อิหร่านมีบทบาทสูงในการกำหนดทิศทางความมั่นคงในตะวันออกกลาง

    โจทย์ใหญ่ “ไทย-อาเซียน” ต้องเผชิญ 

    ในมิติของผลกระทบ อาจารย์จรัญ เห็นว่า สงครามในตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่ไทยต้องเผชิญ คือ 

     – ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานในประเทศออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

     – โจทย์ยากของรัฐบาลไทยคือการวางตัวอย่างสมดุล ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ

     – การทำความเข้าใจในมิติทางประวัติศาสตร์และศาสนาที่ซับซ้อน เพราะต้องไม่ลืมว่า ในอาเซียนก็มีรัฐอิสลามอยู่หลายประเทศ ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน 

    ศ.ดร.จรัญ ให้ทัศนะทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ยั่งยืนจำเป็นต้องก้าวข้ามการมองแค่ “มิติทางทหาร” แต่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจเชิงลึกในด้านประวัติศาสตร์และความละเอียดอ่อนทางศาสนา ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนความขัดแย้งในพื้นที่นี้มาอย่างยาวนาน

    ปีที่ 5 “รัสเซียรบยูเครน” สู่ “สงครามทอนกำลัง” 

    อีกหนึ่งสงครามที่ลืมไม่ได้ และยืดเยื้ออย่างไม่น่าเชื่อ คือ สงครามรัสเซีย กับ ยูเครน 

    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา / นับเป็นวันที่ 1,461 ของสงครามยูเครน และเป็นการเริ่มต้นปีที่ 5 ของสงคราม ประมาณการว่า กองทัพรัสเซียสูญเสียทหารไปแล้วเป็นจำนวน 1,260,500 นาย นับรวมทั้งเสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหาย

    ขณะเดียวกัน คาดว่ายูเครนเองเสียทหารเป็นจำนวนมาก ประมาณกันว่ากองทัพยูเครนในช่วง 4 ปี มีกำลังพลเสียชีวิตราว 55,000 นาย ตามคำสัมภาษณ์ของประธานาธิบดีเซเลนสกี

    อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง วิเคราะห์และประเมิน 4 ปีของสมรภูมิเดือดนี้ว่า สงครามยูเครนเริ่มด้วยการบุกของกองทัพรัสเซีย ที่ประธานาธิบดีปูติน เรียกอย่างสวยหรูว่า “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” (Special Military Operations ) ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 นั้น เดินทางมาครบ 4 ปีเต็ม และเริ่มเดินหน้าสู่ปีที่ 5 อย่างไม่น่าเชื่อ / ใครจะคิดว่าในสถานการณ์การบุกของรัสเซียในวันนั้น กองทัพรัสเซียไม่สามารถทำลายกองทัพยูเครนได้ และทั้งไม่สามารถยึดยูเครนได้ตามแผนยุทธการที่ถูกวาดไว้อย่างสวยหรู 

    กล่าวคือ หลังการบุกและโจมตีเพียงไม่กี่วัน / กองทัพรัสเซียจะเปิดการสวนสนามเพื่อฉลองชัยชนะที่กรุงเคียฟ และบรรดาชาวยูเครนสายนิยมรัสเซีย จะมอบช่อดอกไม้ พร้อมเข้าร่วมการเฉลิมฉลองครั้งนี้อย่างสนุกสนาน
     
    แต่สงครามกลับเกิดอาการ “พลิกทั้งกระดาน” เมื่อกองทัพรัสเซียกลายเป็นเป้านิ่งถูกทำลายลงอย่างไม่คาดคิด แผนการในการยึดเมืองหลวงของยูเครน กลายเป็นความล้มเหลวทั้งทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธี จนดูเหมือนความพ่ายแพ้ของรัสเซียอยู่ไม่ไกล
     
    แต่ความพ่ายแพ้ของกองทัพของรัฐมหาอำนาจใหญ่ ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดได้อย่างรวดเร็ว แม้ฝ่ายยูเครนและบรรดารัฐตะวันตกที่ให้การสนับสนุนจะคิดเช่นนั้น เพราะในสงครามที่ต่างฝ่ายต่าง “ยันกันในสนามรบ” ในแบบที่ไม่มีใครมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายอย่างเด็ดขาดนั้น สงครามเปลี่ยนจากการรบอย่างรวดเร็วไปเป็นการรบอย่างเชื่องช้า ต่างฝ่ายต่างทำลายกันไปอย่างที่ไม่อาจเอาชนะคู่สงครามอีกฝ่ายได้  

    รูปแบบของการรบได้กลายสภาพเป็น “สงครามทอนกำลัง” อย่างชัดเจน และความสูญเสียก็พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว 

    หลายคนมองสงครามยูเครนแล้วย้อนกลับมามองสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา และคิดตรงกันว่า ไม่มีใครอยากให้เกิดสภาพยืดเยื้อเช่นนี้ในความสัมพันธ์ของประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน เพราะมีแต่ความสูญเสีย เสียหาย และไม่มีใครชนะอย่างแท้จริง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378974193&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Yjq7f9HfDC6VCmnsGKoc6

  • นายกฯ เรียกถก สมช.- ธนาคาร – หอการค้า ด่วนพรุ่งนี้ หามาตรการรับมือผลกระทบเศรษฐกิจจากภัยสงคราม

    นายกฯ เรียกถก สมช.- ธนาคาร – หอการค้า ด่วนพรุ่งนี้ หามาตรการรับมือผลกระทบเศรษฐกิจจากภัยสงคราม

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง ว่า ตั้งแต่เมื่อคืน ได้รับรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศ ได้สั่งการให้เตรียมการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการสู้รบในช่วงนี้ ขณะเดียวกันได้มีการประสานกับกองทัพอากาศและหารือกับผู้บัญชาการทหารอากาศ เพื่อเตรียมพร้อมอากาศยานที่จะใช้รองรับพี่น้องคนไทย โดยเฉพาะที่ประเทศอิหร่าน ว่าจะหาช่องทางให้ประชาชนเดินทางกลับมาได้อย่างไร ซึ่งในตัวอากาศยานไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่การใช้อากาศยานของกองทัพอากาศ อาจจะต้องแวะเติมน้ำมันหลายที่ จึงได้มีการพิจารณาช่องทางอื่น เช่น การเช่าเหมาลำ เพื่อให้สามารถนำประชาชนกลับมาได้เร็วที่สุด ฉะนั้นตอนนี้จะต้องไปเช็กน่านฟ้า เนื่องจากมีการปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่ ทำให้ต้องมีการอพยพคนไทยไปยังประเทศที่สาม และหาวิธีการรับตัวกลับมา

    ส่วนการเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ได้มอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมรับสถานการณ์ในทุกรูปแบบ เพราะอย่างไรก็ได้รับผลกระทบในด้านค่าครองชีพ ค่าน้ำมัน รวมถึงต้นทุนพลังงานต่างๆ ฉะนั้นต้องหาวิธีให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด

    สำหรับตัวเลขคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงแรงงานรายงานว่า มีทั้งในส่วนของอิหร่านและดูไบ รวมกว่า 70,000 คน โดยในส่วนของคนไทยในอิหร่าน มีประมาณ 7,700 คน จึงขอให้ติดตามรายละเอียดจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าเครื่องบินที่จะไปรับคนไทยจะสามารถเดินทางได้เมื่อใด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนสำคัญคือประเทศปลายทาง เนื่องจากเรามีความพร้อมตลอดเวลา ยิ่งใช้เครื่องบินจากกองทัพอากาศไปรับก็ยิ่งมีความพร้อม เพราะได้มีการเตรียมไว้หลายลำ ซึ่งเมื่อวานที่ได้หารือกับผู้บัญชาการทหารอากาศ อยากให้เกิดความสะดวกให้เร็วที่สุด จึงได้มีการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม อาจจะใช้โค้ดการบินของรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่ต้องเติมน้ำมันและให้บินตรงแทนว่าสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังยืนยันว่า รัฐบาลไทยจะดำเนินการในทุกวิถีทางเพื่อให้พี่น้องคนไทยเหล่านั้นอยู่ในความปลอดภัยสูงสุด หากประสงค์จะกลับมาเมืองไทย ก็เตรียมพร้อมที่จะไปรับ

    เมื่อถามถึงการประเมินสถานการณ์ว่าจะบานปลายหรือไม่ เพราะมีประเทศมหาอำนาจหนุนหลังอยู่ทั้ง 2 ฝ่าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่เราต้องเตรียมตัว อย่าให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบที่รุนแรง และหากจะมีผลกระทบขอให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด เราต้องเตรียมความพร้อมทุกภาคส่วน

    เมื่อถามว่าอยากบอกอะไรกับคนไทยที่ไม่อยากเดินทางกลับตอนนี้บ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในแต่ละประเทศ ก็จะมีมาตรการที่ดูแลความปลอดภัยประชาชนของเขา รวมถึงกลุ่มคนชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศนั้นๆ จึงขอให้ติดตามและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด โดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการและมีสายด่วนตลอดเวลา เพื่อช่วยเหลือคนไทย โดยในวันที่ 2 มีนาคม 2569 เวลา 10:00 น. จะมีการเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่ง หรือ สมช. จากนั้นจะมีการประชุมทุกภาคส่วน รวมถึงภาคเอกชน ธนาคาร หอการค้า ต้องดูแลในเรื่องการค้า การส่งออกและนำเข้า รวมถึงมาตรการตรึงราคา เพื่อไม่เกิดผลกระทบรุนแรงต่อผู้บริโภคในประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/458159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rb16I02GdTPn9DZ8nSNj1

  • ส.อ.ท. หวั่นปิด ‘ฮอร์มุซ’ เขย่าเศรษฐกิจไทย สะเทือนราคา ‘น้ำมัน-ทองคำ’

    ส.อ.ท. หวั่นปิด ‘ฮอร์มุซ’ เขย่าเศรษฐกิจไทย สะเทือนราคา ‘น้ำมัน-ทองคำ’

    ความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกระลอก หลังสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์โลกทันที ท่ามกลางความกังวลว่า หากสถานการณ์ลุกลามอาจกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สิ่งที่เห็นชัดในระยะสั้นคือ “แรงกระเพื่อมทางจิตวิทยา” ต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำที่มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มขยับขึ้นตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

    ปมร้อนใกล้ “ช่องแคบฮอร์มุซ” จุดชี้ชะตาพลังงานโลก

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า จุดอ่อนไหวสำคัญอยู่บริเวณ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางเรือที่มีความหนาแน่นสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากเกิดเหตุรุนแรงหรือมีการปิดเส้นทางเดินเรือ จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันที และกระทบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

    “ระยะสั้นราคาน้ำมันอาจกระเตื้องขึ้นไม่มากนักจากแรงเก็งกำไร แต่ถ้าสงครามยืดเยื้อหรือบานปลาย ความเสี่ยงจะยกระดับทันที โดยเฉพาะหากมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น บ่อน้ำมันหรือโรงกลั่น” นายเกรียงไกรกล่าว

    จับตาท่าทีมหาอำนาจ-พันธมิตรอิหร่าน

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือท่าทีของประเทศมหาอำนาจที่มีบทบาทสนับสนุนอิหร่านอย่าง “จีน” และ “รัสเซีย” รวมถึงบทบาทประเทศในตะวันออกกลางว่าจะมีใครออกมาเป็นตัวกลางผลักดันการเจรจาเพื่อลดความรุนแรงหรือไม่

    อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งลุกลามคล้ายกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครนในอดีต และมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยตรง ผลกระทบต่อราคาน้ำมันจะรุนแรงกว่าที่ตลาดประเมินไว้ และซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง

    ไทยเสี่ยง! เหตุนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก

    นายเกรียงไกร กล่าวยอมรับว่า สถานการณ์รอบนี้ “ใกล้ไทยมากกว่า” ความขัดแย้งในยุโรป เพราะไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนหลัก หากเกิดเหตุปิดเส้นทางขนส่ง หรือเบี้ยประกันภัยเรือเพิ่มสูงขึ้น จะทำให้ต้นทุนนำเข้าเพิ่มทันที

    ทั้งนี้ เสนอให้กระทรวงพลังงาน และบริษัทน้ำมันเร่งหารือวางแผนรับมือ ทั้งการจัดหาเส้นทางขนส่งสำรอง การบริหารสต๊อกน้ำมัน และประเมินต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นจากค่าระวางเรือและค่าประกันภัย

    “กรณีเลวร้ายที่สุด ต้องประเมินทุกฉากทัศน์ ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว หากมีการปิดอ่าวหรือปิดช่องแคบจริง ไทยจะมีน้ำมันสำรองใช้ได้นานเท่าใด และต้องบริหารจัดการอย่างไร” 

    ผลกระทบลูกโซ่ถึงภาคอุตสาหกรรม

    สำหรับภาคการผลิตโดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น ปิโตรเคมี เหล็ก ปูนซีเมนต์ ขนส่ง และโลจิสติกส์ จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคส่งออกอาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนสินค้าและค่าขนส่งที่สูงขึ้น

    หากราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง จะกระทบเงินเฟ้อ กำลังซื้อในประเทศ และอาจจำกัดพื้นที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มศักยภาพ

    แนะจุดยืนทางการทูต หนุนเจรจาแทนสงคราม

    สำหรับบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ นายเกรียงไกรมองว่า ไทยอาจไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่พอที่จะเข้าไปมีบทบาทโดยตรง แต่ควรแสดงจุดยืนสนับสนุนการเจรจาทางการทูต และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง

    “สิ่งสำคัญคือการลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เพราะทุกครั้งที่เกิดสงคราม พลังงานจะเป็นตัวแปรหลัก และส่งแรงกระแทกไปทั่วโลก”

    ทั้งนี้ ส.อ.ท.เสนอให้มีการจัดทำ “แผนฉุกเฉิน” ครอบคลุมทั้ง

    • การบริหารสำรองน้ำมัน
    • การดูแลภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง
    • มาตรการบรรเทาผลกระทบผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
    • การประเมินผลต่อเงินเฟ้อและต้นทุนค่าครองชีพ

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังสูง ตลาดโลกกำลังจับตาว่าความขัดแย้งครั้งนี้จะเป็นเพียง “การปะทะเฉพาะจุด” หรือบานปลายสู่สงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาน้ำมันและเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    สำหรับไทย บททดสอบสำคัญอยู่ที่ “ความพร้อมเชิงระบบ” ในการรับมือแรงกระแทกจากภายนอกที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1223265&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29IICORiZjzkqBHoysX9QC

  • “พาณิชย์” ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด สั่งทูตพาณิชย์ทั่วโลก ประเมินผลกระทบส่งออกไทย

    “พาณิชย์” ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด สั่งทูตพาณิชย์ทั่วโลก ประเมินผลกระทบส่งออกไทย

    วันที่ 1 มีนาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์แบบวันต่อวัน

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ตะวันออกกลางเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อการส่งออกของไทย ทั้งในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ อิสราเอล และประเทศคู่ค้าในภูมิภาค ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อราคาพลังงานโลก ค่าระวางเรือ เส้นทางการขนส่งระหว่างประเทศ และต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ

    เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก รายงานสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และมาตรการของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งติดตามการเปลี่ยนแปลงเส้นทางขนส่ง การประกันภัยทางทะเล ต้นทุนโลจิสติกส์ และพฤติกรรมการสั่งซื้อของผู้นำเข้า

    นอกจากนี้ กระทรวงฯ อยู่ระหว่างจัดทำการประเมินผลกระทบเชิงลึกเป็นรายสินค้า เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงในแต่ละอุตสาหกรรม พร้อมเตรียมแนวทางกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นเพิ่มเติม อาทิ เอเชียใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

    ในด้านการดูแลผู้ประกอบการ กระทรวงพาณิชย์จะจัดประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานด้านโลจิสติกส์ เพื่อรับฟังปัญหาและกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเหมาะสม รวมทั้งประสานกับสถาบันการเงินของรัฐในการเตรียมเครื่องมือทางการเงินรองรับกรณีที่ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เน้นย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการบูรณาการทำงานร่วมกับของทุกหน่วยงานทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคงและการต่างประเทศของรัฐบาล เพื่อให้การดูแลผลประโยชน์ของประเทศเป็นไปอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติความปลอดภัยของคนไทยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    “กระทรวงพาณิชย์ และรัฐบาล ขอให้ผู้ประกอบการติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด และไม่ตื่นตระหนก ทุกหน่วยงานจะบูรณาการการทำงานเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพการส่งออกไทย และสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้าในทุกภูมิภาค” นางศุภจีกล่าว

    ทั้งนี้ รัฐบาล โดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะติดตามสถานการณ์ และพร้อมปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในระดับต่างๆ เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยสามารถดำเนินกิจกรรมทางการค้าได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132133&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XgdWv4eqMKS7Ks9vo0Wn2

  • นายกฯ ห่วงความปลอดภัยคนไทยในตะวันออกกลาง สั่งให้พร้อมดูแล 24 ชม.เตรียมส่งเครื่องบินรับคนไทยกลับบ้าน พร้อมรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    นายกฯ ห่วงความปลอดภัยคนไทยในตะวันออกกลาง สั่งให้พร้อมดูแล 24 ชม.เตรียมส่งเครื่องบินรับคนไทยกลับบ้าน พร้อมรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    วันนี้ (1 มีนาคม 2569) เวลา 01.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางมีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจของโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งครั้งนี้ แต่มีพี่น้องประชาชนชาวไทยหลายหมื่นคนที่ไปใช้ชีวิตและประกอบอาชีพอยู่ในประเทศต่าง ๆ ในแถบดังกล่าว

    รัฐบาลไทยถือว่าความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนชาวไทยที่อยู่ในประเทศกลุ่มเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด โดยเฉพาะผู้ที่กำลังพำนักอยู่ในประเทศอิหร่านและอิสราเอล

    รัฐบาลจะเร่งดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้คนไทยในพื้นที่มีความปลอดภัย และสามารถเดินทางกลับสู่มาตุภูมิโดยเร็วที่สุด โดยนายกรัฐมนตรีได้ประสานงานและหารืออย่างใกล้ชิดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และผู้บัญชาการทหารอากาศ เพื่อเตรียมอากาศยานของไทยไปรับพี่น้องชาวไทยที่ติดอยู่ในประเทศอิหร่านออกมาก่อนเป็นลำดับแรก

    ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ และเตรียมมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่พี่น้องชาวไทยอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานและติดตามสถานการณ์จากหน่วยงานความมั่นคงอย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการให้กระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย เตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจตลอด 24 ชั่วโมง

    นายกรัฐมนตรียังย้ำว่า สถานการณ์ดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะเตรียมการทุกวิถีทางเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศให้เหลือน้อยที่สุด ในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในระยะฟื้นตัว ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและทีมงานจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่อพลิกวิกฤตในตะวันออกกลางให้เป็นโอกาสของประเทศไทยให้ได้มากที่สุด

    ในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกท่านร่วมกันกราบอาราธนาขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพบูชา ตลอดจนพระสยามเทวาธิราช และพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จงดลบันดาลประทานพรและปกป้องคุ้มครองให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกท่านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการสู้รบอยู่ในขณะนี้ มีความปลอดภัย แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง และไม่ให้ได้รับผลกระทบใด ๆ จากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

    นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ภารกิจในการช่วยเหลือและดูแลพี่น้องชาวไทยในพื้นที่สู้รบในตะวันออกกลางครั้งนี้สำเร็จลุล่วงและสัมฤทธิ์ผลโดยเร็วที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/67380&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NFTQPqsTrLd1TOS7_yD_b

  • รับมือสงครามตะวันออกกลาง’อนุทิน’สั่งอพยพคนไทยในอิหร่าน-อิสราเอล

    รับมือสงครามตะวันออกกลาง’อนุทิน’สั่งอพยพคนไทยในอิหร่าน-อิสราเอล

    รับมือสงครามตะวันออกกลาง’อนุทิน’สั่งอพยพคนไทยในอิหร่าน-อิสราเอล

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศความพร้อมขั้นสูงสุดในการช่วยเหลือและปกป้องคนไทยในตะวันออกกลาง หลังสถานการณ์ความขัดแย้งมีแนวโน้มขยายวงกว้าง โดยสั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพอากาศประสานงานอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย เริ่มต้นจากประเทศอิหร่านเป็นลำดับแรก พร้อมวางมาตรการรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

    ภารกิจเร่งด่วน: ความปลอดภัยของคนไทยเหนือสิ่งอื่นใด

    จากข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว นายกรัฐมนตรีระบุชัดเจนว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองในตะวันออกกลาง แต่สวัสดิภาพของพี่น้องชาวไทยหลายหมื่นคนที่พำนักและประกอบอาชีพอยู่ในภูมิภาคดังกล่าวคือ “ภารกิจสำคัญอันดับหนึ่ง” ของรัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศอิหร่านและอิสราเอลซึ่งเป็นพื้นที่จุดเสี่ยงในขณะนี้

    นายอนุทินได้หารือร่วมกับ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และผู้บัญชาการทหารอากาศ เพื่อเตรียมความพร้อมของอากาศยานในการบินไปรับประชาชนกลับสู่มาตุภูมิโดยเร็วที่สุด โดยเน้นย้ำว่าแผนการอพยพจะเริ่มดำเนินการกับคนไทยในอิหร่านก่อนเป็นกลุ่มแรก เพื่อลดความเสี่ยงจากการขยายตัวของการสู้รบที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

    บูรณาการทุกกระทรวง เตรียมรับมือผลกระทบเศรษฐกิจ

    นอกจากด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรียังแสดงความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจโลกที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามครั้งนี้ ซึ่งจะส่งผลถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในสภาวะฟื้นตัว จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย เตรียมความพร้อมปฏิบัติหน้าที่และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

    “เราจะเร่งดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อพลิกวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางให้เป็นโอกาสแก่ประเทศไทยมากที่สุด และจะทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” นายอนุทินกล่าว

    ร่วมส่งกำลังใจและคำมั่นสัญญาจากรัฐบาล

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเชิญชวนประชาชนร่วมส่งกำลังใจและอาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองคนไทยในพื้นที่สู้รบให้แคล้วคลาดปลอดภัย พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่า รัฐบาลภายใต้การนำของเขาจะดำเนินการอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ภารกิจช่วยเหลือครั้งนี้สำเร็จลุล่วงโดยเร็วที่สุด ภายใต้เจตนารมณ์ที่ว่า “คนไทยไม่มีวันทอดทิ้งกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/738696&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-ZlckTwNmT6H2RTG-6sHg