Category: เศรษฐกิจ

  • ฝ่าสมรภูมิตะวันออกกลาง เปิดแผนอพยพแรงงานไทยในอิหร่าน-มาตรการรับมือวิกฤต

    ฝ่าสมรภูมิตะวันออกกลาง เปิดแผนอพยพแรงงานไทยในอิหร่าน-มาตรการรับมือวิกฤต

    ฝ่าสมรภูมิตะวันออกกลาง เปิดแผนอพยพแรงงานไทยในอิหร่าน-มาตรการรับมือวิกฤต

    เมื่อกลิ่นอายสงครามในตะวันออกกลางเริ่มคุกรุ่นจนยากจะคาดเดา รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงไม่อาจนิ่งนอนใจ ประกาศเดินหน้าแผนอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยทันที โดยปักหมุด “ประเทศอิหร่าน” เป็นเป้าหมายแรกในการส่งเครื่องบินจากกองทัพอากาศไปรับตัวกลับสู่มาตุภูมิ เพื่อความปลอดภัยของพลเมืองท่ามกลางสถานการณ์ที่อาจขยายตัวอย่างกะทันหัน

    วอร์รูม 24 ชั่วโมง: เกาะติดชีวิตแรงงานไทย

    หัวใจสำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้คือการประสานงานไร้รอยต่อ โดยกระทรวงแรงงานได้จัดตั้งศูนย์วอร์รูม (War Room) ณ ชั้น 5 ของกระทรวงฯ เพื่อเป็นศูนย์กลางสั่งการและประสานงานร่วมกับทูตแรงงานใน 3 จุดยุทธศาสตร์ ได้แก่ กรุงเทลอาวีฟ (อิสราเอล), กรุงอาบูดาบี (ยูเออี) และกรุงริยาด (ซาอุดีอาระเบีย) ซึ่งดูแลแรงงานไทยรวมกว่า 77,495 คน

    สถิติแรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยง:

    • อิสราเอล: 58,921 คน
    • ยูเออี: 11,227 คน
    • ซาอุดีอาระเบีย: 7,347 คน

    น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำชับให้เจ้าหน้าที่วางมาตรการเชิงรุก ให้แรงงานทุกคนสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ผ่านโทรศัพท์ได้ตลอดเวลา และพร้อมเคลื่อนย้ายเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ขณะเดียวกันได้มีมติร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศให้ “ชะลอ” การจัดส่งแรงงานชุดใหม่ไปพื้นที่เสี่ยงไว้ชั่วคราว

    รับมือผลกระทบเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

    นอกเหนือจากสวัสดิภาพของประชาชน นายกรัฐมนตรียังมองไกลไปถึงแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจ โดยสั่งการให้กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานความมั่นคง บูรณาการแผนรับมือสภาวะเศรษฐกิจผันผวนจากวิกฤตสงคราม เพื่อรักษาสถียรภาพและพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสแก่ประเทศไทยในยามที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน

    นี่คือภารกิจระดับชาติที่เดิมพันด้วยชีวิตและความมั่นคง ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งทำแข่งกับเวลาเพื่อให้มั่นใจว่า “ไม่มีคนไทยคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” ท่ามกลางกองเพลิงแห่งตะวันออกกลาง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/738705&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09iNHYUB_ICcK-EdB-1nEM

  • น้ำมันพุ่ง 12% แตะ $75 ทันทีที่ตลาดสหรัฐฯ เปิด สัญญาณเสี่ยงดึงคริปโตลง

    น้ำมันพุ่ง 12% แตะ $75 ทันทีที่ตลาดสหรัฐฯ เปิด สัญญาณเสี่ยงดึงคริปโตลง

    Siam Blockchain

    By

    มีนาคม 2, 2026

    น้ำมันพุ่ง 12% แตะ $75 ทันทีที่ตลาดสหรัฐฯ เปิด สัญญาณเสี่ยงดึงคริปโตลง

    สรุปข่าว
    • ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นเกือบ 12% แตะระดับ $75 ต่อบาร์เรล ทันทีที่ตลาดฟิวเจอร์หุ้นสหรัฐฯ เปิดทำการในช่วงเช้าวันที่ 2 มี.ค.
    • การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันสะท้อนความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคุกรุ่น โดยเฉพาะจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางหลังการเสียชีวิตของผู้นำอิหร่าน
    • นักลงทุนควรจับตาว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะกดดันตลาดคริปโตให้ร่วงต่อ หรือตลาดจะรับมือกับความเสี่ยงนี้ได้

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

    น้ำมันพุ่ง 12% ในครั้งเดียวเป็นสัญญาณที่ตลาดตีความว่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังรุนแรง นักลงทุนมักโยกเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตในช่วงแบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังหมายถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยช้าลง ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท

    ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นเกือบ 12% แตะระดับ $75 ต่อบาร์เรล เมื่อเวลา 13:08 น. ตามเวลาไทย (06:08 UTC) ของวันที่ 2 มี.ค. 2569 ทันทีที่ตลาดฟิวเจอร์หุ้นสหรัฐฯ เปิดทำการอีกครั้ง ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ซึ่งเป็นสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคที่ติดตามตลาดการเงินโลก การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือว่ารุนแรงผิดปกติ เนื่องจากราคาน้ำมันปรับขึ้น 12% ในครั้งเดียวนั้นหายากมากในสภาวะตลาดปกติ และเป็นสัญญาณชัดเจนว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ทั้งหมด ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับความวุ่นวายในตะวันออกกลางที่ยังดำเนินอยู่

    ทำไมน้ำมันถึงพุ่งแรงขนาดนี้

    การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในลักษณะนี้มักเกิดขึ้นเมื่อตลาดได้รับข้อมูลใหม่ที่กระทบต่อการคาดการณ์อุปทานน้ำมันโลกอย่างมีนัยสำคัญ ในกรณีนี้ ความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลางหลังจากการเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน และการตอบสนองทางทหารที่ตามมา ได้ส่งสัญญาณให้ตลาดเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่น้ำมันราว 20% ของโลกผ่านไป

    นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นแรงในช่วงที่ตลาดฟิวเจอร์เพิ่งเปิดยังสะท้อนว่ามีแรงซื้อสะสมอยู่มากระหว่างที่ตลาดดั้งเดิมปิดทำการ โดยก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า นักเทรดได้แห่ใช้ Hyperliquid เทรดน้ำมันและทองคำตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงที่ตลาดดั้งเดิมปิดรับวิกฤตอิหร่าน บ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านราคาได้สะสมอยู่ในตลาดอนุพันธ์คริปโตก่อนหน้านี้แล้ว

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

    น้ำมันพุ่ง 12% ส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโตผ่านสองช่องทางหลัก ช่องทางแรกคือ ความรู้สึกเสี่ยงของนักลงทุน เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งขึ้นแรงจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนสถาบันมักลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือคริปโต และโยกเงินไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำหรือพันธบัตรรัฐบาล ช่องทางที่สองคือแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงมีผลโดยตรงต่อต้นทุนในทุกอุตสาหกรรม ทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อสูงขึ้น และลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดดอกเบี้ยในระยะสั้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตโดยตรง

    ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านลุกลามทั้งตะวันออกกลาง ดูไบ-บาห์เรน-ซาอุฯ โดนถล่ม ซึ่งเป็นฉากหลังที่ทำให้การพุ่งขึ้นของน้ำมันรอบนี้มีน้ำหนักมากกว่าปกติ เพราะตลาดกำลังประเมินสถานการณ์ที่อาจลากยาวออกไปอีก ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ระยะสั้น อีกทั้งยังมีรายงานจาก Siam Blockchain ว่า Polymarket มีเงินพนันกว่า $50 ล้านในสถานการณ์สงครามอิหร่าน สะท้อนว่านักลงทุนในตลาดคาดการณ์ยังให้น้ำหนักสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างจริงจัง

    เงินเฟ้อและดอกเบี้ย ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่

    นอกจากความกลัวระยะสั้นแล้ว การพุ่งของน้ำมันยังส่งผลระยะกลางที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน หากราคาน้ำมันทรงตัวสูงในระดับนี้ต่อไป ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่จะประกาศในเดือนหน้าจะสูงขึ้นแน่นอน ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแรงจูงใจน้อยลงที่จะลดดอกเบี้ย ตลาดคริปโตนั้นไวต่อการคาดการณ์ดอกเบี้ยมากเป็นพิเศษ เนื่องจากดอกเบี้ยต่ำหมายถึงสภาพคล่องล้นตลาดที่มักไหลมาหาสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และ altcoin ต่าง ๆ ในทางกลับกัน ดอกเบี้ยสูงดึงเงินกลับไปอยู่ในพันธบัตรและบัญชีออมทรัพย์แทน

    อย่างไรก็ตาม มีมุมมองตรงข้ามที่น่าพิจารณา Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลบางส่วนมีคุณสมบัติในการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อในระยะยาว หากนักลงทุนเริ่มมองว่าเงินเฟ้อจะอยู่กับเราไปอีกนาน บางส่วนอาจหันมาซื้อ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเองแบบเดียวกับทองคำ แต่ในระยะสั้น แรงกดดันจากการขายสินทรัพย์เสี่ยงน่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ครองตลาด


    ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการพุ่งของน้ำมัน 12% ในครั้งเดียวนี้หนักมาก และตลาดคริปโตคงรับแรงกดดันต่อในช่วงสั้น ๆ นี้ค่อนข้างแน่ สิ่งที่ผู้เขียนจะจับตาดูเป็นพิเศษคือว่าราคาน้ำมันจะรักษาระดับ $75 ไว้ได้หรือไม่ หรือจะเป็นแค่ Spike ชั่วคราวที่เกิดจากความตื่นตระหนกครั้งแรกหลังตลาดเปิด ถ้าราคาน้ำมันร่วงกลับมาเร็ว ตลาดคริปโตอาจฟื้นตัวได้เร็วเช่นกัน แต่ถ้าน้ำมันทรงตัวสูง ต้องเตรียมใจรับแรงขายที่อาจลากยาวออกไปอีกสักพัก สำหรับนักลงทุนที่ถือคริปโตอยู่ แนะนำให้ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางควบคู่ไปด้วย เพราะตอนนี้ราคาน้ำมันกับคริปโตเดินไปด้วยกันในทิศทางตรงข้ามอย่างชัดเจน

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/02/oil-prices-surge-12-percent-75-barrel-us-futures-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1A3HNYXZsh13R_2qSR3spq

  • สสว.ปั้น ‘SMEs’ ต้นแบบ เพิ่มศักยภาพรับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่

    สสว.ปั้น ‘SMEs’ ต้นแบบ เพิ่มศักยภาพรับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่

    สสว.ปั้น ‘SMEs’ ต้นแบบ เพิ่มศักยภาพรับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่

    นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ไทยทั่วประเทศทั้งภาคการผลิต การค้า และบริการ ที่จดทะเบียนนิติบุคคล ดำเนินธุรกิจไม่น้อยกว่า 1 ปี ให้มีศักยภาพแข่งขันได้ในบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ รวมถึงสร้างต้นแบบผู้ประกอบการระดับจังหวัดที่เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน 

    โดยดำเนินการผ่านโครงการ SME Provincial Champion Awards 2026 ภายใต้แนวคิด Elevate Mindsets, Enhance Capability, Drive the Future ซึ่งจะเป็นการส่งเสริม SMEs ที่ต้องการพัฒนาธุรกิจและการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยถือเป็นกลไกสำคัญในการดำเนินธุรกิจ 

    ซึ่งจะรับสมัครและคัดเลือกผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ผ่านกระบวนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจและประเมินศักยภาพธุรกิจ การพัฒนาธุรกิจในมิติ 360 องศา ทั้งด้านกลยุทธ์ ลูกค้า บุคลากร การดำเนินงาน การวัดผล 

    สสว.ปั้น ‘SMEs’ ต้นแบบ เพิ่มศักยภาพรับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่

    และภาวะผู้นำ รวมถึงการเรียนรู้จากองค์กรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ ก่อนเข้าสู่กระบวนการประกวดและคัดเลือกผู้ประกอบการ 77 จังหวัด จังหวัดละ 1 ราย เพื่อรับรางวัล SME Provincial Champion Awards และคัดเลือกสุดยอดผู้ประกอบการเพื่อรับรางวัลระดับประเทศและรางวัล Popular Award รวมถึงการจัดทำ E-Catalog เผยแพร่ศักยภาพธุรกิจสู่สาธารณะ   

    ทั้งนี้ สสว. ได้ดำเนินโครงการ SME Provincial Champion Awards ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2566 และได้จัดต่อเนื่องมาในปีนี้นับเป็นปีที่ 4 ที่ผ่าน สสว. มีการคัดเลือกธุรกิจเพื่อเข้ารับรางวัลระดับประเทศตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award – TQA) มาแล้วมากกว่า 231 ราย ถือว่าเป็นหน้าที่หลักของ สสว. ในการผลักดัน SMEs ให้ปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาด 

    และสร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย ตามแนวทางการพัฒนา SMEs เชิงพื้นที่ (Area-Based Development) และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

    สสว.ปั้น ‘SMEs’ ต้นแบบ เพิ่มศักยภาพรับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่

    “สสว. ต้องการสร้างผู้ประกอบการต้นแบบในทุกจังหวัด ที่มีความพร้อมทั้งด้านกลยุทธ์ การบริหารจัดการ และความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุคใหม่” 

    นางสาวปณิตา กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นเวทีสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจ เชื่อมโยงองค์ความรู้ และเปิดโอกาสใหม่ทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ และยกระดับเศรษฐกิจระดับภูมิภาคสู่การเติบโตที่มีคุณภาพในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652720&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02Gj9tTJN7uWFJ85UBAc65

  • ‘ยุทธศักดิ์’ ชี้ตะวันออกกลางเดือด ช็อกเศรษฐกิจโลก ฉากทัศน์ที่ไทยต้องเผชิญ

    ‘ยุทธศักดิ์’ ชี้ตะวันออกกลางเดือด ช็อกเศรษฐกิจโลก ฉากทัศน์ที่ไทยต้องเผชิญ

    ‘ยุทธศักดิ์’ ชี้ตะวันออกกลางเดือด ช็อกเศรษฐกิจโลก ฉากทัศน์ที่ไทยต้องเผชิญ

    ‘ยุทธศักดิ์’ ชี้ตะวันออกกลางเดือด ช็อกเศรษฐกิจโลก ฉากทัศน์ที่ไทยต้องเผชิญ

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังจากเปิดฉากสู้รบกันอย่างหนักว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ปะทุสู่ระดับที่โลกไม่อาจมองข้าม นี่ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งในภูมิภาค แต่อาจเป็น Systemic Shock ต่อเศรษฐกิจโลก

    ช่องแคบฮอร์มุซ หรือ Strait of Hormuz คือเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก น้ำมันและ LNG กว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวันหรือราว 1 ใน 5 ของการบริโภคโลกต้องผ่านที่นี่ ทันทีที่เส้นทางนี้ถูกคุกคาม โลกเผชิญปัญหาอุปทานขาดแคลนเทียม(Artificial Supply Shortage)

    นักวิเคราะห์จาก Barclays และ SEB ประเมินว่า ราคาน้ำมัน Brent อาจทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากระดับเดิมราว 67 ดอลลาร์ และทุก ๆ 10% ที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มเพิ่มอีก 0.35%

    นายยุทธศักดิ์ กล่าว่วา ผลกระทบต่อประเทศไทย ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางกว่า 50% แม้ไม่ได้นำเข้าจากอิหร่านโดยตรง แต่แหล่งสำคัญอย่าง UAE ซาอุฯ กาตาร์ ล้วนผ่านฮอร์มุซ 

    ทั้งนี้ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 61 วัน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ นี่คือความเสี่ยงที่ต้องบริหารอย่างรอบคอบ เงินทุนทั่วโลกจะไหลกลับสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ดอลลาร์แข็งค่า เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ทองคำจะกลายเป็นที่หลบภัยและอาจผันผวนในระดับประวัติการณ์

    ส่วนการปิดน่านฟ้าและการหยุดบินของสายการบินหลักในตะวันออกกลาง กระทบเส้นทางยุโรป–ไทยโดยตรง นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มรายได้สูง อาจชะลอการเดินทางทันที

    นายยุทธศักดิ์ ประเมินว่า สองฉากทัศน์ที่ไทยต้องเตรียมรับมี 2 เรื่อง ที่ต้องจับตาดังนี้

    ฉากทัศน์ที่ 1: จบเร็ว 

    ราคาน้ำมันดีดตัวชั่วคราว ตลาดหุ้นฟื้นแบบ V-shape ไทยรับแรงกระแทกได้

    ฉากทัศน์ที่ 2: ยืดเยื้อ

    น้ำมันยืนเหนือ 100–120 ดอลลาร์ โลกเสี่ยง Recession เงินเฟ้อฝังลึก ไทยเผชิญแรงกดดันพร้อมกันทั้งพลังงาน การคลัง และความเชื่อมั่น

    นายยุทธศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค Geopolitical Fragmentation ยุคที่ความไม่แน่นอนคือ “ปกติใหม่” ประเทศไทยจะเป็นเพียงผู้รับแรงกระแทก หรือจะใช้วิกฤตนี้เป็นแรงผลักดันให้เราปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพราะในโลกที่ผันผวนสูงประเทศที่อยู่รอด ไม่ใช่ประเทศที่ใหญ่ที่สุด แต่คือประเทศที่ “ปรับตัวได้เร็วที่สุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29yz3vfwa_CLspV7GqGLCN

  • รายงานพิเศษ :  ภาคตะวันออก…เศรษฐกิจดีที่สุด

    รายงานพิเศษ : ภาคตะวันออก…เศรษฐกิจดีที่สุด

    รายงานพิเศษ : ภาคตะวันออก…เศรษฐกิจดีที่สุด

    วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    ** นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัดจากสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวได้โดยเฉพาะในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากปัจจัยสนับสนุนในภาคบริการเป็นสำคัญ ทั้งนี้ควรติดตามภาวะเศรษฐกิจไทยและโลก โดยเฉพาะในภาคการค้า อัตราแลกเปลี่ยน ทิศทางนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาต่อไป”

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออก อยู่ที่ระดับ 76.9 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคบริการและภาคเกษตร จากการเข้าสู่ฤดูผลไม้หลัก อุปสงค์สินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้นและจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีต่อเนื่อง สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังคงส่งสัญญาณบวกอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 80.6 ขณะเดียวกัน

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 73.5 โดยได้รับแรงสนับสนุน จากภาคบริการและการลงทุน ตามกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและเทศกาลสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการจ้างงาน ขณะเดียวกัน แนวโน้มการลงทุนในระยะต่อไปมีทิศทางขยายตัวจากมาตรการภาครัฐและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 71.9 สะท้อนความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยภาคอุตสาหกรรมได้รับแรงสนับสนุนจากการอยู่ในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวพืชเศรษฐกิจสำคัญทำให้มีวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพิ่มขึ้น ประกอบกับการเตรียมขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในจังหวัดลำพูน ขณะเดียวกันภาคบริการมีปัจจัยบวกจากการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดและมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 70.7 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและงานเทศกาลสำคัญที่ช่วยหนุนจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีปัจจัยหนุนจากคำสั่งซื้อและการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปที่ขยายตัว อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามประเด็นความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาท และความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 69.1 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคเกษตรและภาคบริการ ภาคเกษตรมีแนวโน้มปรับดีขึ้นจากช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง และนโยบายปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่ภาคบริการขยายตัวต่อเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐและจังหวัด อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมบางส่วนยังมีความกังวลต่อความผันผวนของอุปสงค์ในตลาด ต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง และปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่งผลให้แนวโน้มการลงทุนในระยะ 6 เดือนข้างหน้ามุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพกิจการเดิมเป็นหลัก มากกว่าการขยายการลงทุนใหม่

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 67.0 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มความเชื่อมั่นในภาคบริการและการจ้างงานที่ดีเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการบางส่วนยังมีความกังวลต่อราคาต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูงและยังรอติดตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตก อยู่ที่ระดับ 66.3 สะท้อนความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ปรับตัวได้ดี โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคบริการและการลงทุน จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะมีเพิ่มเติม

    ทั้งนี้ผู้ประกอบการบางส่วนยังรอติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินว่า ความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ความผันผวนของสภาพอากาศ รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นปัจจัยสำคัญ ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองความเชื่อมั่นในระยะถัดไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/949928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U7KWPzGhwyOD23SU_ahLk

  • ‘ไทย ’เสี่ยงต้นทุนพุ่ง-บาทอ่อน เผชิญแรงกระแทกเศรษฐกิจ

    ‘ไทย ’เสี่ยงต้นทุนพุ่ง-บาทอ่อน เผชิญแรงกระแทกเศรษฐกิจ

    สถานการณ์ “ตะวันออกกลาง” มาอยู่ในเรดาร์นักลงทุนอีกครั้งหลังความตึงเครียดระหว่าง “อิหร่าน” และฝ่ายตรงข้ามยกระดับเป็นระยะ “นักเศรษฐศาสตร์” เตือนแม้ยังไม่ใช่ “สงครามเต็มรูปแบบ” แต่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” คือ จุดเปราะบางที่อาจเขย่าตลาดพลังงานโลก ขณะที่ไทยถูกมองว่าอ่อนไหวสูงต่อ “ราคาพลังงานและค่าเงินบาท” และมีความเสี่ยงสูงที่ตลาดเงินตลาดทุนจะผันผวนหลังจากนี้

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ว่า ปัจจุบันยังอยู่ระดับความตึงเครียดของสงครามมากกว่าเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

    แม้มีเหตุการณ์โจมตีตอบโต้กันระหว่างอิหร่านและฝ่ายตรงข้ามเกิดขึ้นเป็นระยะ เช่น การใช้โดรนโจมตีฐานที่มั่นสหรัฐ

    แต่ลักษณะการปะทะที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่การทำสงครามทำลายล้างขนาดใหญ่ที่มุ่งโจมตีชีวิต และทรัพย์สินในวงกว้าง โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภูมิภาคยังไม่ได้รับความเสียหาย และยังไม่เห็นการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินรุกคืบอย่างจริงจัง

    ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ แม้ว่าภาคการเดินทางและการบินจะเริ่มได้รับผลกระทบให้เห็นแล้วก็ตาม
    อย่างไรก็ตาม จุดเปราะบางที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดที่สุดไม่ใช่การปะทะทางทหารโดยตรง

    แต่คือความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจด้วยการ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบพลังงานโลก ช่องแคบดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางส่งออกน้ำมันของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็นทางผ่านหลักของน้ำมันจากอิรักและซาอุดีอาระเบีย รวมถึงเป็นเส้นทางขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์

    ดังนั้น กรณีปิดช่องแคบจะมีกระทบขยายวงกว้างทันที เนื่องจากทรัพยากรพลังงานที่ไหลผ่านเส้นทางนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% ของตลาดโลก ซึ่งสร้างความปั่นป่วนอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก และเป็นตัวเร่งราคาพลังงานพุ่งขึ้นเร็ว

    ในมุมมองผลกระทบเชิงภูมิภาค ประเทศในเอเชียจะได้รับแรงกระแทกมากที่สุด หากการขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางสะดุด โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ เช่น อินเดีย จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่พึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคนี้ในสัดส่วนสูง

    • กระทบ “ต้นทุนไทย” พุ่ง

    สำหรับ ประเทศไทยผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมันดิบที่อาจปรับขึ้น แต่จะลุกลามไปถึงค่าไฟฟ้าและต้นทุนพลังงานโดยรวม เนื่องจากโครงสร้างพลังงานของไทยมีความเชื่อมโยงกับก๊าซธรรมชาติและ LNG ในระดับสูง

    นอกจากนี้ ต้นทุนการขนส่งและค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจะยิ่งกดดันต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพในประเทศ

    ด้านปฏิกิริยาของตลาดการเงิน ในระยะสั้นตลาดจะตอบสนองด้วยความตื่นตระหนก โดยราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบอาจถูกทดสอบระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากเกิดเหตุปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง นักลงทุนทั่วโลกมีแนวโน้มโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำและพันธบัตร

    “แต่ไม่ควรเร่งเก็งกำไรจากสถานการณ์ระยะสั้นมากเกินไป เพราะจากสถิติในอดีต ความขัดแย้งลักษณะนี้มักหาทางคลี่คลายได้ค่อนข้างเร็ว และราคาสินทรัพย์สามารถปรับฐานลงได้เมื่อความตึงเครียดผ่อนคลาย”

    • เงินบาทจ่ออ่อนค่า” เงินทุนไหลออก

    อีกประเด็นที่น่ากังวลสำหรับไทยคือค่าเงินบาท ซึ่งมีแนวโน้มอ่อนค่ามากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค หากราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นแรง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูง เมื่อภาระนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้น เงินทุนมีโอกาสไหลออกไปยังดอลลาร์สหรัฐที่มองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยช่วงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูง

    อีกทั้งตลาดเกิดใหม่ในเอเชียทั้งหมดมีแนวโน้มเผชิญแรงเงินทุนไหลออกในช่วงที่ความเสี่ยงโลกเพิ่มขึ้น เพราะนักลงทุนต้องการลดความเสี่ยงและถือสินทรัพย์ที่มั่นคงมากขึ้น

    “หากพิจารณามุมมองของมหาอำนาจอย่างสหรัฐ เป้าหมายอาจไม่ได้มุ่งสู่สงครามภาคพื้นดินเพื่อยึดครองพื้นที่แบบเดิม แต่เป็นความพยายามผลักดัน “การเปลี่ยนระบอบ” หรือการเปลี่ยนผู้นำผ่านแรงกดดันภายในประเทศอิหร่าน ตราบใดความขัดแย้งจำกัดผลกระทบเศรษฐกิจโลกยังควบคุมได้ แต่ถ้าเป็นสงครามภาคพื้นดินยืดเยื้อจะกระทบรุนแรง และราคาน้ำมันมีโอกาสทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”

    อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งแตกต่างจากกรณียูเครน ซึ่งปัจจัยนี้เป็นตัวยับยั้งสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามเกินจุดควบคุม ปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณของสงครามภาคพื้นดินขนาดใหญ่ และยังมีความหวังว่าจะไม่มีการใช้อาวุธร้ายแรง

    • เตือนรับมือตลาดเงินป่วน

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้มุมมองเพิ่มเติมต่อผลกระทบตลาดน้ำมันโลก โดยชี้ว่า หากพิจารณาเฉพาะกำลังการผลิตของอิหร่านเพียงประเทศเดียว จะพบว่ามีสัดส่วนไม่ถึง 3% ของซัพพลายน้ำมันโลก

    ดังนั้น หากไม่มีการหยุดชะงักของระบบขนส่ง การหายไปของน้ำมันอิหร่านเพียงลำพังจะไม่ทำให้ตลาดโลกปั่นป่วนมากนัก

    อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังคงเป็นประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะกระทบตลาดอย่างรุนแรงในระยะสั้น และอาจผลักดันราคาน้ำมันขึ้นไปแตะระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ทันที
    ทั้งนี้มองว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นมีแนวโน้มเป็นเพียงชั่วคราว เนื่องจากตลาดน้ำมันโลกปัจจุบันอยู่ในภาวะอุปทานส่วนเกิน และมีปริมาณน้ำมันสำรองจำนวนมากทั่วโลก

    แม้การปิดช่องแคบจะสร้างแรงกระแทกช่วงแรก แต่กลุ่มประเทศผู้ผลิตยังสามารถเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยได้ โดยแหล่งผลิตอื่น เช่น อาร์เจนตินา สามารถเข้ามาเติมอุปทานในตลาดได้ และห่วงโซ่อุปทานโลกมีศักยภาพในการปรับตัวค่อนข้างเร็ว ทำให้ราคาน้ำมันในระยะยาวไม่น่าจะยืนสูงมาก หากกลไกตลาดทำงานตามปกติ

    สำหรับประเทศไทย สิ่งสำคัญคือการเตรียมรับมือความผันผวนระยะสั้น รัฐบาลควรบริหารจัดการผ่านน้ำมันสำรองที่มีอยู่ และควรมองหาเส้นทางนำเข้าทางเลือกเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดิม นอกจากนี้ ไทยอาจยังต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการส่งออกไปตะวันออกกลางที่อาจล่าช้าจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ รวมถึงแรงกดดันต่อค่าเงินบาท หากราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นเร็ว

    ในตลาดเงิน จากภาวะตื่นตระหนกจะทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่า ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า อย่างไรก็ตามความผันผวนลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต และผลกระทบระยะยาวมักไม่รุนแรง เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ

    • เสี่ยงสงครามบานปลาย

    ดร.กอบศักดิ์ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เริ่มวันที่ 2 สงครามอิสราเอล-สหรัฐ กับอิหร่าน เริ่มด้วยการข่มขู่จากทั้ง 2 ฝั่ง อิหร่านประกาศจะตอบโต้อย่างรุนแรง ขณะที่President Trump ตอบถ้าอิหร่านตอบโต้อย่างรุนแรง สหรัฐก็จะถล่มจุดต่างๆ ด้วยพลังอำนาจที่ยิ่งกว่าเดิม

    ดังนั้นต้องติดตามดูกันว่าจะเกิดอะไรต่อไป จะลุกลาม บานปลายเพียงใดโดยเฉพาะในตะวันออกกลาง จะมีความเสียหายต่อโครงสร้างการผลิตจะเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งน้ำมัน

    จะกลายเป็นสงครามยืดเยื้อหรือไม่
    ทั้งหมด จะกำหนดผลต่อไปว่าช่วงต้นสัปดาห์นี้ “ตลาดทุนโลก” จะปรับตัวอย่างไรราคาน้ำมัน ราคาทอง ราคาหลักทรัพย์ ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ค่าเงินและหลังจากนั้น การต่อสู้ที่อาจจะตามมา ถ้ายืดเยื้อ ยาวนาน จะส่งผลต่อ “เศรษฐกิจจริง” ของเศรษฐกิจแต่ละประเทศต่าง ๆ ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1223329&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bUcnNOhJuMgRtygjAZo7X

  • กูรูอสังหาฯมองสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านสะเทือนเศรษฐกิจไทย  

    กูรูอสังหาฯมองสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านสะเทือนเศรษฐกิจไทย  

    กูรูอสังหาฯมองสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านสะเทือนเศรษฐกิจไทย  

    กูรูอสังหาฯมองสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านสะเทือนเศรษฐกิจไทย  

    ผลกระทบความตึงเครียดอิสราเอล / สหรัฐฯ-อิหร่าน ต่อเศรษฐกิจโลก ไทย และภาค อสังหาริมทรัพย์ ที่ยกระดับล่าสุด มีการสังหารผู้นำ และระดับผู้นำกองทัพอิหร่านแล้วนั้น ยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ว่าในประเทศอิหร่านซึ่งแบ่งเป็น2ฝ่ายจะลุกลามจนเกิดสงครามกลางเมืองหรือไม่

    นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ความเสี่ยงส่งผลกระทบผ่าน “ราคาพลังงาน” คือเรื่องหลัก หากความขัดแย้งยืดเยื้อและกระทบเส้นทางขนส่งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวสูง หรือปรับขึ้น ซึ่งจะผลักดันเงินเฟ้อทั่วโลก และเพิ่มความผันผวนในตลาดการเงิน

    1) ผลต่อเศรษฐกิจโลก

    ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะดันต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง ทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวในหลายประเทศ ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้นักลงทุนย้ายเงินไปสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนและการลงทุนชะลอ ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือภาวะ โตช้าแต่เงินเฟ้อสูง หากสงครามยืดเยื้อ

    2) ผลต่อเศรษฐกิจไทย

    ไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้นจะกระทบเงินเฟ้อในประเทศและดุลการค้า อีกทั้งแรงซื้อดอลลาร์เพื่อชำระค่าน้ำมันอาจกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่า หากเงินเฟ้อเร่งและบาทผันผวน จะเพิ่มแรงกดดันต่อนโยบายการเงินและความเชื่อมั่นผู้บริโภค ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนชะลอ

    3) ธปท. เพิ่งจะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% เป็น 1% เมื่อวันที่25กพ‘69 ที่ผ่านมา สัญญาณฟื้นเศรษฐกิจกำลังจะมาดีพอมีการปะทุของสงคราม ตะวันออกกลางครั้งนี้ หากส่งผลให้เงินเฟ้อไทยขยับเกินกรอบเป้าหมายและทรงตัวสูง ค่าเงินบาทจะมีแรงกดดันอ่อนค่า เศรษฐกิจยังเติบโตต่ำแต่ไม่ถึงถดถอย

    แนวโน้มการตัดสินใจ กนง ครั้งต่อไป มีโอกาสชะลอการลดดอกเบี้ย  และอาจปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป (เช่น 0.25%) เพื่อป้องกันเงินเฟ้อ และพยุงเสถียรภาพค่าเงิน แม้จะตระหนักถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจในประเทศ ธปท คงต้องรักษาสมดุลระหว่างเงินเฟ้อกับการเติบโต

    4) ผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์และบ้านจัดสรร

    หากดอกเบี้ย เปลี่ยนทิศทางเป็นขาขึ้น และสูงนาน ความสามารถผ่อนชำระ (DSR) ของผู้ซื้อบ้านกลุ่มกลาง–ล่างจะตึงตัว ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ ผู้ประกอบการระมัดระวังการเปิดโครงการใหม่

    อย่างไรก็ตาม ตลาดบ้านจัดสรรยังมีดีมานด์เพื่ออยู่อาศัยจริง (real demand) เป็นฐานสำคัญ และซัพพลายใหม่ไม่ได้ล้นตลาดเหมือนในอดีต จึงไม่น่าจะเกิดภาวะถดถอยรุนแรง แต่การฟื้นตัวอาจช้ากว่าที่คาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/652708&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34yf8Nj_SuuGQZYaIOyE4L

  • “เซ็นทรัล ทำ” ก้าวสู่ปีที่ 9 พัฒนาชุมชนทั่วไทยแบบองค์รวม

    “เซ็นทรัล ทำ” ก้าวสู่ปีที่ 9 พัฒนาชุมชนทั่วไทยแบบองค์รวม

    “การเติบโตของธุรกิจจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม” คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เน้นย้ำถึงแนวทางสำคัญ ที่ “เซ็นทรัล ทำ” ยึดมั่นมาตลอด จนในวันนี้โครงการพัฒนาชุมชนทั่วไทยที่ “เซ็นทรัล ทำ” ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน 6 แนวทางหลัก

    โดย คุณพิชัย ได้บอกเล่าและอัปเดตให้ฟังถึงผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมกับการดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนของ เซ็นทรัล ทำ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พร้อมแชร์ต้นแบบพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำ ที่ เซ็นทรัล ทำ ได้ไปร่วมดำเนินการกับ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา และสวนเทพพนา จนเกิดผลลัพธ์เป็นการยกระดับชีวิต ความเป็นอยู่ ของชุมชนและสร้างเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน

    คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

    ก้าวสู่ปีที่ 9 กับการเติบโตอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ ESG ของ เซ็นทรัล ทำ

    ดังที่กล่าวข้างต้นว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เซ็นทรัล ทำ ได้ขับเคลื่อนและพัฒนาชุมชนทั่วไทยให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางความยั่งยืน 6 ด้าน โดย คุณพิชัย ได้ยกตัวอย่างผลการดำเนินโครงการในด้านหลักๆ ดังนี้
    “ในมิติ ด้านการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม เซ็นทรัล ทำ ได้สนับสนุนและพัฒนาโรงเรียนรวม 203 แห่ง เพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างงานและสนับสนุนอาชีพให้แก่คนพิการกว่า 1,395 คน พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในชุมชนมากกว่า 150,000 ราย ขณะเดียวกัน มิติ Community & Social Contribution (ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย) ได้สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนรวมกว่า 2,240 ล้านบาท และเสริมความเข้มแข็งให้เครือข่ายท้องถิ่นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ”
    “ต่อมา ในด้าน Human Capital Development หรือ การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญการเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานในองค์กร พัฒนาศักยภาพ มีความสมดุลทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันให้มีประสิทธิภาพ

    “ส่วนในด้าน Circular Economy & Waste Management หรือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ และ Food Loss & Food Waste Reduction (ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิต และลดปริมาณขยะอาหาร) สามารถลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารได้กว่า 27,300 ตัน ลดปริมาณขยะที่เข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า 93,490 ตัน พร้อมทั้งเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่ากว่า 15,000 ไร่ เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”
    “ในขณะเดียวกัน ด้าน Climate Action เซ็นทรัล ทำ ได้ร่วมฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยการติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 1,487 สถานที่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา 259 แห่ง และผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวมถึง 252,176 เมกะวัตต์ชั่วโมง สะท้อนความมุ่งมั่นในการลดมลภาวะและผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างชัดเจน”
    นอกจากนั้น ในปี 2569 คุณพิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “เซ็นทรัล ทำ” จะมุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบระดับพื้นที่ ผ่านการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Shared Value Ecosystem) 8 ด้าน คือ ยกระดับการศึกษา พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างอาชีพ เพิ่มมูลค่าสินค้า พัฒนาแบรนด์สู่สากล สร้างศูนย์เรียนรู้ ส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชน สร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และสร้างระบบจัดการขยะ ZERO WASTE

    เปิดโมเดลการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม @ ต้นแบบพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำ บ้านเทพพนา จังหวัดชัยภูมิ

    และเพื่อให้เห็นภาพโมเดลการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมที่ เซ็นทรัล ทำ ตั้งใจทำให้เกิดขึ้นในหลายชุมชนทั่วไทย “เซ็นทรัล ทำ“ ได้แนะนำให้เราได้รู้จักกับ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาแบบองค์รวม ตามแนวทางการทำเกษตรคาร์บอนต่ำ
    โดยวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา เป็นหนึ่งใน 7 กลุ่มผู้ปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์แมกซิโกในประเทศไทย สายพันธุ์คุณภาพระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในด้านรสชาติและมาตรฐานการผลิต ที่เริ่มต้นจากความตั้งใจในการเพิ่มรายได้และสร้างมูลค่าให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ก่อนพัฒนาต่อยอดสู่ระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
    ทั้งนี้ หากจะถอดบทเรียนจากความสำเร็จของ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา ต้องไปพูดคุยกับ Key person ที่เป็นผู้นำชุมชนและทำงานร่วมกับ โครงการ เซ็นทรัล ทำ อย่างใกล้ชิด คือ คุณวิเชียร พรมทุ่งค้อ เกษตรกรและเจ้าของสวนเทพนา ซึ่งได้บอกเล่าให้ฟังว่า
    คุณวิเชียร พรมทุ่งค้อ เกษตรกรและเจ้าของสวนเทพนา
    “ชุมชนได้ปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับแนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ การจัดทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการนำ “เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี” มาใช้ควบคุมโรคพืชในแปลงอะโวคาโด เพื่อลดการใช้สารเคมีและรักษาสมดุลทางธรรมชาติ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงยกระดับคุณภาพผลผลิต หากยังเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ พร้อมวางรากฐานการพัฒนาการเกษตรที่คำนึงถึงทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันอย่างสมดุล”
    “นอกจากการพัฒนาด้านคุณภาพผลผลิต ชุมชนยังต่อยอดสู่การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ โดยใช้แนวคิด ไบโอชาร์ ควบคู่การจัดการดินและน้ำอย่างยั่งยืน ไบโอชาร์มีโครงสร้างรูพรุนช่วยกักเก็บธาตุอาหารและความชื้น ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่งเสริมจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และช่วยกักเก็บคาร์บอนในดินเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพสูงขึ้น เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีการจัดการธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ควบคู่กับการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับสูบน้ำบาดาล เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ยกระดับชุมชนสู่ต้นแบบเกษตรยั่งยืนที่สมดุลทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต”

    “ในปัจจุบัน สวนเทพพนาได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand : ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ที่รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยืนยันว่าเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัย ปลอดสารเคมีสังเคราะห์ 100% ไม่ใช้พืช GMO และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน ตั้งแต่แหล่งผลิต การจัดการแปลง ไปจนถึงการแปรรูป สะท้อนความเข้มงวดด้านคุณภาพ ความโปร่งใสของระบบการผลิต และความรับผิดชอบต่อทั้งผู้บริโภคและระบบนิเวศ”
    อย่างไรก็ดี การพัฒนาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพผ่านมิติสินค้าการเกษตรเท่านั้น หากยังขยายผลสู่การ ยกระดับการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ อย่างเป็นระบบ โดย “เซ็นทรัล ทำ” ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ 2 อาคาร รองรับผู้เข้าอบรมและนักท่องเที่ยวในปี 2568 ได้รวมกว่า 330,000 คน
    พร้อมกันนี้ ยังมีการพัฒนากิจกรรมดูดาวซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืนท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ปราศจากมลภาวะทางแสง ควบคู่กับการรณรงค์ลดการใช้แสงสว่างที่ไม่จำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์ป่า และคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ อันเป็นการส่งเสริมความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยพื้นที่ท้องฟ้าสวนเทพพนา อยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด หรือ Dark Sky Park ปี 2569 โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT)

    ด้าน คุณพิชัย กล่าวเพิ่มว่า “ในมิติสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน “เซ็นทรัล ทำ” ขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่ภายใต้โมเดล Green Restoration & Low-carbon Model ตามกรอบแนวคิด “ป่าต้นน้ำ สู่ท้องทะเล” ที่มุ่งฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่กับการสร้างเศรษฐกิจชุมชนอย่างสมดุล”
    “ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน มีการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในจังหวัดชัยภูมิรวมประมาณ 6,500 ไร่ ครอบคลุมทั้งเกษตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วนเกษตร และการอนุรักษ์ป่าชุมชน เพื่อแก้โจทย์เชิงโครงสร้างของพื้นที่ ได้แก่ ดินเสื่อมโทรม รายได้ไม่มั่นคง และปัญหา PM2.5 จากการเผาชีวมวล โดยดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิต”
    “แนวทางสำคัญคือการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง อาทิ อะโวคาโด แมคคาเดเมีย ทุเรียน และกาแฟโรบัสต้า ควบคู่กับการพัฒนา “ห่วงโซ่คุณค่าไม่เผา” เปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรให้กลับมาเป็นทรัพยากร ผ่านกระบวนการผลิตและใช้ไบโอชาร์และปุ๋ยหมักภายในชุมชน เพื่อลดการเผา ลดต้นทุนปุ๋ย ฟื้นฟูดิน เพิ่มความชุ่มชื้น และสนับสนุนการกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว ตามแนวทางโซนต้นน้ำที่มุ่งลดการเผา จัดการชีวมวล และแปรรูปเป็นปุ๋ย–ไบโอชาร์อย่างครบวงจร”

    “พร้อมกันนี้ วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ได้ต่อยอดเป็น “ศูนย์เรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน สวนเทพพนา” บูรณาการโรงผลิตไบโอชาร์และปุ๋ยหมักเป็นฐานการเรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรและเครือข่ายในภูมิภาค อีกทั้งยกระดับ “เส้นทางเรียนรู้และท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ให้เป็นกลไกสร้างรายได้ต่อเนื่อง ควบคู่กับการดูแลและฟื้นฟูป่าชุมชน”
    “ไม่เพียงเท่านั้น เราได้พัฒนาการศึกษา เด็กและเยาวชน และการดูแลคนพิการ โดยโรงเรียนบ้านไร่พัฒนาได้รับการยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมต้น ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมการปลูกอะโวคาโดในพื้นที่ พร้อมจ้างงานเชิงสังคมสำหรับคนพิการในสวน เพื่อพัฒนาทักษะและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยในปีที่ผ่านมาได้พัฒนานักเรียนจำนวน 1,326 คน และครูบุคลากร 113 คน พร้อมขยายผลสู่เครือข่ายโรงเรียนอีก 10 แห่ง เน้นการพัฒนาครูด้านภาษาอังกฤษ STEM และการสร้างนักเรียนที่มีคุณธรรมด้วย”

    โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา วิสาหกิจชุมชนสามารถสร้างรายได้ให้สมาชิกกว่า 60 ล้านบาท และขยายผลเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดได้ถึง 1,500 ราย สะท้อนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
    “หัวใจของความสำเร็จอยู่ที่การมองการพัฒนาในภาพรวม ไม่แยกส่วน ไม่ทำเฉพาะด้าน แต่เชื่อมโยงทุกมิติให้เดินหน้าไปพร้อมกัน การพัฒนาชุมชนในวันนี้จึงไม่ใช่การดำเนินโครงการเฉพาะส่วน หากแต่คือการออกแบบระบบเศรษฐกิจระดับพื้นที่ใหม่ ที่ผสานรายได้ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ในกรอบเดียวกัน”
    “โดย Holistic Shared Value Ecosystem คือกลไกที่ทำให้การเติบโตของธุรกิจและความเข้มแข็งของชุมชนเกื้อหนุนกันอย่างยั่งยืน และที่สำคัญ โมเดลนี้สามารถขยายผลได้ทั้งในระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของชุมชนไทยในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวจะช่วยให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรงและปรับตัวได้ต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต” คุณพิชัยกล่าวในที่สุด

    เรียนรู้จากการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ทั่วไทย

    72 ปี องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จากพระราชอุทยาน สู่ความมุ่งมั่นด้าน ESG ระดับโลก

    เปิดตัว 6 + 1 โชว์เคส ‘Appropriate Technology’ ภาคใต้ เสริมแกร่ง ‘เศรษฐกิจฐานราก’ แก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ให้ชาวปักษ์ใต้อย่างได้ผล

    เรียนรู้จาก 7 ตัวแทนผู้นำชุมชนหญิงแกร่ง ร่วมแชร์ประสบการณ์ ส่งต่อแรงบันดาลใจบนเวที ประโยชน์สุขเดย์ by SCG

    Post Views: 144

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/03/01/central-tham-holistic-shared-value-ecosystem/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uecwsHQ09dMAbgAikm_4x

  • “เอกนิติ” ตั้งวอร์รูมรับมือสู้รบตะวันออกกลาง คาดกระทบเศรษฐกิจ 6 ด้าน

    “เอกนิติ” ตั้งวอร์รูมรับมือสู้รบตะวันออกกลาง คาดกระทบเศรษฐกิจ 6 ด้าน

    วันนี้ (1 มี.ค.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงบประมาณ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นหน่วยงานประสานงานหลัก

    ทั้งนี้ ให้วิเคราะห์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงการคลังสรุปผลเบื้องต้น ดังนี้

    1. ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต (Energy & Cost Channel) กระทรวงการคลังคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจมีความผันผวนและปรับเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก

    รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยนำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งราคา LNG จะเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันและจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้ แต่อย่างไรก็ตามไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งในปัจจุบัน สามารถรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันภายในประเทศได้

    2. ผลกระทบด้านการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน (Trade & Supply Chain Channel) หากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือบริเวณภูมิภาคในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือและค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น ซึ่งหากมีการเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรืออาจทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น ผลกระทบดังกล่าวอาจเพิ่มต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก และอาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการที่พึ่งพาการส่งออกและวัตถุดิบนำเข้า

    กระทรวงการคลังได้ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมดำเนินมาตรการดูแลและสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

    3. ผลกระทบด้านภาคการท่องเที่ยว (Tourism Channel) ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดน่านฟ้าบางประเทศ ส่งผลให้สายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางการบิน ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างบางส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล โดยต้นทุนตั๋วโดยสารที่สูงขึ้นและระยะเวลาเดินทางที่ยาวขึ้น

    4. ผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Channel) ราคาพลังงานโลกที่ผันผวน อาจกดดันต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าและบริการภายในประเทศคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ โดยเดือน ม.ค.2569 อยู่ที่ร้อยละ -0.7 (YoY) และกระทรวงการคลังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 0.3

    5. ผลกระทบด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยน (Financial Market Channel) ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง อาจเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น สินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์สหรัฐ ทองคำ เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายกระแสเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอาจมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าเงินในภูมิภาค รวมถึงค่าเงินบาทอาจจะมีความผันผวนและอ่อนค่าลงในระยะสั้น

    กระทรวงการคลังได้ประสานงานให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้เครื่องมือและมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่เหมาะสม สามารถปรับใช้ได้ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและเสถียรภาพให้ตลาดการเงินไทย

    6. ผลกระทบด้านแรงงาน (Labour Channel) สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในตะวันออกกลางประมาณ 110,000 คน ทั้งในด้านความปลอดภัยและการจ้างงาน อย่างไรก็ตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ เตรียมความพร้อมด้านการคุ้มครองคนไทยในต่างประเทศ และติดต่อประสานงานกับแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด

    รมว.คลัง ย้ำว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและความแข็งแกร่งเพียงพอ ประกอบกับภาคการคลังยังมีความยืดหยุ่นและมีขีดความสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนภายนอก โดยไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในเกณฑ์บริหารได้ สัดส่วนหนี้สาธารณะยังต่ำกว่ากรอบวินัยการคลัง และระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง โดยมีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองรองรับความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่เข้มแข็ง

    แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจะพิจารณาใช้เครื่องมือเชิงนโยบายในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินอย่างเหมาะสม เพื่อดำเนินมาตรการที่จำเป็นได้ทันท่วงที

    อ่านข่าว

    “อรรถพล” สั่งด่วน ระงับการส่งออกน้ำมัน

    “อนุทิน” ย้ำไทยวางตัวเป็นกลาง จ่อถก สมช.ช่วยคนไทยในตะวันออกกลาง

    “พาณิชย์” เกาะติดตะวันออกกลาง ประเมินส่งออก-วางแผนกระจายตลาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/502800&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Rtr61XgUc7z-bonfCSkVb

  • กกท. เผยความพร้อมการจัดแข่งขัน F1 ในประเทศไทย รวมถึงความแน่ชัดในการเป็นสนามแรกของรายการ MotoGP

    กกท. เผยความพร้อมการจัดแข่งขัน F1 ในประเทศไทย รวมถึงความแน่ชัดในการเป็นสนามแรกของรายการ MotoGP

    Sustainability

    ความยั่งยืน

    #interviewไทยรัฐสปอร์ต กกท. เผยความพร้อมการจัดแข่งขัน F1 ในประเทศไทย รวมถึงความแน่ชัดในการเป็นสนามแรกของรายการ MotoGP ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. เผย MotoGP สนามแรก สร้างมูลค่าเศรษฐกิจพุ่ง ส่วนฤดูกาลหน้าจะได้เป็นสนามเปิดฤดูกาลหรือไม่ ยังไม่ชัดเจน ขณะที่โปรเจกต์ F1 ที่แฟนความเร็วรอคอย ยังอยู่ในขั้นตอนเจรจาเงื่อนไขเข้มข้น แฟนความเร็วรอติดตาม! #TikTokการกีฬา #MotoGP2026 #MotorSport#MotoGP2026 #ThaiGP #กกท #ก้องศักดยอดมณี #โมโตจีพี2026 #PTGrandPrixofThailand2026 #ThaiGP #Motorsport #MotoGP #ไทยรัฐสปอร์ต #ไทยรัฐออนไลน์ —————————————————– กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://www.youtube.com/@ThairathSport/?sub_confirmation=1 . ไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย #Thairathsports #ไทยรัฐสปอร์ต #เพื่อนกีฬามหาชน #ไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #THAIRATHTV . ติดต่อโฆษณา โทร. 02-126-1644 โทร. 02-127-1111 ต่อ 2144

    พี่น้องมาร์เกซ ตัวเต็งแชมป์โลก กอดคอ DNF ปิดฉาก MotoThaiGP 2026 แบบไร้แต้ม

    01:13

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/futureperfect/video/1181529&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sh1JL6dWP2eWBi6meyGiq