Category: เศรษฐกิจ

  • 4 บิ๊ก แพลตฟอร์มดิจิทัล เปิดตัว “สมาคมฯ” ใหม่ หนุนเศรษฐกิจ SMEs

    4 บิ๊ก แพลตฟอร์มดิจิทัล เปิดตัว “สมาคมฯ” ใหม่ หนุนเศรษฐกิจ SMEs

    สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) เปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดย Grab, Lazada, LINE MAN Wongnai และ Shopee ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยสู่มาตรฐานสากล

    สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (Thai Digital Platform Trade Association: TDPA)  เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ด้วยการผนึกกำลังจาก Grab, Lazada, LINE MAN Wongnai และ Shopee เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยสู่มาตรฐานสากลพร้อมทั้งยกระดับและเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยเติบโตอย่างมีศักยภาพ ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่สมดุล โปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    จากรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (e-Conomy SEA Report 2025) ฉบับล่าสุด โดย Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยในปี 2568 มีมูลค่าทางการตลาดและอัตราการเติบโตอยู่ที่ 16% หรือประมาณ 1.73 ล้านล้านบาท (5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ในปีที่ผ่านมา

    และยังคงครองตลาดเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีภาคอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างรวดเร็วเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ควบคู่กับธุรกิจขนส่งออนไลน์ บริการส่งอาหาร และสื่อดิจิทัล ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย จากแนวโน้มการเติบโตดังกล่าว กลุ่มผู้นำแพลตฟอร์มดิจิทัลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการผนึกกำลัง เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและยกระดับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน

    TDPA เกิดจากความร่วมมือของผู้ประกอบการแพลตฟอร์มดิจิทัลชั้นนำดังกล่าว ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยมีเป้าหมายเป็นกลไกกลางในการประสานความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อร่วมกันพัฒนานโยบายสาธารณะที่เชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ การสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อคู่ค้า ผู้บริโภคและสังคม อันจะเอื้อต่อการแข่งขันที่เป็นธรรม ควบคู่กับการรองรับนวัตกรรมอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจในโลกดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ

    4 บิ๊ก แพลตฟอร์มดิจิทัล เปิดตัว “สมาคมฯ” ใหม่ หนุนเศรษฐกิจ SMEs พันโทหญิง ธมกร ศุภธนรังสี

    พันโทหญิง ธมกร ศุภธนรังสี นายกสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย กล่าวว่า การก่อตั้ง TDPA ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย เศรษฐกิจดิจิทัลไม่ใช่เพียงหนึ่งในภาคธุรกิจอีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานและแรงขับหลักของการเติบโตประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 10% ของ GDP และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ภารกิจของ TDPA คือการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ เชื่อมโยงผู้ให้บริการ ผู้บริโภค และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล รวมทั้ง TDPA จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันพัฒนากรอบนโยบายที่สมดุล โปร่งใส เปิดกว้างต่อการแข่งขัน และยึดหลักความรับผิดชอบร่วมกัน

    เชื่อว่าการกำกับดูแลที่แม่นยำและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล จะเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

    TDPA ยึดมั่นใน 4 ค่านิยมหลัก ได้แก่:

    ความเป็นกลางและการแข่งขันที่เป็นธรรม: ส่งเสริมสนามแข่งขันที่เท่าเทียม เปิดโอกาสให้ทั้งแพลตฟอร์มเกิดใหม่และผู้ประกอบการ SMEs เติบโตได้อย่างแท้จริง  

    การกำกับดูแลที่เน้นไปยังวัตถุประสงค์: ร่วมมือกับภาครัฐในการผลักดันกฎหมายและนโยบายที่ตอบโจทย์ประโยชน์สาธารณะอย่างสมดุลและมีประสิทธิภาพ

    ความโปร่งใสและความไว้วางใจ: ยกระดับมาตรฐานด้านข้อมูล ความปลอดภัย และการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบนิเวศดิจิทัล

    ส่งเสริมทักษะดิจิทัลและการเข้าถึงโอกาส: สนับสนุนให้ธุรกิจไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ

    การจัดตั้ง TDPA ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยให้เติบโตอย่างโปร่งใส แข่งขันได้ และสร้างประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/738551&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jgtbUn8d5UuTTUjhUCfjQ

  • โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงนโยบายต่อสภา อ้างสหรัฐฯ “เฟื่องฟูอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” – BBC News ไทย

    โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงนโยบายต่อสภา อ้างสหรัฐฯ “เฟื่องฟูอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” – BBC News ไทย

    “อเมริกาได้รับความเคารพอีกครั้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงนโยบายและผลงาน ทุบสถิติสุนทรพจน์ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    เวลาอ่าน: 11 นาที

    “ชาติของเรากลับมาแล้ว” คือคำพูดแรกที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวขณะเริ่มปราศัยสุนทรพจน์ เขาเสริมด้วยว่า สหรัฐฯ ดีขึ้น ร่ำรวยขึ้น และแข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา

    สุทรพจน์ของเขามีความยาวประมาณ 1.48 ชม. ซึ่งยาวที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ของสหรัฐฯ

    การแถลงนโยบายประจำปี เป็นการกล่าวสุนทรพจน์สำคัญของประธานาธิบดีต่อสภาคองเกรส ถึงแนวนโยบายในปีที่จะมาถึง และเน้นย้ำถึงความสำเร็จที่ได้กระทำเพื่อชาวสหรัฐฯ

    ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา การแถลงนโยบายประจำปีของสหรัฐฯ ได้กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญในปฏิทินการเมือง ทั้งถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีการโต้ตอบจากฝ่ายค้านอยู่เสมอ

    นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตหลายสิบคนไม่เข้าร่วมในงานแถลงนโยบายครั้งนี้เพื่อเป็นการประท้วงนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์

    “อเมริกาได้รับความเคารพอีกครั้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน”

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มกล่าวถึงความสำเร็จและนโยบายด้านเศรษฐกิจและสงคราม ว่าเขาได้รับมรดกสถานการณ์ที่เลวร้ายมาจากรัฐบาลชุดก่อน แต่หลังจากที่รัฐบาลของเขาทำงานมาหนึ่งปี ทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลของเขาได้ “สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน” เขาเรียกมันว่าเป็น “การพลิกผันครั้งสำคัญแห่งยุคสมัย”

    ทรัมป์กล่าวต่อไปว่า เศรษฐกิจ “กำลังเฟื่องฟูอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน”

    จากนั้น เสียงตะโกนคำว่า “ยูเอสเอ” (USA) ก็ดังขึ้นจากกลุ่มผู้ฟังในสภา ราวกับเป็นการพยายามกลบเสียงคนที่ตะโกนคัดค้าน

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • กกต.

    • A member of the Prosecutor's Office holding a machine gun in front of a burning bus in Zapopan, Jalisco state, Mexico, on 22 February 2026. Photo by Ulises Ruiz.

    • ผูกข้อมือ

    • A baby stares at the camera, smiling from her cot. She wears a pink bib with flower motifs and appears calm, but intent

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ทรัมป์กล่าวด้วยว่า วันนี้ชายแดนสหรัฐฯ “ปลอดภัย ศัตรูหวาดกลัว[สหรัฐฯ] ทหารและตำรวจมีความเพรียบพร้อม อเมริกากลับมาได้รับความเคารพอีกครั้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน”

    ต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงผลงานด้านการจัดการผู้อพยพ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดในการหาเสียงของเขา โดยทรัมป์ยกย่องความคืบหน้าที่เขาบอกว่ารัฐบาลของเขาได้ทำในการยับยั้งการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายและการลักลอบนำยาเฟนทานิลข้ามพรมแดน

    “หลังจากสี่ปีที่ชาวต่างชาติผิดกฎหมายหลายล้านคนหลั่งไหลข้ามพรมแดนของเราอย่างไม่หยุดยั้งโดยไม่มีการตรวจสอบใด ๆ ตอนนี้เรามีพรมแดนที่แข็งแกร่งและปลอดภัยที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาแล้ว” เขากล่าว

    “การหลั่งไหลของยาเฟนทานิลที่อันตรายข้ามพรมแดนของเราเข้ามา ลดลงถึง 56% ในหนึ่งปี ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด” ทรัมป์กล่าวอ้าง พร้อมเสริมด้วยว่า การข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมายบริเวณพรมแดน สหรัฐฯ-เม็กซิโก ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปลายปีที่แล้ว

    ทรัมป์อ้างอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบมากกว่าห้าปี

    ในสุนทรพจน์ ทรัมป์ยังยกย่องความสำเร็จทางเศรษฐกิจของเขาด้วย

    เขาเน้นย้ำไปที่อัตราเงินเฟ้อที่ลดลง และคำกล่าวอ้างที่ว่า โจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดี เป็นผู้ที่บริหารงานจนทำให้เกิด “อัตราเงินเฟ้อที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ” แต่อันที่จริงแล้ว ในอดีตก่อนหน้านี้มีช่วงที่อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าในช่วงรัฐบาลไบเดน

    “แต่ใน 12 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลของผมได้ลดอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปี” ทรัมป์กล่าวต่อสภาคองเกรส

    ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้นี้ยังกล่าวเสริมอีกว่า “ตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุดตลอดกาลถึง 53 ครั้งนับตั้งแต่การเลือกตั้ง”

    เขาอ้างว่ารัฐบาลของเขาสามารถดึงดูดการลงทุนได้มากกว่า 18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 560 ล้านล้านบาท) ภายในปีแรกของการดำรงตำแหน่งวาระที่สองของรัฐบาลทรัมป์

    แต่ไม่มีหลักฐานใดที่เปิดเผยต่อสาธารณะที่สามารถใช้ยืนยันตัวเลขที่สูงขนาดนี้ได้

    ทั้งนี้ ทรัมป์มักใช้ตลาดหุ้นเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการประเมินสุขภาพของเศรษฐกิจ แต่ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าชาวอเมริกันจำนวนมากไม่พอใจกับทิศทางของเศรษฐกิจภายใต้การบริหารของทรัมป์

    .

    ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    ทรัมป์ยืนหยัดในนโยบายขึ้นอัตราภาษีศุลกากร แม้ถูกศาลสูงสหรัฐฯ ตีตก

    คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ ที่ตัดสินว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขตจากกรณีที่เขาประกาศเรียกเก็บอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าจากเกือบทั่วทั้งโลกเมื่อปีที่แล้ว เป็นหนึ่งในความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดในวาระที่สองของเขา

    ทรัมป์กล่าวว่า คำตัดสินล่าสุดของศาลสูงนั้น “น่าผิดหวัง” และเป็นเรื่องที่ “โชคไม่ดี” เขากล่าวขณะกวาดสายตาไปมองผู้พิพากษา 4 ใน 9 คน ที่นั่งอยู่ในสภาคองเกรสขณะนั้น

    แต่ในค่ำคืนของการกล่าวสุนทรพจน์นี้ ทรัมป์กลับมองว่าคำตัดสินนี้เป็นเพียงอุปสรรคเล็กน้อย พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะหาหนทางอื่นเพื่อดำเนินนโยบายภาษีต่อไป

    เขาระบุว่าภาษีนำเข้า “จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปภายใต้สถานะทางกฎหมายทางเลือกที่ได้รับการอนุมัติและทดสอบอย่างเต็มที่แล้ว”

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น เขาจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากสภาคองเกรส อัตราภาษี 15% ที่เขาบังคับใช้หลังจากคำตัดสินของศาลสูง จะหมดอายุในอีก 150 วัน หากสภาคองเกรสไม่ขยายเวลาออกไป

    (L/R) Supreme Court Chief Justice John Roberts, Supreme Court Justice Elena Kagan, and Supreme Court Justice Brett Kavanaugh look on as US President Donald Trump arrives to deliver the State of the Union address in the House Chamber of the US Capitol in Washington, DC, on February 24, 2026.

    ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, (จากซ้ายไปขวา) ประธานศาลสูงสหรัฐฯ จอห์น โรเบิร์ตส์, ผู้พิพากษาศาลสูง เอเลนา คาแกน และผู้พิพากษาศาลสูง เบรตต์ คาวานอห์ มองดูประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่เขาเดินทางมาถึงเพื่อกล่าวสุนทรพจน์แถลงนโยบายประจำปี ในห้องประชุมรัฐสภาสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2026

    ทั้งนี้ บีบีซีเวริฟายตรวจสอบพบว่า อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ลดลงนับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว โดยตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแรงงาน อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.4% ในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือน ม.ค. 2026 ลดลง 3% จากในเดือน ม.ค. 2025

    อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อดังกล่าวยังคงสูงกว่าเป้าหมาย ที่กำหนดโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งคือ 2%

    ทรัมป์อ้าง ตนยุติสงครามไปแล้วแปดครั้ง

    ในช่วงหนึ่งของสุนทรพจน์ ทรัมป์ย้ำคำกล่าวอ้างของเขาอีกครั้งว่าตนได้ยุติสงครามไปแล้ว 8 ครั้งนับตั้งแต่เริ่มต้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

    แต่บีบีซี เวริฟายเคยตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยสงครามทั้ง 8 ครั้ง ตามที่ทำเนียบขาวระบุ ได้แก่ สงครามระหว่าง:

    • อิสราเอลและฮามาส
    • อิสราเอลและอิหร่าน
    • ปากีสถานและอินเดีย
    • รวันดาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
    • ไทยและกัมพูชา
    • อาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน
    • อียิปต์และเอธิโอเปีย
    • เซอร์เบียและโคโซโว

    ทั้งนี้ อาจเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่ประธานาธิบดีจะอ้างความดีความชอบในการช่วยไกล่เกลี่ยข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาส แต่สำหรับความขัดแย้งอื่น ๆ บางความขัดแย้งเกิดขึ้นเป็นเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

    ในกรณีหนึ่ง “สงคราม” ระหว่างอียิปต์และเอธิโอเปียเป็นเพียงข้อพิพาทเกี่ยวกับการสร้างเขื่อน และไม่มีการต่อสู้เกิดขึ้นจริง

    “สงครามต่อต้านการฉ้อโกง”

    ทรัมป์กล่าวต่อสภาคองเกรสว่า รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ จะเป็นผู้นำ “สงครามต่อต้านการฉ้อโกง”

    เขากล่าวว่ามี “การทุจริตที่กำลังปล้นอเมริกา” ในสี่รัฐที่นำโดยพรรคเดโมแครต ได้แก่ มินนิโซตา แคลิฟอร์เนีย แมสซาชูเซตส์ และเมน พร้อมเสริมว่าการปราบปรามของแวนซ์มีผลบังคับใช้มาแล้วสี่เดือน และเสริมว่า “หากเราสามารถค้นพบการคอร์รัปชันเหล่านั้นได้มากพอ เราจะมีงบประมาณที่สมดุลได้ในชั่วข้ามคืน”

    อย่างไรก็ตาม อิลฮาน โอมาร์ สมาชิกพรรคเดโมแครตจากมินนิโซตา ซึ่งเป็นชาวโซมาลี-อเมริกันคนแรกที่ได้รับเลือกเข้าสู่สภาคองเกรส ตะโกนว่าทรัมป์เป็นคนโกหก ขณะที่เขากล่าวสุนทรพจน์

    นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเรียกร้องให้สภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมาย “Save America Act” (อาจแปลเป็นไทยได้ว่า ร่างกฎหมายปกป้องอเมริกา) ซึ่งจะกำหนดให้ประชาชนต้องแสดงหลักฐานการเป็นพลเมืองเมื่อลงทะเบียนเลือกตั้ง เนื่องจากใกล้ถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ แล้ว

    ทรัมป์ระบุว่ากฎหมายนี้จะปกป้องการโกงการเลือกตั้งที่ “แพร่หลาย”

    “เหตุผลที่พวกเขา (พรรคเดโมแครต) ไม่ต้องการทำ… [ก็เพราะ] พวกเขาต้องการโกง” ทรัมป์กล่าว

    โดยพรรคเดโมแครตอ้างว่า กฎหมายนี้อาจขัดขวางพลเมืองที่เปลี่ยนชื่อและคนอื่น ๆ จากการลงคะแนนเสียง

    US Representatives Ilhan Omar, Democrat from Minnesota, and Rashida Tlaib, Democrat from Michigan, shout as President Donald Trump delivers the State of the Union address in the House Chamber of the US Capitol in Washington, DC, on February 24, 2026. (Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP via Getty Images)

    ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, อิลฮาน โอมาร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต รัฐมินนิโซตา และ ราชีดา ทลาอิบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต รัฐมิชิแกน ตะโกนโต้แย้งขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2026

    ทรัมป์กล่าวถึงปฏิบัติการต่าง ๆ และเตือนอิหร่านไม่ให้ดำเนินโครงการอาวุธนิวเคลียร์ต่อ

    ทรัมป์ได้กล่าวถึงอิหร่านด้วยในสุทรพจน์ของเขา โดยกล่าวอ้างถึงปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในอิหร่านเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “ปฏิบัติการมิดไนท์แฮมเมอร์ (Operation Midnight Hammer)” ที่มุ่งเป้าไปที่โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

    “หลังจากปฏิบัติการมิดไนท์แฮมเมอร์ พวกเขาได้รับการเตือนแล้วว่าต้องหยุดความพยายามในการสร้างโครงการอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่ในอนาคต แต่พวกเขาก็ยังคงทำต่อไป และในขณะนี้ [อิหร่าน] กำลังดำเนินการตามแผนการนิวเคลียร์ที่ชั่วร้ายอีกครั้ง” ทรัมป์กล่าว

    ทรัมป์เสริมด้วยว่าอิหร่านต้องการทำข้อตกลงเพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม แต่ก็ยังไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะไม่สร้างอาวุธนิวเคลียร์

    เขายังชื่นชมการโจมตีเรือลักลอบขนยาเสพติดในน่านน้ำนอกชายฝั่งอเมริกาใต้ด้วย ซึ่งเขากล่าวว่าช่วยหยุดยั้งยาเสพติดไม่ให้เข้ามาในสหรัฐฯ รวมถึงปฏิบัติการการจับกุม นิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาเมื่อเดือนที่แล้วด้วย

    ทรัมป์กล่าวว่าปฏิบัติการดังกล่าวได้ยุติการปกครองของ “เผด็จการนอกกฎหมาย”

    US President Donald Trump delivers the State of the Union address in the House Chamber of the US Capitol in Washington, DC, on February 24, 2026.

    ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    “มีหลายอย่างที่เขากำลังทำให้แย่ลง” ตัวแทนพรรคเดโมแครตแถลงโต้ทรัมป์

    Virginia Gov. Abigail Spanberger delivers the Democratic response to U.S. President Donald Trump's State of the Union address on February 24, 2026 in Williamsburg, Virginia. Spanberger is serving in her first year as governor and is the first woman to hold the position in the Commonwealth of Virginia. (Photo by Mike Kropf/Getty Images)

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, อบิเกล สแปนเบอร์เกอร์ ผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต กล่าวตอบโต้สุนทรพจน์แถลงนโยบายและผลงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อคืนวันที่ 24 ก.พ. 2026

    หลังจบสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ อบิเกล สแปนเบอร์เกอร์ ผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย ในนามของพรรคเดโมแครต ได้ออกมาแถลงการณ์ตอบโต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ในหลายประเด็น

    เธอกล่าวว่าเธอมีคำถามสามข้อสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้แก่ “ประธานาธิบดีกำลังทำงานเพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นหรือไม่ ? เขากำลังทำงานเพื่อรักษาความปลอดภัยของชาวอเมริกันทั้งในและต่างประเทศหรือไม่ ? ประธานาธิบดีกำลังทำงานเพื่อคุณหรือไม่ ?”

    เธอกล่าวว่าคำตอบสำหรับทั้งสามข้อคือ เขาไม่ได้ทำ พร้อมบอกด้วยว่าสุนทรพจน์ของทรัมป์ เต็มไปด้วยคำโกหก

    “เขาโกหก เขาโยนความผิดให้ผู้อื่น และเขาเบี่ยงเบนความสนใจ และเขาไม่ได้เสนอทางออกที่แท้จริงสำหรับความท้าทายเร่งด่วนของประเทศชาติ ซึ่งมีหลายอย่างที่เขากำลังทำให้แย่ลง” เธอบอ โดยสแปนเบอร์เกอร์ หมายถึงการปราบปรามผู้อพยพของทรัมป์

    เธอกล่าวว่าทรัมป์ได้ทำลายชื่อเสียงระดับโลกของอเมริกาในฐานะพลังแห่งความดี และบอกด้วยว่า เขาไม่ได้รักษาความปลอดภัยให้กับชาวอเมริกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ทั้งนี้ สุนทรพจน์ของเธอจบลงในเวลาไม่ถึง 15 นาที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c86y4ld3ljgo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FuCdxlaPc5-9aoD8pyICr

  • จัดยิ่งใหญ่ 110 ปีสหกรณ์ไทย สืบสานพระปณิธานพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทยยึดหลัก “สมาชิกคือหัวใจ สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง”

    จัดยิ่งใหญ่ 110 ปีสหกรณ์ไทย สืบสานพระปณิธานพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทยยึดหลัก “สมาชิกคือหัวใจ สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง”

    จัดยิ่งใหญ่ 110 ปีสหกรณ์ไทย สืบสานพระปณิธานพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทยยึดหลัก “สมาชิกคือหัวใจ สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง”


    26/02/2569 | 77 |

    นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วางพานพุ่มและเป็นประธานในงานวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 เนื่องในโอกาสวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 ครบรอบ 110 ปีสหกรณ์ไทย โดยมี นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้บริหารหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพฯ โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบไปด้วย 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) พิธีทำบุญทางศาสนา และพิธีวางพานพุ่ม เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ 2) กิจกรรมเผยแพร่นโยบายและอ่านสารนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) เนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่สมาชิกสหกรณ์ และบุคลากรในขบวนการสหกรณ์ ให้เกิดความเข้าใจและสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาสหกรณ์ไปสู่เป้าหมาย 3) การจัดแสดงนิทรรศการและผลการดำเนินงานของสหกรณ์ทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “สมาชิกคือหัวใจ สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง” เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับความสำคัญของการสหกรณ์ในประเทศไทย ประวัติความเป็นมาและความก้าวหน้าของการพัฒนาสหกรณ์ บทบาทหน้าที่สมาชิกสหกรณ์ พร้อมตัวอย่างสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จ 4) กิจกรรมรับบริจาคโลหิต และ 5) กิจกรรมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นและสินค้าเกษตรคุณภาพจากสถาบันเกษตรกร เครือข่ายสหกรณ์ กลุ่มอาชีพ โครงการหลวง และวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ ภายใต้ชื่องาน “Co-op Market Fair 2026 พลังสหกรณ์ ขับเคลื่อนสินค้าเกษตรชูอัตลักษณ์พื้นถิ่น By ร้านสหกรณ์เทเวศร์ จำกัด” สินค้าที่นำมาจำหน่ายมีทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค และสินค้าของดีอีกมากมายคัดสรรมารวมกันไว้ที่งานนี้ 

    ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น “วันสหกรณ์แห่งชาติ” โดยในปีนี้ครบรอบ 110 ปี การสหกรณ์ไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้บูรณาการร่วมกับขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศร่วมกันจัดกิจกรรมเนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและร่วมเทิดพระเกียรติพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” ซึ่งพระองค์ได้ทรงวางรากฐานการสหกรณ์ในประเทศไทย ทรงส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสหกรณ์แห่งแรกของประเทศ คือ “สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้” ณ ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2459 และทรงดำรงตำแหน่งนายทะเบียนสหกรณ์พระองค์แรก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสหกรณ์ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยในพื้นที่ดังกล่าว ได้มีการจัดงานแสดงนิทรรศการ “นับ 1 ถึง 110 ปี การสหกรณ์ไทย” รวมทั้งจัดกิจกรรมทางวิชาการและกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ เนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการผ่านช่องทางออนไลน์เพจ Facebook กรมส่งเสริมสหกรณ์ – CPD นอกจากนี้ ในส่วนภูมิภาคยังมีการจัดกิจกรรมของขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ ที่เสริมสร้างความสามัคคีของชาวสหกรณ์ เช่น การจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ทำบุญ บริจาคโลหิต การออกร้านจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ภายในจังหวัด และกิจกรรมกีฬาสร้างความสามัคคีและการรวมพลังของคนในขบวนการสหกรณ์ด้วย

             ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีจำนวนสหกรณ์ 7 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน และสหกรณ์ออมทรัพย์ รวม 6,268 แห่ง สมาชิกสหกรณ์กว่า 12 ล้านครอบครัว ทุนดำเนินการ/ปริมาณธุรกิจ รวมกว่า 2.73 ล้านล้านบาท โดยสหกรณ์เป็นหนึ่งในสถาบันเกษตรกรที่มีบทบาทในการพัฒนาศักยภาพของสมาชิก มีหน้าที่สำคัญที่จะช่วยส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็ง ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมในภาวะวิกฤติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของบุคลากรกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่จะต้องเข้าไปขับเคลื่อน ผลักดันสร้างความรู้แก่สหกรณ์อย่างรอบด้าน ทั้งด้านการผลิต การบริหารธุรกิจ การตลาด และนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อพัฒนาศักยภาพสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งเป็นองค์กรที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาให้มวลสมาชิกได้อย่างแท้จริง

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/161874


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/480277&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37XiBoOrfUNY3iEA5cZWHF

  • สัญญาณสำคัญของการ”ลดดอกเบี้ย” และมุมมองแบงก์อ่านใจ กนง.

    สัญญาณสำคัญของการ”ลดดอกเบี้ย” และมุมมองแบงก์อ่านใจ กนง.

    คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งแรกในปีนี้ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติด้วยคะแนน 4 ต่อ 2 เสียงให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% เป็น 1.00% มีหลายสัญญาณสำคัญและน่าสนใจในการแถลงครั้งนี้

    โดย ดร. สุรเกียรติ เคหะบุญศิริหรรษา Economist, Bnomics ของธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า เหตุผลสำคัญของเสียงข้างมาก (4 เสียง) คือความจำเป็นในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

    เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ และเพื่อบรรเทาภาระหนี้ของภาคธุรกิจ SMEs และครัวเรือนที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง

    ขณะที่เสียงข้างน้อย ( 2 เสียง) เห็นว่าควรคงดอกเบี้ย เนื่องจากการส่งผ่านนโยบายครั้งก่อนยังอยู่ในระหว่างดำเนินการ และอัตราดอกเบี้ย ณ ระดับเดิมยังสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในปัจจุบัน

    เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ

    เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวดีกว่าที่คาดจากปัจจัยชั่วคราวช่วงปลายปี และแรงส่งจากการลงทุนและการส่งออก แต่อัตราการเติบโตในปี 2569–2570 กนง. ยังคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพ เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้าง การแข่งขันที่รุนแรง และการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง ทั้งในด้านรายได้ประชาชนและการฟื้นตัวของธุรกิจ SMEs

    ถึงแม้ภาคอิเล็กทรอนิกส์และธุรกิจเทคโนโลยีจะขยายตัวดี แต่เศรษฐกิจในภาคส่วนอื่นๆ แนวโน้มเติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ขณะที่รายได้แรงงานโดยรวมเริ่มชะลอลง ทำให้กำลังซื้อของครัวเรือนยังไม่เข้มแข็งเพียงพอในการสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศ

    เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น

    ในด้านเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากราคาพลังงานมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง กำลังซื้ออ่อนแอ และการแข่งขันด้านราคาที่สูงในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายล่าช้ากว่าเดิม จากช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ไปเป็นช่วงครึ่งหลังของปี

    นอกจากนี้ เงินเฟ้อพื้นฐานยังมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางปรับลดลงเล็กน้อย แม้ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1–3% แต่สัญญาณเหล่านี้สะท้อนความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อต่ำเพิ่มขึ้น ซึ่งเปิดช่องให้สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินโดยไม่กระทบเสถียรภาพราคาในระยะกลาง

    ภาวะสินเชื่อโดยรวมยังหดตัวต่อเนื่อง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ

    ด้านภาวะการเงิน สินเชื่อรวมในระบบยังหดตัวต่อเนื่อง ทั้งสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ SMEs และสินเชื่อรายย่อย ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการปล่อยกู้ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้ต้นทุนการระดมทุนของ SMEs บางกลุ่มเพิ่มสูงขึ้น แม้ดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงไปพอสมควร การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จึงเป็นส่วนสำคัญในการลดต้นทุนสินเชื่อใหม่และภาระดอกเบี้ยของสินเชื่อเดิม ซึ่งจะช่วยซ่อมแซม “งบดุล” ของธุรกิจและครัวเรือน และเพิ่มประสิทธิภาพการส่งผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และส่งเสริมให้การปล่อยสินเชื่อใหม่ของธนาคารพาณิชย์กลับมาฟื้นตัวได้ในระยะถัดไป

    เงินบาทแข็งค่ากระทบต่อความสามารถการแข่งขัน

    อีกปัจจัยสำคัญที่กนง. ให้ความสำคัญคือการแข็งค่าของเงินบาท โดยเงินบาทแข็งเกือบ 10% ตั้งแต่ต้นปี 2568 ส่งผลกระทบต่อความสามารถการแข่งขันของผู้ส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่มีการแข่งขันด้านราคาสูงและอัตรากำไรต่ำในภาคเกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน การลดดอกเบี้ยช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท โดยเฉพาะเมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าเศรษฐกิจหลักของโลก จึงช่วยลดแรงดึงดูดเงินทุนระยะสั้นบางส่วนและเพิ่มความยืดหยุ่นต่อภาคส่งออกในช่วงที่ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูงกว่าปกติ

    กนง. ยังคงเน้นเสถียรภาพการเงินและการบริหารช่องว่างนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง

    โดยภาพรวม กนง. ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงสู่ 1.00% ยังคงอยู่ในระดับผ่อนคลายเพียงพอและเหมาะสมต่อสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน อีกทั้งยังสอดคล้องกับความจำเป็นให้เงินเฟ้อคาดการณ์ให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย และสนับสนุนให้เศรษฐกิจกลับเข้าสู่ระดับศักยภาพได้เร็วขึ้น กนง. เน้นย้ำถึงผลกระทบของดอกเบี้ยต่ำต่อเสถียรภาพระบบการเงินระยะกลาง

    พร้อมทั้งบริหาร “ช่องว่างนโยบายการเงิน” (policy space) อย่างระมัดระวัง เพื่อเตรียมรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงจากต่างประเทศที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย อาจยุติการปรับลดเข้าสู่โหมด wait-and-see

    ขณะที่มุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ผลการประชุม กนง. ลดดอกเบี้ยครั้งนี้ สวนทางที่ตลาดคาด โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายยังสามารถรอได้ แต่กนง. เลือกปรับลดทันทีเพื่อเร่งจังหวะ (front-load) สนับสนุนเศรษฐกิจ เพื่อชดเชยข้อจำกัดจากการส่งผ่านนโยบายการเงินที่มีระยะเวลาล่าช้า (lag time) ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง

    การสื่อสารของกนง. เน้นย้ำชัดเจนมากขึ้นว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางและฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง (K-shaped) แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4/2568 จะออกมาดีกว่าคาดก็ตาม และยัง ประเมินว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อด้านต่ำเพิ่มสูงขึ้น และคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 ซึ่งช้ากว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้า

    อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า กนง. อาจยุติการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและเข้าสู่โหมด wait-and-see เพื่อรอติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป โดยมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ถือว่าเหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในปัจจุบัน

    ขณะเดียวกัน กนง. ยังมีความจำเป็นต้องรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) ที่เหลืออยู่อย่างจำกัด เพื่อรองรับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า ขณะที่ การปรับลดดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ทั้งหมด โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยมาตรการจากภาครัฐควบคู่กับแรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชน อย่างไรก็ดี หากเศรษฐกิจไทยออกมาอ่อนแอกว่าที่คาด โอกาสที่กนง. จะพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมยังคงมีอยู่

    InnovestX
    InnovestX คาด มีโอกาสหั่นดอกเบี้ยเพิ่มอีก 1 ครั้งในปีนี้

    InnovestX  คาด มีโอกาสหั่นดอกเบี้ยเพิ่มอีก 1 ครั้งในปีนี้

    ด้าน ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ ระบุว่า หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX เครือเดียวกับธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.00% อาจยังไม่เพียงพอในการผลักดันเศรษฐกิจให้กลับเข้าสู่ระดับศักยภาพ

    และสนับสนุนให้เงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง โดยเฉพาะในบริบทที่แรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชนยังเปราะบางและการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง การดำเนินนโยบายการเงินเพียงลำพังจึงอาจไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องอาศัยนโยบายการคลังเข้ามาช่วยเสริมแรงอย่างเหมาะสม

    SCB EIC
    นายนนท์ พฤกษ์ศิริ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส SCB EIC

    SCB EIC คาดยังคงไว้ที่ 1% หากแนวโน้มเศรษฐกิจไม่แย่ลงกว่าที่ประเมิน

    ขณะที่ นายนนท์ พฤกษ์ศิริ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% หากแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ได้ปรับแย่ลงมากกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจาก อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงเหลือ 1% จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับลดลงเข้าใกล้ 0 ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต

    โดยเป็นระดับที่ผ่อนคลายพอสมควร และยังสามารถรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางได้ เมื่อเทียบกับวัฏจักรการลดดอกเบี้ย (Easing cycle) นอกช่วงวิกฤติในช่วงปี 2012 นับว่า Easing cycle ครั้งนี้มีจังหวะการลดดอกเบี้ยที่ค่อนข้างเร็ว จึงเป็นการทยอยผ่อนคลายภาวะการเงินให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจไทย ซึ่งเผชิญความเปราะบางจากภายใน และปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันทางการค้า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงอาจไม่ลงไปอยู่ในระดับต่ำมากเหมือนช่วง โควิด-19 ที่เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรง

    คอนเทนต์แนะนำ

    การเน้นย้ำเรื่องนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด อาจเป็นการส่งสัญญาณว่า กนง. ได้ใช้เครื่องมือดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ในระดับหนึ่งแล้ว การลดดอกเบี้ยต่อเนื่องอีกอาจไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยได้มากนัก และอาจกระทบต่อประสิทธิผลในการส่งผ่านนโยบายการเงินได้ โดย ธปท. เริ่มดำเนินนโยบายรอบด้านประสานกับรัฐบาลมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย ผ่านมาตรการทางการเงินที่เน้นช่วยเหลือกลุ่มครัวเรือน และ SMEs

    สำหรับมุมมองนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า SCB EIC ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1.0% ไปอีกระยะหนึ่ง โดยอาจลดลงเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำผ่านการลดต้นทุนทางการเงิน บรรเทาภาระหนี้สิน และเพื่อเพิ่มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายให้สูงขึ้น ขณะที่จะเน้นมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดในภาคส่วนที่มีความเปราะบาง ซึ่งได้แก่ ครัวเรือน และ SMEs ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/269532&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WESKoRsVhq2kmxW8G8scK

  • ธ.ทิสโก้ เดินหน้าหนุน SMEs ไทยเสริมสภาพคล่อง ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ธ.ทิสโก้ เดินหน้าหนุน SMEs ไทยเสริมสภาพคล่อง ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ธนาคารทิสโก้ พร้อมยืนเคียงข้างผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มอาชีพอิสระให้เข้าถึงเงินทุนหมุนเวียนง่ายขึ้น ผ่านสินเชื่อจำนำทะเบียนรถทุกประเภท TISCO Auto Cash ด้วยวงเงินสูงสุด 120% ผ่อนสบายสูงสุด 72 เดือน ไม่ต้องโอนเล่ม รวมถึงเข้าร่วมโครงการค้ำประกันสินเชื่อ  SMEs Quick Big Win  มาตรการ SMEs Go Big และ SMEs Smart Win ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังท้าทาย สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ธ.ค. 69 ที่ธนาคารทิสโก้ และ สมหวัง เงินสั่งได้ ทุกสาขาทั่วประเทศ 

    นายยุทธพงษ์ ศรีวงศ์จรรยา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) และกลุ่มอาชีพอิสระจำนวนมากกำลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทั้งจากยอดขายลดลง การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นทั้งจากทุนต่างชาติและตลาดออนไลน์ที่รุนแรง รวมถึงต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น  ส่งผลให้หลายกิจการเริ่มขาดสภาพคล่องและมีภาระทางการเงินสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้ที่เริ่มเปราะบางมากขึ้น

    AC บสย 1

    ธนาคารทิสโก้ เข้าใจสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มอาชีพอิสระต้องเผชิญ จึงนำเสนอ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ TISCO Auto Cash เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มอาชีพอิสระเข้าถึงเงินทุนหมุนเวียนได้สะดวกขึ้น โดยรองรับรถหลายประเภท ได้แก่ รถยนต์ รถกระบะ รถบรรทุก รถแทรกเตอร์ และหางพ่วง โดยไม่ต้องโอนเล่มทะเบียน วงเงินสูงสุดไม่เกิน 120% ของราคาประเมินรถ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 12% – 24% ต่อปี และผ่อนชำระได้สูงสุด 72 เดือน (ตามหลักเกณฑ์การพิจารณาให้สินเชื่อที่ธนาคารกำหนด)  

    AW SW

    นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มอาชีพอิสระให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ธนาคารยังได้เข้าร่วมโครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Quick Big Win ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ถึง 2 มาตรการ ได้แก่ SMEs Go Big สำหรับสินเชื่อวงเงิน มากกว่า 1 ล้านบาท และ SMEs Smart Win สำหรับสินเชื่อวงเงิน ไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยผู้สมัครสินเชื่อจะต้องเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ประเภทบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย และกลุ่มอาชีพอิสระ ที่ยังมีสถานะเป็นลูกหนี้ปกติ

    “ผู้ประกอบการรายย่อยถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นประมาณ 99.5% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด ขณะที่ผู้ประกอบอาชีพอิสระมีจำนวนสูงถึง 21.1 ล้านคน หรือประมาณ 52.7% ของผู้มีงานทำในประเทศ แต่สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันบีบให้ผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มอาชีพอิสระต้องปรับตัวเร็วกว่าที่เคย เราจึงตั้งใจเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนเพื่อให้ทุกคนเดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน เสริมสภาพคล่อง และเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงง่าย โปร่งใส เข้าถึงง่าย และให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบในการให้บริการ”

    ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจขอสินเชื่อทะเบียนรถทุกประเภทสามารถติดต่อได้ที่ ธนาคารทิสโก้ และ สมหวัง เงินสั่งได้ ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ TISCO Contact Center โทร. 02-080-6000 หรือ 02-633-6000 กด 3 หรือ Facebook: TISCOAutoCash, LINE: @TISCOAutoCash และสมหวัง เงินสั่งได้ โทร. 02-123-4000 หรือ LINE: @Somwang หรือ เว็บไซต์: www.somwang.co.th

    หมายเหตุ

    • กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
    • ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20260226-tisco-supports-thai-smes&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WZmMhZrQ3cS88yp3oI5M6

  • หนี้โลกปี 68 พุ่งทำนิวไฮ 348 ล้านล้านดอลล์ หลังรัฐเร่งกู้กระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    หนี้โลกปี 68 พุ่งทำนิวไฮ 348 ล้านล้านดอลล์ หลังรัฐเร่งกู้กระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) เปิดเผยรายงานเมื่อวันพุธ (25 ก.พ.) ระบุว่า หนี้สินรวมทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 348 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 29 ล้านล้านดอลลาร์ นับเป็นการขยายตัวรายปีที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

    ข้อมูล IIF ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของหนี้ส่วนใหญ่มาจากภาครัฐ ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยประมาณ 2 ใน 3 มาจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเร่งใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง นำโดยจีน สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศยุโรป (EU)

    แม้มูลค่าหนี้คงค้างเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สัดส่วนหนี้กลับลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 มาอยู่ที่ 308% อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ หนี้สุทธิพุ่งแตะ 117 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 ดันอัตราหนี้ต่อ GDP ทำสถิติใหม่สูงกว่า 235%

    IIF เปิดเผยว่า ภาวะการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจะเอื้อต่อการระดมทุนเพื่อเป้าหมายสำคัญของประเทศ รวมถึงงบประมาณด้านกลาโหมและการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่การขยายตัวของหนี้ที่รวดเร็วก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการก่อหนี้เกินตัว และอาจทำให้บางส่วนของตลาดการเงินเกิดภาวะร้อนแรงเกินไป

    นอกจากนี้ IIF ชี้ว่า สภาพคล่องที่ดีขึ้นและความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ยังช่วยหนุนการออกตราสารในตลาดพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูง สินเชื่อเลเวอเรจ และการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป (IPO) ให้คึกคักขึ้น

    ทั้งนี้ IIF เตือนว่า หากรัฐบาลยังคงขาดดุลงบประมาณในระดับสูง และภาคธุรกิจยังระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ต่อเนื่อง หนี้โลกอาจเพิ่มขึ้นอีกในปี 2569 โดยกลุ่มตลาดเกิดใหม่มีหนี้ครบกำหนดชำระมากกว่า 9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นภาระรีไฟแนนซ์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องรับมือกับตราสารหนี้และเงินกู้ครบกำหนดชำระรวมกว่า 20 ล้านล้านดอลลาร์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/572105&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CyATLABik7wrcFLVhd_BQ

  • กนง.หั่น ดบ.เหลือ 1% พยุงเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำ

    กนง.หั่น ดบ.เหลือ 1% พยุงเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำ

    วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าคณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที โดยกรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย  เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่กรรมการ 2 ท่าน เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% โดยเห็นว่านโยบายการเงินปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าเศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงในปี 2569 และ 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม รวมถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว

    นายดอน กล่าวอีกว่า คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง รวมทั้งขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัดภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูง และเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงสะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น

    “เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงปลายปี แต่อีกส่วนหนึ่งจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะการลงทุนและการส่งออกสินค้า ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจปี 2569 และปี 2570 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยแม้การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่กระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นสำคัญและสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจลดลงกว่าในอดีต ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปี 2568 ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท”นายดอน กล่าว

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และปี 2570 มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม และถูกกดดันเพิ่มเติมจากการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้จากช่วงครึ่งแรกของปี 2570 เป็นช่วงครึ่งหลังของปี อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากที่ประเมินไว้เช่นกันและทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางปรับลดลงบ้างแต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด

    ส่วนอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ดี ต้นทุนการกู้ยืมของ SMEs ที่มีความเสี่ยงสูงยังปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายใหม่และลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการส่งผ่านของนโยบายการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/949273&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cY_rKsQi9XnIMqgxOeZFQ

  • ”พลังงานสะอาด” เกมใหม่เศรษฐกิจโลก-ไทย เดินหน้าสู่ Net Zero2050” – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    ”พลังงานสะอาด” เกมใหม่เศรษฐกิจโลก-ไทย เดินหน้าสู่ Net Zero2050” – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    ”การใช้ชีวิตประจำวันของหลายคน ใช้แก้ว หรือกระติกส่วนตัว เพื่อลดการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single Use) มีความพยายามที่จะแยกขยะ ตักอาหารมาและทานให้หมด สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ช่วยลดคาร์บอนได้ทำให้สังคมเดินหน้าไปสู่เน็ตซีโร่ได้”

    “จิรพรรณ อัญญะโพธิ์ บรรณาธิการสำนักข่าว SD Perspectives” ให้มุมมอง “ทิศทางสิ่งแวดล้อมไทยในยุคโลกเดือด” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า ตนมีโอกาสสัมผัสจากการไปทำข่าวที่ผ่านมา หลายหน่วยงานมีความตื่นตัว เรื่องจัดการขยะหรือสิ่งแวดล้อม บริษัทขนาดใหญ่จะเห็นชัดเจน หรือบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทุกแห่งตื่นตัวหมด บางบริษัทมีแม่บ้านยืนเฝ้าถังขยะเลยว่า ของชิ้นนี้ จะทิ้งลงถังขยะประเภทไหน ซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัว และเห็นความก้าวหน้ามากขึ้น รวมถึงผู้บริโภค หรือประชาชนมีจิตสำนึกในเรื่องนี้เยอะขึ้นเช่นกัน

    “ไทยพร้อมใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด”

    “ประเทศไทยมีความพร้อมเรื่องเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ที่ผ่านมารัฐบาลผลักดันว่าต่อไปนี้ จะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ขับเคลื่อนประเทศ ขอพูดถึงภาคเอกชนขนาดใหญ่ก่อน เพราะเขาได้ลงทุนเรื่องนวัตกรรมไว้ค่อนข้างมาก เราแทบไม่ต้องพูดถึงเรื่องโซลาร์รูฟแล้วเพราะเป็นเหมือนเรื่องพื้นฐาน แต่พูดถึงเรื่องนวัตกรรมที่กักเก็บคาร์บอน ทางกลุ่มปตท.พยามทำเรื่องการปรับเปลี่ยนน้ำมันบนเครื่องบิน ที่เราจะได้ยินคำว่า “SAF” ซึ่งจะมีน้ำมันทำอาหารที่ใช้แล้วมาเป็นส่วนผสม โดยเฉพาะเครื่องบินที่จะต้องบินไปยุโรป ต้องมีสัดส่วนของน้ำมันนี้เพิ่มขึ้น เป็นต้น” จิรพรรณ กล่าว

    “บิ๊กเอกชนไทย พร้อมเดินหน้าลงทุนนวัตกรรม-เน้นพลังงานสะอาด”

    จิรพรรณ บอกว่า บริษัทขนาดใหญ่ของประเทศไทย พยายามนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และเดินหน้าลงทุนเรื่องนวัตกรรม, ลงทุนเรื่อง R&D ไว้ทุกกระบวนท่า แม้แต่เรื่องปูนซิเมนต์คาร์บอนต่ำก็มีขายแล้ว ซึ่งในภาคการก่อสร้างที่ส่งออกไปขายยังสหรัฐอเมริกา SCG ทำแล้วตอนนี้ และภาคการก่อสร้างกำลังทำหลายเรื่องมาก แม้แต่อสังหาริมทรัพย์ก็ต้องทำเรื่องนี้ เพราะว่า ตอนนี้เราเดินมาถึงการทดลองใช้พลังงานทางเลือก ในภาคการขนส่งของไทยได้ผ่านพ้นระยะแรกจบไปแล้วภายใต้ Thailand Taxonomy เฟส 1 โดยธนาคารแห่งประเทศไทยปัจจุบัน กำลังอยู่เฟส 2 ซึ่ง 1 ในนั้นเป็นเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ เพราะฉะนั้นโครงการที่ขึ้นมาจะเป็นเรื่องของทางการเงิน ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับคาร์บอนว่าลดคาร์บอนได้เท่าใด เป็นไปตามเกณฑ์ของเฟส 2 หรือไม่ และต่อไปเราจะเห็นการแข่งขันลักษณะนี้เยอะขึ้น กลุ่มลูกค้าก็อาจจะพรีเมี่ยมขึ้น แต่ว่าจะเป็นลูกค้าที่เข้ามาอยู่แล้วสบายขึ้น ตอนนี้เดินทางมาถึงการแข่งขันแบบนี้แล้ว ด้วยกฎเกณฑ์ที่บังคับขึ้นมา

    จิรพรรณ ยังบอกว่า ประเทศไทยปรับตัวขึ้นมาเยอะ เรื่องภาคการขนส่ง มีนโยบายให้ใช้เครื่องยนต์ Green Economy อาทิ อุตสาหกรรม EV พลาสติกชีวชีวภาพ และตัวเลขรถ EV ส่วนตัวเพิ่มขึ้น แม้จะไม่เพิ่มขึ้นเหมือนช่วงที่รัฐอุดหนุนงบจัดซื้อ แต่ตอนนี้ก็มีคนเปลี่ยนมาใช้รถ EV มากขึ้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกตัวเลขรถแท็กซี่ ที่เปลี่ยนมาใช้ EV สูงขึ้นอย่างน่าสนใจมาก ซึ่งตนคิดว่า เนื่องจาก EV เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของคนด้วย เช่น เวลาเติมน้ำมัน เติมเสร็จแป๊บเดียวเราก็ขับเคลื่อนรถออกไป แต่การที่เราจะไปชาร์จไฟรถไฟฟ้าต้องใช้เวลา แต่บางคนอาจไม่มั่นใจประสิทธิภาพรถ EV แต่วันนี้ถือว่า ผ่านจุดตรงนั้นมาแล้ว และเมื่อเร็ว ๆ นี้แม้แต่ กทม.เอง ก็อยากให้วินมอเตอร์ไซค์เปลี่ยนไปใช้รถมอเตอร์ไซค์ EV หลายส่วนอยู่ในช่วงที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงแม้อาจจะยาก แต่ตนเองคิดว่าเมืองไทยมีความพร้อม

    “ภาษีคาร์บอน” รอ พ.ร.บ.โลกร้อนคลอด-หมดเขตภาคสมัครใจ

    ส่วนเรื่องภาษีคาร์บอนนั้น จิรพรรณ บอกว่า น่าจะต้องรอร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือพ.ร.บ. โลกร้อนก่อน ถ้าออกมาเมื่อไหร่ก็จะเป็นภาคบังคับแล้ว เพราะที่ผ่านมาเป็นภาคสมัครใจทั้งหมด แต่พอเป็นภาคบังคับคิดว่าคงต้องเริ่มจะต้องมีภาษีคาร์บอนแล้ว เพราะขณะนี้ถ้าเป็นฝั่งรัฐทางกรมบัญชีกลาง จะดูเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นสีเขียวเยอะขึ้น อาจจะยอมให้จ่ายแพงกว่า เช่น กระดาษปริ๊นส์เราจะพอรู้เลยว่าหน่วยงานภาครัฐไหนเลือกใช้ของพวกนี้ ซึ่งจะถูกปรับเปลี่ยนโดยกระบวนการ กรมบัญชีกลางมีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวขึ้นมา ดิฉันคิดว่าตรงนี้พอที่จะทำให้แต่ละหน่วยงาน ช่วยกันเปลี่ยนแปลงไปด้วย ถือเป็นการเริ่มปรับเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างไปเรื่อยๆ และตอนนี้กำลังรอพ.ร.บ. โลกร้อน แต่เมื่อเราเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยก็ยังไม่แล้วเสร็จเสียที แต่ดิฉันได้มีโอกาสฟังผอ.พ.ร.บ.โลกร้อน พูดในงานเลยว่าจริงๆพร้อมฟาสต์แทร็กได้เลย พอเซ็นปุ๊บก็ออกเป็นกฎหมายใช้ได้เลย ขอให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติออกมา พวกเราที่เป็นนักข่าวสายนี้อยู่ก็รอเหมือนกัน

    “ผู้ประกอบการ ต้องเตรียมพร้อม ปมภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน”

    ส่วนสหภาพยุโรปเริ่มมีการเก็บภาษีคาร์บอน ข้ามพรมแดน (CBAM) จะกระทบหนักต่อผู้ส่งออกของไทยหรือไม่นั้น จิรพรรณ มองว่า ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เสมอ เพราะเร็ว ๆ นี้ จะถูกเก็บภาษีนี้สักวัน เนื่องจากต้องเปลี่ยนในห่วงโซ่อุปทาน และตัวห่วงโซ่การผลิตของเขาด้วย ไม่ได้มีแค่ผู้ส่งออกรายเดียว แต่มีหลายบริษัทเล็ก ๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่ของเขา จะต้องไปเปลี่ยนตรงนั้นด้วย ตอนนี้สิ่งที่ตนเองเห็นแล้ว และหลายบริษัทแม้กระทั่งบริษัทที่เป็นกลุ่ม SMEs สินค้าอุปโภคบริโภคที่หมุนเวียนเปลี่ยนเร็ว ตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้สำหรับส่งออกออกไปก่อน เช่น ใช้ลังกระดาษลดคาร์บอน ซึ่งบริษัทที่ทำแล้ว คือ SCGP

    นอกจากนี้ จะมีการคำนวณด้วยว่า ลังกระดาษทุกหนึ่งกล่อง จะเท่ากับปลูกต้นไม้ 150 ต้น ซึ่งทุกอย่างถูกคำนวณด้วยวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ลูกค้าบางราย ถามว่ากล่องที่นำไปใช้ช่วยลดคาร์บอนได้เท่าไร เพราะตัวเลขที่เกิดขึ้นทุกตัวที่เกี่ยวกับการลดคาร์บอน จะถูกเก็บเข้าไปในการรายงานความยั่งยืนของบริษัททั้งหมด ยิ่งถ้าบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะต้องอยู่ในรีพอร์ตที่ต้องรายงานต่อผู้ลงทุนเพราะฉะนั้นบริษัทส่งออกแม้ว่ายังไม่ถึงเวลาเต็ม 100 แต่คุณก็ต้องทำ

    “ทุกบริษัทที่เข้าตลาดหุ้นต้องรายงานความยั่งยืน”

    จิรพรรณ บอกว่า เรื่องรายงานความยั่งยืนจะเริ่มที่บริษัท ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไม่มีไม่ได้ ถ้าเข้มขึ้นมาหน่อย จะต้องทำวันรีพอร์ตออกมาเป็นรายงานที่ค่อนข้างละเอียด ส่วนบริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ จะทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่ดิฉันเห็นหลายบริษัททำออกมาเลย ตรงนี้เกี่ยวข้องกับประชาชน เพราะเกี่ยวกับนักลงทุนแน่นอน ข้อมูลเหล่านี้เปิดเผยอยู่บนเว็บไซต์อยู่แล้ว หากประชาชนสนใจเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ จะเข้ามาคลิกอ่านและทำความเข้าใจ ว่าบริษัทที่ตนเองจะซื้อของด้วยหรือเป็นคู่ค้าหรือจะไปใช้บริการ ทางบริษัทให้ความสนใจกับเรื่องเหล่านี้อย่างไร เมื่อทำแล้วเป็นอย่างไรเพราะบางส่วนจะต้องรายงานด้วยว่า ถ้าเป็นการผลิตในโรงงานในช่วงเปรียบเทียบกันปีต่อปี พนักงานมีการบาดเจ็บหรือไม่ในโรงงาน ก็จะถูกเผยแพร่รายละเอียด ส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนที่เข้ามาดู สิ่งเหล่านี้ถ้าในแง่การตลาดเข้ามาใกล้ตัวผู้บริโภค สามารถเป็นสตอรี่เทลลิ่งได้เรื่องหนึ่ง แต่จะต้องมีจุดที่วัดได้ทางวิทยาศาสตร์ ฉะนั้น ทุกอย่างต้องวัดได้มีรายงานเกี่ยวข้องเป็นห่วงโซ่อุปทานทุกอย่าง เพราะเราไม่รู้เลยว่าในอนาคต ธุรกิจนั้น ๆ จะไปเกี่ยวข้องกับนโยบายของประเทศ เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตต่างๆ

    “ไทยมีคาร์บอนเครดิต เป็นมาตรฐานสากลแล้ว-นำหน้าปท.ต่างๆในอาเซียน”

    จิรพรรณ บอกว่า เรื่องคาร์บอนเครดิตประเทศไทย มีมาตรฐานกฎเกณฑ์กติกาต่าง ๆ ทำไว้เป็นมาตรฐานสากลแล้ว แต่สิ่งที่เรายังขาด คือ ตลาดของประเทศไทยยังเล็กถ้าเทียบกับยุโรป แต่เรามีหลายโครงการ คุณภาพของเราในเรื่องของพลังงานสะอาด ได้รับการรับรองระดับโลก และขายคาร์บอนเครดิตให้กับบริษัทข้ามชาติด้วยมาตรฐาน T-VER หรือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ที่ออกแบบมาค่อนข้างแน่นหนา ซึ่งประเทศไทยทำได้ดีเพียงแต่ตลาดยังเล็กอยู่ แต่ถ้าเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน ไทยอยู่ในลำดับต้น ๆ เพราะมีบริษัทเอกชนที่ค่อนข้างแข็งแกร่งมากนำหน้าอาเซียนได้เยอะทีเดียว

    โอกาสธุรกิจสีเขียวไทย ตอบโจทย์ต่างชาติ

    ส่วนมิติซอฟต์พาวเวอร์การท่องเที่ยวประเทศไทยนั้น จิรพรรณ เห็นว่า ประเทศไทยมีโอกาสเยอะมากเพราะพื้นฐานที่มีอยู่ ถ้าพูดถึงโรงแรมก่อน จะเห็นว่า สิ่งแรกที่นักท่องเที่ยว หรือกลุ่มคนที่เข้ามาประชุมต่าง ๆ หรือตัวแทนบริษัท จะเลือกสถานที่พัก เขาจะต้องเลือกโรงแรมที่อยู่ในเกณฑ์กรีนทั้งหลายแน่นอน เมื่อเร็ว ๆ นี้ดิฉันได้สัมภาษณ์บริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง เขาบอกว่า หากจะต้องไปประชุมเวลาเลือกโรงแรม เขาจะเลือกแบบกรีนว่า มีเกณฑ์วัดในเรื่องพวกนี้อย่างไร ได้รับใบรับรองในเรื่องพวกนี้จริงหรือไม่ และถ้าถามว่าชาวบ้านได้อะไรถ้าพูดถึงนิเวศท่องเที่ยว ที่ผ่านมามีหลายบริษัทที่ทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเรียนรู้ สัมผัสวิถีชีวิตชุมชนว่าเป็นอย่างไร ดิฉันคิดว่าหลายแห่งบวกในเรื่องของการลดการใช้พลังงาน บวกกับเรื่องการใช้หรืออาหารตามฤดูกาลเพื่อนำมาใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยวได้

    จิรพรรณ บอกว่า บางแห่งมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง เช่น ดุสิตธานีหัวหิน อย่างภาพที่เราเห็นคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ สมัยดำรงตำแหน่ง CEO เครือดุสิตธานี ลงมือทำนา ดำนา และฝัดข้าวที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน เป็นโครงการช่วงโควิด-19 เพื่อรักษาพนักงานโดยไม่ปลดออก เปลี่ยนพื้นที่โรงแรมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และแปลงนาสาธิตตรงนั้นจริง ๆ และพื้นที่อีกส่วนหนึ่งกันเป็นพื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัว ที่เป็นเกษตรอินทรีย์ บางส่วนก็นำวัตถุดิบเข้ามาใช้ในโรงแรมด้วย ส่วนการลดใช้น้ำ-ใช้ไฟในห้องพักเป็นพื้นฐานที่จะต้องทำอยู่แล้ว แต่โรงแรมต้องมีเรื่องพวกนี้เยอะขึ้น เพื่อที่จะทำให้เห็นจริง ๆ ว่า โรงแรมโลวคาร์บอน ซึ่งโรงแรมดุสิตธานีหัวหิน มีนักท่องเที่ยวจากยุโรปจำนวนมากดูสวนผักด้วย ฉะนั้น ถ้าในแง่การท่องเที่ยวดิฉันคิดว่าประเทศไทยมีโอกาสมากทำอะไรได้เยอะ และลงถึงชุมชนได้จริง ๆ แต่บางครั้งชุมชนอาจจะเก่งกว่าเรา

    “เอกชน นำร่องเน็ตซีโร่ หลังไทยขยับ พ.ร.บ.โลกร้อนขึ้นมาอีก 15 ปี”

    ส่วนความคืบหน้าของแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ เน็ตซีโร่ นั้น จิรพรรณ บอกว่า ประเทศไทยมีการเปลี่ยนพระราชบัญญัติโลกร้อน มีผลให้บังคับใช้เปลี่ยนจากระบบให้สมัครใจเป็นกติกา โดยขยับขึ้นมาอีก 15 ปี ในส่วนของภาคเอกชนจะเป็นตัวนำก่อนและเร่งเครื่องเยอะขึ้น เพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวันเดียวได้ จะเห็นรายใหญ่ ๆ ที่เริ่มทำมากขึ้นในทุกเรื่อง อาทิ การจัดการเรื่องการเงิน ที่ต้องสอดคล้องกับสิ่งที่เน็ตซีโร่กำลังจะมาถึง แต่มีเรื่องการใช้พลังงานฟอสซิลที่สูงอยู่ แต่เขาก็พยายามที่จะเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดเยอะขึ้น และหน่วยลงทุนสีเขียวหลายธนาคาร หลายสถาบันการเงินมีความพร้อม เพียงแต่ว่า จะต้องเข้ากฎเกณฑ์ เพราะหลายเรื่องที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเอกชนรายใหญ่มีความพร้อมมากพอสมควร เหลือ SCG ที่ต้องค่อย ๆ ประคับประคองไปด้วย

    ส่วนกรณีเงินลงทุนสีเขียวนั้น จิรพรรณ ยกตัวอย่างถ้าใกล้ตัวเราที่สุด เช่น สมมติว่า มีบริษัทขนาดเล็ก หรือ โรงแรมขนาดเล็ก อยากจะทำเรื่องพวกนี้อันดับแรก ต้องดูเรื่องการลดใช้พลังงานเป็นพื้นฐาน เช่น เปลี่ยนไฟเป็น LED แล้วหรือยัง, การจัดการขยะเป็นอย่างไร ดูเรื่องการลดการใช้พลังงาน, ลดการใช้น้ำ และถ้ายังพอมีเงินลงทุน สามารถเปลี่ยนการใช้ไฟบางส่วนเป็นโซลาร์รูฟบ้างหรือไม่ รวมถึงเรื่องการจัดการขยะซึ่งกทม.มีนโยบายในเรื่องนี้ด้วย

    “ความยั่งยืนเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัว”

    จิรพรรณ บอกว่า ความยั่งยืนเรื่องสิ่งแวดล้อมในยุค 2569 ไม่ใช่แค่คำพูด หรือรายงานเป็นกระดาษที่เป็นการส่งเสริมจริยธรรม แต่ความยั่งยืนอยู่ใกล้ตัวเราในทุกมิติจริง ๆ จากนี้ไปความหมายของคำว่า ยั่งยืน คือ กฎระเบียบวิทยาศาสตร์ที่องค์กรต้องรายงานข้อมูล ตรวจสอบได้ภายใต้สารพัดมาตรฐาน จากนี้เราจะได้ยินเรื่องมาตรฐานทางบัญชีของโลก IFRS S1,S2 ซึ่งบริษัทในตลาดทุนต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้ หรือเกณฑ์ ESG หรือเรื่องของคาร์บอน ต่อไปก็จะเป็นเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ จะเป็นความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน ปีนี้เราจะได้ยินคำว่า การทำให้ธรรมชาติเป็นเชิงบวกได้มากที่สุด ซึ่งต่อไปนี้ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) จะเป็นเรื่องยากกว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนในตอนนั้น แต่ตอนนี้หลายคนเข้าใจแล้วว่าแค่เริ่มต้นจากการแยกขยะให้ถูก ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวเราที่สุด แต่พอเป็นความหลากหลายทางชีวภาพ และต่อด้วยเรื่อง Nature-Positive ตอนนี้ในประเทศไทยยังไม่มีเครื่องมือไหนวัด แต่คิดว่าอีกไม่นานคงจะมีเครื่องมือที่วัดเรื่องพวกนี้ได้

    “ทั้งหมดเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก เพื่อที่จะเตรียมพื้นฐานของเราเอง เป็นวิธีคิดและเป็นพฤติกรรม ที่จะเปลี่ยนผ่านไปในระดับประเทศได้ ดิฉันเชื่อในเรื่องของรูปแบบการดำเนินชีวิตและทัศนคติ วันนี้เราจะเห็นว่า การใช้ชีวิตประจำวันของหลายคน ใช้แก้ว หรือกระติกส่วนตัว เพื่อลดการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single Use) มีความพยายามที่จะแยกขยะ ตักอาหารมาและทานให้หมด สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ช่วยลดคาร์บอนได้ทำให้สังคมเดินหน้าไปสู่เน็ตซีโร่ได้เหมือนกัน” จิรพรรณ บอกทิ้งท้าย

    ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น.โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tja.or.th/view/activities/radio-tja/1456773&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LHh0KJ8cNBxdPo1-dubWZ

  • SCB EIC : กนง. ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่ตลาดคาดและมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง โดยพร้อมลดเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC : กนง. ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่ตลาดคาดและมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง โดยพร้อมลดเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กนง. มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% มาอยู่ที่ 1.0% ด้วยเสียง 4:2 เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้น บรรเทาภาระทางการเงินของ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม ยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางไม่ให้ปรับลดลงมาก รวมทั้งสนับสนุนภาคธุรกิจให้ปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ขณะที่กรรมการเสียงข้างน้อย 2 เสียง เห็นควรให้คงดอกเบี้ยนโยบายเนื่องจาก ระดับดอกเบี้ยที่ 1.25% เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจและการเงินแล้ว

    ในภาพรวม กนง. มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าแล้ว โดยเริ่มให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางมากขึ้นในการประชุมครั้งนี้ ผ่านการติดตามความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ อีกทั้ง ยังคำนึงถึง Policy space ของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในบริบทที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผสานนโยบายเศรษฐกิจหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ

    กนง. มองเศรษฐกิจไทยเปราะบาง เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำ

    • กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้เดิม แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะขยายตัวได้ราว 2.0%YOY ในปี 2026 และ 2027 ซึ่งยังต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ ธปท. ประเมินไว้ที่ 2.7%YOY ขณะที่ลักษณะการฟื้นตัวจะเป็นแบบ K-shape อย่างชัดเจน ธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 ขณะที่รายได้แรงงานมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง
    • กนง. มองกำแพงภาษีทรัมป์มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ในระยะสั้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ น่าจะปรับลดลงบ้าง แต่ในระยะต่อไปรัฐบาลสหรัฐฯ อาจใช้อำนาจตาม 232 (สินค้าที่เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคง) และ Sec. 301 (การค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม) ในการขึ้นภาษีนำเข้าอีกครั้ง ขณะที่ความเสี่ยง พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 ล่าช้าปรับลดลง ตามแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจทำได้เร็วขึ้น
    • เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น จากทั้งราคาพลังงานที่ลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่ขอบล่างของกรอบเป้าหมายในครึ่งหลังของปี 2027 ช้ากว่าที่ประเมินไว้เดิมในครึ่งแรกของปี 2027 นอกจากนี้ แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ

    SMEs เผชิญภาวะการเงินตึงตัว ทั้งการเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท

    • ธุรกิจ SMEs ยังเผชิญต้นทุนทางการเงินสูง ขณะที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง โดย ธปท. พบว่าต้นทุนการกู้ยืมของสินเชื่อปล่อยใหม่ (New loan rate) ของกลุ่มธุรกิจ Micro-SMEs ปรับเพิ่มขึ้น 5% ในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา แม้ที่ผ่านมา กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วรวม 1.25% ก็ตาม สะท้อนความเสี่ยงเครดิตของธุรกิจขนาดเล็กที่สูงขึ้น และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
    • เงินบาทที่แข็งค่าซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออก ผ่านการแปลงรายได้ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐมาเป็นเงินบาทโดยการศึกษาของ ธปท. พบว่ากลุ่ม SMEs ผู้ส่งออกสินค้าหมวดที่อ่อนไหวต่อค่าเงิน เช่น เกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มีผลกำไรลดลงจากการแข็งค่าของเงินบาทราว 7% ในปี 2025 อย่างมีนัยสำคัญ

    กนง. มองดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% “เพียงพอ” ต่อการประคองเศรษฐกิจภายใต้ Policy space จำกัด

    • กนง. ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% เป็นระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และการรักษา Policy space แล้ว อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยสามารถลงไปอยู่ระดับต่ำสุดได้ที่ 5% เท่ากับช่วงวิกฤติ COVID-19 จะเท่ากับว่า กนง. ยังลดดอกเบี้ยได้อีก 0.5% หากเกิดสถานการณ์เลวร้ายต่อเศรษฐกิจ
    • กนง. จะติดตามความเสี่ยงต่อระบบการเงินในภาวะดอกเบี้ยต่ำ โดย กนง. ได้อภิปรายใน 2 ประเด็น ดังนี้
      • พฤติกรรม Search-for-yield จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในเดือน ต.ค. 2024 พบว่าการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. ยังไม่กังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวมากนักในปัจจุบัน
      • การจัดสรรเงินกู้ที่ขาดประสิทธิภาพ โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากอาจทำให้จำนวน Zombie firms สูงขึ้นผ่านต้นทุนทางการเงินต่ำ หรืออาจทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่นำเงินกู้ไปใช้ในกิจกรรมที่มีผลิตภาพต่ำ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงดังกล่าวอาจยังไม่น่ากังวลนัก ภายใต้ความระมัดระวังของสถาบันการเงิน
    • กนง. เน้นย้ำว่า เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่จะเอื้อให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวให้เติบโตได้สูงขึ้น ไปข้างหน้า นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจะมีความจำเป็นอย่างมาก

    IMPLICATIONS

    SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% หากแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ได้ปรับแย่ลงมากกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจาก

    • อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงเหลือ 1% จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับลดลงเข้าใกล้ 0 ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต โดยเป็นระดับที่ผ่อนคลายพอสมควร และยังสามารถรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางได้
    • เมื่อเทียบกับวัฏจักรการลดดอกเบี้ย (Easing cycle) นอกช่วงวิกฤติในช่วงปี 2012 (รูปที่ 1) นับว่า Easing cycle ครั้งนี้มีจังหวะการลดดอกเบี้ยที่ค่อนข้างเร็ว
      • ปัจจัยที่ทำให้ กนง. ลดดอกเบี้ยครั้งแรกใน Easing cycle รอบนี้จากระดับ 5% ลงมาอยู่ที่ 2.25% คือการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพในการเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 อย่างมีนัยสำคัญ กนง. จึงปรับระดับของดอกเบี้ยนโยบายลงมาให้สอดคล้องกัน อีกทั้ง ภาคครัวเรือนและ SMEs ไทยยังคงเปราะบางมาก ขณะที่ปัจจัยกดดันจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ เกิดขึ้นภายหลังจาก Easing cycle ได้เริ่มขึ้นแล้ว
      • Easing cycle ในรอบนี้ จึงเป็นการทยอยผ่อนคลายภาวะการเงินให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจไทย ซึ่งเผชิญความเปราะบางจากภายใน และปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันทางการค้า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงอาจไม่ลงไปอยู่ในระดับต่ำมากเหมือนช่วง COVID-19 ที่เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรง
    • การเน้นย้ำเรื่องนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด อาจเป็นการส่งสัญญาณว่า กนง. ได้ใช้เครื่องมือดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ในระดับหนึ่งแล้ว การลดดอกเบี้ยต่อเนื่องอีกอาจไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยได้มากนัก และอาจกระทบต่อประสิทธิผลในการส่งผ่านนโยบายการเงินได้ โดย ธปท. เริ่มดำเนินนโยบายรอบด้านประสานกับรัฐบาลมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย ผ่านมาตรการทางการเงินที่เน้นช่วยเหลือกลุ่มครัวเรือน (รูปที่ 2) และ SMEs (รูปที่ 3)

    สำหรับมุมมองนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า SCB EIC ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1.0% ไปอีกระยะหนึ่ง โดยอาจลดลงเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำผ่านการลดต้นทุนทางการเงิน บรรเทาภาระหนี้สิน และเพื่อเพิ่มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายให้สูงขึ้น ขณะที่จะเน้นมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดในภาคส่วนที่มีความเปราะบาง ซึ่งได้แก่ ครัวเรือน และ SMEs ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/26/620538/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z4nbF2txjp2kGvK9EnMbk

  • การคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน

    การคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน

    การคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน

    ข่าว ธปท. ฉบับที่ 7/2569 | 26 กุมภาพันธ์ 2569

    นางสาวดวงพร รอดเพ็งสังคหะ ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชุมได้คัดเลือกและมีมติแต่งตั้ง นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แทนนายรพี สุจริตกุล ที่ลาออกก่อนครบวาระ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 และมีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของนายรพี สุจริตกุล คือ จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569  

    rn

    rn
    rn

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    26 กุมภาพันธ์ 2569

    rn”}}” id=”anchor1″>

    นางสาวดวงพร รอดเพ็งสังคหะ ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชุมได้คัดเลือกและมีมติแต่งตั้ง นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แทนนายรพี สุจริตกุล ที่ลาออกก่อนครบวาระ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 และมีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของนายรพี สุจริตกุล คือ จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569  

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    26 กุมภาพันธ์ 2569

    เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์

    สอบถามเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260226.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2trzdzWj14cnVQuvTa0q-9