Category: เศรษฐกิจ

  • ราคาทอง วันนี้ 10/03/69  เปิดตลาด ปรับขึ้น 200 บาท รูปพรรณ ขายออก 78,500  บาท

    ราคาทอง วันนี้ 10/03/69 เปิดตลาด ปรับขึ้น 200 บาท รูปพรรณ ขายออก 78,500 บาท

    วันที่ 10 มี.ค.69 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทอง วันนี้ (10 มี.ค.2569) ประกาศครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.02 น. เพิ่มขึ้น 200 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

    ประกาศครั้งที่ 1

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 77,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 77,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 75,951.60 บาท

    • ขายออก บาทละ 78,500 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/133828&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gO3bUH00cWiVV5PN3Y4rV

  • ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน “ร้อนแรงอย่างมาก” ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

    ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน “ร้อนแรงอย่างมาก” ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 (สำรวจระหว่างวันที่ 20-28 กุมภาพันธ์ 2569) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (พฤษภาคม 2569) อยู่ที่ระดับ 181.16 ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก” ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 

    ผลสำรวจ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่าความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับเพิ่ม 16.9% อยู่ที่ระดับ 151.56 อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ส่วนกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ปรับเพิ่ม 22.2% อยู่ที่ระดับ 183.33 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ ปรับเพิ่ม 53.4% อยู่ที่ระดับ 187.50 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศทรงตัว อยู่ที่ระดับ 200.00 อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก”

    ทั้งนี้ นักลงทุนมองว่า การไหลเข้าของเงินทุน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมา คือ สถานการณ์การเมืองในประเทศ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ  

    ในขณะที่ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รองลงมาคือ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และสงครามการค้า

    ขณะเดียวกัน หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ ธนาคาร (BANK) ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดยานยนต์ (AUTO)

    ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน “ร้อนแรงอย่างมาก” ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

    สำหรับ SET Index ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เคลื่อนไหวภายใต้แรงหนุนจาก สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งและความคาดหวังต่อเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ ควบคู่กับ กนง. มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เพื่อพยุงการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ส่งผลให้เงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดทุนไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงกดดันจาก ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางในช่วยปลายเดือน 

    โดย SET Index ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปิดที่ 1,528.26 ปรับขึ้น 15.29% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 59,748 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 54,596 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมในตลาดหลักทรัพย์ฯ 58,905 ล้านบาท

    ทางด้านปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลกและความผันผวนของราคาพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างมหาอำนาจและนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ล่าสุดปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากทั่วโลกเป็น 15% เพื่อตอบโต้ประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้า แม้จะมีคำสั่งศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่มองว่าการเก็บภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    ในส่วนของปัจจัยในประเทศ ปัจจัยด้านการเมืองและการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ยังคงเป็นตัวแปรหลักที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะความชัดเจนของเสถียรภาพรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนสาธารณะ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/739153&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sqaTxa6TPOXah5UDpgi6f

  • ครม.สั่งสภาพัฒน์ แม่งานประมินฉากทัศน์เศรษฐกิจไทย รับสงครามบานปลาย

    ครม.สั่งสภาพัฒน์ แม่งานประมินฉากทัศน์เศรษฐกิจไทย รับสงครามบานปลาย

    10 มีนาคม 2569 แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)

    โดยให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับ กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ สำนักงบประมาณ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินสถานการณ์ตะวันออกกลางที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยก่อนนำมารายงานให้ที่ประชุมรับทราบอีกครั้ง

    “ที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานทั้งหมดไปจัดทำรายละเอียดของฉากทัศน์ หรือ Scenario ต่าง ๆ เกี่ยวกับผลกระทบต่อตัวแปรทางเศรษฐกิจ เช่น หากราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับหนึ่งจะส่งผลต่อเงินเฟ้ออย่างไร หรือส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม จากนั้นจึงนำข้อมูลมาเสนออีกครั้ง เพื่อจะได้หามาตรการมารองรับต่อไป” แหล่งข่าว ระบุ

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ 2 เรื่อง ดังนี้

    1. เริ่มดำเนินมาตรการ Work from Home ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ

    2. งดการเดินทางไปศึกษาดูงานหรือฝึกอบรมในต่างประเทศ และให้ปรับรูปแบบการดำเนินการเป็นการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน

    “นายกฯได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินมาตรการดังกล่าวโดยคำนึงถึงการให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถปรับมาตรการได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที” นางสาวลลิดา ระบุ

    ด้าน นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงรายละเอียดถึงมาตรการประหยัดพลังงานว่า ที่ประชุมครม.รับทราบแนวทางมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวน และเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน

    ทั้งนี้ จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด กระทรวงพลังงานได้จัดตั้ง ศูนย์ Energy ICS เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับในกรณีที่เกิดผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานของประเทศ

    สำหรับสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยมี ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยต่อวันประมาณ 124 ล้านลิตรต่อวัน โดยณวันที่ 5 มีนาคมประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวม 8,055, ล้านลิตร การใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน 

    โดยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ในส่วนของปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศ ปัจจุบันมีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 8,054 ล้านลิตร ซึ่งแบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย และน้ำมันสำรองทางการค้า ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศได้ในระดับหนึ่ง 

    อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงพลังงานได้เสนอ มาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม ประกอบด้วยมาตรการสำคัญ ดังนี้

    1.การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26 – 27 องศาเซลเซียส ใส่เสื้อแขนสั้นงดการใส่สูทผูกท้ายยกเว้นมีงานพิธีการ

    2.การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น

    3.การใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน

    4.การลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้

    5.การลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร

    6.การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม

    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool และการวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน

    ขณะเดียวกันรัฐบาล ยังมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือสถานีโทรทัศน์วิทยุรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ รณรงค์การประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนในช่วงสถานการณ์วิกฤต ถ้าหากสถานการณ์มีการยกระดับความรุนแรงจนกระทั่งมีผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานเห็นสมควรเสนอแนวทางมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่นให้หลีกการใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อร้านป้ายชื่อโรงภาพยนตร์สถานที่ทำธุรกิจในช่วงเวลาตั้งแต่ 22:00 น. เป็นต้นไป 

    พร้อมกำหนดระยะเวลาเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22:00 น. โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงหลัก 

    ทั้งนี้ หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณ ร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับภาคส่วนอื่นของสังคม พร้อมทั้งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/653463&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FUbj2l0x0aTn3urmDt_Dp

  • เปิดแผน ‘รัฐบาลทั่วโลก’ ออกมาตรการสกัดวิกฤติยุคน้ำมันแพง

    เปิดแผน ‘รัฐบาลทั่วโลก’ ออกมาตรการสกัดวิกฤติยุคน้ำมันแพง

    ราคาน้ำมันโลก 100 ดอลลาร์จากสงครามตะวันออกกลาง จุดชนวนให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งงัดมาตรการฉุกเฉิน ทั้งเตรียมปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง คุมราคาพลังงาน และเพิ่มเงินอุดหนุนเพื่อสกัดแรงกระแทกเศรษฐกิจ

    การพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของ ราคาน้ำมันโลก เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มี.ค. จนทำให้ราคาน้ำมันกลับมาสู่ยุค 100 ดอลลาร์อีกครั้ง นับตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซียเมื่อสี่ปีก่อน และยังพุ่งขึ้นไปแตะเกือบ 120 ดอลลาร์ สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจทั่วโลก หลายประเทศต้องเร่งออกมาตรการฉุกเฉินเพื่อพยุงราคาพลังงานและปกป้องผู้บริโภค ตั้งแต่การพิจารณาปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ ไปจนถึงการควบคุมราคาน้ำมัน เพิ่มเงินอุดหนุนพลังงาน เพื่อรับมือความเสี่ยงเงินเฟ้อและต้นทุนเศรษฐกิจที่กำลังพุ่งสูง

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นราว 25% ในวันจันทร์ แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2022 ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) มีแนวโน้มทำสถิติการปรับขึ้นรายวันมากที่สุดทั้งในแง่เปอร์เซ็นต์และราคา โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงสุดแตะ 119.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลระหว่างการซื้อขายช่วงเช้าวานนี้ที่ตลาดเอเชีย ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) แตะ 119.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

    ล่าสุดวันอังคารนี้ (10 มี.ค.) ราคาน้ำมันโลกลดลงมาต่ำ 100 ดอลลาร์แล้ว โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 4.6% อยู่ที่ 88.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลง 6.19% อยู่ที่ 85.27

    ภายหลังประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเขากำลังพิจารณา “ยึดการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นคอขวดด้านการขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งแม้จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงมากแล้ว แต่ก็ยังคงอยู่ภายใต้สถานการณ์ราคาที่ผันผวนอยู่

    G7ถกแผนปล่อยน้ำมัน ‘คลังสำรองฉุกเฉิน’

    รัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) ประชุมด่วนวันจันทร์ที่ 9 มี.ค. เวลาประมาณ 19.30 น. ตามเวลาในไทย เพื่อหารือการ “ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินร่วมกัน” ประสานงานผ่านสำนักงานพลังงานสากล (IEA) เพื่อสกัดราคาน้ำมันโลกที่พุ่งแรงจากสงครามตะวันออกกลาง

    เว็บไซต์ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่ามี 3 ประเทศในกลุ่ม G7 รวมถึง “สหรัฐ” สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวแล้ว

    การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสงครามสหรัฐ และอิสราเอล กับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นรวดเร็ว ทำให้หลายประเทศเริ่มพิจารณามาตรการใช้ “คลังน้ำมันสำรอง” เพื่อบรรเทาความตึงตัวของตลาดพลังงานโลก

    ที่ผ่านมา การปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์แบบประสานกัน “เคยเกิดขึ้นเพียง 5 ครั้ง” เท่านั้น โดยสองครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2022 เพื่อตอบสนองต่อการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันหลังรัสเซียบุกยูเครน ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดที่ราคาน้ำมันโลกขึ้นไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์ ส่วนอีก 3 ครั้งคือเพื่อรับมือกับการหยุดชะงักของอุปทานใน “ลิเบีย” ในเหตุการณ์หลัง พายุเฮอริเคน “แคทรีนา” ถล่มรอบอ่าวเม็กซิโก และในช่วง “สงครามอ่าวเปอร์เซีย” ครั้งแรก

    อย่างไรก็ตาม ภายหลังการประชุมเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่ประชุมรัฐมนตรีคลัง G7 มีมติว่า “จะยังไม่ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง” แม้ราคาพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง โดยที่ประชุมมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ยังไม่ควรปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ในขณะนี้ อย่างไรก็ดี G7 พร้อมใช้ “มาตรการที่จำเป็น” เพื่อสนับสนุนอุปทานพลังงานโลก รวมถึงความเป็นไปได้ในการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง แต่ยังไม่ใช่ในขณะนี้

    ทั้งนี้ รัฐมนตรีพลังงานของ G7 มีกำหนดจัดประชุมทางไกลในประเด็นเดียวกันอีกครั้งในวันอังคารนี้ (10 มี.ค.) ขณะที่ผู้นำประเทศ G7 จะหารือเรื่องนี้อีกครั้งภายในสัปดาห์นี้เช่นกัน โดยแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับผู้นำประเทศ

    ‘เกาหลีใต้’ จ่อใช้มาตรการคุมราคาน้ำมัน

    ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ มยอง สั่งประชุมฉุกเฉินเกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤติตะวันออกกลาง ซึ่งได้ข้อสรุปว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการ “กำหนดเพดานราคาน้ำมัน” ภายในประเทศ เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี เพื่อควบคุมการพุ่งขึ้นของราคา หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นรวดเร็ว

    ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระบุว่า รัฐบาลเร่งนำมาตรการดังกล่าวมาใช้และดำเนินการเด็ดขาด ทั้งย้ำว่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้เป็นภาระหนักอึ้งต่อเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งพึ่งการค้าระหว่างประเทศและนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางอย่างมาก

    นอกจากนี้ รัฐบาลจะมองหาแหล่งพลังงานจากภูมิภาคอื่นๆ นอกเหนือจากอุปทานในตะวันออกกลางที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซด้วย

    คิม ยง บอม ที่ปรึกษานโยบายของประธานาธิบดี กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถประกาศใช้มาตรการคุมเพดานราคาน้ำมันได้เร็วที่สุดสัปดาห์นี้ อาจปรับราคาเพดานสูงสุดทุกสองสัปดาห์ เกาหลีใต้มีคลังน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับบริโภคนานถึง 208 วัน

    เปิดแผน ‘รัฐบาลทั่วโลก’ ออกมาตรการสกัดวิกฤติยุคน้ำมันแพง

    จีนขึ้นเพดานราคาน้ำมันแรงสุดรอบ 4 ปี

    คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ออกประกาศล่าสุดเมื่อวันจันทร์ ปรับขึ้นเพดานราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลขายปลีกในประเทศ เพิ่มขึ้น 695 หยวนต่อตันสำหรับเบนซิน (ราว 3,233 บาท) และ 670 หยวนต่อตันสำหรับดีเซล (ราว 3,116 บาท) มีผลตั้งแต่อังคารที่ 10 มี.ค. เป็นต้นไป

    การปรับขึ้นครั้งนี้ ถือว่าแรงที่สุดนับในรอบ 4 ปี หรือตั้งแต่เดือนมี.ค. 2022 เป็นต้นมา หลังสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านดันราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งทะยานถึง 25% วานนี้ ทำให้ทั่วโลกเผชิญยุคน้ำมัน 100 ดอลลาร์อีกครั้งนับตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน

    หน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจของจีนจะทบทวนราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลทุก 10 วันทำการ และปรับราคาในอัตราเดียวกันทั่วประเทศ แม้ว่าราคาในขั้นสุดท้ายจะแตกต่างกันตามภูมิภาคก็ตาม

    เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางการจีนเพิ่งขอให้โรงกลั่นขนาดใหญ่ในประเทศ “ระงับการส่งออกน้ำมัน” และพยายามยกเลิกการส่งมอบตามสัญญาที่ได้ตกลงไว้แล้ว หลังสงครามอิหร่านส่งผลให้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลง

    ญี่ปุ่นเล็งมาตรการบรรเทาผลกระทบ

    นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น แถลงเมื่อวานนี้ว่า ญี่ปุ่นจะพิจารณามาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น อาจรวมถึงการควบคุมราคาน้ำมันเบนซิน ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลของรัฐบาลต่อสัญญาณว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อและกระทบเศรษฐกิจญี่ปุ่น ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศอย่างมาก

    “ประชาชนจำนวนมากกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้น” ทากาอิจิกล่าวต่อรัฐสภา “เมื่อคำนึงถึงเรื่องนี้ รัฐบาลได้พิจารณามาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วว่าจะดำเนินมาตรการใดได้บ้าง”

    อากิระ นางัตสึมะ สมาชิกแนวร่วมพรรคฝ่ายค้าน เผยกับรอยเตอร์สว่า รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งคลังน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์แห่งหนึ่ง เตรียมพร้อมสำหรับในการระบายน้ำมันออกมา แต่รายละเอียดต่างๆ เช่น ช่วงเวลาปล่อยน้ำมันยังไม่ชัดเจน

    โยชิโนบุ สึสึอิ ประธานองค์กรธุรกิจไคเคดันเรน (Keidanren) ระบุว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นเสี่ยงเผชิญภาวะ Stagflation มากขึ้น หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจกลับชะลอตัว หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ

    ‘เวียดนาม’ จ่อระงับภาษีนำเข้าน้ำมัน

    ทางการเวียดนามเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังวางแผนที่จะ “ระงับภาษีนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง” เป็นการชั่วคราว เพื่อรับประกันความเพียงพอของอุปทานน้ำมัน หลังส่งมอบพลังงานได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียดขึ้น

    จากการเปิดเผยของทางการเวียดนามเมื่อคืนวันอาทิตย์ รัฐบาลฮานอยคาดว่า มาตรการยกเลิกภาษีนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีผลไปจนถึงสิ้นเดือนเม.ย. นี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างทำร่างมาตรการดังกล่าวเพื่อดำเนินการเร็วๆ นี้ คาดว่า การยกเลิกภาษีจนถึงสิ้นเดือนเม.ย.

    สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว 21-32% นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐ และอิสราเอลกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ.69

    ‘อินโดนีเซีย’ จ่อเพิ่มงบอุดหนุนพลังงาน

    รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซีย เปอร์บายา ยูดี ซาเดวา เปิดเผยว่า อินโดนีเซียจะเพิ่มวงเงินงบประมาณส่วนการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันจัดสรรงบที่ 381.3 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 7.2 แสนล้านบาท) รวมถึงชดเชยให้บริษัทพลังงานของรัฐเปอร์ตามินา และบริษัทไฟฟ้า PLN สำหรับดำเนินมาตรการตรึงราคาน้ำมันบางประเภทและค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ประชาชนเข้าถึงได้

    เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานรายหนึ่ง เปิดเผยว่า อินโดนีเซีย ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลกอาจกลับมาพิจารณาแผนใช้น้ำมัน “B50” ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงผสมระหว่างไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม 50% และดีเซลทั่วไป 50%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1224455&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZJm7vTAw_1u2QsWyeObw4

  • เจาะขุมทรัพย์อภิมหาเศรษฐีไทยปี 2569 ใครรวยขึ้น-จนลง รู้แล้วจะหนาว!

    เจาะขุมทรัพย์อภิมหาเศรษฐีไทยปี 2569 ใครรวยขึ้น-จนลง รู้แล้วจะหนาว!

    นิตยสาร Forbes จัดอันดับมหาเศรษฐีทั่วโลกที่มีทรัพย์สินเกินพันล้านดอลลาร์ พบรายชื่ออภิมหาเศรษฐีไทยที่รวยขึ้นสวนกระแสเศรษฐกิจโลก

    เว็บไซต์ forbes ได้มีการจัดอันดับมหาเศรษฐีทั่วโลกที่มีทรัพย์สินมากกว่าหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แบบ Real Time ในปี 2569 พบรายชื่อมหาเศรษฐีไทยติดอันดับหลายคนที่มีทรัพย์สินมากขึ้น สวนภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังถดถอย โดยมีรายชื่อดังนี้

    1.นายธนินท์ เจียรวนนท์ วัย 86 ปี เจ้าสัวแห่งอาณาจักรเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ร่ำรวยเป็นอันดับ 1

    • ดำเนินผู้ผลิตอาหารสัตว์และปศุสัตว์รายใหญ่ที่สุดของโลก อีกทั้งยังมีทรัพย์สิน เช่น หุ้นในบริษัทประกันภัย Ping An ของจีน กลุ่มบริษัท CITIC ของฮ่องกง และบริษัทโทรคมนาคม True Corp อีกทั้งยังเป็นเจ้าของกิจการ Tesco ในประเทศไทย และมาเลเซียด้วย
    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 18,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 578,095,700,000 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 มีทรัพย์สินอยู่ที่ 15,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 144 ของโลก จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    2. นายสารัชถ์ รัตนาวะดี วัย 60 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ หนึ่งในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

    • ดำเนินธุรกิจด้านโทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ร่ำรวยเป็นอันดับ 2
    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 18,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 574,919,350,000.00 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีทรัพย์สินอยู่ที่ 12,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 171 ของโลก จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    3. นายเจริญ สิริวัฒนภักดี วัย 81 ปี ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย หรือที่ทุกคนเรียกกันดีว่า เบียร์ช้าง

    • ไม่เพียงแต่จะมีธุรกิจด้านเครื่องดื่มอย่างเดียว แต่ยังมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์อย่าง Fraser & Neave รวมถึงธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่
    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 12,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 387,514,700,000.00 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีทรัพย์สินอยู่ที่ 11,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 287 จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    4. นายจรัญ เจียรวนนท์ วัย 95 ปี พี่ชายคนโตในบรรดาพี่น้องสี่คนของตระกูลในกลุ่มบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ของไทย

    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 7,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 228,697,200,000 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีสินทรัพย์อยู่ที่ 6,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 590 จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    5. นางสมอุไร จารุพนิช วัย 72 ปี ร่ำรวยจากการถือหุ้น 8.42% ในบริษัทโฮลดิ้งของกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสัตว์และปศุสัตว์รายใหญ่ที่สุดของโลก

    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 4,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 149,288,450,000 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีสินทรัพย์อยู่ที่ 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 952 จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    6. นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ วัย 92 ปี เจ้าของธุรกิจโรงพยาบาล และการดูแลสุขภาพ

    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 123,877,650,000 บาท) ลดลงจากปี 2568 ที่มีสินทรัพย์อยู่ที่ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 1223 จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    7. นายเสถียร เสถียรธรรมะ วัย 71 ปี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอเครื่องดื่มชูกำลังคาราบาวแดงยอดนิยมของประเทศไทย

    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 101,643,200,000 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีสินทรัพย์อยู่ที่ 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 1384 จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    8. นายพงษ์เทพ เจียรวนนท์ วัย 74 ปี ผู้บริหารระดับสูงและรองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group)

    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 76,232,400,000 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีสินทรัพย์อยู่ที่ 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 1846 จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    9. นางสมศรี ล่ำซำ วัย 70 ปี ร่ำรวยจากการถือหุ้น 4.21% ในบริษัทโฮลดิ้งของกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสัตว์และปศุสัตว์รายใหญ่ที่สุดของโลก

    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (76,232,400,000 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีสินทรัพย์อยู่ที่ 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 1867 จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    10. นายมนัส เจียรวนนท์ วัย 70 ปี เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทเจริญโภคภัณฑ์กรุ๊ปของไทย ซีอีโอของบริษัทอาหารเจียไต๋ ได้รับความมั่งคั่งจากหุ้น 4.2% ในบริษัทโฮลดิ้ง CP Group

    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (76,232,400,000 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีสินทรัพย์อยู่ที่ 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 1868 จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/948284/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BPstbmy8xgAhvDVzCqjzi

  • สสว. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล-นวัตกรรมสีเขียวสู่ตลาดโลก

    สสว. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล-นวัตกรรมสีเขียวสู่ตลาดโลก

    สสว. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล-นวัตกรรมสีเขียวสู่ตลาดโลก

    วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.38 น.

    นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว. ตระหนักถึงความสำคัญของ SME ไทย ในฐานะกลไกหลักที่สร้างงานและรายได้มหาศาลให้กับประเทศ ขณะนี้กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเร่งปรับตัว ทั้งในด้านเทคโนโลยีและปรับตัวให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย โดย สสว. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดตัวโครงการ “Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต” ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพรอบด้าน ทลายอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการเติบโตของ SME ไทย โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมขั้นสูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจใหม่เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

    สำหรับโครงการมีแนวคิดหลักคือการมุ่งเป้าพัฒนาผู้ประกอบการ SME จำนวน 38 ราย ที่มีศักยภาพและความพร้อมในการยกระดับธุรกิจจากขนาด S ไปสู่มาตรฐานระดับ S+ ในอนาคต โดยครอบคลุมกลุ่มธุรกิจยุทธศาสตร์อย่างน้อย 2 สาขาหลักที่มีโอกาสเติบโตสูงในตลาดสากล อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) กลุ่มสุขภาพ ความงาม และเวชสำอาง (Health & Wellness, Cosmetics) ไปจนถึงกลุ่มเทคโนโลยี นวัตกรรม และกลุ่มธุรกิจบริการ (Service) นอกจากนี้ยังเป็นการคัดเลือกผู้ประกอบการส่วนหนึ่ง ที่ผ่านการคัดกรองคุณภาพธุรกิจจากโครงการของ สสว. มาแล้ว ทำให้มั่นใจได้ว่าโครงการนี้จะเป็นการต่อยอดขีดความสามารถที่ตรงจุดและเข้มข้นที่สุดเท่าที่เคยมีมา

    นางสาวปณิตา กล่าวว่า การดำเนินงานของโครงการ “Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต” จะมุ่งเน้นการวางรากฐานผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านด้วยดิจิทัล (Digital Transition) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อเปิดประตูโอกาสให้ SME ไทยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงทรัพยากรระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่ความพร้อมในการลงสนามแข่งขันในทุกระดับ ท่ามกลางกระแสความท้าทายจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบัน ต่อด้วยนวัตกรรมการสร้างแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และบริการ (Innovation Transition) และการปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) เพื่อยกระดับมาตรฐานธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์สากล

    สำหรับโครงการดังกล่าวยังถูกออกแบบมาเพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างระบบนิเวศธุรกิจ (Ecosystem)  ที่แข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบ ซึ่งจะช่วยพลิกโฉมหน้าของ SME ไทยจากการเป็นเพียงผู้ประกอบการที่ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ให้กลายเป็นกลุ่มผู้นำที่มีศักยภาพสูงในการร่วมกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ก้าวสู่อนาคตได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยมุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความมั่นคงในระยะยาว และสามารถส่งต่อคุณค่าของธุรกิจไปยังคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหน่วยร่วมดำเนินงานที่ได้รับมอบหมายจาก สสว. ได้นำนโยบายมาถ่ายทอดเป็นแนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME อย่างเป็นระบบ ผ่านกิจกรรมอบรมและกระบวนการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และเศรษฐกิจสีเขียว อันจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการยกระดับจากระดับ S ไปสู่ S+ ตามเป้าหมายของ สสว. เพื่อสร้างความพร้อมในการแข่งขันทั้งในประเทศและระดับสากลให้กับ SME ไทย

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/951763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00FmaKlTd3CCCDd_ZtqMDY

  • วิกรมเตือนปีนี้คนไทย ‘เตรียมเหนื่อย’ น้ำมันแพงกดเศรษฐกิจ อมตะชี้โอกาสรีเซ็ตองค์กร

    วิกรมเตือนปีนี้คนไทย ‘เตรียมเหนื่อย’ น้ำมันแพงกดเศรษฐกิจ อมตะชี้โอกาสรีเซ็ตองค์กร

    ‘วิกรม’ ชี้เกมภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนโลกการผลิต ‘อมตะ’ พร้อมรีเซ็ตองค์กร รับคลื่นทุนใหม่ กางโรดแมปปี 69 ตั้งเป้าขายที่ดิน 2,800 ไร่ใน 3 ประเทศ เตือนเศรษฐกิจไทยเตรียมรับแรงกระแทกน้ำมัน แนะรัฐดึงทุนโลกหนีสงครามย้ายฐานมาไทย

    วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญ ‘ความไม่แน่นอน’ จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามการค้า ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์ ราคาพลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวกลับกลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเร่งมองหาฐานการผลิตใหม่ที่มีเสถียรภาพ

    “อาเซียนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและระบบนิเวศธุรกิจที่ครบวงจร ภูมิภาคนี้จึงมีศักยภาพสูงในการรองรับการลงทุนระลอกใหม่” วิกรมกล่าว

    รีเซ็ตองค์กร-เพิ่มสปีดการตัดสินใจ

    ทั้งนี้ เพื่อรองรับการขยายตัวของการลงทุนในภูมิภาค กลุ่มอมตะจึงเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี โดยดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีมบริหาร เพื่อยกระดับการดำเนินงานสู่มาตรฐานสากล

    สำหรับโครงสร้างใหม่ บริษัทมุ่งเน้น 3 แกนสำคัญ ได้แก่

    1. Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ

    2. Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

    3. Scale Up รองรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และเมกะโปรเจ็กต์

    สำหรับผลกระทบและการปรับตัวต่อสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้วยการขาดเสถียรภาพและกฎเกณฑ์ของโลก ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวม เพราะโลกในปัจจุบันเริ่มไม่มีกฎเกณฑ์หรือหลักการที่แน่นอน แต่ใช้การตัดสินใจตามอำเภอใจมากขึ้น

    แม้ประเทศไทยจะอยู่ห่างไกลจากจุดสู้รบและไม่ได้รับผลกระทบทางตรงจากการสู้รบ แต่จะได้รับผลกระทบหนักในด้านเศรษฐกิจเนื่องจากไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึงกว่า 90% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพในไทยสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่เงินทุนและการลงทุนในประเทศยังไม่เข้มแข็ง

    วิกรมแนะอีกว่า ปีนี้ให้ ‘เตรียมเหนื่อย’ และต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย โดยให้หลีกเลี่ยงการซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็น และควรหลีกเลี่ยงการลงทุนใหม่ ๆ ในช่วงนี้ เพื่อรอดูสถานการณ์ และเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

    โดยดึงดูดกลุ่มเศรษฐีและเงินทุนในขณะที่เกิดสงคราม เช่น กรณีอิหร่าน กลุ่มเศรษฐีในประเทศเหล่านั้นย่อมต้องการย้ายเงินทุนและทรัพยากรไปยังที่ที่ปลอดภัย จึงเสนอให้รัฐบาลไทยประกาศนโยบายที่ชัดเจนเพื่อดึงดูดเงินทุน ความรู้ (Know-how) และกลุ่มคนที่มีศักยภาพเหล่านี้ให้เข้ามาในไทย

    ตั้งงบลงทุน 1 หมื่นล้าน ขายที่ดิน 2,800 ไร่

    สำหรับแผนการลงทุนปี 2569 บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม รองรับการลงทุนใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค โดยตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ใน 3 ประเทศหลัก ได้แก่

    1. ประเทศไทย 1,650 ไร่ เน้นดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    2. เวียดนาม 550 ไร่ รองรับการย้ายฐานการผลิตจากจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล

    3. สปป.ลาว 600 ไร่ พัฒนาเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางบก เชื่อมโยงการค้าในภูมิภาค

    ดันโมเดล ‘Industrial City’

    นอกจากการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม บริษัทอยู่ระหว่างปรับบทบาทสู่การเป็นผู้พัฒนา ‘Industrial City’ หรือเมืองอุตสาหกรรมสมบูรณ์แบบ ที่ผสานโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา ‘All Win’ มุ่งสร้างการเติบโตที่สมดุลระหว่างนักลงทุน ภาคธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

    โมเดลดังกล่าวจะครอบคลุมบริการและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า เทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานสะอาด สถานศึกษา ที่อยู่อาศัย โรงแรม รวมถึงศูนย์บริการราชการเบ็ดเสร็จ (Government All-Service Center) เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร

    ‘คลื่นทุนจีน’ หนุนดีมานด์นิคมเวียดนาม-ไทย

    วิกรม กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าของอมตะกว่า 70% เป็นนักลงทุนจากจีน หรือบริษัทที่มีฐานการผลิตในจีน โดยมีแรงผลักจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทำให้ผู้ประกอบการจีนต้องย้ายฐานการผลิตมายังประเทศในอาเซียน

    ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังระบุว่า จีนเป็นประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยมากที่สุด คิดเป็น 41% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด โดยกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

    “เฉพาะนิคมอุตสาหกรรมอมตะในจังหวัดระยอง ปัจจุบันมีโรงงานจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตแล้วประมาณ 300 แห่ง”

    ‘เวียดนาม-สปป.ลาว’ เนื้อหอม

    วิกรม ประเมินการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนในภูมิภาคว่า เวียดนามเป็นประเทศที่เติบโตโดดเด่นที่สุด จากผู้นำ โต ลัม นโยบายภาครัฐ การควบรวมกระทรวงทำให้ง่ายต่อการลงทุน ความชัดเจนและต่อเนื่องการเมือง

    ปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมเกือบ 500 แห่ง พื้นที่รวมกว่า 8 แสนไร่ และมีแผนขยายเป็น 1.3 ล้านไร่ในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าเศรษฐกิจเติบโตสูงถึง 10%

    สำหรับผลประกอบการของอมตะในเวียดนามปีที่ผ่านมา มีกำไรสุทธิเติบโตถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2567

    ขณะที่ สปป.ลาว ใช้จุดแข็งด้านสิทธิประโยชน์ภาษีเป็นแรงจูงใจนักลงทุน เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 30 ปี และเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียง 5% รวมถึงมีข้อได้เปรียบด้านพลังงานสะอาด เนื่องจาก 95% ของไฟฟ้ามาจากพลังงานสีเขียว

    ชี้ไทยได้เปรียบทำเล แต่ต้องเร่งปรับ ‘นโยบาย’

    วิกรม ย้ำว่า “แม้การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมสำคัญของภูมิภาค ทั้งรถไฟความเร็วสูงและทางหลวงที่เชื่อมจีนผ่านไทยไปยังประเทศต่างๆ ในอาเซียน”

    นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านความปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ เช่น ไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหว รวมถึงวัฒนธรรมและคุณภาพชีวิตที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

    อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงนโยบายและกฎระเบียบด้านการลงทุน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

    โดยอาจศึกษาตัวอย่างจากประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ดูไบ สิงคโปร์ หรือฮ่องกง ซึ่งมีกฎหมายเอื้อต่อการลงทุนและการทำธุรกิจ

    “ประเทศไทยมีศักยภาพทุกอย่างอยู่แล้ว ทั้งทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรมนุษย์ สิ่งสำคัญคือการกำหนดนโยบายให้เอื้อต่อการแข่งขันในการดึงดูดนักลงทุน” วิกรม กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/vikrom-amata-investment-asean/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dKjCBh7QIDbl6f1jCPrH7

  • ภาคเอกชนเชียงใหม่ห่วงสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาน้ำมันพุ่งกระทบเศรษฐกิจ

    ภาคเอกชนเชียงใหม่ห่วงสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาน้ำมันพุ่งกระทบเศรษฐกิจ

    สถานการณ์สงครามในพื้นที่ตะวันออกกลางในตอนนี้ยังต้องมีการจับตากันอย่างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายฝ่ายก็หวั่นใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะยังไม่จบในเร็ววันนี้ หากยืดเยื้อก็จะส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยมากยิ่งขึ้นในแง่ของราคาพลังงานที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้น และอาจจะทำให้ราคาข้าวของอุปโภค บริโภคแพงขึ้น รวมถึงสภาพเศรษฐกิจในภาพรวม ทำให้หลายภาคส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้แสดงความคิดเห็นว่าอยากจะให้สถานการณ์จบลงโดยเร็วที่สุด หากสถานการณ์ยกระดับความรุนแรงจะส่งผลต่อเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างแน่นอน

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จากสถานการณ์การสู้รบดังกล่าวทางหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่มีความเป็นห่วงในหลายประเด็น สิ่งแรกคือเรื่องของราคาน้ำมันที่อาจจะมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น หากน้ำมันแพงขึ้นราคาที่ใช้ในการขนส่งทั้งระหว่างประเทศก็มากขึ้นด้วย เพราะการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางมายังเอเชียจะต้องอ้อมทำให้ต้นทุนในการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น

    “ดังนั้นจะต้องมีการติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับราคาน้ำมันกันอย่างต่อเนื่อง ส่วนการเดินทางด้วยสายการบิน เที่ยวบินจำนวนมากก็ต้องมีการระงับเอาไว้ก่อน เพราะกังวลใจในเรื่องของความปลอดภัย รวมถึงชาวต่างชาติที่จะเดินทางมายังเอเชียหรือประเทศไทยก็ต้องเปลี่ยนเส้นทางอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นซึ่งก็อาจจะทำให้มีผลต่อการตัดสินใจ”

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo01.jpg

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ดร.กอบกิจ กล่าวต่อว่า ในส่วนของผู้ประกอบการก็ต้องมีการติดตามและพร้อมที่จะปรับตัวเช่นกัน ซึ่งก็มีการคาดการณ์ออกเป็นสามระยะ ในระยะสั้นสามถึงหกเดือนหากราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้นคาดว่าผู้ประกอบการรายย่อย น่าจะยังสามารถแบกรับต้นทุนได้อยู่ แต่ก็น่าห่วงว่าหลังจากนั้นจะสามารถแบกรับต้นทุนได้นานเท่าไหร่

    ระยะกลาง 6 เดือนถึงหนึ่งปี จังหวัดเชียงใหม่จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นซึ่งจะกระทบกับการท่องเที่ยวโดยตรง เพราะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางจะหายไป และนักท่องเที่ยวจากโซนยุโรปที่ต้องต่อเครื่องที่ตะวันออกกลางก็อาจจะลดลงเช่นกัน ทำให้ค่าใช้จ่ายแพงขึ้นเพราะต้องมีการเปลี่ยนเส้นทาง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ จากเดิมเฉลี่ย 10 วันอาจจะเหลือเพียง 6-7 วันเท่านั้น และที่น่าห่วงคือผู้ประกอบการรายย่อยอาจจะไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ส่งผลให้ต้องมีการปรับราคาสินค้า เพราะไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น ค่าไฟฟ้าเองก็มีแนวโน้มที่จะปรับราคาขึ้นด้วย

    ระยะยาวคือสงครามยืดเยื้อมากกว่า 1 ปีขึ้นไป คาดว่าราคาพลังงานและข้าวของจะแพงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสวนทางกับรายได้และค่าใช้จ่าย ทำให้เกิดความไม่สมดุลกัน จุดนี้ถือว่าน่าเป็นห่วงเป็นอย่างมาก ทั้งประชาชนและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศไทยก็จะย่ำแย่ลง

    สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือสงครามขยายวงกว้างเพิ่มมากขึ้นไปในหลายประเทศถือเป็นสิ่งที่ไม่อยากจะให้เกิดขึ้น

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo07.jpg

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo03.jpg

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ดร.กอบกิจ กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการจะต้องมีการเตรียมรับมือ สิ่งแรกคือต้องพยายามควบคุมต้นทุนให้ได้ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นลงและบริหารจัดการเชื้อเพลิงทั้งน้ำมันและไฟฟ้าให้คุ้มค่าที่สุด ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางถึงใหญ่อาจจะต้องมีการพิจารณาและปรับเปลี่ยนใช้พลังงานทดแทนอย่างโซลาร์เซลล์มากขึ้น ในส่วนของตลาดปัจจุบันนี้คงไม่สามารถพึ่งพาตลาดในตลาดหนึ่งได้ จะต้องมีการหาและเจาะตลาดอื่นๆ เพิ่มเติม ทั้งในส่วนของการท่องเที่ยวและการค้าขายสินค้า อาจเป็นตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างความร่วมมือกันเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันดีกว่ามาแข่งขันกันเอง

    “สำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็คาดว่าจะสามารถเตรียมการรับมือสถานการณ์ดังกล่าวได้ เพราะเป็นการทำงานต่อเนื่อง ควรจะมีการเตรียมพลังงานไว้ให้เพียงพอมีการเติมพลังงานเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่นเพิ่มเติมเข้ามา และต้องมีการทำอย่างต่อเนื่อง

    อยากจะฝากให้รัฐบาลพิจารณาว่าจะสามารถหรือไม่ ในการปรับอัตราค่าน้ำมันหรือค่าไฟฟ้า ให้ตรึงราคาเอาไว้ให้ได้นานที่สุดและออกมาตรการช่วยเหลือ”

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo08-1.jpg

    ด้าน สมิต ทวีเลิศนิธิ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้นึกถึงบรรยากาศช่วงวิกฤตโควิด-19 ชาว SME และภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนขั้นสุด ทั้งการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ค่าระวางเรือพุ่งกระฉูด และวัตถุดิบขาดแคลน

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo V02.jpg

    สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ ความไม่แน่นอนที่เราควบคุมไม่ได้ ดังนั้นต้องมีการเพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนรับมือกันอย่างจริงจัง จึงอยากนำ 8 แนะนำให้พี่น้อง SME และสมาชิกสภาอุตสาหกรรมฯได้ลองนำไปปรับใช้สำหรับธุรกิจ

    1.กระแสเงินสดคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด

    สถานการณ์ตอนนี้สามารถลุกลามได้เสมอ บทเรียนจากโควิดสอนเราว่า ท่ามกลางวิกฤตสภาพคล่องสำคัญกว่ากำไรเราต้องเตรียมพร้อมเรื่องเงินสดและวงเงินสำรองฉุกเฉินให้พร้อมที่สุด เพื่อรองรับแรงกระแทกจากต้นทุนที่อาจพุ่งสูงขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว

    2.วางแผนรับมือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

    เมื่อเงินซื้อน้ำมันไม่ได้ในเชิงทฤษฎีบริหารความเสี่ยง เราต้องมองให้ลึกกว่าแค่เรื่องราคาแพง หากสงครามกระทบแหล่งผลิตพลังงาน น้ำมันอาจถูกจำกัดและจัดสรรโควตา เหมือนยุคที่หน้ากากอนามัยหรือวัคซีนขาดแคลนช่วงโควิด ต่อให้มีเงินก็อาจเติมน้ำมันเพื่อส่งของไม่ได้ ความเสี่ยงนี้จะยิ่งทวีคูณ หากเราพึ่งพาซัพพลายเออร์หรือมีลูกค้าหลักในต่างประเทศ

     3.Shift จาก “Just-in-Time” เป็น “Just-in-Case”: นับเฉพาะของที่มีในมือช่วงเวลานี้ ทฤษฎีสต็อกแบบเป๊ะๆ (Just-in-Time) อาจทำเราสะดุดได้ ให้ประเมินศักยภาพการผลิตจากวัตถุดิบที่มีอยู่ในคลังจริงๆเป็นหลัก เพราะสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนอาจทำให้ตู้ถูกดองหรือเที่ยวเรือถูกยกเลิกได้ตลอดเวลา การนับเฉพาะของที่แน่นอนแล้ว จะทำให้เรารู้แน่ชัดว่า เรามีของพอผลิตป้อนลูกค้าได้อีกกี่เดือน หากซัพพลายเชนโลกหยุดชะงัก

    4.สื่อสารซัพพลายเออร์ และเร่งนำเข้าวัตถุดิบ บนพื้นฐานกระแสเงินสดเราต้องเริ่มจับเข่าคุยกับซัพพลายเออร์อย่างใกล้ชิด และตัดสินใจเร่งนำเข้าวัตถุดิบสำคัญล่วงหน้าเข้ามาตุนไว้ส่วนหนึ่ง การมีของในโกดังทำให้อุ่นใจกว่า  แต่ต้องรักษาสมดุลให้ดี ไม่ตุนจนเงินสดจม

    5.จัดการพฤติกรรมการแห่ซื้อและกักตุนสินค้าเกินความจำ ต้องบริหารความคาดหวังลูกค้า เมื่อข่าวออก ลูกค้าจะเริ่มตื่นตระหนกและเร่งสั่งของ เข้ามาพร้อมๆ กันทุกเจ้า สิ่งที่ทีมขายและผลิตต้องทำคือ อย่ารับปากไปก่อนเช็คความพร้อม เราต้องเจรจา แบ่งโควตากำลังการผลิต วางแผนทำ OT อย่างรัดกุม และที่สำคัญคือต้องดูแลลูกค้ารายสำคัญก่อน พร้อมกับบริหารความคาดหวังอย่างตรงไปตรงมา

     6.ระวังกับดักBullwhip Effect เตรียมรับมือความเงียบหลังพายุ ข้อนี้สำคัญมาก “ทฤษฎีแส้ม้า” บอกเราว่า ออเดอร์ที่ทะลักเข้ามาตอนนี้ ส่วนหนึ่งคือ “อุปสงค์เทียม” ที่ลูกค้าดึงอนาคตมาตุนไว้ เมื่อเราเร่งผลิตและขายจนหมด พายุลูกต่อไปคือความเงียบ ดังนั้น เมื่อขายได้เงินมาช่วงนี้ ต้องรักษากระแสเงินสดไว้ให้มั่น เพื่อหล่อเลี้ยงบริษัทในยามที่ออเดอร์หดตัวในเดือนถัดๆ ไป

    7.แข่งกับเวลา ขยับก่อนโลจิสติกส์คอขวด

    ตอนนี้ระบบขนส่งอาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบเต็มที่ เราต้องใช้หน้าต่างแห่งโอกาสนี้ เร่งนำเข้าหรือส่งออกให้เร็วที่สุด ก่อนที่ปัญหาจะพอกพูนจนเกิดภาวะตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนหรือท่าเรือแออัดซ้ำรอยวิกฤตโควิด

    8.ดูแลคนของเรา สวัสดิการและการปรับตัว

    วิกฤตพลังงานจะกระทบค่าครองชีพของพนักงานโดยตรง ควรมีการเตรียมงบประมาณก้อนหนึ่งไว้เป็นสวัสดิการ สนับสนุนค่าใช้น้ำมันให้พนักงาน และเริ่มรณรงค์ระบบนั่งรถมาทำงานด้วยกัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัว เพราะเมื่อพนักงานหลังบ้านเราแข็งแรง เขาถึงจะมีแรงมาช่วยเราฝ่าวิกฤตหน้าบ้านได้ วิกฤตการณ์โลกเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การเตรียมความพร้อม คือสิ่งที่เราเลือกทำได้ทันที

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo05.jpg

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ขณะที่หนึ่งในผู้ประกอบการรถตู้รับจ้างรับ-ส่งผู้โดยสารแบบไม่ประจำทาง ให้ข้อมูลว่า ในตอนนี้สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางก็ยังไม่ได้มีผลกระทบโดยตรง อาจจะมีบ้างในส่วนของน้ำมันช่วงก่อนหน้านี้ที่จะต้องไปหาปั๊มที่น้ำมันไม่หมด หรือต่อคิวเพื่อเติมน้ำมันนานขึ้น ซึ่งก็จะกระทบกับระยะเวลาในการเดินทางของลูกค้า

    ส่วนการขึ้นราคาน้ำมันในอนาคตก็จะกระทบกับการจ้างงานอยู่พอสมควร หากเป็นแบบที่ลูกค้าจ่ายค่าน้ำมันเองทุกครั้งก็จะกระทบในส่วนที่ลูกค้าอาจจะลดการเดินทางหรือระงับการเดินทางเอาไว้ก่อน เนื่องจากค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ส่วนหากเป็นแบบเหมาที่รวมค่าจ้างเข้ากับราคาน้ำมันแล้วก็อาจจะต้องมีการปรับขึ้นเล็กน้อยตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งก็ต้องมีการอธิบายให้กับลูกค้าได้ทราบถึงที่มาที่ไปของการขึ้นราคา

    “อย่างไรก็ตามก็อยากจะให้รัฐบาลช่วยตรึงราคาน้ำมัน และดูแลค่าของชีพของประชาชนให้สูงเกินไปเพราะหากประชาชนมีเงินในกระเป๋าน้อยมันก็จะกระทบกับเศรษฐกิจทั้งระบบ”

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo09-1.jpg

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo10.jpg

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo11.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/chiang-mai-is-concerned-that-a-prolonged-conflict-in-the-middle-east-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VR9bs2-37HGNZeb9c4pvb

  • “สงครามอิหร่าน” ทุบเศรษฐกิจทั่วโลก เสี่ยงซ้ำรอยศึกรัสเซีย-ฉุดจีดีพีไทย1%

    “สงครามอิหร่าน” ทุบเศรษฐกิจทั่วโลก เสี่ยงซ้ำรอยศึกรัสเซีย-ฉุดจีดีพีไทย1%

    ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากสถานการณ์สงครามอิหร่าน กำลังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเป็นหลัก และผลกระทบไม่เพียงแค่ความขัดแย้งยืดเยื้อ 

    ขณะที่ผลกระทบที่ตามมาคือต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าที่จะปรับตัวสูงขึ้น และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพตลาดการเงิน การท่องเที่ยว และการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปด้วย

    ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และอดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า สถานการณ์สงครามอิหร่านขณะนี้น่าห่วงอย่างมากต่อประเทศไทย 

    รวมทั้งที่เห็นชัดเจนคือราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว ทำให้ประเทศไทยยากที่หลีกเลี่ยงผลกระทบได้ เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศในปริมาณมาก

    สิ่งที่ตามมา คือ ผลกระทบต่อราคาสินค้าที่จะต้องปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานในระยะข้างหน้า เนื่องจากมองว่าแม้รัฐบาลไทยจะสามารถเข้ามาช่วยเหลือหรือพยุงสถานการณ์ได้ แต่อาจทำได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากเรามีข้อจำกัดด้านงบประมาณและต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเป็นหลัก

    “เรามีข้อจำกัดในการอุดหนุนเรื่องราคาน้ำมัน กองทุนน้ำมันในอดีตติดลบไปกว่า 1 แสนล้านบาท ถ้าเป็นอย่างนั้นในที่สุดก็อาจถึงจุดที่รัฐบาลอาจจะต้องหยุดการช่วยเหลือ สิ่งนี้จะนำไปสู่ภาวะที่ของกินของใช้มีราคาแพงขึ้นอย่างแน่นอน”

    อย่างไรก็ตาม สงครามอิหร่านครั้งนี้หากสถานการณ์ยืดเยื้อ สิ่งที่น่าห่วงคือสุดคือ อาจนำไปสู่เหตุการณ์ “ก่อการร้าย”กระจายไปทั่วโลก เนื่องจากอิหร่านเป็นประเทศที่มีอิทธิพลสูงและมีเครือข่ายสายสัมพันธ์อยู่ทั่วโลก

    ซึ่งอาจทำให้กิจกรรมต่างๆทั้งการลงทุน การเดินทางต่างๆอาจหยุดชะงักและลำบากมากขึ้น คนจะกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะโรงแรมต่างๆอาจถูกกระทบ
    หวั่นตลาดทุนผันผวนยืดเยื้อ

    ในด้านตลาดทุน จะมีความผันผวนค่อนข้างมาก หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้ออาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้และความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐส่งผลให้ราคาตกและทำให้อัตราดอกเบี้ยโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มูลค่าสินทรัพย์หรือหลักประกันต่างๆจะเสื่อมค่าลง

    อย่างไรก็ตามในด้านเศรษฐกิจไทยเดิมคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น เนื่องจากทีมงานของรัฐบาลชุดนี้มีลักษณะที่เป็นมืออาชีพแต่เมื่อเกิดวิกฤตินี้ขึ้นทีมรัฐบาลจะต้องทำงานหนักขึ้นหลายเท่า

    “ความผันผวนจะอยู่กับเราไปอีกนาน และการรบครั้งนี้มีแนวโน้มจะยาวนานกว่าที่หลายคนคิด เมื่อเปรียบเทียบกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรงกว่าแง่ของราคาพลังงาน เพราะน้ำมันจำนวนมหาศาลต้องขนส่งผ่านพื้นที่นี้” 

    ทั้งนี้ แม้จะยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเป็นสงครามโลกหรือไม่ เพราะขึ้นกับการตัดสินใจของมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซีย แต่ความน่ากลัวนั้นมีอยู่จริงหากมีการขยายวงกว้างขึ้น

    • เสี่ยงซ้ำรอยรัสเซีย-ยูเครนฉุดจีดีพีไทย0.5-1%

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า ระดับราคาน้ำมันที่ประมาณ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นจุดที่เริ่มเข้าสู่ระดับอันตราย

    และเป็นระดับราคาที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายด้าน และยังต้องติดตามใกล้ชิดว่าสถานการณ์สงครามจะยืดเยื้อหรือไม่

    ทั้งนี้ มองว่าหากประเมินผลกระทบ อาจต้องย้อนกลับไปดูกรณีเหตุการณ์สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่มีลักษณะคล้ายกัน เนื่องจากเป็นสงครามที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานอย่างมาก

    โดยช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันโลกเคยปรับตัวขึ้นไปอยู่ในระดับประมาณ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยืนระยะดังกล่าวยาวนานถึง 4 เดือนก่อนค่อย ๆ ปรับลดลง ซึ่งเหตุการณ์นั้นมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก 

    รวมถึงเศรษฐกิจไทยอย่างน้อย 2-3 ด้าน ด้านแรกคือผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและต้นทุนพลังงานในประเทศ รวมถึงราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศ

    • “กอบศักดิ์”ห่วงผลกระทบเงินเฟ้อ

    ผลกระทบที่ตามมาคือ เรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการในหลายประเทศ และเมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธนาคารกลางของหลายประเทศก็จะเริ่มมีความกังวล และอาจต้องตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

    เช่นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ทั่วโลก ให้ปรับตัวลงต่อเนื่องหลังธนาคารกลางต่างๆเริ่มดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ตลาดการเงินก็เริ่มเผชิญแรงกดดัน หลายสินทรัพย์ปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก

    “ปัจจุบันตลาดโลกก็ยังมีการสะสมความเปราะบางในหลายส่วนและหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มองว่าเงินเฟ้อกลับมาเป็นปัญหาอย่างชัดเจน ก็อาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายที่เข้มงวด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ทั่วโลกได้อีกครั้ง สิ่งที่กังวลมากที่สุดคือหากสถานการณ์บานปลายความขัดแย้งเพิ่มขึ้น เริ่มโจมตีต่อแท่นขุดเจาะน้ำมัน โรงกลั่น คลังน้ำจืดเพิ่มขึ้นผลกระทบที่ตามจะรุนแรงมาก”

    ดังนั้นผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหากเผชิญเหตุการณ์คล้ายสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งไทยอาจต้องใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมากเพื่อพยุงราคาพลังงานภายในประเทศ ซึ่งในอดีตใช้เงินกองทุนน้ำมันถึง 2 แสนล้านบาท

    แต่สิ่งที่น่าห่วงคือประเทศไทยมีข้อจำกัดเรื่องการใช้งบประมาณ การกู้เพิ่มขึ้น เนื่องจากใกล้ติดเพดานหนี้สาธารณะ ทำให้เรื่องนี้น่าห่วงมากขึ้น
    อย่างไรก็ตาม

    หากดูผลกระทบในอดีต ตอนสงครามรัสเซียยูเครนผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ราว 0.5-1% และมองว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อจากนี้โอกาสที่จะเห็นราคาน้ำมันแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาเรล มีโอกาสแน่นอน

    • เงินบาทอ่อนค่าเร็วสุดในภูมิภาค

    นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เงินบาทอ่อนค่าเหนือ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ เพราะนักลงทุนกังวลว่าผลกระทบสงครามต่อตลาดพลังงานจะรุนแรงกว่าคาด

    โดยราคาน้ำมันดิบ (Brent) พุ่งขึ้นเหนือ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีข่าวว่าประเทศในกลุ่ม Middle East เช่น UAE คูเวต และอิรัก ลดการผลิตน้ำมันลง หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือแนวโน้มราคาน้ำมัน หากราคา Brent oil ยังอยู่ในระดับ 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินบาทอาจอยู่ที่ราว 32.00-32.50 โดยในกรณีนี้ มองว่าการลุกลามของสงครามจะยังไม่เร่งตัวไปมาก

    แต่หากราคา Brent oil สูงขึ้นสู่ระดับ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY)สูงขึ้นกว่า 105 คาดว่าเงินบาทอาจขึ้นไปใกล้เคียง 33.00 ได้

    สำหรับประเด็นในประเทศ หากภาครัฐใช้มาตรการช่วยประคองราคาน้ำมันในประเทศ อาจทำให้ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและประคอง Sentiment ต่อค่าเงินบาทได้บ้าง

    • โอสถสภา”ชี้น้ำมัน150ดอลล์ฉุดกำไร1-2%

    นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนางสาวรติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officerบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP กล่าวว่า จากสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐ อิสราเอลและอิหร่าน กระทบราคาน้ำมันสูงขึ้น และอาจมีผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าของบริษัท

    โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานก๊าซธรรมชาติ (แอลเอ็นจี) ที่ใช้สำหรับโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว

    ทั้งนี้ การบริหารจัดการเบื้องต้น บริษัทมีการทำสัญญากับ ปตท.ในการล็อกราคาพลังงานไว้ 2 สัญญาถึงปี 2571 และถึงปี 2572 โดยการปรับราคาขึ้นลงจะอิงกับสูตรของพลังงานด้วย ปัจจุบันเดินเครื่องเตาหลอมการผลิตขวดแก้วเพียง 2 เตา จากเดิมมี 7 เตา ยังส่งผลให้การบริหารจัดการดีขึ้น มีประสิทธิภาพดีขึ้นด้วย

    นอกจากนี้ บริษัทยังมีการเกาะติดราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด และประเมินผลกระทบต่อธุรกิจ หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแตะระดับ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และขยับขึ้นไม่เกิน 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลต่อต้นทุนเพิ่มขึ้น 20% และจะฉุดการทำกำไร 1-2%

    บริษัทยังประเมินราคาน้ำมันขั้นสุด (เอ็กซ์ตรีม) หากแตะถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลด้วย แต่คาดว่าราคาน้ำมันจะพุ่งไม่เกิน 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    “เรามีการประเมินราคาน้ำมัน เหมือนตอนเกิดการสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2566 ที่น้ำมันพุ่งแตะ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างรวดเร็ว แต่ปรับลงเร็ว เนื่องจากเหตุการณ์ไม่ยืดเยื้อ และคาดการณ์การสู้รบสหรัฐ อิหร่าน จะไม่ยืดเยื้อยาวนานเช่นกัน” 

    สำหรับช่องแคบฮอร์มุซสามารถผ่านได้แต่ต้องมีเรือนำขบวน โดยภาพรวมบริษัทจึงจับตาราคาน้ำมันหากไม่เกิน 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกระทบต้นทุน 20% และต้นทุนพลังงานยังคิดเป็น 20% ของต้นทุนทั้งหมดด้วย

    ส่วนจะส่งผลต่อราคาสินค้า เงินเฟ้อ อาจเร็วเกินไปจะประเมิน แต่บริษัทจะตรึงราคาสินค้าไว้ และยืนยันไม่มีนโยบายขึ้นราคาสินค้า

    • โลจิสติกส์ส่อต้นทุนพุ่งกระทบส่งออก

    อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อแผนการส่งออกสินค้าของโอสถสภา โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ส่วนบุคคล (เพอร์ซันนอลแคร์) ที่กำลังจะบุกตลาดตะวันออกกลาง อาจล่าช้าออกไป และยังส่งผลต่อด้านโลจิสติกส์ส่งสินค้าไปยังต่างประเทศ ที่ต้องใช้เส้นทางอ้อม รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 20%

    “โลจิสติกส์ต้องใช้เส้นทางขนส่งอ้อมเล็กน้อย ส่วนราคาสินค้าที่ขายในตะวันออกกลางเราเทียบเคียงกับตลาดยุโรป คือราคาขายสูงกว่าเอเชีย จึงยังทำกำไรได้ดี และหวังว่าสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐ-อิหร่านจะเกิดขึ้นระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ฐานตลาดต่างประเทศบริษัทยังเล็ก หากยังจังหวะไม่ใช่ เราจะยังไม่ไป เราจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุด”

    นายรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด กล่าวว่า การสู้รบระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน เป็นสิ่งที่บริษัทไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น และยากจะจะคาดเดาว่าจะส่งผลกระทบต่อโลกและไทยมากน้อยแค่ไหน จะจบอย่างไร และจะมีผลต่อความรู้สึกของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าหรือไม่ เพราะหากลูกค้าประหยัด ระมัดระวังจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อธุรกิจสินค้าความงาม (บิวตี้) อย่างมาก

    นอกจากนี้ การสู้รบของสหรัฐ-อิหร่าน ยังส่งผลต่อราคาพลังงานน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก (แพ็กเกจจิ้ง) ของศรีจันทร์ หากราคาพุ่งขึ้นย่อมน่าเป็นห่วงต้นทุนธุรกิจ 

    อีกส่วนคือต้นทุนโลจิสติกส์ กรณีสายเรือถูกตัดขาด เดินเรือไม่ได้ ที่ผ่านมามีบทเรียนใหญ่จากเรือขนส่งขนาดใหญ่เกยตื้นและขวางคลองสุเอซ ส่งผลให้ค่าระวางเรือ (เฟรท) ขยับจาก 1,000 ดอลลาร์ พุ่งแตะ 8,000 ดอลลาร์

    “ต้นทุนโลจิสติกส์ที่พุ่งสินค้าชิ้นเล็กอย่างบิวตี้ ได้รับผลกระทบน้อยกว่าชิ้นใหญ่ ส่วนราคาน้ำมันหากพุ่งขึ้น กระทบต้นทุนแพ็กเกจจิ้ง ระยะสั้นเราคงไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภค”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1224444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LIE4D1m-DXWx14oXgnS7B

  • “เอกนิติ” ชูเศรษฐกิจสีเขียวฝ่าวิกฤติ

    “เอกนิติ” ชูเศรษฐกิจสีเขียวฝ่าวิกฤติ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญความท้าทายใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ด้วยการนำมาตรการภาษีและพลังงานมาเป็นเครื่องมือต่อรอง, การก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิกฤติสิ่งแวดล้อม หรือภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น

    “หากเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกว่าวิกฤติไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก รวมถึงวิกฤติพลังงาน เราก็เคยผ่านมาแล้ว แต่จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะวิกฤติพลังงานที่กลับมาอีกครั้ง ดังนั้นต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่ได้อย่างไร”

    วิกฤติที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวใน 3 ด้านหลัก คือ 1.การเร่งลงทุนพลังงานสะอาด โดยรัฐบาลเป็นผู้ลงทุนสนับสนุนการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ หรือ Direct PPA และการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลงทุนในสายส่งไฟฟ้า ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ ที่ขณะนี้มีต่างชาติสนใจย้ายฐานการลงทุนเข้ามาในไทยและในอาเซียนมากขึ้น

    2.การปรับตัวทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ให้บริษัทขนาดใหญ่ให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจขนาดเล็ก ผ่านโครงการพี่ช่วยน้อง โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เหมาะสม ที่เน้นการให้สิทธิประโยชน์ที่มิใช่ภาษีอากรแก่ภาคเอกชน ในการปรับปรุงเทคโนโลยี 3.การปรับตัวสู่อุตสาหกรรมสีเขียวและเศรษฐกิจสีเขียว เป็นสมาร์ทอินดัสทรี โดยรัฐบาลส่งเสริมให้มีการใช้เอทานอล ที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลังในประเทศนำมาผสมในน้ำมันมากขึ้น ช่วยยกระดับสินค้าเกษตร ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากทุ่นลอยน้ำ (Floating Solar) และสามารถรับมือกับภัยพิบัติที่รุนแรงและรวดเร็วมากขึ้น

    “ปีนี้ประเทศไทยจะเผชิญกับภัยแล้งรุนแรง หลังจากปีที่ผ่านมา เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ในหลายพื้นที่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2918885&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ICe9LVZSIrDbTkdS2hKqf