Category: เศรษฐกิจ

  • ‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 34.29 จุด นักลงทุนวิตกกังวลวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจ

    ‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 34.29 จุด นักลงทุนวิตกกังวลวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจ

    ‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 34.29 จุด นักลงทุนวิตกกังวลวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจ

    ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (10 มี.ค.) หลังจากที่นักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง 

    และความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น (Stagflation) 

    แม้ว่าในช่วงแรกตลาดจะได้แรงหนุนจากความหวังที่ว่าสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่านอาจใกล้ยุติลง

    • ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 47,706.51 จุด ลดลง 34.29 จุด หรือ -0.07%
    • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,781.48 จุด ลดลง 14.51 จุด หรือ -0.21% 
    • ดัชนีดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,697.10 จุด เพิ่มขึ้น 1.16 จุด หรือ +0.01%

    โดยช่วงแรกตลาดดีดตัวขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุว่า การทำสงครามกับอิหร่านจะยุติลงในเร็ว ๆ นี้ แต่นักลงทุนลดความคาดหวังในเรื่องดังกล่าว หลังจากทรัมป์ได้แสดงปฏิกิริยาต่อการที่อิหร่านวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยการขู่ว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง และเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนนโดยสิ้นเชิง

    ‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 34.29 จุด นักลงทุนวิตกกังวลวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจ

    กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศว่าจะไม่ยอมให้น้ำมันออกจากตะวันออกกลางจนกว่าการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลจะยุติลง ซึ่งท่าทีดังกล่าวทำให้ทรัมป์ออกมาตอบโต้ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า หากอิหร่านทำสิ่งใดก็ตามที่ขัดขวางการลำเลียงน้ำมันภายในช่องแคบฮอร์มุซ พวกเขาจะถูกสหรัฐฯ โจมตีหนักกว่าเดิมยี่สิบเท่า เมื่อเทียบกับที่พวกเขาเคยโดนโจมตีมาจนถึงตอนนี้

    พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วง โดยจะส่งเครื่องบินขับไล่จำนวนมากที่สุด เครื่องบินทิ้งระเบิดมากที่สุด และทำการโจมตีอิหร่านมากที่สุดเพื่อกดดันให้บรรลุเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่ ทำลายคลังขีปนาวุธของอิหร่านและความสามารถในการผลิตขีปนาวุธ, ทำลายกองทัพเรือของอิหร่าน และไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างถาวร

    นักลงทุนวิตกกังวลว่า สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางจะผลักดันให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นและบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ จนทำให้เศรษฐกิจเผชิญกับภาวะ Stagflation

    หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลง 1.32% และกลุ่มเฮลธ์แคร์ปรับตัวลง 0.73% ส่วนหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารและกลุ่มเทคโนโลยี ดีดตัวขึ้น 0.26% และ 0.1% 

    หุ้นกลุ่มบริษัทผลิตชิปปรับตัวขึ้น โดยหุ้น Nvidia บวก 1.2% ขณะที่หุ้น SanDisk พุ่งขึ้น 5.1% และหุ้น Western Digital ปรับตัวขึ้น 1.6%

    สวนทางกับหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และการบริการซอฟต์แวร์ในดัชนี S&P500 ที่ร่วงลง 1.7%

    สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐฯ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองเพิ่มขึ้น 1.7% สู่ระดับ 4.09 ล้านยูนิตในเดือนก.พ. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.89 ล้านยูนิต แต่เมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านลดลง 1.4% ในเดือนก.พ.

    ขณะที่ อโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15,500 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ในช่วง 4 สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 21 ก.พ.

    นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI), ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4/2568 และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE)

    กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ จะเปิดเผยดัชนี CPI ประจำเดือนก.พ.ในวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/653525&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ajUBFAj9OETSC4GL0oAOn

  • แบงก์ชาติส่องเศรษฐกิจภูมิภาคปี 69 เหนือ-อีสาน-ใต้ชะลอลงจากกำลังซื้อเปราะบาง : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติส่องเศรษฐกิจภูมิภาคปี 69 เหนือ-อีสาน-ใต้ชะลอลงจากกำลังซื้อเปราะบาง : อินโฟเควสท์

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประมาณการเศรษฐกิจภูมิภาค ปี 2569 (ณ เดือนมีนาคม 2569) จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัว 1.5%

    *เศรษฐกิจภาคเหนือ คาดโต 0.5-1.5% ชะลอจาก 1.4-2.4%

    • ภาคเกษตร หดตัวเล็กน้อย โดยเฉพาะผลผลิตข้าวนาปี ข้าวนาปรัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากแนวโน้มปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศครึ่งหลังของปีอาจไม่เอื้ออำนวยเท่าปีก่อน รวมทั้งราคาพืชสำคัญตกต่ำ ไม่จูงใจให้เกษตรกรเพิ่มการเพาะปลูกและบำรุงรักษา
    • ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวชะลอลง ตามการสีข้าวที่ลดลงเล็กน้อยตามปริมาณวัตถุดิบเกษตร ส่วนผักและผลไม้แช่แข็งและแปรรูปทรงตัว ด้านการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง ตามวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้น และความต้องการของตลาดในกลุ่ม DataCenter และ AI ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
    • ภาคการค้า ขยายตัวชะลอลง คาดว่าการฟื้นตัวของกำลังซื้อยังคงเป็นไปอย่างจำกัด จากรายได้ที่อ่อนแอและหนี้ครัวเรือนสูง อย่างไรก็ดี มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทเครื่องทำความเย็นเพิ่มขึ้น ตามแนวโน้มสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ขณะที่สินค้าวัสดุก่อสร้างคาดว่าทรงตัว
    • ภาคก่อสร้าง ทรงตัว การก่อสร้างภาครัฐลดลง แม้โครงการส่วนใหญ่จะสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องภายใต้งบลงทุนปี 69 และงบผูกพัน แต่การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 70 คาดว่าล่าช้าและกระทบในช่วงไตรมาสสุดท้าย ขณะที่การก่อสร้างภาคเอกชนคาดว่าปรับดีขึ้นบ้างในช่วงครึ่งหลังของปี ตามการก่อสร้างที่อยู่อาศัยจากอุปทานในบางพื้นที่ทยอยลดลง
    • โรงแรมและภัตตาคาร ขยายตัวชะลอลงเล็กน้อย ตามจำนวนและรายรับของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอลง โดยเฉพาะตลาดชาวจีนที่ยังมีข้อจำกัดในการฟื้นตัวและพฤติกรรมการเปลี่ยนไปท่องเที่ยวประเทศอื่น อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง ส่งผลให้รายรับผู้เยี่ยมเยือนในภาพรวมเพิ่มขึ้น และทำให้รายได้ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารขยายตัว

    *เศรษฐกิจภาคอีสาน คาดหดตัว -0.5 ถึงโต 0.5% จาก 0.1-1.1%

    • ภาคเกษตร ขยายตัว จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในช่วงปี 68 ถึงต้นปี 69 ทำให้ผลผลิตยางพาราขยายตัว รวมถึงผลผลิตอ้อยที่ขยายตัวตามการเร่งเก็บเกี่ยวที่เลื่อนจากปีก่อน ขณะที่มันสำปะหลังยังลดลงจากพื้นที่เก็บเกี่ยวที่ลดลงและผลของโรคใบด่างที่ยังมีอยู่
    • ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัว จากการผลิตเพื่อการส่งออกในหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ตามวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้น และความต้องการของตลาดในกลุ่ม Data Center และ AI ที่ยังขยายตัวต่อเนื่องและการผลิตเครื่องแต่งกายโดยเฉพาะเสื้อผ้ากีฬาที่ยังขยายตัว ขณะที่การผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้นจากผลผลิตอ้อยเหลื่อมปีที่จะเข้าหีบในช่วงต้นปี 69 อย่างไรก็ตาม การผลิตเครื่องดื่มเพื่อจำหน่ายในประเทศหดตัว ตามกำลังซื้อที่เปราะบาง
    • ภาคการค้า หดตัว จากกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอและภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย
    • ภาคก่อสร้าง กลับมาหดตัว จากการก่อสร้างภาครัฐที่กลับมาหดตัว ตามงบลงทุนปี 70 ที่คาดว่าล่าช้า ขณะเดียวกันการก่อสร้างภาคเอกชนยังคงหดตัวต่อเนื่อง ตามภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังหดตัว
    • โรงแรมและภัตตาคาร ขยายตัวจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนทั้งไทยและต่างชาติ จากแรงสนับสนุนที่ยังมีอยู่ รวมถึงกิจกรรมขนาดใหญ่ในช่วงต้นปี อาทิ MotoGP ที่บุรีรัมย์ งานมาราธอนระดับนานาชาติ ที่บุรีรัมย์และขอนแก่น รวมทั้ง งานพืชสวนโลกที่อุดรธานีซึ่งจะจัดในช่วงปลายปี

    *เศรษฐกิจภาคใต้ คาดโต 1.0-2.0% จาก 1.2-2.2% ปี 68

    • ภาคเกษตร ขยายตัวในพืชสำคัญทุกชนิดโดยเฉพาะทุเรียน ตามผลผลิตต่อไร่ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากแนวโน้มสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยกว่าปีก่อน
    • ภาคอุตสาหกรรม หดตัวจากความต้องการของคู่ค้าที่ชะลอลงตัว และผลกระทบของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้การผลิตอาหารทะเลแช่เย็นแช่แข็ง ไม้ยางแปรรูป และยางพาราแปรรูปลดลง ประกอบกับการผลิตถุงมือยางหดตัวต่อเนื่องจากการแข่งขันด้านราคาของสินค้าจีนในตลาดส่งออกอื่นนอกจากสหรัฐฯ ด้านการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ คาดว่าปรับลดลงในปี 69 ตามผลผลิตที่ชะลอลงหลังเร่งไปในปี 68
    • ภาคการค้า ทรงตัว จากกำลังซื้อที่อ่อนแอตามแนวโน้มรายได้ทั้งในและนอกภาคเกษตรกรที่หดตัว อย่างไรก็ดี การขายยานยนต์และสินค้าวัสดุก่อสร้างคาดว่าขยายตัวเล็กน้อย จากผลของอุทกภัยปลายปีก่อน รวมถึงการขายส่งสินค้าเกษตรที่ขยายตัวตามผลผลิตเกษตรที่เพิ่มขึ้น
    • ภาคก่อสร้าง หดตัวจากผลกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนปี 2570 ที่คาดว่าล่าช้าทำให้การก่อสร้างภาครัฐหดตัว ด้านการก่อสร้างภาคเอกชนหดตัวต่อเนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย
    • โรงแรมและภัตตาคาร ขยายตัว ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะสัญชาติจีน และอินเดีย ที่ปรับดีขึ้น ตามการเปิดเส้นทางการบินใหม่ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวมากขึ้นกว่าปีก่อน อย่างไรก็ตาม คาดว่านักท่องเที่ยวยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย ตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอลงตัว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/575933&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z8zm6zVPP2wdp-GrA5Z44

  • หอการค้าระยอง MOU ตั้ง “สภาเศรษฐกิจหอการค้าจังหวัดระยอง” ยกระดับผู้ประกอบการแข่งขันยั่งยืน

    หอการค้าระยอง MOU ตั้ง “สภาเศรษฐกิจหอการค้าจังหวัดระยอง” ยกระดับผู้ประกอบการแข่งขันยั่งยืน

    หอการค้าจังหวัดระยอง จับมือภาคธุรกิจ ลงนาม MOU ตั้ง “สภาเศรษฐกิจหอการค้าจังหวัดระยอง” มุ่งแลกเปลี่ยน-แก้ไขประเมินแนวโน้มทางเศรษฐกิจทันสถานการณ์ ยกระดับผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันยั่งยืน

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 มี.ค.69 ที่ห้องประชุมหอการค้าจังหวัดระยอง ต.ทับมา อ.เมือง จ.ระยอง นายทินกร ลาวัณย์เสถียร ประธานหอการค้าจังหวัดระยอง ลงนาม MOU กับภาคธุรกิจในพื้นที่ ประกอบด้วย ศูนย์วัฒนธรรมและประสานงานไทยจีน, สมาคมการศึกษาเอกชนนอกระบบจังหวัดระยอง, สมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์จังหวัดระยอง, ชมรมร้านทองจังหวัดระยอง, สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก, ชมรมร้านขายยาจังหวัดระยอง, สมาคมขนส่งภาคตะวันออก, สมาคมประมงระยอง, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระยอง และสมาคมผู้ค้าส่งค้าปลีกแห่งประเทศไทย สาขาภาคตะวันออก ตั้ง “สภาเศรษฐกิจหอการค้าจังหวัดระยอง”

    ทั้งนี้เพื่อร่วมกันรายงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเศรษฐกิจเชิงประจักษ์ วิเคราะห์ปัญหา พร้อมทั้งรวบรวมและเสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติแสวงหาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาคเอกชนและประเมินแนวโน้มทางเศรษฐกิจของจังหวัดระยองร่วมกันที่มีรวดเร็ว แม่นยำ และทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน รวมทั้งเป็นเวทีปรึกษา และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันระหว่างองค์กรและสมาชิก เพื่อเป็นการส่งเสริมและยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยอง ให้สามารถพัฒนาและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ในทุกมิติอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/134104&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31T6sysb8Tc1Jca5zw4NaK

  • ‘ดร.สุวิทย์’ แนะจัดทัพ ครม. อนุทิน 2.0 ฝ่าโลกระส่ำ ต้องจัดตาม 4 คลัสเตอร์เชิงยุทธศาสตร์

    ‘ดร.สุวิทย์’ แนะจัดทัพ ครม. อนุทิน 2.0 ฝ่าโลกระส่ำ ต้องจัดตาม 4 คลัสเตอร์เชิงยุทธศาสตร์


    11 มี.ค.2569 – ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง  จัดทัพ ครม. อนุทิน 2.0 ฝ่าโลกระส่ำ มีเนื้อหาดังนี้

    ในโลกการเมืองแบบเดิม การจัดคณะรัฐมนตรีมักเป็นเรื่องของสมดุลอำนาจทางการเมือง พรรคได้โควตากระทรวงอะไร ใครดูแลเศรษฐกิจ ใครดูแลสังคม และใครคุมความมั่นคง แต่ในโลกของ The Post-Westphalian World Order ที่กำลังก่อตัวขึ้น วิธีคิดแบบนั้นอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป
    เพราะโลกไม่ได้กำลังเผชิญ “ปัญหาเฉพาะด้าน” แต่กำลังเผชิญ “ความระส่ำเชิงระบบ”— ภูมิรัฐศาสตร์กำลังแบ่งขั้ว ห่วงโซ่อุปทานกำลังแตกตัว ระบบการเงินปั่นป่วน เทคโนโลยีกำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ และสังคมกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน
    ในบริบทเช่นนี้ คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะเป็นรัฐมนตรี แต่คือรัฐบาลจะถูกจัดวางอย่างไร เพื่อให้รัฐสามารถนำทางประเทศในโลกที่กำลังระส่ำ

    I. จากรัฐเชิงบริหาร สู่รัฐเชิงยุทธศาสตร์
    โครงสร้างการบริหารราชการไทยที่ใช้กันมานานสะท้อนโลกยุคเก่า กระทรวงถูกจัดเป็นกลุ่มใหญ่ๆ—เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง โมเดลนี้เหมาะกับโลกเก่าที่ปัญหาถูกแยกตามบทบาทหน้าที่
    แต่โลกของ “ความระส่ำเชิงระบบ” ไม่ทำงานแบบนั้น เศรษฐกิจ เทคโนโลยี ความมั่นคง และสังคม ได้หลอมรวมกันเป็น “ระบบเดียว” —สงครามการค้าเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เทคโนโลยีเกี่ยวพันกับความมั่นคง ความมั่นคงข้องแวะกับห่วงโซ่อุปทาน และห่วงโซ่อุปทานเกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน รัฐแบบเดิมจึงมีข้อจำกัด เพราะมันถูกออกแบบให้เป็น “รัฐเชิงบริหาร” (Administrative State) ไม่ใช่ “รัฐเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic State)
    หากรัฐบาลใหม่ต้องการนำพาประเทศผ่านความระส่ำของโลก การจัดทัพ ครม. ต้องเปลี่ยนจากการแบ่งตามบทบาทหน้าที่ ไปสู่การจัดวางตามคลัสเตอร์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

    II. 4 คลัสเตอร์เชิงยุทธศาสตร์ ภายใต้รัฐบาลอนุทิน 2.0
    ภายใต้โลกของความระส่ำเชิงระบบ รัฐบาลอนุทิน 2.0 ควรจัดวางการทำงานของรัฐใน 4 คลัสเตอร์เชิงยุทธศาสตร์ พร้อมกัน
    • คลัสเตอร์ I : การทำให้ประเทศยืนอยู่ได้ในปัจจุบัน —Stabilize the Nation
    • คลัสเตอร์ II : การสร้างศักยภาพประเทศสำหรับอนาคต —Transform the System
    • คลัสเตอร์ III : การนำทางประเทศในเกมมหาอำนาจ —Navigate the World
    • คลัสเตอร์ IV : การกำหนดบทบาทของไทยในระเบียบโลกใหม่ —Shape the Future

    1) คลัสเตอร์ I : Stabilize the Nation
    นี่คือภารกิจพื้นฐานที่สุดของรัฐบาล ทำให้ประเทศสามารถดูดซับแรงกระแทกจากโลกที่ระส่ำเชิงระบบ —ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางพลังงาน เสถียรภาพค่าครองชีพ ระบบสาธารณสุข และความเข้มแข็งของเศรษฐกิจท้องถิ่น
    กระทรวงที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงการคลัง
    ในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานสามารถสะดุดได้ทุกเมื่อ และราคาพลังงานสามารถผันผวนได้ในเวลาไม่กี่วัน รัฐบาลที่ไม่สามารถทำให้ประเทศ “นิ่งพอ” จะไม่สามารถทำอะไรอย่างอื่นได้เลย

    2) คลัสเตอร์ II : Transform the System
    ขณะเดียวกัน การบริหารประเทศในโลกใหม่ ไม่ใช่แค่การประคองสถานการณ์ แต่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ โลกกำลังเข้าสู่ยุคของ Technosphere— AI, Deep Tech, Biotech และเศรษฐกิจดิจิทัล หากประเทศไทยไม่สามารถสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ ก็จะติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางต่อไป
    คลัสเตอร์นี้จึงเกี่ยวข้องกับกระทรวง อว. กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัล กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงแรงงาน
    โจทย์หลักคือการสร้าง AI infrastructure ของประเทศ การยกระดับมหาวิทยาลัยเป็นฐานนวัตกรรม การพัฒนา Human OS แบบ STEAM-ME (Science, Technology, Engineering, Art & Humanities, Mathematics —Morality, Empathy) และการสร้าง Startups & Deep Tech Ecosystem
    นี่คือ คลัสเตอร์ของการสร้าง Future Capability

    3) คลัสเตอร์ III : Navigate the World
    โลกกำลังเข้าสู่ยุคของ Geopolitical Fragmentation—การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ และภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจที่ซับซ้อนขึ้น ประเทศไทยไม่สามารถเป็นผู้ชมได้ ต้องมีความสามารถในการนำทางภูมิรัฐศาสตร์
    กระทรวงหลักประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงคมนาคม โดยมีภารกิจสำคัญคือ การสร้างสมดุลในเกมมหาอำนาจ การใช้ ASEAN เป็น Strategic Buffer การ Repositioning ประเทศใน Supply Chain ใหม่ และการพัฒนา Logistics Corridors ที่เชื่อมเศรษฐกิจภูมิภาค
    นี่คือ ศิลปะของ Statecraft

    4) คลัสเตอร์ IV : Shape the Future
    เหนือกว่าการเอาตัวรอดในระยะสั้น ทุกประเทศต้องตอบคำถามเดียวกัน ในระเบียบโลกใหม่ ประเทศจะมีบทบาทอะไร
    นี่คือคลัสเตอร์ที่ลึกที่สุด เกี่ยวข้องกับสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวง อว. และกระทรวงวัฒนธรรม โจทย์ของคลัสเตอร์ นี้ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือบทบาทของไทยใน Technosphere การเป็น Knowledge Hub ของภูมิภาค การทำหน้าที่ Mediation State ในความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการนำเสนอแนวคิดเชิงอารยธรรมของไทยต่อโลก
    นี่คือ คลัสเตอร์ของ Civilizational Strategy

    III. คำถามที่สำคัญกว่าการแบ่งเก้าอี้
    ดังนั้น การจัดทัพ ครม. อนุทิน 2.0 อาจไม่ควรถูกมองเพียงว่า พรรคไหนได้กระทรวงอะไร แต่ควรถูกถามว่า รัฐบาลชุดใหม่มีทีมที่สามารถทำงานใน 4 คลัสเตอร์เชิงยุทธศาสตร์ นี้พร้อมกันหรือไม่ สามารถประคองประเทศ เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ นำทางภูมิรัฐศาสตร์ และกำหนดบทบาทของไทยในโลกใหม่ ได้จริงหรือไม่
    เพราะในโลกที่กำลังระส่ำ ความท้าทายของรัฐไม่ได้อยู่ที่การบริหารงานประจำ หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่อยู่ที่ความสามารถในการออกแบบอนาคตของประเทศ
    และในท้ายที่สุด การจัดคณะรัฐมนตรีจึงไม่ใช่แค่การจัดสรรอำนาจทางการเมือง แต่คือการจัดทัพของรัฐ ยกระดับ State Capacity เพื่อเผชิญหน้ากับโลกที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างทั้งระบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/961079/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mswBd7k3-A0GD7MF39Inu

  • ธ.ก.ส. จัดประชุมบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือเพื่อยกระดับขีดความสามารถ เศรษฐกิจฐานรากสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ธ.ก.ส. จัดประชุมบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือเพื่อยกระดับขีดความสามารถ เศรษฐกิจฐานรากสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – คณะอนุกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นำโดย นายกษาปณ์ เงินรวง กรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วยนายพิสุทธิ์ จันทรสุรินทร์ กรรมการ ธ.ก.ส. นางสาวลดาวัลย์ คำภา ผู้ทรงคุณวุฒิ นางสาวไข่มุก จูงใจจารุมาศ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. และนายเกียรติศักดิ์ พระวร ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. เข้าร่วมการประชุมบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อยกระดับขีดความสามารถเศรษฐกิจฐานรากสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Synergy for Sustainability: Empowering the Local Economy) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน

    โดยเริ่มจากการ บูรณาการองค์ความรู้ สร้างพื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยนโมเดลความสำเร็จจากภาคีเครือข่าย เพื่อนำไปปรับใช้กับ การพัฒนาชุมชนทั่วประเทศ การยกระดับขีดความสามารถเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตร โดยมุ่งเน้นการเพิ่มทักษะด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การพัฒนาชุมชนให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้แทนจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และสำนักงานพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คณะผู้บริหารและพนักงาน ธ.ก.ส. เข้าร่วม เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมรวยเพชร โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพมหานคร

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/11/624571/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nPs5B9WFe0SjQztacLHRt

  • อาฟเตอร์ช็อคจากสงครามตะวันออกกลาง สรุปผลกระทบทางเศรษฐกิจโลกและมาตรการรับมือ 

    อาฟเตอร์ช็อคจากสงครามตะวันออกกลาง สรุปผลกระทบทางเศรษฐกิจโลกและมาตรการรับมือ 

    ข้อเสนอการสำรองน้ำมันของ IEA ช่วยพยุงราคาน้ำมัน
    สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้เสนอให้ปล่อยน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล

    ราคาน้ำมันซึ่งเพิ่มขึ้นเนื่องจากความกังวลเรื่องอุปทาน ได้ทรงตัวหลังจากข่าวข้อเสนอดังกล่าว

    การปล่อยน้ำมันครั้งนี้จะเกิน 182 ล้านบาร์เรลที่ประเทศสมาชิก IEA นำออกสู่ตลาดในปี 2022 หลังจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัลเมื่อวันอังคาร

    คาดว่าจะมีการตัดสินใจในวันพุธ

    ซาอุดีอาระเบียสกัดกั้นโดรนมุ่งหน้าสู่แหล่งน้ำมัน
    กระทรวงกลาโหมของซาอุดีอาระเบียแถลงเมื่อวันพุธว่า ได้สกัดกั้นโดรนสองลำที่มุ่งหน้าไปยังแหล่งน้ำมันทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

    “โดรนสองลำที่มุ่งหน้าไปยังแหล่งน้ำมันชะย์บาห์ถูกสกัดกั้นและทำลาย” กระทรวงฯ กล่าวในโพสต์บน X

    ในโพสต์ต่อมา กระทรวงฯ รายงานว่าได้สกัดกั้นโดรนที่มุ่งหน้าไปยังแหล่งน้ำมันดังกล่าวเพิ่มอีกห้าลำ

    กลุ่ม G7 หารือผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงคราม
    ผู้นำกลุ่ม G7 จะประชุมทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในวันพุธนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สถานการณ์ด้านพลังงาน” สำนักประธานาธิบดีฝรั่งเศสกล่าว

    “นี่จะเป็นการหารือครั้งแรกในประเด็นเหล่านี้ระหว่างสมาชิก G7 การประสานงานทางเศรษฐกิจเป็นประเด็นสำคัญสำหรับการตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์” สำนักประธานาธิบดีเอลิเซ่กล่าว การประชุมจะเริ่มเวลา 14:00 GMT

    หัวหน้าธนาคารกลางยุโรปให้คำมั่นว่าจะควบคุมเงินเฟ้อ
    คริสติน ลาการ์ด หัวหน้าธนาคารกลางยุโรป กล่าวว่า “ทุกวิถีทางที่จำเป็น” จะถูกดำเนินการเพื่อควบคุมเงินเฟ้อในช่วงสงคราม

    “เราจะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและรับรองว่าชาวฝรั่งเศสและชาวยุโรปจะไม่ประสบกับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับที่เราเห็นในปี 2022 และ 2023” ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ลาการ์ดกล่าวกับสถานีโทรทัศน์ของฝรั่งเศส

    ความสับสนเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ กล่าวในวิดีโอทาง X ว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ ได้คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ — แต่โพสต์ดังกล่าวถูกลบภายในไม่กี่นาที

    ต่อมาทำเนียบขาวแถลงว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ ไม่ได้คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันลำใดผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์ในอ่าวเปอร์เซีย

    กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านกล่าวว่าไม่มีเรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ ลำใด “กล้า” เข้าใกล้ช่องแคบ ซึ่งพวกเขาได้ปิดกั้นเกือบทั้งหมดเพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่สังหารผู้นำสูงสุดของพวกเขา

    ทรัมป์เตือนอิหร่านไม่ให้วางทุ่นระเบิดในช่องแคบ

    ตลาดหุ้นฟื้นตัว
    ตลาดหุ้นปารีสและลอนดอนปรับตัวขึ้นกว่า 1.5% หลังจากราคาก๊าซในยุโรปลดลง 15% ช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการพุ่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอีกครั้ง ตลาดหุ้นแฟรงก์เฟิร์ตปิดตลาดเพิ่มขึ้น 2.4%

    ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้น โดยโซลเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% และโตเกียวปิดตลาดเพิ่มขึ้น 2.9% แต่หุ้นสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในแดนบวกตลอดวันอังคาร กลับปิดตลาดลดลงเป็นส่วนใหญ่

    โรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
    โรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ณ เมืองรูไวส์ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถูกปิดเป็นการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย หลังจากโดรนโจมตีโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งโรงกลั่น ทำให้เกิดไฟไหม้ แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับสถานการณ์กล่าวกับเอเอฟพี

    คนขับรถที่ทำงานในโรงงานดังกล่าว ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวกับ AFP ว่า พวกเขาเห็น “เปลวไฟพุ่งขึ้นจากโรงงาน พร้อมเสียงดังเหมือนระเบิด”

    อียิปต์ขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
    อียิปต์ขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศสูงสุดถึง 30% โดยอ้างถึงแรงกดดันด้านพลังงานทั่วโลกที่ “ผิดปกติ” ซึ่งเกิดจากสงครามที่ส่งผลกระทบต่อการจัดหาน้ำมันและเส้นทางการขนส่ง

    การขึ้นราคาดังกล่าว ซึ่งประกาศโดยกระทรวงปิโตรเลียม มีผลบังคับใช้กับน้ำมันเบนซิน ดีเซล และก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในยานพาหนะ

    อินเดียควบคุมก๊าซเข้มงวดขึ้น
    อินเดียสั่งควบคุมก๊าซธรรมชาติและก๊าซหุงต้มอย่างเข้มงวดขึ้น หลังจากการนำเข้าหยุดชะงัก โดยร้านอาหารต่าง ๆ เตือนว่าสงครามอาจทำให้ต้องปิดกิจการเป็นวงกว้าง

    ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกแห่งนี้ เป็นผู้ซื้อก๊าซธรรมชาติเหลวรายใหญ่เป็นอันดับสี่ และผู้ซื้อก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่ใช้ในการปรุงอาหารรายใหญ่เป็นอันดับสอง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลาง

    Agence France-Presse

    Photo – ประชาชนเติมน้ำมันรถจักรยานยนต์ที่ปั๊มน้ำมันในกรุงธากา เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 (Photo by MUNIR UZ ZAMAN / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/40979&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kMhgcZIvfqCu44OVIaM2O

  • สงครามอิหร่าน กำลังลาก’ศก.พังทั้งโลก’

    สงครามอิหร่าน กำลังลาก’ศก.พังทั้งโลก’

    สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล และอิหร่าน กำลังเข้าสู่จุดที่ “ตึงเครียดสุด” เมื่อยุทธวิธีของสหรัฐมุ่งเป้าไปที่การทำลายล้างศักยภาพทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อลดขีดความสามารถในการสู้รบของอิหร่าน

    โดยการโจมตีคลังน้ำมันในอิหร่านไม่เพียงตัดกำลังทางเศรษฐกิจของรัฐบาลเตหะราน  แต่ยังหวังผลเชิงข่มขวัญ ลดทอนการตอบโต้ในระยะยาว แต่ปฏิบัติการดังกล่าวกลับเป็นชนวนเหตุที่ลาก “เศรษฐกิจโลก” เข้าสู่ภาวะเสี่ยงภัยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

    ในขณะที่สหรัฐ เน้นการทำลายเป้าหมายทางทหาร แต่อิหร่านกลับเลือกใช้ “อาวุธทางเศรษฐกิจ” เป็นเครื่องมือตอบโต้ที่ทรงพลังที่สุด โดยมีช่องแคบฮอร์มุซเป็นตัวประกันสำคัญ อิหร่านอาศัยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และคลังขีปนาวุธพิสัยใกล้ในการข่มขู่ว่าจะทำให้เส้นทางเดินเรือนี้ไม่ปลอดภัยต่อการเดินเรือพาณิชย์ ซึ่งเมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลง อุปทานน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 3 ของการส่งออกทางทะเลทั่วโลก และก๊าซ LNG อีก 20% จะถูกตัดขาดทันที ส่งผลให้เกิดการกักตุนและความปั่นป่วนครั้งใหญ่ในตลาดน้ำมันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

    แรงสั่นสะเทือนนี้ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เข้าสู่ระดับ “Code RED” หรือระดับอันตรายที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างจริงจัง นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากสถานการณ์บานปลาย ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงเกิน 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซ้ำรอยวิกฤติในช่วงต้นของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ความผันผวนนี้ไม่ได้ส่งผลแค่ราคาหน้าปั๊ม แต่ยังทำให้ค่าธรรมเนียมประกันภัยเรือบรรทุกน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก จนบริษัทประกันอาจปฏิเสธการรับประกันภัยสำหรับการเดินเรือในเส้นทางนี้ ซึ่งจะทำให้อุปทานน้ำมันโลกตึงตัวอย่างยิ่ง

    เศรษฐกิจสหรัฐ เองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความเสียหายนี้ได้ แม้รัฐบาลทรัมป์จะพิจารณาระบายน้ำมันจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ที่มีอยู่กว่า 415 ล้านบาร์เรล แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากเกิดวิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ ปริมาณน้ำมันสำรองเหล่านี้ก็อาจไม่เพียงพอที่จะบรรเทาผลกระทบได้ทั้งหมด ผลที่ตามมาคือภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นรวดเร็ว และแรงกดดันให้ธนาคารกลางต้องคงอัตราดอกเบี้ยหรืออาจต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นสูง ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และลุกลามไปยังตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดียและฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่ไทยเราเองที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนนำเข้ามหาศาล

    บทสรุปของความขัดแย้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการวัดกำลังทางทหาร แต่เป็นสงครามที่อิหร่านใช้เป้าหมายทางเศรษฐกิจโลกเป็นเครื่องต่อรอง ในขณะที่สหรัฐ พยายามทำลายคลังแสงของอิหร่าน และอิหร่านก็กำลังทำให้เสถียรภาพทางการเงินของโลกสั่นคลอน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจทั่วโลก กลายเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะเป็นความพินาศร่วมกันของทุกฝ่าย ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในเชิงการทหารก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1224594&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ao6ZajcgExagOw5BK6qo_

  • เกาหลีใต้ประกาศใช้มาตรการทางเศรษฐกิจทุกช่องทาง รับมือผลกระทบวิกฤตตอ.กลาง หวั่นกระทบศก.-น้ำมันพุ่ง

    เกาหลีใต้ประกาศใช้มาตรการทางเศรษฐกิจทุกช่องทาง รับมือผลกระทบวิกฤตตอ.กลาง หวั่นกระทบศก.-น้ำมันพุ่ง

    รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศใช้มาตรการทางเศรษฐกิจทุกช่องทาง รับมือผลกระทบวิกฤตการสู้รบในตะวันออกกลาง หวั่นกระทบเศรษฐกิจ-ราคาน้ำมันพุ่ง

    วันที่ 11 มีนาคม 2569  นายกู ยุน ชอล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเกาหลีใต้ เปิดเผยระหว่างการประชุมรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจว่า รัฐบาลจะระดมเครื่องมือทางนโยบายทั้งหมด เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และค่าครองชีพของประชาชน หลังการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดการเงินผันผวนอย่างหนัก 

    โดยรัฐมนตรีคลังเกาหลีใต้ ระบุว่า สถานการณ์ล่าสุด เงินวอนของเกาหลีใต้อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศพุ่งสูงขึ้น โดยรัฐบาลอาจเสนอใช้งบประมาณเพิ่มเติม หากจำเป็น พร้อมเปิดใช้ระบบตอบสนองเศรษฐกิจฉุกเฉิน เพื่อรับมือสถานการณ์ที่อาจทวีความรุนแรง และเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน รัฐบาลเตรียมกำหนดเพดานราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราว ภายในสัปดาห์นี้

    นอกจากนี้ ทางการยังเตรียมมาตรการเพิ่มเติม อาทิ ห้ามกักตุนสินค้า ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาน้ำมัน อุดหนุนค่าน้ำมันดีเซล สำหรับรถบรรทุก รถโดยสาร และแท็กซี่ นอกจากนี้รัฐบาลยังจับตาความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยเฉพาะหากเกิดการหยุดชะงักของการขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งน้ำมันโลก

    ที่มา Yonhap

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2919241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2exxtrEjKqMFptAUHOffSI

  • หวั่น ‘บาทอ่อน-ราคาน้ำมันแพง’ เสี่ยงฉุดไทยขาดดุล-ซ้ำเติมศก.

    หวั่น ‘บาทอ่อน-ราคาน้ำมันแพง’ เสี่ยงฉุดไทยขาดดุล-ซ้ำเติมศก.

    สถานการณ์ “สงครามอิหร่าน” กลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลก และอาจส่งผลกระทบต่อ “เศรษฐกิจไทย” ในหลายมิติ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

    โดยเฉพาะผ่าน “ช่องทางพลังงาน” ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนไหวของไทยที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง 

    สำหรับ ประเทศไทย การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันถือเป็น “ความเสี่ยงสำคัญ” เพราะเศรษฐกิจไทยต้องนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก เมื่อราคาพลังงานโลกเพิ่มขึ้น ต้นทุนพลังงานภายในประเทศจะเพิ่มขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้รัฐบาลจะพยายามใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาพยุงราคา แต่ขีดความสามารถมาตรการดังกล่าวก็มีข้อจำกัด

    ดังนั้น เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ผลกระทบจะส่งต่อไปยังต้นทุนเศรษฐกิจทั้งระบบ เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนพื้นฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง การผลิตสินค้า หรือภาคบริการ เมื่อค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มขึ้น

    ธุรกิจจำนวนมากจึงมีแนวโน้มต้องปรับราคาสินค้าและบริการเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะสะท้อนออกมาในรูปของเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    ขณะเดียวกัน การที่ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ หมายความว่าประเทศต้องใช้เงินตราต่างประเทศมากขึ้นในการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ

    หากมูลค่านำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้จากการส่งออกหรือการท่องเที่ยว ก็อาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเปลี่ยนจากเกินดุลไปสู่การขาดดุลได้

    การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท เพราะประเทศต้องใช้เงินตราต่างประเทศมากกว่าที่ได้รับเข้ามา ส่งผลให้ความต้องการเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น อาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง

    หากเงินบาทอ่อนค่ามากเกินไป อาจกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ เพิ่มความผันผวนในตลาดการเงินและตลาดทุนของไทย

    นอกจากนี้ ความผันผวนราคาพลังงานอาจสร้างความท้าทายต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง หากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงาน ธนาคารกลางอาจเผชิญการตัดสินใจที่ยากลำบากระหว่างควบคุมเงินเฟ้อกับการสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจ

    หากย้อนดูเศรษฐกิจไทย อยู่ในช่วงฟื้นตัว มีความเปราะบางหลายด้านทำให้แรงกระแทกจากภายนอกอย่างราคาพลังงานที่สูงขึ้นและค่าเงินบาทที่อ่อนค่า อาจทำให้การฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยชะลอลงได้

    • บาทอ่อน” ปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ปัจจุบันค่าเงินบาทไทยอ่อนค่าลงรุนแรงกว่าประเทศในภูมิภาค การอ่อนค่ารอบนี้แตกต่างจากในอดีต ที่เมื่อบาทอ่อนมักมีผลบวกต่อเศรษฐกิจไทย

    โดยเฉพาะการส่งออกที่ช่วยเพิ่มความสามารถแข่งขัน แต่ปัจจุบันภาวะเงินบาทอ่อนค่า อาจกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจให้แย่กว่าเดิม

    โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันโลกกลับทิศทางเป็นขาขึ้น ผลกระทบจึงเกิดขึ้นในทางตรงข้ามทันที เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ยิ่งกลายเป็นต้นทุนหลักของเศรษฐกิจ ประชาชน และเพิ่มต้นทุนนำเข้ายิ่งสูงขึ้น

    ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดตามมาได้ เนื่องจากการนำเข้าน้ำมันที่มีมูลค่าสูงขึ้นมา

    ซึ่งหากดูผลกระทบจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จะยิ่งเป็นปัจจัยหลักซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก

    ช่องทางแรกคือ ภาคท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักประเทศ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนเดินทางและราคาตั๋วเครื่องบินจะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้แรงจูงใจนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมาประเทศไทยลดน้อยลง

    ช่องทางที่สอง คือ ภาคการส่งออก แม้บาทอ่อนจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกเมื่อแปลงเป็นเงินบาท แต่ในความเป็นจริงต้นทุนการค้าที่สูงขึ้นจากราคาพลังงาน และค่าขนส่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนกำไรและความสามารถการแข่งขันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ช่องทางที่สาม คือ การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากกำลังซื้อให้หายไปได้ ยิ่งทำให้การบริโภคโดยรวมซบเซาลง และยังมีภาระที่ภาครัฐต้องแบกรับในการจ่ายเงินอุดหนุนราคาพลังงานบางประเภท ซึ่งเป็นภาระการคลังที่เพิ่มขึ้น

    ปัญหาของไทยในวิกฤติครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องของราคาเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องปริมาณ นอกจากความกังวลเรื่องน้ำมันแพงแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการขาดแคลนสินค้า หรือ Supply Disruption หากสถานการณ์สงครามลากยาวออกไป ตัวอย่างที่เริ่มเห็นได้ชัด คือ โรงงานปิโตรเคมีบางแห่งต้องประกาศภาวะเหตุสุดวิสัย เพราะไม่มีวัตถุดิบในการผลิต และยังมีความกังวลลามไปถึงสินค้าสำคัญอื่นๆ เช่น ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งอาจขาดแคลนและมีราคาแพงขึ้นกระทบต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมวงกว้าง”

    ทั้งนี้ หากดูโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางต่อราคาน้ำมันสูงเป็นอันดับต้นของโลก เพราะไทยนำเข้าน้ำมันสูงถึง 6.5% ของจีดีพี ทำให้เศรษฐกิจไทยกระทบรุนแรงกว่าประเทศอื่นๆ และแรงกว่าวิกฤติรัสเซียยูเครนในอดีต

    • ไทยเสี่ยง “ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด”

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ในบริบทปัจจุบันที่เกิดความขัดแย้งระหว่างอิหร่านมองว่า

    เงินบาทที่อ่อนค่า” ลง อาจกลายเป็นปัจจัยลบซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้แย่กว่าเดิมเนื่องจากการอ่อนค่าครั้งนี้ มาพร้อมภาวะเงินทุนไหลออก และต้นทุนนำเข้าน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นรวดเร็ว
    “เงินบาทอ่อนค่าลง”

    ในขณะที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนนำเข้าพลังงานทุกอย่างสูงขึ้นตามไปด้วย สิ่งนี้ไม่ได้เป็นผลดีเหมือนที่เคยเข้าใจกันมา เพราะจะกลายเป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อ และเพิ่มภาระค่าครองชีพให้ประชาชนเป็นวงกว้าง ดังนั้น มองว่าบาทอ่อนค่ารอบนี้เป็นปัจจัยลบกับเศรษฐกิจไทยมากกว่าบวก

    ทั้งนี้ จากความกังวลทั่วโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นจากภาวะสงคราม อาจทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกรัดเข็มขัด และลดบริโภคลง ส่งผลให้การส่งออกระยะต่อไปอาจดูไม่ดีนักหากสถานการณ์สงครามลากยาวออกไป

    ส่วนภาคอุตสาหกรรม กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มีความน่ากังวลเพิ่มขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีสัดส่วนนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศสูงมาก เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลง ต้นทุนวัตถุดิบจึงขยับขึ้นตาม

    หากบริษัทเหล่านี้ไม่ได้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงหรือการป้องกันความเสี่ยงที่ดีพอ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจะเข้าไปกัดกินกำไรภาคธุรกิจได้ และอาจเสี่ยงมีต้นทุนนำเข้าที่แพงขึ้น

    แต่ที่น่ากังวล คือ มีความเป็นไปได้สูงที่ในปีนี้ประเทศไทยจะเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แม้การส่งออกจะยังประคองตัวได้ดี

    แต่ดุลการค้าหลายเดือนที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณติดลบจากนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น แม้ว่าไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเข้ามาช่วยชดเชยในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

    แต่สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวและเป็นช่วงที่บริษัทต่างชาติมีการส่งเงินปันผลกลับออกนอกประเทศ หากสงครามลากยาวไปถึงเม.ย.การขาดดุลบริการและรายได้ในไตรมาส 2 จะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

    “หากราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงที่จะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะยิ่งรุนแรงขึ้น และปัจจัยนี้จะเป็นตัว กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปอีกช่วงไตรมาสที่ 2 มากกว่าสถานการณ์ปกติ มีการประเมินว่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าไปทดสอบระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ และความเสี่ยงนี้จะสูงมากหากราคาน้ำมันดิบยืนระยะแถว 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”

    • ไทยจ่อเผชิญภาวะถดถอยทางเทคนิค

    สำหรับเศรษฐกิจไทย ไตรมาสแรกปีนี้คาดการณ์ว่าขยายตัวต่ำมากหากเทียบไตรมาสก่อนหน้าเพียง 0.1% เท่านั้น และหากสถานการณ์สงครามลากยาว มีความเสี่ยงที่จีดีพีไตรมาส 2 อาจติดลบได้

    ดังนั้นหาก GDP ติดลบติดต่อกันสองไตรมาสจะทำให้ไทยเข้าสู่ภาวะ Technical Recession เชิงเทคนิคทันที

    • ห่วงสงครามดันราคาน้ำมันพุ่ง-เงินไหลออก

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันน่ากังวลเนื่องจากไม่ใช่เพียงแค่เรื่องสงครามการค้าเหมือนปีที่ผ่านมา แต่ผสมโรงระหว่างสงครามที่เกิดขึ้นจริงและวิกฤตการณ์น้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมัน

    ในด้านตลาดเงินในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ความผันผวนค่าเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ นักลงทุนตัดสินใจเทขายสินทรัพย์ต่างๆ หุ้นและทองคำ เพื่อเปลี่ยนมาถือเงินดอลลาร์ในฐานะ Safe Asset ที่มั่นคงที่สุดในเวลานี้ส่งผลให้ความต้องการดอลลาร์ที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางความกังวลใจคนทั่วโลก

    เมื่อดอลลาร์แข็งค่ามาก เงินบาทซึ่งเปรียบเสมือนส่วนกลับของดอลลาร์จึงอ่อนค่าลงโดยปริยาย แม้จะมีการพยายามดูแลให้อยู่ในระดับประมาณ 31 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงก่อนหน้า แต่ความแรงของการแข็งค่าของดอลลาร์ในรอบนี้ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงตามกลไกตลาดที่แท้จริง

    ดังนั้น แม้เงินบาทที่อ่อนค่าช่วยในแง่การส่งออกได้บ้างในระยะยาว แต่ระยะสั้นและภายใต้เงื่อนไขราคาน้ำมันแพงเช่นนี้ การอ่อนค่าเงินบาทจึงเป็นปัจจัยที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่ไม่ได้แข็งแรงอยู่แล้วให้เผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1224611&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JZihwj7NqnFncyqckrY_p

  • GPI ประกาศความพร้อมงาน ‘บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47’ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คาดหนุนรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 10% – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    GPI ประกาศความพร้อมงาน ‘บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47’ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คาดหนุนรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 10% – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – “บมจ.กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล” หรือ GPI พร้อมเปิดฉากงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47” ภายใต้ธีม  “THE ICONIC SYNCHRONICITY” หรือ “บริบทแห่งการขับเคลื่อนไร้ที่ติ” ในวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สู่ Digital Economy และ Green Economy โชว์ผลตอบรับจากผู้ประกอบการยานยนต์เข้าร่วม 45 ราย โดยมี 5 รายที่เข้าร่วมงานฯ เป็นครั้งแรก คาดดันรายได้จากการจัดงานในปีนี้เพิ่มขึ้นกว่า 10%

                    นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ สายกิจกรรมพิเศษ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ GPI เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมเปิดฉากการจัดงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47” หรือ THE 47th BANGKOK INTERNATIONAL MOTOR SHOW ในวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งจะจัดขึ้นภายใต้ธีม “THE ICONIC SYNCHRONICITY” หรือ “บริบทแห่งการขับเคลื่อนไร้ที่ติ” เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์เติบโตอย่างมั่นคง และเศรษฐกิจประเทศไทยสู่ Digital Economy (เศรษฐกิจดิจิทัล) และ Green Economy (เศรษฐกิจสีเขียว) สอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ซึ่งการจัดงานในปีนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการยานยนต์นำรถรุ่นใหม่มาจัดแสดงอย่างคึกคัก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อการเข้าร่วมงานและแบรนด์มอเตอร์โชว์  ซึ่งเป็นงานจัดแสดงยานยนต์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยบริษัทฯ ได้จัดสรรพื้นที่ภายในอาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เพื่อรองรับความต้องการเช่าพื้นที่อย่างคึกคัก นอกจากนี้ ได้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเพื่อร่วมมือกับภาครัฐวางมาตรฐานด้านความปลอดภัย

    การจัดงานปีนี้มีผู้ประกอบการยานยนต์ตอบรับเข้าร่วมทั้งหมด 45 บริษัท แบ่งเป็น รถยนต์ 37 บริษัท และรถจักรยานยนต์ 8 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ประกอบการกลุ่มแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่งเปิดตลาดในประเทศไทยและเข้าร่วมงานฯ เป็นครั้งแรก 5 ราย ได้แก่ CHERY, LEPAS, FIREFLY, FORTHING และ TESLA

    จากผลตอบรับดังกล่าว คาดว่าจะทำให้บริษัทฯ มีรายได้จากการจัดงานฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 10% และมีผู้เข้าชมงานตลอด 12 วัน กว่า 1.6 ล้านคน ไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา โดยไฮไลต์ของการเปิดตัวรถรุ่นใหม่จะมีความคึกคักไม่แพ้การจัดงานฯ ทุกปี เนื่องจากผู้ประกอบการบางรายเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ภายในงาน 2-3 รุ่น การจัดแคมเปญโปรโมชั่นสุดพิเศษแก่ผู้ที่จองซื้อรถภายในงานฯ รวมถึงการจัดกิจกรรมทดสอบการขับขี่รถเพื่อสัมผัสประสบการณ์ก่อนตัดสินใจจองรถ นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ เตรียมจัดกิจกรรมพิเศษหลากหลายเพื่อยกระดับประสบการณ์แก่ผู้ชมงาน อาทิ การแข่งขันจักรยานทรงตัวรายการ Grand prix Runbike Championship Partnership with R.C.S

    “มีความมั่นใจงาน BANGKOK INTERNATIONAL MOTOR SHOW ปีนี้จะมีสีสันและคึกคักไม่แพ้ทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นงานที่ค่ายรถนำรถและเทคโนโลยีรุ่นใหม่มาเปิดตัวพร้อมจัดเต็มแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษ โดยบริษัทฯ มองถึงการจัดงานในปีถัดไปที่คาดว่าจะต้องขยายพื้นที่เพื่อรองรับความต้องการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น” นายจาตุรนต์ กล่าว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/11/624465/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2thdk-GTvf1oRhcVip28ev