Category: เศรษฐกิจ

  • “รวยไม่หยุด” ปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โฟกัสแบรนด์ขายง่าย สู้ศึกเศรษฐกิจ

    “รวยไม่หยุด” ปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โฟกัสแบรนด์ขายง่าย สู้ศึกเศรษฐกิจ

    “รวยไม่หยุด” ปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โฟกัสแบรนด์ขายง่าย สู้ศึกเศรษฐกิจ

    การแข่งขันของธุรกิจร้านอาหารปัจจุบัน เรียกว่าเข้มข้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซา ซ้ำร้ายยังมีสงครามความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศในตะวันออกกลาง เป็นผลให้ภาคธุรกิจต้องรัดเข็มขัด เดินหน้าอย่างระมัดระวัง 

    เช่นเดียวกับ เกศ–ชุติมา เปรื่องเมธางกูร ผู้บริหารเครือรวยไม่หยุด เจ้าของร้านอาหารดังที่ถูกเรียกว่าเป็น “เจ้าแม่สยามสแควร์” มองว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ร้านอาหารในเครือรวยไม่หยุดกรุ๊ป จะเดินหน้าอย่างระมัดระวัง จากที่เคยเปิดแบรนด์ไม่หยุด วันนี้ต้องเปิดแบรนด์ให้น้อยลง และเลือกโฟกัสกับแบรนด์ที่ใช่มากขึ้น 

    ปี’ 69 เน้นความคุ้มค่า ราคาเข้าถึงง่าย

    ชุติมา เปิดเผยว่า ทิศทางของแบรนด์ใหม่ในเครือ จะเน้น “ความคุ้มค่า” และ “ราคาเข้าถึงได้” มากขึ้น โดยเหตุผลหลักก็มาจากพฤติกรรมคนที่เปลี่ยน ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจไม่ดีซะทีเดียว 

    “ทุกคนบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี เราได้ยินคำนี้ทุกปี ตั้งแต่ที่ทำธุรกิจมา 9 ปี ทุกคนพูดเหมือนเดิม แม้แต่คุณแม่ยังบอกให้หยุดเปิดแบรนด์ใหม่ เพราะคนไม่มีเงินจะกินแล้ว แต่เรามองว่าทุกวิกฤตยังมีโอกาส คนยังต้องกิน และยังอยากลองร้านใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพียงแต่พฤติกรรมไม่เหมือนเดิม” 

    ชุติมา กล่าวต่อว่า สังเกตุเห็นว่าเดี๋ยวนี้ คนไม่ค่อยออกมาทานอาหารนอกบ้านวันจันทร์-ศุกร์ แต่ใช้เดลิเวอรี่มากขึ้น ซึ่งจะออกไปทานนอกบ้าน ก็ต่อเมื่อเป็นวันหยุด ขณะเดียวกันยังมีตัวเลือกในการใช้เงิน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวหรือไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ทำให้หลายคนเริ่ม “เซฟงบค่าอาหาร” มากขึ้น

    มาถึงฝั่งธุรกิจอาหาร จากเดิมที่การแข่งขันรุนแรง พอคนมีตัวเลือกเยอะ บางร้านก็แข่งขันกันที่ราคา โปรโมชั่น ซึ่งถ้าร้านที่ตั้งราคาสูงเกินไป โดยเฉพาะในหมวดอาหารที่สามารถหาทานได้ทั่วไป โอกาสที่จะสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดก็มีสูง นี่จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญในการเปิดแบรนด์ใหม่ ที่ต้องตั้งราคาให้เข้าถึงง่ายมากขึ้น 

    แนวคิดนี้เองนำไปสู่การเกิดแบรนด์ “เกศเตี๋ยว” เมื่อช่วงปลายปี 2567 รวมถึงโปรเจกต์ “ข้าวมันไก่หนีห่าว” ล่าสุดที่ทำกับ ป้าตือ–สมบัษร ถิระสาโรช และ มิกซ์ เฉลิมศรี พร้อมกับน้องชาย เพื่อเจาะตลาดอาหารที่กินง่าย ราคาไม่สูง และเข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง

    ปีแห่งการ “ปรับพอร์ต” ครั้งใหญ่

    ชุติมา เปิดเผยอีกว่า ปี 2569 เครือรวยไม่หยุดต้อง ปรับพอร์ตธุรกิจครั้งใหญ่ ที่ผ่านมาแบรนด์ส่วนใหญ่ของบริษัทอยู่ในตลาดระดับ Medium to High แต่เมื่อทดลองทำแบรนด์ที่เข้าถึงง่ายอย่าง “เกศเตี๋ยว” กลับพบว่าตลาดตอบรับอย่างดี

    ร้านแทบไม่ต้องใช้งบการตลาด แต่เติบโตจากการบอกต่อแบบปากต่อปาก เพราะลูกค้ามองว่าเป็นร้านที่ กินง่าย ราคาไม่แรง คุ้มค่า และมีเอกลักษณ์ชัดเจน ภายในเวลาเพียงประมาณหนึ่งปี แบรนด์นี้เติบโตถึง 300% จากเพียง 3–4 สาขา

    บทเรียนนี้ทำให้เห็นว่า ในยุคที่ผู้บริโภครัดเข็มขัด อาหารง่าย ๆ อย่างก๋วยเตี๋ยว กินได้บ่อย กลับมีโอกาสเติบโตมากกว่าอาหารประเภทที่กินเป็นโอกาสพิเศษ

    “ปิ้งย่างเราอาจไม่ได้กินทุกวัน แต่ก๋วยเตี๋ยวหรืออาหารง่าย ๆ คนกินได้ตลอด”

    “รวยไม่หยุด” ปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โฟกัสแบรนด์ขายง่าย สู้ศึกเศรษฐกิจ

    เปิดหลายแบรนด์ ขาดโฟกัส

    ชุติมา ยอมรับว่า ปีนี้ตั้งใจจะเปิดแบรนด์ใหม่น้อยลง และเลือกทำเฉพาะแบรนด์ที่จำเป็นจริง ๆ ในอดีตเคยเชื่อเหมือนผู้ประกอบการหลายคนว่า การมีหลายแบรนด์คือการกระจายความเสี่ยง แต่เมื่อทำจริงกลับพบว่าการมีแบรนด์จำนวนมากทำให้ขาดโฟกัส

    “ถ้าเปิด 10–15 แบรนด์ โอกาสที่จะสำเร็จทั้งหมดแทบเป็นไปไม่ได้ ต่อให้ทำธุรกิจมานานแค่ไหนก็การันตีไม่ได้”

    เธอเปรียบการทำธุรกิจเหมือนการเล่นพนัน เพราะมีปัจจัยจำนวนมากที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งเศรษฐกิจ เทรนด์ผู้บริโภค และจังหวะของตลาด

    เมื่อปัจจุบันบริษัทมีแบรนด์ในพอร์ตกว่า 10 แบรนด์ จึงต้องกลับมาทบทวนใหม่ว่าแบรนด์ใดควรเดินหน้าต่อ และแบรนด์ใดควรปรับหรือหยุด บางแบรนด์อาจถูกแทนที่ด้วยแบรนด์ใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดมากกว่า 

    ขณะเดียวกันการมีสาขามากเกินไปก็อาจทำให้ความรู้สึกตื่นเต้นของลูกค้าลดลง เพราะผู้บริโภคยุคนี้ต้องการลองประสบการณ์ใหม่อยู่เสมอ

    “รวยไม่หยุด” ปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โฟกัสแบรนด์ขายง่าย สู้ศึกเศรษฐกิจ

    ปรับครั้งใหญ่ Nice Two Meat U เมนู-และราคาลง

    เมื่อถามถึงแบรนด์ที่จะมีการปรับ และแบรนด์ที่ได้ไปต่อ ไม่ได้ไปต่อ ชุติมา บอกว่า แบรนด์แรก Nice Two Meat U หลังอยู่ด้วยกันมา 9 ปี ท่ามกลางตลาดที่มีผู้เล่นมากหน้าหลายตา จากที่เป็น Medium to High บริษัทมีแผนปรับโครงสร้างสาขา โดยบางสาขาจะถูกรีเพลส (Replace) ด้วยแบรนด์ใหม่จากเกาหลีใต้ ที่เพิ่งซื้อลิขสิทธิ์มา ขณะที่บางสาขายังคงเปิดให้บริการต่อไป

    ปัจจุบัน Nice Two Meat U มี 13 สาขา และคาดว่าจะรีเพลส (Replace) มีการปรับเปลี่ยนราว 4–5 สาขา

    นอกจากนี้แบรนด์ยังเตรียม รีเฟรชเมนูและราคาใหม่ เพิ่มเมนูแบบเซตและเมนูสไตล์ Express ที่กินง่ายและรวดเร็ว เพื่อตอบโจทย์กำลังซื้อของลูกค้าในยุคปัจจุบัน 

    รีเฟรชแบรนด์ที่มี เสริมทัพแบรนด์ใหม่ 

    รวมถึง Fire Tiger (เสือพ่นไฟ) ชุติมามองว่า แบรนด์นี้ยังขายได้ เตรียมปรับภาพลักษณ์และผลิตภัณฑ์ใหม่เช่นกัน โดยจะมีการ รีเฟรชโปรดักต์ครั้งใหญ่ แต่ก็มีการคิดถึงการปรับโครงสร้างราคาควบคู่กับโปรดักต์ใหม่ พูดง่ายๆ คือ เน้นให้เกิด “คุ้มค่า” และ “ไม่เสียดายเงิน” ที่เดินเข้ามาซื้อ

    ส่วนแบรนด์ที่ตัดออก คือ Sun Dubu Bu , Mil toast  Express เพื่อนำแบรนด์อื่นที่ทำกำไรได้ดีกว่ามาแทน

    ส่วนแบรนด์ใหม่ ๆ พึ่งเปิด ชองดัมดง (Cheongdamdong) เน้นแนว Authentic Korean และอาหารชุดสำหรับกลุ่มออฟฟิศ เปิดสาขาเดียวแบบ Exclusive ที่เซ็นทรัลดุสิต พาร์ค แบรนด์ ซูชิ ที่ทำเอง ราคาเริ่มต้น 19 บาท เน้นความคุ้มค่า และอาจมีแบรนด์จากญี่ปุ่นเข้ามาเพิ่มอีก 

    “รวยไม่หยุด” ปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โฟกัสแบรนด์ขายง่าย สู้ศึกเศรษฐกิจ

    ร้านเล็ก ๆ เป็นคู่แข่งที่น่ากลัว

    ทั้งนี้ ชุติมามองว่า ความท้าทายของธุรกิจร้านอาหารวันนี้ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ แต่คือ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีข่าวร้านอาหารจำนวนมากปิดตัว แต่ในความเป็นจริงก็มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดอยู่ตลอด

    “เชื่อว่าร้านเล็กที่มีเพียงสาขาเดียว บางครั้งเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวกว่าเชนใหญ่อีก เพราะสามารถทุ่มพลังทั้งหมดไปที่ร้านเดียว และสร้างกระแสได้อย่างรวดเร็ว วันนี้แทบไม่มีเจ้าตลาดถาวร ถ้ามีเงินทุนและจังหวะที่ดี ทุกคนมีโอกาสขึ้นมาเป็นเจ้าตลาดได้”

    ชุติมา เปรื่องเมธางกูร

    ร้านอาหารยุคใหม่ ต้องมีมากกว่าแค่ “อร่อย”

    ชุติมา สรุปว่า การเปิดร้านอาหารในยุคนี้ ความอร่อยไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกต่อไป เพราะปัจจุบันใคร ๆ ก็สามารถทำอาหารอร่อยได้จากสูตร เทคโนโลยี และความรู้ที่เข้าถึงง่าย สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การสร้างตัวตนของแบรนด์ และความสามารถในการปรับตัว

    “ถ้าจะเปิดร้านอาหาร ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าร้านเราต่างจากคนอื่นอย่างไร ถ้าตอบไม่ได้ อย่าเพิ่งเปิด”

    อย่างไรก็ตาม เธอยังเชื่อว่า ธุรกิจร้านอาหารยังมีโอกาสเสมอ เพราะในยุคโซเชียลมีเดีย หากสินค้าโดนใจผู้บริโภค ก็สามารถกลายเป็นกระแสได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทุกวิกฤตยังมีโอกาส ถ้าเราพยายามและไม่ยอมแพ้ วันหนึ่งก็อาจมีสินค้าที่จุดติดและกลับมาประสบความสำเร็จได้

    “กลยุทธ์ของเราตอนนี้คือ ‘Strategy is No Strategy’ คล้ายกับ ‘Makeup No Makeup’ ทุกอย่างต้องปรับเปลี่ยนได้ตลอดตามสถานการณ์ เราต้องการสร้างความรู้สึกว่าสินค้าของเราจับต้องได้ และมีความคุ้มค่า ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคที่คู่แข่งหน้าใหม่มีความคิดสร้างสรรค์สูงและสามารถจุดกระแสได้รวดเร็วผ่านสื่อดิจิทัล” ชุติมา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/739177&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e4uxZRKiJeMGQY-VMVAJE

  • สงครามตะวันออกกลางหนุนหุ้นพลังงานระยะสั้น แต่กดดันเศรษฐกิจหากน้ำมันยืนสูง

    สงครามตะวันออกกลางหนุนหุ้นพลังงานระยะสั้น แต่กดดันเศรษฐกิจหากน้ำมันยืนสูง

    สงครามตะวันออกกลางหนุนหุ้นพลังงานระยะสั้น แต่กดดันเศรษฐกิจหากน้ำมันยืนสูง

    สงครามตะวันออกกลางหนุนหุ้นพลังงานระยะสั้น แต่กดดันเศรษฐกิจหากน้ำมันยืนสูง

    นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า จากประเด็นความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนมายังตลาดการเงินทั่วโลก และกดดันบรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงไทยให้ผันผวนมากขึ้นในเดือนมีนาคม 2569

    อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของตลาดหุ้นไทยคือ ความอ่อนไหวของดัชนีต่อราคาพลังงาน เนื่องจากหุ้นกลุ่มพลังงานมีน้ำหนักขนาดใหญ่ในตลาด หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันราคาน้ำมันดิบโลกปรับตคัวสูงอย่างต่อเนื่อง และเกิดความกังวลต่อการสำรองน้ำมันในประเทศ

    ทั้งนี้ ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางในส่วนของกลุ่มพลังงานมองเป็นปัจจัยบวกระยะสั้นแต่กดดันระยะกลาง โดยภาพในระยะสั้นหนุนจากความกังวลอุปทานขาดแคลนจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (HORMUZ)

    โดยภาพของราคาน้ำมันดิบในระยะกลางแล้วคือภาวะอุปทานส่วนเกิน แต่ Downside ก็อาจจะไม่ได้กลับไปเท่ากับในช่วง 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกแล้ว เนื่องจากอาจมีอุปสงค์เร่งเข้ามาจากการทยอยเก็บสำรองน้ำมันมากขึ้น

    อีกทั้งด้วยแนวโน้มราคาที่ทยอยปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาอาจเป็นจุดในการทยอยขายมากกว่า ส่วนปิโตรเคมีหากสถานการณ์รุนแรงในตะวันอออกกลางมองเป็นปัจจัยกดดันมากกว่าจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

    สงครามบานปลาย

    นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี เปิดมุมมองว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางบานปลาย โดยน้ำหนักฝั่งลบสูงกว่าบวก เพราะแม้ประธานาธิบดี อิหร่าน แถลงว่าจะไม่โจมตีชาติตะวันออกกลางอื่นแล้ว หากไม่ถูกโจมตีก่อน

    แต่ท้ายที่สุดไม่มีการปฏิบัตตามถ้อยแถลงดังกล่าว โดยหลังแถลงยังโจมตี UAE และบาห์เรน ขณะที่ UAE เริ่มโต้ตอบอิหร่าน สะท้อนภาพสงครามขยายวง และคาดสร้างความกังวลต่อความเสี่ยงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพิ่ม

    นอกจากนี้ สหรัฐฯ อาจผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันจากรัสเซีย + มีความชัดเจนการวางงบ 2 หมื่นล้านเหรียญฯ สนับสนุนค่าประกันภัยเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่น้ำมันเร่งขึ้นสูงสุดตั้งแต่ ก.ค. 2565 

    จากสถานการณ์ตะวันออกกลางบานปลาย ราคาน้ำมันดิบในรอบนี้ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำจุดสูงสุด ก.ค. ปี 2565 ถือเป็นระดับที่สูงกว่าระดับสร้างความเสี่ยงกำไรตลาด (> 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) เป็นวันแรก

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากยืนสูงนาน 2-3 เดือน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกำไรตลาดจะสูงขึ้น ระยะสั้นตลาดกลับไปอยู่ในภาวะ Risk-off

    กลยุทธ์การลงทุน

    1. หุ้นได้ประโยชน์น้ำมันเร่งขึ้น พลังงานต้นน้ำ PTT, BCP, PTTEP เน้นตั้งรับหุ้นกลุ่มกระทบจิตวิทยาตลาดแต่พื้นฐานกระทบจำกัด
    2. กลุ่มสินค้า+บริการจำเป็น สื่อสาร TRUE, ADVANC ค้าปลีก CPALL, CPAXT ร.พ. ที่สะท้อนความเสี่ยงลูกค้าตะวันออกกลางลดลงระยะสั้นไปแล้ว BDMS, BCH ไฟฟ้าที่กระทบพลังงานจำกัด GULF

    อย่างไรก็ตาม จะการเฝ้าสังเกตพบว่า ในระยะนี้อาจเห็นแรงขายสลับกลุ่ม, และกลุ่มค้าปลีก (CPALL, CPAXT, CRC) กังวลราคาน้ำมันดิบพุ่งกระทบค่าครองชีพประชาชน คาดปัจจัยนี้จะกดดันให้ประชาชนประหยัดการใช้จ่ายเพื่อลดภาระในครัวเรือนกระทบยอดค้าปลีก

    ส่วนหุ้นปรับขึ้น คือ กลุ่มปิโตร (PTTGC, IVL) ปรับขึ้นรับข่าว Bloomberg รายงาน สหรัฐฯ เปิดทางให้อินเดียสามารถนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียได้ชั่วคราวเป็นบวกกับ PTTGC และ IVL ซึ่งมีโรงงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/653507&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GeTmeGOdHrtHOZQN7iGpl

  • “เปลี่ยนขยะเป็นทอง” โมเดลรีไซเคิลญี่ปุ่น ต้นแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ไทยต้องรู้

    “เปลี่ยนขยะเป็นทอง” โมเดลรีไซเคิลญี่ปุ่น ต้นแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ไทยต้องรู้

    แยกขยะ หลอมเป็นทอง หลักล้าน

    1 ใน บริษัทที่ใหญ่และสามารถรีไซเคิลขยะเครื่องใช้ไฟฟ้า เหลือเป็นฝุ่นกลบฝังเพียง 9 % เท่านั้น คือ Dowa Eco-System ภายใต้ Dowa Holding แห่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมี 12 บริษัทย่อย และเป็นบริษัทปลายทางที่เอกชนคือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส และกลุ่มเซ็นทรัล รับขยะจากทุกทิศทั่วไป ส่งไปยัง บริษัท เวสต์ แมเนจเมนท์ สยาม จำกัด (WMS) บริษัทกำจัดขยะภายใต้ DOWA Group ให้มากำจัดต่อที่ประเทศญี่ปุนบางส่วนที่โรงงานในไทยทำไม่ได้

    2 ใน 12 บริษัทย่อยคือ Eco Recycle และ Kosaka Smelting & Refining ในเครือ Dowa Eco-System ภายใต้ Dowa Holding นั้นมีการทำงานประสานและแตกต่างกัน ซึ่ง Eco Recycle จะเป็นโรงงานที่รับ E-Waste ทุกชนิด มาเข้าสู่กระบวนการถอดแยกชิ้นส่วนเพื่อนำไปรีไซเคิลให้มากที่สุด ภายใต้กฎหมายการจัดการขยะอิเลคโทรนิคส์ของประเทศญี่ปุ่น ที่มีผลบังคับใช้อย่างเคร่งครัด

    สถิติการแยกขยะในปี 2567 พบว่า จากเครื่องใช้ไฟฟ้า 11,100 เครื่อง แยกออกมาเป็น หลอด LED ,จอ ,แผงวงจรที่ต้องส่งไปที่โรงงานอีกแห่งในการกำจัด ขยะที่แร่ธาตุที่สำคัญคือ ทอง แยกออกมาได้ 713 กรัม,เงิน 3,585 กรัม และ ทองแดง 229 กิโลกรัม จะเหลือเป็นฝุ่นประมาณ 9% ที่รีไซเคิลไม่ได้ และต้องถูกฝังกลบ

    “เปลี่ยนขยะเป็นทอง” โมเดลรีไซเคิลญี่ปุ่น ต้นแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ไทยต้องรู้

    ส่วนของ Kosaka Smelting & Refining จะเป็นโรงงานที่หลอมชิ้นส่วนของ E-Waste  เช่น แผงวงจรในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีองค์ประกอบของ โลหะมีค่า หลายชนิด เช่น ทอง เงิน ทองแดง เป็นต้น ที่โรงหลอมนี้ นับเป็น 1 ใน 3 ของโลกที่สามารถสกัดโลหะมีค่าได้มากกว่า 20 ชนิด ทำให้เป็นองค์กรชั้นนำและหัวใจสำคัญของการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก เรียนรู้เทคโนโลยีการรีไซเคิลขั้นสูง 

    “เปลี่ยนขยะเป็นทอง” โมเดลรีไซเคิลญี่ปุ่น ต้นแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ไทยต้องรู้

    พร้อมมาตรฐานการจัดการแบบ Zero E-Waste to Landfill อย่างใกล้ชิด สะท้อนความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในมาตรฐานการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในทุกขั้นตอน ที่สำคัญ การนำทอง กลับมาใช้ใหม่ ในภาวะวิกฤตด้านพลังงาน ราคาทองพุ่ง รวมถึงเทรนด์การรักษ์โลก จะช่วยให้องค์กรสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ไปพร้อมเทรนด์ของโลกไปด้วย

    ปั้น ‘โมเดลระดับประเทศ’ กำจัดขยะครบวงจร

    สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอส และกลุ่มเซ็นทรัลดำเนินการร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2563 โดย เอไอเอส ทำหน้าที่เป็นแกนนำผลักดัน “AIS HUB of E-Waste” ศูนย์กลางการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย มุ่งนำขยะทุกชิ้นเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกวิธีตามหลัก Zero E-Waste to Landfill

    “เปลี่ยนขยะเป็นทอง” โมเดลรีไซเคิลญี่ปุ่น ต้นแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ไทยต้องรู้

    สายชล ทรัพย์มากอุดม

    ขณะที่กลุ่มเซ็นทรัลสนับสนุนการขยายเครือข่ายจุดรับทิ้งในพื้นที่ศูนย์การค้าทั่วประเทศ เชื่อมโยงพื้นที่ค้าปลีกเข้ากับระบบบริหารจัดการขยะที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนสามารถทิ้ง E-Waste ได้อย่างสะดวกและถูกต้อง

    แม้ในประเทศไทย มีโรงงานบางส่วนที่รับขยะอิเล็กทรอนิกส์เพื่อไปแยกชิ้นส่วนก็จริง แต่กลับพบว่า ไม่ใช่การแยกแบบครบวงจร เพราะแยกเพื่อต้องการเอาแค่ทอง ส่วนที่เหลือไม่มีการกำจัดที่ถูกต้อง กลับนำไปทิ้งตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา

    การทำงานร่วมกับ Central Group, Japan Airlines และ WMS ยังเป็นการสร้าง ‘โมเดลระดับประเทศ’ ภายใต้แนวคิด Circular Economy ที่เชื่อมโยงผู้บริโภคสู่โรงงานรีไซเคิลระดับโลกอย่างครบวงจร ก่อให้เกิด E-Waste Ecosystem สำหรับประเทศไทย ทำให้มั่นใจได้ว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ทิ้งอย่างถูกวิธีจะถูกนำไปจัดการอย่างถูกต้อง 100% โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเมื่อผู้บริโภคได้เห็นปลายทางของขยะอย่างชัดเจน ความเชื่อมั่นจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การใช้งานไปจนถึงการทิ้งอย่างถูกต้อง

    อัจฉรา วิสุทธิวงศ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด สื่อสารองค์กร และความยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนแนวคิด Circularity หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้กรอบการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านหลักการ Reduce, Reuse และ Recycle เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

    “เปลี่ยนขยะเป็นทอง” โมเดลรีไซเคิลญี่ปุ่น ต้นแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ไทยต้องรู้ อัจฉรา วิสุทธิวงศ์รัตน์

    ในมิติด้านการบริหารจัดการขยะ กลุ่มเซ็นทรัลได้ให้ความสำคัญกับการแยกขยะอย่างต่อเนื่อง และยกระดับแนวปฏิบัตินี้ให้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของการดำเนินธุรกิจ พร้อมตั้งเป้าหมายลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ Zero Waste to Landfill ภายในปี 2050 ผ่านโครงการ Love The Earth – ZERO WASTE NOW ซึ่งมุ่งพัฒนา “โมเดล Zero Waste แบบครบวงจร” เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า

    อีกหนึ่งประเด็นที่ กลุ่มเซ็นทรัล ให้ความสำคัญมากขึ้นคือขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของยุคดิจิทัล หากจัดการไม่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสารอันตราย เช่น ตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม สู่ดินและแหล่งน้ำ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชน

    ขณะเดียวกัน หากเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน จะสามารถกู้คืนโลหะมีค่าและทรัพยากรสำคัญกลับมาใช้ใหม่ ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ปัจจุบัน กลุ่มเซ็นทรัลได้จัดตั้งจุดรับทิ้ง E-Waste ร่วมกับ AIS ครอบคลุมศูนย์การค้ากว่า 42 สาขาทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกต้อง ง่ายดาย และทั่วถึง ความร่วมมือนี้เป็นการเชื่อมโยงพื้นที่ค้าปลีกเข้ากับกระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานอย่างเป็นระบบ ในฐานะผู้นำองค์กรค้าปลีกที่มีระบบจัดการขยะครบวงจร กลุ่มเซ็นทรัลมุ่งเดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า พนักงาน พันธมิตรทางธุรกิจ และชุมชน เพื่อร่วมกันยกระดับการจัดการทรัพยากรของประเทศ และขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม

    ทาคาฟุมิ ซะวะดะ Regional Manager Thailand, Indochina and South Asian Subcontinent Japan Airlines Co.,Ltd. กล่าวว่า ตั้งเป้าหมายสู่การเป็น Carbon Neutral ภายในปี 2050 ผ่านการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ควบคู่กับการใช้ Sustainable Aviation Fuel (SAF) ที่ผลิตจากน้ำมันใช้แล้วระหว่างการบิน

    อีกทั้งยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ SAF ให้ได้ 10% ภายในปี 2030 พร้อมพัฒนาฝูงบินด้วยเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น Airbus A350 และ Boeing 787 ในขณะเดียวกัน เจแปนแอร์ไลน์ยังยึดแนวทาง 3R+1R (Reduce, Reuse, Recycle + Redesign) โดยเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และพัฒนาภาชนะอาหารที่ย่อยสลายได้ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

    ผุดกิจกรรมกระตุ้นการรีไซเคิล ยั่งยืน

    จากความร่วมมือดังกล่าว ทั้ง 3 พันธมิตร จึงได้จัดกิจกรรม “ถ่ายคลิปทิ้ง E-Waste ให้ไวบินไปญี่ปุ่น ฟรี” บินตรงสู่ประเทศญี่ปุ่น เปิดประสบการณ์เรียนรู้กระบวนการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ระดับโลกแบบครบวงจร ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในประเทศไทยสู่ปลายทางโรงงานรีไซเคิลชั้นนำของญี่ปุ่น

    แคมเปญดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีผลงานคลิปสร้างสรรค์กว่า 159 คลิป และยอดรับชมรวมกว่า 3.5 ล้านวิวทั่วประเทศ พร้อมต่อยอดจาก ‘การรับรู้’  สู่ ‘การลงมือทำ’ ผ่านจุดรับทิ้ง E-Waste กว่า 42 สาขาในพื้นที่ศูนย์การค้าของ Central Group โดยกล่องรับ E-Waste ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของแคมเปญ หากแต่เป็นจุดตั้งต้นของเส้นทางรีไซเคิลระดับโลกที่เชื่อมโยงสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้องและยั่งยืน

    หัวใจความร่วมมือระหว่าง AIS, กลุ่มเซ็นทรัล และ Japan Airlines ในครั้งนี้ คือการเชื่อมโยงตั้งแต่ผู้บริโภค จุดรับทิ้ง พื้นที่เชิงพาณิชย์ ไปจนถึงกระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานระดับสากล สร้างความเชื่อมั่นและแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืน

    พร้อมวางรากฐานระบบการจัดการ E-Waste ของประเทศให้เข้มแข็ง โปร่งใส และขยายผลได้ในระยะยาว เพื่อร่วมกันยกระดับประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และสร้างต้นแบบความร่วมมือภาคธุรกิจที่สามารถต่อยอดสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศในวงกว้างอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739139&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_XO6vLBBznG6j3SmjwNdC

  • ปั้นเมืองคาร์บอนต่ำ ดันคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้ใหม่ มุ่ง Net Zero 2065

    ปั้นเมืองคาร์บอนต่ำ ดันคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้ใหม่ มุ่ง Net Zero 2065

    เมื่อโลกร้อนไม่ใช่แค่วิกฤตสิ่งแวดล้อม แต่กลายเป็นวาระทางเศรษฐกิจที่ทุกประเทศต้องเร่งตอบสนอง “ตลาดคาร์บอน” จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อมโยงสองโลกนี้เข้าหากันอย่างแยกไม่ออก

    หัวใจของกลไกนี้คือหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) ผ่านการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ซึ่งทำให้ต้นทุนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถูกสะท้อนออกมาเป็นตัวเลขทางธุรกิจที่จับต้องได้ ไม่ใช่ภาระที่สังคมแบกรับแต่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป
     

    สองกลไก สองแรงขับเคลื่อน

    ตลาดคาร์บอนดำเนินการผ่านสองระบบหลักที่ทำงานเสริมกัน ระบบแรกคือ Cap-and-Trade หรือระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งภาครัฐจะกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซสูงสุดสำหรับภาคธุรกิจ 

    หากบริษัทใดปล่อยเกินโควตาที่ได้รับ ก็ต้องซื้อสิทธิเพิ่มจากผู้ที่ปล่อยได้น้อยกว่า กลายเป็นตลาดที่มีผู้ซื้อและผู้ขายที่ชัดเจน

    ระบบที่สองคือ Carbon Credit ที่เปิดโอกาสให้โครงการซึ่งช่วยลดหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้จริง ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ พลังงานหมุนเวียน หรือการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน 

    สามารถแปลงผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมออกมาเป็น “เครดิต” ที่มีมูลค่าทางการค้า ทั้งสองระบบนี้ทำงานร่วมกันในการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีสะอาด เพราะการลงทุนดังกล่าวไม่เพียงลดต้นทุนจากการปล่อยมลพิษ แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจในระยะยาวได้อีกด้วย

    ปั้นเมืองคาร์บอนต่ำ ดันคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้ใหม่ มุ่ง Net Zero 2065

    กทม. จับมือรัฐบาล ผลักดันโครงการ Low Carbon City

    ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 เมื่อนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นั่งโต๊ะหารือร่วมกับนายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง 

    เพื่อเร่งขับเคลื่อนโครงการ “เมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน” (Low Carbon City: LCC) ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไปแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ปั้นเมืองคาร์บอนต่ำ ดันคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้ใหม่ มุ่ง Net Zero 2065

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมเดินหน้าโครงการนี้อย่างเต็มกำลัง โดยได้บูรณาการความร่วมมือกับธนาคารโลก (World Bank) ที่สนับสนุนวงเงินกู้ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6,554 ล้านบาท ผ่าน EXIM Bank เพื่อนำมาเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่นำร่องอย่าง กทม. และนิคมอุตสาหกรรม

    “โครงการ Low Carbon City ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของการลงทุนสีเขียวที่สะท้อนเจตนารมณ์ของรัฐบาลอย่างชัดเจน ในการดึงเม็ดเงินลงทุนและเทคโนโลยีล้ำสมัยให้ตกลงสู่ฐานรากของประเทศ” นายเอกนิติกล่าว

    จาก “สระบุรีโมเดล” สู่รายได้จริงของประชาชน

    หนึ่งในต้นแบบที่รัฐบาลนำมาอ้างอิงความสำเร็จคือ “สระบุรีโมเดล” โครงการที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม 

    ทั้งนี้รองนายกฯเอกนิติชื่นชมว่าโครงการนี้ไม่เพียงยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถสร้าง “คาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง” ที่แปลงมูลค่ากลับเป็นรายได้จริงในกระเป๋าของประชาชนในท้องถิ่นได้

    ภาพมุมสูงของจังหวัดสระบุรี ที่เป็น 1 ในเมืองต้นแบบการสร้างเมืองคาร์บอนต่ำ

    กิจกรรมที่จะขยายผลในพื้นที่ กทม. ครอบคลุมตั้งแต่การติดตั้ง Solar Cell การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในอาคาร ไปจนถึงการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่กับการพัฒนาตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้ได้มาตรฐานสากล 

    มีธนาคารกรุงไทยเป็นผู้รับผิดชอบหลัก พร้อมผลักดันให้สามารถซื้อขายผ่านตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนสถาบัน

    ปลายทางของความพยายามทั้งหมดนี้ ประเทศไทยวางเป้าหมายที่จะนำเสนอความสำเร็จในเวที IMF-WBG Annual Meetings 2026 ในฐานะประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางรายแรกของโลกที่มีตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศที่ได้มาตรฐาน 

    ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมสามารถเดินไปด้วยกันได้ ภายใต้เป้าหมาย Net Zero ที่ไทยประกาศไว้ภายในปี 2608 ปั้นเมืองคาร์บอนต่ำ ดันคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้ใหม่ มุ่ง Net Zero 2065

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739130&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BPobXP9zUUa1Cbsa5WofV

  • ญี่ปุ่นปรับเพิ่มประมาณการ GDP Q4/68 โต 1.3% จาก 0.2% หลังการลงทุนแกร่ง : อินโฟเควสท์

    ญี่ปุ่นปรับเพิ่มประมาณการ GDP Q4/68 โต 1.3% จาก 0.2% หลังการลงทุนแกร่ง : อินโฟเควสท์

    สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ (10 มี.ค.) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริง ซึ่งปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้ว ขยายตัว 1.3% ในไตรมาส 4/2568 เมื่อคำนวณเป็นอัตราต่อปี เพิ่มขึ้นจากการประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่าขยายตัวเพียง 0.2% โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนทางธุรกิจและการใช้จ่ายภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

    เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ตัวเลข GDP ที่แท้จริงในไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 0.3% ซึ่งดีกว่าการประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่าขยายตัว 0.1%

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า GDP ของญี่ปุ่นขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบสองไตรมาส

    ข้อมูลล่าสุดของสำนักงานคณะรัฐมนตรีระบุว่า การใช้จ่ายด้านทุนเพิ่มขึ้น 1.3% ในไตรมาส 4 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่าเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ขณะที่การลงทุนภาครัฐลดลง 0.5% ซึ่งดีกว่าการประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่าลดลง 1.3%

    การบริโภคของภาคเอกชน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP นั้น ปรับตัวขึ้น 0.3% ในไตรมาส 4 ซึ่งดีกว่าการประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่าเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ส่วนการส่งออกและนำเข้าต่างก็ปรับตัวลง 0.3% ไม่เปลี่ยนแปลงจากการประมาณการเบื้องต้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/575471&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GdNszdwq3CDMA0Ucj1-dA

  • “ซาบีดา” รับหารือรวมกระทรวง “วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว” คาดชัดใน 6 เดือน หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    “ซาบีดา” รับหารือรวมกระทรวง “วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว” คาดชัดใน 6 เดือน หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/133868&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hH-CBDdBu-a8oJCNFQePL

  • ราคาปุ่ยพุ่งสูงจากสงครามตะวันออกกลาง เกษตรกรสหรัฐเผชิญวิกฤตต้นทุน

    ราคาปุ่ยพุ่งสูงจากสงครามตะวันออกกลาง เกษตรกรสหรัฐเผชิญวิกฤตต้นทุน

    เกษตรกรสหรัฐฯ เผชิญกับวิกฤตต้นทุนการผลิตที่รุนแรงขึ้น หลังราคาปุ๋ยพุ่งสูงจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ในขณะที่กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูปลูกใหม่ ท่ามกลางสภาวะราคาพืชผลที่อยู่ในระดับต่ำ

    Jim Martin เกษตรกรจากรัฐอิลลินอยส์ที่ปลูกถั่วเหลือง ข้าวโพด และพืชผลอื่นๆ เปิดเผยว่า ต้นทุนปุ๋ยและวัสดุการเกษตรเป็น “ฝันร้ายของทุกคน” ในขณะนี้ ถึงแม้เขาจะโชคดีที่ซื้อปุ๋ยสำหรับฤดูปลูกนี้ไว้แล้ว แต่ราคายังคงอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบหลายปี

    สงครามกระทบเส้นทางขนส่งปุ่ยสำคัญ

    บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล Kpler รายงานว่า ปุ๋ยประมาณ 33% ของโลกต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งการจราจรทางทะเลเกือบหยุดชะงักทั้งหมดนับแต่สงครามเกิดขึ้น การโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอลเป้าหมายอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ก่อให้เกิดสงครามที่สร้างความวุ่นวายในภูมิภาค

    Veronica Nigh นักเศรษฐศาสตร์หัวหน้าของ The Fertilizer Institute เผยว่า สหรัฐฯ นำเข้าปุ๋ยประมาณ 35% ของความต้องการ รวมถึงฟอสฟอรัสและไนโตรเจนจากตะวันออกกลาง ราคายูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยไนโตรเจนชนิดหนึ่ง พุ่งสูงขึ้นเกือบ 30% ต่อตันในช่วงสัปดาห์ที่ 27 กุมภาพันธ์ถึง 6 มีนาคม

    เกษตรกรเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

    Zippy Duvall ประธานสหพันธ์สำนักงานฟาร์มอเมริกัน เตือนในจดหมายถึงประธานาธิบดี Donald Trump เมื่อวันจันทร์ว่า หากไม่จัดลำดับความสำคัญในการส่งมอบปัจจัยการผลิตที่สำคัญอย่างยูเรีย แอมโมเนีย ไนโตรเจน ฟอสเฟต และผลิตภัณฑ์ที่มีฐานเป็นกำมะถัน สหรัฐฯ เสี่ยงต่อการขาดแคลนพืชผล ซึ่งอาจกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อทั่วเศรษฐกิจ

    Aaron Lehman เกษตรกรจากรัฐไอโอวา ที่ปลูกข้าวโพด ถั่วเหลือง และข้าวโอ๊ต กังวลเรื่องปัญหาปุ๋ยที่มาพร้อมกับต้นทุนอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น ทั้งยาฆ่าแมลง เมล็ดพันธุ์ และค่ารักษาพยาบาล เขาระบุว่า “เกษตรกรอยู่ภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล” โดยจำนวนการล้มละลายของฟาร์มและจำนวนเงินกู้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น

    ผลกระทบต่อการผลิตและรายได้

    Jacquie Holland นักเศรษฐศาสตร์จากสมาคมถั่วเหลืองอเมริกัน อธิบayว่า ผู้ผลิตส่วนใหญ่ควรจะซื้อปุ๋ยสำหรับปีนี้ไว้แล้ว แต่เนื่องจากราคาสูง เกษตรกรจำนวนมากรอจนถึงนาทีสุดท้ายในการจองซื้อปุ๋ย กลุมเกษตรกรเหล่านี้จึงรับภาระต้นทุนที่พุ่งสูง

    Nigh ประเมินว่า การผลิตทางการเกษตรประมาณ 50% มาจากการใช้ปุ๋ย หากเกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเนื่องจากราคาสูง จะส่งผลให้ผลผลิตลดลงและรายได้ของเกษตรกรที่กำลังดิ้นรนลดลงตามไปด้วย Martin เผยว่า อาจต้องเปลี่ยนแปลงแผนการปลูกโดยเพิ่มพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองซึ่งใช้ปุ๋ยน้อยกว่าข้าวโพด ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้นทุนปัจจัยการผลิตสูงแต่ราคาพืชผลอยู่ในระดับต่ำติดต่อกันหลายปี

    เกษตรกรบางรายอาจเลือกปลูกถั่วเหลืองมากกว่าข้าวโพด เนื่องจากข้าวโพดต้องการปุ๋ยมากกว่า

    เกษตรกรบางรายอาจเลือกปลูกถั่วเหลืองมากกว่าข้าวโพด เนื่องจากข้าวโพดต้องการปุ๋ยมากกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fertilizer-prices-surge-middle-east-war-us-farmers-crisis&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yEJ2dbZ56LBlN1irYGZcr

  • “เปียงยาง-ปักกิ่ง” เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้ หวังฟื้นสัมพันธ์เศรษฐกิจ

    “เปียงยาง-ปักกิ่ง” เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้ หวังฟื้นสัมพันธ์เศรษฐกิจ

    เกาหลีเหนือเตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสารเชื่อมกรุงเปียงยาง-กรุงปักกิ่งอีกครั้งในรอบ 6 ปี โดยจะเริ่มเดินรถเที่ยวแรกในวันที่ 12 มี.ค. นี้ หวังฟื้นฟูการคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจกับประเทศพันธมิตร

    กระทรวงรวมชาติเกาหลีของเกาหลีใต้ ระบุว่า เกาหลีเหนือและจีนเตรียมกลับมาเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟเชื่อมกรุงเปียงยาง-กรุงปักกิ่ง อีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ โดยถือเป็นการสิ้นสุดการระงับการเดินรถที่ยาวนานถึง 6 ปี นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

    การกลับมาเปิดเส้นทางเดินรถในครั้งนี้ ถือเป็นการฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมขนส่งสายสำคัญระหว่างพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างเกาหลีเหนือและจีน หลังจากเกาหลีเหนือดำเนินมาตรการปิดพรมแดนอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2563 โดยทางการรถไฟของจีนเปิดเผยกับสื่อว่า รถไฟสายเปียงยาง-ปักกิ่ง จะเริ่มให้บริการเที่ยวแรกในวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคมนี้ และจะให้บริการสัปดาห์ละ 4 เที่ยว

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้นการกลับมาเดินรถจะมีการจำกัดจำนวนผู้โดยสารและจะอนุญาตให้ผู้โดยสารใช้บริการได้เพียง 2 ตู้สุดท้ายของขบวนรถเท่านั้น โดยผู้โดยสารส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักการทูตหรือผู้ที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจของทางการ ในขณะที่ตั๋วโดยสารสำหรับบุคคลทั่วไปอาจมีการพิจารณาเปิดขายในภายหลังหากมีที่นั่งว่างเหลือเพียงพอ

    ปัจจุบัน เกาหลีเหนือยังคงปิดประเทศและยังจำกัดจำนวนและคัดกรองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทำให้การเดินทางเข้าเกาหลีเหนือของชาวต่างชาติเป็นไปได้ยาก ยกเว้นเพียงกลุ่มนักท่องเที่ยวจากรัสเซียที่มีข้อตกลงพิเศษกับรัฐบาลเกาหลีเหนือเท่านั้น 

    ทั้งนี้ข้อมูลจากบริษัททัวร์ที่จัดทริปเข้าเกาหลีเหนือ ระบุว่า ในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 นักท่องเที่ยวชาวจีนถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าเกาหลีเหนือมากที่สุดเป็นอันดับ 1 

    นอกจากนี้ มีรายงานเพิ่มเติมจากสื่อเกาหลีเหนือว่าทางการได้ประกาศยกเลิกการแข่งขัน “เปียงยาง มาราธอน” (Pyongyang Marathon) ที่กำหนดจะจัดขึ้นในเดือนหน้าแล้วในเมื่อวานนี้ (9 มี.ค.) โดยไม่ได้ระบุเหตุผลที่แน่ชัด โดยรายการวิ่งดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมไม่กี่ประเภทที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมจากนานาชาติสามารถเดินทางมายังเกาหลีเหนือเพื่อเข้าร่วมได้.

    ที่มา: CNA

    อ่านข่าว เกาหลีเหนือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2919132&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nx10FOxAmZiSspT0CC62V

  • “หม่อมปลื้ม” วิเคราะห์ “ทรัมป์” ส่งสัญญาณถอย หวั่นวิกฤตเศรษฐกิจโลกจากช่องแคบฮอร์มุซ

    “หม่อมปลื้ม” วิเคราะห์ “ทรัมป์” ส่งสัญญาณถอย หวั่นวิกฤตเศรษฐกิจโลกจากช่องแคบฮอร์มุซ

    “ม.ล.ณัฏฐกรณ์” วิเคราะห์ผ่านไทยรัฐนิวส์รูม “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณถอย หลังน้ำมันพุ่ง-หุ้นร่วง หวั่นวิกฤตเศรษฐกิจโลกจากช่องแคบฮอร์มุซ

    เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 10 มีนาคม 2569 ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล นักวิเคราะห์ข่าวการเมือง วิเคราะห์ประเด็น “เจาะเกมทรัมป์ สัญญาณเลิกสงคราม หลังอิหร่านสู้กลับเดือด” ในรายการไทยรัฐนิวส์รูม โดยระบุว่า ท่าทีของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อคืนนี้แตกต่างจากเมื่อวานซืนอย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นราคาที่ต้องจ่ายเล็กน้อย เพื่อสกัดไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเหมือนเป็นการพยายามโน้มน้าวให้ทั่วโลกเห็นด้วยกับปฏิบัติการของสหรัฐ

    อย่างไรก็ตาม ในการแถลงข่าวเมื่อคืนที่ผ่านมา ทรัมป์ กลับปรับท่าทีคล้ายกลับหลังหัน โดยระบุว่า ภารกิจทางทหารใกล้บรรลุเป้าหมายแล้ว และปฏิบัติการดำเนินไปเร็วกว่ากำหนดเดิมที่วางไว้ประมาณ 4 สัปดาห์ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ กล่าวว่า ท่าทีดังกล่าวส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกผันผวนอย่างรุนแรง โดยก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันล่วงหน้าพุ่งขึ้นกว่า 20% หลังทรัมป์ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบิน แต่เมื่อคืนกลับปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นการแกว่งตัวภายใน 2 วัน หรือ 2 days swing ที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    พร้อมมองว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ ต้องปรับท่าทีภายในเวลาเพียงวันเดียว คือแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและตลาดหุ้นเอเชียที่ปรับตัวลดลงอย่างหนัก โดยเฉพาะความกังวลช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกปิด ซึ่งจะส่งผลต่อการขนส่งพลังงานของโลก หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริง จะไม่ใช่เพียงแค่ราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่จะนำไปสู่ภาวะขาดแคลนพลังงาน เพราะไม่สามารถขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติทางทะเลได้ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ “Code RED” (ระดับอันตราย) ที่อาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก หรือ Global recession

    นอกจากนี้ ยังมีปฏิกิริยาจากยุโรป โดยประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้สั่งเตรียมภารกิจทางทหารเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่แผนของสหรัฐฯ คือให้เรือรบคุ้มกันเรือขนส่งสินค้า เพื่อให้สามารถผ่านช่องแคบได้ ทั้งนี้ แม้จะมีเรือรบสหรัฐฯ และฝรั่งเศสคุ้มกัน แต่บรรยากาศของการเดินเรือก็ยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เพราะอิหร่านประกาศพร้อมยิงตอบโต้ หากเกิดการปะทะกันจริง การขนส่งสินค้าทางทะเลในภูมิภาคนั้นอาจหยุดชะงักทั้งหมด พร้อมอ้างถึงบทวิเคราะห์ของสื่อสหรัฐฯ ที่ระบุว่า ทรัมป์ต้องตัดสินใจว่าจะปล่อยให้เกิดความโกลาหลในการเดินเรือทั่วโลกหรือไม่ หากเรือรบตะวันตกปะทะกับอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ ผลกระทบจะลุกลามไปยังเรือสินค้าทุกลำในภูมิภาค

    ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เชื่อว่าแรงกดดันดังกล่าวทำให้ทรัมป์ มีแนวโน้มถอยก่อน เพื่อหวังให้อิหร่านค่อยๆ ผ่อนคลายสถานการณ์และเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้ใช้งานได้ตามปกติ แม้ว่าขณะนี้ยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม นอกจากนี้ มีรายงานว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ส่งสัญญาณว่า หากประเทศใดขับไล่ทูตของสหรัฐฯ และอิสราเอล อิหร่านอาจเปิดเส้นทางเดินเรือให้ แต่เชื่อว่าไม่มีประเทศใดต้องการมีปัญหากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในเวลานี้ เขาประเมินว่าอิหร่านมีเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ในการตัดสินใจว่าจะตอบรับสัญญาณลดความตึงเครียดของสหรัฐฯ หรือไม่ โดยเมื่อคืน ทรัมป์ได้ทอดสะพานผ่านการแถลงข่าวว่าเพียงพอแล้ว และไม่ได้ตั้งเป้าจะกำจัดผู้นำคนใหม่ของอิหร่าน พร้อมระบุว่าประชาชนอิหร่านควรเป็นผู้เลือกผู้นำของตนเอง หากอิหร่านตอบรับและเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้ใช้งานได้ตามปกติ บรรยากาศในภูมิภาคอาจนำไปสู่สันติภาพ แม้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะยังคงตึงเครียดก็ตาม

    อย่างไรก็ตาม ม.ล.ณัฏฐกรณ์ มองด้วยว่า ความเชื่อมั่นของประเทศในอ่าวเปอร์เซีย เช่น กาตาร์, บาห์เรน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย ได้รับผลกระทบอย่างหนัก หลังอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ความสัมพันธ์ในภูมิภาคเสียหายและยากจะกลับไปเหมือนเดิม และยังประเมินอีกว่า ปฏิบัติการของสหรัฐฯ และอิสราเอล สามารถสร้างความเสียหายต่อกองกำลังอิหร่านได้มาก ทั้งการสังหารนายทหารระดับสูงจำนวนมาก และการทำลายเรือรบจำนวนหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นโค่นล้มระบอบการปกครอง

    ม.ล.ณัฏฐกรณ์ กล่าวสรุปว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ทำให้สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ระดับหนึ่ง แต่หากเดินหน้าต่อไป ความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกอาจรุนแรงเกินรับไหว จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทรัมป์เริ่มส่งสัญญาณลดระดับความขัดแย้ง ทรัมป์พูดว่า “เราชนะในหลายทางแล้ว แต่ยังชนะไม่มากพอ” คำกล่าวนี้อาจเป็นการเผื่อไว้ หากมีการปฏิบัติการต่อ อย่างไรก็ตาม มีการมองว่าอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเริ่มพักรบ ลดระดับการสู้รบลง เนื่องจากขีปนาวุธสกัดเริ่มลดน้อยลงและผลิตไม่ทัน อีกมุมหนึ่งอาจต้องการให้อิหร่านหยุดการตอบโต้ เพราะลูกจรวดที่ใช้ยิงสกัดเหลือน้อยลง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2919140&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39Sh51eXsljlnCiNuc3Psw

  • HSBC มองเศรษฐกิจอ่าวอาหรับยังแกร่ง แม้ความตึงเครียดอิหร่านปะทุ : อินโฟเควสท์

    HSBC มองเศรษฐกิจอ่าวอาหรับยังแกร่ง แม้ความตึงเครียดอิหร่านปะทุ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) แสดงความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคอ่าวอาหรับ แม้ว่าภูมิภาคดังกล่าวกำลังเผชิญความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน โดยธนาคารยังคงมองว่าเศรษฐกิจของภูมิภาคมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในระยะยาว

    จอร์จส์ เอลเฮเดอรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ HSBC ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ (9 มี.ค.) ว่า ธนาคารยังคงมีความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ต่อกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) รวมถึงความแข็งแกร่ง ความยืดหยุ่น และศักยภาพของภูมิภาคในระยะยาว พร้อมย้ำว่าความเชื่อมั่นต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและอนาคตของกลุ่มประเทศดังกล่าวยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

    ทั้งนี้ กลุ่ม GCC ประกอบด้วยบาห์เรน คูเวต ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ โอมาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น โดรนและขีปนาวุธของอิหร่านได้โจมตีหลายประเทศในกลุ่ม GCC ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันและก๊าซ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของภูมิภาค ได้รับผลกระทบ

    อย่างไรก็ตาม เอลเฮเดอรีระบุว่า HSBC ยังคงเชื่อว่า ในช่วงหลายปีข้างหน้า ภูมิภาคอ่าวอาหรับจะสามารถกลับมามีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเดินหน้าสู่การเติบโตและความรุ่งเรืองได้อีกครั้ง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/575690&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11Naw2L_mi25VfSqoId5Dg