Category: เศรษฐกิจ

  • ไทยเสี่ยงระดับ2ขาดพลังงาน หาแหล่งทดแทนตะวันออกกลางยาก

    ไทยเสี่ยงระดับ2ขาดพลังงาน หาแหล่งทดแทนตะวันออกกลางยาก

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-221&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bd5jVR8QVw1wHGLLBiArL

  • “เอกนิติ” เร่งขันน็อตเบิกจ่ายงบประมาณประคองเศรษฐกิจ ช่วงสุญญากาศตั้งรัฐบาลใหม่ : อินโฟเควสท์

    “เอกนิติ” เร่งขันน็อตเบิกจ่ายงบประมาณประคองเศรษฐกิจ ช่วงสุญญากาศตั้งรัฐบาลใหม่ : อินโฟเควสท์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล จึงทำให้ยังไม่สามารถเร่งออกมาตรการ หรือนโยบายใหม่ ๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการดูแลและเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเม็ดเงินงบประมาณที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะสามารถอัดฉีดลงสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ได้

    อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าอาจจะยังมีงบประมาณบางส่วนที่ติดขัด ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ จึงได้มอบหมายให้นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง ไปพิจารณากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างว่าติดขัดในส่วนใดบ้าง เนื่องจากในช่วงที่ต้องการกำลังซื้อให้เข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจนั้น การเร่งรัดการเบิกจ่าย ถือเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยรองรับได้

    “วันนี้ต้องเตรียมความพร้อมในการดูแลเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลตอนนี้ ยังออกนโยบายใหม่ไม่ได้ จึงอยากทำให้เกิดความมั่นใจว่าเม็ดเงินงบประมาณที่มี จะสามารถอัดฉีดเข้าสู่ระบบเพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงที่รัฐบาลกำลังรอการจัดตั้งให้เรียบร้อยได้” นายเอกนิติ ระบุ

    ส่วนการพิจารณาจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ เพื่อนำมาใช้เป็นงบสำรองสำหรับรองรับสถานการณ์ปัจจุบันนั้น นายเอกนิติ ยืนยันว่า ขณะนี้ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นหลัก ถ้าเบิกจ่ายไม่ได้ ก็ถือว่าไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งงบประมาณในส่วนนี้ก็ต้องมาพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไร

    “ถ้าไม่เข้ามาดูแลทุกคนก็อาจจะใจเย็นกันไปเรื่อย ๆ เพราะต้องยอมรับว่าประสิทธิภาพเรื่องการเบิกจ่าย เป็นสิ่งสำคัญในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ การเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายให้สูงขึ้น จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน สะท้อนจากภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาส 4/68 จากการเดินหน้านโยบาย Quick Big Win เพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายให้สูงขึ้น ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบลงทุนของส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ ขยายตัวถึง 13% เป็นผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าวถูกดันขึ้นมา ส่วนในขณะนี้ ก็ต้องมาติดตามกันต่อว่าจะเป็นอย่างไร โดยกระบวนการทั้งหมดมีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน แต่ต้องรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อยก่อน” นายเอกนิติ กล่าว

    พร้อมระบุว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการเร่งจัดทำฉากทัศน์ (Scenario) ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องสถานการณ์ราคาน้ำมัน ที่ขณะนี้ต้องยอมรับว่ามีความผันผวนมาก โดยจะดำเนินการควบคู่กับการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเดิมที่มีอยู่เพื่อพยุงเศรษฐกิจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/576092&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LZmIRtKN-6TDZ_cXrXzQ2

  • ราคาที่โลกต้องจ่าย สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านทำเศรษฐกิจโลกรวน หลายชาติเร่งออกมาตรการรัดเข็มขัด

    ราคาที่โลกต้องจ่าย สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านทำเศรษฐกิจโลกรวน หลายชาติเร่งออกมาตรการรัดเข็มขัด

    วันนี้ (11 มีนาคม 2026) ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านดำเนินเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีกรุงเตหะราน เมืองหลวงของประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา 

    ความขัดแย้งตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อภูมิภาคตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบออกสู่วงกว้าง เนื่องจากศูนย์กลางของวิกฤตครั้งนี้ทับซ้อนกับพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญด้านพลังงานและการขนส่งน้ำมัน ส่งผลให้กลุ่มประเทศที่ส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลางต้องลดการผลิตน้ำมันดิบชั่วคราว จนทำให้ราคาน้ำมันดิบและตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น

    “นี่คือราคาที่ต้องจ่ายเพียงเล็กน้อย เพื่อแลกกับการทำลายอิหร่าน” คือคำพูดของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2026 ภายหลังที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในรอบ 4 ปี 

    The Momentum รวบรวมตัวอย่างผลกระทบของราคาที่ต้องจ่าย ‘เพียงเล็กน้อย’ จากทั่วทั้งโลกมาไว้ในรายงานนี้

    ปากีสถาน: โรงเรียนปิด เจ้าหน้าที่รัฐ Work From Home รัฐมนตรีลดเงินเดือน

    ภายหลังเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินภายในปากีสถานปรับตัวขึ้นลิตรละ 0.2 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 6.30 บาท) ซึ่งนับว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยปากีสถานถือเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและเชื้อเพลิงจากภูมิภาคตะวันออกกลางมากที่สุด

    เชห์บาซ ชาริฟ (Shehbaz Sharif) นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ประกาศให้โรงเรียนทั่วประเทศงดการเรียนการสอนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อลดการเดินทาง โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2026 เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อนักเรียนมากกว่า 40 ล้านคนจากทั่วประเทศ ขณะที่การเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาจะเปลี่ยนเป็นการเรียนการสอนแบบออนไลน์แทน

    นอกจากนี้หน่วยงานราชการ ยกเว้นธนาคาร จะปรับลดวันทำงานเหลือเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ พร้อมให้เจ้าหน้าที่รัฐมากกว่าครึ่งหนึ่งปฏิบัติงานจากที่บ้าน (Work From Home)

    ชาริฟเปิดเผยเพิ่มเติมว่า คณะรัฐบาลยินดีที่จะสละเงินเดือนและค่าเบี้ยเลี้ยงลง ขณะที่สมาชิกรัฐสภาจากรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นร้อยละ 25 ยินดีที่จะลดเงินเดือนของตนเองลงเช่นกัน นอกจากนี้รัฐบาลยังประกาศระงับซื้อยานพาหนะของราชการไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2026

    ขณะเดียวกัน ทางการยังประกาศงดการกินอิฟตาร์ (Iftar) หรือมื้ออาหารหลังพระอาทิตย์ตกดินของชาวมุสลิม ในช่วงถือศีลอดของเดือนรอมฎอนอีกด้วย โดยชาวมุสลิมจะมารวมตัวกันกินอาหารร่วมกัน หลังจากที่อดอาหารมาทั้งวัน

    ชาริฟระบุว่า รัฐบาลพยายามลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด แม้การบริหารจัดการราคาน้ำมันจะเป็นเรื่องท้าทายภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน

    “เรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ตัดสินใจอย่างยากลำบาก เพื่อที่จะสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศของเรา” เขากล่าวผ่านโทรทัศน์

    เวียดนาม: ยกเลิกภาษีนำเข้าเชื้อเพลิง สนับสนุน Work From Home

    รัฐบาลเวียดนามประกาศยกเลิกภาษีนำเข้าเชื้อเพลิง โดยมีผลบังคับใช้ไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2026 เพื่อลดภาระราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ

    นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามยังขอความร่วมมือจากภาคธุรกิจภายในประเทศ ให้สนับสนุนการทำงานแบบ Work From Home เพื่อลดการเดินทางและความต้องการในการใช้เชื้อเพลิง 

    ทางการเวียดนามเตือนประชาชนไม่ให้กักตุนหรือเก็งกำไรราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ ท่ามกลางภาพของประชาชนที่ต่อแถวเติมน้ำมันในปั๊มน้ำมันของกรุงฮานอย เมืองหลวงประเทศเวียดนาม เมื่อวานนี้ (10 มีนาคม 2026)

    ขณะเดียวกัน ฝั่ม มิญ จิ๊ญ (Pham Minh Chinh) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม เปิดเผยว่า เขาพูดคุยทางโทรศัพท์กับผู้นำของประเทศคูเวต กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อขอความร่วมมือในการจัดหาเชื้อเพลิงและน้ำมันดิบเพิ่มเติม เนื่องจากเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางมากที่สุดเช่นกัน

    เกาหลีใต้: รัฐบาลกำหนดเพดานราคาน้ำมัน ตลาดหุ้นหยุดซื้อขายชั่วคราว 

    อี แจมยอง (Lee Jae Myong) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ประกาศกำหนดเพดานราคาน้ำมันในรอบ 30 ปี พร้อมระบุว่า รัฐบาลกำลังหารือแนวทางในการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและพลังงานเพิ่มเติม

    สำหรับเกาหลีใต้ นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ราคาน้ำมันเบนซินภายในประเทศปรับราคาขึ้นเป็นลิตรละ 1.28 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 40.33 บาท) ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในรอบ 4 ปี

    นอกจากนี้ ดัชนีหุ้น KOSPI (KOSPI Index) ของเกาหลีใต้ยังได้รับผลกระทบและมีความผันผวนอย่างหนัก โดยร่วงลงมากสุดถึงร้อยละ 12 เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลดลงครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ จนตลาดหุ้นต้องหยุดการซื้อขายชั่วคราว

    ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลและธนาคารกลางของประเทศเตรียมมาตรการฉุกเฉินสำรอง เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ที่ยังคงดำเนินอยู่

    “เราควรร่วมมือกับพันธมิตรอื่นๆ เพื่อมองหาเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่ไม่จำเป็นต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” ผู้นำเกาหลีใต้กล่าว

    ไทย: ราชการงดดูงานต่างประเทศ เจ้าหน้าที่บางส่วน Work From Home

    สำหรับประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในครั้งนี้เช่นเดียวกัน โดยเมื่อวานนี้ (10 มีนาคม 2026) รัฐบาลสั่งการให้หน่วยงานราชการบางส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชนทำงานแบบ Work From Home และในระหว่างนี้ขอให้งดการเดินทางไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศชั่วคราว

    นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังเสนอมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐอย่างเหมาะสม เช่น ปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม งดใส่สูทผูกไท รวมถึงลดการใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น ปิดไฟ ใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ ลดการใช้ลิฟต์

    ขณะเดียวกัน อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความต้องการในการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยต่อวัน 124 ล้านลิตร ขณะที่ในปัจจุบันยังคงมีปริมาณน้ำมันสำรองทั้งสิ้น 8,055 ล้านลิตร ซึ่งยังสามารถสำรองเผื่อได้ อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้หากสถานการณ์วิกฤตขึ้นก็จะมีมาตรการบังคับเพิ่มเติม เช่น หรี่การใช้ไฟฟ้าในป้ายโฆษณา ป้ายชื่อร้าน ป้ายต่างๆ ตามโรงภาพยนตร์ ตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป และกำหนดเวลาเปิด-ปิด ปั๊มน้ำมันไม่เกิน 22.00 น. ยกเว้นปั๊มน้ำมันบนทางหลัก

    ภาพ: AFP, Reuters

    ที่มา:

    https://www.dw.com/en/pakistan-to-close-schools-cut-spending-over-iran-war/a-76293311 

    https://www.reuters.com/business/energy/vietnam-urges-people-work-home-save-fuel-iran-war-disrupts-supplies-2026-03-10/ 

    https://www.cnbc.com/2026/03/09/south-korea-fuel-price-cap-oil-price-surging.html

    https://themomentum.co/report-thai-government-work-from-home/

    Tags: , , , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-effect-of-iran-war/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KJOkuEEtBxlk6r7yFWWiT

  • ‘เอกนิติ’ เปิดยุทธการอัดฉีดงบพยุงศก.ไทย เร่งทำฉากทัศน์ประเมินผลกระทบสงคราม

    ‘เอกนิติ’ เปิดยุทธการอัดฉีดงบพยุงศก.ไทย เร่งทำฉากทัศน์ประเมินผลกระทบสงคราม

    ‘เอกนิติ’ เปิดยุทธการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณประคองเศรษฐกิจ หลังตั้งรัฐบาลยังไม่จบกระทบออกนโยบายใหม่ไม่ได้ เดินหน้าจัดทำฉากทัศน์ประเมินเศรษฐกิจไทยจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางหลังราคาน้ำมันโลกป่วนผันผวนรุนแรง

    11 มี.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงการจัดตั้งรัฐบาลให้เรียบร้อย จึงทำให้ยังไม่สามารถเร่งออกมาตรการ หรือนโยบายใหม่ ๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการดูแลและเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเม็ดเงินงบประมาณที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะสามารถอัดฉีดลงสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในขณะนี้

    ทั้งนี้ ยอมรับว่าอาจจะยังมีงบประมาณบางส่วนที่ติดขัด ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ จึงได้มีการมอบหมายให้นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง ไปเร่งดูกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างว่าติดขัดในส่วนใดบ้าง เนื่องจากในช่วงที่เศรษฐกิจต้องการกำลังซื้อให้เข้ามาช่วยพยุง การเร่งรัดการเบิกจ่ายก็เป็นส่วนหนึ่งและมีความสำคัญที่จะเข้ามาช่วยรองรับในส่วนนี้ได้

    “วันนี้ต้องเตรียมความพร้อมในการดูแลเศรษฐกิจ เพราะว่ารัฐบาลตอนนี้ยังออกนโยบายใหม่ไม่ได้ จึงอยากทำให้เกิดความมั่นใจว่าเม็ดเงินงบประมาณที่มีจะสามารถอัดฉีดเข้าสู่ระบบเพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงที่รัฐบาลกำลังรอการจัดตั้งให้เรียบร้อยได้” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ

    ส่วนการพิจารณาจัดทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ เพื่อนำมาใช้เป็นงบสำรองรองรับสถานการณ์ปัจจุบันนั้น นายเอกนิติ ยืนยันว่า ขณะนี้ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นหลัก ถ้าเบิกจ่ายไม่ได้ก็ถือว่าไม่มีประสิทธิภาพ งบประมาณในส่วนนี้ก็ต้องมาพจิารณาต่อว่าจะทำอย่างไร ถ้าไม่เข้ามาดูแลทุกคนก็อาจจะใจเย็นกันไปเรื่อย ๆ เพราะต้องยอมรับว่าประสิทธิภาพเรื่องการเบิกจ่ายเป็นสิ่งสำคัญในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

    “การเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายให้สูงขึ้น จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน สะท้อนจากภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2568 จากการเดินหน้านโยบาย Quick Big Win เพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายให้สูงขึ้น ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบลงทุนของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจขยายตัวถึง 13% เป็นผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าวถูกดันขึ้นมา ส่วนในขณะนี้ก็ต้องมาติดตามกันต่อว่าจะเป็นอย่างไร โดยกระบวนการทั้งหมดมีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน แต่ต้องรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อยก่อน” นายเอกนิติ กล่าว

    อย่างไรก็ดี ในส่วนของสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการเร่งจัดทำฉากทัศน์ (Scenario) จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ขณะนี้ต้องยอมรับว่ามีความผันผวนอย่างมาก ซึ่งเป็นการดำเนินการควบคู่กับการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเดิมที่มีอยู่เพื่อพยุงเศรษฐกิจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/961412/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r6bV85iWoaN3-7DK_0VeL

  • หอการค้าระยอง-ภาคธุรกิจ ลงนามตั้ง ‘สภาเศรษฐกิจฯ ยกระดับผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันอย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    หอการค้าระยอง-ภาคธุรกิจ ลงนามตั้ง ‘สภาเศรษฐกิจฯ ยกระดับผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันอย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 มี.ค.ที่ห้องประชุมหอการค้าจังหวัดระยอง ต.ทับมา อ.เมือง จ.ระยอง นายทินกร ลาวัณย์เสถียร ประธานหอการค้าจังหวัดระยอง ลงนาม MOU กับภาคธุรกิจในพื้นที่ ประกอบด้วย ศูนย์วัฒนธรรมและประสานงานไทยจีน, สมาคมการศึกษาเอกชนนอกระบบจังหวัดระยอง, สมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์จังหวัดระยอง, ชมรมร้านทองจังหวัดระยอง, สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก, ชมรมร้านขายยาจังหวัดระยอง, สมาคมขนส่งภาคตะวันออก, สมาคมประมงระยอง, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระยอง และสมาคมผู้ค้าส่งค้าปลีกแห่งประเทศไทย สาขาภาคตะวันออก ตั้ง “สภาเศรษฐกิจหอการค้าจังหวัดระยอง”

    ทั้งนี้เพื่อร่วมกันรายงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเศรษฐกิจเชิงประจักษ์ วิเคราะห์ปัญหา พร้อมทั้งรวบรวมและเสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติแสวงหาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาคเอกชนและประเมินแนวโน้มทางเศรษฐกิจของจังหวัดระยองร่วมกันที่มีรวดเร็ว แม่นยำ และทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน รวมทั้งเป็นเวทีปรึกษา และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันระหว่างองค์กรและสมาชิก เพื่อเป็นการส่งเสริมและยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยอง ให้สามารถพัฒนาและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ในทุกมิติอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5676929/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g4yOr5t8V75HCY8v7OPo2

  • จีนใช้กลยุทธ์ทุ่มลงทุนในด้านประชากร หวังกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายภาคครัวเรือน

    จีนใช้กลยุทธ์ทุ่มลงทุนในด้านประชากร หวังกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายภาคครัวเรือน

    รัฐบาลจีนใช้กลยุทธ์ใหม่ ทุ่มงบลงทุนในด้านประชากร หวังให้ครัวเรือนหันมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

    ในการประชุมครั้งสำคัญทางเมืองของจีน หรือ “การประชุมสองสภา” ทางการจีนตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของปี 2026 อยู่ที่ 4.5%-5% ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ต่ำที่สุดตั้งเเต่ปี 1991 ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายของจีนได้เปิดเผยกลยุทธ์ใหม่ หวังกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนให้มากขึ้น 

    ที่ผ่านมาจีนเคยใช้กลยุทธ์มากมายอย่าง การสร้างที่อยู่อาศัยให้ประชาชน, การสร้างถนน, การสร้างเขตอุตสาหกรรม, การขยายการส่งออกและการลงทุน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวเเต่กลยุทธ์เหล่านี้ก็ไม่ยั่งยืนเสมอไป ผู้กำหนดนโยบายของจีนจึงวางแผนใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ หรือ Investing in people

    คำถามที่ตามมาคือ ผู้นำของจีนจะทำให้ประชาชนยอมใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้จริงหรือไม่ เเล้วการใช้จ่ายภาคครัวเรือนจะกลายเป็นแรงผลักทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่

    การลงทุนในด้านประชากร หรือ Investing in people คือนโยบายที่รัฐบาลจีนทุ่มเงินลงทุนสร้างสวัสดิการให้ประชาชน อย่างการขยายศูนย์บริการให้ผู้สูงอายุ, การปรับเพิ่มเบี้ยผู้สูงวัย, การให้เงินสนับสนุนในการดูแลทารก อีกทั้งยังเสนอ แผนการสร้างรายได้ให้ผู้สูงวัยมีเงินใช้หลังเกษียณอายุ ซึ่งนโยบายนี้จะทำให้ภาคครัวเรือนเเละประชาชนกล้าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นเพราะรู้สึกว่าพวกเขามีเบาะรองรับในยามเกษียณเเละมีความมั่นใจที่จะสร้างครอบครัว

    แม้ว่ารัฐบาลจีนจะมีแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ที่มุ่งเน้นในการพัฒนาและส่งออกด้านเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เเละเพิ่มกำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่นั้นก็ไม่อาจวางใจได้ว่าจะเป็นแรงผลักทางเศรษฐกิจที่มากพอของประเทศจีน เพราะในโลกปัจจุบันที่อุปสงค์หรือความต้องการซื้อสินค้าต่ำลง ทำให้เกิดความไม่สมดุลของระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมาก จีนจึงต้องปรับตัวเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

    ภาคครัวเรือนของประเทศจีนมีสัดส่วนในการใช้จ่ายน้อยลงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ โดยภาคครัวเรือนของจีนมีการใช้จ่ายคิดเป็น 40% ของ GDP ประเทศจีน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ 55% เเละประเทศที่พัฒนาเเล้วจะอยู่ที่ 60% 

    ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า รัฐบาลสามารถเป็นตัวกระตุ้นให้ครัวเรือนใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้ เเต่ผลลัพธ์ในช่วงเทศกาลตรุษจีนยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก เพราะรัฐบาลจีนได้ทุ่มเงินกว่าหนึ่งพันล้านหยวน ในการสนับสนุนในชาวจีนออกมาท่องเที่ยว ซึ่งนั่นก็ได้ผลในเเง่ที่รายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีนเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ เเต่เมื่อมาดูข้อมูลรายจ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวแล้วนั้นกลับลดลงอย่างน่าตกใจ ซึ่งสามารถชี้ได้ว่าภาคครัวเรือนมีการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังอย่างเห็นได้ชัด

    นี่จึงถือเป็นคำเตือน ให้ผู้นำจีนรีบปรับตัวก่อนที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เพราะในอดีตจีนเคยทุ่มเงินอัดฉีดภาคครัวเรือนจำนวนมหาศาลเเต่กลับไม่ได้ผล เเละเหลือไว้เพียงหนี้ก้อนโตที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

    นักวิจัยด้านเศรษฐกิจชี้ว่า รัฐบาลจีนต้องเร่งวางแผนปรับตัว เพื่อให้การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนกลายมาเป็นเเรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในระยะยาวที่เเข็งเเรงกว่าการให้เงินสนับสนุนภาคครัวเรือนที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงระยะสั้น

    ชาวเน็ตจีนได้ตั้งคำถามบนโลกออนไลน์ถึงเรื่องการลาโดยยังได้รับค่าจ้าง โดยที่ชาวเน็ตคนหนึ่งโพสต์ว่า “การลางานไม่ใช่การพักผ่อนอยู่บ้าน เเต่เป็นการออกไปใช้เงิน” ในขณะที่อีกคนบอกว่า “จีนควรมีการออกกฎบังคับให้ประชาชนทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน เเต่ทำเพียง 5 วันต่อสัปดาห์ก่อน”

    ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งตั้งคำถามกันเรื่อง การลางานในช่วงการเเต่งงานเเละการมีลูก หนึ่งในนั้นเรียกร้องถึงการลางานขั้นต่ำ 10 วันในช่วงการเเต่งงานของพนักงานทั้งประเทศ เพราะในบางจังหวัดพนักงานลางานได้เพียง 3 วันในช่วงการแต่งงาน ขณะที่อีกคนหนึ่งบอกว่า “การที่ประชาชนจะมีลูกนั้น มีค่าใช้จ่ายที่ตามมาสูงมาก” พวกเขาต้องการงานเเละรายรับที่มั่นคงก่อนจึงจะตัดสินใจเรื่องการมีลูก 

    หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนของจีนยังคงต่ำอยู่คือ สภาวะการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพราะ 25% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่เมื่อหลายปีก่อนนักธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับปัญหาหนี้ครั้งใหญ่ทำ โครงการสร้างอสังหาริมทรัพย์ต้องหยุดชะงักเเละชะลอออกไป ทำให้ในปี 2021 ราคาบ้านในหลายเมืองตกลงอย่างน่าตกใจ

    ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา บ้านไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย เเต่กลายเป็นเครื่องแสดงความมั่งคั่งของครอบครัวชาวจีน ตามหลักจิตวิทยาเมื่อราคาบ้านเพิ่มสูงขึ้น คนจะรู้สึกมั่งคั่งขึ้นและอยากใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้เมื่อราคาบ้านตกลง คนจะรู้สึกไม่มั่งคั่งเเละไม่กล้าใช้จ่าย อีกทั้งการชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ยังส่งผลให้อัตราการว่างงานของแรงงานในกลุ่มการก่อสร้าง เเละกลุ่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในหลาย ๆ เมือง

    ความท้าทายอื่น ๆ ที่จีนกำลังเผชิญคือ อัตราการเกิดใหม่ของเด็กทารกลดลงอย่างมาก, อัตราการว่างงานของเด็กจบใหม่สูงขึ้น เเละอุปสงค์จากภาคครัวเรือนในจีนลดลงอย่างมาก

    กว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจของจีนเติบโตจากสร้างเมือง โครงสร้างพื้นฐานในประเทศ เเละอุตสาหกรรมต่าง ๆ มันจึงถึงเวลาที่จีนจะก้าวเข้าสู่เข้าเฟสใหม่ที่เศรษฐกิจของจีนจะเติบโตจากการใช้จ่ายที่มาจากภาคครัวเรือนของจีนเป็นหลัก.

    อ่านข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม

    ที่มา : BBC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2919322&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hu4JMtBAcgCVrHx3D7WQd

  • “อนุทิน2″ปรับทัพรับสงกรานต์69ดึง”กลุ่มลูกเทพ”คุมกระทรวงเศรษฐกิจ

    “อนุทิน2″ปรับทัพรับสงกรานต์69ดึง”กลุ่มลูกเทพ”คุมกระทรวงเศรษฐกิจ

    ทายาท “บ้านใหญ่” ผงาด: นิยามและอิทธิพลของกลุ่มลูกเทพ

    การจัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2” ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดถึงการก้าวขึ้นมามีบทบาทนำของ “กลุ่มลูกเทพ” หรือที่รู้จักในนาม “ลูกบังเกิดเกล้า” ซึ่งเป็นการรวมตัวของนักการเมืองรุ่นใหม่ทายาทตระกูลดังในพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วม โดยกลุ่มนี้มีสมาชิกอย่างน้อย 15 คน และมีถึง 9 คนที่มีชื่อลุ้นตำแหน่งรัฐมนตรี แหล่งข่าววงในระบุว่ากลุ่มนี้มี “ลูกนก” ไชยชนก ชิดชอบ เป็นแกนนำหลัก ร่วมกับ “ขิง” เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่นำทีม สส. เข้ามาเสริมทัพจนกลายเป็นก๊วนที่ทรงอิทธิพลสูงในการต่อรองเก้าอี้ ครม. ครั้งนี้

    แม้แกนนำพรรคจะพยายามสลายความเป็นกลุ่มก้อนเพื่อเอกภาพในการบริหาร แต่กลุ่มลูกเทพถูกมองว่าเป็นฟันเฟืองที่ “ใครแตะก็ลำบาก” เนื่องจากฐานเสียงที่แน่นหนาในพื้นที่ “นี่คือการเปลี่ยนผ่านสู่คนรุ่นใหม่ของบ้านใหญ่ที่จะเข้ามามีบทบาทตัดสินใจนโยบายระดับชาติอย่างเต็มตัว” ส่งผลให้โผ ครม. ชุดใหม่สะท้อนภาพการจัดสรรอำนาจที่เอื้อต่อการสร้างผลงานของคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้อย่างเห็นได้ชัด

    เปิดโผ ครม. เศรษฐกิจ: ส่องตัวเต็งรัฐมนตรีและกระทรวงเกรดเอ

    ในส่วนของโผรายชื่อที่คาดการณ์ กระทรวงพลังงานกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีชื่อของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นตัวเต็งอันดับหนึ่ง ขณะที่กระทรวงมหาดไทย คาดว่านายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล อาจควบตำแหน่งเองหรือส่งไม้ต่อให้ ทรงศักดิ์ ทองศรี โดยมีชื่อของ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ จากกลุ่มลูกเทพจ่อรั้งตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย ส่วนกระทรวงคมนาคมคาดว่า พิพัฒน์ รัชกิจประการ จะนั่งแท่นรัฐมนตรีว่าการ โดยมี ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ และ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เป็นตัวเก็งรัฐมนตรีช่วยเพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน

    นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมคาดว่าเป็นของ วราวุธ ศิลปอาชา ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมีชื่อของ ภราดร ปริศนานันทกุล และ ตรีนุช เทียนทอง ร่วมชิงเก้าอี้ อีกทั้งยังมี “ซูเปอร์สตาร์” ของกลุ่มอย่าง ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ที่ถูกวางตัวมาเสริมความเข้มแข็งให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้ รวมถึง บุณย์ธิดา สมชัยที่มีลุ้นขยับจากโฆษกขึ้นเป็นรัฐมนตรีช่วย เพื่อสร้างมิติใหม่ในการบริหารงานที่คล่องตัวและทันสมัยมากขึ้น

    ไทม์ไลน์จัดตั้งรัฐบาล: เร่งสปีดแก้ปัญหาก่อนวิกฤตพลังงานบานปลาย

    กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลมีกรอบเวลาที่ชัดเจน โดยจะเริ่มรัฐพิธีเปิดสมัยประชุมรัฐสภาในวันที่ 14 มีนาคม 2569 ตามด้วยการเลือกประธานสภาฯ และคาดว่าจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคม

    สำหรับการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 7–9 เมษายน ก่อนจะประชุม ครม. นัดแรกในวันที่ 9 เมษายน เพื่อเริ่มบริหารประเทศเต็มตัวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนมีการเดินทางและใช้จ่ายสูงสุด

    ความเร่งด่วนในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้มีปัจจัยกดดันจากวิกฤตราคาพลังงานและผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มมีสถานะติดลบ

    รัฐบาล “อนุทิน 2” จึงต้องเร่งเข้ามารับช่วงต่อเพื่อออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนทันที โดยแกนนำพรรคระบุว่า “เราต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มก่อนช่วงสงกรานต์ เพื่อจัดการวิกฤตพลังงานไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน”

    ถือเป็นบททดสอบแรกของกลุ่มลูกเทพที่จะต้องพิสูจน์ฝีมือในการบริหารจริง

    บทสรุปและวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ

    การก้าวเข้ามาของ “กลุ่มลูกเทพ” ใน ครม. อนุทิน 2 ไม่เพียงแต่เป็นการสืบทอดอำนาจจากรุ่นสู่รุ่น แต่ยังสะท้อนถึงการปรับตัวของพรรคการเมืองที่ต้องการใช้ภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่เข้ามาชับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ตึงเครียด

    แนวโน้มในอนาคตจึงอยู่ที่การพิสูจน์ว่ารัฐมนตรีหน้าใหม่เหล่านี้จะสามารถบริหารจัดการงบประมาณและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้มีประสิทธิภาพเพียงใด โดยเฉพาะการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันที่กำลังวิกฤต ซึ่งจะเป็นดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นของรัฐบาลชุดนี้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน

    เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/739193&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vjVHYhXzpFbFpU5uDxv_L

  • เอกนิติ สั่งเร่งเครื่องเบิกจ่ายงบฯพยุงเศรษฐกิจ-ทำฉากทัศน์รับมือน้ำมันผันผวน

    เอกนิติ สั่งเร่งเครื่องเบิกจ่ายงบฯพยุงเศรษฐกิจ-ทำฉากทัศน์รับมือน้ำมันผันผวน

    เอกนิติ สั่งเร่งเครื่องเบิกจ่ายงบฯพยุงเศรษฐกิจ-ทำฉากทัศน์รับมือน้ำมันผันผวน

    เป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังกระทรวงการคลัง เร่งเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจจากปัจจัยความขัดแย้งประเทศในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) โดยขณะนี้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจอยู่ระหว่างจัดทำ “ฉากทัศน์” (Scenario) เพื่อประเมินผลกระทบในหลายสมมติฐาน ควบคู่กับการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงรอยต่อก่อนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีความผันผวนค่อนข้างมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป

    “ขณะนี้เรากำลังจัดทำฉากทัศน์เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจว่าจะเกิดขึ้นในระดับใดบ้าง เพราะจะเห็นว่าราคาน้ำมันมีความสวิงค่อนข้างมาก จึงต้องเตรียมสมมติฐานหลายรูปแบบไว้รองรับ” 

    ในด้านการบริหารงบประมาณภาครัฐ กระทรวงการคลังได้สั่งการให้กรมบัญชีกลางเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณที่มีอยู่ในระบบ เพื่อให้เม็ดเงินสามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยพยุงกำลังซื้อในช่วงที่ประเทศอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ 

    โดยได้มอบหมายให้อธิบดีกรมบัญชีกลางเข้าไปตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าที่เป็นอุปสรรคต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยมีเป้าหมายให้โครงการต่าง ๆ สามารถเดินหน้าได้รวดเร็ว และเม็ดเงินงบประมาณลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    “ได้มอบหมายให้อธิบดีกรมบัญชีกลางตรวจสอบขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างว่า มีจุดใดติดขัดบ้าง หลังพบว่ามีอุปสรรคหลายส่วนที่ทำให้การเบิกจ่ายล่าช้า จึงต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากในช่วงนี้เศรษฐกิจต้องการแรงสนับสนุนจากกำลังซื้อของภาครัฐมาช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้เม็ดเงินภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมความพร้อมรองรับการขับเคลื่อนนโยบายทันที เมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศอย่างเต็มรูปแบบ”

    ส่วนการพิจารณาจัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ เพื่อนำมาใช้เป็นงบสำรองรองรับสถานการณ์ปัจจุบันนั้น รัฐบาลยืนยันว่า ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นหลัก ซึ่งเห็นได้จากผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา ภายใต้โครงการ Quick Big Win ที่ช่วยผลักดันให้การเบิกจ่ายงบลงทุนของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจขยายตัวถึง 13% และมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการหารือครั้งนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานในไตรมาสปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/739211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PvAfGHOxsiKpmmmA-OQMm

  • มก.เปิดแผนความหลากหลายทางชีวภาพ  ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานชีวภาพ ยกระดับทรัพยากรไทยสู่ความยั่งยืนโลก

    มก.เปิดแผนความหลากหลายทางชีวภาพ  ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานชีวภาพ ยกระดับทรัพยากรไทยสู่ความยั่งยืนโลก

    วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

    มก.เปิดแผนความหลากหลายทางชีวภาพ  ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานชีวภาพ ยกระดับทรัพยากรไทยสู่ความยั่งยืนโลก

    ท่ามกลางวิกฤตการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพของโลกที่กำลังทวีความรุนแรง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพมนุษย์ และเสถียรภาพของระบบนิเวศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะสถาบันวิชาการด้านการเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติชั้นนำของประเทศ ได้ประกาศขับเคลื่อน แผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2569 – 2572 เพื่อยกระดับการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์ และการบริหารจัดการทรัพยากรชีวภาพของประเทศไทยอย่างเป็นระบบแผนปฏิบัติการดังกล่าวถือเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญที่สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนการพัฒนาประเทศตาม เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และแนวทาง เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ซึ่งเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21

    ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพถือเป็นภารกิจสำคัญของโลกในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากทรัพยากรชีวภาพเป็นรากฐานสำคัญของระบบนิเวศ ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    “ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงเรื่องของธรรมชาติ แต่เป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงมุ่งใช้ความรู้ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม เพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพของประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน”

    รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ แผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ. 2569 – 2572 ของมหาวิทยาลัย จะเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้จากนักวิจัยและเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพ และการสร้างองค์ความรู้เชิงนโยบายที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ”

    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพของประเทศ ได้พัฒนาแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมทั้งมิติการอนุรักษ์ การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาศักยภาพของสังคม ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก และ 12 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่

    ยุทธศาสตร์ที่ 1 Protect & Restore –  มุ่งอนุรักษ์ ฟื้นฟู และลดภัยคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพ โดยการวางแผนเชิงพื้นที่ การเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง การจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน และการรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อรักษาบริการจากระบบนิเวศที่จำเป็นต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

    ยุทธศาสตร์ที่ 2 Bio-Economy –  ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน ผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม Bioprospecting เพื่อค้นหาและพัฒนาศักยภาพของพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ไทยให้เกิดมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องสำอาง และเทคโนโลยีชีวภาพ พร้อมยกระดับรายได้ของชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก

    ยุทธศาสตร์ที่ 3 Empower & Engage –  เสริมสร้างศักยภาพของประเทศด้านองค์ความรู้และโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลชีวภาพ โดยพัฒนาระบบ Biobank และฐานข้อมูลชีวภาพดิจิทัล การพัฒนากำลังคนด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนการสร้างความเข้าใจด้านกฎหมายชีวภาพ (Biolaw) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีนานาชาติ

    นอกจากบทบาทด้านการวิจัยและนวัตกรรมแล้ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังมุ่งพัฒนาวิทยาเขต ศูนย์ และสถานีวิจัยทั่วประเทศให้เป็น แหล่งเรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Living Laboratory) เพื่อสนับสนุนการศึกษา การวิจัย และการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรธรรมชาติในอนาคต

    การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ในการร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรชีวภาพของประเทศ ซึ่งถือเป็น “ทุนทางธรรมชาติ” ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน

    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อน 12 เป้าหมายของแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ และส่งมอบโลกที่สมดุลและยั่งยืนให้แก่คนรุ่นต่อไป “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพื่อความยั่งยืนของโลก”

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/468740&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WUPOvVJ90Kna6c2S5u9Kj

  • ถึงเวลากำหนดกรอบนโยบายพลังงานใหม่: จากการปรับพฤติกรรมประชาชนและผู้บริโภค สู่การเพิ่มความรับผิดชอบของรัฐและตลาด

    ถึงเวลากำหนดกรอบนโยบายพลังงานใหม่: จากการปรับพฤติกรรมประชาชนและผู้บริโภค สู่การเพิ่มความรับผิดชอบของรัฐและตลาด

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-220&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Vn-f38iWya5eYnEEQDvw_