Category: เศรษฐกิจ

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 12 มีนาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 12 มีนาคม 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : ย่อซื้อ
    แนวรับ : $5,000 หรือ 76,000
    แนวต้าน : $5,400 หรือ 80,000

    .

    ราคาทองคำยังมีโอกาสไปต่อหรือไม่ ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามที่ยังไม่คลี่คลาย และ Bond Yield สหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้นจะเป็นแรงกดดันทอง หรือกำลังสะท้อนความกังวลใหม่ในระบบการเงินโลกกันแน่ ขณะเดียวกัน หากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ยกระดับมากขึ้น ราคาทองคำจะมีโอกาส breakout หรือไม่ และตัวเลขเงินเฟ้อรวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐฯ รอบถัดไป จะกลายเป็นแรงส่งให้ทองคำขึ้นต่อ หรือทำให้ตลาดกลับมากดดันราคาทองอีกครั้ง สุดท้ายแล้วในจังหวะนี้ นักลงทุนควรวางกลยุทธ์อย่างไร ระหว่างการรอซื้อสะสมกับการรอขายทำกำไร

    .

    ราคาทองคำในช่วงนี้ยังเคลื่อนไหวในภาวะผันผวนสูง จากการที่ตลาดโลกต้องรับมือพร้อมกันทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ภาวะเงินเฟ้อ และแรงกดดันจากตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่จบลงอย่างชัดเจน ทำให้ทองคำยังคงถูกจับตาในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ในเชิงเทคนิคจะยังเป็นการแกว่งตัวในกรอบก็ตาม

    ปัจจัยสำคัญที่สุดในเวลานี้ยังคงเป็นความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เพราะทุกครั้งที่ตลาดประเมินว่าสถานการณ์มีโอกาสยืดเยื้อหรือลุกลาม นักลงทุนมักลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง และโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ทองคำจึงได้รับประโยชน์โดยตรง ไม่ใช่เพียงในมิติของจิตวิทยาตลาด แต่รวมถึงความกังวลต่อผลกระทบที่จะลามไปยังต้นทุนพลังงาน การค้าโลก และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม ยิ่งสถานการณ์ไม่แน่นอนมากเท่าไร ทองคำก็ยิ่งมีโอกาสได้รับแรงซื้อในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น

    ขณะเดียวกัน การปรับขึ้นของ Bond Yield สหรัฐฯ ก็เป็นอีกตัวแปรที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะโดยปกติแล้ว Yield ที่สูงขึ้นมักกดดันทองคำผ่านต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครอง แต่ในบางช่วงที่ตลาดกังวลต่อความเสี่ยงเชิงระบบ การพุ่งขึ้นของ Yield อาจไม่ได้สะท้อนเศรษฐกิจที่แข็งแรงเสมอไป แต่อาจสะท้อนแรงขายในตลาดตราสารหนี้หรือการปรับมุมมองความเสี่ยงของนักลงทุน ซึ่งในบรรยากาศแบบนี้ ทองคำยังสามารถยืนได้ดีหรือปรับขึ้นสวนทางได้เช่นกัน ดังนั้นนักลงทุนไม่ควรมองเพียงว่า Yield ขึ้นหรือลง แต่ต้องดูว่า Yield ปรับขึ้นจากเหตุผลใด

    อีกหนึ่งตัวเร่งสำคัญคือเงินเฟ้อสหรัฐฯ และตัวเลขเศรษฐกิจรอบถัดไป โดยเฉพาะในภาวะที่ราคาพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงจึงไม่ใช่แค่เงินเฟ้อในปัจจุบัน แต่รวมถึงแรงส่งของต้นทุนพลังงานที่อาจส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจในระยะถัดไป หากตัวเลขตลาดแรงงานเริ่มชะลอ หรือสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มอ่อนลง ภาพรวมจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้น เพราะตลาดจะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงเงินเฟ้อ ความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว และทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ทองคำมักได้ประโยชน์ค่อนข้างชัดเจน

    นอกจากนี้ ความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นประเด็นที่มีนัยต่อทองคำมากกว่าข่าวสงครามทั่วไป เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานโลก หากเกิดเหตุรบกวนการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดจะตีความไปทันทีถึงความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันโลกที่ตึงตัวขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้น เมื่อทั้งสามปัจจัยนี้เกิดพร้อมกัน ทองคำมักได้รับแรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงทั้งจากสงครามและจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมา

    อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจัยพื้นฐานระยะสั้นยังให้น้ำหนักเชิงบวกต่อทองคำ แต่ราคายังอยู่ในจุดที่ต้องการตัวเร่งเพิ่มเติม หากไม่มีเหตุการณ์ใหม่ที่ทำให้ตลาดประเมินความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าเดิม ราคาทองอาจยังเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวขึ้นแบบจำกัด แต่หากสถานการณ์ยกระดับอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ การปิดกั้นเส้นทางพลังงาน หรือการขยายวงปะทะไปยังเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์อื่น ราคาทองมีโอกาสได้รับแรงซื้อเร่งตัวทันที เพราะตลาดจะกลับมาให้ premium กับความเสี่ยงอีกระลอก

    .

    สรุป :

    ในภาพรวม ทองคำยังคงอยู่ในโหมดที่ได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของโลก ทั้งจากสงคราม ความเสี่ยงด้านพลังงาน การเคลื่อนไหวของ Bond Yield และความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่การจะปรับขึ้นแรงจนทะลุกรอบได้หรือไม่นั้น ยังต้องอาศัยเหตุการณ์ใหม่ที่เพิ่มระดับความกังวลของตลาดอย่างชัดเจน

    ตราบใดที่สถานการณ์ยังไม่ยกระดับรุนแรงขึ้นมาก ราคาทองคำมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ โดยประเมินแนวต้านสำคัญไว้ที่บริเวณ $5400 หรือประมาณ 80000 บาท ขณะที่จุดที่เหมาะสำหรับการรอสะสมยังคงอยู่แถว $5000 หรือประมาณ 76000 บาท กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงยังเป็นการ “ย่อซื้อ” เพื่อรอจังหวะขายทำกำไรเมื่อราคาเข้าใกล้แนวต้าน โดยต้องติดตามข่าวสงคราม ตลาดพลังงาน และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะทั้งสามส่วนนี้จะเป็นตัวตัดสินว่าทองคำจะยังแกว่งในกรอบ หรือกำลังเตรียมเข้าสู่รอบขึ้นใหม่

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-12-mar-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mxa8baKl2S6uNANxCBDnM

  • CPI สหรัฐออกตรงคาด ตลาดหายใจโล่ง แต่แรงส่งคริปโตยังไม่มา

    CPI สหรัฐออกตรงคาด ตลาดหายใจโล่ง แต่แรงส่งคริปโตยังไม่มา

    Siam Blockchain

    By

    มีนาคม 11, 2026

    CPI สหรัฐออกตรงคาด ตลาดหายใจโล่ง แต่แรงส่งคริปโตยังไม่มา

    สรุปข่าว
    • ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สหรัฐฯ เดือนล่าสุดออกมาตรงตามคาดทุกตัว ทั้ง Core CPI MoM ที่ 0.2%, CPI YoY ที่ 2.4% และ CPI MoM ที่ 0.3%
    • ตัวเลขที่ไม่มีความประหลาดใจช่วยลดความไม่แน่นอนในตลาด แต่ยังไม่เปลี่ยนมุมมองของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่อทิศทางดอกเบี้ยในระยะสั้น
    • Bitcoin ยืนอยู่ที่ $69,442 และ Ethereum อยู่ที่ $2,027.64 โดยทั้งคู่ยังติดลบในรอบ 24 ชั่วโมง แต่ตัวเลข CPI ที่ไม่ได้แย่กว่าคาดอาจช่วยพยุงแรงขายไว้ได้บ้าง

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

    Core CPI ที่ตรงตามคาดช่วยลดความกังวลว่าเงินเฟ้อจะพุ่งสูงเกินควบคุม ตลาดคริปโตอาจตอบสนองในเชิงบวกเล็กน้อยเนื่องจากความไม่แน่นอนลดลง อย่างไรก็ตาม momentum ยังอ่อนแอและยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่า Fed จะเร่งลดดอกเบี้ย

    เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 เวลา 20:30 น. ตามเวลาไทย (8:30 AM EST) กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ได้เปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนล่าสุด โดยผลที่ออกมาตรงตามคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ทุกตัวชี้วัด ทั้ง Core CPI รายเดือน (MoM) ที่ 0.2%, CPI รายปี (YoY) ที่ 2.4% และ CPI รายเดือน (MoM) ที่ 0.3% ไม่มีตัวเลขไหนที่สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดเลย

    ก่อนหน้านี้ Core CPI MoM อยู่ที่ 0.3% ในเดือนก่อน การชะลอตัวลงมาที่ 0.2% ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีอย่างระมัดระวัง แม้จะยังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่劇ิ่งใหญ่ ส่วน CPI YoY ยังคงทรงตัวที่ 2.4% เท่ากับเดือนก่อนหน้า สะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในภาพรวมยังไม่ได้ปรับตัวลงมาใกล้เป้าหมาย 2% ของ Fed อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ CPI MoM เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยจาก 0.2% มาที่ 0.3% ตามที่ตลาดคาดไว้แล้ว

    Core CPI คืออะไร และทำไมถึงสำคัญกว่า CPI ปกติ

    สำหรับนักลงทุนคริปโตที่อาจไม่คุ้นเคย Core CPI คือดัชนีราคาผู้บริโภคที่ตัดราคาอาหารและพลังงานออก เพราะสองหมวดนี้มีความผันผวนสูงตามฤดูกาลและปัจจัยชั่วคราว ดังนั้น Core CPI จึงสะท้อน “เงินเฟ้อแท้จริง” ที่ Fed ใช้ตัดสินนโยบายดอกเบี้ยได้ดีกว่า ถ้า Core CPI สูงกว่าคาด แปลว่าเงินเฟ้อยังร้อน Fed ต้องคง Hawkish ยาวขึ้น ดอกเบี้ยสูงกดให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin ร่วง แต่ถ้า Core CPI ต่ำกว่าคาด นั่นหมายความว่า Fed อาจมีพื้นที่ลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น เงินดอลลาร์อ่อน และทุนไหลเข้าคริปโตได้ ครั้งนี้ตัวเลขออกมา “พอดิบพอดี” จึงไม่มีแรงกระตุ้นพิเศษในทิศทางใด

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโตและทิศทาง Bitcoin กับ Ethereum

    ณ ขณะที่ตัวเลขออกมา Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ $69,442 ติดลบ 1.34% ใน 24 ชั่วโมง ส่วน Ethereum อยู่ที่ $2,027.64 ติดลบ 1.24% ตลาดกำลังอยู่ในช่วงอ่อนแรงอยู่แล้วก่อนที่ตัวเลขจะออก การที่ CPI ออกมาตรงตามคาดทุกตัวช่วยตัดความเสี่ยงขาลงฉับพลันออกไป เพราะถ้าตัวเลขสูงกว่าคาด ตลาดคงเห็นแรงขายหนักกว่านี้มาก

    อย่างไรก็ตาม ผลบวกที่ได้ก็จำกัด เพราะ CPI YoY ที่ 2.4% ยังห่างจากเป้า 2% ของ Fed พอสมควร และตัวเลขไม่ได้ส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อกำลังชะลอตัวลงอย่างจริงจัง นักลงทุนจึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะกลับมาเปิดสถานะ Long อย่างกล้าหาญ momentum ของตลาดคริปโตยังคงอ่อนแอ และสิ่งที่จะเปลี่ยนเกมได้จริงคือตัวเลข CPI ที่ต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ หรือสัญญาณจาก Fed ที่ชัดเจนกว่านี้

    เส้นทางเงินเฟ้อยังห่างเป้า จับตาข้อมูลชุดต่อไป

    เมื่อดู CPI YoY ที่ทรงตัวอยู่ที่ 2.4% ติดต่อกันสองเดือน แสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อกำลัง “หยุดนิ่ง” ไม่ได้ลงต่อสู่เป้าหมาย 2% ของ Fed ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงในระยะกลาง ตลาดจะจับตาข้อมูล PCE ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญมากที่สุด รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ Fed ในช่วงถัดไปว่าจะตีความตัวเลขชุดนี้อย่างไร นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจใดๆ


    ความเห็นผู้เขียน

    ส่วนตัวผมมองว่าตัวเลข CPI ชุดนี้ “ไม่ร้าย แต่ก็ไม่ได้ดีพอ” ที่จะจุดฉนวนให้ตลาดคริปโตวิ่งขึ้นจริงจัง การที่ตัวเลขออกมาตรงตามคาดทุกตัวนั้นดีในแง่ที่ตัดความเสี่ยงขาลงฉับพลันออกไป แต่มันไม่ได้เปลี่ยนภาพใหญ่เลย ตราบใดที่ CPI YoY ยังอยู่ที่ 2.4% และไม่มีทีท่าว่าจะลงต่ำกว่านี้เร็วๆ Fed ก็ไม่มีแรงกดดันที่จะรีบลดดอกเบี้ย

    สำหรับคนที่กำลังรอจังหวะเข้าซื้อ ผมแนะนำให้จับตา Bitcoin ที่แนวรับ $68,000 ถ้าหลุดลงไปในช่วงนี้ที่ตลาดยังขาด catalyst ใหม่ อาจเห็นแรงขายเพิ่มได้ ความชัดเจนจะมาก็ต่อเมื่อ Fed ส่งสัญญาณชัดเจนขึ้น หรือตัวเลขเงินเฟ้อชุดต่อไปออกมาต่ำกว่าคาดจริงๆ จนกว่านั้นก็คงเป็นแค่ตลาดแกว่งตัวในกรอบต่อไป

    ภาพจาก AI

    📅 ผู้ที่สนใจดูปฏิทินเศรษฐกิจ สามารถดูได้ที่นี่

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/11/us-cpi-march-2026-inline-expectations-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TbSYDz-1IeglvwUrMpqEz

  • ไทยดันสินค้า GI บุกตลาดญี่ปุ่นเต็มกำลัง หนุนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

    ไทยดันสินค้า GI บุกตลาดญี่ปุ่นเต็มกำลัง หนุนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ได้หารือกับ นายอัตสึชิ ซูกินากะ หัวหน้าสำนักงานส่งออกและกิจการระหว่างประเทศ กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของประเทศญี่ปุ่น (MAFF) เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางยกระดับความร่วมมือในการส่งเสริมสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ร่วมกัน หลังจากที่ไทยประสบความสำเร็จในการผลักดันสินค้า GI ไทยให้ได้รับการขึ้นทะเบียนในญี่ปุ่นแล้ว 3 รายการ ได้แก่ กาแฟดอยตุง (เชียงราย) กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) และสับปะรดห้วยมุ่น (อุตรดิตถ์)

    ทั้งนี้ กรมได้แจ้งว่า อยู่ระหว่างผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยศักยภาพสูงอีก 4 รายการ โดยได้ยื่นคำขอต่อประเทศญี่ปุ่นไว้แล้ว ได้แก่ มะขามหวานเพชรบูรณ์ กล้วยหอมทองหนองบัวแดง (ชัยภูมิ) และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก และจะยื่นเพิ่มเติมอีก คือ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง จึงขอให้ช่วยสนับสนุนการจดทะเบียนสินค้า GI ไทยด้วย

    สำหรับญี่ปุ่นมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนในไทยแล้วถึง 6 รายการ ได้แก่ เนื้อวัวคาโงชิมะ เนื้อโกเบ เนื้อทาจิมะ เชอรี่ฮิกาชิเนะ เมลอนยูบาริ และอิชิคาดะ กาคิ (ลูกพลับแห้ง) ซึ่งในการหารือครั้งนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์เชิงเทคนิค ทั้งด้านข้อกำหนดการขึ้นทะเบียนและการแก้ไขปัญหาอุปสรรคเพื่อพัฒนาความร่วมมือด้าน GI ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ กรมมีแผนยกระดับสินค้า GI สู่ตลาดพรีเมียมในญี่ปุ่น ผ่านกลยุทธ์การส่งเสริมการขายเชิงรุก โดยได้เริ่มหารือกับห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ เพื่อเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้า GI ไทยในญี่ปุ่น และสินค้า GI ญี่ปุ่นในไทย ควบคู่กับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกัน รวมทั้งการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการเพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง

    นางอรมน กล่าวว่า กรมยังได้หารือกับนายคาไซ ยาสุยูกิ หัวหน้าสำนักงานสิทธิบัตรญี่ปุ่น (JPO) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในการยกระดับกระบวนการพิจารณาคำขอทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือรูปแบบใหม่ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลผลการตรวจสอบสิทธิบัตร (Patent Prosecution Highway หรือ PPH Navigator) และการดำเนินโครงการ Prior Art Search ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการพิจารณาคำขอสิทธิบัตร รวมทั้งได้มีการหาข้อสรุปร่วมกันเกี่ยวกับการพิจารณาเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติในการตรวจสอบสิทธิบัตรและการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นภาคีสมาชิกความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนระหว่างประเทศด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์

    ขณะเดียวกัน กรมได้แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าการยกระดับการให้บริการสู่ยุคดิจิทัล อาทิ โครงการ Fast Track Plus+ เพื่อเร่งรัดการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นวัตกรรมดิจิทัล และชิ้นส่วนยานยนต์ ควบคู่ไปกับการเปิดตัวเครื่องมือช่วยสืบค้นความเหมือนคล้ายเครื่องหมายการค้า AI Image Search และ Trademark Checker ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยประเมินโอกาสที่จะได้รับการจดทะเบียนเบื้องต้นด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบดังกล่าวได้รับความสนใจและมีผู้เข้าใช้บริการจำนวนมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2919479&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q8YohbnV57z6aMTzsqNxC

  • วิกฤติ ‘บาทอ่อน-น้ำมันแพง’ ความท้าทายเศรษฐกิจไทย

    วิกฤติ ‘บาทอ่อน-น้ำมันแพง’ ความท้าทายเศรษฐกิจไทย

    ในอดีต ทิศทางของเงินบาทที่อ่อนค่ามักถูกประเมินว่าเป็น “ผลดี” ต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก ทว่าในสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น “บาทอ่อน” กลับกลายเป็นปัจจัยลบที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจและน่ากังวลว่าจะนำไปสู่อันตรายกว่าปกติ

        เนื่องจากประเทศไทยมีโครงสร้างพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงถึง 6.5% ของจีดีพี ทำให้ไทยมีความเปราะบางต่อราคาน้ำมันสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อราคาน้ำมันแพงผนวกกับค่าเงินที่อ่อนค่าลง ประเทศจึงต้องใช้เงินตราต่างประเทศมากขึ้นเพื่อจ่ายค่าพลังงานที่แพงขึ้นอย่างรวดเร็ว

        สิ่งที่น่ากังวลสืบเนื่องมาคือ มูลค่าการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้นมากอาจแซงหน้ารายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้ประเทศไทยกลับมาเผชิญภาวะ “ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด” ได้อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งถือเป็นช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยวและเป็นฤดูกาลส่งเงินปันผลกลับประเทศของบริษัทต่างชาติ หากเกิดการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง จะยิ่งสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก เป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจให้ยากลำบากมากขึ้นและหากสถานการณ์ลากยาวจนกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จีดีพีจะติดลบติดต่อกัน และอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) 

        ผลกระทบจากวิกฤตินี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ปัญหาน้ำมันแพง แต่หากสถานการณ์สงครามลากยาวออกไป ประชาชนและภาคธุรกิจจะเผชิญกับความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลนสินค้าและวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ยยูเรียในภาคการเกษตรที่มีราคาแพงขึ้นและขาดแคลน  ที่สำคัญพลังงานถือเป็นต้นทุนพื้นฐานของทั้งภาคการขนส่ง การผลิตสินค้า และภาคบริการ เมื่อต้นทุนเหล่านี้สูงขึ้น ธุรกิจจึงต้องปรับราคาสินค้าและบริการขึ้นตามเพื่อชดเชย ผลลัพธ์ที่ตามมาคืออัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ดึงกำลังซื้อภายในประเทศให้หดหายไป และเพิ่มภาระค่าครองชีพให้ประชาชนเป็นวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

        นอกจากนี้ เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างภาคการท่องเที่ยวก็อาจจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนทางเศรษฐกิจที่พุ่งสูงขึ้นทั้งระบบเช่นกัน ต้นทุนพลังงานได้ส่งผ่านไปยังต้นทุนการเดินทางและราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ปัจจัยดังกล่าวกลายเป็นแรงเสียดทานสำคัญที่ทำให้แรงจูงใจที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางมาไทยลดน้อยลง ซึ่งย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักของประเทศ
        ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงาน ภารกิจที่หนักหน่วงที่สุดตกไปอยู่กับการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางที่จะมีความยากลำบากมากขึ้น หากอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน ธนาคารกลางจะต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบาก นั่นคือการต้องเลือกรักษาสมดุลระหว่าง “การดำเนินการเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ” กับ “การสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ” ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังคงมีความเปราะบางในหลายด้านและเพิ่งอยู่ในช่วงฟื้นตัว การบริหารนโยบายในระยะต่อไปจึงเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1224769&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CnltGY_ZqzwUeDBSoiNfU

  • เศรษฐกิจไทยบนเส้นด้าย! โลกป่วน  ซ้ำเติมวิกฤติอสังหาฯ  ‘สต็อกล้น-ดูดซับช้า’

    เศรษฐกิจไทยบนเส้นด้าย! โลกป่วน ซ้ำเติมวิกฤติอสังหาฯ ‘สต็อกล้น-ดูดซับช้า’

    ภูมิรัฐศาสตร์โลก กดดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ขณะที่อสังหาริมทรัพย์เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อหด หนี้ครัวเรือนสูง และสต็อกล้น

    รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินภาพเศรษฐกิจไทยว่า แม้ไตรมาส 4 ปี 2568 จะเติบโตในระดับ 2.4-2.5% ซึ่งสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายคาดการณ์ แต่การขยายตัวยังอยู่บนฐานที่เปราะบางแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น “คนละครึ่ง” ที่ช่วยพยุงกำลังซื้อในประเทศ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์โลก

    โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ซึ่งอาจดันราคาน้ำมันและต้นทุนขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่เส้นทางเดินเรือผ่านทะเลแดงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ทำให้ค่าระวางเรือพุ่งขึ้นถึง 2-3 เท่า ส่งผลต่อต้นทุนโลจิสติกส์ทั่วโลก

    อีกด้านหนึ่ง โครงสร้างอำนาจโลกกำลังเปลี่ยนผ่าน หลายประเทศเริ่มรวมกลุ่มเพื่อกำหนดระเบียบเศรษฐกิจใหม่ ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน ไทยจึงถูกมองว่าเป็น “เซฟโซน”ทางยุทธศาสตร์ในสายตานักลงทุนต่างชาติ

    ไทยอ่อนแรง เสี่ยงเสียอันดับในอาเซียน

    แม้ภาพระยะสั้นยังพอประคองตัวได้ แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาสะสม ทั้งกำลังซื้อที่หดตัว หนี้เสียในระบบการเงินที่ยังเคลียร์ไม่หมด รวมถึงราคาพืชผลเกษตรที่ตกต่ำต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ภาคธุรกิจจำนวนมากมีความเปราะบางมากกว่าวิกฤติในอดีต ไม่ว่าจะเป็นช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งหรือการแพร่ระบาดของโควิด-19ในระยะยาว 

    “หากไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียตำแหน่งทางเศรษฐกิจในอาเซียน และอาจถูกประเทศอย่างมาเลเซีย เวียดนาม หรือฟิลิปปินส์แซงหน้า จนตกไปอยู่อันดับ 4 หรือ 5 ของภูมิภาค”

    เร่งหา “New Growth Engine”

    ทางออกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตในระยะยาวอุตสาหกรรมที่ถูกมองว่าเป็นโอกาส ได้แก่ ธุรกิจ Wellness และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรม รถยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรมูลค่าสูง การดึงดูดการลงทุน Data Center จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

    พร้อมกันนี้ ยังมีข้อเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้ามาพำนักระยะยาวและซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรที่อัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง

     อสังหาฯ สัญญาณชะลอ NPL ต่ำแต่แบงก์ยังเข้ม

    ในมุมมองต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ แม้ตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์จะยังไม่สูงเท่าภาคธุรกิจอื่น แต่สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ 

    ขณะที่ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้นช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าถูกมองว่าเป็นช่วงสำคัญในการประเมินว่า ความตึงเครียดจากสงครามและภูมิรัฐศาสตร์จะยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากเพียงใด

     GDP หั่นเหลือ 1.3-1.6% ตลาดบ้านยังติดลบ

    สิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม และรักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า หลังเหตุความไม่สงบช่วงปลายเดือน ก.พ.สภาพัฒน์ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 เหลือเพียง 1.3-1.6% จากเดิม 2% 

    การปรับลดดังกล่าวทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เคยคาดว่าจะฟื้นตัว ต้องกลับมาเผชิญความเสี่ยงชะลอตัวต่ออีกปีข้อมูลปี 2568 พบว่าจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ลดลง 9% มูลค่าการโอนลดลง 11% ขณะเดียวกันตลาดบ้านมือสองเริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง

     สต็อกล้น-ดูดซับช้า-เร่งระบายสต็อก

    ภาพรวมตลาดยังต้องเฝ้าระวังภาวะOversupply โดยปัจจุบันอัตราการดูดซับอยู่ที่เพียง 2.1% ต่ำกว่าระดับสมดุลที่ควรอยู่ราว 3-5% กลุ่มที่เผชิญแรงกดดันมากที่สุดคือที่อยู่อาศัยราคาเกิน 7.5 ล้านบาท ซึ่งมีสินค้าคงเหลือจำนวนมาก

    ผู้ประกอบการจึงเริ่มปรับกลยุทธ์ ด้วยการชะลอการเปิดโครงการใหม่ เร่งระบายสต็อกผ่านโปรโมชั่นและส่วนลดเงินสด มาตรการรัฐ เช่น การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์LTVจึงยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดไม่ให้ทรุดตัวแรงกว่านี้

    ต่างชาติหนีสงคราม หนุนดีมานด์คอนโด

    ท่ามกลางภาวะชะลอตัว ตลาดคอนโดมิเนียมสำหรับชาวต่างชาติกลับมีสัญญาณเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มที่ย้ายถิ่นฐานจากพื้นที่ความขัดแย้ง เช่น ชาวเมียนมา นิยมซื้อในกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ ชาวรัสเซีย นิยมในภูเก็ตและชลบุรี นักลงทุนจากไต้หวัน เริ่มเข้ามาเพิ่มขึ้นทำเลสำคัญที่ยังได้รับความสนใจคือกรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต 

    แม้ราคาบ้านและคอนโดมิเนียมบางพื้นที่เริ่มปรับลดลงจากการแข่งขันด้านส่วนลด แต่ราคาที่ดินกลับยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในเขต EEC ที่ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นถึง 21.5% เนื่องจากฐานราคายังต่ำกว่ากรุงเทพฯ และยังมีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต

    “ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแรง และภาวะสินค้าล้นตลาด”

    อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของผู้ประกอบการ รวมถึงแรงซื้อจากต่างชาติ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วย “ประคอง” อุตสาหกรรม ให้ผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1224790&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HoaAN7U4DG-7CjERDDtT6

  • ยุทธศาสตร์การรับมือและบทบาทของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ GCC ต่อความตึงเครียดอิหร่าน

    ยุทธศาสตร์การรับมือและบทบาทของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ GCC ต่อความตึงเครียดอิหร่าน

    • ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สามตัวชี้วัดหลัก

    ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออีได้เผชิญกับสภาวะวิกฤตดังกล่าว โดยอาศัยรากฐานทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ และมีความยืดหยุ่นสูง โดยสามารถพิจารณาผ่านตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์ ประการ ที่สะท้อนถึงศักยภาพในการรักษาเสถียรภาพภาพรวมของประเทศ ดังนี้

    พันล้าน  USD

    รายได้ต่อปีของ  EDGE กลุ่มอุตสาหกรรมกลาโหมของยูเออี

     

    1.8  ล้านล้าน USD

    มูลค่ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอาบูดาบี  (≈ 4 เท่าของ GDP)

     

    4%

    อัตราการเติบโต  GDP เฉลี่ยต่อปีตั้งแต่ปี 2533–2567

    • การพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จัดตั้งกลุ่มบริษัท Edge ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านความมั่นคงที่มีรายได้รวมกว่า พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายพึ่งพาตนเองทางยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมระบบป้องกันภัยทางอากาศ อาทิ SkyKnight และระบบสกัดกั้นอากาศยานไร้คนขับด้วยการใช้ AI รบกวนสัญญาณ ผลิตที่ Tawazun Industrial Park -กรุงอาบูดาบี สามารถช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศและเสริมสร้างความมั่นคงในระดับภูมิภาค ทั้งทำให้ในอาบูดาบีติดอันดับ 25 กลุ่มกลาโหมชั้นนำของโลก

    • ความแข็งแกร่งของเกราะป้องกันทางการคลัง โดยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds : SWFs) ของอาบูดีบี ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์รวมสูงถึง 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็น”ป้อมปราการทางการเงิน” ที่สำคัญยิ่ง โดยมูลค่าสินทรัพย์ดังกล่าวสูงกว่า GDP ถึง เท่า ส่งผลให้ภาครัฐมีขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว เพื่อพยุงเศรษฐกิจภาคเอกชนและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้แม้ในสภาวะวิกฤต

    • อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง อัตราร้อยละ ต่อปี (ค่าเฉลี่ยสะสมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533) อ้างจากข้อมูลธนาคารโลก ระบุว่า GDP ที่แท้จริงของยูเออี เพิ่มขึ้นจาก 127,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2533 เป็น462,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 แม้จะต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ระดับโลกหลายครั้ง อาทิ สงครามอ่าวเปอร์เซีย วิกฤตราคาน้ำมัน พ.ศ. 2541 วิกฤตการณ์การเงินโลก อาหรับสปริง และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงศักยภาพในการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

    • เศรษฐกิจอ่าวภายใต้วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

    การปิดช่องแคบฮอร์มุซเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราวหนึ่งในห้าของโลก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก GCC แม้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 ในสัปดาห์แรก แต่ตลาดยังคาดว่าวิกฤตจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น อย่างไรก็ดี สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ซาอุดีอาระเบียสามารถเลี่ยงโดยการส่งออกน้ำมันผ่านท่อส่งตะวันออก–ตะวันตกได้ราว ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ยูเออีมีท่อส่งน้ำมันไปยังท่าเรือฟูไจราห์ (ความยาว 240 ไมล์) เป็นเส้นทางสำรอง อย่างไรก็ตาม กำลังรองรับยังไม่เพียงพอทดแทนช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมด อีกทั้งเหตุโจมตีท่าเรือฟูไจราห์และเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่มความเสี่ยงด้าน   โลจิสติกส์ ขณะที่คูเวตมีพื้นที่จัดเก็บน้ำมันสำรองเพียงประมาณสองสัปดาห์ และอิรักเริ่มลดกำลังการผลิตแล้ว

    ผลกระทบทางการคลังที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ

    ประเทศ

    สถานการณ์และความเสี่ยง

    ระดับความเสี่ยง

    สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    เบี่ยงเส้นทางผ่านฟูไจราห์ได้บางส่วน (แต่ถูกโจมตีแล้ว);  ท่อส่งน้ำมันตะวันออกตะวันตกยังใช้งานกองทุนความมั่งคั่งใหญ่สุดในภูมิภาค

    ปานกลาง

    ซาอุดีอาระเบีย

    ท่อตะวันออกตะวันตกใช้งานได้  (5  ล้านบาร์เรล/วัน);  โรงกลั่น  Ras Tanura ถูกโดรนโจมตี เส้นทางสำรองยังไม่เพียงพอ

    สูง

    กาตาร์

    Ras Laffan LNG (1 ใน ของโลกถูกโจมตี หยุดบางส่วนมีกองทุน  QIA  เป็นกันชนเคยรับมือการโจมตีปี  2568

    สูง

    คูเวต

    พึ่งพาฮอร์มุซทั้งหมดพื้นที่จัดเก็บเหลือ  ~2  สัปดาห์; KIA เป็นกันชนการคลัง

    สูงมาก

    บาห์เรน

    ไม่มีเส้นทางสำรองหนี้สาธารณะ ~150%  ของ  GDP;  ขาดดุลสองหลักมีโอกาสรับเงินช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน

    วิกฤต

    โอมาน

    แหล่งผลิตอยู่ทางตะวันออกของช่องแคบแทบไม่ได้รับผลกระทบได้ประโยชน์จากราคาสูง

    ต่ำ

    อิรัก  (ทางใต้)

    แหล่งผลิตทางใต้หยุดบางส่วนแล้วฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดียว

    สูงมาก

    • นอกเหนือจากน้ำมันวิกฤตความเชื่อมั่น

    ความขัดแย้งในภูมิภาคส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของ GCC ซึ่งก่อนหน้านี้มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ เช่น การท่องเที่ยวของซาอุดีอาระเบีย โครงการศูนย์ข้อมูล AI ของอาบูดาบี และการขยายศูนย์การเงิน DIFC ของดูไบ แม้ตลาดหุ้นปรับลดลงแต่ยังไม่อยู่ในภาวะวิกฤต โดย JPMorgan ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมันของ GCC ลงเฉลี่ยร้อยละ 1.2 ขณะที่ยูเออีได้รับผลกระทบมากที่สุด

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจนอกภาคน้ำมันของภูมิภาคยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติที่ผลิตควบคู่กับน้ำมัน เมื่อการผลิตน้ำมันลดลง จึงส่งผลต่อภาคพลังงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ไฟฟ้า โลหะ ปุ๋ย และปิโตรเคมี ขณะที่การขนส่งทางบกและทางอากาศสามารถทดแทนได้เพียงบางส่วนและมีต้นทุนสูงขึ้น

    • กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของ GCC : กลไกการเงินยามวิกฤต

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กองทุน SWFs ของประเทศ GCC มีบทบาทสำคัญในการสะสมเงินทุนในช่วงที่รายได้จากน้ำมันอยู่ในระดับสูง และนำทรัพยากรดังกล่าวมาใช้รองรับภาวะวิกฤต เหตุความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และภาระด้านความมั่นคง กำลังทดสอบบทบาทของกองทุนเหล่านี้ในระดับที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2551

    มูลค่ากองทุน SWF ของ GCC รวมประมาณ  5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยยูเออีเพียงประเทศเดียวถือครองสินทรัพย์ราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ผ่านกองทุนของอาบูดาบี ประสบการณ์ในอดีตสะท้อนให้เห็นว่า ทรัพยากรทางการเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของรัฐในช่วงวิกฤต ดังเช่นกรณีของสถาบันการลงทุนคูเวต (KIA) ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2496 และมีบทบาทสำคัญในการบริหารทรัพย์สินของประเทศในช่วง       การรุกรานของอิรักในปี 2533

    ก่อนเกิดความตึงเครียดในปัจจุบัน กองทุน SWFs ของภูมิภาคได้ขยายการลงทุนไปสู่ระดับสากล โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน นักวิเคราะห์คาดว่ากองทุนเหล่านี้อาจปรับทิศทางการลงทุนในระยะสั้น โดยให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น อาทิ ความมั่นคงด้านอาหาร ความต่อเนื่องของระบบพลังงาน และสภาพคล่องของระบบการเงิน

    ทั้งนี้ สินทรัพย์ของกองทุน SWF มีทั้งส่วนที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้รวดเร็ว เช่น พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นในตลาดทุน และส่วนที่มีสภาพคล่องต่ำ เช่น โครงสร้างพื้นฐานหรือการลงทุนในหุ้นนอกตลาด ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการปรับพอร์ตการลงทุน ด้วยเหตุนี้ แนวโน้มในระยะสั้นจึงคาดว่าจะเป็นการชะลอการลงทุนในต่างประเทศและปรับพอร์ตการลงทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการจำหน่ายสินทรัพย์ขนาดใหญ่ในลักษณะเร่งด่วน

    ในระยะยาวทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอ่าวจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค หากความตึงเครียดคลี่คลายโครงการกระจายโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศอ่าว เช่น แผน Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบีย นโยบายเศรษฐกิจเทคโนโลยีขั้นสูงของอาบูดาบี และการพัฒนาศูนย์กลางการเงินของดูไบ ยังคงมีศักยภาพที่จะเดินหน้าต่อไปได้ อย่างไรก็ดี หากความไม่แน่นอนทางความมั่นคงยังคงดำเนินต่อไป อาจส่งผลให้ระดับความเสี่ยงด้านการลงทุนในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว

    ในปัจจุบัน กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศอ่าวยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ รักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน และคงไว้ซึ่งทางเลือกเชิงนโยบายในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูงของภูมิภาค

    • กองทุน SWFs ของ GCC กับโอกาสของประเทศไทย

    ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาค GCC เผชิญความเสี่ยงสำคัญ ด้าน ได้แก่ (1) ความมั่นคงด้านอาหาร เนื่องจากต้องนำเข้าอาหารกว่า 80–90% และเส้นทางขนส่งทางทะเลมีความไม่แน่นอน และ (2) ความจำเป็นในการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศที่มีเสถียรภาพ ไทยจึงมีศักยภาพตอบโจทย์ทั้งสองด้าน ในฐานะผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลกและเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีเสถียรภาพในอาเซียน

    • ความมั่นคงด้านอาหารไทยสามารถขยายความร่วมมือกับ GCC โดย (1) ส่งเสริมการลงทุนของกองทุน SWF เช่น PIF หรือ QIA ในธุรกิจเกษตรและอาหารแปรรูปของไทย (2) จัดทำสัญญาซื้อขายระยะยาว (Offtake Agreement) สำหรับสินค้าอาหารหลัก เช่น ข้าว ไก่ และกุ้ง (3) พัฒนา Agri-Food Zone ร่วมกับกองทุน เช่น Mubadala หรือ ADQ      เพื่อเป็นฐานผลิตอาหารส่งออกไป GCC

    • การลงทุนโดยตรง (FDI) : ไทยมีโอกาสดึงเงินลงทุนจากกองทุน GCC ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่ เช่น โครงการ EEC ท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินอู่ตะเภา โครงการ Land Bridge รวมถึงพลังงานสะอาด     ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนระยะยาวของกองทุน 

    ที่มา : AGBI Analysis (March 2026) · Reuters Dubai/Abu Dhabi (March 6, 2026) · JPMorgan GCC Economic Note · Global S

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ljgrz6gaoupii0zghibgqenw&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NkL0rcNOQCqMCSCUshM3k

  • ส่อง การประชุมสองสภา ประจำปี 2026 ของจีน

    ส่อง การประชุมสองสภา ประจำปี 2026 ของจีน

    วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.56 น.

    การประชุมสองสภา ประจำปี 2026 ของจีน ซึ่งประกอบด้วย สภาที่ปรึกษาการเมืองประชาชนจีน (CPPCC) และ สภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) จัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2026 การประชุมปีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะเวทีนโยบายระดับชาติที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ สังคม และยุทธศาสตร์ของจีนในระยะต่อไป โดยเฉพาะในบริบทของการเริ่มต้นวางฐานสำหรับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (2026–2030) และการเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์

    ก้าวแรกของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 (2026–2030)

    การประชุมปี 2026 ถูกมองว่าเป็นจุดตั้งต้นเชิงนโยบายของแผนฉบับที่ 15 โดยรายงานการทำงานของรัฐบาลย้ำแนวทาง “การพัฒนาอย่างมีคุณภาพ” เป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์ระยะต่อไป พร้อมกำหนดเป้าหมาย GDP ปี 2026 ที่ประมาณ 4.5–5% เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเติบโต เสถียรภาพ และการควบคุมความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ขณะเดียวกัน การประชุมยังเน้นการขยายอุปสงค์ภายในประเทศ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรม และการเสริมความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน อาหาร และเทคโนโลยี

    การยกระดับ “พลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ” (New Quality Productive Forces)

    แนวคิด “พลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ” ถูกยกระดับเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจีน โดยรายงานการทำงานของรัฐบาลปี 2026 เน้นการสร้าง “แรงขับเคลื่อนการเติบโตใหม่” ผ่านเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมเชิงระบบอย่างเป็นรูปธรรม

    สาระสำคัญที่ปรากฏจากการประชุม ได้แก่ การเดินหน้าแผน “AI+” เพื่อบูรณาการปัญญาประดิษฐ์เข้ากับภาคการผลิต การแพทย์ การศึกษา และบริการดิจิทัล เพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรม ควบคู่กับการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เทคโนโลยีควอนตัม หุ่นยนต์และการผลิตอัจฉริยะ ชีวการแพทย์ และระบบสื่อสารขั้นสูง รวมถึงการลงทุนใน การวิจัยพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวติ้งและข้อมูล และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยงรัฐ มหาวิทยาลัย และอุตสาหกรรม

    ขณะเดียวกัน การประชุมยังย้ำแนวทาง การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติในห่วงโซ่อุปทานสำคัญ และเสริมความมั่นคงทางอุตสาหกรรม ภายใต้บริบทการแข่งขันเชิงระบบในเวทีโลก

    ด้วยเหตุนี้ แนวคิด “พลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ” จึงถูกวางเป็นเครื่องมือหลักของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจจีนจากการเติบโตเชิงปริมาณไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ โดยเน้นผลิตภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืนในระยะยาว

    การปรับเป้าหมาย GDP สู่ความยั่งยืน

    การกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2026 ที่ประมาณ 4.5–5% ในรายงานการทำงานของรัฐบาล สะท้อนแนวทางเชิงบวกของจีนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การพัฒนาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน

    การประชุมย้ำการดำเนินนโยบายมหภาคอย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญกับเสถียรภาพด้านราคา การคลัง และความยั่งยืนของหนี้ ควบคู่กับการรักษาการจ้างงานและความเชื่อมั่นของตลาด ขณะเดียวกัน ยังเน้นการจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ การเงิน และหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในระยะยาว

    ในเชิงโครงสร้าง รัฐบาลจีนเดินหน้าปรับสมดุลโมเดลการเติบโต โดยเพิ่มบทบาทของนวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง และการบริโภคภายในประเทศในฐานะกลไกขับเคลื่อนสำคัญ สะท้อนความพยายามสร้างเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

    ยุทธศาสตร์รับมือแรงกดดันจากภายนอก

    การประชุมสะท้อนการให้ความสำคัญกับการรับมือแรงกดดันจากภายนอกอย่างชัดเจน โดยเน้นการ พึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ AI ควอนตัม และระบบสื่อสารขั้นสูง เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ พร้อมทั้งเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและระบบอุตสาหกรรม ผ่านการกระจายแหล่งวัตถุดิบ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร และการผลิตขั้นสูง

    ในมิติระหว่างประเทศ จีนย้ำการขยายความร่วมมือผ่านกลไกพหุภาคีและภูมิภาค เช่น Belt and Road ควบคู่กับยุทธศาสตร์ “เปิดกว้างในระดับสูง” เพื่อดึงดูดการลงทุนต่างชาติและรักษาความเชื่อมั่นของตลาดโลก

    มาตรการกระตุ้นการบริโภค

    อีกประเด็นสำคัญคือการผลักดัน อุปสงค์ภายในประเทศ โดยรายงานการทำงานของรัฐบาลระบุว่าการบริโภคจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือน เช่น โครงการสนับสนุนการเปลี่ยนรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าวงเงินประมาณ 250,000 ล้านหยวน ควบคู่กับการเพิ่มรายได้แรงงาน การปรับปรุงระบบประกันสังคม และการสร้างเสถียรภาพตลาดแรงงาน ภาคอสังหาริมทรัพย์ และระบบการเงินเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นผู้บริโภค ขณะเดียวกัน การประชุมยังเน้นการขยายการบริโภคภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว สุขภาพ และวัฒนธรรม พร้อมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลและรูปแบบการบริโภคใหม่ที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี

    ผู้เรียบเรียงเห็นว่า การประชุม “สองสภา” ปี 2026 สะท้อนทิศทางการพัฒนาของจีนอย่างชัดเจนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยชี้ให้เห็นการมุ่งสร้างฐานการเติบโตใหม่บน เทคโนโลยี นวัตกรรม และอุปสงค์ภายในประเทศ อย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวทางที่ให้ความสำคัญกับ เสถียรภาพ ความยั่งยืน และการบริหารความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง พร้อมทั้งสะท้อนความพยายามของจีนในการเสริมความยืดหยุ่นต่อแรงกดดันจากภายนอกในระยะยาว

    เรียบเรียงโดย ดร.กฤตติกา เศวตอมรกุล รองคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/952171&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Aj4vuYpMOsSAFaXVQ7RYG

  • “หวัง อี้” ย้ำ จีนยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับเศรษฐกิจโลก | เดลินิวส์

    “หวัง อี้” ย้ำ จีนยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับเศรษฐกิจโลก | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ว่า นายหวัง อี้ รมว.กระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงข่าวนอกรอบการประชุมครั้งที่ 4 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ ( เอ็นพีซี ) ชุดที่ 14 ว่าการที่บางประเทศใช้นโยบายกีดกันทางการค้า และผลักดันการแยกตัวทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีนั้น จะย้อนส่งผลเสียต่อตนเองในท้ายที่สุด

    การแสวงหาลัทธิกีดกันทางการค้า เปรียบเสมือนการขังตัวเองไว้ในห้องมืด มันอาจกันลมและฝนได้ แต่ก็ปิดกั้นแสงสว่างและอากาศด้วยเช่นกัน ปัญหาที่เผชิญอยู่ในโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจสามารถแก้ไขได้ ต่อเมื่อมีการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น และการกำกับดูแลที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    วิสัยทัศน์ของจีนในการส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์และครอบคลุมทั่วถึงนั้น มุ่งขยายสัดส่วนโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจและแบ่งปันอย่างเป็นธรรม

    หลักการสำคัญคือการไม่ทิ้งประเทศใดไว้ข้างหลังและยับยั้งการขยายตัวของช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ซึ่งแนวทางสู่ความสำเร็จคือ การสนับสนุนให้แต่ละประเทศดึงจุดแข็งของกันและกันออกมา และแบ่งปันโอกาสผ่านการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาและสร้างความสำเร็จร่วมกัน บนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่สอดคล้องกัน

    นอกจากนี้ หวังระบุว่า จีนจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกที่มั่นคงที่สุด โดยในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของจีนเติบโตเฉลี่ยปีละร้อยละ 5.4 คิดเป็นราวร้อยละ 30 ของการเติบโตเศรษฐกิจโลก ซึ่งมากกว่าส่วนแบ่งของกลุ่มประเทศจึ 7 รวมกัน

    หวังกล่าวว่า ในฐานะตลาดผู้บริโภคที่มีศักยภาพและเป็นเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่ที่สุด จีนมีปัจจัยเกื้อหนุนที่โดดเด่นในการรักษาภาพรวมเศรษฐกิจในระยะยาวให้เป็นบวก และมีแนวโน้มการเติบโตอันยั่งยืนที่แข็งแกร่งกว่า พร้อมย้ำว่า

    ความยิ่งใหญ่ของประเทศใดประเทศหนึ่งนั้นวัดได้จากการสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม ซึ่งจีนจะเดินหน้าขยายการเปิดกว้างที่มีมาตรฐานสูง เพื่อยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียง “โรงงานของโลก” สู่การเป็น “ตลาดของโลก” อย่างเต็มตัว

    จีนมุ่งมั่นสนับสนุนการเปิดเสรีและการเกื้อหนุนทางการค้าและการลงทุน รักษาเสถียรภาพและความราบรื่นของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี ที่มีองค์การการค้าโลก ( ดับเบิลยูทีโอ ) เป็นศูนย์กลาง รวมทั้งปกป้องระเบียบเศรษฐกิจและการค้าที่เป็นธรรมและเปิดกว้าง ซึ่งประชาคมโลกสามารถเชื่อมั่นได้ว่า จีนจะเดินหน้าสร้างคุณประโยชน์ใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ให้แข็งแกร่งและยั่งยืน.

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5678961/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R70lagvenp63iXcVFp5X_

  • ปากีสถานประกาศรัดเข็มขัดขั้นสูงสุด นายกฯแสดงสปิริตงดรับเงินเดือน

    ปากีสถานประกาศรัดเข็มขัดขั้นสูงสุด นายกฯแสดงสปิริตงดรับเงินเดือน

    ปากีสถานประกาศรัดเข็มขัดขั้นสูงสุด นายกฯแสดงสปิริตงดรับเงินเดือน

    วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.14 น.

    รัฐบาลปากีสถาน ตัดสินใจประกาศมาตรการรัดเข็มขัด ครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อรับมือกับวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงที่กำลังคุกคามเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของชาติ

    11 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ปากีสถานเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคเอเชียใต้ที่ต้องประกาศสภาวะรัดเข็มขัดขั้นสูงสุด (Sweeping Austerity Measures) เพื่อประคองระบบเศรษฐกิจที่กำลังสั่นคลอนจากการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งใหญ่ โดยเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน ระบุว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของโลก กลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อเศรษฐกิจของปากีสถาน จึงจำเป็นที่จะต้องประกาศมาตรการรัดเข็มขัดการใช้จ่ายเพื่อประหยัดพลังงาน รับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

    ภายใต้มาตรการใหม่นี้ รัฐบาลสั่งปรับลดวันทำงานของข้าราชการเหลือเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ และให้พนักงานรัฐ 50% ทำงานจากที่บ้าน (WFH) โดยหมุนเวียนกัน พร้อมแนะนำให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะธนาคารใช้แนวทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม จนถึงสิ้นเดือน โดยให้ขยับมาเปิดเรียน ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิแทน ส่วนมหาวิทยาลัยให้เปลี่ยนไปเรียนออนไลน์ทั้งหมด ทั้งยังให้จำกัดการจัดงานสันทนาการ งานแต่งงานหรืองานเลี้ยงต้องมีแขกไม่เกิน 200 คน และอนุญาตให้เสิร์ฟอาหารหลักเพียงจานเดียวเท่านั้น

    ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังแสดงสปิริตความเป็นผู้นำ ยอมหักเงินเดือนเพื่อชาติเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ประชาชน รวมทั้งยังให้คณะรัฐมนตรีทั้งในระดับรัฐบาลกลางและระดับจังหวัดงดรับเงินเดือนและค่าเบี้ยเลี้ยง เป็นเวลา 2 เดือน ส่วนสมาชิกรัฐสภาจะถูกตัดเงินเดือนลง 25% นอกจากนี้ยังสั่งห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ เดินทางไปต่างประเทศ เว้นแต่จะเป็นภารกิจที่จำเป็น ซึ่งหากเป็นกรณีดังกล่าว ต้องเดินทางด้วยตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด เท่านั้น รวมถึงสั่งให้เปลี่ยนรูปแบบการประชุมทุกนัด เป็นระบบออนไลน์ทั้งหมด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/952162&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EHH7L-UcvNqpLpg_sbcjE

  • ‘

    หากพูดถึง ‘โคราช’ ในอดีตหลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงเมืองหน้าด่านหรือ ‘ทางผ่าน’ สู่จังหวัดอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในวันนี้ภาพจำเหล่านั้นกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อโคราชกำลังติดปีกทะยานสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

    แล้วอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้โคราชกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของเศรษฐกิจไทย นี่คือ 5 เหตุผลที่ตอกย้ำศักยภาพของเมืองแห่งนี้

    1. ทำเลทอง ศูนย์กลางโลจิสติกส์

    โคราช คือประตูสู่ภาคอีสาน ด้วยที่ตั้งที่สามารถเป็นจุดเชื่อมโยงการเดินทางและการขนส่งได้ทั้งจาก กรุงเทพมหานคร, ภาคตะวันออก, ภาคเหนือ ไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เมืองนี้มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ในระดับที่สูงมาก

    2. โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

    การมาถึงของโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ ทั้งรถไฟความเร็วสูง, รถไฟทางคู่, มอเตอร์เวย์ รวมถึงโครงการท่าเรือบก จะเป็นตัวพลิกโฉมหน้าการขนส่ง ทำให้การกระจายสินค้าจากภาคอีสานออกสู่ตลาดโลกทำได้สะดวกและรวดเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    3. การขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่อง

    โคราชกำลังมีแผนพัฒนาเมืองใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ หรือการจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นแม่เหล็กชั้นดีในการดึงดูดทั้งภาคธุรกิจ นักลงทุนและกลุ่มคนวัยทำงานให้หลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่

    4. ฐานประชากรและกำลังซื้อที่แข็งแกร่ง

    ในฐานะจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดในภาคอีสาน โคราชยังเป็นศูนย์กลางทั้งด้านการศึกษา การแพทย์และการค้า การมีฐานประชากรขนาดใหญ่หมายถึงความพร้อมด้าน ‘แรงงาน’ และ ‘กำลังซื้อ’ มหาศาลที่หมุนเวียนอยู่ภายในจังหวัด

    5. ต้นทุนที่เอื้อต่อการแข่งขัน

    เมื่อเทียบกับหัวเมืองใหญ่หรือกรุงเทพฯ โคราชยังมีต้นทุนในการดำเนินธุรกิจที่ถูกกว่า ไม่ว่าจะเป็นราคาที่ดิน ค่าแรงงาน หรือค่าครองชีพ จึงเป็นทำเลที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการตั้งโรงงาน ศูนย์กระจายสินค้า หรือแม้แต่สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค

    สวรรค์แห่งใหม่ของ Digital Nomad

    ไม่เพียงแต่ดึงดูดกลุ่มนักลงทุนและภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น โคราชยังได้รับการการันตีจากเว็บไซต์ชั้นนำอย่าง www.hotelwithtub.com ให้เป็น จุดหมายปลายทางอันดับที่ 5 ของโลกสำหรับ Digital Nomad ประจำปี 2025 ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ของการเป็นเมืองแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทำงานอิสระยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

    โอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ 

    ด้วยศักยภาพที่กล่าวมาทั้งหมด โคราชจึงเป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไฟแรงที่ต้องการปั้นธุรกิจด้วยนวัตกรรม

    หากคุณคือหนึ่งในคนที่อยากขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้าและก้าวขึ้นเป็น Next Gen Entrepreneur ห้ามพลาดกับงาน Techsauce Next Entrepreneur’s Summit

    • วันที่ 15 มีนาคม 2569
    • สถานที่ โคราชฮอลล์ เซ็นทรัลโคราช

    งานนี้จัดเต็มทั้งความรู้ ไอเดีย อินไซต์ระดับลึก และเฟรมเวิร์กที่สามารถนำไปต่อยอดธุรกิจได้ทันที เปิดจำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ สามารถซื้อบัตรได้ที่: https://bit.ly/3MUrcSx

    แล้วพบกันวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคมนี้ ที่โคราชฮอลล์ เซ็นทรัลโคราช โอกาสดี ๆ แบบนี้อย่าปล่อยให้พลาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/korat-new-economic-hub-thailand&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KyeZ0VMf3ziWjC88pZJ9H