Category: เศรษฐกิจ

  • ปิดช่องแคบฮอร์มุซ สะเทือนเศรษฐกิจโลก น้ำมัน โลหะ ปุ๋ย จ่อขาดแคลน

    ปิดช่องแคบฮอร์มุซ สะเทือนเศรษฐกิจโลก น้ำมัน โลหะ ปุ๋ย จ่อขาดแคลน

    นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ประเทศในอ่าวเปอร์เซียเป็นผู้จัดหาอะลูมิเนียมรายใหญ่ และความปั่นป่วนอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานของการผลิตขั้นสูงตึงตัว พร้อมเสริมว่า ราคาของอะลูมิเนียมกำลังเพิ่มขึ้นแล้ว และหากเกิดการหยุดชะงักเพิ่มเติม ต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมทั้งในภาคยานยนต์ อากาศยาน ก่อสร้าง ในสหรัฐฯ และยุโรปจะเพิ่มขึ้น

    ขณะที่ บริษัท Moody’s ก็เตือนว่า การปิดช่องแคบเป็นเวลานานจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจหลายภาคส่วน เนื่องจากสินค้าโภคภัณฑ์ที่ส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังตลาดเอเชียและยุโรป มักมีสินค้าคงคลังเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น ดังนั้นหากการหยุดชะงักดำเนินต่อไป จะเกิดปัญหาการขาดแคลนสินค้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

    เหล็กลวด (Wire Rod) ลวดทองแดงสำหรับอุตสาหกรรม ในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) กำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามในอิหร่าน ประกอบกับการที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ไม่สามารถนำเข้าทองแดงเคโทด (Copper Cathode ได้เพียงพอสำหรับความต้องการ

    การปิดช่องแคบยังคุกคามการส่งออกทองแดงบริสุทธิ์ของอิหร่านเอง

    ในปี 2024 อิหร่านส่งออกทองแดงประมาณ 114,000 ตัน หลังจากผลิตได้รวม 312,000 ตันและแบ่งใช้ในประเทศ 167,000 ตัน ก่อนส่งออกส่วนที่เหลือ

    ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2025 อิหร่านผลิตทองแดงบริสุทธิ์ประมาณ 305,000 ตัน และคาดว่าทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 330,000-335,000 ตัน เพิ่มเติม 6-7% เมื่อเทียบเป็นรายปี

    ความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมปุ๋ย

    ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนถึงความเสี่ยงต่อการขนส่งกำมะถัน (Sulfur) จากผู้ผลิตในภูมิภาคตะวันออกกลาง และสงครามที่เกิดขึ้นทำให้ราคากำมะถันพุ่ง 13.99% ใน 1 สัปดาห์และ 20.44% ใน 1 เดือน

    กำมะถันเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตกรดซัลฟิวริกสำหรับใช้เป็นสารสกัดด้วยตัวทำละลาย ( Solvent extraction ) ในกระบวนการผลิตทองแดง

    หากการจัดหากำมะถันจากตะวันออกกลางหยุดชะงัก อาจกระทบต่อเหมืองทองแดงในแอฟริกาต่อไป

    นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อการขนส่งปุ๋ยยูเรียกว่า 30%  โดยราคาปุ๋ยยูเรียปรับตัวเพิ่มขึ้น 10% ภายในสัปดาห์เดียว พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2022  ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ

    ราคาปุ๋ยยูเรียแตะ 583 ดอลลาร์ต่อตัน เพิ่มขึ้น 29% ใน 1 เดือนและมากกว่า 50% ตั้งแต่ต้นปี

    ช่องแคบฮอร์มุซกับอุตสาหกรรม AI และชิป

    แม้โลกของวิดีโอที่สร้างด้วย AI ได้ในไม่กี่วินาทีผ่านสมาร์ตโฟน อาจดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในเส้นทางเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย แต่จริง ๆ แล้ว ทั้ง 2 สิ่งเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด

    พื้นฐานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก พึ่งพาการไหลของพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    ปิดช่องแคบฮอร์มุซ สะเทือนเศรษฐกิจโลก น้ำมัน โลหะ ปุ๋ย จ่อขาดแคลน

    ชิปของโลกพึ่งพาก๊าซจากอ่าวเปอร์เซีย

    มากกว่าครึ่งหนึ่งของชิปหน่วยความจำ DRAM และ NAND ของทั่วโลก โลก ซึ่งให้หน่วยความจำสำหรับการจัดเก็บข้อมูลระยะสั้นและระยะยาวแก่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตในเกาหลีใต้

    ประมาณ 70% ของชิปประมวลผลขั้นสูงที่ใช้ในสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ และศูนย์ข้อมูล ผลิตในไต้หวัน ทั้ง 2 ประเทศเป็น 1 ในประเทศผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจากกาตาร์รายใหญ่ที่สุด

    นี่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางด้านพลังงานที่อันตราย ซึ่งยิ่งแย่ลงไปอีกเนื่องจากความคืบหน้าที่ช้าและลังเลของทั้ง 2 ประเทศในการแสวงหาแหล่งพลังงานหมุนเวียน หลังนิคมอุตสาหกรรมราส ลาฟฟาน (Ras Laffan)  ของกาตาร์ ซึ่งผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณทั่วโลก ได้หยุดการผลิตเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ก่อนที่จะประกาศเหตุสุดวิสัย มาตรการทางกฎหมายที่อนุญาตให้ระงับการจัดหาในระหว่างเหตุฉุกเฉิน

    ด้านบริษัท QatarEnergy กล่าวว่าการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการโจมตีทางทหารที่มุ่งเป้าไปที่โรงงาน

    ทั้งนี้ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 90% ที่ผลิตในกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถูกส่งไปยังตลาดในเอเชีย

    พลาสติกและปิโตรเคมี

    ปริมาณปิโตรเคมีและวัตถุดิบพลาสติกจำนวนมากก็ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน

    “อูชา เฮลีย์” (Usha Haley) ผู้เชี่ยวชาญด้านห่วงโซ่อุปทาน ระบุว่า ประมาณ 85% ของโพลีเอทิลีน (Polyethylene) ที่ส่งออกจากภูมิภาคตะวันออกกลางต้องผ่านเส้นทางนี้ หากเกิดการขาดแคลน จะทำให้ราคาของบรรจุภัณฑ์ ชิ้นส่วนรถยนต์และสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มสูงขึ้น

    ที่มา : NBC News, Fast Markets , Anadolu Agency , CNBC, Arab News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862455&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jedDUy7oSaQJ02n-O0giJ

  • รูปีอินเดียร่วงทำสถิติใหม่ หลังวิกฤตตอ.กลางดันราคาน้ำมันพุ่งกดดันเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    รูปีอินเดียร่วงทำสถิติใหม่ หลังวิกฤตตอ.กลางดันราคาน้ำมันพุ่งกดดันเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    เงินรูปีของอินเดียอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในวันนี้ (12 มี.ค.) ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น หลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานเพิ่มขึ้นจากวิกฤตอิหร่าน

    คู่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ/รูปี ปรับตัวขึ้นมากกว่า 0.3% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 92.520 รูปี ซึ่งสะท้อนการอ่อนค่าของสกุลเงินอินเดีย

    แรงกดดันต่อค่าเงินรูปีเพิ่มขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงานของอินเดีย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย

    มีรายงานว่าอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญที่รองรับน้ำมันประมาณ 20% ของการบริโภคทั่วโลก โดยอินเดียเป็นหนึ่งในประเทศหลักที่นำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซผ่านเส้นทางดังกล่าว

    อินเดียพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซอย่างมาก โดยคิดเป็นประมาณ 80% ของการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศ ในช่วงปีที่ผ่านมา อินเดียได้กระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันไปยังประเทศในตะวันออกกลาง เช่น อิรัก และซาอุดีอาระเบีย ท่ามกลางการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้นจากสหรัฐฯ ต่อการที่อินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

    นักวิเคราะห์ของธนาคารเอเอ็นแซด (ANZ) เตือนว่า หากราคาน้ำมันและก๊าซปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจทดสอบความแข็งแกร่งด้านการเงินของอินเดีย และอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ

    นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจทำให้แรงกดดันด้านการคลังเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลอาจต้องเพิ่มเงินอุดหนุนสำหรับปุ๋ยและก๊าซหุงต้ม ซึ่งอาจทำให้การขาดดุลงบประมาณของอินเดียที่เปราะบางอยู่แล้วสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เงินออมของครัวเรือนลดลง กระทบต่อการบริโภค และอาจส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง

    นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้เศรษฐกิจอินเดียอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งก่อนเกิดวิกฤตอิหร่าน โดยมีการเติบโตสูงและเงินเฟ้อต่ำ แต่หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็อาจลบล้างแนวโน้มดังกล่าวได้

    ทั้งนี้ ANZ คาดว่า ค่าเงินรูปีจะยังคงผันผวนในระยะใกล้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/576367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bwWyfHHFPf2457QiBshXz

  • เช็คด่วน !!! เปิดเช่าที่ราชพัสดุฯแปลงสวยย่านเศรษฐกิจในกทม.

    เช็คด่วน !!! เปิดเช่าที่ราชพัสดุฯแปลงสวยย่านเศรษฐกิจในกทม.


    กรมธนารักษ์เตรียมเปิดประมูลสิทธิการเช่า 4 แปลงสวย ย่านเศรษฐกิจสำคัญในเขตกรุงเทพมหานคร ใกล้ไอคอนสยาม -บ้านพายัพ-วงเวียนใหญ่-ถนนทรงวาด

    นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ได้เปิดประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุและพัฒนาที่ดินราชพัสดุในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 4 แปลงสวย ย่านเศรษฐกิจทำเลทอง ดังนี้   1. แปลงริมแม่น้ำเจ้าพระยา (ติดไอคอนสยาม) เปิดประมูลให้เอกชนลงทุนก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลัง บริเวณใกล้ไอคอนสยาม เขตคลองสาน (ริมแม่น้ำเจ้าพระยา) ซึ่งเป็นที่ดินเปล่า ขนาด 4-2-34 ไร่ (1,834 ตารางวา) ตั้งอยู่บริเวณย่านเศรษฐกิจสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้ศูนย์การค้า ICONSIAM หนึ่งในแลนด์มาร์กระดับโลกของกรุงเทพฯ พื้นที่รายล้อมด้วยแหล่งท่องเที่ยว โรงแรมระดับนานาชาติ และระบบคมนาคมที่สะดวก ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS GOLD LINE และท่าเรือโดยสาร

    2. แปลงบ้านพายัพ เปิดประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุบ้านพายัพ ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา (บ้านพายัพ)เขตพระนคร ซึ่งเป็นอาคารราชพัสดุ จำนวน 3 รายการ พื้นที่ใช้สอย 465.44 ตารางเมตร บนที่ดินขนาดเนื้อที่ 0-2-49.2 ไร่ ตั้งอยู่ในทำเลสำคัญของกรุงเทพมหานคร ละแวกวัดสามพระยา รายล้อมด้วยย่านประวัติศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยว และชุมชนดั้งเดิมของกรุงเทพฯ ภายในพื้นที่มีอาคารทรงคุณค่าทางสถาปัตยกรรม ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของพื้นที่เมืองเก่า เหมาะสำหรับการอนุรักษ์และพัฒนาให้เกิดประโยชน์เชิงสร้างสรรค์                                                                                

    3. แปลงอาคารธนบุรี (วงเวียนใหญ่) เปิดประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุ 4 ชั้น บริเวณใกล้วงเวียนใหญ่     เขตธนบุรี มีขนาดที่พื้นที่ใช้สอย 519.47 ตารางเมตร ใกล้วงเวียนใหญ่ เป็นย่านเมืองเก่าที่ถูกฟื้นฟูให้กลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางเชื่อมต่อกับถนนเส้นสำคัญหลายสาย สามารถเดินทางออกนอกเมืองไปทางฝั่งตะวันตกก็ได้ จะเข้าสู่ใจกลางเมืองหรือสามารถเดินทางไปถึงปริมณฑลโซนรังสิตได้ ซึ่งย่านนี้มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานและยังอยู่ใกล้กับย่านนวัตกรรมคลองสานในปัจจุบัน ดังนั้น ที่นี่จึงมีมนต์เสน่ห์ที่น่าสนใจหลายอย่าง เหมาะสำหรับใช้เป็นอาคารสำนักงาน

    4. แปลงอาคารถนนทรงวาด เปิดประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุ บริเวณถนนทรงวาด เขตสัมพันธ์วงศ์  (บริเวณชั้น 1) เลขที่อาคาร 1067 เป็นอาคารราชพัสดุย่านเมื่องเก่าที่มีศักยภาพเติบโตสูง ขนาดพื้นที่ใช้สอย 90.40 ตารางเมตร  ติดถนนทรงวาด ทำเลค้าขาย คนเดินผ่านตลอดวัน นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติสัญจรตลอดปี รายล้อมแหล่งท่องเที่ยว คาเฟ่ และวัฒนธรรม อาทิ ไซน่าทาวน์ ตลาดน้อย เป็นโอกาสทองของธุรกิจยุคใหม่บนเสน่ห์เมืองเก่า เหมาะกับร้านอาหาร     คาเฟ่ บาร์ สินค้าไลฟ์สไตล์          

    นายอัครุตม์ กล่าวว่า การเปิดประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุและพัฒนาที่ดินราชพัสดุในเขตกรุงเทพมหานครครั้งนี้ได้ดำเนินงานผ่านยุทธศาสตร์ “VALUE” เพื่อให้เกิดการนำทรัพย์สินของแผ่นดินที่กรมธนารักษ์รับผิดชอบโดยเฉพาะด้านที่ราชพัสดุมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นกรมธนารักษ์จึงเร่งผลักดันให้มีการเปิดประมูล     ที่ดินต่าง ๆ

    ขณะเดียวกันได้ให้ธนารักษ์พื้นที่เร่งดำเนินการต่อสัญญาต่าง ๆ ให้เป็นปัจจุบัน เนื่องจากสัญญาจะมี การต่อทุก 3 ปี ซึ่งขณะนี้กรมธนารักษ์ได้เริ่มมีการเปิดประมูลพัฒนาดินราชพัสดุแปลงสำคัญแล้ว                                                          

    สำหรับการเปิดประมูลดังกล่าว ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอซื้อซองเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน ได้ที่ กองบริหารที่ราชพัสดุกรุงเทพมหานคร ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร นับตั้งแต่บัดนี้ – วันที่ 9 เมษายน 2569 ในเวลา 09.00 น. – 15.00 น. (เว้นวันหยุดราชการ) หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0 2618 6328 หรือ    0 2278 2426 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/41014&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_L6z1f7KbEUhKPfexAWw9

  • ไฟสงครามลามฮอร์มุซ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยก็ต้องรัดเข็มขัด

    ไฟสงครามลามฮอร์มุซ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยก็ต้องรัดเข็มขัด

    ไฟสงครามลามฮอร์มุซ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยก็ต้องรัดเข็มขัด

    ไฟสงครามลามฮอร์มุซ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยก็ต้องรัดเข็มขัด

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,182 ระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม 2569 โดย…กาแฟขม

    *** สงครามสหรัฐ อิสราเอล-อิหร่าน ล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 และมีทีท่าจะยืดเยื้อ ไม่จบลงง่ายๆ เหมือนคำประกาศของประธานาธิบดีผู้อหังการ์อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ที่คุยคำโตประกาศปิดจ็อบภายใน 4 สัปดาห์ แม้โจมตีสังหารผู้นำหมู่ของอิหร่านแบบอุกอาจ แม้โจมตีพลาดไปยังโรงเรียนเด็กเล็กบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แต่หาได้หยุดยั้งการตอบโต้ของอิหร่านลงได้ง่ายๆ แม้ผู้นำสูงสุดจะเสียชีวิตจากการถูกโจมตี อิหร่านก็ตั้งผู้นำขึ้นมาได้ทันที และยังเป็นพลังในการรวมศูนย์จิตใจ จิตวิญญาณของคนในชาติอิหร่านให้ลุกขึ้นสู้กับการรุกรานแบบยอมแลกชีวิต

    *** อิหร่านเหมือนเตรียมการเรื่องนี้มาอย่างดี ถูกโจมตีอย่างหนัก สูญเสียผู้นำ แต่ดูเหมือนจะไม่เสียขวัญ และไม่สูญเสียอำนาจการตอบโต้ มีผู้นำใหม่ขึ้นมาแทน มีโครงสร้างการปฏิบัติงานของฝ่ายกองทัพ ที่เหมือนมีการวางฉากทัศน์ไว้พร้อม ถ้าเกิดเหตุการณ์ขึ้น สหรัฐ อิสราเอล ผนึกกำลังโจมตี พวกเขาจะทำอย่างไร 1.2.3 เป็นขั้นเป็นตอน เสมือนกลไกที่ถูกวางไว้ ทุกคนรู้หน้าที่ ขยับทันที ตามแผนที่เตรียมการไว้ เห็นได้จากโต้กลับไปยังฐานทหารสหรัฐในภูมิภาค อย่างมีเป้าหมาย

    *** ภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นแหล่งซัพพลายนํ้ามันของโลก ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งนํ้ามันถูกปิดตาย ทำให้การใช้พลังงานของโลกช็อก แหล่งนํ้ามัน ก๊าซ ขนาดใหญ่ในซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน การ์ต้า บาห์เรนถูกโจมตี เส้นทางขนส่งถูกปิด ไม่สามารถขนถ่ายออกมาได้ ซัพพลายหายจากตลาดโลกวันละ กว่า 20 ล้านบาร์เรล โดยปริมาณการขนส่งปกติปี 2567-2569 มีนํ้ามันดิบ คอนเดนเสท และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมผ่านช่องแคบนี้เฉลี่ย 20 – 20.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นปริมาณนํ้ามันดิบ (Crude Oil) ประมาณ 13 – 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นนํ้ามันดิบที่ส่งไปยังโรงกลั่นทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย

    *** ผลพวงสงครามตะวันออกกลาง กระเทือนเศรษฐกิจโลก รวมทั้งไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากการนำเข้าพลังงาน อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน บอกว่า ราคานํ้ามันในตลาดโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนนํ้ามันในประเทศเพิ่มขึ้นตามไปด้วย รัฐใช้กลไกกองทุนนํ้ามัน ช่วยพยุงราคาขายปลีก โดยเฉพาะนํ้ามันดีเซลที่กำหนดไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร แม้ต้นทุนจริงกองทุนนํ้ามันเข้าไปอุ้มไว้ที่ 9.57 บาทต่อลิตร เงินไหลออกเฉลี่ยสูงถึงประมาณวันละ 700 ล้านบาท กองทุนฯยังดูแลราคานํ้ามันต่อไปได้อย่างน้อยประมาณ 15 วัน หลังจากนั้น หากจำเป็นมีทางเลือกในการกู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งเป็นแนวทางที่เคยดำเนินการมาแล้ว ที่ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน กองทุนนํ้ามันฯเคยติดลบราว 1.3 แสนล้านบาท  

    *** รัฐบาลนายกฯหนู อนุทิน ชาญวีระกูล ยอมรับในสถานการณ์วิกฤติ ออกมาตรการเข้มบังคับใช้กับข้าราชการและรัฐวิสาหกิจก่อนเลย โดยครม.ล่าสุด เมื่ออังคารที่ 10 มี.ค. ออกมติให้ข้าราชการ-รัฐวิสาหกิจทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ทันที เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน ยกเว้นหน่วยงานที่ให้บริการประชาชนโดยตรง พร้อมกับออกมาตรการประหยัดพลังงานในที่ทำงาน โดยให้ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเป็น 26 องศาเซลเซียส และรณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ถอดสูทในการประชุม และให้ประหยัดด้วยการสั่งระงับการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ ยกเว้นภารกิจที่จำเป็นอย่างยิ่ง

    *** โลกทุกวันนี้เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก เกิดเหตุในที่หนึ่งผลกระทบกระจายไปทั้งโลก โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพิงการค้าระหว่างประเทศสูงอย่างไทย และบังเอิญเป็นประเทศที่นำเข้าพลังสุทธิในสัดส่วนสูงแบบไทย เมื่อเกิดสงครามนำไปสู่วิกฤติพลังงาน ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ จำต้องหาทางลดผลกระทบให้น้อยที่สุด หาทางออกจากวิกฤติให้ได้ การทบทวนแหล่งนำเข้า กระจายแหล่งนำเข้า การจัดหาพลังงานทดแทน การประหยัดพลังงานที่ต้องทำให้เป็นเรื่องเคยชิน และเป็นแนวปฏิบัติปกติ การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ทดแทนการใช้พลังงาน กระทั่งความพอเพียงที่ต้องยึดปฏิบัติให้ได้ แม้ในยามปกติ

                            ไฟสงครามลามฮอร์มุซ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยก็ต้องรัดเข็มขัด

    *** ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว “แก้วทอง” ที่ได้สูญเสีย นางอัจฉราภรณ์ แก้วทอง โดยกําหนดพิธีพระราชทานนํ้าหลวงอาบศพสวดพระอภิธรรม และพิธีบรรจุศพ ระหว่างวันที่ 11-17 มีนาคม  2569 ณ ศาลาสารัชถ์ – นลินี รัตนาวะดี ฌาปนสถานกองทัพอากาศ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ

    กำหนดการต่างๆ มีดังนี้ วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 15.30  น. พิธีรดนํ้าศพ เวลา 17.00 น. พิธีพระราชทานนํ้าาหลวงอาบศพ เวลา 17.30 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม วันที่ 12-13 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม วันที่ 14-16 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. สวดพระอภิธรรม วันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. สวดพระ อภิธรรม เวลา 19.00 น. พิธีบรรจุศพ ทางญาติจึงขอเรียนเชิญด้วยความเคารพอย่างสูง…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/653667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y8oFxM0cTBvK6Y1HNemXJ

  • ไฟสงครามเผาเศรษฐกิจไทย บททดสอบรัฐบาลใหม่

    ไฟสงครามเผาเศรษฐกิจไทย บททดสอบรัฐบาลใหม่

    ไฟสงครามเผาเศรษฐกิจไทย บททดสอบรัฐบาลใหม่

    ไฟสงครามเผาเศรษฐกิจไทย บททดสอบรัฐบาลใหม่

    วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ไม่ได้เป็นเพียงข่าวสงครามที่เกิดขึ้นไกลตัว หากแต่กำลังส่งแรงกระแทกมาถึงเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ยกระดับสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และนำไปสู่การประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลก

    ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางที่นํ้ามันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโลกกว่า 20% ต้องขนส่งผ่าน เมื่อเส้นทางนี้ถูกปิดหรือหยุดชะงัก ตลาดพลังงานโลกจึงสั่นสะเทือนทันที ราคานํ้ามันดิบพุ่งทะลุ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปเมื่อวันก่อน ก่อนย่อตัวลงชั่วคราว และมีแนวโน้มอาจไต่ระดับไปถึง 150-170 ดอลลาร์ หากสถานการณ์ลุกลามหรือยืดเยื้อ

    สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ผลกระทบย่อมเกิดขึ้นโดยตรง ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะลุกลามไปสู่ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อ GDP ไทยปี 2569 อาจเติบโตเพียง 1.3% จากที่เคยคาดไว้ราว 2% เท่านั้น

    แรงกระแทกไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาพลังงาน ต้นทุนโลจิสติกส์โลกกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อสายการเดินเรือต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 10-14 วัน ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยสงครามเพิ่มขึ้น 50-140% สินค้าส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่เน่าเสียง่าย จึงต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งด้านต้นทุนและระยะเวลาในขณะนี้

    ในอีกด้านหนึ่ง วิกฤตครั้งนี้ก็เปิดหน้าต่างโอกาสบางประการ ประเทศในตะวันออกกลางกำลังเร่งสำรองอาหาร ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นกว่า 11% ขณะที่ราคายางพารามีแนวโน้มขาขึ้นตามราคานํ้ามัน ซึ่งทำให้ต้นทุนยางสังเคราะห์สูงขึ้น หากไทยบริหารจังหวะการค้าได้ดี ก็อาจพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร

    อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ที่สุดยังคงอยู่ที่ “การบริหารพลังงาน” ของประเทศ รัฐบาลเลือกใช้กองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงเป็นกันชนสำคัญในการตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร แม้ว่าต้นทุนจริงจะสูงกว่ามาก ทำให้ต้องอุดหนุนลิตรละมากกว่า 10 บาท หรือใช้เงินเฉลี่ยวันละกว่า 700 ล้านบาท

    มาตรการนี้ช่วยประคองค่าครองชีพระยะสั้นได้ แต่ก็เป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” หากราคานํ้ามันโลกทะยานขึ้นเกิน 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐบาลย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องใช้มาตรการที่หนักขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามัน หรือการปรับเพดานราคาดีเซลขึ้นสู่ระดับ 33-35 บาทต่อลิตร

    คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า จะตรึงราคานํ้ามันได้นานเพียงใด แต่อยู่ที่รัฐบาลจะบริหารสมดุลระหว่างเสถียรภาพเศรษฐกิจ ภาระของกองทุนนํ้ามัน และวินัยการคลังของประเทศได้อย่างไร

    ขณะเดียวกัน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “Thailand 10 Plus” ที่เสนอการลดค่าไฟ การกระตุ้นกำลังซื้อ และการจ้างงานในชุมชน ล้วนสะท้อนความพยายามเร่งเครื่องเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก ที่กำลังกดดันงบประมาณของรัฐ คำถามคือ นโยบายเหล่านี้จะเดินหน้าได้จริงเพียงใด

    ไฟสงครามที่ลุกโชนอยู่ในตะวันออกกลาง จึงไม่ได้เผาเพียงภูมิภาคนั้น แต่กำลังทดสอบความสามารถของรัฐบาลไทยชุดใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า จะมีวิสัยทัศน์และความเด็ดขาดมากพอที่จะพาเศรษฐกิจไทยฝ่าพายุครั้งนี้ไปได้หรือไม่

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46 ฉบับที่ 4,182 วันที่ 12 -14 มีนาคม พ.ศ. 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/653662&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vdzhcdS5JaJ5xLDN5UBD-

  • ทวีค้านแยก ก.ท่องเที่ยวและกีฬา หวั่นทำลายพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ

    ทวีค้านแยก ก.ท่องเที่ยวและกีฬา หวั่นทำลายพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ

    ทวีค้านแยก ก.ท่องเที่ยวและกีฬา หวั่นทำลายพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ

    วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.37 น.

    ทวี ค้านแยกการท่องเที่ยว-กีฬา ชี้ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาเป็นพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ ทำเงินมหาศาล ติง วัฒนธรรม ไม่ใช่สินค้าประดับตู้โชว์ เพื่อดึงดูดเงินตรา ผ่านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    วันที่ 12 มีนาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  แยก“ท่องเที่ยว-กีฬา” และรวม “วัฒนธรรม–ท่องเที่ยว” เป็นโจทย์ที่ท้าทายและมีความละเอียดอ่อนสูง 

    ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปโครงสร้างราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเสนอให้กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา การแยกท่องเที่ยวออก แล้วนำท่องเที่ยวไปอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรม หรือ วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว จึงมีข้อวิพากษ์ประเด็นนี้เป็นมุมมองจากประสบการณ์ ดังนี้

    1. การแยก “ท่องเที่ยว-กีฬา” : เสาหลักที่ทำหน้าที่ได้ดีมาโดยตลอด

    ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย ล่าสุดในปี 2568 กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่าสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ประเทศกว่า 1.5 ล้านล้านบาท สะท้อนว่ากระทรวงนี้ทำงานได้อย่างสอดประสานและบูรณาการทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จนี้ไม่ได้มีเพียงมิติเงินตรา แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านระบบกีฬาและการสร้างภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลก การจะแยกโครงสร้างที่ทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน รัฐต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่า “ประชาชนจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างไร?” มิฉะนั้น การปฏิรูปอาจกลายเป็นเพียงการรื้อระบบที่ลงตัวอยู่แล้วให้หยุดชะงัก และทำให้กลไกทางเศรษฐกิจและสังคมที่ประชาชนพึ่งพาต้องอ่อนแรงลง

    2. ด้านกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อ “วัฒนธรรม” คือประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม ดังนั้น ข้อเสนอที่ให้นำงานวัฒนธรรมไปควบรวมกับการท่องเที่ยว จึงเป็นประเด็นที่ต้องฉุกคิดอย่างระมัดระวัง เพราะวัฒนธรรมคือ “ลมหายใจของผู้คน” ไม่ใช่ “สินค้าประดับตู้โชว์” เพื่อดึงดูดเงินตราเพียงอย่างเดียว หากรัฐมองวัฒนธรรมผ่านเลนส์ของ “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว” เพียงอย่างเดียว เรากำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่กัดเซาะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  อาทิ

    รากเหง้า vs ยอดขาย : เมื่ออัตลักษณ์ถูกประเมินด้วย KPI คุณค่าของคนจะถูกลดทอนเหลือเพียงตัวเลขทางสถิติ

    วิถีชีวิต vs การแสดง : วัฒนธรรมอาจถูกทำให้ “เรียบง่าย” เพื่อเอาใจตลาด จนสูญเสียจิตวิญญาณดั้งเดิมและความภาคภูมิใจ

    พลเมือง vs ตัวประกอบฉาก : ประชาชนอาจถูกลดทอนฐานะเป็นเพียง “ฉากหลัง” ของการท่องเที่ยว ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 70 ที่คุ้มครองสิทธิในการดำรงวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างสงบสุข

    3. การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมนั้นต้องแสวงจุดรวม สงวนจุดต่าง การบริหารพหุวัฒนธรรมไม่ใช่การนำดอกกุหลาบและดอกมะลิมาปั่นรวมกันจนไร้อัตลักษณ์ แต่ต้องใช้แนวคิด “ทฤษฎีดอกไม้หลากสี” ภายใต้หลักการ “แสวงจุดรวม สงวนจุดต่าง” คือการร่วมมือเพื่อเป้าหมายส่วนรวมของชาติ (จุดรวม) แต่ต้องเคารพและรักษาเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ความเชื่อ และจิตวิญญาณ (จุดต่าง) ไว้อย่างมีศักดิ์ศรี รัฐต้องเคารพ “กาลเทศะและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” ของวัฒนธรรม มิใช่ปล่อยให้การท่องเที่ยวเข้าไปทำลายความสงบทางจิตวิญญาณเพียงเพื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจ

    4. คำสุภาษิตที่ว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” ย้ำเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงย่อมมีขึ้นเสมอตามยุคสมัย แต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งหมายให้ “ดีขึ้นกว่าเดิม” และต้องชอบด้วยเหตุผลตามหลักวิชาการ หลักกฎหมาย หลักจริยธรรม (ยึดมั่นในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์) และหลักความเป็นจริงตามบริบททางสังคม มีเป้าประสงค์สูงสุดเพื่อความผาสุกของประชาชน และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ โจทย์นี้มีความท้าทายและมีความละเอียดอ่อนสูงมาก

    พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง

    หัวหน้าพรรคประชาชาติ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/952212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xn2EgWK1du0qLuxUBPNPd

  • น้ำมันสหรัฐฯ โดด $10 ใน 9 ชั่วโมง ทะลุ $92 คริปโตเสี่ยงดิ่งตาม

    น้ำมันสหรัฐฯ โดด $10 ใน 9 ชั่วโมง ทะลุ $92 คริปโตเสี่ยงดิ่งตาม

    Siam Blockchain

    By

    มีนาคม 12, 2026

    น้ำมันสหรัฐฯ โดด $10 ใน 9 ชั่วโมง ทะลุ $92 คริปโตเสี่ยงดิ่งตาม

    สรุปข่าว
    • ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุ $92 ต่อบาร์เรล โดดขึ้นกว่า $10 ภายในเวลาเพียง 9 ชั่วโมง สัญญาณชัดว่ามีแรงกระชากจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์หรือการขาดแคลนอุปทานอย่างเฉียบพลัน
    • บริบทรอบด้านชี้ว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทั้งการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน เหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ และการเตือนภัยโดรนจากเอฟบีไอ ล้วนเป็นแรงกดดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูง
    • ราคาน้ำมันที่ทะยานแรงจะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโตในระยะสั้น

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

    น้ำมันพุ่ง $10 ใน 9 ชั่วโมงคือสัญญาณ risk-off ที่ชัดเจน นักลงทุนมักย้ายเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตในภาวะเช่นนี้ ยิ่งราคาพลังงานสูงขึ้น ยิ่งเพิ่มความกังวลเงินเฟ้อและทำให้ Fed ไม่มีแรงจูงใจลดดอกเบี้ย ซึ่งกดดัน Bitcoin และ Altcoin ในระยะสั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุ $92 ต่อบาร์เรล โดดขึ้นกว่า $10 ภายในเวลาเพียง 9 ชั่วโมง ในช่วงเช้าตรู่วันที่ 12 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter และ Whale Insider ที่รายงานพร้อมกัน การกระโดดของราคาน้ำมันในระดับนี้ถือเป็นสัญญาณที่ผิดปกติ และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าเป็นผลพวงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลาดการเงินโลกและตลาดคริปโตต่างจับตาการเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงเดือนข้างหน้า

    เบื้องหลังราคาน้ำมันพุ่ง ตะวันออกกลางคือตัวแปรหลัก

    การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันกว่า $10 ใน 9 ชั่วโมงไม่ใช่เรื่องปกติ และหากมองภาพรวมของเหตุการณ์ในช่วงนี้จะเห็นได้ชัดว่ามีปัจจัยหลายอย่างกดดันพร้อมกัน ทั้งการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านใส่อิสราเอล เหตุการณ์ทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก รวมถึงคำเตือนจากเอฟบีไอเรื่องโอกาสโจมตีโดรนของอิหร่านในฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ทั้งหมดนี้สร้างบรรยากาศที่ทำให้ตลาดพลังงานผวาหนัก

    ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า รมว.พลังงานสหรัฐฯ ลบโพสต์คุ้มกันเรือน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันพุ่งทะลุ $80 และ กองกำลังสหรัฐฯ กำจัดผู้วางทุ่นระเบิด 16 รายใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึง อิหร่านยิงขีปนาวุธพิสัยไกลใส่อิสราเอล ซึ่งทั้งหมดเป็นชุดของเหตุการณ์ที่สะสมแรงกดดันต่อราคาพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันสู่ระดับ $92 ในวันนี้จึงเป็นผลรวมของความตึงเครียดที่คั่งค้างมานาน

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

    ราคาน้ำมันที่พุ่งแรงและรวดเร็วขนาดนี้ส่งสัญญาณ risk-off ชัดเจนทั่วตลาดการเงินโลก เมื่อนักลงทุนรับรู้ถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ พวกเขามักเทขายสินทรัพย์เสี่ยงก่อนและหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย Bitcoin และ Altcoin จึงเป็นกลุ่มแรกที่มักได้รับแรงขายในภาวะเช่นนี้ นอกจากนั้น น้ำมันแพงยังหมายถึงเงินเฟ้อที่จะพุ่งสูงขึ้นตามมา ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีเหตุผลน้อยลงในการลดดอกเบี้ย ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ตลาดคริปโตต้องการ

    ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain รายงานว่า BofA ชี้ น้ำมันแพงยาวอาจบีบ Fed ลดดอกเบี้ย คริปโตได้ลุ้นขึ้น ซึ่งเป็นมุมมองสวนกระแสที่น่าสนใจ แต่หากราคาน้ำมันพุ่งจาก $80 ไปถึง $92 ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเช่นนี้ แรงกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้นอาจหนักเกินกว่าที่ Fed จะยอมผ่อนคลายนโยบายได้ทันที นอกจากนี้ Arthur Hayes ผู้ร่วมก่อตั้ง BitMEX ก็ประกาศว่าจะยังไม่ซื้อ Bitcoin จนกว่า Fed จะผ่อนคลายนโยบาย ซึ่งสอดคล้องกับภาพที่เห็นในวันนี้ว่า macro ยังไม่เอื้อ

    อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาว่าราคาน้ำมันจะคงอยู่ในระดับนี้นานแค่ไหน หากเป็นเพียงการพุ่งขึ้นชั่วคราวจากข่าวภูมิรัฐศาสตร์แล้วย่อตัวลง ผลกระทบต่อคริปโตก็อาจจำกัด แต่ถ้าราคาน้ำมันทรงตัวเหนือ $90 ได้ยาวนาน จะกลายเป็นปัจจัยกดดัน macro ที่หนักมากสำหรับตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด


    ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการพุ่งขึ้น $10 ใน 9 ชั่วโมงเป็นสัญญาณที่น่ากังวลมากกว่าการขึ้นค่อย ๆ เพราะแสดงให้เห็นว่าตลาดตอบสนองต่อเหตุการณ์บางอย่างอย่างเฉียบพลัน ณ วันนี้บริบทรอบด้านมันชัดมากว่าตะวันออกกลางกำลังร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งอิหร่าน อิสราเอล ช่องแคบฮอร์มุซ สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือราคาน้ำมันจะยืนเหนือ $90 ได้ไหม และ Bitcoin จะรับมืออย่างไร ถ้า BTC ยืนได้ที่ระดับปัจจุบันแม้ macro จะกดดัน ก็อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดคริปโตแข็งแกร่งพอสมควร แต่ถ้าหลุดลงไปพร้อมกับตลาดหุ้น ก็ต้องรอจังหวะ macro กลับตัวก่อนถึงจะน่าสนใจอีกครั้ง

    เครดิตภาพจาก @WtiOil

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/12/us-oil-prices-surge-92-barrel-geopolitical-shock-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UrC6xsIhvfWxPA8b8OkVS

  • พรรคส้มไม่สนไฟสงคราม เพ้อหารัฐธรรมนูญ ในวันที่ต้องรับมือวิกฤต

    พรรคส้มไม่สนไฟสงคราม เพ้อหารัฐธรรมนูญ ในวันที่ต้องรับมือวิกฤต

    วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.39 น.

    ขณะที่สถนการณ์ความตึงเครียดจากสงคราม ระหว่าง สหรัฐ และ อิสราเอล กับอิหร่าน กำลังสร้างความวิตกกังวลให้กับ ผู้คนทั้งโลก ว่ามันจะลุกลาม และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาพลังงาน 

    ภาครัฐ ซึ่งแม้จะอยู่ในสถานะของรัฐบาลรักษาการณ์  ที่รอกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้เสร็จเรียบร้อย ก็พยายามประคองสถานการณ์ ด้วยการออกมาตรการต่างๆมารองรับ และบรรเทาผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

     แต่ดูเหมือนว่า พรรคฝ่ายค้าน อย่างพรรคประชาชน กลับมองเห็นความสำคัญ ของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นเรื่องเร่งด่วนคอขาดบาดตายกว่าสิ่งใด  ถึงขนาด รีบออกมาดักคอรัฐบาลใหม่ ที่ยังจัดตั้งไม่เสร็จ ทำนองว่าห้ามลืมเด็ดขาด

    โดยเมื่อ วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาตอกย้ำหลังการประกาศผลประชามติในราชกิจจานุเบกษาว่า มีประชาชนถึง 21 ล้านเสียงที่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมจี้ให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำเคารพเสียงมหาชนนี้

     การรีบออกมาทวงถามเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่โดยอ้างเรื่องผลการทำประชามติ ในสถานการณ์ที่ผุ้คนกำลังกังวลเรื่อง ราคาน้ำมัน และผลกระทบอื่นๆ ที่จะตามมาอีกมากมายนั้น  เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนอีกครั้งว่าพรรคการเมืองพรรคนี้ ไร้เดียงสาเพียงใด  การจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง ว่าอะไรเป็นสิ่งที่จะต้องทำเร่งด่วน

     อะไรรอเวลาได้ ในสถานการณ์เช่นนี้

    ในขณะที่พรรคประชาชนหมกมุ่นอยู่กับ การจัดทำรัฐธรรมนูญที่พวกเขาคิดว่าเป็นยาวิเศษ  แต่โลกภายนอกกลับกำลังเผชิญกับสัญญาณอันตรายจากสงครามในตะวันออกกลางที่อาจขยายวงกว้าง นักวิเคราะห์เศรษฐกิจทั่วโลกเตือนว่าหากสงครามปะทุรุนแรงจนกระทบช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีโรงกลั่น และคลังน้ำมันยังดำเนินต่อไป

    ราคาน้ำมันดิบ: มีสิทธิ์พุ่งทะลุ 120 – 150 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล  หรือมากกว่านั้น ซึ่งจะกดดันให้เงินเฟ้อในไทยพุ่งสูงขึ้นทันที 3-5%

    และเมื่อราคาน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งสูงจนกระทบต้นทุนสินค้าทุกชนิด ประชาชนที่ส่งเสียง 21 ล้านเสียงเหล่านั้น อาจจะพบว่า รัฐธรรมนูญใหม่” ที่พรรคประชาชนพยายามหยิบยื่นให้  ไม่สามารถช่วยบรรเทาค่าครองชีพที่พุ่งกระฉูดได้แม้แต่น้อย

    ยิ่งเมื่อหันไปดู ตัวเลข “หนี้ครัวเรือน”  ของไทย: ที่ยัง “สูงติดเพดาน” อยู่ในระดับเกือบ 90% ของ GDP ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

    สภาวะ เช่นนี้ ทำให้ประชาชนไม่มี “เกราะป้องกัน” เหลือพอจะรับแรงกระแทกจากวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำซ้อนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เลย

    การที่พรรคประชาชนยังคงลำดับความสำคัญ ไปที่การทำประชามติและการเลือกตั้ง สสร.  ซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาลและเวลาอีกนับปี แทนที่จะเสนอ “โรดแมปกู้ชีพเศรษฐกิจ” อย่างเป็นรูปธรรม

    สะท้อนถึงการแยกไม่ออกระหว่าง “ความต้องการทางการเมือง”ของตัวเอง  และ “ความจำเป็นทางการดำรงชีวิต” ของประชาชน

    การที่ณัฐวุฒิ บัวประทุม ออกมาแสดงท่าทีเชิงรุกในประเด็นรัฐธรรมนูญต่อรัฐบาลใหม่  ในหมู่ด้อมส้มอาจมองว่าเป็นการเดินเกมชิงพื้นที่ความชอบธรรมที่ชาญฉลาด  แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ว   นี่คือการเปลือยให้เห็นจุดอ่อนของพรรคประชาชนที่ถูกมองว่าเป็น “นักทฤษฎีในหอคอยงาช้าง” ที่ไม่มีประโยชน์ใดๆในยามบ้านเมืองวิกฤต

    หากเกิดวิกฤตพลังงานโลกขึ้นจริง แล้วพรรคประชาชนยังคงใช้เวลาในสภาถกเถียงเรื่องการกระจายอำนาจ หรือที่มาขององค์กรอิสระ  ฯลฯ พวกเขาอาจพบว่าศรัทธาจากมวลชนจะเริ่มสั่นคลอน เพราะความมั่นคงทางปากท้องคือรากฐานเดียวที่รองรับระบอบประชาธิปไตยให้ยืนหยัดอยู่ได้

    “พรรคประชาชนต้องเลือกว่าจะเป็น “สถาปนิกที่นั่งแก้แบบบ้าน “ ในขณะที่พายุกำลังมา

     หรือ จะ ร่วมคิด ร่วมทำ ช่วยกันนำพาประชาชนฝ่าคลื่นลมเศรษฐกิจไปให้ได้ก่อน  แล้วค่อยกลับมา ผลักดัน พูดเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น เรื่องที่รอได้ และไม่มีใครต้องตาย ถ้ามันจะช้าไปอีกสักระยะหนึ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/952184&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mZWpeevy8Ul7YX4Zb5_wG

  • สำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร ปี 68/69 | เดลินิวส์

    สำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร ปี 68/69 | เดลินิวส์

    นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ในฐานะหน่วยงานหลักด้านข้อมูลสารสนเทศการเกษตร สศก. ได้เตรียมความพร้อมในการดำเนินโครงการสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร (Socio-economic Survey) หรือ Socio ประจำปีเพาะปลูก 2568/69 ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในการจัดเก็บข้อมูลสำหรับจัดทำตัวชี้วัดความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย โดยได้วางแผนปฏิบัติงานแบบบูรณาการอย่างเป็นระบบระหว่างส่วนกลางและสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 (สศท. 1-12) เพื่อขับเคลื่อนแผนงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่การกำหนดกรอบวิชาการ การพัฒนาแบบสอบถามให้ทันสมัย ไปจนถึงการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคนจะต้องผ่านการอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจในนิยามและระเบียบวิธีปฏิบัติงานให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยจะเริ่มลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามพร้อมกันทั่วประเทศในช่วงเดือนเมษายน – สิงหาคม 2569

    สำหรับการสำรวจในครั้งนี้ กำหนดพื้นที่เป้าหมายครอบคลุม 74 จังหวัดทั่วประเทศ (ยกเว้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างทางสถิติที่ได้มาตรฐาน จำนวน 7,600 ครัวเรือน เพื่อให้เป็นตัวแทนของเกษตรกรในทุกสาขาการผลิต โดยข้อมูลที่จะจัดเก็บมีความละเอียดครอบคลุม 11 หมวดสำคัญ ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไปของสมาชิก การถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดิน การผลิตพืช ปศุสัตว์ และประมง รายได้และรายจ่ายทั้งในและนอกภาคเกษตร ภาวะหนี้สินและสินเชื่อ ทรัพย์สินครัวเรือน ข้อมูลด้านแรงงานและการเคลื่อนย้ายแรงงาน ทัศนคติต่ออาชีพเกษตร รวมถึงข้อมูลเชิงนโยบายรัฐ อาทิ Smart Farmer และเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งจะสะท้อนภาพรวมในรอบปีเพาะปลูกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 ถึงเมษายน 2569 ได้อย่างชัดเจน

    “ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะสะท้อนความเป็นจริงในพื้นที่ เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับหน่วยงานภาครัฐในการกำหนดนโยบาย วางแผนพัฒนาการเกษตร และกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้สิน การบริหารจัดการที่ดิน และการยกระดับรายได้ โอกาสนี้จึงขอความร่วมมือจากพี่น้องเกษตรกร โปรดให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นจริงแก่เจ้าหน้าที่ สศก. ที่ลงพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5679615/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t_5UUtOC5stga2fq6Fk_f

  • ผู้ว่าฯ พังงา ปลุกชาวบ้านน้อมนำ “เศรษฐกิจพอเพียง” ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ สร้างความมั่นคงทางอาหารรับมือวิกฤติ

    ผู้ว่าฯ พังงา ปลุกชาวบ้านน้อมนำ “เศรษฐกิจพอเพียง” ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ สร้างความมั่นคงทางอาหารรับมือวิกฤติ

    ผู้ว่าฯ พังงา ปลุกชาวบ้านให้ช่วยตนเอง น้อมนำ “เศรษฐกิจพอเพียง”  “ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์” สูตรสู้วิกฤติ สร้างอาหารกินเองทุกบ้าน มั่นคงได้ทุกสถานการณ์

    วันที่ 12 มี.ค.69 นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ได้ลงมือทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ด้วยการถืออุปกรณ์การเกษตรเดินเข้าสวนภายในจวนผู้ว่าฯ พื้นที่เล็ก ๆ ที่ถูกปรับให้กลายเป็นแปลงผักแบบผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัวหลากหลายชนิด เช่น มะละกอ ตะไคร้ มะนาว พริก มะเขือ และผักโตเร็ว ไว้เพื่อรับประทาน ด้วยแนวคิดการพึ่งพาตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

    ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวว่า ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หลายสถานการณ์เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งภาวะเศรษฐกิจและราคาสินค้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” ในครัวเรือนจึงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญ โดยการปลูกผักไว้รับประทานเอง แม้จะเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ก็สามารถทำได้ ไม่ว่าจะปลูกในแปลงหรือในกระถาง รวมถึงการเลี้ยงไก่ไข่หรือเลี้ยงปลาตามกำลังและความเหมาะสมของแต่ละครอบครัว ขอเชิญชวนชาวพังงา หันมาสร้างเกราะป้องกันวิกฤติด้านอาหาร อาหารที่เราปลูกเองได้ ทำเองได้ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ไม่ต้องเดือดร้อน ลดการพึ่งพาผู้อื่น และทำให้เรามีอาหารเพียงพอในทุกสถานการณ์ หากมีผลผลิตมากก็สามารถแบ่งปันให้เพื่อนบ้าน สร้างความเอื้อเฟื้อในชุมชน และหากมีมากพอก็สามารถนำไปจำหน่าย สร้างรายได้เสริมให้ครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง”

    ทั้งนี้ จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของโลกที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน การหันมาปลูกผักกินเองจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยลดรายจ่ายในยามยากลำบาก และเป็นการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตในยุคปัจจุบัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในทุกครัวเรือน

    ภูมิภาค75

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/134372&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QEh2O646qGT03LuNMBemR