Category: เศรษฐกิจ

  • ผู้นำอิหร่านกาง 3 เงื่อนไขยุติสงคราม “สหรัฐ-อิสราเอล” ต้องรับผิดชอบทั้งหมด | เดลินิวส์

    ผู้นำอิหร่านกาง 3 เงื่อนไขยุติสงคราม “สหรัฐ-อิสราเอล” ต้องรับผิดชอบทั้งหมด | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ว่าประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน กล่าวถึง “เงื่อนไขเบื้องต้น 3 ประการ” เพื่อยุติสงครามที่จุดชนวนโดย “ระบอบไซออนิสต์” หมายถึงอิสราเอล และสหรัฐ

    Talking to leaders of Russia and Pakistan, I reaffirmed Iran’s commitment to peace in the region. The only way to end this war—ignited by the Zionist regime & US—is recognizing Iran’s legitimate rights, payment of reparations, and firm int’l guarantees against future aggression.

    — Masoud Pezeshkian (@drpezeshkian) March 11, 2026

    ทั้งนี้ เปเซชเคียนเรียกร้อง การยอมรับสิทธิอันชอบธรรมของอิหร่าน ซึ่งอาจรวมถึงโครงการนิวเคลียร์และอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลเตหะราน การที่สหรัฐและอิสราเอลจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม เพื่อชดเชยความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน และการรับประกันอย่างจริงจังจากนานาชาติ ว่าจะไม่มีการรุกรานอิหร่านเกิดขึ้นอีกในอนาคต.

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5679501/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PCrEQEefeOiJSxqELk5xD

  • สัญญาณเศรษฐกิจชะลอ เลิกจ้างแรงงานพุ่งไม่หยุด คาดปี 69 จ่อตกงานเดือนละ 4 หมื่นคน

    สัญญาณเศรษฐกิจชะลอ เลิกจ้างแรงงานพุ่งไม่หยุด คาดปี 69 จ่อตกงานเดือนละ 4 หมื่นคน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยแนวโน้มการเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคม ม.33 ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าปี 69 ตัวเลขการเลิกจ้างอาจยังสูงไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน

    สัญญาณเศรษฐกิจชะลอ เลิกจ้างแรงงานพุ่งไม่หยุด คาดปี 69 จ่อตกงานเดือนละ 4 หมื่นคน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย หรือ KResearch ระบุว่า แนวโน้มการเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2568 จำนวนแรงงานที่ถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7% (CAGR)

    ในปี 2568 จำนวนแรงงานในระบบประกันสังคม ม.33 ที่ถูกเลิกจ้างมีจำนวนทั้งสิ้น 531,779 คน เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่ยังคงเกิดขึ้นในตลาดแรงงานไทย

    เมื่อพิจารณาโครงสร้างของแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง พบว่าส่วนใหญ่เป็นแรงงานสัญชาติไทย โดยมีสัดส่วนสูงถึง 94% ขณะที่แรงงานต่างด้าวมีสัดส่วน 6%

    สำหรับภาคธุรกิจที่มีการเลิกจ้างแรงงานมากที่สุด คือ ภาคการผลิต คิดเป็นสัดส่วน 24% ของการเลิกจ้างทั้งหมด รองลงมาคือธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก 12% และภาคก่อสร้าง 9% นอกจากนี้ ยังมีการเลิกจ้างในธุรกิจอื่น ๆ เช่น กิจกรรมทางวิชาชีพ และธุรกิจขนส่งและคลังสินค้า

    ในมุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทย การเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคมยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ การแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรง รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล–สหรัฐฯ กับอิหร่าน ตลอดจนแนวโน้มการนำเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนแรงงานมากขึ้น

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในปี 2569 ตัวเลขการเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 มีแนวโน้มยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉลี่ยคาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน

    โดยส่วนหนึ่งของแรงกดดันยังคงมาจากภาคการผลิตเป็นสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1224955&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TGgyPXmC1zOnxHsJ8SGhB

  • ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล วันที่ 12/03/69

    ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล วันที่ 12/03/69

    ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล วันที่ 12 มี.ค.69 เวลา 09.46 น.

     เหรียญ     ราคาบาท             เปลี่ยนแปลง

    BTC       2,211,980.39         +0.30%

    ETH      64,609.00               +0.96%

    KUB      29.81                     -0.63%

    REALX  59.60                     +1.02%

    BCH     14,431.10              +1.88%

    BNB     20,573.63             +1.42%

    XLM    5.04                        +2.02%

    ADA    8.27                       +0.49%

    ZIL     0.1308                    +0.46%

    SNT  0.3058                     +1.33%

    ขอบคุณข้อมูล บิทคับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/134352&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1o7DuJiK9n12F0IeVWEOCd

  • อิสราเอลลดคาดการณ์ ‘เศรษฐกิจ’ ปี 2026 เซ่นผลกระทบโจมตีอิหร่าน

    อิสราเอลลดคาดการณ์ ‘เศรษฐกิจ’ ปี 2026 เซ่นผลกระทบโจมตีอิหร่าน

    เยรูซาเล็ม, 12 มี.ค. ซินหัว รายงานว่า — กระทรวงการคลังของอิสราเอลปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในปี 2026 เหลือร้อยละ 4.7 จากเดิมร้อยละ 5.2 เนื่องจากผลกระทบจากการโจมตีอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่

    การปรับแนวโน้มเศรษฐกิจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมทางธุรกิจที่หยุดชะงัก ซึ่งมีปัจจัยจากการระดมกำลังทหารกองหนุนครั้งใหญ่ รวมถึงการปิดดำเนินการภาคเศรษฐกิจบางส่วนชั่วคราว โดยรายงานยังชี้ให้เห็นถึงการบริโภคภาคเอกชนที่ลดลงในระยะสั้น และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งกระทบต่อการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ

    ทั้งนี้ รัฐบาลอิสราเอลอนุมัติหลายมาตรการชั่วข้ามคืนภายในกรอบงบประมาณปี 2026 เพื่อรับมือสถานการณ์ด้านความมั่นคง ซึ่งรวมถึงการเพิ่มเพดานการขาดดุลเป็นร้อยละ 5.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ จากร้อยละ 3.9 ตลอดจนอนุมัติงบประมาณด้านกลาโหมเพิ่มเติมอีก 3.2 หมื่นล้านเชเกล (ราว 3.26 แสนล้านบาท) และเตรียมสำรองเงินไว้อีก 1.28 หมื่นล้านเชเกล (ราว 1.3 แสนล้านบาท) หากสงครามยังคงทวีความรุนแรงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/68108&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LTEdfp9qS0m6u3gFvF7AU

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 12/03/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 12/03/69

    วันที่ 12 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ประจำวันที่ 12 มี.ค.69 ว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นสกุลเงินตราต่างๆ ตามเวลา 08.30 น. (ตามตารางประกอบข้างล่าง) โดยเงินดอลลาร์สหรัฐรับซื้อ 31.41 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ ขายออก 32.13 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/134331&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36QeqP5w-M_F0ix-cWMMUo

  • สงครามตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจเยอรมนีฟื้นตัวช้าลง

    สงครามตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจเยอรมนีฟื้นตัวช้าลง

    สถาบัน Ifo ของเยอรมนีออกมาเตือนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า การพุ่งสูงของราคาพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางจะชะลอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเยอรมนีที่กำลังดิ้นรนอยู่ในขณะนี้

    ต้นทุนพลังงานได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สร้างภาระหนักแก่เศรษฐกิจอันดับหนึ่งของยุโรปที่กำลังพยายามฟื้นตัวจากการถดถอยที่ยาวนาน

    GDP โตแค่ 0.6% ต่ำกว่าเป้าหมายรัฐบาล

    สถาบัน Ifo ระบุว่า แม้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะยังคงดำเนินต่อไป แต่จะ “ถูกระงับโดยการเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงของราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ” หากสงครามขยายวงกว้างขึ้น ผลผลิตของเยอรมนีจะลดลง 0.4 เปอร์เซ็นต์ในปี 2569 และลดลงในอัตราเดียวกันอีกครั้งในปี 2570 เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่ไม่มีความขัดแย้ง

    สถาบันคาดการณ์ว่า การเติบโตของจีดีพีจะอยู่ที่เพียง 0.6 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ และ 0.8 เปอร์เซ็นต์ในปีหน้า แม้ว่าสงครามจะสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว ผลผลิตก็จะยังคงต่ำกว่าเดิม ถึงแม้ผลกระทบจะไม่รุนแรงเท่านั้น

    แผนฟื้นฟูของ “Merz” สะดุด

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจนี้จะเป็นการกระแทกต่อนายกรัฐมนตรี Friedrich Merz ผู้ที่หวังจะกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปีนี้ด้วยการใช้จ่ายจำนวนมหาศาลในด้านการป้องกันประเทศและโครงสร้างพื้นฐาน

    เยอรมนีพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นอย่างมาก รวมถึงสำหรับภาคการผลิตที่สำคัญ ทำให้ประเทศนี้เปราะบางต่อความผันผวนของราคาในระดับสากล

    มาตรการรับมือวิกฤตพลังงาน

    อย่างไรก็ตาม สถาบัน Ifo ชี้ให้เห็นว่า ช็อกด้านพลังงานครั้งนี้น่าจะมีความรุนแรงน้อยกว่าที่เกิดจากการรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2565 เมื่อมอสโกว์ตัดการส่งก๊าซที่สำคัญให้กับเยอรมนี

    สถาบันระบุว่า ไม่คาดว่าจะเกิด “การขาดแคลนอุปทานในทันที” เนื่องจากเยอรมนีได้รับเพียงส่วนเล็ก ๆ ของพลังงานจากตะวันออกกลาง เยอรมนีเป็นหนึ่งในประเทศที่ประกาศเมื่อวันพุธว่าจะใช้น้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อลดราคา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปล่อยน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ที่สุดของสมาชิกหน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/mideast-war-slows-german-economic-recovery&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lu2imzpnM1oR7nHuux4MP

  • ‘เอกนิติ’ ยันเตรียมรับมือภาษีมาตรา 301 ไว้แล้ว หลังสหรัฐฯ ประกาศเปิดสอบสวนไทยและอีก 15 เขตเศรษฐกิจ

    ‘เอกนิติ’ ยันเตรียมรับมือภาษีมาตรา 301 ไว้แล้ว หลังสหรัฐฯ ประกาศเปิดสอบสวนไทยและอีก 15 เขตเศรษฐกิจ

    ดร.เอกนิติ ยันเตรียมรับมือภาษีมาตรา 301 ไว้แล้ว พร้อมประสานข้อมูลกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเตรียมเจรจาสหรัฐฯ หลังไทยเป็นหน่ึงใน 16 เขตเศรษฐกิจที่ถูกสหรัฐฯ ประกาศไต่สวนการค้า ตามมาตรา 301 ย้ำสาเหตุไทยเกินดุล ส่วนหน่ึงเพราะบริษัทสหรัฐฯ เข้ามาลงทุนในไทย และส่งสินค้ากลับไปสหรัฐฯ อีกทอดหน่ึง

    วันนี้ (12 มีนาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ได้ประสานกับกระทรวงพาณิชย์ให้เตรียมคำอธิบายในการเจรจากับสหรัฐฯ ไว้แล้ว หลังสหรัฐฯ ประกาศสอบสวนการค้าตามมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 กับประเทศคู่ค้าที่เกินดุลสหรัฐฯ รวม 16 ประเทศ

    โดยดร.เอกนิติระบุว่า การค้าของไทยที่เกินดุลสหรัฐฯ แบ่งได้ 3 ส่วน ซึ่งส่วนหน่ึงมาจากบริษัทอเมริกาที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และส่งสินค้ากลับไปขายยังประเทศอเมริกาอีกทอดหน่ึง

    ทั้งนี้ ตามกระบวนการของมาตรา 301 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จะเปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรและจัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Hearing) รวมถึงหารือกับประเทศคู่ค้าที่อยู่ภายใต้การไต่สวน จากนั้น USTR จะสรุปผลการวิเคราะห์และเสนอมาตรการตอบโต้หากจำเป็น ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของภาษีศุลกากร ค่าธรรมเนียมบริการ หรือมาตรการอื่นๆ

    ทางด้าน สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าภายในเดือนสิงหาคมนี้ อัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ จะกลับไปอยู่ในระดับเดิมก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำวินิจฉัย เนื่องจาก USTR และกระทรวงพาณิชย์จะเสร็จสิ้นการศึกษาข้อมูลทางการค้าที่รองรับการใช้อำนาจจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม พร้อมย้ำว่าอำนาจตามกฎหมายเหล่านี้มีความเข้มแข็งและผ่านการโต้แย้งทางกฎหมายมาแล้วกว่า 4,000 ครั้ง แม้จะมีขั้นตอนที่ช้ากว่าแต่มีความมั่นคงและยั่งยืนกว่า

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ekanit-us-301-tariffs-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RKs4yQFKzSkqlYNO9o_w3

  • ผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจแคนาดา

    ผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจแคนาดา

    ท่ามกลางสถานการณ์สงครามอิหร่านฯ-สหรัฐ ที่กำลังดำเนินเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อภูมิภาคตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอิหร่านได้ข่มขู่และดำเนินการโจมตีต่อเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก มีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันดิบประมาณร้อยละ 20 ของปริมาณการค้าทั่วโลก ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันและเรือขนส่งสินค้าหลายลำต้องหยุดผ่านเส้นทางดังกล่าว หรือเรือลำใดที่เสี่ยงเข้าสู่เขตอันตรายยังคงถูกโจมตีทั้งในและรอบๆ ช่องแคบดังกล่าว

    ในช่วงที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้แสดงความผันผวนอย่างมาก หลังพุ่งขึ้นแตะระดับสูงถึง 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลก่อนจะปรับลดลงมาอยู่ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงต้นสัปดาห์ เทียบกับก่อนการโจมตีอิหร่านของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 64 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในหลายประเทศรวมถึงแคนาดา

    จากข้อมูลสมาคม Canadian Automobile ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยทั่วแคนาดาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอยู่ที่ประมาณ 1.54 ดอลลาร์แคนาดาต่อลิตร เพิ่มขึ้นมากกว่า 20 เซนต์ภายในระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ โดยนายไบรอัน เดตชู ผู้อำนวยการอาวุโสของหอการค้าแคนาดา กล่าวว่า การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานจะกลายเป็นภาระต้นทุนที่กระจายไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะกระทบต่อทุกอย่างตั้งแต่เชื้อเพลิงเครื่องบิน ไปจนถึงต้นทุนการขนส่งทางรถบรทุกและการขนส่งสินค้า และมีแนวโน้มที่จะถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในรูปของราคาสินค้าที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น อาหาร ปุ๋ย พลาสติก เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ วัสดุก่อสร้าง

    ในการนี้ สำนักข่าว Global News แคนาดา ได้สอบถามข้อมูลไปยังผู้ให้บริการการขนส่งทางบกในประเทศ ได้แก่ Canadian National Railway และ Canadian Pacific Kansas City รวมถึง Canadian Trucking Alliance เพื่อสอบถามถึงสถานการณ์ต้นทุนการขนส่งสินค้ามีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างไรบ้าง แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน

    สำหรับด้านการขนส่งทางอากาศ สายการบินต่างๆ มีแนวโน้มต้องเผชิญกับต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นเช่นกัน  โดยนายมาร์ติน ไฟร์สโตน ประธานบริษัท Travel Secure Inc. กล่าวว่า เนื่องจากเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลักที่สำคัญของธุรกิจการบิน ดังนั้นแล้ว ราคาน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้สายการบินต้องปรับราคาตั๋วโดยสารขึ้น หรืออาจปรับตารางการบินหรือลดจำนวนเที่ยวบิน ซึ่งจะเพิ่มความผันผวนในอุตสาหกรรมการบินตามมา

    โดยสายการบินหลักในแคนาดา อาทิ Air Canada และ WestJet ได้ให้ข้อมูลกับทางสำนักข่าว Global News ในทิศทางเดียวกันว่า มีความเป็นไปได้ที่อาจมีการปรับราคาตั๋วเพิ่มขึ้น ซึ่งสายการบินจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับตัวตามความเหมาะสม แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นถึงการขาดแคลนน้ำมันที่จะกระทบต่อการบินในอนาคต

    นอกจากผลกระทบด้านพลังงานและการขนส่งแล้ว ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นยังส่งผลต่อราคาสินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเคมี เนื่องจากน้ำมันเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตพลาสติก ยาง เส้นใยสังเคราะห์ และสารเคมีอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะพลาสติกซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงสินค้าในชีวิตประจำวัน มีแนวโน้มที่จะมีราคาสูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น 

    เศรษฐกิจแคนาดาอาจได้รับประโยชน์บางส่วน

    อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระบุว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจก่อให้เกิดผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจแคนาดาในบางภาคส่วน เนื่องจากแคนาดาเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลกจะส่งผลให้บริษัทพลังงานของแคนาดามีรายได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในรัฐผู้ผลิตพลังงานสำคัญ เช่น รัฐอัลเบอร์ตาและรัฐซัสแคตเชวัน 

    นายจอห์น เคอร์ตัน ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโตรอนโต กล่าวว่า แคนาดาเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งหากสงครามครั้งนี้เกิดการยืดเยื้อ แคนาดาอาจถูกมองว่าเป็นแหล่งพลังงานที่สามารถช่วยชดเชยการขาดแคลน และอาจยิ่งได้รับประโยชน์มากขึ้นในฐานะแหล่งพลังงานทางเลือกของตลาดโลก 

    ความเห็น/ข้อเสนอแนะสคต.  สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นกำลังสร้างทั้งความท้าทายและโอกาสต่อเศรษฐกิจแคนาดา ในด้านหนึ่ง ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มผลักดันให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกัน แคนาดาในฐานะประเทศผู้ส่งออกพลังงานอาจได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นผ่านรายได้ของภาคพลังงานและรายได้ภาษีของภาครัฐ ทั้งนี้ ทิศทางผลกระทบต่อเศรษฐกิจแคนาดาในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาความยืดเยื้อของความขัดแย้ง สำหรับภาคธุรกิจจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ประเมินความเสี่ยงจากความผันผวนซึ่งอาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในหลายด้าน โดยเฉพาะการส่งออกสินค้า ระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ รวมถึงต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/et90ge85ei84u742yuqvlpgo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aAQecZ3O1fg-Pr0oEhCNt

  • พลังงานสะอาดที่มั่นคง ทางรอดเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

    พลังงานสะอาดที่มั่นคง ทางรอดเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

    ค่าไฟแพง เพราะเราแขวนชะตาไว้กับตลาด LNG โลก

    เรื่องค่าไฟฟ้าก็ไม่ต่างกัน ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม จาก Agora Energiewende ชี้ว่าตัวแปรหลักที่ทำให้บิลค่าไฟขึ้นลงผิดปกติคือก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ที่ไทยต้องนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกปี

    เมื่อก่อนเรายังพอมีก๊าซจากอ่าวไทย แต่วันนี้แหล่งก๊าซในประเทศลดลง และสัญญาซื้อก๊าซจากเมียนมาก็ใกล้หมดอายุ ทำให้สัดส่วน LNG นำเข้ากำลังวิ่งจาก 30% ไปแตะ 50% ในปี 2573 แปลว่าค่าไฟบ้านเราจะผูกติดกับความผันผวนของตลาดโลกมากขึ้นเรื่อยๆ

    พลังงานสะอาดที่มั่นคง ทางรอดเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

    “เราต้องเปลี่ยนมาสร้างความมั่นคงจากภายในประเทศ บรรจุการผลิตไฟฟ้าภาคครัวเรือนและระบบกักเก็บพลังงานไว้ในแผนระดับชาติ เพื่อลดต้นทุนแฝงที่จะตกเป็นภาระของประชาชนในระยะยาว” ดร.ศุภวรรณ ระบุ

    เอาเงินอุดหนุนดีเซลไปลงทุนพลังงานสะอาดดีกว่า

    รศ.ดร.รักไทย บูรพ์ภาค จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ หยิบปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานของไทยขึ้นมาพูดตรงๆ ว่าสิ่งที่เราทำอยู่คือ “อุดหนุนดีเซลจนเป็นภาระหนัก แต่ปล่อยให้เบนซินแบกภาระแทน” ซึ่งไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และไม่ได้แก้ปัญหาอะไรในระยะยาว

    เขาชวนคิดว่าถ้าวันพรุ่งนี้รัฐลอยตัวราคาดีเซล คนก็จะปรับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งก๊าซ NGV หรือเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า แทนที่จะรอให้รัฐจ่ายแทนไปเรื่อยๆ

    พลังงานสะอาดที่มั่นคง ทางรอดเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

    “การอุดหนุนราคาไม่สะท้อนความจริง แก้ปัญหาได้แค่ระยะสั้น เอาเงินที่มาอุดหนุนมาลงทุนกับพลังงานหมุนเวียนดีกว่า”

    สิ่งที่เขาห่วงที่สุดไม่ใช่ราคาพลังงานขาขึ้น แต่คือนิสัยของเราที่ตื่นตัวเฉพาะตอนข่าวร้อน พอข่าวเงียบก็ลืมกัน และที่น่าสนใจคือเขาเสนอว่าหากเขาเป็นรัฐบาลจะกล้าตั้งเป้าให้ไทย ‘Net Import 0 ภายใน 10 ปี’ หรือพูดง่ายๆ คือไม่ต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเลย โดยเปิดให้เอกชนรายเล็กผลิตและซื้อขายไฟกันเองได้เหมือนที่หลายประเทศทำอยู่แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/energy/862464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SdUr8CaG9weY6rmzk4IF4

  • หลบภัยสงคราม ซบ 7 หุ้นเด่น “อิงนโยบายรัฐ” รับอานิสงส์ตั้งรัฐบาลไทยฉลุย

    หลบภัยสงคราม ซบ 7 หุ้นเด่น “อิงนโยบายรัฐ” รับอานิสงส์ตั้งรัฐบาลไทยฉลุย

    ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรง จากชนวนเหตุของสงคราม ตลาดทุนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญที่อาจเป็นจุดพลิกผันจากการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ จากโอกาสการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่เร็วกว่าคาด

    สถานการณ์โลก คลื่นลมเริ่มสงบแต่ยังต้องเฝ้าระวัง

    วิกฤตความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล ที่ดำเนินต่อเนื่องมาเริ่มมีสัญญาณของความรุนแรงที่ลดน้อยลง แม้ว่าในเชิงปฏิบัติจะยังมีเหตุการณ์ที่น่ากังวล เช่น การยิงเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรวมถึงเรือมยุรี นารี ของ บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL สัญชาติไทย และคำขู่โจมตีจากฝั่งอิหร่านหากสหรัฐฯ ตอบโต้กลับก็ตาม 

    อย่างไรก็ดี ทัศนคติของตลาดเริ่มผ่อนคลายลงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาระบุว่าสงครามใกล้ถึงจุดสิ้นสุดเนื่องจากเป้าหมายในการโจมตีลดน้อยลง

    ในด้านพลังงาน สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกด้วยการระบายน้ำมันสำรองครั้งประวัติศาสตร์ถึง 400 ล้านบาร์เรล เพื่อบรรเทาภาวะอุปทานขาดแคลน ซึ่งส่งผลโดยตรงในการกดดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง 

    ขณะที่นโยบายการเงินโลกยังคงมีความเข้มงวด โดยคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งเท่านั้น ในช่วงเดือนกันยายน 2569 ซึ่งต้องรอความชัดเจนจากการประชุมและ Dot Plot ในวันที่ 18 มีนาคมนี้

    ปัจจัยภายในประเทศ รัฐบาลใหม่ ความหวังของตลาดทุน

    ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นเอเชียอย่างหนักตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมจากผลกระทบของสงคราม โดยตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงไปถึง 7.9% แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ บล.เอเซีย พลัส ประเมินไว้คือการจัดตั้งรัฐบาลไทยที่รวดเร็วกว่าคาด โดยมีไทม์ไลน์ที่ชัดเจน ดังนี้

    • 14 มีนาคม เปิดประชุมรัฐสภา
    • 19 มีนาคม โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
    • เมษายน 2569 รัฐบาลใหม่เริ่มบริหารประเทศอย่างเต็มรูปแบบ

    การจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็วไม่เพียงแต่ช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ยังเป็นแรงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) และส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง หากย้อนกลับไปดูสถิติในปี 2562 จะพบว่าการเปิดประชุมสภาช่วยหนุนให้ดัชนี SET พุ่งขึ้นกว่า 100 จุด แม้จะมีปัจจัยลบจากสงครามการค้าในขณะนั้นก็ตาม

    กลยุทธ์การลงทุน “หลบสงคราม ซบหุ้นอิงนโยบายรัฐ”

    ในจังหวะที่ความผันผวนภายนอกยังมีอยู่ ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำให้เน้นกลุ่มการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) ที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบรวดเร็ว (Quick Win) ภายใน 100 วันแรกของรัฐบาลผสมพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทย โดยมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเด่นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ ได้แก่

    1. กลุ่มค้าปลีก (CPAXT, BJC): คาดว่าจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบาย “คนละครึ่ง พลัส” ที่รัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคครึ่งหนึ่ง

    2. กลุ่มเครื่องดื่ม (CBG, OSP, ICHI): นอกจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้รับปัจจัยหนุนจากช่วงฤดูร้อน (High Season) ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายเติบโตสูงสุดในรอบปี

    3. กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC, TIDLOR): จะได้รับผลบวกเชิงบวกจากนโยบายแก้หนี้และพักหนี้ ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับประชาชนและลดความเสี่ยงของการเกิดหนี้เสีย (NPL) อย่างมีนัยสำคัญ

    ความชัดเจนของการเมืองไทยเป็นปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่จะช่วยประคองและขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยให้ฟื้นตัวได้ การเลือกลงทุนในหุ้นที่อิงกับนโยบายรัฐและตอบโจทย์การบริโภคในประเทศจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีในสถานการณ์ปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/739295&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LtYO_U-0MqdSnKMeq_NQO