Category: เศรษฐกิจ

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 09 มีนาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 09 มีนาคม 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : เตรียมขึ้นได้แล้ว
    แนวรับ : $5,000 หรือ 76,500
    แนวต้าน : $5,200 หรือ 78,500

    .

    ทำไมราคาทองคำถึงร่วงลง ทั้งที่ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล? ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะลุกลามจนกลายเป็นแรงหนุนรอบใหม่ให้ทองคำหรือไม่? วิกฤตซัพพลายเชนที่กระทบทั้งพลังงาน กำมะถัน และฮีเลียม จะกดดันเศรษฐกิจโลกมากแค่ไหน? ตัวเลขเงินเฟ้ออย่าง CPI และ Core PCE ที่กำลังจะประกาศ จะทำให้ Fed ชะลอการลดดอกเบี้ยหรือไม่? และพฤติกรรมราคาที่มักถูกทุบช่วงกลางคืนก่อนฟื้นในช่วงเช้า กำลังส่งสัญญาณว่าทองคำเริ่มเข้าสู่จังหวะ “เตรียมขึ้นได้แล้ว” หรือไม่

    .

    กลยุทธ์วันนี้คือ เตรียมขึ้นได้แล้ว โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 5,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 76,500 บาท และแนวต้านอยู่ที่ 5,200 ดอลลาร์ หรือประมาณ 78,500 บาท ท่ามกลางบรรยากาศการเงินโลกที่ผันผวนอย่างหนักจากราคาน้ำมันที่พุ่งแรงและการเปลี่ยนแปลงเวลาทำการของตลาดโลก ทำให้นักลงทุนทองคำต้องจับตาหลายปัจจัยพร้อมกัน

    แม้โดยปกติทองคำจะถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในรอบนี้กลับเกิดภาพ “ทองร่วงสวนทางน้ำมัน” เพราะเมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้นรวดเร็ว ตลาดหุ้นทั่วโลกมักปรับตัวลงแรง นักลงทุนจำนวนหนึ่งจึงจำเป็นต้องขายทองคำเพื่อนำเงินไปเติมมาร์จิ้นหรือพยุงพอร์ตที่ขาดทุน ส่งผลให้ทองคำถูกกดดันในระยะสั้น แม้ภาพใหญ่ยังมีปัจจัยหนุนอยู่ก็ตาม

    ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ตะวันออกกลางยังตึงเครียดมากขึ้น หลังอิหร่านได้ผู้นำใหม่ที่มีแนวคิดแข็งกร้าว ส่งผลให้เกิดการปะทะและโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในหลายพื้นที่ ความไม่แน่นอนที่ขยายวงกว้างไปหลายประเทศ กลายเป็นแรงหนุนสำคัญให้ราคาน้ำมันยืนในระดับสูง และยิ่งเพิ่มความเปราะบางให้กับตลาดการเงินโลก

    ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่พลังงานเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงซัพพลายเชนของวัตถุดิบสำคัญอย่างกำมะถันและฮีเลียม ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีโดยตรง เมื่อห่วงโซ่อุปทานสะดุด หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีก็ยิ่งเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ทำให้ภาพเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงชะลอตัวในวงกว้าง

    ขณะเดียวกัน ตลาดกำลังรอตัวเลขเงินเฟ้อสำคัญอย่าง CPI และ Core PCE ซึ่งแม้อาจยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสงครามได้เต็มที่ แต่ถ้าออกมาสูงกว่าคาด ก็อาจทำให้นักลงทุนกังวลว่า Fed จะยังคงดอกเบี้ยสูงต่อไป หรือเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปอีก นั่นจะเป็นอีกตัวแปรที่เพิ่มความผันผวนให้กับทองคำในระยะสั้น

    อีกประเด็นที่น่าสนใจคือพฤติกรรมราคาในช่วงหลังปรับเวลา Daylight Saving ซึ่งพบรูปแบบ “ตบดึก ขึ้นเช้า” ชัดเจนขึ้น โดยช่วงกลางคืนมักมีแรงขายกดราคาลงแรง ขณะที่ช่วงเช้าถึงบ่ายราคามักรีบาวด์กลับขึ้นมาได้ ทำให้กลยุทธ์การสะสมในจังหวะที่ราคาถูกทุบลงแรงบริเวณแนวรับสำคัญ เช่น 5,000 ดอลลาร์ หรือโซน 76,000–77,000 บาท กลายเป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่รอจังหวะเข้าซื้อ

    .

    สรุป :

    ภาพรวมของทองคำตอนนี้ แม้จะถูกกดดันระยะสั้นจากแรงขายเพื่อนำเงินไปพยุงพอร์ตหุ้น แต่โครงสร้างใหญ่ยังเริ่มกลับมาเป็นบวกมากขึ้น ทั้งจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมันที่อยู่สูง ความเปราะบางของซัพพลายเชน และโอกาสที่เงินเฟ้อจะยังไม่ลดลงง่าย ๆ เมื่อรวมกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเหนือ 32 บาทต่อดอลลาร์ ยิ่งเป็นแรงเสริมให้ราคาทองคำในประเทศมีโอกาสปรับขึ้นได้แรงกว่าราคาโลก ดังนั้นภาพของตลาดในรอบนี้จึงยังมองได้ว่าเป็นช่วง “เตรียมขึ้นได้แล้ว” โดยเน้นสะสมเมื่ออ่อนตัวแถวแนวรับ และรอขายทำกำไรเมื่อราคาฟื้นตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-09-mar-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CVlYemymREoszQ4BizrsC

  • นายกฯ เรียกถกด่วนทีมเศรษฐกิจ รับมือราคาน้ำมันโลกพุ่ง จับตา G7 ปล่อยสต็อก กำหนดมาตรการเย็นนี้

    นายกฯ เรียกถกด่วนทีมเศรษฐกิจ รับมือราคาน้ำมันโลกพุ่ง จับตา G7 ปล่อยสต็อก กำหนดมาตรการเย็นนี้

    นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมด่วนทีมเศรษฐกิจและพลังงานที่ทำเนียบรัฐบาล หารือแนวทางรับมือสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกผันผวน หลังกลุ่มประเทศ G7 ปล่อยน้ำมันสำรอง หวังสกัดราคาพุ่ง เตรียมแถลงมาตรการชัดเจนภายหลังประชุม

    บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกประชุมด่วนทีมเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางบริหารจัดการสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวนในช่วงนี้

    โดยได้เชิญนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้าหารือถึงมาตรการดูแลสถานการณ์พลังงานและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

    ก่อนเข้าร่วมประชุม นายเอกนิติ เปิดเผยว่า จะเข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีถึงทิศทางราคาน้ำมันโลก โดยระบุว่าล่าสุดราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลดลงเล็กน้อย หลังจากกลุ่มประเทศ G7 ออกมาตรการปล่อยน้ำมันสำรองออกสู่ตลาด ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันเกิดความผันผวน

    ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมกับนายกรัฐมนตรี จะมีการแถลงข่าวถึงผลการหารือ รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/282669&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TsvCJtmlACSe3Qq3tIQZG

  • พล.อ.รังษี ชี้กัมพูชายั่วยุไทยขอเข้าสู่โต๊ะเจรจาเปิดด่าน แฉเศรษฐกิจกัมพูชาพัง น้ำมันลิตรละ 250 บาท

    พล.อ.รังษี ชี้กัมพูชายั่วยุไทยขอเข้าสู่โต๊ะเจรจาเปิดด่าน แฉเศรษฐกิจกัมพูชาพัง น้ำมันลิตรละ 250 บาท

    พล.อ.รังษี เผย ที่กัมพูชายั่วยุทหารไทยในพื้นที่หน้าแนว เพื่อปลุกปั่นหวังขอเข้าสู่โต๊ะเจรจาให้ไทยเปิดด่าน หลังเศรษฐกิจในประเทศพัง บอกตอนนี้น้ำมันที่กัมพูชาราคาสูงถึงลิตรละ 250 บาท 

    วันที่ 9 มีนาคม 2569 พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ และอดีตที่ปรึกษากองทัพภาคที่ 1 ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวไทยรัฐทีวี ถึงสถานการณ์ชายแดนในพื้นที่ซำแต จังหวัดศรีสะเกษ ที่มีทหารกัมพูชาเข้ามายั่วยุถึงหน้าแนวรั้วลวดหนาม อีกทั้งยังสังเกตได้ว่าช่วงนี้มีการยั่วยุ และคุกคามบ่อยเพิ่มมากขึ้น เป็นเพราะตอนนี้กัมพูชาจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ขึ้นสู่โต๊ะเจรจาให้ได้ ดังนั้นการยั่วยุ ปลุกปั่น แบบนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายจนนำขึ้นสู่การเจรจาได้

    พลเอกรังษี ระบุว่า สาเหตุที่กัมพูชาอยากขึ้นสู่โต๊ะเจรจา ก็เป็นเพราะอยากให้ไทยเปิดด่าน เพราะหลังจากที่มีการปิดด่านไปตั้งแต่ปีที่แล้ว เศรษฐกิจในประเทศของกัมพูชาเรียกได้ว่าพังเละเทะ ยิ่งมาเกิดภาวะสงครามระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ยิ่งทำให้เศรษฐกิจพังหนักไปกว่าเดิม ล่าสุดได้ข้อมูลว่าราคาน้ำมันในกัมพูชาพุ่งสูงขึ้นลิตรละ 250 บาท นั่นจึงทำให้ทหารกัมพูชามีการยั่วยุ ปลุกปั่น ทหารไทยในแนวหน้า เพื่อให้เกิดความวุ่นวายหรือเกิดการปะทะ เพื่อจะขอขึ้นสู่โต๊ะเจรจา

    แต่อย่างไรก็ตามตนเองเชื่อว่าทางกองทัพมีการเตรียมความพร้อมเอาไว้อยู่แล้ว และถ้าหากมีความจำเป็นจะต้องตอบโต้กลับจริง จนนำไปสู่การปะทะครั้งที่ 3 ในครั้งนี้อยากให้มีการเปิดพื้นที่รบรุกเข้าไปถึงกัมพูชา พร้อมขู่ไปเลยว่าถ้าหากมีการยิงใส่พื้นที่ของประชาชน จะถล่มบ่อนคาสิโนให้ราบคราบ ซึ่งถ้าหากเกิดการปะทะขึ้นจริง ครั้งนี้แนะนำว่ากองทัพอย่ารบยืดเยื้อ ต้องรบอย่างเด็ดขาดและหนักหน่วง

    ส่วนการสร้างกำแพงในพื้นที่ชายแดน ที่ตอนนี้ดูเหมือนจะเงียบไป ตนเองเชื่อว่าคงเป็นเพราะรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ยังไม่ได้ตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ตนเองเชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถตั้งได้ การสร้างกำแพงตามแนวชายแดน รวมถึงการยกเลิก MOU 43-44 ที่ทางนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยบอกเอาไว้ว่าจะทำคงได้ดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2918858&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3W_wy7cNfU6O0bl_FzQUlC

  • ทองคำทรุด เเต่ไม่หลุด $5,000 โอกาสเข้าซื้อมาเเล้ว?? – InterGold

    ทองคำทรุด เเต่ไม่หลุด $5,000 โอกาสเข้าซื้อมาเเล้ว?? – InterGold

    ทองคำทรุด เเต่ไม่หลุด $5,000 โอกาสเข้าซื้อมาเเล้ว??

    .

    Dow Jones ร่วงหนัก กดดันทองคำ จังหวะนี้ควรซื้อทองหรือไม่?

    เมื่อ Dow Jones ร่วงแรงและตลาดขาดสภาพคล่อง ราคาทองคำถูกกดดัน นักลงทุนควรใช้จังหวะนี้เข้าซื้อทองคำหรือไม่?

    ในช่วงที่ตลาดหุ้นร่วงแรง นักลงทุนจำนวนมากอาจถูกบังคับขายสินทรัพย์เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ส่งผลให้ราคาทองคำถูกกดดันในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตและธนาคารกลางต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบในอนาคต การย่อตัวของทองคำอาจกลายเป็นโอกาสสำหรับการทยอยสะสมในระยะยาว

    ในช่วงเวลานี้โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะการโจมตีแหล่งผลิตและโรงกลั่นน้ำมัน ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างรวดเร็ว ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นกำลังกดดันเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัว ในขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่

    ขณะเดียวกัน ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญภาวะสภาพคล่องตึงตัวอย่างหนัก ดัชนีดาวโจนส์ที่ปรับตัวลงอย่างรุนแรงได้สร้างแรงกดดันต่อนักลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ใช้เลเวอเรจในการลงทุน เมื่อราคาสินทรัพย์ปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว นักลงทุนบางส่วนจึงจำเป็นต้องขายสินทรัพย์เพื่อรักษาระดับหลักประกันของพอร์ตการลงทุน

    สถานการณ์ที่เรียกว่า Force Sell นี้มักทำให้เกิดการขายสินทรัพย์ทุกประเภทที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย รวมถึงทองคำ แม้ว่าทองคำจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยก็ตาม การขายดังกล่าวจึงกลายเป็นแรงกดดันระยะสั้นต่อราคาทองคำในตลาดโลก

    อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและตลาดที่ขาดสภาพคล่องมักเป็นจุดเริ่มต้นของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเฉพาะจากธนาคารกลางสหรัฐ หากเศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย ธนาคารกลางมีแนวโน้มต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เช่น Quantitative Easing (QE) หรือการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบการเงิน

    อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญคือภาระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องมีการต่ออายุหนี้ในปริมาณมหาศาล ประกอบกับแรงกดดันด้านความมั่นคงและงบประมาณทางทหารที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเพิ่มโอกาสที่สหรัฐฯ จะต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ

    เมื่อประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องเพิ่มการใช้จ่ายและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจโลกก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่การอ่อนค่าของสกุลเงินและการลดลงของความเชื่อมั่นต่อระบบการเงิน ในช่วงเวลาเช่นนี้ ทองคำมักกลับมาเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง

    ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ ราคาทองคำในปัจจุบันได้ยกระดับฐานราคาใหม่ขึ้นมารับความเสี่ยงด้านสงครามและเศรษฐกิจแล้ว โดยระดับราคาที่นักลงทุนจำนวนมากจับตาคือบริเวณ 5,000 ถึง 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นโซนแนวรับสำคัญในภาพใหญ่ของตลาด

    อีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดคือข่าวเกี่ยวกับ การเจรจาสันติภาพ เพราะทุกครั้งที่ตลาดเริ่มเห็นสัญญาณของการลดความตึงเครียด ราคาทองคำมักเผชิญแรงขายทำกำไรในระยะสั้น หากเกิดสถานการณ์ดังกล่าว ราคาทองคำอาจปรับตัวลงมาทดสอบบริเวณ 5,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 76,500 บาทสำหรับทองคำแท่งไทย

    อย่างไรก็ตาม การย่อตัวในลักษณะนี้อาจไม่ใช่สัญญาณของแนวโน้มขาลงในระยะยาว แต่กลับอาจกลายเป็นจังหวะสำคัญสำหรับนักลงทุนที่ต้องการทยอยสะสมทองคำตามหลัก Healthy Investment เพราะแม้สงครามจะสิ้นสุดลงได้ในที่สุด แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้วมักต้องใช้เวลานานในการฟื้นตัว

    ท้ายที่สุด หากเศรษฐกิจโลกต้องพึ่งพาการพิมพ์เงินเพื่อแก้ไขวิกฤต ระบบการเงินอาจเผชิญแรงกดดันจากการเสื่อมค่าของสกุลเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ historically มักผลักดันให้ราคาทองคำเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/JSrlZ8oC7yo

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold  

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-09-03-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13h-E7pkXFAA7yopsWDxyr

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ปักหมุดแม่สาย เชียงราย ยกทัพมรดกภูมิปัญญาและนวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ปักหมุดแม่สาย เชียงราย ยกทัพมรดกภูมิปัญญาและนวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ปักหมุดแม่สาย เชียงราย ยกทัพมรดกภูมิปัญญาและนวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน


    9/03/2569 | 46 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ปักหมุดแม่สาย เชียงราย ยกทัพมรดกภูมิปัญญาและนวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    วันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 15.00 น. ณ โครงการเจมสโตนซิตี้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ณ จุดดำเนินการจังหวัดเชียงราย โดยมีคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน และกลุ่มผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมพิธีเปิดอย่างคึกคัก โดย นางนิตยา ดีสุวรรณ์ พัฒนาการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวรายงานการจัดงานครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนใน 3 มิติหลัก ได้แก่ สืบสาน นำทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาสินค้า สร้างโอกาส เพิ่มช่องทางการตลาดและรายได้ให้ผู้ประกอบการ เรียนรู้ เสริมทักษะการบริหารจัดการและการตลาดยุคใหม่ เพื่อเดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน เพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่เศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ชายแดน

    การจัดงานในครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “Heritage & Innovation มรดกแห่งภูมิปัญญา นวัตกรรมแห่งอนาคต” เพื่อสืบสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่ไปกับการนำนวัตกรรมมาพัฒนาสินค้าให้มีความทันสมัย มีมาตรฐานสากล และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยกำหนดจัดงานขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 13 มีนาคม 2569 เพื่อให้ชาวแม่สายและจังหวัดเชียงรายได้ร่วมสนับสนุนสินค้าจากภูมิปัญญาไทยคุณภาพเยี่ยมในที่เดียว

    สำหรับไฮไลต์สุดพิเศษภายในงาน ประกอบด้วย :

    – ช้อปสะใจกว่า 200 บูท: รวมสุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP คุณภาพเยี่ยมจากทั่วประเทศ ทั้งงานคราฟต์ งานฝีมือ และของดีไซน์ล้ำสมัยที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี

    – โซน OTOP ชวนชิม: อิ่มอร่อยกับเมนูรสเด็ด แซ่บถึงใจที่ยกขบวนความอร่อยมาจากทั่วไทย

    – เดินสบายในโดมแอร์: จัดเต็มความสะดวกสบายด้วย “เต็นท์โดมติดแอร์” ขนาดใหญ่ เย็นฉ่ำตลอดทั้งงาน เหมาะสำหรับมาเที่ยวชมกันทั้งครอบครัว

    – นาทีทองและลุ้นโชค: กิจกรรมสินค้าราคาพิเศษทุกวัน พร้อมร่วมลุ้นรับรางวัลใหญ่ “ทองคำ” และ Gift Voucher ตลอดการจัดงาน

    – มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง: สนุกกับศิลปินชื่อดังทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

    กรมการพัฒนาชุมชน มุ่งหวังให้งาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ในครั้งนี้ เป็นเวทีสำคัญในการกระจายโอกาสและสร้างรายได้สู่ฐานราก พร้อมทั้งสร้างรอยยิ้มและความสุขให้แก่พี่น้องประชาชนผ่านการสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของคนไทย

    พิกัดความสุข : OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน (แม่สาย เชียงราย)

    วันที่: 7 – 13 มีนาคม 2569

    สถานที่: โครงการเจมสโตนซิตี้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

    เวลา: 10.00 – 21.00 น. (เข้าชมฟรีตลอดงาน)

    จัดโดย: กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย

    มาร่วม “ช้อป ชิม ชม” และส่งต่อกำลังใจให้ผู้ประกอบการ OTOP ในมหกรรมความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีของแม่สาย

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย

    #OTOP


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/334096&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00gZESCLQ0SwoGAREACJuv

  • กรมการพัฒนาชุมชนจัดยิ่งใหญ่ 52 ปี แห่งความสำเร็จ “มหกรรมการออม” ชูพลังทุนชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคงและยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชนจัดยิ่งใหญ่ 52 ปี แห่งความสำเร็จ “มหกรรมการออม” ชูพลังทุนชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคงและยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชนจัดยิ่งใหญ่ 52 ปี แห่งความสำเร็จ “มหกรรมการออม” ชูพลังทุนชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคงและยั่งยืน


    9/03/2569 | 35 | |

    กรมการพัฒนาชุมชนจัดยิ่งใหญ่ 52 ปี แห่งความสำเร็จ “มหกรรมการออม” ชูพลังทุนชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคงและยั่งยืน

    วันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องสัมมนา 3003 ชั้น 3 กรมการพัฒนาชุมชน นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “มหกรรมการออม 52 ปี ทุนชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก” เนื่องในวาระครบรอบ 52 ปี วันคล้ายวันก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เพื่อรณรงค์สร้างวินัยทางการเงินและส่งเสริมการออมในระดับชุมชนทั่วประเทศ นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้อ่านสารจากอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต” ซึ่งเป็นกองทุนชุมชนที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผ่านการออม “เงินสัจจะสะสม” อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนับเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคน พัฒนาเศรษฐกิจ และพัฒนาสังคม จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2517 ณ จังหวัดเชียงใหม่และสตูล จนก้าวสู่ปีที่ 52 ในวันนี้

    ภายในงานมีการจัดกิจกรรมและนิทรรศการที่น่าสนใจมากมาย อาทิ:

    ✅ การจัดแสดงผลความสำเร็จ: จากคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต 4 จังหวัดต้นแบบ ได้แก่ จ.ชลบุรี, จ.ชัยภูมิ, จ.เชียงราย และ จ.สงขลา

    ✅ พลังเครือข่ายภาคี: ความร่วมมือจากสถาบันการเงินชั้นนำ ทั้งธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน), กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.), ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่มาร่วมให้ความรู้และส่งเสริมการออมอย่างเป็นระบบ

    กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จตลอด 52 ปีที่ผ่านมา แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการสร้างการรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของการมีวินัยทางการเงิน เพื่อให้ทุนชุมชนกลายเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงสืบไป

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/334093&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mmUcILHZOxgSs-mBsSS1m

  • “ตรีนุช” ยืน 5 มาตรการแรงงานกัมพูชา หลังรับฟังข้อเสนอ “สภาอุตสาหกรรม-หอการค้า-สมาคมธนาคารไทย” ขอผ่อนผันแรงงานสัญชาติกัมพูชา หวั่นขาดแคลนแรงงาน ส่งผลกระทบเศรษฐกิจ

    “ตรีนุช” ยืน 5 มาตรการแรงงานกัมพูชา หลังรับฟังข้อเสนอ “สภาอุตสาหกรรม-หอการค้า-สมาคมธนาคารไทย” ขอผ่อนผันแรงงานสัญชาติกัมพูชา หวั่นขาดแคลนแรงงาน ส่งผลกระทบเศรษฐกิจ

    วันที่ 9 มีนาคม 2569 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เดินทางมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชา ในภาคอุตสาหกรรม ภาคก่อสร้าง และภาคเกษตรกรรม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ว่า การประชุมในวันนี้ ตนได้รับฟังความเดือดร้อนของภาคเอกชนที่มีความกังวลและเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยในหลักการของกระทรวงแรงงาน ขอยืนยันใน 5 มาตรการหลัก ดังนี้
    1. การประชุมหารือในวันนี้ เป็นการรับฟังข้อความกังวล ความเดือดร้อนของภาคเอกชนและข้อเสนอแนะต่างๆ
    2. หลักการของการบริหารจัดการแรงงานสัญญาติกัมพูชาในประเทศไทย คือ ไม่มีการรับแรงงานกัมพูชาเข้าประเทศ แต่จะบริหารจัดการแรงงานที่มีอยู่ที่เคยได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยและใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ
    3. แรงงานสัญญาติกัมพูชาทั้งหมดที่จะทำงานอยู่ในประเทศไทยต้องเป็นแรงงานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและมีนายจ้างเป็นผู้รับรองว่าเป็นแรงงานในสังกัดของนายจ้างรายนั้นๆ อย่างชัดเจน
    4. มาตรการทั้งหมดที่จะดำเนินการ จะต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยทุกมาตรการที่ออกมากระทรวงแรงงานจะประสานกับฝ่ายความมั่นคงอย่างใกล้ชิด
    5.ได้สั่งการให้กรมการจัดหางาน จัดทำมาตรการรองรับที่รัดกุม ชัดเจน สามารถควบคุม กำกับ ติดตามแรงงานได้ตลอดเวลา

    ส่วนที่มีการปล่อยข่าวจนเกิดความสับสนว่าประเทศไทย จะเปิดด่านหรือเปิดประเทศ นั้น นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ยืนยันว่ารัฐบาลไทยยังไม่มีนโยบายที่จะเปิดประเทศหรือด่านชายแดนที่ติดกับกัมพูชาในทุกกรณี

    รมว.แรงงาน กล่าวว่า บทบาทของกระทรวงแรงงานคือการทำหน้าที่ กำกับ ติดตาม และป้องกันผลกระทบด้านแรงงาน หากแรงงานหายไปจากระบบ ซึ่งทางภาคเอกชนมีความต้องการที่จะส่งสัญญาณมายังรัฐบาล ผ่านทางกระทรวงแรงงาน เพื่อให้ผ่อนผันให้แรงงานสัญชาติกัมพูชาอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไปได้อีก 6 เดือน โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานสัญชาติกัมพูชาตามมติ ครม. 24 ก.ย. 67 ที่ได้รับอนุญาตทำงานถึง 31 มี.ค. 69 ซึ่งกระทรวงแรงงานจะพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ดีที่สุด

    “หน้าที่ของกระทรวงแรงงาน คือ ทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายมีความเดือดร้อนน้อยที่สุด หรือ หากจะผ่อนผันให้แรงงานสามารถทำงานได้ต่อ ก็ต้องมีมาตรการที่เข้มข้นในการจัดระเบียบให้อยู่ในที่ในทาง ซึ่งเรื่องนี้ได้สั่งการให้อธิบดีกรมการจัดหางานประสานกับฝ่ายความมั่นคง ให้ดำเนินการเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนและมีมาตรการที่รัดกุมขั้นสูงสุดอยู่แล้ว” นางสาวตรีนุช กล่าว

    ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ให้รายละเอียดเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ของแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย ว่า ปัจจุบันแรงงานสัญชาติกัมพูชาตามมติ ครม. 24 ก.ย. 67 ที่ได้รับอนุญาตทำงานถึง 31 มี.ค. 69 มีอยู่ประมาณ 53,809 คน และกลุ่ม MOU ครบวาระ 4 ปี ที่จะหมดอายุระหว่าง พ.ย. 68 – ธ.ค. 69 อีกประมาณ 85,117 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นแรงงานกลุ่มเดิมที่ได้รับการอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยอยู่แล้ว และยังอยู่ในประเทศไทย ส่วนแรงงานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล โดยเฉพาะในจังหวัดภาคตะวันออก ได้เสนอให้ผ่อนผันให้คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาที่ถือ Border pass ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ประมาณ 6,072 คน อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และสามารถทำงานต่อไปได้อีก 3 เดือน ตามแนวทางที่กระทรวงแรงงานกำหนด

    อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ในส่วนของการประสานกับฝ่ายความมั่นคงอย่างเคร่งครัดตามนโยบายของรมว.แรงงาน ขณะนี้ได้มีการประสานเพื่อตรวจสอบประวัติกับฝ่ายความมั่นคง เพื่อวางกรอบแนวทางที่เข้มแข็งในการดูแลแรงงานต่างด้าวกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน พร้อมทั้งให้นายจ้างรับผิดชอบในการกำกับ ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด โดยพิจารณาถึงความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญด้วย และหากแรงงานต่างด้าวมีพฤติกรรมที่ส่งผลต่อความมั่นคง จะส่งกลับประเทศต้นทางทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1002405&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o4S8Bp-gsIR6EyJNdJMOq

  • ‘


    ‘กรณ์’แนะรัฐปรับแผนรับมือน้ำมันพุ่ง 110 ดอลลาร์ ชูโมเดล Work From Home ลดใช้พลังงาน-กู้เศรษฐกิจ

    นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า น้ำมันโลกพุ่งแตะ 110$ สงครามเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ยังไม่จบง่ายๆ 
    ผมคิดว่า รัฐควรปรับแนวการสื่อสารกับประชาชน เห็นด้วยว่าต้องไม่ตื่นตระหนก แต่ก็ควรต้องมีการปรับตัว

    วันนี้การประหยัดพลังงานมีความสำคัญทั้งในมิติค่าครองชีพ และมิติความมั่นคง 

    วันนี้รัฐต้องชดเชยดีเซลอยู่ลิตรละ 10 บาท! และมีแนวโน้มต้องชดเชยมากขึ้นอีกจากที่รัฐบาลตรึงราคาหน้าปั๊มไว้ที่ 29.99 บาท  ในขณะเดียวกันราคาก๊าซก็พุ่งสูงขึ้น เราพึ่งพาก๊าซเยอะเกินไปมากในการผลิตไฟฟ้า ค่าไฟก็จะต้องสูงขึ้นอึก เราจึงต้องเร่งลดการใช้พลังงานทั้งรัฐและเอกชน

    ลดการเดินทาง  ส่งสัญญาณเรื่องการประหยัดพลังงาน นำมาตรการ #WorkFromHome ช่วงโควิดกลับมาใช้เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำมันภายในประเทศ 

    เมื่อลดน้ำมันก็คือ ลดภาระภาษีที่ต้องนำไปชดเชยราคาต้นทุนที่แพงขึ้น รัฐบาลต้องสำรองเงินไว้ช่วยเหลือเกษตรกร เพราะราคาปุ๋ยกำลังพุ่งสูงขึ้นอีกด้วย 
    พร้อมกันนี้ ต้องเร่งสั่งการกำชับให้ราชการทุกหน่วยงานราชการ ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐที่ฟุ่มเฟือยทันที
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/40909&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l9_rUMjNLyc6SOoNyA7Ym

  • ส่องเทรนด์สงกรานต์ 69 พัทยา-เชียงใหม่-กระบี่ แชมป์จุดหมายยอดนิยม

    ส่องเทรนด์สงกรานต์ 69 พัทยา-เชียงใหม่-กระบี่ แชมป์จุดหมายยอดนิยม

    Traveloka เผยสงกรานต์ 69 พัทยา เชียงใหม่ กระบี่ ฮอตสุด ยอดจองพุ่งตามเทรนด์เที่ยวทะเล-วัฒนธรรม คาดสะพัดต่อเนื่องจากปีก่อนที่ทำรายได้กว่า 2.8 หมื่นล้าน

    เจาะลึก 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยม: ฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจสงกรานต์ 2569

    เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ถูกคาดการณ์ว่าจะมีความคึกคักอย่างยิ่ง โดยต่อยอดความสำเร็จจากปี 2568 ที่สร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจทั่วประเทศกว่า 28,723 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อนหน้า)
     

    ข้อมูลล่าสุดจาก Traveloka ชี้ให้เห็นว่านักท่องเที่ยวไทยยังคงให้ความสำคัญกับเมืองท่องเที่ยวหลักที่มีจุดเด่นแตกต่างกัน ดังนี้:
    พัทยา: ยืนหนึ่งด้วยสีสันและความสนุกที่ยาวนาน ในบรรดา 10 อันดับจุดหมายปลายทางภายในประเทศ พัทยาครองอันดับ 1 ในใจนักเดินทาง

    ส่องเทรนด์สงกรานต์ 69 พัทยา-เชียงใหม่-กระบี่ แชมป์จุดหมายยอดนิยม

    ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความนิยมคือ “เทศกาลวันไหล” ซึ่งเป็นกิจกรรมเล่นน้ำที่จัดต่อเนื่องยาวนานกว่าพื้นที่อื่น โดยมีกิจกรรมยาวไปจนถึงวันที่ 19 เมษายน ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวสายกิจกรรมที่ต้องการความสนุกสนานอย่างเต็มที่ตลอดช่วงวันหยุดยาว
    เชียงใหม่: ศูนย์กลางวัฒนธรรมล้านนาและอีเวนต์ระดับโลก เชียงใหม่ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ สำหรับกลุ่มที่ต้องการสัมผัสมิติทางวัฒนธรรมประเพณีล้านนา

    โดยในปี 2569 นี้ มีการยกระดับกิจกรรมด้วยอีเวนต์ขนาดใหญ่ เช่น MAYA Water World ควบคู่ไปกับบรรยากาศการเล่นน้ำบริเวณประตูท่าแพ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการท่องเที่ยวเชิงประเพณีและความบันเทิงสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว
     

    กระบี่: สวรรค์แห่งการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายมาพักผ่อนริมทะเล กระบี่ได้รับความสนใจอย่างมากในฐานะจุดหมายปลายทางชายฝั่งทะเลที่สวยงาม

    สะท้อนให้เห็นว่านักเดินทางกลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อนส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้เวลาช่วงวันหยุดสงกรานต์ท่ามกลางธรรมชาติและทิวทัศน์ที่เงียบสงบ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวแบบเกาะอย่างสมุยและเสม็ด

    มุมมองทางธุรกิจและพฤติกรรมผู้บริโภค ชาลส์ หว่อง รองประธานฝ่ายพาณิชย์ของ Traveloka ระบุว่า สงกรานต์ไม่ใช่แค่เทศกาล แต่เป็นช่วงเวลาแห่งการกลับบ้านและการเริ่มต้นใหม่

     อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเผยให้เห็นพฤติกรรมการตัดสินใจที่น่าสนใจ โดยนักท่องเที่ยวจะ จองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าประมาณ 25 วัน เพื่อบริหารค่าใช้จ่าย แต่จะ จองที่พักในช่วง 10 วันสุดท้าย ก่อนเดินทาง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/739064&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bWjpk2SbNy9iJfjWPXTVa

  • SCB EIC ชี้สงครามเสี่ยงดันน้ำมันพุ่ง กดเศรษฐกิจโลก-ไทยชะลอ

    SCB EIC ชี้สงครามเสี่ยงดันน้ำมันพุ่ง กดเศรษฐกิจโลก-ไทยชะลอ

    SCB EIC เตือนสงครามตะวันออกกลางเสี่ยงกดเศรษฐกิจโลก–ไทย หลังราคาน้ำมันพุ่งแตะ 108 ดอลลาร์

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ กำลังกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะหากสถานการณ์ลุกลามจนกระทบการขนส่งพลังงานผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญของโลกที่มีสัดส่วนมากกว่า 20% ของการขนส่งพลังงานโลก

    รายงานระบุว่า ความกังวลต่อการหยุดชะงักของเส้นทางพลังงานได้ผลักดันราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุดราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับขึ้นมาแตะระดับ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น และเข้าใกล้ระดับราคาที่เคยประเมินไว้ในกรณีเลวร้ายของแบบจำลองเศรษฐกิจ

    ประเมิน 3 ฉากทัศน์สงคราม

    SCB EIC ประเมินแนวโน้มสถานการณ์ตะวันออกกลางและทิศทางราคาน้ำมันภายใต้ 3 ฉากทัศน์หลัก ได้แก่

    1. ความตึงเครียดคลี่คลายเร็ว

    หากสถานการณ์คลี่คลายภายในประมาณ 2 สัปดาห์ จากแรงกดดันของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ เช่น จีน การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะหยุดชะงักเพียงระยะสั้น และราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจะเป็นเพียง “Geopolitical risk premium” ชั่วคราว

    2. การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซติดขัด 2–6 สัปดาห์ (กรณีฐาน)

    ในกรณีฐาน SCB EIC ประเมินว่า อิหร่านอาจปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราวและเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วน ทำให้การขนส่งพลังงานติดขัดในช่วง 2–6 สัปดาห์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยทั้งปีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    3. สงครามลุกลามระดับภูมิภาค (Worst case)

    หากความขัดแย้งขยายวงกว้างไปสู่สงครามระดับภูมิภาค ระบบโลจิสติกส์พลังงานในอ่าวเปอร์เซียอาจหยุดชะงักเป็นวงกว้าง ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยมีโอกาสพุ่งขึ้นถึง 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือสูงกว่า และอาจนำไปสู่ภาวะ “Demand Destruction” จากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง

    เศรษฐกิจโลกเสี่ยงโตชะลอ-เงินเฟ้อเร่งตัว

    SCB EIC ระบุว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านหลายช่องทาง โดยเฉพาะเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ

    โดยประเมินว่า หากราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น 10% จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของประเทศเศรษฐกิจหลักเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์

    ในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ GDP โลกอาจลดลงประมาณ 0.2–0.4 จุดเปอร์เซ็นต์

    แรงกดดันเงินเฟ้อดังกล่าวยังอาจทำให้ธนาคารกลางหลักของโลก โดยเฉพาะ ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน และใช้แนวทาง Wait-and-see มากขึ้น ส่งผลให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจล่าช้าออกไป

    เศรษฐกิจไทยอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน

    สำหรับประเทศไทย SCB EIC ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงานโลกสูง เนื่องจากเป็น ผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ โดยมีการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติสุทธิคิดเป็นประมาณ 8% ของ GDP

    ในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยอยู่ที่ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยปี 2026 อาจขยายตัวชะลอลงประมาณ 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์

    แต่หากสถานการณ์ลุกลามเป็นสงครามภูมิภาค และราคาน้ำมันเฉลี่ยพุ่งขึ้นสู่ระดับ 100–107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยอาจชะลอลงมากถึง 0.7–0.8 จุดเปอร์เซ็นต์

    เงินเฟ้อไทยเสี่ยงเร่งตัวเกินกรอบ

    ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อไทย เนื่องจากหมวดพลังงานมีสัดส่วนประมาณ 12% ของตะกร้าเงินเฟ้อผู้บริโภค

    SCB EIC ประเมินว่า ในกรณีฐานเงินเฟ้อไทยปี 2026 จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1.5% และกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1–3% ได้เร็วขึ้น

    อย่างไรก็ตาม หากสงครามลุกลามเป็น Regional war เงินเฟ้อไทยอาจเร่งตัว เกิน 4% ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย

    ธุรกิจไทยเผชิญแรงกดดันต้นทุน

    สงครามในตะวันออกกลางมีแนวโน้มกระทบภาคธุรกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง เช่น ขนส่ง โลจิสติกส์ ก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งจะเผชิญต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น

    ขณะที่ธุรกิจส่งออกอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนโลจิสติกส์และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่วนภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยวและธุรกิจสุขภาพ อาจเผชิญแรงกดดันจากการเดินทางระหว่างประเทศที่ชะลอตัวและความกังวลด้านความปลอดภัย

    อย่างไรก็ตาม สินค้า เกษตรและอาหารบางประเภท อาจได้รับอานิสงส์จากความต้องการกักตุนสินค้าในช่วงวิกฤติ รวมถึงพืชพลังงานที่มีแนวโน้มราคาปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลก

    ค่าเงินบาทผันผวน–นโยบายเศรษฐกิจต้องรับมือ

    SCB EIC ระบุว่า ตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงประมาณ 2.2% จากแรงกดดันของราคาพลังงานและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ

    ในกรณีสงครามไม่ยืดเยื้อ ค่าเงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 31.25–31.75 บาทต่อดอลลาร์ ในระยะสั้น และประมาณ 31.00–31.50 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงปลายปี

    แต่หากสงครามยืดเยื้อและราคาน้ำมันเฉลี่ยสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าไปที่ 32.50–33.50 บาทต่อดอลลาร์

    รัฐต้องดูแลเสถียรภาพพลังงาน

    ในด้านนโยบายเศรษฐกิจ SCB EIC มองว่า ภาครัฐจะต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการดูแลเสถียรภาพด้านพลังงานและค่าครองชีพ โดยปัจจุบันไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอต่อการใช้งานประมาณ 95 วัน

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังใช้มาตรการดูแลราคาพลังงาน เช่น การใช้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อพยุงราคาพลังงานในประเทศ ล่าสุดได้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน

    ขณะเดียวกัน SCB EIC ประเมินว่า ความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลางอาจเพิ่มโอกาสให้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม หากผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/middle-east-war-oil-scb-eic&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21FnIe1TGDwjo1AwTqmDIc