Category: เศรษฐกิจ

  • 🔴 LIVE ไทยระทม! พิษของแพง วัดฝีมือกู้เศรษฐกิจรัฐบาล | ห้องข่าวไทยโพสต์

    🔴 LIVE ไทยระทม! พิษของแพง วัดฝีมือกู้เศรษฐกิจรัฐบาล | ห้องข่าวไทยโพสต์

    ช็อกต่อเนื่อง กบน. ลดเงินอุดหนุนระลอก เหลืออุ้มดีเซล 16.02 จับตาราคาน้ำมันขยับขึ้นอีก ด้านพิพัฒน์ ออกมาแย้ม อาจเห็นดีเซลราคา 50 บาทต่อลิตร ด้านนายก ฯออกคำสั่งตรวจเข้าคนกักตุน ขณะที่สถานการณ์ราคาสินค้า ก.พาณิชย์ เล็งคุม เม็ดพลาสติก , ซอสปรุงรส ด้านชาวนาโอด สินค้าแพง แต่ราคาข้าวถูก

    สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ : รศ. ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    พบกันเป็นประจำทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 14.00 น.โดยประมาณ

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของไทยโพสต์ได้ทุกช่องทางที่
    Website : https://www.thaipost.net/
    Youtube : https://www.youtube.com/c/ThaipostTV
    TikTok : https://www.tiktok.com/@thaiposttk
    Facebook : https://www.facebook.com/thaipost
    Twitter : https://twitter.com/thaipost
    Instagram : https://www.instagram.com/thaipost_ig/
    Line : https://lin.ee/ukteb32

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/tv-online/970522/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39Krhuz-i4ekkQnxPHF6rB

  • คอลัมน์การเมือง – โลกน้ำมันแพง ราคาในประเทศยังไงก็ต้องขึ้นตาม  พืชพลังงาน คือ ทางรอดที่คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจภายใน

    คอลัมน์การเมือง – โลกน้ำมันแพง ราคาในประเทศยังไงก็ต้องขึ้นตาม พืชพลังงาน คือ ทางรอดที่คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจภายใน

    เมื่อวานนี้ มีการปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดในประเทศไทย 6 บาทต่อลิตร

    ในมาเลเซีย ก็มีการปรับขึ้นดีเซล 7 บาทต่อลิตร ในวันเดียวกัน

    ความจริงที่หลายคนแกล้งไม่รู้ คือ ราคาน้ำมันในโลกตอนนี้พุ่งทะยานไปมากกว่านั้น ขึ้นตั้งนานแล้วด้วย

    ราคาขายปลีกในเกือบทุกประเทศบนโลกใบนี้ ทั้งประเทศผู้ผลิตน้ำมันส่งออก และประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นอย่างไทย ต่างปรับราคาขายปลีกในประเทศไปแล้วเกือบหมด ตั้งแต่เริ่มปิดช่องแคบฮอร์มุซกันโน่นเลย

    ยังมีประเทศไทยที่ตรึงราคา พยายามอั้นมาเรื่อย เพราะต้องการพยุงให้คนไทยได้ใช้น้ำมันราคาถูก บิดเบือนสภาพความเป็นจริง

    ที่สำคัญ ขนาดปรับราคาล่าสุดแล้ว ราคาขายปลีกดีเซลในไทยยังถูกกว่าอีกหลายๆ ประเทศ รวมทั้งถูกกว่ามาเลเซีย

    นั่นเพราะกองทุนน้ำมันฯ ยังอุ้มดีเซลอยู่อีกลิตรละ 19 บาท

    แต่แรงปั่นกระแสด่า สนองอารมณ์โกรธของผู้คน ผสมการหวังผลทางการเมืองของฝ่ายที่พ่ายแพ้เลือกตั้งมาหมาดๆ เสียงดังกว่าเหตุผลเสมอ

    1. ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกช่วงวันที่ 17 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 198 เหรียญ แต่เมื่อ 23 มีนาคมที่ผ่านมาสูงขึ้นถึง 242 เหรียญ ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปทั่วโลกขยับขึ้นหมด

    กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ขาดสภาพคล่อง ติดลบมากขึ้น

    ปัจจุบัน ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันไปแล้วกว่า 35,000 ล้านบาท และกองทุนน้ำมันเริ่มขาดสภาพคล่อง เนื่องจากมีเงินไหลออกประมาณวันละกว่า 2,500 ล้านบาท

    การปรับลดการชดเชยเงินกองทุนน้ำมันในครั้งนี้ ทำให้กองทุนน้ำมันจะยังมีการช่วยเหลือน้ำมันเฉพาะกลุ่ม เช่น น้ำมันดีเซล ซึ่งมีผลทางเศรษฐกิจ ยังมีการช่วยเหลืออยู่ได้ (ตอนนี้ช่วยลิตรละ 19 บาท)

    ส่วนในกลุ่มของแก๊สโซฮอล์ทั้ง E10 และ E20 กองทุนน้ำมันยังคงสนับสนุนให้กับประชาชนได้ใช้ในราคาที่ถูกอยู่

    2. ทำไมการตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาลไทยถึงล้มเหลว

    อาจารย์ณัฐวุฒิ เผ่าทวี Nattavudh Powdthavee ให้มุมมองความเห็นที่น่าสนใจ ว่าด้วยเรื่อง ทำไมการตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาลไทยถึงล้มเหลว และเราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

    ระบุว่า

    “เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรหลังราคาน้ำมันดิบโลกได้พุ่งสูงขึ้นเพราะสงครามในตะวันออกกลาง

    หลายคนอาจรู้สึกโล่งใจว่ารัฐบาลได้ช่วยแบกรับภาระ oil shock ในครั้งนี้แทนประชาชน

    แต่เมื่อคืนที่ผ่านมา (25 มีนาคม) ซึ่งผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเดือน นโยบายนี้ก็พังทลายลง

    เพราะว่ากองทุนน้ำมันฯต้องอุดหนุนราคาวันละเกือบ 2,500 ล้านบาทในช่วงที่พีคจริงๆ รวมแล้วกว่า 20,000 ล้านบาทในเวลาสามสัปดาห์ ซึ่งก็ทำให้รัฐบาลต้องยอมปล่อยให้ราคาลอยตัวตามกลไกตลาด ราคาที่ปั๊มพุ่งขึ้นทันที

    รัฐบาลดำเนินขั้นตอนผิดตรงไหน?

    ถ้าเราพูดกันในเชิงทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ล่ะก็ การตรึงราคาสินค้าให้ต่ำกว่าราคาตลาดมักนำไปสู่ปัญหาที่คาดเดาได้ล่วงหน้าเสมอ

    ประการแรก คือ การกักตุน เมื่อราคาที่ปั๊มต่ำกว่าราคาส่ง คนที่มีเงินและมีรถก็จะเติมน้ำมันเต็มถังอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการอุดหนุนไม่ใช่คนจน แต่คือคนที่ขับรถหลายคัน

    ประการที่สอง คือ ความไม่ยั่งยืนทางการคลัง เงินในกองทุนน้ำมันฯมีจำกัด การอุดหนุนวันละ 2,500 ล้านบาทไม่สามารถทำได้นาน และเมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องถอนการอุดหนุน ราคาก็ขึ้นรวดเดียวแบบช็อก แทนที่จะค่อยๆ ปรับขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น

    ประการที่สาม คือ สัญญาณราคาที่บิดเบือน ราคาที่แท้จริงบอกให้เราประหยัดพลังงาน หาทางเลือกอื่น หรือปรับพฤติกรรม แต่เมื่อราคาถูกตรึงเทียมๆ ทุกคนก็ใช้เหมือนเดิม ทั้งที่ทรัพยากรกำลังหายากขึ้นกว่าแต่ก่อน

    และถ้าเรามองย้อนกลับไป รัฐบาลควรทำอะไรแทน?

    คำตอบที่นักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมส่วนใหญ่เห็นตรงกัน คือ อย่าอุดหนุนราคาสินค้า แต่จ่ายตรงไปยังคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

    แทนที่จะใช้เงิน 2,500 ล้านบาทต่อวันเพื่ออุดหนุนน้ำมันให้ทุกคนรวม ซึ่งก็รวมไปถึงคนรวยที่มีเงินพอซื้อน้ำมันที่มีราคาสูงด้วยตัวเอง ให้โอนเงินตรงไปยังครัวเรือนรายได้น้อย คนขับรถสาธารณะ เกษตรกร และชาวประมง

    (ซึ่งตอนนี้รัฐบาลก็ได้ออกมาประกาศว่ากำลังจะเริ่มทำ แต่ก็หลังจากการเสียเงินไปมหาศาลเรียบร้อยแล้ว)

    นโยบายแบบนี้ ถูกกว่า ตรงเป้ากว่า และไม่บิดเบือนตลาด

    นโยบายที่ดูเหมือน “ช่วยทุกคน” มักไม่ได้ช่วยคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆมากที่สุด และบางครั้งกลับทำให้สถานการณ์แย่ลงในระยะยาว

    การตรึงราคาน้ำมันครั้งนี้ ไม่ได้ช่วยประหยัดเงินประชาชน มันแค่เลื่อนความเจ็บปวดออกไป แล้วยังเพิ่มต้นทุนให้ประเทศชาติอีกด้วย

    ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ไม่ได้บอกว่ารัฐบาลไม่ควรช่วยประชาชนในยามวิกฤตแต่บอกว่า “วิธีที่ช่วย” สำคัญพอๆ กับ “เจตนาที่จะช่วย”

    และนี่ก็เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลปัจจุบันหรือรัฐบาลอนาคตก็ตาม..”

    3. ไบโอดีเซล ไฟท์บังคับที่ต้องเลือก คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจภายใน

    คุณ Johnny Pereira ให้ความข้อมูลและความเห็นที่น่าสนใจว่าด้วยเรื่อง“ไบโอดีเซล ไฟท์บังคับที่อาจต้องเลือก”

    ระบุว่า การผสม B100 (น้ำมันปาล์ม) ลงไปในน้ำมันดีเซล ไม่ได้ทำให้ราคาน้ำมันดีเซล “ ถูกลง” สำหรับผู้บริโภค

    ตรงกันข้าม มันทำให้น้ำมัน แพงขึ้นเสียด้วยซ้ำ แต่มันคือการ “ยอมจ่ายแพงกว่า” เพื่อซื้อความมั่นคงทางพลังงาน ลดภาวะความขาดแคลน (ไม่ต้องพึ่งพานำเข้า 100%) และเป็นการกระจายรายได้สู่เกษตรกรในประเทศ

    …หากสมมุติสถานการณ์ว่า “รัฐบาลยกเลิกการใช้กองทุนน้ำมันเพื่ออุดหนุน (กองทุน = 0 บาท)” ไม่ลดภาษีสรรพสามิต และปล่อยให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามกลไกตลาดโลก 100%

    ผมได้นำโครงสร้างราคาวิกฤต (จากช่วงปี 2565) มาใช้เป็นฐานในการคำนวณเพื่อให้เห็นภาพผลกระทบต่อราคาหน้าปั๊มแบบตรงไปตรงมาครับ

    ตัวอย่างจำลอง: แก้น้ำมันดีเซลขาดแคลน ด้วยการเพิ่มสัดส่วน B100

    รัฐบังคับเพิ่มสัดส่วน B100 เพื่อสู้กับน้ำมันดิบขาดแคลน

    สมมุติว่า เกิดวิกฤตน้ำมันดิบขาดแคลนรัฐบาลไทยจึงประกาศเพิ่มการผสม B100จากเดิม 7% (B7) ขึ้นเป็น 20% (B20) เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับราคาแบบโดมิโนครับ :

    สถานการณ์ตั้งต้น (ก่อนวิกฤต – B7):

    ราคาเนื้อดีเซลล้วน (นำเข้า) = 30 บาท/ลิตร

    ราคา B100 = 40 บาท/ลิตร

    ต้นทุนผสม B7: (30×0.93) + (40×0.07) = 30.70 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปาล์มขวด = 45 บาท/ขวด

    เมื่อเกิดวิกฤต และประกาศใช้ B20 : เมื่อโรงกลั่นน้ำมันทั่วประเทศต้องซื้อ B100 เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว ปริมาณน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในประเทศจะขาดตลาดทันที ส่งผลให้ราคา CPO พุ่งทะยานทะลุเพดาน:

    ผลกระทบต่อน้ำมันปาล์มบริโภค (ราคาพุ่งแรง): เมื่อ CPO ถูกดึงไปทำน้ำมันรถยนต์หมด โรงงานทำน้ำมันขวดต้องแย่งประมูลซื้อ CPO ในราคาที่แพงขึ้นมาก

    ผลลัพธ์: ต้นทุนน้ำมันปาล์มขวดอาจจะกระโดดจาก 45 บาท ขึ้นไปแตะ 60 – 70บาท/ขวด ทันที (นี่คือสาเหตุที่กระทรวงพาณิชย์มักจะค้านกระทรวงพลังงานเวลาจะเพิ่มสัดส่วน B100 ในช่วงที่ปาล์มขาดตลาด)

    ผลกระทบต่อราคาดีเซล (อาจแพงขึ้นเล็กน้อย แต่เงินไม่รั่วไหล):

    สมมุติราคา B100 พุ่งไปเป็น 50 บาท/ลิตร (เพราะ CPO แพงขึ้น) และดีเซลนำเข้าพุ่งไป 40 บาท/ลิตร

    ต้นทุนผสม B20 แบบใหม่: (40×0.80) + (50×0.20) = 42.00 บาท/ลิตร

    แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่รัฐยอมแลก เพราะดีกว่าปล่อยให้ประเทศไม่มีน้ำมันใช้ และยังเป็นการหมุนเวียนเงินหมื่นล้านบาทให้อยู่ภายในประเทศแทนการจ่ายให้ตะวันออกกลาง

    ผลดีต่อเกษตรกรและธุรกิจน้ำมันปาล์ม

    หากรัฐใช้นโยบายเพิ่มสัดส่วน B100 นี่คือ “ยุคทอง” ของวงการปาล์มน้ำมันไทยครับ:

    ฝั่งเกษตรกรชาวสวนปาล์ม: เมื่อตลาดมีความต้องการ CPO สูงมาก ลานเทและโรงสกัดจะแย่งกันรับซื้อ “ผลปาล์มสด” จากเกษตรกร ราคาผลปาล์มหน้าสวนอาจขยับจาก 4-5 บาท/กก. ขึ้นไปแตะ 8-10 บาท/กก. ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

    ฝั่งธุรกิจโรงสกัดและโรงกลั่น (B100): เครื่องจักรเดินเต็มกำลัง (Economy of Scale): โรงงานได้ผลิตเต็มกำลังการผลิต ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อลิตรลดลง

    กำไรจากสต๊อก (Stock Gain): โรงงานที่ตุนน้ำมันปาล์มดิบไว้ในแท็งก์ตอนราคาถูก จะได้กำไรมหาศาลเมื่อราคาตลาดพุ่งสูงขึ้น

    ตลาดในประเทศมั่นคง: ไม่ต้องไปแข่งขันเรื่องราคาส่งออกกับอินโดนีเซียหรือมาเลเซียในตลาดโลก เพราะแค่ขายให้โรงกลั่นน้ำมันในประเทศก็ผลิตแทบไม่ทันแล้ว…”

    สรุป โลกน้ำมันแพง ในประเทศยังไงก็ต้องขึ้นตาม (จะช้าหรือเร็ว และจะใช้เงินอุ้มได้นานแค่ไหนเท่านั้นเอง)

    ที่รัฐบาลมีแนวทางเพิ่มสัดส่วนการผสมน้ำมันไบโอดีเซล เอทานอล ที่ผลิตจากพืชในประเทศมากขึ้น คือแนวทางที่ถูกต้อง ควรสนับสนุน

    การใช้น้ำมันที่เป็นพืชพลังงานในประเทศ คือ ทางรอดที่คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจภายในของเราเอง

    สารส้ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65909&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A436fLGMgRjgf28ksutwC

  • ย้อนรอย 5 วิกฤตพลังงานโลก สะเทือนเศรษฐกิจแบบโดมิโน

    ย้อนรอย 5 วิกฤตพลังงานโลก สะเทือนเศรษฐกิจแบบโดมิโน

    ย้อนรอย 5 วิกฤตพลังงานโลก สะเทือนเศรษฐกิจแบบโดมิโน

    วิกฤตพลังงานโลกเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างผลกระทบระลอกใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลกในหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะการปรับตัวของราคาน้ำมันและพลังงานที่สูงขึ้นอย่างกระทันหัน ซึ่งทำให้เกิดความไม่สมดุลในเศรษฐกิจระดับประเทศ และนำไปสู่ผลกระทบในหลากหลายด้านที่กระทบต่อทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ เรามาย้อนรอย 5 วิกฤตพลังงานที่ส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกในอดีต ซึ่งมีผลเชื่อมโยงกันอย่างโดมิโนในระยะยาว

    1.วิกฤตปี 1973 (Oil Crisis 1973)
    วิกฤตน้ำมันปี 1973 เกิดจากการคว่ำบาตรของกลุ่ม OPEC ที่จำกัดการผลิตน้ำมันและลดปริมาณการส่งออก ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน โดยมีผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในการผลิตและราคาสินค้าทั่วโลก จนเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation) ที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

    2. วิกฤตปี 1979 (Oil Crisis 1979)
    หลังจากวิกฤตในปี 1973 ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านและอิรักนำไปสู่การลดการผลิตน้ำมันอีกครั้งจากประเทศใน OPEC ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีกครั้ง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐฯ ที่มีการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางสูง

    3.วิกฤตวิกฤตพลังงานปี 1990 (Gulf War)
    การรุกรานคูเวตโดยอิรักในปี 1990 ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในระยะสั้น ขณะที่ความไม่แน่นอนในตลาดพลังงานและการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางทำให้เศรษฐกิจหลายประเทศได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

    4.วิกฤตปี 2008 (Financial Crisis)
    แม้จะไม่ใช่วิกฤตพลังงานโดยตรง แต่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเกิน 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2008 เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤตการเงินโลกในช่วงเดียวกัน ทำให้การลงทุนภาคธุรกิจลดลงและภาคการขนส่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูง

    5.วิกฤตน้ำมันในปี 2020 (COVID-19 and Oil Price Crash)
    ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของ COVID-19 ราคาน้ำมันทั่วโลกตกลงอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นลบในเดือนเมษายน 2020 จากการลดลงของความต้องการใช้พลังงานทั่วโลก รวมถึงการขัดขวางในห่วงโซ่อุปทานต่างๆ โดยมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากวิกฤตโรคระบาด

    การย้อนรอยวิกฤตพลังงานโลกทำให้เห็นชัดเจนว่า การขึ้นลงของราคาพลังงานไม่ได้มีผลเพียงแค่ในภาคพลังงานเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบข้ามภาคส่วนไปสู่ภาคเศรษฐกิจและสังคม โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นมีลักษณะเหมือนโดมิโน ซึ่งสามารถขยายผลกระทบไปได้หลายด้าน ทั้งในภาคธุรกิจและระดับประเทศ

    #วิกฤตพลังงาน #เศรษฐกิจโลก #ราคาน้ำมัน #OilCrisis #วิกฤตการเงิน #เศรษฐกิจ #DominoEffect #พลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/articles-analysis/137574&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EhWV6iJlU32YEqaLNwjEB

  • “เยอรมนี” ซัดเดือด “ทรัมป์” น่ารังเกียจ เตรียมแผนตอบโต้เศรษฐกิจสหรัฐ หากบีบร่วมสงคราม | TOPNEWS

    “เยอรมนี” ซัดเดือด “ทรัมป์” น่ารังเกียจ เตรียมแผนตอบโต้เศรษฐกิจสหรัฐ หากบีบร่วมสงคราม | TOPNEWS

    “เยอรมนี” ซัดเดือด “ทรัมป์” น่ารังเกียจ เตรียมแผนตอบโต้เศรษฐกิจสหรัฐ หากบีบร่วมสงคราม

    • เผยแพร่ : 27/03/2026 12:04

    ข่าวเด่น เช้าข่าวเข้ม | 27 มี.ค. 69 | ช่วง 1

    – ทรัมป์ประกาศ เลื่อนโจมตีพลังงานอิหร่าน ออกไปอีก 10 วัน
    – “ทรัมป์” ยืดเส้นตายโจมตีพลังงานอิหร่าน 10 วัน อ้างเจรจา “ไปได้ดี”
    – รูบิโอเผย เจรจากับอิหร่านคืบหน้า ปากีสถานเป็นตัวกลาง
    – ปากีสถานยันมุ่งมั่นทำหน้าที่คนกลางเจรจาสันติภาพสหรัฐ VS อิหร่าน
    – ส่องราคาน้ำมันอาเซียน 10 ชาติ ไทย อยู่ตรงไหนในสมรภูมิ
    – ส่องราคาน้ำมันอาเซียน สิงคโปร์พุ่งทะลุ 100 บาท/ลิตร ขณะที่ลาว-เมียนมาดีดตัวกว่า 100% ด้านไทยแม้น้ำมันขึ้น 6 บาท แต่ยังติดอันดับราคากลางๆ
    – “นายกฯสเปน” เดือด ซัดทรัมป์ จุดไฟเผาโลก คนอื่นต้องมาแบกรับขี้เถ้า
    – อิหร่านจะปล่อยให้เรือน้ำมันของ “มาเลเซีย” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
    – สเปนซัดสหรัฐ-อิสราเอล “ทำสงครามผิดกฎหมาย” ทำชาวโลกต้องรับภาระเศรษฐกิจ
    – เยอรมนีเดินหน้ามาตรการคุมราคาน้ำมัน หลังสงครามทำต้นทุนพุ่งสูง ให้ปรับได้เพียงวันละ 1 ครั้ง
    – พอกันที “เยอรมนี” ไม่เกรงใจ ซัดเดือดก้าวพลาดของ “ทรัมป์” ซ้ำเติมวิกฤต เตรียมแผนตอบโต้เศรษฐกิจสหรัฐฯ หากทรัมป์บีบยุโรปให้ร่วมสงครามอิหร่าน
    – “พาณิชย์” เร่งคุมค่าครองชีพ สู้วิกฤตน้ำมันพุ่ง ดันสินค้าควบคุม 66 รายการ – อัดมาตรการ – เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ลดค่าครองชีพ

    #topnewstv #เยอรมนี #สหรัฐอเมริกา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1529314&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Blg0lZojJWikCPZx5fqOe

  • สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ ไทยเศรษฐกิจแย่-เงินเฟ้อเร่งตัว

    สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ ไทยเศรษฐกิจแย่-เงินเฟ้อเร่งตัว

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-228&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ukKH9QueIulksWcsHnSyw

  • พายุใหญ่ โลกป่วน เทคโนโลยีเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ยกเครื่องประเทศด่วน

    พายุใหญ่ โลกป่วน เทคโนโลยีเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ยกเครื่องประเทศด่วน

    โลกในปี พ.ศ. 2569 กำลังเข้าสู่ “เขตอันตราย” อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ปฏิบัติการทหารครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน และ “สงครามเปิด” (Open War) ในเอเชียใต้ระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถาน คือ “พายุสมบูรณ์แบบ” (Perfect Storm) ที่กำลังพุ่งเป้าถล่มปากท้องและเสถียรภาพของประเทศไทย

    รัฐนาวาไทยเผชิญคลื่นแรงถี่ขึ้น ขณะที่เรือแล่นช้าแบกภาระหนักมากขึ้น เครื่องยนต์อ่อนแรงและเรือยังรั่วจากการคอร์รัปชั่น ถ้าไม่ยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ ขีดความสามารถในการแข่งขันจะถดถอยลงเรื่อยๆ
    รวมทั้งการปฏิรูปโครงสร้างและระบบพลังงานสู่พลังงานสีเขียว (Green Energy) และอุตสาหกรรมชีวภาพ (BioIndustry) บนศักยภาพเกษตรที่เราแข็งแกร่งเป็นแนวทางใหม่ลดการพึ่งพาการนำเข้า สามารถฝ่าทุกวิกฤติพลังงานได้อย่างยั่งยืน

    อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand (ทิศทางอนาคตโลกกับการปรับตัวของประเทศไทย)

    ทิศทางอนาคตโลกกับการปรับตัวของประเทศไทย

    ประเทศไทยต้องฟื้นฟูความน่าเชื่อถือ (Trust Building) ยึดมั่นหลักนิติรัฐ นิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค (Rules of Law and law enforcement) มีความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจบนฐานศักยภาพมหาอำนาจทางอาหาร Kitchen of the World พัฒนาระบบสวัสดิการให้สอดคล้องกับสภาพสังคมสูงวัยและยุค AI พร้อมกับการวางตำแหน่งภูมิรัฐศาสตร์ที่มั่นคง ด้วยการผนึกอาเซียนเป็นโล่ป้องกันและสร้างอำนาจต่อรองเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติท่ามกลางโลกที่ไม่มีกฎเกณฑ์

    เตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวทันกระแสโลก

    บริบทโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และวิกฤตการณ์ CO2 ยูวัล โนอาห์ แฮรารี คาดการณ์ว่า AI จะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างชนชั้นกลาง เช่นเดียวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีต กระบวนทัศน์ธุรกิจ เปลี่ยนจากยุคเน้นผลกำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว (Single Bottom Line) ไปสู่ความยั่งยืนตามหลัก ESG และ ESG Compliance มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าที่เหนือกว่าผลกำไร โดยใช้การลงทุนที่เน้นผลกระทบทางสังคม (Impact Investment) และ Venture Philanthropy
    ชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา และ ผู้อำนวยการ FKII Thailand (เตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวทันกระแสโลก)
    ยุทธศาสตร์ความสามารถหลักของไทย ประกอบด้วย 3F (Forest, Farm, Food), 3H (Health, Hospitality, Happiness) และ 3L (Longevity, Livelihood, Legacy) สังคมอายุยืน (Longevity Society) ต้องมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจพอดีเพื่อรองรับสังคมอายุยืนผ่านนวัตกรรมอาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย และการใช้ชีวิตแบบ Smart Lifestyle การทำธุรกิจเพื่อสังคมรูปแบบใหม่ที่ครอบคลุมการระดมทุน การควบรวมกิจการ (M&A) และการเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (Pre-IPO) การบูรณาการพื้นที่ต้นแบบ ด้วยการจัดโซนกิจกรรมหลากหลาย เช่น Blue Zone Playground, Por-dee Zone และพื้นที่สำหรับ Digital Nomad ในชุมชนชนบท การเกษตรต้องนำเทคโนโลยี Fertigation และโรงเรือนอัจฉริยะ เพื่อยกระดับผลผลิตทางการเกษตรและคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

    อนาคตเศรษฐกิจไทย-เศรษฐกิจโลก

    อนาคตเศรษฐกิจไทย-เศรษฐกิจโลก กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจโลกและโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ท่ามกลางปัจจัย 3 ประการที่กำลังเปลี่ยนโลก คือ
    1. การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์และระเบียบโลก เปลี่ยนจากยุคที่ยึดถือกฎกติกา (Rule-based) ไปสู่ยุคที่ยึดถือประโยชน์ของชาติตนเองเป็นหลัก โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีน อย่างไรก็ตาม โลกาภิวัตน์ยังไม่ถอยหลัง แม้ในระดับรัฐชาติจะมีความขัดแย้งทางการค้า แต่ในระดับประชาชน “โลกาภิวัตน์” ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องผ่านการเชื่อมโยงทางเทคโนโลยีและชีวิตประจำวัน
    2. ความท้าทายจากเทคโนโลยี และ AI ความเร็วของเทคโนโลยี AI พัฒนาเร็วเกินกว่าที่กฎหมายและระบบกำกับดูแลจะตามทัน AI ไม่ได้คุกคามแค่แรงงานทักษะต่ำ แต่กำลังคุกคาม “คนเก่ง” ที่ทำงานซ้ำซ้อน เช่น แพทย์ (ในการวินิจฉัยโรค) ในขณะที่งานด้านการดูแลอย่างพยาบาลยังถูกทดแทนได้ยากกว่า แม้ไทยจะเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี (User)  อันดับต้นๆ แต่ยังสร้างมูลค่า (Value) จากเทคโนโลยีได้น้อย โจทย์คือจะเข้าไปอยู่ในส่วนไหนของห่วงโซ่อุปทานที่สร้างมูลค่าได้จริง
    อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ อดีตนายกรัฐมนตรี (อนาคตเศรษฐกิจไทย-เศรษฐกิจโลก)
    3. วิกฤตสิ่งแวดล้อม (Global Boiling) เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เคยประกาศไว้ทำได้ยากขึ้น ความหวังจึงอยู่ที่การใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนด้านพลังงานสะอาด ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนและผลิตภาพทางการเกษตรโดยตรง
    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญโจทย์เฉพาะหน้า คือ สังคมสูงวัย (Aged Society) ภายในไม่ถึง 10 ปี ไทยจะมีประชากรอายุเกิน 60 ปีถึงร้อยละ 30 โดยที่ระบบการออมยังไม่พร้อม ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะทรัพย์สินส่วนใหญ่ (ที่ดินและเงินฝาก) กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนส่วนน้อย ขณะที่ปัญหาคอร์รัปชันและทุนเทา ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับโลก การเข้ามาของทุนเทาผ่านช่องโหว่ทางกฎหมายและเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข ท่ามกลางธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยส่วนมากเติบโตจากการได้สิทธิ์ผูกขาดหรือสัมปทานจากรัฐ ทำให้ขาดแรงจูงใจในการแข่งขันด้วยนวัตกรรม

    ถอดรหัส World Economic Forum 2026

    ในการประชุม World Economic Forum 2026 : The Decoding of World Economic Forum 2026 ได้เน้นย้ำถึง “โลกใบใหม่” ที่กำลังเกิดขึ้น คือการเปลี่ยนผ่านจาก “ป่าที่มีกฎ” สู่ “ป่ามาเฟีย” โลกยุคเก่า (Rule-based Era) ที่มีสหรัฐฯ เป็นเจ้าป่าคอยดูแลกติกา ทุกประเทศเคารพ WTO และ UN แต่ โลกยุคใหม่ (Power-based Era) กลายเป็น “ป่ามาเฟีย” ที่ผู้มีอำนาจอยู่เหนือกฎเกณฑ์ สหรัฐฯและจีนแข่งขันกันตัดช่องทางทรัพยากร (เช่น ชิปคอมพิวเตอร์ และพลังงาน) มีการแบ่งขั้วอำนาจระหว่าง Super Powers : สหรัฐฯ, จีน, อินเดีย, รัสเซีย Balanced Powers : กลุ่มยุโรปที่พยายามรวมตัวเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง และ No Power Group : กลุ่มประเทศเล็กๆ ที่ต้องหาทางเอาตัวรอด
    จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (ถอดรหัส World Economic Forum 2026)
    World Economic Forum สะท้อนภาพ AI และการปฏิวัติการทำงานว่า ภายในปีหน้า AI จะมีความสามารถในการจดจำและประมวลผลข้อมูลมากกว่ามนุษย์ที่อ่านหนังสือ 7,000 ล้านเล่ม และใน 5 ปีข้างหน้าจะฉลาดกว่ามนุษย์ 8,000 ล้านคนรวมกัน AI Agents จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ในทุกอุตสาหกรรมที่ใช้หน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำงานได้ 24 ชั่วโมง ไม่มีเงินเดือน และไม่ลาหยุด ในอนาคตโลกจะเริ่มมีการเก็บภาษีจากหุ่นยนต์และ AI เพื่อนำมาเป็นเงินสวัสดิการ (Universal Basic Income) ให้กับคนที่ถูกแย่งงาน

    ข้อมูล : งานเสวนา FKII National Forum : “The Decoding of World Economic Forum 2026” ณ TVA Hall สวนเสียงไผ่ โดย อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand (ทิศทางอนาคตโลกกับการปรับตัวของประเทศไทย) ชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา และ ผู้อำนวยการ FKII Thailand (เตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวทันกระแสโลก) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ อดีตนายกรัฐมนตรี (อนาคตเศรษฐกิจไทย-เศรษฐกิจโลก) จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (ถอดรหัส World Economic Forum 2026)


    Post Views: 322

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/03/26/thailand-adjustment/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pR3rf1WHm5eKf_uQRHKkd

  • ธปท. เผยสงครามตอ.กลางดันเงินเฟ้อเข้ากรอบเร็วกว่าคาด ยืนยันดอกเบี้ย 1% รองรับความเสี่ยงได้

    ธปท. เผยสงครามตอ.กลางดันเงินเฟ้อเข้ากรอบเร็วกว่าคาด ยืนยันดอกเบี้ย 1% รองรับความเสี่ยงได้

    วันนี้, 06:35น.

              นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง รมว.คลัง ชี้แจงการเคลื่อนไหวของอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งในการประชุมเมื่อวันที่ 25 ก.พ.69 กนง.ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำแต่จะทยอยปรับเพิ่มขึ้นและกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 70

              อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนต่ำกว่ากรอบเป้าหมายจากปัจจัยด้านอุปทานในหมวดพลังงานและอาหารสดเป็นสำคัญ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต โดยราคาพลังงานลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก จากค่าเฉลี่ย 12 เดือนก่อนหน้าที่ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล เป็นเฉลี่ย 68 ดอลลาร์/บาร์เรล (ก.พ.68-ม.ค.69) เนื่องจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ประกอบกับภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพผ่านการลดค่าไฟฟ้า ทำให้ราคาหมวดพลังงานหดตัว ร้อยละ 5.3 ราคาอาหารสดหดตัวร้อยละ 0.6 ราคาผักลดลงตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ประกอบกับผลของฐานที่สูงจากภาวะภัยแล้งในปีก่อน

              อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายไม่ได้สะท้อนภาวะเงินฝืด สะท้อนจาก

    (1) ราคาสินค้าและบริการที่ไม่ใช่พลังงานและอาหารสดไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่องและเป็นวงกว้าง

    (2) อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานและเครื่องชี้แนวโน้มเงินเฟ้อที่ขจัดปัจจัยชั่วคราวออกยังเป็นบวก สะท้อนว่าราคาสินค้าไม่ได้จะลดลงต่อเนื่อง

    (3) อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสาธารณชนยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย

              สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.69 อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายเร็วกว่าที่คาด ตามราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ประเมินไว้ รวมถึงภาคการผลิต การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานโลกที่อาจหยุดชะงัก (supply disruptions)

              ผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อยังมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความยืดเยื้อของสงคราม ท่าทีการตอบโต้ และการปรับตัวของประเทศเศรษฐกิจหลักต่าง ๆรวมถึงมาตรการบรรเทาค่าครองชีพของภาครัฐ ซึ่ง กนง.จะติดตามพัฒนาการของเงินเพื่ออย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลให้อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางไม่สูงหรือต่ำจนเกินไปจนกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน

              กนง.ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในการดูแลเงินเฟ้อในระยะปานกลางให้กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย โดยได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการประชุม กนง. ล่าสุดส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1 ต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้ยังเป็นระดับที่ต่ำใกล้เคียงกับช่วงวิกฤต COVID-19 จึงถือเป็นระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอและสนับสนุนให้เงินเพื่อทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะปานกลางและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

              อัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 1 เป็นระดับที่ไม่ต่ำจนเกินไปในการรองรับความเสี่ยงต่าง ๆ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจปรับสูงขึ้นภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้า โดย กนง. จะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและการเงินอย่างใกล้ชิด และดำเนินนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป

    #เงินเฟ้อ

    #ธนาคารแห่งประเทศไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160296&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q0kJ4CQcsKkmsVydreljY

  • อ่างทองอ่วม! น้ำมันแพงแถมยังขาดแคลน เกษตรกรต้องต่อคิวเติมน้ำมัน

    อ่างทองอ่วม! น้ำมันแพงแถมยังขาดแคลน เกษตรกรต้องต่อคิวเติมน้ำมัน

    Locals

    สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วม
    สาธารณะไทยพีบีเอส (Thai PBS)

    ©2026 All rights reserved | Locals Thai PBS.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/q8tuxofkngtpd73qs3ol3fb1-&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WXLVg3cmTWrCu2QjDjIL3

  • กรุงศรีเสริมความแข็งแกร่ง SME ไทย พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ 3GO หนุนธุรกิจรับมือเศรษฐกิจผันผวน

    กรุงศรีเสริมความแข็งแกร่ง SME ไทย พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ 3GO หนุนธุรกิจรับมือเศรษฐกิจผันผวน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/business/137464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bj8JbI8_W-DmMMJpnW3T8

  • ลุคใหม่ ศุภจี หารือทูตแอฟริกาใต้ หลายคนถึงกับสะดุดตา เป๊ะ ปังกว่าเดิม | เดลินิวส์

    ลุคใหม่ ศุภจี หารือทูตแอฟริกาใต้ หลายคนถึงกับสะดุดตา เป๊ะ ปังกว่าเดิม | เดลินิวส์

    หลังจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ปฏิบัติภารกิจงานโดยไม่ได้ลงมาพบปะสื่อมวลชนนานร่วมสัปดาห์ ล่าสุด นางศุภจี ได้ปรากฏตัวเป็นข่าวอีกครั้ง ในการพบกับนายดาร์คีย์ อีเฟรอิม แอฟริก เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เพื่อหารือแนวทางในการขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพระหว่างกัน การเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้หลายคนถึงกับสะดุดตากับการปรับลุคใหม่ของ รมว.พาณิชย์ ที่เปลี่ยนไปจากเดิม

    สำหรับการหารือในวันนี้ นางศุภจี เปิดเผยว่า ไทยกับแอฟริกาใต้มีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยในปีนี้เป็นปีที่ครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 34 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่สองฝ่ายจะหาแนวทางในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และการสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจผ่านการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกันจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มต่อห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงส่งเสริมจุดแข็งระหว่างกันในหลากหลายมิติ โดยในปัจจุบัน เนื่องจากระยะทางที่ไกล จึงทำให้ไทยและแอฟริกาใต้ยังมีประเด็นด้านโลจิสติกส์ และธุรกรรมทางการเงินที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้าระหว่างกัน การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จะสามารถลดทอนอุปสรรคดังกล่าวซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการค้าของทั้งสองฝ่าย

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายมีกลไกการประชุม JTC เพื่อหารือประเด็นด้านการค้าการลงทุนอย่างต่อเนื่อง (ทุก 2 ปี) ในโอกาสนี้ สองฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งจัดการประชุม JTC ครั้งต่อไปให้เร็วขึ้นจากกรอบระยะเวลาเดิมให้เกิดขึ้นในปีนี้และยกระดับการประชุม JTC เป็นระดับรัฐมนตรี นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะสนับสนุนกิจกรรมที่จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับภูมิภาคแอฟริกาเพื่อสนับสนุนข้อริเริ่มความร่วมมือระหว่างไทย-แอฟริกา (Thailand – Africa Initiative: TAI) อย่างเต็มที่

    นางศุภจี เสริมว่า ไทยและแอฟริกาใต้ตั้งเป้าที่จะขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพระหว่างกันเพื่อสร้างสมดุลทางการค้าของสองประเทศ โดยไทยแสดงความพร้อมในการสนับสนุนสินค้าศักยภาพ อาทิ ข้าว อาหารและเกษตรแปรรูป และยานยนต์ โดยเฉพาะข้าวของไทยที่มีคุณภาพและความหลากหลายกว่า 5,000 ชนิด ที่สามารถทานคู่กับอาหารหลากหลายประเภท ในขณะที่แอฟริกาใต้ต้องการส่งออกสินค้า เช่น แอปเปิล แพร์ และไวน์ เพิ่มเติม ไทยเห็นว่าแอฟริกาใต้มีศักยภาพในการเป็นจุดกระจายสินค้าไปยังประเทศในภูมิภาคแอฟริกา เช่นเดียวกับที่ไทยสามารถกระจายสินค้าจากแอฟริกาไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน

    นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายธุรกิจและขยายโอกาสทางการค้าระหว่างกัน ตนได้เชิญชวนผู้ประกอบการแอฟริกาใต้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าของไทย อาทิ งาน Bangkok Gems & Jewelry งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX-AnugaAsia และงานแสดงสินค้าและบริการโลจิสติกส์และเทคโนโลยี  การขนส่ง TILOG – LogistiX 2026และในปลายปีนี้กระทรวงพาณิชย์จะส่งคณะผู้แทนเดินทางไปเจรจาการค้าเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน

    พร้อมกันนี้ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะใช้ประโยชน์จากกลไกความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กับ หน่วยงาน Invest SA ของแอฟริกาใต้เพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น

    ทั้งนี้ ในปี 2568 แอฟริกาใต้ เป็นคู่ค้าอันดับที่ 28 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 1 ในภูมิภาคแอฟริกา การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 4,010.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปแอฟริกาใต้ 3,227.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากแอฟริกาใต้ 782.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ข้าว เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และ ผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และ ส่วนประกอบ และอุปกรณ์ยานยนต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5722989/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gGea1SXb5IeeGnGLmtGkm