Category: เศรษฐกิจ

  • ขึ้นดีเซล 6 บาท แก้น้ำมันขาดไม่ได้แก้น้ำมันราคาแพง มีกลไกฟันกำไรโยนภาระประชาชน

    ขึ้นดีเซล 6 บาท แก้น้ำมันขาดไม่ได้แก้น้ำมันราคาแพง มีกลไกฟันกำไรโยนภาระประชาชน

    นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะสถานการณ์น้ำมันในประเทศ

    ! 1.ทำไมน้ำมันหน้าปั้มขาดแคลน
        
    สถานการณ์น้ำมันเริ่มขาดแคลนตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค. 2569 เป็นต้นมา และค่อยๆ รุนแรงเพิ่มขึ้นตามลำดับ เหตุผลเพราะ
           1.มีการกักตุนน้ำมันเก่า : น้ำมันเก่าที่ซื้อมาก่อนวันที่ 28 ก.พ. 2569 เพื่อเอาไว้ขายในราคาใหม่ที่สูงขึ้น ซึ่งหากดูสต๊อกน้ำมันต่อวัน ประเทศไทยมีสต๊อกเพียงพอ “ไม่ขาดแคลน”

    ในกรณีปกติ (ก่อนวันที่ 28 ก.พ.2569) จะมีสต๊อกน้ำมันเหลือวันละ 36 ล้านลิตร (กรณีความต้องการใช้ดีเซลวันละ 65 ล้านลิตร) หรือเมื่อความต้องการดีเซลเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 85 ล้านลิตร สต๊อกน้ำมันในประเทศก็ยังเหลือวันละ 16 ล้านลิตร การไม่มีน้ำมันขายหน้าปั้ม แสดงว่า มีการเก็บน้ำมันเอาไว้ ไม่ปล่อยออกสู่ตลาด

            2.ราคา 2 ตลาด : คำว่า 2 ตลาดคือ ราคาน้ำมันขายส่ง และขายปลีก (หน้าปั้ม) ซึ่งความแตกต่างระหว่างราคาขายส่งกับราคาขายปลีก (หน้าปั้ม) มีความแตกต่างเพิ่มขึ้น ตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค. 2569 เพิ่มจาก 2.2 บาทต่อลิตร เป็น 20.7 บาทต่อลิตร (วันที่ 25 มี.ค. 2569)  แต่เมื่อรัฐบาลประกาศยกเลิกการตรึงราคาน้ำมัน ทำให้ความแตกต่างระหว่างราคาขายส่งกับปลีกเหลือแตกต่างกัน เพียง  11.4 บาท/ลิตร
        การที่ราคา 2 ตลาดมีความแตกต่างกันมาก ผู้ประกอบขายส่งและที่เกี่ยวข้องหันไปซื้อน้ำมันดีเซลหน้าปั้มแทน ทำให้น้ำมันหน้าปั้มขาดแคลน แต่หลังจากที่ความแตกต่างของ 2 ตลาดลดลงอยู่ในช่วง 10-13 บาทต่อลิตร 

    “หลังจากนี้น้ำมันที่ขาดแคลนหน้าปั้มจะคลี่คลาย เพราะผู้ประกอกการไม่มีแรงจูงใจด้านราคา หรือ กำไรลดลงอีกต่อไป”

    !! 2.  ไอ้โม่ง “ฟันกำไร 3 ต่อ หรือ (3 P)”

            1. กำไรขายน้ำมันเก่า (P1)  : น้ำมันเก่าที่ซื้อมาก่อนวันที่ 28 ก.พ. 2569 ซึ่งเป็นราคาถูก แล้วมาขายราคาใหม่ที่สูงขึ้น ได้กำไรมหาศาล

            2.กำไรการกักตันน้ำมัน (P2) : เมื่อคาดการณ์ว่าราคาจะสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ก็จะเก็บน้ำมันเอาไว้ระยะหนึ่ง เมื่อราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ก็จะปล่อยน้ำมันเหล่านี้ ออกมาฟันกำไร 

            3. กำไรจากเงินกองทุนน้ำมัน (P3) : การไปซื้อน้ำมันหน้าปั้ม (ก่อนการยกเลิกการตรีงราคา) จะทำให้ได้ซื้อน้ำมันในราคาที่ถูกกว่าราคาขายส่ง เพราะน้ำมันที่ประชาชนเติมหน้าปั้ม เป็นราคาที่กองทุนน้ำมันอุดหนุน ส่วนต่างตรงนี้ ก็ทำกำไร 

    เมื่อรวมกำไรทั้งหมดแล้ว “ไอ้โม่งได้กำไรรวม เท่ากับ P1 + P2 + P3” 

    !!! 3.  คนไทยได้ใช้น้ำมันดีเซลราคาแพงต่อไป 50 บาทต่อลิตร ไม่ใกล้ ไม่ไกล

    การยกเลิกการตรึงน้ำมันจาก 29.94 และ 33 บาท/ลิตร เมื่อยกเลิกไปแล้ว ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ โอกาสเห็นราคาน้ำมันดีเซลสูงสุดในประวัติศาสตร์ไทย ที่ 50 บาทต่อลิตร ไม่ไกล้ ไม่ไกล (ราคาน้ำมันดีเซล เคยสูงสุดในปี 2551 ที่ 44 บาทต่อลิตร) 
    การแก้ปัญหาที่ปล่อยให้ราคาน้ำมันขึ้นไป 6 บาทต่อลิตร แบบกระชาก ไม่เป็นขั้นบันได จะกระทบเศรษฐกิจชาวบ้านอย่างแรงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาคการขนส่ง เกษตร อุตสาหกรรมและบริการ การทำแบบก็เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันขาดแคลนตามเหตุผลข้างต้น แต่ยังไม่ได้แก้ปัญหาด้านราคา คนไทยทุกภาคส่วน “รับกรรมกับราคาน้ำมันแพงต่อไป”  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271893&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SbkACY025SrIokvZuHkKr

  • รัฐบาลขนทีมเศรษฐกิจขึ้นเวที “1 เดือน วิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”

    รัฐบาลขนทีมเศรษฐกิจขึ้นเวที “1 เดือน วิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”

    รัฐบาลชวนประชาชนติดตามเวที “1 เดือน วิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” นายกฯ ขนทีมเศรษฐกิจแจงมาตรการที่ทำแล้ว-แผนระยะต่อไป เพื่อให้เข้าใจข้อจำกัด ใต้แนวคิด “เปลี่ยนเพื่ออยู่รอด”

    วันที่ 27 มีนาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมติดตามเวที “Meet the Press” ภายใต้หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมทีมเศรษฐกิจ ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 

    ที่จะมาร่วมพูดคุยถึงสถานการณ์และแนวทางการรับมือของภาครัฐ หลังผ่าน 1 เดือนของวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพทั่วโลก พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และตอบทุกคำถามตามข้อเท็จจริง ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00-12.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พร้อมถ่ายทอดสด ผ่านเพจ “ไทยคู่ฟ้า” และ NBT

    ในเวทีนี้ นายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจจะพูดคุยกับสื่อมวลชน เพื่อร่วมกันสะท้อนภาพสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา รัฐบาลยอมรับว่า วิกฤติโลกในครั้งนี้มีความรุนแรงและส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งด้านพลังงาน ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชน โดยรัฐบาลจะชี้แจงมาตรการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และแผนการดูแลในระยะต่อไป เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นภาพรวมอย่างรอบด้าน และเข้าใจข้อจำกัดของสถานการณ์มากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนเพื่ออยู่รอด” รัฐบาลยืนยันว่าการดูแลความเดือดร้อนยังคงเป็นภารกิจสำคัญ โดยได้เร่งดำเนินมาตรการเพื่อประคับประคองสถานการณ์ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม ด้วยวิกฤติครั้งนี้มีความท้าทายสูงและไม่อาจแก้ไขได้โดยรัฐเพียงลำพัง แต่ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน ประเทศไทยจะสามารถประคับประคองสถานการณ์ และก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกันได้ นอกจากการพบปะ ยังจะเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนซักถามในประเด็นสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ ทั้งเรื่องราคาสินค้า พลังงาน และทิศทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยนายกรัฐมนตรีและทีมงานพร้อมรับฟังทุกข้อสะท้อน และนำไปปรับปรุงการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงขอเชิญประชาชนร่วมติดตามการถ่ายทอดสดผ่านเพจไทยคู่ฟ้า และสื่อของกรมประชาสัมพันธ์.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2922995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37q77nd1YCyHDqy_0ktY4b

  • สภาพัฒน์เผยจ่อนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปส่งขายลาว แทนน้ำมันที่กลั่นในไทย!

    สภาพัฒน์เผยจ่อนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปส่งขายลาว แทนน้ำมันที่กลั่นในไทย!

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าการติดตามสถานการณ์น้ำมันในประเทศ ว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และผู้ประกอบการตามมาตรา 10 (Jobber) วันที่ 26 มีนาคม 2569 โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI พลังงานจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบใน 7 จังหวัด รวม 22 จุด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา อุดรธานี ลำปาง พิษณุโลก ชุมพร และสงขลา

    ศบก.
    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    พบว่า ผู้ประกอบการ Jobber แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ กลุ่มที่ไม่มีคลังน้ำมัน ทำหน้าที่ซื้อมาขายไป โดยให้ผู้ซื้อรับน้ำมันจากคลังโดยตรง ซึ่งไม่พบความผิดปกติ กลุ่มที่มีคลังน้ำมัน พบว่า มีน้ำมันคงเหลือในคลัง เฉลี่ยประมาณ 10,000 ลิตรต่อแห่ง อยู่ระหว่างการจำหน่าย และข้อมูลการซื้อขายมีความถูกต้องตรงกัน ไม่มีความผิดปกติ

    สำหรับคลังน้ำมันขนาดใหญ่ มาตรา 7 ในจังหวัดสงขลา 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ปตท. ค้าปลีก (PTTOR) และบริษัทเชลล์ พบว่า มีน้ำมันคงเหลือไม่ถึงร้อยละ 50 ของความจุ หรือประมาณ 10 ล้านลิตร จากความจุ 25–28 ล้านลิตร โดยระบบตรวจสอบเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลการซื้อขายและการจัดส่งถูกต้อง ไม่พบความผิดปกติ ทั้งนี้ ปริมาณการจ่ายน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันของประชาชนและภาคอุตสาหกรรม ทำให้คลังมีการเปิดให้บริการรับน้ำมันตลอด 7 วัน ไม่พบความผิดปกติ และมีการติดประกาศราคาชัดเจนทุกแห่ง

    ส่วนสถานการณ์ปั๊มน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา มีปั๊มที่น้ำมันหมดจำนวนมาก ซึ่งข้อมูลจากหอการค้าที่ได้สำรวจสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศประมาณ 500 แห่ง พบว่าสถานีที่มีน้ำมันหมดลดลง จากกว่า 450 แห่ง เหลือประมาณ 390 แห่ง ซึ่งจะทำการสำรวจทุกวันช่วงกลางคืน และคาดว่าสถานีบริการที่น้ำมันหมด จะสามารถจำหน่ายน้ำมันได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเช้าวันนี้

    ขณะที่ ปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้าประเทศ ในช่วงวันที่ 1–18 มีนาคม 2569 มีการนำน้ำมันดิบเข้าประมาณ 3,300–3,400 ล้านลิตร และในช่วงวันที่ 20–25 มีนาคม มีการนำเข้าเพิ่มอีกประมาณ 878 ล้านลิตร รวมปริมาณสะสมอยู่ที่ประมาณ 4,231 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการกลั่นเพื่อใช้ในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีแผนนำเข้าน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงปลายเดือนมีนาคมจะมีนำเข้าเพิ่มอีกกว่า 4 ล้านกว่าบาร์เรล เดือนเมษายนประมาณ 24 ล้านบาร์เรล และเดือนพฤษภาคม ที่ผู้ค้าอย่างปตท.ได้มีการทำสัญญาแล้ว อีกประมาณ 8 ล้านกว่าบาร์เรล เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศ

    นายดนุชา กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาในช่วงวันที่ 1–25 มีนาคม ประเทศไทยมีการส่งออกน้ำมันไปยัง 2 ประเทศเท่านั้น ได้แก่ สปป.ลาว เฉลี่ยประมาณ 4.6 ล้านลิตรต่อวัน และเมียนมา ประมาณ 227,000 ลิตรต่อวัน

    อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้น้ำมันที่ผลิตและกลั่นได้ในประเทศ อยากให้เก็บไว้ใช้ให้ประชาชนในประเทศ จึงได้มอบหมายให้สภาพัฒน์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาปรับรูปแบบ โดยอาจนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศเพื่อส่งออกไปยัง สปป.ลาว แทนการจัดส่งน้ำมันที่กลั่นในประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองสำหรับใช้ภายในประเทศมากขึ่น ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานได้อีกประมาณ 5 ล้านลิตรต่อวัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271886&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_Wx9XYYna45ksx4e6nEhg

  • Highlight | News Hour 26-03-69 : มุมมอง 2 แบงก์ ทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทย

    Highlight | News Hour 26-03-69 : มุมมอง 2 แบงก์ ทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทย

    มุมมอง 2 แบงก์ ทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทย ท่ามกลางสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง : News Hour 26-03-69 SCB EIC Economic Outlook มุมมองเศรษฐกิจไทย – โลกท่ามกลางสถานการณ์สงคราม – ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย “ทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทย ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง” – บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด – ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด – ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/playlist03/watch/qrTLXfD2iH0&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17cbW3jFHWCxYQjuwHK2sp

  • OECD คาดสงครามตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจโลกชะลอตัวแตะ 2.9% ปีนี้ : อินโฟเควสท์

    OECD คาดสงครามตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจโลกชะลอตัวแตะ 2.9% ปีนี้ : อินโฟเควสท์

    องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจ (Economic Outlook) ฉบับล่าสุดในวันพฤหัสบดี (26 มี.ค.) โดยคาดการณ์ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงสู่ระดับ 2.9% ในปี 2569 จากระดับ 3.3% ในปี 2568 ก่อนที่จะขยับขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 3.0% ในปี 2570

    รายงานของ OECD ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อในขณะนี้จะเป็นบททดสอบความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจโลก โดยเตือนว่าหากราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานจะส่งผลให้ต้นทุนทางธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อราคาผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลกระทบเชิงลบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า OECD ระบุเพิ่มเติมว่า ก่อนที่ความขัดแย้งจะลุกลามนั้น การเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังคงมีความยืดหยุ่นอันเนื่องมาจากการลงทุนและการผลิตที่แข็งแกร่งในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงสถานะการคลังที่เอื้ออำนวย แต่หลังจากเกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นนั้น ได้ส่งผลให้ต้นทุนปรับตัวสูงขึ้น และทำให้อุปสงค์อ่อนแอลง ซึ่งหักล้างแรงผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงก่อนหน้านั้น

    รายงานระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มชะลอตัวลงจากระดับ 2.0% ในปี 2569 มาอยู่ที่ระดับ 1.7% ในปี 2570 เนื่องจากแรงส่งจากการลงทุนที่แข็งแกร่งในด้าน AI จะค่อย ๆ ถูกหักล้างด้วยการชะลอตัวของรายได้ที่แท้จริงและการใช้จ่ายของผู้บริโภค

    ส่วนกลุ่มยูโรโซน คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเหลือ 0.8% ในปี 2569 เนื่องจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะสร้างแรงกดดันต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ก่อนที่จะการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.2% ในปี 2570 โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

    ในด้านเงินเฟ้อ OECD คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศในกลุ่ม G20 ในปี 2569 จะอยู่ที่ 4.0% สูงกว่าที่เคยคาดไว้ก่อนหน้านี้ที่ 1.2% ก่อนที่จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 2.7% ในปี 2570 เมื่อแรงกดดันจากราคาพลังงานเริ่มคลี่คลายลง

    รายงานระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยการคาดการณ์นี้อยู่บนสมมติฐานที่ว่าภาวะชะงักงันของอุปทานพลังงานโลกในปัจจุบันจะค่อย ๆ คลี่คลายลงตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 เป็นต้นไป แต่หากการหยุดชะงักของการส่งออกจากตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ ก็อาจผลักดันให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอีก ซึ่งจะซ้ำเติมภาวะขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญ อีกทั้งทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น และบั่นทอนการเติบโตของเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ OECD เรียกร้องให้มีการเฝ้าระวังด้านนโยบาย โดยธนาคารกลางควรดูแลให้การคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่เหมาะสมและปรับนโยบายหากจำเป็น พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจงแก่ครัวเรือนที่เปราะบางและบริษัทที่ยังมีศักยภาพ และปรับปรุงประสิทธิภาพทางการคลัง

    นอกจากนี้ รายงานของ OECD ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น ตลอดจนการลดความตึงเครียดทางการค้า และการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดการส่งออกใหม่ ๆ โดยในระยะกลาง ควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/580408&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aBcO7G7Zg-7d6Kb91fRTu

  • ด่วน! “รัฐบาล” จ่อคลอด “คนละครึ่ง” เฟสใหม่! ทันที หลังแถลงนโยบาย

    ด่วน! “รัฐบาล” จ่อคลอด “คนละครึ่ง” เฟสใหม่! ทันที หลังแถลงนโยบาย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/137605&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3B7FAanbXa2RoHRzjHJ27a

  • ก้อง ปิยะ บ่นอุบเศรษฐกิจแย่ ตอบปม สว. แนะเลี้ยงไก่ ถามกลับอยู่ทาวน์เฮ้าส์จะทำยังไง

    ก้อง ปิยะ บ่นอุบเศรษฐกิจแย่ ตอบปม สว. แนะเลี้ยงไก่ ถามกลับอยู่ทาวน์เฮ้าส์จะทำยังไง

    เดือดร้อนได้รับผลกระทบถ้วนหน้า เมื่อมีการปรับราคาน้ำมันขึ้นลิตรละ 6 บาท ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ล่าสุด แจ็คเกอรีน ไทยรัฐบันเทิง ชวนผู้จัดละคร ก้อง ปิยะ เศวตพิกุล มาพูดคุยถึงเรื่องนี้ว่าได้รับผลกระทบยังไงบ้าง พร้อมทั้งถามความคิดเห็นกรณีที่ นายปฏิมา จีระแพทย์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แนะประชาชนปลูกผัก เลี้ยงไก่ ท่ามกลางวิกฤติพลังงานในเวลานี้ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก

    ไหวไหมกับเศรษฐกิจช่วงนี้?

    “แย่มาก (ลากเสียง) น้ำมันนะ เฮ้อ (ถอนหายใจ) แย่มากเพราะว่าอย่างเวลาพี่จัดงานแฟร์ต่างจังหวัด ร้านค้าก็จะมีไปเติมน้ำมัน พี่ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับน้ำมัน คือไม่ทราบ รู้แต่ว่าคนบอกมีน้ำมันๆ แต่เอาจริงๆ ไม่มีน้ำมัน หายไปแป๊บนึงคืออะไร ไม่เข้าใจไง ตอนนั้นข่าวสับสน รัฐบาลบอกมีน้ำมัน แต่ทางปั๊มบอกหมด มันก็เลยเกิดการสับสนว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

    แต่ตอนนี้น้ำมันขึ้นมา 6 บาทแล้ว?

    “6 บาทนี่ขึ้นแล้วมีให้เติมมั้ยคะ ไม่ทราบค่ะ คืออยากรู้ว่ามีขึ้นได้แล้วมีให้เติมมั้ยก็ไม่รู้เหมือนกัน เป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกัน พี่ก้องว่านะมันเป็นวิกฤติของโลก อย่ามัวแต่ด่ากันเลยค่ะ ด่าไปด่ามาไม่มีผลค่ะ เราต้องช่วยตัวเองให้ดีที่สุดค่ะ ช่วยประเทศชาติเราก่อน ช่วยกันก่อน ให้ประเทศชาติเราอยู่ได้ ให้เศรษฐกิจเราดีขึ้น จบ”

    จะไหวมั้ยเพราะประคองมาตั้งแต่โควิด?

    “เราก็ต้องสู้ต่อนะคะ เมื่อมีลมหายใจก็ต้องสู้กันต่อไป จะไม่ไหวก็ไม่ได้ เรามีลูกน้องก็ต้องสู้ต่อ ต้องช่วยกันดูแลตัวเอง ดูแลทุกคน ไม่ใช่แค่พี่ก้อง คนอื่นที่เปิดบริษัท เขาก็ต้องช่วยกันเหมือนกัน พี่ว่าก็ลำบาก เพราะฉะนั้นอย่ามัวแต่ด่ากัน ช่วยเหลือกัน หาวิธีการเซฟ ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นให้ได้”

    รัฐบาลบอกให้ประหยัด?

    “ประหยัดอยู่แล้วค่ะตอนนี้ ไม่ประหยัดก็ไม่มีอะไรกินค่ะ”

    เลี้ยงไก่ไหม ตามที่ท่าน สว.บอก?

    “อ๋อ ไก่คงไม่ได้เลี้ยงค่ะ เพราะว่าอยู่บ้านทาวน์เฮาส์ เลี้ยงไปข้างบ้านคงเขียนมาด่าว่าเสียงดัง เลี้ยงไม่ได้หรอกค่ะไก่ เลี้ยงได้แต่ปลาทองค่ะ ปลาทองออกไข่กินได้มั้ยคะ (หัวเราะ) ให้ไปเลี้ยงไก่ แต่อยู่ทาวน์เฮ้าส์จะเลี้ยงไก่ยังไงละคะคุณ คุณเลี้ยงไก่ปุ๊บ ข้างบ้านก็บอกว่านอนไม่ได้ ต้องตื่นแต่เช้า ไก่มันขัน ไม่ได้อีก จะเลี้ยงอะไรคะงั้นน่ะ ทาวน์เฮ้าส์ก็กระจึ๋งนึง เลี้ยงได้แต่ปลาทองปลากัดค่ะ หรือจะเพาะพันธุ์ปลากัดขายดีคะ (ยิ้ม)”

    อยากให้รัฐบาลช่วยอะไรมั้ย?

    “ตอนนี้ก็พยายามหาวิธีการให้เศรษฐกิจมันหมุนเวียน น้ำมันไม่ขาดแคลน หาวิธีการช่วยหน่อย สำคัญที่สุดเลย ไม่ใช่แค่ดิฉันนะคะ คนอื่นด้วยในประเทศไทย ก็หวังว่ารัฐบาลยังช่วยเหลืออยู่ แต่ตอนนี้ข่าวสารอาจจะงงนิดนึง แต่ก็สู้ค่ะ รุ่นเราสู้ค่ะ เวลาไปหาผู้ชายก็ลดเวลาลงหน่อย จากไปหาอาทิตย์ละหนสองหน ก็ลดเหลือแค่เดือนนึงหนนึง เอาเงินที่หาผู้ชายไปทำอย่างอื่นแทน (หัวเราะ)”

    คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2922955&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DT88Gp4AT_12gOqOujbuk

  • สงครามทำ ‘ประเทศอ่าว’ พัง จำต้อง ‘ถอนทุน’ จากทั่วโลก

    สงครามทำ ‘ประเทศอ่าว’ พัง จำต้อง ‘ถอนทุน’ จากทั่วโลก

    เงินอ่าวมหาศาลที่เคยไหลหล่อเลี้ยงโลก กำลังเริ่ม ‘ไหลย้อนกลับ’ ความบอบช้ำจากสงครามอิหร่าน กำลังกดดันให้ประเทศอ่าว ‘ดึงเงินที่ลงทุนอยู่ทั่วโลกกลับ’ หันมาฟื้นฟู และเสริมความมั่นคงทางกลาโหมของตัวเองแทน

    เมื่อเอ่ยถึง “ตะวันออกกลาง” หลายคนอาจนึกถึง “น้ำมัน” เป็นอันดับแรก แต่สิ่งที่ทรงพลังยิ่งกว่า กลับเป็น “เงินลงทุนมหาศาล” ซึ่งประเทศอ่าวอาหรับเหล่านี้โปรยลงทุนทั่วโลก

    ตัวอย่างเช่นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) ของซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวต และประเทศอ่าวอื่นๆ ถือครองสินทรัพย์รวมกัน “5 ล้านล้านดอลลาร์” (ประมาณ 160 ล้านล้านบาท) และกระจายลงทุนไปทั่วโลก ตั้งแต่สหรัฐ แอฟริกา เอเชีย ไปจนถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พลังงาน ปัญญาประดิษฐ์ และความบันเทิง

    ตัวอย่างล่าสุดคือ กองทุนความมั่งคั่งของประเทศอ่าวเข้าไปสนับสนุนความพยายามของบริษัทบันเทิงสหรัฐอย่าง Paramount ในการเข้าซื้อกิจการคู่แข่งอย่าง Warner Brothers

    ไม่เพียงเท่านั้น ยังอยู่เบื้องหลังดีลซื้อกิจการขนาดใหญ่อย่างการเข้าซื้อบริษัทเกม Electronic Arts มูลค่า 55,000 ล้านดอลลาร์ที่ได้รับการหนุนจากซาอุดีอาระเบีย และดีลของกองทุนจากอาบูดาบีที่เข้าซื้อบริษัทโฆษณา Clear Channel Outdoor Holdings และเข้าลงทุนซื้อกิจการ TikTok ด้วย

    เมื่อปีที่ผ่านมา หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางเยือนตะวันออกกลาง เขากลับมาพร้อม “คำมั่นลงทุนสหรัฐมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์” จากซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์

    ทว่าในวันนี้ เส้นเลือดการเงินสายสำคัญนี้กำลังสั่นคลอน จากแรงกระแทกของ “สงครามอิหร่าน”

    เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น เงินที่เคยไหลออกสู่โลก กำลังเริ่ม “ไหลกลับเข้าบ้าน” และนั่นหมายความว่า ดีลขนาดใหญ่ที่เคยค้ำเศรษฐกิจโลกไว้ อาจสะดุด เงินสะพัดที่เคยหล่อเลี้ยงตลาดอาจหดตัว

    “อิทธิพลของประเทศอ่าวต่อเศรษฐกิจโลก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำมัน” มาเจด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเวทีเสวนาออนไลน์ของสถาบันคลังสมอง Middle East Council on Global Affairs

    “ภูมิภาคนี้คือ ศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก และหากเกิดความปั่นป่วน จนต้องหันกลับไปโฟกัสด้านความมั่นคง ถอนการลงทุน และลดบทบาททางเศรษฐกิจกับนานาชาติ ผลกระทบจะลามไปถึงทุกครัวเรือน ในทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแทบจะหมายถึงเกือบทุกประเทศบนโลกในวันนี้”

    ล่าสุด หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ของอังกฤษรายงาน โดยอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อว่า ประเทศอ่าวขนาดใหญ่ 3 แห่ง กำลัง “ทบทวน” แผนการลงทุนระดับล้านล้านดอลลาร์ในสหรัฐใหม่เนื่องจากแรงกดดันทางการเงินจากสงคราม

    “ใครให้อำนาจคุณลากภูมิภาคของเราเข้าสู่สงคราม?” คาลาฟ อัล ฮับทูร์ นักธุรกิจชื่อดังจากดูไบ โพสต์ถามทรัมป์บน X เมื่อวันที่ 5 มี.ค.69 โดยระบุว่า ประธานาธิบดีสหรัฐได้พาประเทศอ่าวอาหรับ “ไปอยู่กลางอันตรายที่พวกเขาไม่ได้เลือก”

    สงครามปะทุ ทำอสังหาฯ–ท่องเที่ยว–ตลาดทุนทรุด

    เมื่อสงครามปะทุขึ้น หลังสหรัฐ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่ยังลามไปถึง “รายได้หลัก” ของประเทศอ่าว

    การปิดช่องแคบฮอร์มุซ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน สนามบิน รวมถึงฐานทัพสหรัฐในประเทศอ่าว และความไม่มั่นคง ทำให้การผลิตและส่งออก “พลังงาน” สะดุด ส่งผลให้รายได้รัฐลดลงทันที

    ผลที่ตามมา บริษัทที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ Oxford Economics ประเมินว่า เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอ่าวในปีนี้ มีแนวโน้มโตเพียง 2.6% ซึ่งต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เดิม 1.8% สะท้อนว่ากำลังซื้อระดับรัฐกำลังอ่อนแรงลง

    ยิ่งไปกว่านั้น ผลกระทบยังลุกลามไปยังหลายภาคส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นในภูมิภาคก็ปรับตัวร่วง

    ในขณะนี้ ปริมาณการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลดลงถึง 37% เมื่อเทียบรายปีในช่วง 12 วันแรกของเดือนมีนาคม และลดลง 49% เมื่อเทียบรายเดือน ตามการประเมินของนักวิเคราะห์จากรายงาน Goldman Sachs

    อสังหาริมทรัพย์บางแห่ง “ยอมเฉือนราคา” อย่างหนัก ลดกระหน่ำลงถึง 12–15% สะท้อนแรงกดดันที่ถาโถมเข้าสู่ตลาด ตามข้อมูลจากเอเจนต์อสังหาฯ และข้อความบนโซเชียลมีเดียที่สำนักข่าวรอยเตอร์สตรวจสอบ

    ตัวอย่างเช่น ผู้ขายรายหนึ่งต้องการ “ขายด่วน” สำหรับทรัพย์สินใกล้กับ Burj Khalifa ตึกที่สูงที่สุดในโลก โดยข้อความจากเอเจนต์ระบุว่า ผู้ขายตั้งราคาที่ 650,000 ดอลลาร์ ลดลงประมาณ 12% จากราคาก่อนหน้าที่ 735,000 ดอลลาร์ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน

    เฟรเดอริก ชไนเดอร์ นักวิจัยอาวุโสจาก Middle East Council เขียนไว้ว่า “ภาพวิดีโอการระเบิดในดูไบ โดฮา และมานามา ได้ทำลายภาพลักษณ์ ‘ความปลอดภัย’ ที่ประเทศอ่าวพยายามสร้างมาอย่างยาวนาน”

    สงครามทำ ‘ประเทศอ่าว’ พัง จำต้อง ‘ถอนทุน’ จากทั่วโลก

    – ภาพ: Reuters –

    สงครามทำ ‘ประเทศอ่าว’ พัง จำต้อง ‘ถอนทุน’ จากทั่วโลก

    – ควันพวยพุ่งขึ้นจากโรงกลั่นน้ำมันราสทานูราในซาอุดีอาระเบีย หลังถูกโดรนโจมตี (ภาพ: Vantor/ Reuters) –

    ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเตือนว่า การปิดน่านฟ้า โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลรอมฎอน อาจทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวหายไปสูงถึง 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์

    ทิศทางทุนเปลี่ยนทิศ จาก ‘ขยายอิทธิพล’ สู่ ‘เอาตัวรอด’ ก่อน

    ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เงินจากประเทศอ่าวมหาศาลเหล่านี้ได้ไหลออกไปใน 3 บทบาทหลัก

    หนึ่ง เป็นการลงทุนเชิงรุกทั่วโลก ตั้งแต่หุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐ เมืองอัจฉริยะในยุโรป ไปจนถึงโครงการพลังงาน และเหมืองแร่ในแอฟริกา ประเทศอ่าวไม่ได้เป็นเพียง “นักลงทุน” แต่กำลังซื้ออนาคตของโลกไว้ล่วงหน้า

    สอง การอุ้มเศรษฐกิจ และสร้างเสถียรภาพภูมิภาค เช่น อียิปต์ เลบานอน ซีเรีย

    ในหลายกรณี เงินจากอ่าวทำหน้าที่เหมือน “ผู้ช่วยชีวิต” ให้ประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นการพยุงค่าเงิน อัดฉีดสภาพคล่อง หรือสนับสนุนการฟื้นฟูหลังสงคราม

    สาม การซื้ออิทธิพลเชิงภูมิรัฐศาสตร์

    เงินไม่ได้แค่สร้างกำไร แต่สร้าง “อำนาจต่อรอง” ยิ่งลงทุนมาก ยิ่งมีเสียงในเวทีโลกมาก นี่คือ ยุคที่เงินอ่าว “เดินเกมรุก” บนกระดานโลก

    แต่เมื่อสงครามอิหร่านปะทุขึ้น บทบาทเหล่านี้กำลังเริ่มเปลี่ยนไป ความเสี่ยงด้านความมั่นคงพุ่งสูง รายได้จากพลังงานเริ่มไม่แน่นอน และความเชื่อมั่นในภูมิภาคถูกสั่นคลอน
    ผลลัพธ์คือ “ลำดับความสำคัญ” ถูกเขียนใหม่ทั้งหมด

    ประเทศอ่าวเริ่มต้องหันกลับมามอง “ภายใน” มากกว่า “ภายนอก” ตั้งแต่งบประมาณถูกโยกเข้าสู่  “กลาโหมและความมั่นคง” เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

    เงินลงทุนอาจถูกเปลี่ยนไปสู่ระบบที่ทำให้ประเทศอยู่รอดได้ เช่น พลังงานสำรอง อาหาร และเส้นทางขนส่งทางเลือก รวมถึงกองทุนความมั่งคั่ง อาจถูกใช้เพื่อพยุงเศรษฐกิจในประเทศ แทนการลงทุนในต่างประเทศ

    นี่ดูเหมือนไม่ใช่แค่การชะลอการลงทุน แต่อาจเป็นการเปลี่ยนทิศทางเงินครั้งใหญ่ จาก “ลงทุนสู่ภายนอก” เพื่อขยายอิทธิพล อาจเปลี่ยนเป็น “ดึงเงินกลับเข้าบ้าน” เพื่อฟื้นฟูประเทศแทน

    “ผลกระทบย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่เรากำลังเผชิญจากสงคราม และความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของภูมิภาคที่ลดลง เราจะต้องทุ่มเวลาไปกับการฟื้นฟูประเทศ เสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกัน และรับมือกับวิกฤติในภูมิภาคโดยตรง” อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์กล่าวยอมรับ

    ขณะเดียวกัน เรเชล เซียมบา นักวิจัยจาก Gulf International Forum ยังชี้ว่า กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ อาจถูกเรียกใช้เพื่อ “พยุงเศรษฐกิจภายในประเทศ” มากขึ้นแทน เช่น การอัดฉีดเงินเพื่อช่วยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ อย่างโรงแรมที่ต้องเผชิญภาวะห้องพักว่างจำนวนมาก

    ด้านทิม คัลเลน นักวิจัยรับเชิญจากสถาบัน Arab Gulf States Institute (AGSI) ในวอชิงตัน และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจอ่าวมองว่า ผลกระทบระยะสั้นนั้น “ชัดเจนอยู่แล้ว” และในระยะกลาง การเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็มีแนวโน้มจะต่ำกว่าที่คาด เนื่องจากภูมิภาคนี้จะถูกมองว่ามีความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบระยะยาวยังคงไม่แน่นอน

    “การลงทุนทุกภาคส่วนจะได้รับผลกระทบ”

    “คำถามคือ จะมากแค่ไหน และยาวนานเพียงใด ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าสงครามจะจบลงอย่างไร หากความเสี่ยงของความขัดแย้ง และการหยุดชะงักยังคงอยู่ ก็อาจกลายเป็นผลกระทบถาวรได้” คัลเลน กล่าวทิ้งท้าย

    อ้างอิง: dwreuterswsj

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1226960&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3u2vtglk-VFAQVVc3VuW5n

  • รอเลย! ‘คนละครึ่ง เฟส 2’ รัฐบาลใหม่ลุยทันที หลังแถลงนโยบาย

    รอเลย! ‘คนละครึ่ง เฟส 2’ รัฐบาลใหม่ลุยทันที หลังแถลงนโยบาย

    ‘สภาพัฒน์’ จ่อชงรัฐบาลใหม่ เร่งคลอด ‘คนละครึ่งพลัส เฟสใหม่’ หลังแถลงนโยบาย ก่อนวางงบปี 70 ทำเฟสต่อไป เร่งช่วยประชาชนท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

    27 มี.ค. 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เตรียมจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตพลังงาน โดยนอกเหนือจาก 7 มาตรการ ที่ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา ที่เป็นการพุ่งเป้าช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม อาทิ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่งและผู้ให้บริการรถสาธารณะ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งไม่ให้กระทบกับราคาสินค้ามากและไม่ทำให้เงินเฟ้อขึ้นเยอะนั้น

    ส่วนการช่วยเหลือกลุ่มคนชั้นกลาง ที่กำลังมีการเรียกร้องอยู่ในขณะนี้ ได้มีการเตรียมไว้หมดแล้ว ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่ มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา สิ่งที่ควรจะเริ่มดำเนินการทันที อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งต้องเร่งออกมาอย่างน้อย 1 เฟส หลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่มีอำนาจเต็ม แต่ถึงอย่างไรก็ต้องดูในเรื่องของงบประมาณประกอบด้วย จากนั้นจะต้องเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และจึงค่อยดำเนินการโครงการคนละครึ่ง เฟสถัดไป.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/970480/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WULpVuJ_8n5Y-9RgX_hXd

  • ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทางออก ทางรอด ในทุกวิกฤติ ของคนไทย | เดลินิวส์

    ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทางออก ทางรอด ในทุกวิกฤติ ของคนไทย | เดลินิวส์

    นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เปิดเผยในระหว่างนำสื่อมวลชนในโครงการสื่อมวลชนสัญจร สืบสานพระราชดำริ ปี 2568 เยี่ยมชมความคืบหน้าในการดำเนินงานและการขยายผลสู่ราษฎร ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมาว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถช่วยให้ประชาชนสามารถผ่านวิกฤติเศรษฐกิจที่เป็นผลมาจากปัญหาด้านพลังงาน หนึ่งในปัจจัยการผลิตและการดำรงชีวิตของผู้คนในสังคมได้เป็นอย่างดี

    “เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่หมายถึงการใช้ชีวิตที่หันมาทำการเพาะปลูกพืชผักเพื่อการบริโภคเท่านั้น หากแต่เป็นการใช้ชีวิตที่มีภูมิคุ้มกัน ไม่ใช้จ่ายเกินกำลังของรายรับ ไม่ลงทุนเกินตัว พึ่งพาตนเองเป็นเบื้องต้น เหลือแจกจ่ายแบ่งปันและขายเป็นรายได้สำหรับเก็บออม อย่างศูนย์ศึกษาการพัมนาเขาหินซ้อนฯ ทุกกิจกรรมที่ขยายผลสู่การปฏิบัติใช้ของราษฎรจะอยู่ภายใต้กรอบการนน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน” นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร. กล่าว

    เลขาธิการ กปร. กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจะเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตในทุกมิติ เช่น ตอนนี้ราคาน้ำมันแพง แทนที่จะใช้รถหลายคันของบ้านหลังหนึ่งก็เดินทางด้วยกันใช้รถเพียงคันเดียว หรือใช้รถโดยสารสาธารณะเช่นรถเมล์ รถไฟฟ้า ก็จะช่วยประหยัดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและงบประมาณได้ นี่ก็คือหลักอย่างหนึ่งของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องภาคการเกษตรเพียงอย่างเดียวหากแต่เป็นแนวทางสำหรับการดำเนินชีวิตในสายกลาง ที่จะช่วยให้รอดพ้นวิกฤติ มีภูมิคุ้มกันในเรื่องต่างๆ ได้ เป็นอย่างดี

    “ประเทศไทยเราโชคดีที่ สามารถผ่านพ้นวิกฤติทั้งจากภัยธรรมชาติ ภัยสังคม โรคภัย และภัยจากการเมืองโลกได้ด้วยดีตลอดมา ทุกวิกฤติจะไม่ปรากฎว่ามีคนไทยต้องอดตาย ตรงกันข้ามกลับมีกินมีใช้ทั้งประทังชีวิตและฟื้นฟูการพัฒนาประเทศชาติได้อย่างรวดเร็วภายหลักจากผ่านพ้นวิกฤติ ด้วยมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 แห่ง ศูนย์สาขา 19 แห่ง ศูนย์เรียนรู้ที่เกิดจากการขยายผลของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอีก 221 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคของประเทศ ทำหน้าที่เป็นต้นแบบให้ประชาชนเข้าไปศึกษาดูงาน แล้วนำความสำเร็จเหล่านั้นมาปฏิบัติใช้ในครอบครัว ชุมชน ของตนเองภายใต้แนวทางการปฏิบัติตามหลักปรัขญาของเศรษฐกิจพอเพียง พื้นฐานสำคัญที่ทำให้คนไทยสามารถผ่านวิกฤติได้ตลอดมา “ เลขาธิการ กปร. กล่าว

    การนี้คณะสื่อมวลชนได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ที่ได้สืบสานแนวพระราชดำริ
    ในการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย และจัดทำแปลงสาธิตการพัฒนาด้านเกษตรกรรม เพื่อหารูปแบบในการพัฒนาพื้นที่ดิน
    เสื่อมโทรมให้สามารถนำกลับมาทำการเพาะปลูกได้อีกครั้งหนึ่ง และนำองค์ความรู้มาจัดทำเป็นคู่มือ ตำรา หลักสูตรอบรม ตลอดถึงจัดทำแปลงสาธิตเพื่อให้ราษฎรเข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำกลับไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง เป็นแหล่งให้บริการองค์ความรู้แบบ “ศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One stop service)”

    พร้อมเยี่ยมชมกิจกรรมและแปลงสาธิต ภายในศูนย์ศึกษาฯ อาทิ ฐานเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ฐานเรียนรู้การปลูกและแปรรูปสมุนไพร ฐานเรียนรู้การปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ พร้อมชมผลิตภัณฑ์และผลผลิตของเกษตรกรเครือข่าย ณ ร้านพวงคราม บริเวณด้านหน้าศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ

    สำหรับศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น เมื่อปี 2522 จนปัจจุบันเป็นระยะเวลา 43 ปี ได้ดำเนินการพัฒนาในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านดิน แหล่งน้ำ และป่าไม้ ที่เหมาะสมสอดคล้องกับภูมิสังคม ถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียบง่ายประหยัด เกษตรกรสามารถนำไปดำเนินการด้วยตนเองได้ และปัจจุบันมีผู้คนที่สนใจ เข้ามาศึกษาเรียนรู้ดูงานเพื่อนำไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง และท่องเที่ยวชมการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

    จากนั้นสื่อมวชนและคณะได้เดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมิตรสัมพันธ์ (นางสาวเครือวรรณ จันทศรี) ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เยี่ยมชมแปลงเกษตรผสมผสาน ประกอบด้วย มะดัน ตะลิงปลิง มะม่วงหาวมะนาวโห่ ฯลฯ ชมผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน อย. และผลการดำเนินงานของเกษตรกรขยายผลของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ

    จุดเด่นของศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ คือการนำผลผลิตที่เหลือจากการเกษตรมาแปรรูปเป็นผลไม้แช่อิ่มชนิดต่างๆ รวมถึงผลไม้กวน และการแปรรูปสมุนไพรต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องสำอาง มีการดำเนินชีวิตตามวิถีความพอเพียง ด้วยการนำผลผลิตทางการเกษตรที่เหลือจากบริโภคและขาย มาแปรรูปให้เกิดประโยชน์ มีการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ทั้งจากการลองผิดลองถูกด้วยตนเอง พร้อมประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการค้นคว้าจากแหล่งความรู้ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ มีการวางแผนการปลูก การผลิต การจัดการผลผลิต การแปรรูป การตลาด และการจัดการทางธุรกิจที่เหมาะสมอย่างเป็นระบบ โดยใช้ความรู้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ มาสนับสนุน อาทิการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด การทำการเกษตรแบบผสมผสาน การทำบัญชีฟาร์ม การผลิตน้ำหมักชีวภาพ สารไล่แมลง และการผลิตปุ๋ยหมัก การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและการพัฒนาช่องทางการตลาดในการจัดจำหน่ายสินค้า เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5726324/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AkBMnel42EfpSdG7xbR34