Category: เศรษฐกิจ

  • วันหยุดนี้ ไปเช็คอิน กับ ดอกบัว เทรนด์ใหม่ Gen Z ปลุกเศรษฐกิจ SME

    วันหยุดนี้ ไปเช็คอิน กับ ดอกบัว เทรนด์ใหม่ Gen Z ปลุกเศรษฐกิจ SME

    เทรนด์ “ดอกบัว” จากดอกไม้บูชาพระสู่ไอเทมแฟชั่นสุดชิค: เมื่อ Gen Z ปลุกกระแสซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้เป็นไวรัลทั่วประเทศ

    จากกระแสการท่องเที่ยวตามรอยวัฒนธรรมไทยอย่าง “นุ่งยีนส์ห่มสไบ” ที่เคยฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง วันนี้กลุ่ม Gen Z ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเปลี่ยน “ดอกบัว” ที่เดิมทีถูกจดจำในฐานะดอกไม้สำหรับไหว้พระอันเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และความศรัทธา ให้กลายเป็น ไอเทมแฟชั่นสุดไวบ์ (Vibe) ที่กำลังมาแรงบนแพลตฟอร์ม TikTok และโซเชียลมีเดีย

    จุดเริ่มต้นของกระแสนี้คาดว่ามาจากผู้ใช้งานเอ็กซ์ (Twitter) บัญชี “เอโคโอเค” ที่โพสต์ภาพดอกบัวในแจกันพร้อมระบุถึงความสวยงามในราคาที่ย่อมเยาเพียงช่อละ 30-40 บาท

    จนเกิดเป็นกระแสบอกต่อว่า ดอกไม้ไทยก็สวยงามและนำมาตกแต่งได้ทุกสไตล์ ไม่แพ้ดอกไม้นอกอย่างกุหลาบหรือทิวลิป

    วันหยุดนี้ ไปเช็คอิน กับ ดอกบัว เทรนด์ใหม่ Gen Z ปลุกเศรษฐกิจ SME ซ้อก้าด

    ยิ่งเมื่อเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่าง ซ้อก้าด, เนสตี้ และฟาอัล หยิบมาทำคอนเทนต์ร่วมกับเพลง “ดั่งฝันฉันใด” ของวง Klear ก็ยิ่งทำให้เทรนด์นี้กลายเป็นไวรัลที่ใครก็อยากทำตาม

    การขยายตัวของโลเคชั่น

    จากปากคลองตลาดสู่จุดเช็กอินทั่วประเทศ ความแรงของเทรนด์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ “ปากคลองตลาด” หรือ “สะพานพุทธ” ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่กำลังขยายวงกว้างไปยังแหล่งท่องเที่ยวและตลาดดอกไม้ในต่างจังหวัด เช่น

    พระนครศรีอยุธยา: วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร, ตลาดเจ้าพรหม และวัดพระราม

    เชียงใหม่: กาดหลวง (ตลาดวโรรส)

    สุราษฎร์ธานี: ตลาดสดริมน้ำตาปี

    ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงพลังของคนรุ่นใหม่ที่ใช้โซเชียลมีเดียขับเคลื่อนวัฒนธรรมไทยให้ดูร่วมสมัยและเข้าถึงง่ายขึ้น (Soft Power) โดยก้าวข้ามกรอบความเชื่อเดิมๆ

    วิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจจากกระแส “ดอกบัวฟีเวอร์”

    เทรนด์นี้ไม่ได้สร้างแค่ยอดไลก์ แต่เป็น โอกาสทองของผู้ประกอบการ ในการปรับตัวเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้า Gen Z ดังนี้

    ธุรกิจร้านดอกไม้: นอกจากการจำหน่ายดอกบัวแบบเดิม พ่อค้าแม่ค้าสามารถเพิ่มมูลค่าด้วยการ “จัดช่อพับกลีบให้สวยงาม” หรือจำหน่ายเป็นเซ็ตสำหรับให้นำไปพับเอง ซึ่งตอบโจทย์ Gen Z ที่มองว่าการพับดอกบัวช่วยฝึกสมาธิและทำให้จิตใจสงบ

    ธุรกิจคาเฟ่และร้านอาหาร: สามารถนำดอกบัวมาใช้เป็น องค์ประกอบในการตกแต่งร้าน (Photo Spot) หรือจัดทำเมนูเครื่องดื่มและขนมที่มีดอกบัวเป็นส่วนประกอบ เพื่อสร้างจุดเด่นให้ลูกค้าเข้ามาทำคอนเทนต์

    ธุรกิจแฟชั่นและเสื้อผ้า: แบรนด์สามารถออกแบบชุดที่ แมตช์กับสีชมพูละมุนของดอกบัว หรือจัดทำแคมเปญถ่ายภาพสินค้าโดยใช้ดอกบัวเป็นพร็อพ เพื่อสื่อสารถึงความทันสมัยที่ผสมผสานความเป็นไทย

    ธุรกิจท่องเที่ยวและท้องถิ่น: แหล่งท่องเที่ยวในต่างจังหวัดที่มีนาบัวหรืออยู่ใกล้ตลาดดอกไม้ สามารถจัดกิจกรรมหรือมุมถ่ายรูปที่ล้อไปกับเทรนด์นี้ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเช็กอินในพื้นที่มากขึ้น

    การที่ดอกบัวกลายเป็นสินค้าแฟชั่นที่ “ราคาคุ้มและถูก” ทำให้เข้าถึงคนได้ทุกกลุ่ม ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถหยิบจับกระแสนี้มาปรับใช้ได้อย่างรวดเร็ว จะเป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้าในช่วงที่วัฒนธรรมไทยกำลังอยู่ในกระแสความสนใจของคนรุ่นใหม่ได้อย่างยั่งยืน

    ข้อมูลประกอบhttps://www.khaosod.co.th/sentangsedtee/featured/article_324232

    ขอบคุณภาพจากhttps://www.facebook.com/photo?fbid=922585750644175&set=pcb.922587517310665

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/740068&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bUmVNERX0g-z2Y7L_jP16

  • แบงก์ขานรับ ‘นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ’ ออมสินลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท

    แบงก์ขานรับ ‘นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ’ ออมสินลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท

    ออมสิน ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง MLR/MOR/MRR แตะระดับต่ำสุดทั้งระบบ พร้อมตรึงดอกเบี้ยเงินฝาก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อีกครั้งในรอบ 2 เดือน เพื่อสนับสนุนนโยบายกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และช่วยบรรเทาภาระหนี้ ตามมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และสอดคล้องตามนโยบายกระทรวงการคลัง โดยครั้งนี้ธนาคารปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทสินเชื่อลง 0.15% ต่อปี ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (MLR) ลดเหลือ 6.025% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ลดเหลือ 5.695% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลดเหลือ 6.045% ต่อปี

    ซึ่งนับเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทแตะระดับต่ำสุดในระบบสถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐ มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยธนาคารออมสินพร้อมสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อเติมสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่กำลังมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการลดดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้ ตั้งเป้าช่วยลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถดำเนินธุรกิจคล่องตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    แบงก์ขานรับ ‘นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ’ ออมสินลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท

    ทั้งยังเป็นการบรรเทาภาระหนี้แก่ลูกหนี้รายย่อยและกระตุ้นการบริโภค ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจในภาพรวม ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไปที่สนใจยื่นขอกู้สินเชื่อธนาคารออมสิน สามารถติดต่อที่ธนาคารออมสินทุกสาขา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115

    ทั้งนี้ ธนาคารจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเดิมไว้ให้นานที่สุด เพื่อรักษาประโยชน์ของผู้ฝากเงินให้ได้รับผลตอบแทนจากการออม จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-business/digital-marketing/862260&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00DclwaMWbD9udmQ_YIThj

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 27/03/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 27/03/69

    วันที่ 27 มี.ค.2569 ส่องกล้องมองตลาดหุ้นไทยตัวไหนน่าลงทุนประจำวันที่ 27 มีนาคม 2569 โต๊ะเศรษฐกิจสยามรัฐอินไซด์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/137492&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u-xabTZIazMJvGfPZYVS6

  • รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ยินดีต้อนรับ “ข้าราชการบรรจุใหม่” รุ่นที่ 134 สู่ครอบครัว พช. มุ่งปั้นบุคลากรคุณภาพ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ทั่วประเทศ

    รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ยินดีต้อนรับ “ข้าราชการบรรจุใหม่” รุ่นที่ 134 สู่ครอบครัว พช. มุ่งปั้นบุคลากรคุณภาพ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ทั่วประเทศ

    รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ยินดีต้อนรับ “ข้าราชการบรรจุใหม่” รุ่นที่ 134 สู่ครอบครัว พช. มุ่งปั้นบุคลากรคุณภาพ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ทั่วประเทศ


    27/03/2569 | 30 | |

    รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ยินดีต้อนรับ “ข้าราชการบรรจุใหม่” รุ่นที่ 134 สู่ครอบครัว พช. มุ่งปั้นบุคลากรคุณภาพ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ทั่วประเทศ

    วันที่ 27 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่บุคลากรกรมการพัฒนาชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาข้าราชการที่อยู่ระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ (กระบวนการที่ 1 การปฐมนิเทศ) รุ่นที่ 2 เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างทัศนคติที่ดีในการเริ่มต้นชีวิตรับราชการ พร้อมก้าวสู่การเป็น “ข้าราชการที่ดี” ที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน

    กรมการพัฒนาชุมชน ขอแสดงความยินดีและต้อนรับข้าราชการบรรจุใหม่รวมจำนวน 101 ราย เข้าสู่ครอบครัวกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย นักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ (พัฒนากร) รุ่นที่ 134 จำนวน 93 ราย, เจ้าพนักงานธุรการ จำนวน 7 ราย และเจ้าพนักงานพัฒนาชุมชน (พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้) จำนวน 1 ราย ซึ่งทุกท่านคือพลังสำคัญที่จะร่วมขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ ปฏิบัติหน้าที่เคียงข้างพี่น้องประชาชนตามปณิธาน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

    นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้กล่าวเพื่อเป็นแนวทางและเข็มทิศในการปฏิบัติงานแก่ข้าราชการใหม่ว่า การลงพื้นที่ทำงานพัฒนาชุมชนนั้น สิ่งสำคัญประการแรกคือต้องรู้จักคนและผู้นำในพื้นที่ เพื่อให้ทราบว่าใครที่จะสามารถเป็นที่พึ่งและสนับสนุนการทำงานร่วมกับเราได้ ข้าราชการทุกคนจึงต้องหมั่นศึกษา เรียนรู้ และพัฒนาตนเองอยู่เสมอเพื่อให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำถึงทักษะการสื่อสารว่า ต้องกล้าและสามารถสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนให้ได้ และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างการยอมรับและความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชนในพื้นที่ โดยต้องรู้จักวางตัวให้เหมาะสมกับบทบาทภารกิจ เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจในการร่วมกันขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/344108&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KpXY0feqky6jCtZomWwI4

  • รมช.มหาดไทย “ศศิธร” ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ติดตามการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน “โคก หนอง นา” และส่งเสริมการจัดการตลาดชุมชน เชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน

    รมช.มหาดไทย “ศศิธร” ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ติดตามการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน “โคก หนอง นา” และส่งเสริมการจัดการตลาดชุมชน เชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน

    รมช.มหาดไทย “ศศิธร” ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ติดตามการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน “โคก หนอง นา” และส่งเสริมการจัดการตลาดชุมชน เชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน


    27/03/2569 | 27 | |

    รมช.มหาดไทย “ศศิธร” ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ติดตามการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน “โคก หนอง นา” และส่งเสริมการจัดการตลาดชุมชน เชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน

    วันที่ 27 มีนาคม 2569 นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านการพัฒนาชุมชน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยมีนายภัทริส ณ นคร หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสงัด พืชพันธุ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน นางมุกดา หลิมกุล ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน เจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน และเครือข่ายชุมชน ร่วมลงพื้นที่ และให้ข้อมูลการติดตามในครั้งนี้ด้วย

    ในช่วงเช้า มท.4 และคณะได้เดินทางลงพื้นที่แปลง “โคก หนอง นา พช.” ระดับ CLM ตำบลห้วยน้ำขาว (นายอรุณ สมานลักษณ์) อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์ พร้อมทั้งร่วมกิจกรรม “เอามื้อสามัคคี” และพบปะเครือข่ายโคก หนอง นา ในพื้นที่ เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากประชาชนโดยตรง โดยมีนายจีระศักดิ์ คงธนธาวรสกุล นายอำเภอคลองท่อม นายวีระ เพ็ญจำรัส นักวิชาการพัฒนาชุมชนชํานาญการพิเศษ รักษาราชการแทนพัฒนาการจังหวัดกระบี่ ผู้อำนวยการกลุ่มงาน พัฒนาการอำเภอ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน พร้อมด้วยผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    ในช่วงบ่าย มท.4 ได้ติดตามการดำเนินงานพัฒนาชุมชน และประชุมหารือแนวทางการจัดหาตลาด “โคก หนอง นา อันดามัน” ร่วมกับ เครือข่าย “โคก หนอง นา กระบี่+ตรัง+พังงา” ณ แปลงโคก หนอง นา CLM ตำบลห้วยขาว อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ โดยเน้นย้ำการเชื่อมโยงช่องทางการตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

    การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/344109&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25KVUCblyeF-2AzkqWX0tR

  • “อ.มาโนชญ์” อ่านเกม “ทรัมป์” แค่ยื้อเวลาดึงพันธมิตรช่วยรบ เตือนหายนะใหญ่ อิหร่านขู่ปิด “ช่องแคบบับเอลมันเดบ” เสี่ยงเศรษฐกิจโลกพังทั้งระบบ | TOPNEWS

    “อ.มาโนชญ์” อ่านเกม “ทรัมป์” แค่ยื้อเวลาดึงพันธมิตรช่วยรบ เตือนหายนะใหญ่ อิหร่านขู่ปิด “ช่องแคบบับเอลมันเดบ” เสี่ยงเศรษฐกิจโลกพังทั้งระบบ | TOPNEWS

    สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลื่อนเส้นตายการโจมตีออกไปอีก 10 วัน จนถึงวันที่ 6 เมษายน โดยให้เหตุผลว่าต้องรอดูท่าทีของอิหร่านต่อข้อเสนอของสหรัฐนั้น

    ล่าสุดทางด้าน ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง คณะสังคมศาสตร์ มศว. ได้วิเคราะห์ถึงประเด็นดังกล่าว ผ่านทางรายการจับตาประเทศไทย ช่องท็อปนิวส์ ระบุว่า ท่าทีของทรัมป์ในครั้งนี้เป็นการใช้แรงกดดันเชิงจิตวิทยามากกว่าความตั้งใจจะเปิดฉากสงครามทันที “ผมคิดว่าทรัมป์ครับ ก็จะเน้นขู่ แล้วก็รอดูผลว่าสิ่งที่ตัวเองขู่มันจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ว่ามันก็เป็นสัญญาณที่อันตราย มีความเคลื่อนไหวที่น่ากังวล คือการขยับกำลังทหารของสหรัฐ… แล้วก็มีสัญญาณใน UAE ที่อาจจะเตรียมเข้าสู่สงครามกับอิหร่าน”

    ซึ่งก่อนหน้านี้มีสัญญาณที่น่ากังวลจากการเคลื่อนกำลังทหารของสหรัฐในตะวันออกกลาง รวมถึงความเป็นไปได้ที่บางประเทศในอ่าวอาหรับ เช่น UAE อาจถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง ทำให้การเลื่อนเส้นตายหลายครั้ง สะท้อนว่าสหรัฐกำลัง “ซื้อเวลา” เพื่อพยายามดึงพันธมิตรอาหรับเข้าร่วม ก็เห็นถึงสัญญาณไม่ดีหลายครั้ง แล้วทรัมป์ก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีก ไปเรื่อย ๆ

    “มันคือการเลื่อนเวลา เพื่อรอและโน้มน้าวอาหรับให้เข้ามา ซึ่งเกือบสำเร็จแล้ว แต่ถูกปากีสถานกับตุรกีขวางไว้”

    ทั้งนี้ ผศ.ดร.มาโนชญ์ ยังมองว่า ในด้านการเจรจา สหรัฐได้เสนอเงื่อนไข 15 ข้อ โดยมีสาระสำคัญ เช่น การยกเลิกคว่ำบาตร แลกกับการจำกัดโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน แต่อิหร่านปฏิเสธ เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในข้อตกลงลักษณะนี้

    “อิหร่านไม่เอาด้วย เพราะมีบทเรียนจากลิเบียหรืออิรัก ที่ยอมจำกัดกำลังตัวเองแล้วสุดท้ายก็ถูกโค่นล้ม การยื่นข้อเสนอของทั้งสองฝ่ายเป็นเพียง เกมการเมืองเพื่อสร้างความได้เปรียบ เขารู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่รับ แต่มันเป็นสิ่งที่ใช้พูดคุยกันก่อนสงคราม ขณะเดียวกัน วาทกรรมตอบโต้ระหว่างสองฝ่ายยังดำเนินต่อเนื่อง โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่ง มันเป็นการแสดงว่าใครเป็นฝ่ายได้เปรียบ แล้วก็มีการเยาะเย้ยกัน”

    สำหรับท่าทีของสหรัฐ ผศ.ดร.มาโนชญ์ ชี้ว่าแม้จะมีการข่มขู่ทางทหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าวอชิงตันต้องการทำสงครามจริง เพราะถูกอิสราเอลกดดันอย่างหนัก ในขณะที่อิหร่านเองก็เริ่มส่งสัญญาณตอบโต้ โดยอาจเปิดแนวรบใหม่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ อาจเปิดแนวรบใหม่ เช่น การปิดช่องแคบบับอัลมันเดบ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกมาก ๆ

    “ผมคิดว่าอิหร่านเองเค้าก็เข้าใจนะครับ ว่าวันนี้มันอันตราย เค้าจึงส่งสัญญาณว่าอาจจะมีการเปิดแนวรบใหม่ครับ ที่นั่นก็คือตรงทะเลแดง ก็คือการปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งเราก็เคยคุยกันมาก่อนนะ ถ้ามีการปิดตรงนี้เนี่ย นั่นจะเป็นหายนะ ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของโลกเลย คือช่องแคบตรงนี้เนี่ย มันเป็นเส้นทางขนส่ง สินค้าและพลังงานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลก

    ซึ่งมันเชื่อมทะเลแดงกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนผ่านคลองสุเอซ เพราะฉะนั้นสินค้า ทั้งจากยุโรปมาเอเชีย เอเชียไปยุโรปมันจะต้องผ่านเส้นทางตรงนี้ ดังนั้นถ้ามันถูกปิด การขนส่งสินค้าเนี่ยมันจะทำไม่ได้ มันจะต้องไปอ้อมแอฟริกา ซึ่งมันจะเพิ่มต้นทุนการขนส่งอย่างสูง แล้วก็ปัญหาเงินเฟ้ออะไรต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้น และเป็นวิกฤตที่สำคัญ มันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ท้ายที่สุดแล้วเนี่ย

    มันจะนำไปสู่การที่ผมเคยเรียนไปว่า มันจะเป็นการใช้จุดยุทธศาสตร์และพลังงานเนี่ย เป็นเครื่องมือในการบีบให้แต่ละประเทศต้องเลือก ว่าคุณจะอยู่ฝ่ายไหน คุณจะเจรจากับฝั่งนึงเพื่อการเดินเรือที่สะดวก เพื่อซื้อพลังงาน หรือคุณจะไปเข้าร่วมกับอีกฝั่งหนึ่ง
    เพื่อทำสงครามเปิดเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก”

    ผศ.ดร.มาโนชญ์ กล่าวอีกว่า “การตัดสินใจนี้ มันจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแบ่งข้างกัน ชัดเจนมากยิ่งขึ้น อย่างวันนี้เราเห็นแล้วว่า ถ้าใครที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน หรือไม่ใช่พวกของสหรัฐอเมริกาก็สามารถที่จะเดินเรือได้ แต่ถ้าใครเป็นเรือของอเมริกา หรือเรือของอิสราเอล เค้าก็ไม่ให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถ้าเค้าใช้วิธีการแบบนี้กับช่องแคบบับอัลมันเดบด้วย มันก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์หนักขึ้น ดังนั้นเส้นทางตรงนี้เป็นอีกจุดนึงที่ผมคิดว่า สำคัญมากๆ แล้วก็เป็นอีกไพ่ใบสำคัญของฝั่งอิหร่าน ที่ตอนนี้หยิบยกขึ้นมาขู่แล้ว”

    นอกจากนี้ กลุ่มฮูตี ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน ยังถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญในพื้นที่ทะเลแดง กลุ่มฮูตีมีศักยภาพปิดทะเลแดงได้ และสหรัฐก็ยังจัดการไม่ได้ มองว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังอยู่ในลักษณะ “เกมยื้อเวลา” แต่มีความเสี่ยงจะยกระดับเป็นความขัดแย้งขนาดใหญ่ หากเงื่อนไขทางการเมืองและพันธมิตรเปลี่ยนแปลง และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ยิ่งมีโอกาสรุนแรงขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1529597&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mF9F0rtt61LeEMbsGQci2

  • สงครามฉุดจีดีพีโตแค่1.4% SCB EIC คาดเงินเฟ้อพุ่งสูง3.2%

    สงครามฉุดจีดีพีโตแค่1.4% SCB EIC คาดเงินเฟ้อพุ่งสูง3.2%

    วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% จากเดิม 1.8% จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3.2% โดยประเมิน 3 ฉากทัศน์ คือ 1.กรณีฐาน (Base) ความขัดแย้งจบลงภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 2.กรณีเลวร้าย (Adverse) ยืดเยื้อ 4 เดือน มีการทำลายแหล่งผลิต ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยอยู่ที่ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ 3.กรณีรุนแรง (severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง แหล่งผลิตถูกทำลายหนัก ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    สงครามนี้ยังจะทำให้ต้นทุนขนส่งเร่งตัว วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยกำลังขยายผลวงกว้างเป็น “วิกฤตสองทาง” ทั้งจากสินค้าพลังงานและจากการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากการเร่งตัวของราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึงราว 8% ของ GDP และมีสัดส่วนสินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูงราว 12-13% 12-13% ตลอดจนมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำ ผลกระทบของสงครามจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับ Stagflation จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น รวมทั้งอาจสร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านการขาดดุลใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลังมากขึ้น

    ทั้งนี้ช่องทางหลักของการส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีดังนี้ 1.ภาคการค้าระหว่างประเทศ 2.ภาคการท่องเที่ยว 3.การบริโภคภาคเอกชน 4.ภาคธุรกิจเผชิญต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการขาดแคลนวัตถุดิบ และ 5.ตลาดการเงินผันผวนสูง

    สำหรับทางออก ภาครัฐควรปรับไปใช้มาตรการ 3T เพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะสั้น และสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว คือ 1.Targeted ช่วยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกระทบแรง 2.Temporary การบริหารราคาพลังงานในลักษณะ Managed Float คือ ทยอยปรับขึ้น และ 3.Transform ใช้วิกฤติเป็นโอกาสปรับตัวเพิ่มความมั่นคงพลังงาน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/955026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nE0LaEpzgL_bSHxy6LIYA

  • Isuzu คาด ประชาชนชะลอการซื้อรถ หลังเศรษฐกิจยังขาดปัจจัยบวกมาหนุน

    Isuzu คาด ประชาชนชะลอการซื้อรถ หลังเศรษฐกิจยังขาดปัจจัยบวกมาหนุน

    Isuzu ประเมินสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง และสภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังรอปัจจัยบวกมาหนุน อาจทำให้ประชาชนชะลอการตัดสินใจซื้อรถออกไปก่อน

    มร. ฮิโรยาสุ ซาโต้ กรรมการผู้จัดการ  บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด หรือ Isuzu กล่าวว่า สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ตอนนี้ภาพรวมยังประเมินได้ยาก ยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อก็จะยิ่งส่งผลเสีย และไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร เราก็อยากจะให้คลี่คลายโดยเร็ว 

    อย่างไรก็ตามสถานการณ์นี้ส่งผลให้ลูกค้าบางส่วนในต่างจังหวัดเริ่มชะลอการตัดสินใจซื้อรถออกไปก่อน เนื่องจากมีความกังวลเรื่องสถานการณ์น้ำมันขาดแคลน แต่หากมองในแง่ดี ในภาวะที่น้ำมันมีความไม่แน่นอนเช่นนี้ จุดแข็งของอีซูซุ คือ รถที่ประหยัดน้ำมัน ซึ่งเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดให้กับลูกค้า

    ทั้งนี้เรื่องของสงครามนั้น ไม่ได้ส่งผลต่อการผลิตในไทย แต่มีผลกระทบด้านการขาย ลูกค้าอาจชะลอการตัดสินใจซื้อตามที่ได้อธิบายไว้ ส่วนเรื่องความต้องการรถ EV จะมากขึ้นหรือไม่นั้น ณ ตอนนี้ อาจจะไม่ใช่คำตอบที่จะสรุปได้โดยง่าย เพราะสถานการณ์
การขาดแคลนน้ำมันกระทบทั้งน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน

    ขณะเดียวกันราคาไฟฟ้าก็สูงขึ้นด้วย ต้องพิจารณาหลาย ๆ ปัจจัยประกอบ อีกทั้งประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ก็ได้มีการรณรงค์ให้ประหยัดพลังงาน ปัญหาพลังงานนี้จึงเป็นเรื่องที่กระทบกับวงการพลังงานทั้งหมดทั่วโลก 

    มร. ฮิโรยาสุ กล่าวว่า ส่วนของไลน์การผลิตรถอีซูซุในไทยนั้น หรือไม่ สงครามที่เกิดขึ้นยังไม่ส่งผลกระทบกับอีซูซุ แต่ในส่วนของการส่งออกนั้น อาจจะได้รับผลกระทบอยู่บ้าง ขอย้ำว่า ยังไม่สามารถประเมินตัวเลขผลกระทบที่ชัดเจนได้ เพราะไม่ทราบว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อแค่ไหน รวมถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ล้วนมีผลต่อการประเมินตัวเลขของอีซูซุในอนาคต อย่างไรก็ตาม ได้เตรียมความพร้อมเสมอที่จะส่งออกไปยังกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง เพราะตลาดตะวันออกกลางเป็นตลาดสำคัญ

    สำหรับสถานการณ์ตลาดรถยนต์โดยรวม และตลาดรถปิกอัพในปี 2569 เบื้องต้น คาดการณ์ตลาดรถยนต์รวมในไทย ประมาณ 640,000 คัน ตลาดรถปิกอัพรวมทุกยี่ห้อประมาณ 151,000 คัน ยอดจำหน่ายของอีซูซุ รวมทุกประเภท 77,500 คัน (เป็นรถปิกอัพประมาณ 54,000 คัน) ซึ่งตัวเลขดังกล่าวทั้งหมด เป็นการคาดการณ์ก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง ดังนั้น อาจต้องมีการปรับตัวเลขใหม่อีกครั้งตามสถานการณ์จริงอีกครั้ง

    อย่างไรก็ตาม หากหันมาพิจารณาถึงปัจจัยภาวะสงคราม รัฐบาลควรช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมเพื่อทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยดีขึ้น ใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 

    เรื่องไฟแนนซ์: การพิจารณาสินเชื่อที่ผ่านมามีความเข้มงวดมาก คาดหวังว่าถ้า บริษัทไฟแนนซ์จะเริ่มผ่อนคลายมาตรการลง จะทำให้สถานการณ์ตลาดปิกอัพดีขึ้นได้

    การส่งออกและภาคการเกษตร: ปีที่แล้วมีปัญหาการตอบโต้ภาษีของทรัมป์ หลังจากที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว อุตสาหกรรมนี้ก็น่าจะดีขึ้น อีซูซุต้องดูปัจจัยนี้ประกอบด้วย

    นโยบายรัฐบาล: ความคาดหวังต่อนโยบายของรัฐบาล หลังจากการเลือกตั้งได้จบลง ก็อยากให้รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคง ดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ดีขึ้น ให้ความสำคัญกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าที่เป็นอยู่

    อย่างไรก็ตาม เราได้คาดการณ์ว่าครึ่งหลังของเศรษฐกิจปีนี้น่าจะดีขึ้น แต่เกิดปัญหาสงครามตะวันออกกลางขึ้นก่อน ซึ่งไม่รู้จะส่งผลอย่างไรตามมา เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

    “กลยุทธ์ของเราคือการเน้นสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ ให้ลูกค้าไว้วางใจเลือกใช้รถที่ประหยัดน้ำมัน เน้นมาตรฐานการดูแลรักษารถ และให้การบริการหลังการขายที่ดี และตอกย้ำว่าอีซูซุเป็นแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยและสังคมไทยทุกสถานการณ์ต่อไป ตามแนวคิด  Isuzu Trusted Buddy รวมถึงหากมีการผ่อนคลายด้านความเข้มงวดของมาตรการไฟแนนซ์ เราก็คาดหวังว่าตลาดรถปิกอัพก็น่าจะดีขึ้นตาม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2922840&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gZoc6qKlSW2en-dygAJap

  • นายกฯ พร้อมทีมเศรษฐกิจ เปิดใจ แผนรับมือวิกฤตพลังงาน | TOPNEWS

    นายกฯ พร้อมทีมเศรษฐกิจ เปิดใจ แผนรับมือวิกฤตพลังงาน | TOPNEWS

    นายกฯ พร้อมทีมเศรษฐกิจ เปิดใจ แผนรับมือวิกฤตพลังงาน

    • เผยแพร่ : 27/03/2026 21:17

    รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมติดตามเวที “Meet the Press” 1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมทีมเศรษฐกิจ จะมาร่วมพูดคุยถึงสถานการณ์และแนวทางการรับมือของภาครัฐ ในวันพรุ่งนี้ (28 มี.ค.) เวลา 10.00 – 12.00 น.

    ขณะเดียวกัน ภาครัฐได้ออกมาตรการช่วยเหลือ ชดเชยค่าน้ำมันให้กับภาคขนส่ง ไม่ให้กระทบราคาสินค้า เป็นเวลา 1 เดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1530045&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20WiZzwNZo6SeiAkxRtuFD

  • สภาพัฒน์ จ่อชง รัฐบาลใหม่ เร่งคลอด คนละครึ่ง เฟสใหม่ หลังแถลงนโยบาย

    สภาพัฒน์ จ่อชง รัฐบาลใหม่ เร่งคลอด คนละครึ่ง เฟสใหม่ หลังแถลงนโยบาย

    สภาพัฒน์ จ่อชง รัฐบาลใหม่ เร่งคลอด คนละครึ่ง เฟสใหม่ หลังแถลงนโยบาย

    วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.27 น.

    “สภาพัฒน์” จ่อชงรัฐบาลใหม่ เร่งคลอด “คนละครึ่ง เฟสใหม่” หลังแถลงนโยบาย ก่อนวางงบฯ 70 ทำเฟสต่อไป เพื่อช่วยประชาชนท่ามกลางวิกฤตสงคราม

    วันที่ 27 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เตรียมจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตพลังงาน โดยนอกเหนือจาก 7 มาตรการ ที่ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวานนี้ (26 มี.ค.) ที่เป็นการพุ่งเป้าช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม อาทิ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่งและผู้ให้บริการรถสาธารณะ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งไม่ให้กระทบกับราคาสินค้ามากและไม่ทำให้เงินเฟ้อขึ้นเยอะนั้น

    ส่วนการช่วยเหลือกลุ่มคนชั้นกลาง ที่กำลังมีการเรียกร้องอยู่ในขณะนี้ ได้มีการเตรียมไว้หมดแล้ว ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่ มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา สิ่งที่ควรจะเริ่มดำเนินการทันที อาทิ โครงการคนละครึ่ง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งต้องเร่งออกมาอย่างน้อย 1 เฟส หลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่มีอำนาจเต็ม แต่ถึงอย่างไรก็ต้องดูในเรื่องของงบประมาณประกอบด้วย จากนั้นจะต้องเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และจึงค่อยดำเนินการโครงการคนละครึ่ง เฟสถัดไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/955177&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09kZiJCko0AQEx18EslXol