Category: เศรษฐกิจ

  • “ชาวอเมริกัน” นัดประท้วงใหญ่ แสดงพลังต้านทรัมป์ ปมเศรษฐกิจ-สงคราม

    “ชาวอเมริกัน” นัดประท้วงใหญ่ แสดงพลังต้านทรัมป์ ปมเศรษฐกิจ-สงคราม

    ผู้สื่อข่าวรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจาก NBC News ระบุว่า กระแสความไม่พอใจของประชาชนในสหรัฐฯ ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเด็นการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งรวมถึงการทำสงครามกับ อิหร่าน ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าอาจขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน ปัญหาราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงนโยบายเนรเทศผู้อพยพขนานใหญ่ (Mass Deportation) ที่ทวีความเข้มข้น ล้วนยิ่งซ้ำเติมความไม่พอใจของประชาชนในวงกว้าง

    ด้าน Sarah Parker ผู้ประสานงานระดับชาติของกลุ่ม 50501 เปิดเผยในการแถลงข่าวว่า นับตั้งแต่การประท้วงภายใต้ชื่อ “No Kings” ครั้งก่อน ประชาชนต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาน้ำมันและอาหาร ขณะที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าดำเนินนโยบายทางทหารในอิหร่าน นอกจากนี้ เธอยังประณามเหตุการณ์ความรุนแรงที่ส่งผลให้พลเมืองอเมริกันเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมย้ำว่า “คนอเมริกันกำลังโกรธแค้น และพวกเขาคือกลุ่มคนที่ออกมาเรียกร้องว่า ประเทศนี้ต้องไม่มีผู้ปกครองที่ใช้อำนวจอยู่แล้ว

    ทั้งนี้ ผลสำรวจล่าสุดจาก NBC News ยังสะท้อนว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการบริหารจัดการของประธานาธิบดีในหลายประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายตรวจคนเข้าเมือง สถานการณ์สงคราม และภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงกดดันเศรษฐกิจภายในประเทศ

    สำหรับชนวนเหตุสำคัญที่จุดกระแสความไม่พอใจในระลอกนี้ เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในรัฐ มินนิโซตา เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่วนกลางที่ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจเนรเทศผู้อพยพ ถูกกล่าวหาว่าใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ส่งผลให้ Alex Pretti และ Renee Good พลเมืองอเมริกันเสียชีวิต เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวในการใช้อำนาจรัฐ และถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญในการประท้วงครั้งนี้

    ขณะเดียวกัน แกนนำจากกลุ่มแนวคิดก้าวหน้า อาทิ ACLU, Indivisible และ MoveOn คาดการณ์ว่าการประท้วงครั้งที่ 3 จะมีขนาดใหญ่กว่าสองครั้งก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยอ้างอิงจากสถิติในเดือนตุลาคมที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 7 ล้านคนทั่วโลก

    ที่น่าสนใจคือ กว่า 50% ของสถานที่จัดกิจกรรมในครั้งนี้ อยู่ในรัฐที่เป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน (Red States) หรือรัฐสมรภูมิเลือกตั้ง (Battleground States) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากระแสความไม่พอใจได้ขยายตัวข้ามเส้นแบ่งทางการเมือง และกลายเป็นประเด็นระดับชาติที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/822385&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vxTGvS2xnoB__P95avdlu

  • เมื่อ “เศรษฐกิจดอกไม้” เติบใหญ่และเบ่งบานในจีน (1)

    เมื่อ “เศรษฐกิจดอกไม้” เติบใหญ่และเบ่งบานในจีน (1)

    ‪ภายใต้ความพยายามในการ “เปิดกว้าง” และ “ปฏิรูป” เศรษฐกิจตามแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) จีนเดินหน้าสร้างสรรค์ “การพัฒนาคุณภาพสูง” ด้วยโมเดลการพัฒนาที่ใหม่และหลากหลาย อาทิ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เศรษฐกิจสีคราม (Blue Economy) เศรษฐกิจยามราตรี (Night Economy) และอื่นๆ ‬‬‬‬‬‬‬‬‬

    และอีกหนึ่งโมเดลใหม่ที่ออกมาในช่วงฤดูใบไม้ผลิก็ได้แก่ “เศรษฐกิจดอกไม้” (Flower Economy) เราตามไปส่องกันว่าจีนจะใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจดอกไม้ได้มากน้อยเพียงใด …

    ในอดีต เมื่อกล่าวถึงเศรษฐกิจดอกไม้ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเนเธอร์แลนด์ ในฐานะผู้นำระดับโลกในด้านการผลิต และการค้าดอกไม้ จนได้รับการขนานนามว่า “เมืองหลวงแห่งดอกไม้โลก” 

    อย่างไรก็ดี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตและบริโภคดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เศรษฐกิจดอกไม้ของจีน นับเป็นอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมธุรกรรมทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง ไล่ตั้งแต่ การเพาะปลูก การค้า การบริโภค การท่องเที่ยว และการส่งออก

    ในฐานะที่เป็น “มาตุภูมิของพืชสวนโลก” จีนถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ในพืชและดอกไม้ป่าหลายสายพันธุ์ อาทิ โบตั๋น เบญจมาศ และ กุหลาบ มรดกทางพันธุกรรมเหล่านี้เป็นเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของการพัฒนาอุตสาหกรรมดอกไม้ของจีน

    ปัจจุบัน จีนมีพื้นที่เพาะปลูกดอกไม้รวมกันราว 8.7 ล้านไร่ มากกว่าขนาดพื้นที่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ใหญ่ที่สุดของพื้นที่ภาคใต้ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมดอกไม้ก็ก่อให้เกิดการจ้างงานโดยตรงมากกว่า 5.3 ล้านคน ราว 5 เท่าตัวของจำนวนประชากร ของสุราษฎร์ธานีเลยทีเดียว

    จากข้อมูลของสํานักงานบริหารป่าไม้และทุ่งหญ้าแห่งชาติ จีนได้พัฒนาคลัสเตอร์การผลิตดอกไม้สำคัญใน 7 แห่ง ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จนกลายเป็นห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง และมีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

    โดยพื้นที่ที่ใหญ่และสำคัญที่สุดก็ได้แก่ มณฑลยูนนาน คิดเป็น 40% ของการผลิตโดยรวมของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านดอกไม้สด สถิติระบุว่า ราว 7 ใน 10 ของดอกไม้ตัดสดที่จำหน่ายในจีนมาจากยูนนาน

    รองลงมาได้แก่ มณฑลกวางตุ้งและฝูเจี้ยน ซึ่งโดดเด่นในด้านพืชใบกว้าง ขณะที่ เมืองชิงโจว (Qingzhou) ในมณฑลซานตงที่ขึ้นชื่อในเรื่องดอกไม้กระถาง มณฑลเจ้อเจียงและเจียงซู ที่เน้นต้นกล้าประดับ และ เมืองจิ่วฉวน (Jiuquan) ในมณฑลกานซู่ที่เชี่ยวชาญในการผลิตเมล็ดพันธุ์ดอกไม้

    นอกจากนี้ จีนยังวางแผนการพัฒนาพื้นที่ในด้านซีกตะวันตกของจีน ซึ่งใหญ่และหลากหลายกว่าพื้นที่เพาะปลูกในปัจจุบันอีกกว่าเท่าตัว ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสไปท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อนที่มณฑลชิงไห่ แต่สิ่งที่ผมประทับใจจุดแรกกลับเป็น ทุ่งดอกคาโนลา (Canola) บริเวณรอบๆ ทะเลสาบชิงไห่ 

    ท่านผู้อ่านอาจต้องเสียค่าเข้าพื้นที่เล็กน้อย ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเจรจา ครั้งนั้นผมมีเพื่อนที่เป็นคนท้องถิ่นร่วมเดินทางไปด้วย ก็เลยประหยัดตังค์ได้มากโขอยู่ แต่ผมรับรองว่า ท่านสามารถไปนอนเกลือกกลิ้งถ่ายภาพได้อย่างสบายอารมณ์
    แน่นอนว่า เมื่อได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม จีนจะมีพื้นที่ด้านซีกตะวันตกของจีน สำหรับการเพาะปลูกดอกไม้ของจีนอีกนับเท่าตัวในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน มณฑลยูนนานยังเป็นพื้นที่ซื้อขายดอกไม้สดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเซีย โดยมีปริมาณการซื้อขายราว 15,000 ล้านดอกต่อปี ท่านผู้อ่านที่ชื่นชอบดอกไม้ ต้องหาเวลาไปเดินเยี่ยมชมตลาดซื้อขายดอกไม้ในจีนดูสักครั้งหนึ่ง 

    อย่างใน นครคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลยูนนาน ด้านซีกตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ก็มีตลาดดอกไม้หลายแห่ง ที่โดดเด่นมากที่สุดก็ได้แก่ ตลาดดอกไม้โต่วหนาน (Dounan Flower Market) ซึ่งถือเป็นตลาดดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเอเซียในปัจจุบัน โดยมีการซื้อขายดอกไม้ 1,600 สายพันธุ์จำนวนรวมถึง 40 ล้านดอกต่อวัน ผ่านตลาดนี้ จนได้สมญานามว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งดอกไม้ภูมิภาคเอเซีย”

                                          เมื่อ “เศรษฐกิจดอกไม้” เติบใหญ่และเบ่งบานในจีน (1)

    หากท่านผู้อ่านจะไปชื่นชมความสวยงามของดอกไม้ ถ่ายภาพ ซื้อดอกไม้ปลีก หรือ เดินเล่นแบบชิลล์ๆ ในตลาดนี้ ผมแนะนำว่า ท่านควรหารองเท้าที่สวมใส่สบาย เพราะพื้นที่ตลาดมีขนาดใหญ่มาก และไปในช่วงเช้าระหว่าง 08.30-11.00 น. เพราะผู้คนยังไม่หนาแน่นมากนัก 

    ทั้งนี้ ชั้นแรกเป็นพื้นที่จำหน่ายดอกไม้สดและดอกไม้แห้ง ขณะที่ชั้นที่ 2 เป็นพื้นที่ของคนรักไม้อวบน้ำ (Succulents) ผมรับรองว่า เวลาของท่านที่ชื่นชอบดอกไม้จะผ่านไปรวดเร็วอย่างไม่คาดคิด
    แต่หากต้องการไปดูบรรยากาศการประมูล การค้าส่ง และ การขนส่งดอกไม้จำนวนมหาศาล ผมก็ขอแนะนำให้เดินทางไปตลาดนี้ยามค่ำคืน หลัง 20.30 น. เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความคึกคักอย่างมาก 

    ผมขอเตือนไว้ก่อนว่า ท่านจะรู้สึกถึงความพลุกพล่านและจอแจของรถราในตลาดตั้งแต่ช่วงเย็น และอาจนึกเสียดายตังค์ที่ซื้อดอกกุหลาบช่อใหญ่ในช่วงเช้าก็เป็นได้ เพราะราคาดอกกุหลาบช่อใหญ่นั้นอาจมีราคาเพียงไม่กี่หยวนในยามค่ำคืน   

    ขณะที่ ตลาดนกและดอกไม้จิงซิง (Jingxing Bird and Flower Market) ก็เหมาะสำหรับคนที่ชอบดอกไม้ ต้นไม้ บอนไซ และ นก รวมทั้งงานฝีมือและของสะสมโบราณอีกด้วย 

    และ ตลาดดอกไม้เจียม่ง (Jiamong Flower Market) ตลาดนี้ดีสำหรับคนที่ไม่ชอบความพลุกพล่านของผู้คน และนอกจากดอกไม้สดแล้ว เรายังอาจได้ชื่นชมความสวยงามของดอกไม้ประดิษฐ์ งานฝีมือจากดอกไม้ และสมุนไพรจีนในตลาดแห่งนี้อีกด้วย

    ผมเชื่อว่าท่านจะตะลึงกับความใหญ่ของตลาดที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน ความหลากหลายของดอกไม้นานาพันธุ์ และราคาที่แสนถูกของไม้ดอก ขนาดไม่ได้ตั้งใจจะไปซื้อ และไม่รู้จะขนกลับเมืองไทยอย่างไร หลายคนก็ยังอดซื้อดอกไม้สดหลากสีไปมอบ “ความสุข” และสร้าง “รอยยิ้ม” ให้คนในคณะที่ไม่ได้เดินทางไปตลาดด้วยกันมากมาย 

    ระหว่างเดินเยี่ยมชมตลาดดอกไม้เหล่านี้ ผมเองยังอดเปรยกับเพื่อนที่ไปสำรวจตลาดด้วยกันไม่ได้ว่า ถ้าใช้ชีวิตอาศัยอยู่ที่คุนหมิง ผมคงซื้อดอกไม้สดเหล่านี้ไปตกแต่งบ้านแบบไม่เว้นแต่ละวัน อุตสาหกรรมดอกไม้จึงช่วยสร้างความสุขภาคประชาชนในวงกว้างอีกด้วย

    นอกจากช่องทางจัดจำหน่ายออฟไลน์ ความต้องการออนไลน์กำลังกลายเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตใหม่สำหรับตลาดดอกไม้

    รายงานการผลิตและการตลาดดอกไม้ของจีน ที่เผยแพร่โดยสมาคมดอกไม้จีน (China Flower Association) ระบุว่า การค้าดอกไม้ออนไลน์ในปี 2025 มีมูลค่าราว 165,000 ล้านหยวน คิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดการค้าปลีกดอกไม้โดยรวม และเติบโต 4 ปีต่อเนื่องกัน ส่วนหนึ่งได้อานิสงค์จากการพัฒนาระบบการค้าออนไลน์และบริการโลจิสติกส์ ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างทันท่วงที

    กำลังสนุกเลย แต่ผมขอยกยอดไปเจาะลึกเรื่องช่องทางจัดจำหน่าย พัฒนาการด้านการเพาะปลูก การตลาด โลจิสติกส์ และอื่นๆ ของอุตสาหกรรมดอกไม้ของจีนกันในตอนหน้าครับ …

    เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ  ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน

    คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย…ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4186  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/Chinese-dragon/655086&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2f0jwI2ZslsMn9euI2fBW2

  • ‘

    คุณจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดวิสัยทัศน์การวางตำแหน่งประเทศไทยสู่ “จุดหมายปลายทางแห่งการเยียวยาระดับโลก” บนเวที Techsauce Healthspan Festival 2026

    เศรษฐกิจเชิงสุขภาวะมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ และโอกาสของไทย

    การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพไม่ใช่เทรนด์ใหม่สำหรับประเทศไทย แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่ ททท. ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี ด้วยเหตุผลที่ชัดเจน นี่คือตลาดคุณภาพที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง และเป็นหัวใจของการขยับทิศทางจากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยว มาสู่การเน้นมูลค่า

    ตัวเลขจากสถาบันสุขภาวะโลก (Global Wellness Institute) ยืนยันภาพนี้อย่างชัดเจน ในปี 2024 เศรษฐกิจเชิงสุขภาวะทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 200 กว่าล้านล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 7% ต่อปีในช่วงปี 2024-2029 ซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยมีศักยภาพจะคว้าส่วนแบ่งได้อย่างเต็มที่

    จาก “นักท่องเที่ยว” สู่ “นักเดินทางที่มีเป้าหมาย”

    คุณจิระวดีชี้ให้เห็นว่า มุมมองของ ททท. ต่อนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปแล้ว หากมองเฉพาะ ‘นักท่องเที่ยว’ ทั่วไป ภาพจะแคบเกินไป ในยุคปัจจุบัน ททท. มองผู้เดินทางในฐานะ ‘นักเดินทาง’ ที่มีเป้าหมายในการเดินทางอย่างชัดเจน

    กลุ่มนักเดินทางเชิงสุขภาพไม่ใช่นักท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนทั่วไป แต่เป็นกลุ่มนักเดินทางเชิงฟื้นฟู (Regenerative Travel) ที่เน้นประสบการณ์เป็นสำคัญ พวกเขาต้องการเดินทางแล้วกลับไปมีพลังงานเพิ่มขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ใช่แค่พักผ่อนแบบทั่วไป

    ต้นทุนที่ครบครัน จากเหนือจรดใต้

    จุดแข็งสำคัญของประเทศไทยคือความหลากหลายของสินทรัพย์ด้านสุขภาวะที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค โดย ททท. วางตำแหน่งให้แต่ละภาคมีจุดขายเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างตรงจุด

    ภาคเหนือ โดดเด่นด้วยการแพทย์พื้นบ้านดั้งเดิม อย่างการย่ำขาง และสมุนไพรพื้นถิ่นที่ใช้ในอุตสาหกรรมสปาและสุขภาวะมาอย่างยาวนาน ภาคกลาง เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลก ด้วยโรงพยาบาลเอกชนที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมทั้งกำลังเติบโตในด้านการดูแลสุขภาพเพื่อการมีอายุยืนยาว (Longevity) อย่างเข้มแข็ง ขณะที่ ภาคอีสานและภาคใต้ ต่างมีเอกลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นเฉพาะตัวที่พร้อมนำเสนอสู่ตลาดโลก

    ที่สำคัญคือทุกสินทรัพย์ด้านสุขภาวะและการแพทย์จะถูกผนวกเข้ากับการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนเสมอ เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวอิสระ (FIT) ที่ต้องการทั้งการดูแลสุขภาพและประสบการณ์การท่องเที่ยวควบคู่กัน

    วิวัฒนาการ 3 ยุค: การแพทย์ → สุขภาวะ → อายุยืนยาว

    เส้นทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยผ่านมาแล้ว 3 ยุค ยุคแรกเริ่มจากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ตั้งแต่ราวปี 2540 โดย ททท. ใช้กลยุทธ์ให้นักเขียนชาวอเมริกันมาเขียนหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในไทย เพราะเรื่องของการแพทย์ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้สื่อสาร ไม่ใช่หน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวพูดเอง

    จากนั้นจึงขยายสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะ และล่าสุดคือการเข้าสู่ยุคของการดูแลเพื่ออายุยืนยาว ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตของนักเดินทางยุคใหม่ที่ต้องการผสมผสานการดูแลสุขภาพระยะยาวเข้ากับการพักผ่อน

    3 เสาหลักของการตลาดด้านสุขภาพและสุขภาวะ

    ททท. แบ่งกลยุทธ์การทำตลาดออกเป็น 3 กลุ่มชัดเจน

    กลุ่มแรกคือ ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ครอบคลุมบริการทางการแพทย์ที่มีศักยภาพสูง กลุ่มที่สองคือ สุขภาวะบนฐานวิทยาศาสตร์ ที่ยกระดับสินทรัพย์อย่างนวดไทยและสมุนไพรด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อยืนยันว่าสิ่งเหล่านั้นให้ประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแท้จริง และกลุ่มที่สามคือ สุขภาวะจากภูมิปัญญาท้องถิ่นบนฐานวิทยาศาสตร์ ที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับองค์ความรู้สมัยใหม่

    เป้าหมายปลายทางคือการสร้างตำแหน่งให้ประเทศไทยเป็น “จุดหมายปลายทางแห่งการเยียวยาระดับโลก”

    ตัวเลขที่บอกว่า “ตลาดนี้คุ้มค่า”

    ข้อมูลพฤติกรรมนักท่องเที่ยวกลุ่มการแพทย์และสุขภาวะยืนยันว่านี่คือตลาดคุณภาพอย่างแท้จริง

    กว่า 86% เป็นนักท่องเที่ยวอิสระที่เดินทางด้วยตัวเอง มีระยะเวลาพำนักในไทยไม่ต่ำกว่า 12 วัน และมีค่าใช้จ่ายต่อคนต่อทริปตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท ขึ้นอยู่กับบริการที่เข้ารับ รูปแบบการเดินทางก็หลากหลาย ตั้งแต่มาเป็นครอบครัวในกลุ่มที่มารักษาพยาบาล ไปจนถึงเดินทางคนเดียวหรือมาเป็นคู่ในกลุ่มดูแลความงามและสุขภาพสตรี

    ตลาดหลักในปัจจุบันมาจากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านสำหรับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ส่วนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะมาจากยุโรปและอินเดียซึ่งกำลังเติบโตอย่างโดดเด่น

    ปี 2026: ปีแห่งการสร้างการยอมรับระดับโลก

    ปีนี้ถือเป็นปีสำคัญสำหรับการวางตำแหน่งของไทยบนเวทีโลก ททท. มีแผนจัดงาน Amazing Thailand Health and Wellness Trade Meet ในวันที่ 23 เมษายน 2026 เป็นเวทีจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ซื้อจากต่างประเทศเกือบ 100 รายกับผู้ประกอบการไทยทั้งกลุ่มการแพทย์และสุขภาวะ

    ไฮไลต์สำคัญอีกงานคือการเป็นเจ้าภาพ การประชุมสุดยอดด้านสุขภาวะโลก (Global Wellness Summit) ที่ภูเก็ตในเดือนกันยายน 2026 โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นหัวเรือใหญ่ การที่งานระดับโลกนี้มาจัดในไทย ถือเป็นการสร้างการยอมรับให้กับประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาวะชั้นนำ

    แคมเปญใหม่ที่นิยามความหรูหราใหม่

    ททท. ปิดท้ายด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “Healing is the New Luxury” (การเยียวยาคือความหรูหราแบบใหม่) ภายใต้โครงการ Thailand Health Excellence 2026 ในฐานะ “บทใหม่แห่งการเยียวยาของโลก” แคมเปญนี้นิยามความหรูหราใหม่ ไม่ใช่สิ่งของหรือวัตถุ แต่คือการเยียวยา

    ตั้งแต่การแช่น้ำในบ่อธรรมชาติที่เกิดขึ้นมากว่า 200 ล้านปี การอาบป่า อาหารไทยที่ทุกส่วนผสมคัดสรรเพื่อบำรุงสุขภาพ ไปจนถึงเทศกาลที่ทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง สารที่ส่งออกไปทั่วโลกคือ ถ้าคุณยังไม่มีบ้านหลังที่สอง ลองทำความรู้จักประเทศไทยให้ลึกซึ้ง แล้วไทยจะเยียวยาคุณเหมือนบ้าน

    ที่มา: สรุปเนื้อหาจาก Session “Global Wellness Destination: ฟื้นเศรษฐกิจไทย ด้วยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/healthtech/thailand-global-wellness-destination-tat-strategy-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XDJUSBasvJpARXEYLwHwL

  • “อนุทิน” ลั่นดัน “คนละครึ่งพลัส” ทันทีหลังตั้งรัฐบาลใหม่ ชูเรือธงกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “อนุทิน” ลั่นดัน “คนละครึ่งพลัส” ทันทีหลังตั้งรัฐบาลใหม่ ชูเรือธงกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้ (28 มี.ค.69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” จะต้องเดินหน้าดำเนินการ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีสถานการณ์ใด ๆ เนื่องจากเป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยให้ไว้กับประชาชน และต้องผลักดันเมื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

    นายกรัฐมนตรี ระบุว่า จากการประเมินโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ในช่วงปลายปี 2568 พบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจ และเรียกร้องให้ดำเนินการต่อ เนื่องจากช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ โดย “ไม่มีตรงไหนรั่วไหลออกนอกประเทศ” และรัฐยังได้รับประโยชน์จากการจัดเก็บภาษี ถือเป็น “Win-Win” ของทุกภาคส่วน

    “พอรัฐบาลเข้ามาจะเร่งดำเนินการผลักดันโครงการนี้ให้ออกมาโดยเร็วที่สุด โครงการนี้เหมือนโครงการ “เรือธง” ที่ทางพวกผมได้ให้สัญญากับพี่น้องประชาชนไว้ เพราะฉะนั้นจะไม่มีความผกผันหรือผันผวน ไม่มีความเกี’ยวยวข้องกับสถานการณ์น้ำมันหรือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง คนละเรื่องกัน อันนั้นเป็นเรื่องของความมั่นคง” นายอนุทิน กล่าว

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงวงเงินว่าจะอยู่ที่สองพันบาท ตามที่เคยสัญญาไว้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ก็พลัสอะครับ” โดยในรายละเอียดและรูปแบบนั้น จากรายงานของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีแนวคิดต้องการ “พลัส” เพิ่มจากเดิม

    “ท่านเอกนิติ ท่านชอบพลัสเพิ่มอยู่แล้ว อาจเป็น ‘พลัส พลัส’ มีเวอร์ชันต่าง ๆ ที่ออกมา อัปสกิล (Upskill) รีสกิล (Reskill) ชัดเจนมากขึ้น โคฟเวอเรจ (Coverage) เพิ่มมากขึ้น” นายอนุทิน กล่าว

    ส่วนข้อสังเกตว่าโครงการจะครอบคลุมผู้เสียภาษีหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า รายละเอียดยังอยู่ระหว่างให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจสรุป และต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยกระทรวงการคลังจะเป็นผู้เสนอเข้าสู่ที่ประชุม

    ทั้งนี้ ย้ำว่าโครงการจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดย “จะพลัสเท่าไหร่ พลัสอะไรเพิ่ม” อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียด แต่ยืนยันว่า “พลัสมากกว่าเดิมแน่นอน” เนื่องจากประชาชนให้ความเชื่อมั่นและตอบรับโครงการดังกล่าวอย่างดี

    “…เกิดขึ้นอย่างแน่นอน จะพลัสเท่าไหร่ พลัสอะไรไปบ้างเพิ่มมากขึ้น แต่พลัสมากกว่าเดิมแน่นอน เพราะว่าประชาชนให้ความมั่นใจและชื่นชมต่อโครงการนี้” นายอนุทิน กล่าวย้ำชัด

    สำหรับวงเงินโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟสแรก อยู่ที่ 44,000 ล้านบาท มาจากงบกลางปี 2568 และงบประมาณปี 2569 โดย “คนละครึ่ง พลัส เฟส 2” ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากมีการยุบสภา และอยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการ

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการแถลงนโยบายเลือกตั้ง ปี 2569 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยกล่าวว่า “ผมยังติดพี่น้องประชาชน อีกคนละ 2,400 บาท ดังนั้นขอให้ผมได้มีโอกาสใช้หนี้ท่าน”

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    “อนุทิน” เตรียมทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. 30 มี.ค. เร่งตั้งรัฐบาลเต็มรูปแบบ

    สภาพัฒน์จ่อชง “คนละครึ่ง” เฟสใหม่ หลังรัฐบาลแถลงนโยบาย สู้ค่าพลังงานพุ่ง

    “เอกนิติ” ย้ำความพร้อม “คนละครึ่งพลัส” เดินหน้าทันทีหลังตั้งรัฐบาลใหม่

    ปิด “คนละครึ่ง พลัส” ยอดใช้จ่าย 84,185.73 ล้านบาท หนุนเศรษฐกิจไทยปี 68 โต 0.2%

    รัฐบาลเบรก! “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 หวั่นขัดรัฐธรรมนูญ หลังยุบสภา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/822370&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j6B7y2LNBbsR6pF85N2yx

  • นักเศรษฐศาสตร์ดัง รูบินี คาดทรัมป์จะยกระดับสงครามกับอิหร่าน

    นักเศรษฐศาสตร์ดัง รูบินี คาดทรัมป์จะยกระดับสงครามกับอิหร่าน

    นักเศรษฐศาสตร์ดัง นูเรียล รูบินี ชี้ทรัมป์มีแนวโน้มจะยกระดับสงครามกับอิหร่าน และจะก่อให้เกิดความเสี่ยง Stagflation “ภาวะเศรษฐกิจโลกชะงักงันเงินเฟ้อสูงแบบยุค 1970″

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะยกระดับสงครามกับอิหร่าน เสี่ยงเกิด “ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันเงินเฟ้อสูงอย่างเช่นในทศวรรษ 1970” หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามแผน นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนชื่อดัง นูเรียล รูบินี ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซี

    ในการสนทนากับแคโรลิน รอธ ผู้สื่อข่าวซีเอ็นบีซี ที่ฟอรัมแอมโบรเซตติในเมืองแชร์โนบิโอ ประเทศอิตาลีเมื่อวันศุกร์ (27มี.ค.69) รูบินี  ผู้เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดจากการคาดการณ์วิกฤตการเงินโลกปี 2008 ปฏิเสธมุมมองที่ว่าทรัมป์ “กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อหาทางลง” ยุติสงคราม ขณะที่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ตลาดการเงินดูจะมองในแง่ดีเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการยุติความขัดแย้ง

    “มีคนให้เหตุผลว่า … คะแนนนิยมของเขาตก เขาอยากให้สงครามนี้จบลงเพราะมันจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ การเติบโต เงินเฟ้อ และการเลือกตั้งกลางเทอม” เขากล่าว โดยอ้างถึงการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน “แต่ถ้าคุณลองคิดดู ความเสียหายมันเกิดขึ้นไปแล้ว ถ้ามีการหยุดยิงโดยมีเงื่อนไขแบบที่อิหร่านต้องการ เขาจะดูเหมือนผู้แพ้  ความน่าเชื่อถือของเขาจะอ่อนแอลง และเขาจะต้องแพ้การเลือกตั้งแน่ๆ”

    “ข้อโต้แย้งของผมคือ ในทางที่แย้งกับสามัญสำนึก เขาจะตัดสินใจยกระดับสถานการณ์” รูบินีกล่าวถึงตัวทรัมป์ “เขาจะยกระดับด้วยการเข้าควบคุมเกาะคาร์ก (Kharg Island) และยังคงเดินหน้าทิ้งระเบิด ร่วมกับอิสราเอล โจมตีผู้นำอิหร่านและโครงสร้างทางทหารของประเทศนั้นต่อไป” เขาอธิบายสถานการณ์หนึ่งที่ว่า “ถ้าทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี สงครามอาจจะยืดเยื้อออกไปอีกเล็กน้อยเพราะการยกระดับนี้ แต่จากนั้นก็อาจเกิดการล่มสลายของระบอบการปกครองของอิหร่านได้”

    รูบินี กล่าวว่า เรื่องนี้อาจหมายความว่าราคาน้ำมันอาจสูงขึ้นในระยะสั้น แต่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง  ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรัมป์ได้เรียกร้องให้เกิดขึ้นในอิหร่าน อาจทำให้ “โลกอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าในแง่เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์”

    แต่เขาเตือนถึงอีกสถานการณ์หนึ่งที่ หลังจากทรัมป์ยกระดับความขัดแย้งแล้ว “ฝ่ายอิหร่านยังคงสามารถปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ หรือโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของประเทศในอ่าวต่อไปได้ คุณก็จะลงเอยด้วยภาวะเศรษฐกิจชะงักงันเงินเฟ้อสูงอย่างในทศวรรษ 1970”

    “ผมคิดว่า ณ จุดนี้เขาจะยกระดับสถานการณ์ จากมุมมองของเขา การเสี่ยงครั้งนี้คุ้มค่า เมื่อพิจารณาจากมูลค่าเชิงทางเลือกของการชนะสงคราม” เขากล่าว

    ในคืนวันพฤหัสบดี ทรัมป์กล่าวว่าเขาจะขยายระยะเวลาการ “หยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน” ออกไปอีก 10 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการเจรจาข้อตกลงสันติภาพ การระงับปฏิบัติการจะสิ้นสุดในวันที่ 6 เมษายน ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่า “การเจรจายังคงดำเนินอยู่ และ … กำลังคืบหน้าไปได้ด้วยดี”

    คำแถลงนี้มีขึ้นขณะเดียวกับที่สหรัฐฯ ได้ส่งทหารเพิ่มเติมอีกหลายพันนายเข้าสู่ตะวันออกกลาง

    แม้รูบินีจะกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า ฉากทัศน์พื้นฐานของเขาไม่ใช่ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจเงินเฟ้อสูงหรือภาวะถดถอย แต่เป็นการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ เขาบอกกับซีเอ็นบีซีว่าตลาดมองความต้องการของทรัมป์ที่จะยุติสงครามอย่างรวดเร็วในแง่ดีเกินไป

    “ถ้ามันไม่จบลงในเร็วๆ นี้ และมีการยกระดับสถานการณ์ คุณจะได้สถานการณ์ที่เป็นสองทางเลือกสุดขั้ว: คุณยกระดับ คุณชนะ และจากนั้นสถานการณ์ก็จะดีขึ้นสำหรับโลกและสำหรับตลาดในระยะยาว” เขากล่าว

    “แต่ถ้าคุณยกระดับแล้วคุณไม่ชนะ คุณจะลงเอยด้วยภาวะเศรษฐกิจชะงักงันเงินเฟ้อสูงแบบทศวรรษ 1970 ดังนั้นคำถามก็คือว่า ตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงสุดขั้วของการลงเอยด้วยสงครามยืดเยื้อ พร้อมกับช็อกแบบทศวรรษ 1970 และผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจชะงักงันเงินเฟ้อสูงสำหรับโลกไว้ในการประเมินหรือยัง นั่นไม่ใช่ฉากทัศน์พื้นฐานของผม แต่ก็อาจเป็นความเสี่ยงที่ตลาดยังไม่ได้สะท้อนเต็มที่ในตอนนี้”

    • ครั้งนี้จะไม่มี “TACO” หรือไม่?

    รูบินีชี้ว่า ดัชนีแนสแด็กคอมโพสิตกำลังซื้อขายอยู่แถวเขต “ปรับฐาน” (correction territory) ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกกำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แม้ว่าที่ผ่านมาแรงกดดันจากตลาดเคยบังคับให้ทรัมป์ “ต้องถอย ต้องยอมแพ้” อยู่บ่อยครั้ง รูบินีให้เหตุผลว่าสถานการณ์ปัจจุบันอาจแตกต่างออกไป

    “ปัญหาก็คือ ถ้าเขายอมถอยในตอนนี้ เขาจะเสียความน่าเชื่อถือ เขาแพ้สงคราม ระบอบการปกครองปัจจุบันยังคงอยู่ในอำนาจ แล้วเขาก็จะต้องแพ้… การเลือกตั้ง” เขาบอกกับซีเอ็นบีซี

    “เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ณ จุดนี้ ทางเลือกเดียวที่เขามีก็คือการยกระดับ เพราะถ้าเขายกระดับ ก็ยังมี ‘สภาวะของโลก’ แบบหนึ่งที่มีความเป็นไปได้อยู่พอสมควรที่ … ผู้นำของ [อิหร่าน] จะล่มสลาย และเขาจะไม่ทำผลงานได้แย่นักในการเลือกตั้งกลางเทอม

    “ถ้ามันหยุดลงตอนนี้ เขาก็จะแพ้อย่างแน่นอน ดังนั้นในแง่นั้น วินัยจากตลาด (market discipline) จึงกดดันต่อเขาน้อยลง เพราะเขาต้อง ‘เทหมดหน้าตัก’ เดิมพันกับความเสี่ยงนี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1227185&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UoxsSkx8zWPdf3DBbW2DN

  • ‘เลขาธิการสภาพัฒน์’ โต้ ไม่เคยพูดนอกข้อเท็จจริง ปมจัดการ ‘น้ำมัน’

    ‘เลขาธิการสภาพัฒน์’ โต้ ไม่เคยพูดนอกข้อเท็จจริง ปมจัดการ ‘น้ำมัน’

    บรรยากาศเวที ‘Meet the Press: 1 เดือนวิกฤตโลก’ ที่ทำเนียบรัฐบาล ช่วงหนึ่ง ‘เกษมสันต์ วีระกุล’ นักสื่อสารมวลชนและนักบริหารธุรกิจ ออกมาแสดงความเห็นวิจารณ์การสื่อสารของรัฐบาลในช่วงวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ ว่ายัง ‘ไม่ตอบโจทย์ความคาดหวังประชาชน’ 

    เกษมสันต์ กล่าวว่า เวทีครั้งนี้ประชาชนคาดหวังจะได้ยิน ‘แผนรับมือในอนาคต’ แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นการอธิบายสถานการณ์ในอดีต พร้อมเตือนว่า ขณะนี้กำลังเกิด ‘วิกฤตศรัทธา’ ต่อรัฐบาล เพราะการสื่อสารยังมีช่องว่าง พร้อมเสนอให้ ‘ยกเครื่องการสื่อสารทั้งระบบ’ 

    โดยเน้น 3 ประเด็นหลัก 1.ต้องสื่อสารให้เร็ว โปร่งใส และเข้าใจง่าย 2.ต้องมีความเห็นใจประชาชน ไม่ใช่สื่อสารเชิงตำหนิ และ 3.ควรมี ‘โฆษกหลักเพียงคนเดียว’ ที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น นายกฯ หรือรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังสะท้อนเสียงประชาชนที่รู้สึกว่าถูก ‘กล่าวโทษเรื่องกักตุน’ มากเกินไป แม้รัฐอาจไม่ได้ตั้งใจ แต่การสื่อสารทำให้เกิดการตีความเชิงลบ 

    ด้าน ‘ดนุชา พิชยนันท์’ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการชี้แจงกลับทันทีว่า ที่ผ่านมาได้สื่อสาร ‘ตามข้อเท็จจริง’ อย่างต่อเนื่อง และไม่เคยบิดเบือนข้อมูล แต่ยอมรับว่าการสื่อสาร ยังสามารถ ‘ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้’ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/meet-the-press-march-28-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XdSXJ9tBrOw0naZKKD4P4

  • พาณิชย์ เดินหน้ายกระดับสินค้า GI สร้างเศรษฐกิจ จับมือ ไปรษณีย์ไทย ขับเคลื่อนแบบครบวงจร

    พาณิชย์ เดินหน้ายกระดับสินค้า GI สร้างเศรษฐกิจ จับมือ ไปรษณีย์ไทย ขับเคลื่อนแบบครบวงจร

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงภาพรวมการผลักดันสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ว่า ปัจจุบันกรมฯ ได้ขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยแล้วรวม 254 รายการ ซึ่งผลจากการขึ้นทะเบียนช่วยให้สินค้าสามารถอัปเกรดราคาเพิ่มขึ้นได้ถึง 2 – 5 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนขึ้นทะเบียน ส่งผลให้ภาพรวมมูลค่าทางเศรษฐกิจของสินค้า GI ในปัจจุบันพุ่งสูงกว่า 115,000 ล้านบาท

    โดยกลยุทธ์สำคัญหลังจากนี้ กรมฯ มุ่งเน้นไปที่การวางระบบควบคุมภายใน เพื่อรักษามาตรฐานสินค้าให้เป็นระดับพรีเมียมตามความคาดหวังของผู้บริโภค พร้อมกระตุ้นให้ผู้ประกอบการขอใช้ตราสัญลักษณ์ GI อย่างถูกต้องผ่านการตรวจรับรองคุณภาพ นอกจากนี้ยังเน้นการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สินค้าเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง

    และเพื่อเป็นการสนับสนุนและชูศักยภาพสินค้าไทย กรมฯ ได้จัดงาน “GI Market 2026” ภายใต้แนวคิด “คัดสรรของดีถิ่นไทย มาตรฐาน GI สู่คุณค่าระดับสากล” ระหว่างวันที่ 23 – 29 มีนาคม 2569 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า (และเซ็นทรัล พระราม 9) โดยรวบรวมผู้ประกอบการที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานกว่า 70 ร้านค้ามาจำหน่ายโดยตรง

    พร้อมกับลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อขับเคลื่อนสินค้า GI อย่างครบวงจร โดยความร่วมมือกับ BEDO จะมุ่งเน้นการรักษาวัตถุดิบต้นกำเนิดและการใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าสินค้าในระดับชุมชน

    ขณะที่ด้านการขนส่ง นางสาวปิลันธนี สุวรรณบุบผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจและการตลาด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ระบุว่า ไปรษณีย์ไทยพร้อมสนับสนุนโครงข่ายโลจิสติกส์ที่มีอยู่กว่า 1,500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเป็นช่องทางกระจายสินค้า GI สู่มือผู้บริโภค โดยจะร่วมมอบสิทธิพิเศษ “ลดค่าขนส่งสูงถึง 60%” ซึ่งเป็นอัตราพิเศษที่ไม่เคยให้ในโครงการใดมาก่อน 

    นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังพร้อมสนับสนุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Thailand Postmart และบริการคลังสินค้าครบวงจร (Fulfillment) ทั้งการจัดเก็บ แพ็ก และกระจายสินค้า เพื่อลดความเสี่ยงจากการแตกหักและช่วยให้ติดตามสถานะการส่งได้ตลอดเส้นทาง โดยจะเริ่มนำร่องส่งเสริมในพื้นที่ภาคกลาง 38 รายการ ผ่านที่ทำการไปรษณีย์กว่า 400 แห่ง ก่อนจะขยายผลไปยังภูมิภาคอื่นๆ ต่อไป

    อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยลดภาระต้นทุนให้กับผู้ผลิตที่มีอยู่กว่า 17,000 ราย และดึงดูดให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ระบบมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยยืนยันว่าในช่วงนี้จะยังไม่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271968&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V9VEDFVLt7Gq5JV1k7qK1

  • เอกนิติ ย้ำ เงินทุกบาทจากภาษี ใช้ป้องเศรษฐกิจพัง ชะลอวิกฤตพลังงาน

    เอกนิติ ย้ำ เงินทุกบาทจากภาษี ใช้ป้องเศรษฐกิจพัง ชะลอวิกฤตพลังงาน

    เอกนิติ ย้ำ เงินทุกบาทจากภาษี ใช้ป้องเศรษฐกิจพัง ชะลอวิกฤตพลังงาน

    วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

    เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 28 มี ค.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน Meet the Press “1 เดือนในวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม ว่า วิกฤตสถานการณ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้ เป็นวิกฤตของโลก เป็นวิกฤตพลังงานที่กระทบทั้งโลก และเป็นวิกฤตที่ไม่ได้มีใครคาดมาก่อน รวมถึงเป็นวิกฤตที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะจบอย่างไร สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลพยายามที่จะทำคือพวกเราพยายามชะลอผลกระทบกับประชาชนให้ได้มากที่สุด และเมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลางเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมาเราไม่ทราบเลยว่าสถานการณ์จะจบลงอย่างไร แต่สิ่งแรกที่เราต้องทำคือเราต้องดูแลประชาชนให้ปลอดภัยที่สุด ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศได้ทำหน้าที่นั้นเต็มความสามารถ ในการดูแลประชาชนที่อยู่ในตะวันออกกลางให้ปลอดภัยมากที่สุด 

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจเนื่องจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลางกระทบกับพลังงานทั่วโลก พลังงานที่สำคัญคือน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปัจจัยการผลิตอีกหลายชนิด ที่ผลิตผ่านช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดกั้น ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งปัจจัยการผลิตไม่สามารถออกมาขายให้ทั่วโลกได้ นำมาสู่ผลกระทบที่กระทบกับคนทั้งโลกคือด้านพลังงาน สิ่งแรกที่ต้องทำคือใช้เครื่องมือทุกอย่างที่รัฐบาลมี จึงใช้กองทุนน้ำมันซึ่งเป็นเครื่องมือกลไกในการดูแลรักษาเสถียรภาพ และชะลอผลกระทบกับประชาชน ในการเข้าไปดูแลเพื่อติดตามสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงได้มีข้อสั่งการว่า ให้ใช้กองทุนน้ำมันในการดูแลประชาชนให้เต็มที่ จากการที่สถานการณ์ไม่ได้จบลงในเวลาอันรวดเร็ว 1 เดือนผ่านไปเป็นที่ชัดเจนว่าสงครามและวิกฤตพลังงานไม่ได้จบเร็ว ทุกประเทศได้รับผลกระทบเช่นกัน สิ่งที่ต้องทำคือเราจะชะลอผลกระทบกับประชาชนอย่างไรให้ได้มากที่สุด บนเครื่องมือที่รัฐบาลและเงินที่รัฐบาลมี ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน ใช้ให้คุ้มค่าที่สุดทุก 

    เอกนิติ

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ประเทศส่วนใหญ่จึงเลือกไม่ฝืนสภาพความเป็นจริง เช่น เรื่องราคาน้ำมันหลายประเทศได้ปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวตามตลาด แต่ประเทศไทยเราเลือกที่จะไม่ปล่อยตามกลไกตลาดทั้งหมด เราใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพเท่าที่ทำได้อย่างเต็มความสามารถ โดยให้กองทุนน้ำมันขาดทุนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพื่อดูแลไม่ให้ผลกระทบของราคาน้ำมันในตลาดโลก ไปกระทบกับประชาชนอย่างรุนแรง จึงอุดหนุนอย่างเต็มที่ในช่วงแรก และค่อยๆ ลดการอุดหนุน เพราะถ้าเราไม่ลดการอุดหนุนกองทุนน้ำมันจะขาดทุนโดยไม่จำกัด และจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงไม่ใช่แค่วิกฤติพลังงาน แต่จะเกิดเหมือนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ขณะนั้นมีการแทรกแซงค่าเงินบาท ไม่ให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด วันนั้นเราสูญเสียเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบทั้งหมด และทำให้เกิดผลกระทบวงกว้าง ประชาชนเดือดร้อน เราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นไม่ได้ เราจึงต้องตัดสินใจบริหารจัดการบนเครื่องมือ เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต จึงได้ตัดสินใจเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม วันนี้เรายังมีการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอยู่ ต่างจากประเทศอื่นในอาเซียนที่ปล่อยให้ลอยตัวไปแล้ว ทำให้ราคาน้ำมันในไทยต่ำกว่าประเทศในอาเซียน ซึ่งในชีวิตตนไม่เคยเห็นราคาน้ำมันไทยต่ำกว่าประเทศมาเลเซียเลย แต่ทุกคนต้องปรับตัว รัฐบาลต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน เพราะเราไม่รู้ว่าวิกฤตครั้งนี้จะนานเท่าไหร่ เราต้องเตรียมความพร้อม 

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สิ่งต่อมาที่กระทบคือหลังจากที่ราคาน้ำมันอาจจะต้องปรับตัวขึ้นบ้างให้เป็นไปตามกลไกตลาด และเมื่อราคาน้ำมันเป็นต้นทุนการผลิตหลายส่วน ทางกระทรวงพาณิชย์จึงต้องเข้ามาดูแลไม่ให้คนมาเอารัดเอาเปรียบในช่วงที่ทุกคนเดือดร้อน และฉวยโอกาสขึ้นราคา ทางกระทรวงพาณิชย์จึงต้องออกเกณฑ์ในการควบคุมภายใต้กฎหมาย เพื่อไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบประชาชน นอกจากนี้ ยังกระทบให้ค่าขนส่งสูงขึ้น กระทรวงคมนาคมจึงใช้ งบประมาณทุกอย่าง เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนค่าขนส่งมากเกินไป จึงใช้กองทุนที่มี มาดูแลประชาชน งบกลางเท่าที่มีอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็ต้องขอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อมาดูแลไม่ให้กลไกราคากระทบต้นทุนมากเกินไป 

    เอกนิติ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ในสถานการณ์วิกฤตนี้ คนสามารถรองรับวิกฤตได้มีความสามารถไม่เท่ากันคนที่มีเงินก็อาจจะดูแลตัวเองได้มากขึ้นกว่าคนอื่นที่ไม่ได้มีรายได้มาก รัฐบาลเองมีงบประมาณจำกัดคือเงินภาษีประชาชน ซึ่งเงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่นั่นคือเงินภาษีของประชาชนเราก็มีอยู่อย่างจำกัด เราถึงต้องใช้ทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่าในการดูแลประชาชน เราจึงเลือกตัดสินใจใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้นในการดูแลกลุ่มเปราะบาง คือกลุ่มคนที่รายได้น้อย จึงตัดสินใจใช้กลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในการดูแล และเมื่อมีรัฐบาลชุดเต็มเข้ามา เราก็ต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอาจจะรุนแรงมากกว่าคนอื่นเพื่อชะลอผลกระทบ โดยเงินงบประมาณที่มีอยู่ทุกอย่างให้คุ้มค่า และย้ำว่าเราจะใช้ทุกเครื่องมือกลไกที่เราสามารถทำได้ในการชะลอผลกระทบวิกฤตครั้งนี้ และวิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตโลกเราต้องช่วยกันทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาชน เราต้องร่วมมือกัน เพื่อผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือเดียวที่ดูแลไม่ให้ราคาน้ำมันสูงเกินไป แต่เรามีกลุ่มคนอีกมาก ที่ไม่ได้ใช้รถ หรือไม่ได้ใช้น้ำมันโดยตรง แต่ได้รับผลกระทบ ถ้าเราเอาเงินทั้งหมดไปอุ้มหรือไปแทรกแซงราคาน้ำมัน กลุ่มคนที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือกลุ่มคนใช้รถ และใช้น้ำมันในการผลิต แต่ยังมีกลุ่มคนที่เขาไม่ได้ใช้ ฉะนั้น ต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ดูแลประชาชนทุกกลุ่ม 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/955385&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fBpGWVBO3uJx4qX2Z25Q6

  • “เอกนิติ” รับวิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก เน้นใช้งบฯ คุ้มค่า-ชะลอผลกระทบเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    “เอกนิติ” รับวิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก เน้นใช้งบฯ คุ้มค่า-ชะลอผลกระทบเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวในเวที “Meet the Press” หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ระบุว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตของโลก ที่ยังไม่สามารถประเมินจุดสิ้นสุดได้อย่างชัดเจน รัฐบาลจึงมุ่งลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด ในช่วงแรกรัฐบาลได้ใช้กองทุนน้ำมันฯ เป็นกลไกสำคัญในการดูแลเสถียรภาพพยุงราคาน้ำมันเป็นเวลา 15 วัน เพื่อชะลอภาระค่าครองชีพ แม้จะทำให้กองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกรับภาระขาดทุน แต่ยืนยันว่าจะบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ไม่ฝืนกลไกตลาดจนเกินไป​ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำรอยปี 2540 ที่เกิดจากการแทรกแซงราคาจนกระทบต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ

    อย่างไรก็ดี เมื่อสถานการณ์ยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับแนวทาง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม นายเอกนิติ ยอมรับว่า การตัดสินใจลดอัตราการอุดหนุนกองทุนน้ำมัน จะส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลได้ออกแบบมาตรการต่าง ๆ เพื่อชะลอผลกระทบต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการผ่านกระทรวงพาณิชย์ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินสมควร

    นายเอกนิติ ย้ำว่า ในสถานการณ์วิกฤต ประชาชนแต่ละกลุ่มมีความสามารถในการรับมือแตกต่างกัน ขณะที่งบประมาณของรัฐมีข้อจำกัดและมาจากภาษีของประชาชน จึงจำเป็นต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือ “กลุ่มเปราะบาง” เป็นลำดับแรก ผ่านมาตรการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพ รวมถึงร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการควบคุมราคาสินค้า

    “การตัดสินใจลดอัตราการอุดหนุนกองทุนน้ำมันครั้งนี้ เป็นการบริหารจัดการภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “วิกฤตซ้อนวิกฤต” พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังได้ดำเนินมาตรการลดรายจ่ายภาครัฐที่ไม่จำเป็น อาทิ การลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางไปต่างประเทศ และการรณรงค์ลดการใช้พลังงาน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ” นายเอกนิติ กล่าว

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะใช้ทุกเครื่องมือและทุกกลไกที่มีอย่างเต็มที่ ภายใต้ความคุ้มค่าของงบประมาณ พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการร่วมกันฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/580743&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aiQvz09XxUCp0QqFcUPsx

  • สงครามการค้ายุคใหม่เดือด มาครบทั้ง ”อุดหนุน-กีดกัน“ ส่งออกไทยอ่วม

    สงครามการค้ายุคใหม่เดือด มาครบทั้ง ”อุดหนุน-กีดกัน“ ส่งออกไทยอ่วม

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-123&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kxIYeA63p8nFoTCIdIdTz