Category: เศรษฐกิจ

  • CPN ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ปั้นเมืองใหม่รังสิต พลิกโฉมย่านเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    CPN ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ปั้นเมืองใหม่รังสิต พลิกโฉมย่านเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    เซ็นทรัลพัฒนา กางแผน 5 ปี ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ยกระดับอสังหาฯ ไทย สู่มาตรฐานโลก

    บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ประกาศวิสัยทัศน์ ‘A Future-Led Ecosystem’ พร้อมกางโรดแมปการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์มูลค่ากว่า 110,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2569–2573

    มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการแบบ Mega-Scale Mixed-Use ที่ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์การค้า แต่เป็นการ “สร้างย่าน สร้างเมือง” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ระดับโลก
     

    CPN ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ปั้นเมืองใหม่รังสิต พลิกโฉมย่านเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    บิ๊กโปรเจกต์รังสิต: เมืองแห่งอนาคตบนพื้นที่ 750 ไร่

    ไฮไลท์สำคัญที่สุดคือการประกาศบุกเบิกกรุงเทพฯ ตอนเหนือด้วยเมกะโปรเจกต์บนที่ดินขนาดใหญ่ถึง 750 ไร่ ติดถนนพหลโยธินและใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดง

    โครงการนี้ถือเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดที่เซ็นทรัลพัฒนาและกลุ่มเซ็นทรัลเคยพัฒนามา โดยเน้นแนวคิด Nature-Integrated และ Sustainable Living เพื่อสร้างเมืองที่คนทุกเจเนอเรชันสามารถเดินถึงกันได้ (Walkable City) และมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่รองรับคุณภาพชีวิตที่ดี

    CPN ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ปั้นเมืองใหม่รังสิต พลิกโฉมย่านเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    พลิกโฉม 3 ย่านยุทธศาสตร์: พระราม 9, ลาดพร้าว, บางนา

    นอกจากการสร้างเมืองใหม่แล้ว CPN ยังเดินหน้า Transformation ย่านสำคัญเดิมให้กลายเป็น Future District:

    Central GR9 (พระราม 9): ยกระดับพื้นที่ 73 ไร่ ให้เป็น Well-Established CBD แห่งอนาคต ด้วยพื้นที่โครงการรวม 1.1 ล้าน ตร.ม. เชื่อมโยงอาคารออฟฟิศระดับ Grade A และศูนย์การค้าโฉมใหม่

    The Central District (ลาดพร้าว-พหลโยธิน): ผนึกกำลัง Central Ladprao และโครงการใหม่ “The Central” บนที่ดินรวม 96 ไร่ เพื่อสร้าง Ecosystem รีเทลที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ เกือบเท่าเซ็นทรัลเวิลด์

    The New Central Bangna: พลิกโฉมสู่มิกซ์ยูสบนพื้นที่ 50 ไร่ เจาะกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง (Wealth Family) ที่มีกำลังซื้อสูง พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยที่อยู่อาศัยติดศูนย์การค้า CPN ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ปั้นเมืองใหม่รังสิต พลิกโฉมย่านเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และ CEO กล่าวถึงทิศทางธุรกิจว่า “เซ็นทรัลพัฒนา ภูมิใจที่ได้มีส่วนสร้างย่าน สร้างเมือง ภายใต้โมเดล Retail-Led Mixed-Use ที่ประสบความสำเร็จตลอด 45 ปี เราจะเดินหน้าลงทุนตามแผน 5 ปี เพื่อมุ่งสู่ Net Zero 2050 และสร้างงานกว่า 1.5 ล้านตำแหน่ง”

    CPN ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ปั้นเมืองใหม่รังสิต พลิกโฉมย่านเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล President, Retail and Development ระบุว่า “เราต้องมองอนาคตให้ใกล้กว่าเดิม เพื่อพัฒนา Mega-scale Urban Transformation Projects ให้เป็นเมืองคุณภาพชีวิตที่ดี โดยครอบคลุม Strategic Ring ทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่ Super Core CBD ไปจนถึงมุมเมืองต่างๆ”

    ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา Chief Marketing Officer เน้นย้ำบทบาทใหม่ว่า “เรายกระดับสู่การเป็น The Masterplanner ที่พัฒนาเมืองด้วยมาตรฐานระดับโลก เช่นเดียวกับสิงคโปร์หรือโตเกียว พร้อมใช้แพลตฟอร์ม Data & AI ผ่าน The 1 ที่มีสมาชิกกว่า 23 ล้านราย ช่วยให้แบรนด์พันธมิตรกว่า 1,400 แบรนด์เติบโตไปพร้อมกัน”

    นายอิศเรศ จิราธิวัฒน์ Head of Leasing เสริมถึงความสำเร็จจากการปรับโฉมว่า “เราเห็นโอกาสจากกลุ่ม Wealth Segment อย่างที่ Central Bangna และ Chaengwattana ที่หลังปรับโฉม Traffic เติบโตขึ้นถึง 40% สะท้อนถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่ง”

    CPN ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ปั้นเมืองใหม่รังสิต พลิกโฉมย่านเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    ในส่วนของกลุ่มธุรกิจ Non-retail นางสาวนภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ CFO และ President Hotel and Office ระบุว่า “อาคารสำนักงาน Grade A ทั้ง 11 แห่งของเรายังคงได้รับความเชื่อมั่นจากบริษัทระดับโลก และเรามีแผนขยายธุรกิจ Office และ Hotel ไปยังหัวเมืองสำคัญอย่างเชียงใหม่และหาดใหญ่”

     ขณะที่ นายกรี เดชชัย President, Residence Business กล่าวว่า “ธุรกิจที่อยู่อาศัยเติบโตต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยแบรนด์ PHYLL และ ESCENT จะเข้าไปเติมเต็มโครงการ Mega Projects ทั่วประเทศเพื่อสร้างสังคมคุณภาพ”

    CPN ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ปั้นเมืองใหม่รังสิต พลิกโฉมย่านเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    ด้วยแผนการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่อย่าง ขอนแก่น เชียงใหม่ และภูเก็ต

     เซ็นทรัลพัฒนาตั้งเป้าที่จะสร้าง The Ecosystem for All ที่เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับทุกภาคส่วนของสังคมไทย CPN ทุ่ม 1.1 แสนล้าน ปั้นเมืองใหม่รังสิต พลิกโฉมย่านเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OEzFJV8ggBPMClIih0bIo

  • “ทอง” พุ่งทะลุ 7 หมื่น! ราคาล่าสุดขยับแรง เช็กด่วนก่อนพลาดโอกาส

    “ทอง” พุ่งทะลุ 7 หมื่น! ราคาล่าสุดขยับแรง เช็กด่วนก่อนพลาดโอกาส

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/137288&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t949pwNi_yop7ok9FXrR7

  • การศึกษาใหม่เผยสหรัฐฯ เป็นผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่สุดของโลก สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมหาศาล

    การศึกษาใหม่เผยสหรัฐฯ เป็นผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่สุดของโลก สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมหาศาล

    การศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เผยว่าต้นทุนเศรษฐกิจจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงกว่าที่ประเมินไว้เดิมอย่างมาก โดยผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่ก่อความเสียหายหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ต่อเศรษฐกิจโลก

    การวิจัยครั้งนี้วัดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ที่เกิดจากกิจกรรมมนุษย์ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และกำหนดส่วนแบ่งความเสียหายไปยังผู้ปล่อยมลพิษรายใดรายหนึ่ง ตั้งแต่ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ไปจนถึงบริษัทน้ำมันข้ามชาติ

    สหรัฐฯ แชมป์โลกการปล่อยมลพิษ

    การประเมินแสดงให้เห็นว่าการปล่อยมลพิษของสหรัฐฯ ระหว่างปี 1990-2020 เป็นแหล่งที่ก่อความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 10.2 ล้านล้านดอลลาร์ ตามด้วยจีนที่ 8.7 ล้านล้านดอลลาร์ และสหภาพยุโรปที่ 6.4 ล้านล้านดอลลาร์

    สำหรับบริษัทเอกชน การศึกษาพบว่าการปล่อยมลพิษที่เชื่อมโยงกับบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย อย่างซาอุดี อารัมโก้ ระหว่างปี 1988-2015 ส่งผลให้เกิดความเสียหายเศรษฐกิจโลกสะสมมูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2020

    ความเสียหายในอนาคตมากกว่าที่ผ่านมา

    ศาสตราจารย์มาร์แชล เบิร์ก จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้นำการศึกษา กล่าวว่าพวกเขารู้สึกประหลาดใจไม่เพียงแต่ขนาดโดยรวมของความเสียหายที่ประเมินได้ซึ่งอยู่ในระดับหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ แต่ยังประหลาดใจที่ความเสียหายในอนาคตจากการปล่อยมลพิษ ที่จะมากกว่าความเสียหายในอดีตจากการปล่อยมลพิษ

    การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน ในปี 1990 ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกประมาณ 180 ดอลลาร์ ภายในปี 2020 แต่คาดว่าจะก่อความเสียหายเพิ่มเติมอีก 1,840 ดอลลาร์ ไปจนถึงปี 2100 ซึ่งมากกว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นแล้วประมาณ 10 เท่า!!

    — ศาสตราจารย์มาร์แชล เบิร์ก ระบุ

    กิจกรรมปล่อยมลพิษสูงสร้างความเสียหายมหาศาล

    การวิจัยยังเน้นย้ำถึงการมีส่วนร่วมของกิจกรรมที่ปล่อยมลพิษสูง เช่น การเดินทางทางอากาศ ต่อความเสียหายในอนาคต การเดินทางในเส้นทางไกลด้วยเครื่องบินปีละครั้งเป็นเวลา 10 ปี อาจก่อให้เกิดความสูญเสียประมาณ 25,000 ดอลลาร์ ภายในปี 2100

    การเรียกร้องความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น

    เมื่อการปล่อยมลพิษเพิ่มขึ้นและประเทศยากจนต้องรับภาระหลัก ประเทศที่มั่งคั่งและธุรกิจเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังเผชิญกับการตรวจสอบที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับบทบาทที่ไม่สมส่วนในการขับเคลื่อนความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ การศึกษาแยกต่างหากในวารสาร Nature ปีที่แล้ว พบว่าความร้อนจัดที่เชื่อมโยงกับการปล่อยมลพิษจากบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล 111 บริษัท ก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจโลก 28 ล้านล้านดอลลาร์ ระหว่างปี 1991-2020

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/major-polluters-climate-damages-economic-cost-study&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EJBvmJIBtWAz-HnDqO8_j

  • 5 เส้นทาง ยกระดับภาคอุตสาหกรรม สู่เส้นทาง เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    5 เส้นทาง ยกระดับภาคอุตสาหกรรม สู่เส้นทาง เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    “วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” ได้กลายเป็นแรงผลักสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจของโลก รวมถึงประเทศไทย ที่ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กลายเป็น “เงื่อนไขสำคัญ” ของการพัฒนาประเทศ และเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงระบบเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลก และแน่นอนว่าประเทศไทยเองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อย่างจริงจัง ไม่เพียงรับมือความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ของอุตสาหกรรม การเติบโตทางเศรษฐกิจ และดึงดูดการลงทุนในอนาคต

    จากรายงาน Thailand Country Climate and Development Report (CCDR) ของ World Bank Group ชี้ให้เห็นว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัย การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างในหลายภาคเศรษฐกิจหลัก พร้อมยกระดับเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และกลไกตลาด เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว วันนี้ NIA ได้นำเสนอบทความ “5 เส้นทางสู่เศรษฐกิจบอนต่ำของประเทศไทย” เพื่อนำเสนอแนวทางสำคัญจากรายงานนี้และทำให้ทุกภาคส่วนเห็นภาพการปรับตัวของแต่ละภาคเศรษฐกิจอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

    • ภาคพลังงานไฟฟ้า : เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาด

    ภาคพลังงานถือเป็นหนึ่งในแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของประเทศไทย ขณะที่โครงสร้างการผลิตไฟฟ้ายังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นสัดส่วนสำคัญ และความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น Data Center รวมถึงการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
    รายงานเสนอให้ประเทศไทยเร่งปรับโครงสร้างระบบพลังงาน โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจาก พลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า (Power Grid) การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) รวมถึงการเปิดกว้างตลาดพลังงาน เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าและทำสัญญาซื้อขายพลังงานสะอาด (Power Purchase Agreement: PPA) ได้มากขึ้น

    ธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

    • ภาคการผลิต : ยกระดับสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ

    ภาคการผลิตเป็นอีกหนึ่งภาคเศรษฐกิจที่มีการใช้พลังงานสูง โดยข้อมูลในรายงานระบุว่า ในปี 2021 พลังงานที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นสัดส่วนหลัก การลดการปล่อยคาร์บอนในภาคนี้จึงต้องดำเนินควบคู่ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่เชื้อเพลิงสะอาด และการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนได้ยาก เช่น อุตสาหกรรมซีเมนต์ เหล็ก และปิโตรเคมี
    นอกจากนี้ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจยังมีลักษณะกระจุกตัวอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้น กลไกตลาดคาร์บอนและการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และยกระดับมาตรฐานด้านพลังงานของอาคาร เครื่องจักร และเครื่องใช้ไฟฟ้า
    • ภาคการขนส่ง: เปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาด

    การเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้ความต้องการเดินทางของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคการขนส่งยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก รายงาน CCDR จึงชี้ว่า ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จะเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการขนส่ง การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หากไฟฟ้าที่ใช้มาจากพลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับยานพาหนะขนาดใหญ่ ทั้งนี้ การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาดจำเป็นต้องมาพร้อมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การขยายเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้า รวมถึงมาตรการจูงใจเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้าในวงกว้าง

    เกษตรยุคใหม่

    • ภาคเกษตรกรรม: นำเทคโนโลยียกระดับสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ

    ภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 18% ของการปล่อยทั้งหมด โดยแหล่งสำคัญมาจากการทำนาข้าว การเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และการเลี้ยงปศุสัตว์
    รายงานจึงเสนอให้ประเทศไทยนำแนวทาง Climate-Smart Agriculture มาใช้มากขึ้น เช่น การจัดการน้ำในนาข้าวด้วยวิธี Alternate Wetting and Drying (AWD) เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน การนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตพลังงานชีวมวล การพัฒนาระบบก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ และการจัดการธาตุอาหารในดินอย่างเหมาะสม
    ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อนเกษตรคาร์บอนต่ำยังต้องอาศัยการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร การพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและเกษตรกรรายย่อย เพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดสินค้าที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอน
    • ภาคการใช้ที่ดินและป่าไม้ : เพิ่มศักยภาพการดูดซับคาร์บอนของระบบนิเวศ

    ภาคการใช้ที่ดินและป่าไม้มีบทบาทสำคัญในการดูดซับคาร์บอนของประเทศ อย่างไรก็ตาม พื้นที่ป่ายังคงเผชิญแรงกดดันจากการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น การขยายพื้นที่เกษตรกรรม การพัฒนาเมือง และการตัดไม้ผิดกฎหมาย รายงานจึงเสนอให้เร่งฟื้นฟูและเพิ่มพื้นที่ป่า โดยเน้นการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่เปราะบาง การใช้พันธุ์ไม้ท้องถิ่นในการปลูกป่า การส่งเสริมบทบาทของชุมชนในการจัดการทรัพยากร และการบูรณาการการฟื้นฟูป่าเข้ากับการวางแผนการใช้ที่ดินและการพัฒนาเมืองในระยะยาว
    ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทย จึงต้องเร่งเปลี่ยนวิกฤตจากแรงกดดันจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ให้เป็นโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ที่ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นโอกาสสำคัญของการพัฒนา เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ไม่ตกเทรนด์การพัฒนาเศรษฐกิจตอบโจทย์ความยั่งยืน

    เปิด 5 ความจริงเรื่อง “น้ำ” ที่คนไทยอาจไม่เคยรู้

    “…เมืองไทยมีบ่อน้ำมันแหล่งแก๊สทุกจังหวัด…” ปลดล็อควิกฤติพลังงาน ปลดแอกประเทศไทย

    เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net zero ด้วย ‘เทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียม’ ยกระดับการประเมินก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรและป่าไม้ให้ “แม่นยำ โปร่งใส ตรวจสอบได้”

    Post Views: 182

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/03/26/5-ways-to-low-carbon-economic-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TZQGzzUMJlFfycvQYVeXr

  • ซากอาคาร – เศรษฐกิจ – ชีวิตคน สงครามอิหร่าน ทำลายล้างไปมากแค่ไหน?

    ซากอาคาร – เศรษฐกิจ – ชีวิตคน สงครามอิหร่าน ทำลายล้างไปมากแค่ไหน?

    เหยื่อสงครามที่แท้จริง

    ผลกระทบที่เลวร้ายที่สุด คือชีวิตของผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อการโจมตี ที่ตอนนี้มีรายงานผู้เสียชีวิตจากทั้งภูมิภาค รวมกว่า 2,691 ราย โดยเฉพาะในอิหร่าน มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด ราว 1,500 ราย และผู้บาดเจ็บอีกกว่า 18,551 คน

    ขณะที่ยูนิเซฟ รายงานว่า มีเด็กอย่างน้อย 324 คน ที่ต้องสังเวยชีวิตในสงครามครั้งนี้ โดยเป็นเด็กในอิหร่าน 206 คน เด็กในเลบานอน 118 คน เด็กในอิสราเอล 4 คน และในคูเวตอีก 1 คน และหากนับรวมทั้งภูมิภาคจะพบว่ามีเด็กๆ ที่ได้รับบาดเจ็บจากสงครามอีกกว่า 2,100 คน 

    ซากอาคาร - เศรษฐกิจ - ชีวิตคน สงครามอิหร่าน ทำลายล้างไปมากแค่ไหน?

    ความหวัง ‘เจรจาสันติภาพ’

    แม้การโจมตีตอบโต้ระหว่างกันจะยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง แต่ทั่วโลกก็ลังจับตาความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ และอิหร่าน จะเริ่มต้นการเจรจาสันติภาพ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศเลื่อนการโจมตีแหล่งพลังงานของอิหร่านที่เคยข่มขู่ไว้ โดยอ้างถึงการหารือระหว่างตัวแทนสองประเทศที่กำลังเป็นไปได้ด้วยดี พร้อมเผยแผน 15 ข้อเพื่อยุติความขัดแย้ง ซึ่งรวมถึงการการรื้อถอนโรงงานนิวเคลียร์และเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิหร่านได้ปฏิเสธแผนการยุติสงครามของประธานาธิบดีทรัมป์ และให้คำมั่นว่าจะสู้ต่อไปจนกว่าอิหร่านจะบรรลุข้อเรียกร้องของตน ซึ่งรวมถึงการชดเชยค่าเสียหายจากสงครามและการยอมรับอธิปไตยของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซด้วย

    ขณะที่มีรายงานว่าสหรัฐฯ กำลังส่งเจ้าหน้าที่ทหารราว 2,000 นาย เพื่อเข้าไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจนำไปสู่ปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่านที่สวนทางกับความต้องการในการยุติสงครามอย่างสิ้นเชิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862687&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O7oGksf6F50ZDaBzzk3cp

  • ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเยอรมันลดลงจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน

    ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเยอรมันลดลงจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน

    สงครามในอิหร่านและความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวเยอรมัน ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันและก๊าซจะยังคงสูงต่อไป

    สงครามในอิหร่าน ความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ และความคาดหวังต่อรายได้ที่ลดลง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวเยอรมันลดลงตามไปด้วย จากรายงานของสถาบันวิจัยตลาด GfK และสถาบันการตัดสินใจทางการตลาดนูเรมเบิร์ก (Nuremberg Institute for Market Decisions: NIM) ที่มาจากการสำรวจผู้บริโภคเยอรมันประมาณ 2,000 คน ระหว่างวันที่ 5-16 มีนาคม 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง 3.2 จุด เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม (-24.8 จุด) มาอยู่ที่ -28.0 จุด ในเดือนเมษายน สงครามในอิหร่านส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อมุมมองทางเศรษฐกิจของผู้บริโภคในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ดัชนีลดลง 11.2 จุด เหลือ -6.9 จุด ซึ่งถือว่าต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 ซึ่งอยู่ที่ -10.3 จุด ผู้บริโภคจำนวนมากแสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเยอรมนีอาจประสบกับความถดถอยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสงครามในอิหร่านยืดเยื้อเป็นเวลานาน

    ตารางแสดงค่าของตัวชี้วัดผู้บริโภคเยอรมัน เดือนมีนาคม 2569 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าและปี 2568

    image.png

    แผนภาพแสดงตัวชี้วัดบรรยากาศผู้บริโภคเยอรมันในช่วงปี 2566-2569

    image.png

    สมาคมการค้าคาดการณ์ยอดขายช่วงเทศกาลอีสเตอร์ลดลงในปีนี้

    สมาคมการค้าคาดการณ์ยอดขายช่วงเทศกาลอีสเตอร์จะลดลงในปีนี้ แม้ว่าสงครามจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายและการออมของชาวเยอรมนีอย่างชัดเจน แต่จากข้อมูลของนักวิจัย พบว่าความคาดหวังด้านรายได้ของผู้บริโภคที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ในระดับที่ดีเนื่องจากข้อตกลงค่าจ้างที่ดีขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้ออันเนื่องมาจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น กว่าร้อยละ 90 ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดการณ์ว่าสถานการณ์รายได้ในครัวเรือนจะแย่ลงอย่างมาก และเชื่อว่าผลกระทบของสงครามจะทำให้เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ทำให้ต้องเตรียมรับมือกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน

    Mr. Rolf Bürkl ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดผู้บริโภคในเยอรมนีจากสถาบัน NIM ระบุว่า ชาวเยอรมันร้อยละ 60 คาดการณ์ว่าราคาน้ำมัน ก๊าซ และน้ำมันเบนซินจะยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังมีความกังวลว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเยอรมนีจะประสบกับความถดถอยอย่างรุนแรง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อเศรษฐกิจลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 นอกจากนี้ สมาคมค้าปลีกแห่งเยอรมนีคาดการณ์ว่ายอดขายปลีกในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ปีนี้จะอยู่ที่มูลค่า 2.1 พันล้านยูโร ลดลงร้อยละ 6.5 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว 

    สถานการณ์เงินเฟ้อกำลังก่อตัวสูงขึ้นในเยอรมนี

    นับตั้งแต่เริ่มสงครามในอิหร่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ในเยอรมนีได้ออกมาเตือนถึงภาวะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันจะสูงขึ้นก่อน จากนั้นทุกอย่างก็จะค่อยๆ แพงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งได้คาดการณ์ไว้อย่างชัดเจนว่า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ถึงแม้ว่าราคาสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตยังไม่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่สถานการณ์ปัจจุบันอาจทำให้ราคาอาหารเปลี่ยนแปลงในเร็วๆ นี้ 

    สมาคมอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มแห่งสหพันธสาธารณรัฐเยอรมนี (Bundesvereinigung der deutschen Ernährungsindustrie e.V. : BVE) กำลังส่งสัญญาณเตือนว่าบริษัทในอุตสาหกรรมอาหารยังต้องเตรียมรับมือกับราคาบรรจุภัณฑ์และการขนส่งที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนสินค้าตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ สมาคมผู้ค้าปลีกแห่งเยอรมนี (Handelsverband Deutschland: HDE) ระบุว่า บริษัทค้าปลีกยังไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในด้านการขนส่งเพราะมีสัญญาระยะยาวกับผู้ให้บริการน้ำมัน หรือกับบริษัทพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ อย่างไรก็ตาม หากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนด้านพลังงาน ยังคงยืดเยื้อเป็นเวลานานและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อาจจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโดยตรง

    ข้อคิดเห็น /ข้อเสนอแนะของ สคต. 

             ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเยอรมันที่ลดลงจากความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามในอิหร่าน อาจส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคชาวเยอรมันใช้จ่ายอย่างประหยัดมากขึ้น และมีแนวโน้มเลือกบริโภคสินค้า House Brand หรือสินค้าที่เป็นแบรนด์ของร้านค้าที่มีราคาถูกกว่าสินค้าแบรนด์ปกติเพิ่มขึ้น เพื่อความคุ้มค่า คุ้มราคา ผู้ส่งออกไทยควรติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ปรับกลยุทธ์ของบริษัทให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้ง อาจพิจารณาในการผลิตสินค้า OEM สำหรับซูเปอร์มาร์เก็ต และลดขนาดบรรจุภัณฑ์ให้มีราคาประหยัดมากขึ้น

    *******************************************************************

    ที่มา 

    Nuremberg Institute for Market Decisions

    Tagesschau

    Photo by Tara Clark on Unsplash

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/i6xataxgkdt5fzq87jubokmz&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hbpUhIrORi9bGXwEjpETv

  • กาฬสินธุ์ เปิดงาน OTOP ภูมิภาค รวมสุดยอดผลิตภัณฑ์กระตุ้นเศรษฐกิจ คาดเงินสะพัด20ล้าน | เดลินิวส์

    กาฬสินธุ์ เปิดงาน OTOP ภูมิภาค รวมสุดยอดผลิตภัณฑ์กระตุ้นเศรษฐกิจ คาดเงินสะพัด20ล้าน | เดลินิวส์

    ที่สนามหน้าศาลากลาง จ.กาฬสินธุ์ (หลังเก่า) นายสุวรรธณ์  เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์  เป็นประธานในพิธีเปิดงาน OTOP ภูมิภาค  ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 25 – 31 มีนาคม 2569 รวม 7 วัน ซึ่งดำเนินการภายใต้แนวคิด “สีสันท้องถิ่นเรา เรื่องเล่าจากภูมิปัญญา” โดยมีนายผดุงศักดิ์  อิ่มเอิบ  รองผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ นายอุทัย  สิงห์ทอง  พัฒนาการ จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ เครือข่าย OTOP ร่วมพิธีเปิด และมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าทั้งสิ้น จำนวน 300 บูท

    ทั้งนี้กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 1 – 5 ดาว จำนวน 260 บูท และอาหารชวนชิม 40 บูท การสาธิตกระบวนการนำทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นสินค้า OTOP จำนวน 4 ราย  และกิจกรรมส่งเสริมการขาย การแสดงศิลปวัฒนธรรม และการแสดงมินิคอนเสิร์ตของศิลปินดารา นักร้อง เพื่อเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนมาร่วมกันอุดหนุนสินค้า OTOP ตลอดจนประชาสัมพันธ์การจัดงาน OTOP ภูมิภาค ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น คาดว่าจะมียอดจำหน่ายสินค้าไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ทำให้เกิดการหมุนเวียนของระบบการเงินที่จำหน่ายสินค้าดังกล่าว เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างอาชีพให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทย

    นายอุทัย กล่าวว่า  การจัดงาน OTOP ภูมิภาค จังหวัดกาฬสินธุ์  มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานการใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาสินค้า OTOP ตลอดจนเป็นการเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ และเป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และเพิ่มศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้ได้มีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะด้านการบริหารจัดการและการตลาด

    ด้านนายสุวรรธณ์ กล่าวว่า  โครงการ OTOP ภูมิภาค เป็นโครงการหนึ่งที่ช่วยในการเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสินค้า OTOP นอกจากนี้โครงการนี้ยังทำให้ประชาชนในจังหวัดพื้นที่ดำเนินการ ได้เรียนรู้รูปแบบผลิตภัณฑ์ OTOP ของภูมิภาคอื่น เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ของตนเองให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้นเป็นที่ต้องการของตลาด สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคงเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลได้ในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5722529/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39dgYQD8KlFECMOUYEStfY

  • “อนุทิน” เรียกถกด่วน! ครม.เศรษฐกิจนัดพิเศษ แก้วิกฤตพลังงาน

    “อนุทิน” เรียกถกด่วน! ครม.เศรษฐกิจนัดพิเศษ แก้วิกฤตพลังงาน

    “อนุทิน” เรียกถกด่วน! ครม.เศรษฐกิจนัดพิเศษ แก้วิกฤตพลังงาน

    “อนุทิน” เรียกถกด่วน! ครม.เศรษฐกิจนัดพิเศษ แก้วิกฤตพลังงาน หลังราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร

    เมื่อเวลา 10.11 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าปฎิบัติหน้าที่ตึกไทยคู่ฟ้า โดยวันเดียวกันนี้นายอนุทิน ขับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัว ยี่ห้อ BYD รุ่น byd sealion 7 สีเทาเข้ม ป้ายแดง ทะเบียน ฎ 9798 กรุงเทพมหานคร มาทำงานเป็นวันที่ 2

    โดยเวลา 11.00 น. นายอนุทิน เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจนัดพิเศษ ที่ห้องสีเขียว  ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อถกแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง และหลังจากมีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร

    ผู้สื่อข่าว
    “อนุทิน” เรียกถกด่วน! ครม.เศรษฐกิจนัดพิเศษ แก้วิกฤตพลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/271777&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uEkZ5ExUBGwGXgNdD8POB

  • นโยบายเตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่ควรต้องทำ

    นโยบายเตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่ควรต้องทำ

    ในเมื่อสงครามระดับภูมิภาคของโลกได้เกิดขึ้นแล้ว และกำลังเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น ผมบอกได้เลยว่าเราอย่าไปคิดว่าสงครามจะสงบโดยเร็ว

    อย่าไปคิดว่าประเทศมหาอำนาจในโลกใบนี้จะมีการประคบประหงมกันแบบเดิม แต่จะเปลี่ยนไปเป็นการละทิ้งกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก (WTO) และขององค์การสหประชาชาติ (UN) จนไม่เหลือกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกันอย่างสันติในโลกนี้อีกต่อไป

    1.การที่ชาติมหาอำนาจนำกำลังเข้ามาระรานชาติที่ด้อยกว่าเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

    รัสเซียเป็นประเทศแรกที่เริ่มก่อสงครามและรุกรานประเทศที่เล็กกว่าอย่างยูเครนไม่หยุดมากว่า 4 ปีแล้ว ทำให้ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซ และราคาพลังงานของโลกเพิ่มขึ้นมาพอสมควร แล้วรัสเซียก็กอบโกยผลประโยชน์ร่วมกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั้งหลายกันอย่างสบายใจ

    สหรัฐอเมริกาซึ่งทำตัวเป็นประเทศผู้ดูแลกำกับประเทศสมาชิกของ UN ก็นำมาตรการมาบอยคอตรัสเซีย โดยห้ามไม่ให้ประเทศอื่นซื้อน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

    เมื่อนานเข้านานเข้า ค่าเงินดอลลาร์ก็ตกต่ำลงเรื่อย พันธบัตรของรัฐบาลอเมริกันที่ประเทศต่างๆ ซื้อเก็บเป็นสินทรัพย์ที่มั่นคงก็หมดความน่าเชื่อถือลงอย่างมาก ก็ได้หันมาใช้นโยบายปรับภาษีนำเข้า (Tariff) ให้สูงขึ้นตามอำเภอใจมาร่วมปีแล้ว

    และเมื่อเห็นท่าจะไม่ได้ผล แถมศาลสูงสุดของประเทศตนเองก็ไม่เอาด้วย ประธานาธิบดีทรัมป์ก็เลยเปลี่ยนมาใช้นโยบายรุนแรง โดยการใช้อำนาจทางทหารที่ตนเองยิ่งใหญ่ เข้าไปจัดการเปลี่ยนผู้นำอย่างกระหายเลือดกับประเทศที่เขาจ้องอยู่ 

    ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เริ่มเล่นงานประเทศเวเนซุเอลาก่อน​ ซึ่งได้ผลสมใจอย่างง่ายดาย เพราะเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่อ่อนแอ ทำงานสบายๆเหมือนฟิลิปปินส์และชุกชุมด้วยคอร์รัปชันไม่แพ้ไทย

    จากนั้นไม่ถึง 3 เดือน ก็หันมาเล่นงานประเทศอิหร่านอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้  ร่วมมือกับประเทศอิสราเอลถล่มอิหร่านอย่างหนัก พร้อมบอกชาวโลกว่าก่อสงคราม Just for fun

    พร้อมๆ กันนี้เพื่อไม่ให้ประเทศรัสเซียและประเทศอื่นว่าได้ ก็ยกเลิกการบอยคอตรัสเซียที่มีมายาวนาน ปล่อยให้รัสเซียขายน้ำมันให้ประเทศต่างๆ ได้

    ตอนนี้ใครๆ ก็จะถามว่าเมื่อไหร่สงครามจะจบ อยากบอกว่ามันจบยาก อย่างดีก็แค่ตกลงหยุดรบแล้วก็ต้องมาเจรจาใช้เวลาอีกนาน แต่สิ่งที่เลวร้ายได้เกิดขึ้นกับชาวโลกแล้ว คือการขึ้นสูงของราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซ ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจทุกประเทศไปอีกเป็นปี

    2.การเตรียมรับสถานการณ์สงครามของรัฐบาลไทย

    ที่พูดมาทั้งหมดนี้ผู้รู้ทั้งหลายก็รู้กันดีอยู่แล้ว อยากจะถามว่ารัฐบาลกำลังคิดอะไรกันอยู่ ยังยึดติดความคิดเดิมๆอยู่ใช่ไหม เช่น การประกาศนโยบายซื่อๆของรัฐบาลว่าจะคงราคาน้ำมันไว้ 15 วัน ให้รถราเติมน้ำมันได้ครั้งละไม่ถึงพันบาท แทนที่จะเกิดผลดี ไม่เลย ผู้คนตระหนกกันทั้งประเทศ

    อีกตัวอย่าง คือการได้ประกาศนโยบายการคลังแบบอนุรักษ์เดิมในเรื่องการจัดงบประมาณประจำปี ก็จะลดการคลังขาดดุลที่จะทะลุเพดานเงินกู้ให้ไม่เกิน 3 % ของ GDP ภายในปี 2572 หรือ 6 ปีข้างหน้า เป็นต้น นโยบายเหล่านี้นักเศรษฐกิจรุ่นใหม่เขาส่ายหัวกันทั้งนั้น 

    ผมอยากเสนอว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลใหม่จะต้องใช้เวลาที่เกิดวิกฤติของโลกตอนนี้มาเป็นการสร้างโอกาสของประเทศไทย โดยเลิกนโยบายด้านเศรษฐกิจแบบเก่าที่บรรจงวางไว้ทั้งหมด มาเป็นแบบใหม่

    ซึ่งผมขอเรียกว่าเป็น “นโยบายเตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจ” ตั้งแต่บัดนี้ได้แล้ว เพราะใครๆก็แหกกฎของประชาคมโลกกันมากแล้ว ไทยเรายังจะทนบริหารบ้านเมืองแบบเดิมอยู่อีกหรือ

    ยังจำได้ไหมว่า ทุกชาติเขารู้ว่าไทยเราเป็นผู้ป่วยหนักในเอเชีย ยังจำได้ไหมว่าเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 นายกรัฐมนตรีหญิงคนล่าสุดได้สร้างเรื่องงามหน้ากับ Uncle ฮุนเซ็น ซึ่งเป็นผู้นำตัวจริงของกัมพูชา

    ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กันยายน ปีที่แล้ว สำนักงานจัดอันดับเครดิตชื่อ Fitch Rating ได้ปรับภาวะเศรษฐกิจไทยให้มีแนวโน้มแย่ลง (Negative Outlook)

    แล้วจำได้ไหมว่าในช่วงปี 2568 ได้มีภาพเลวร้ายของการฉ้อฉลทางการเงินที่เรียกว่า Scammer ปรากฏออกมาให้เห็นในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันมานาน และได้ส่งผลทำให้แปดเปื้อนภาวะการเงินของไทยอย่างมากมายจนสุดจะพรรณนา 

    แม้ได้มีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลโดยการนำของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันได้

    การพลิกฟื้นประเทศที่มีอาการทางเศรษฐกิจสาหัสสากรรจ์มานานให้ได้ผลก็ยังไม่ปรากฏ ณ วันนี้ได้เป็นนายกตัวจริง มีคณะรัฐบาลใหม่ ผมเป็นคนหนึ่งที่จะคอยติดตามดูท่านว่าจะสลัดทิ้งแนวการทำงานแบบเก่าได้ไหม

    ผมเห็นว่าโอกาสที่จะเกิดวิกฤติด้านเศรษฐกิจในช่วงนี้ ซึ่งแม้จะตกลงหยุดสงครามได้ในอนาคตที่ไม่นาน แต่ผลของสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านครั้งนี้จะทำให้เกิดวิกฤตด้านเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ลากยาวไปเป็นปี

    ไทยเราจึงต้องใช้นโยบายเตะผ่าหมาก เข้ามาแก้ไขภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยต้องมุ่งเน้นไปจัดการกับเรื่องการคลังเป็นเรื่องแรก ซึ่งมีข้อเสนอแนะพอสังเขปดังต่อไปนี้

    3.นโยบายเตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจ

    นโยบายนี้ที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วนต้องดำเนินการมี 2 ประการ ดังนี้

    ประการแรก คือ นโยบายการปรับโครงสร้างของงบประมาณปีหน้า คือ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้เพิ่มงบประมาณรายจ่ายขึ้นจากปี 2569 ที่ไม่ได้งบเพิ่มเลย

    ปีหน้านี้ต้องเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 12 เป็นอย่างน้อย และต้องยอมให้งบขาดดุลการคลังที่อยู่ในระดับร้อยละ 4.5 และ 4.3 ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาสูงได้ถึงร้อยละ 5.4 ของ GDP

    ซึ่งแน่นอนต้องยอมให้วงเงินกู้สูงกว่าอัตราที่เคยเจอ สูงจนทะลุเพดานหนี้ร้อยละ 70 แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะนโยบายเดิมไม่ได้ช่วยให้ไทยรอดและโตได้ แต่นโยบายใหม่นี้จะทำให้ไทยเข้าสู่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจรายได้ระดับกลางได้ และยังสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจน้ำมันแพงในยุคสงครามได้

    นี่คือนโยบายเตะผ่าหมาก ถ้าถามว่าจะมีความเสี่ยงไหม คำตอบคือทุกนโยบายมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น มากหรือน้อย แต่ถ้าไทยจัดการได้ดี โอกาสเป็นบวกมีมากกว่า เพราะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของเรามีอยู่ค่อนข้างสูง

    ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องประกาศวางเป้าด้านการคลังตามมาให้เห็นชัดว่ายอดการคลังขาดดุลที่สูงนั้น ร้อยละ 70 จะต้องนำไปลงเพิ่มในฐานงบลงทุนปีที่แล้วที่จัดไว้แค่ 860,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้งบลงทุนจากงบประมาณในปีหน้ามีจำนวนอย่างน้อย 1,700,000 ล้านบาท

    นอกเหนือจากนี้รัฐบาลต้องประกาศเพิ่มแวต (VAT) จาก 7 % เป็น 8 % ในปี 2570 และในปี 2571 จะเพิ่มอีก 2 % เป็น 10 % ประเทศที่เป็นเมืองท่องเที่ยว รัฐบาลจะได้ภาษี VAT จากนักท่องเที่ยวเต็มๆ

    นอกจากนี้รัฐบาลใหม่จะต้องปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้ส่วนบุคคลให้ก้าวหน้าและใกล้เคียงความจริงยิ่งขึ้น

    ทางด้านรายจ่ายของงบประมาณ จำเป็นต้องทำการรื้อแพลตฟอร์มของการจัดงบประมาณที่สำนักงบประมาณทำอยู่ในทุกวันนี้ใหม่หมด ต้องรื้อฟื้นการจัดสรรงบประมาณแบบขี้เกียจ คือ จัดสรรงบให้แต่ละหน่วยงานตามแนวโน้มในอดีต อย่างนี้ต้องยกเลิกแล้วต้องจัดสรรตามเนื้องานจริงๆ ถึงต้องมีการรื้อระบบ

    ปีงบประมาณ 2570 นี้ รัฐบาลต้องประกาศนโยบายลดข้าราชการที่ล้นงานออกไปด้วยวิธีไหนก็ตามให้ได้ 5 % และทำดังนี้ไป 3 ปีติด แล้วนำงบที่ได้ไปโปะเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการที่คงอยู่ ซึ่งต้องมีการจัดให้ทำงานอย่างเข้มแข็งและเข้มข้นอย่างมาก เหมือนประเทศเพื่อนบ้านที่ก้าวหน้า

    นอกจากนี้ เมื่อจะเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการและลูกจ้างของรัฐแล้ว ก็ต้องรีบปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้บรรดาลูกจ้างในภาคเอกชนด้วย

    ประการที่สอง คือ นโยบายการรื้อระเบียบและขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดให้ทันสมัย เทียบเท่ากับที่ประเทศพัฒนาแล้วเขาใช้กัน ของไทยเราที่ใช้อยู่เป็นระเบียบที่เก่าเอื้อผู้รับเหมาก่อสร้างมากเกินไป เอื้อแบบปล่อยให้เป็นไปตามระเบียบที่ไม่ดี แล้วหัวหน้าส่วนราชการก็ใช้วิธีเดินตามน้ำไปเรื่อยๆ

    โครงการแต่ละชิ้นจึงเสร็จช้า อืดอาด ช้ากว่าใครเพื่อนในรอบบ้าน ดังนั้น ถ้าเราเอาแต่เพิ่มงบลงทุน แต่ไม่รื้อขั้นตอนการทำโครงการให้กระชับ คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ ก็จะเสียของไปทั้งยวง

    นโยบายใหม่ที่ขอนำเสนอหลักๆก็มีแค่นี้ ขอให้รัฐบาลใหม่และเสนาบดีใหม่ทั้งหลายลองพิจารณาดูก็แล้วกัน แม้ไม่เกิดสงครามก็ควรทำเพื่อให้หายป่วย แต่เมื่อเกิดสงครามอย่างนี้ ยิ่งต้องเอาไปเป็นโอกาสให้ทำได้เต็มที่

    ทุกวันนี้ประชาชนคนไทยก็น่าสมเพชอยู่แล้ว แต่คนไทยจะยอมให้ชาติอื่นทั่วโลกมาเรียกเราว่าเป็นคนไข้เรื้อรังแห่งเอเชียไม่ได้นะครับ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1226993&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P5gWTRZpsTY-wXnFfUzNK

  • ‘ชัยวัฒน์’เคาะระฆังเตือนรัฐบาลไทยเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อพุ่งเศรษฐกิจซึมยาว | เดลินิวส์

    ‘ชัยวัฒน์’เคาะระฆังเตือนรัฐบาลไทยเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อพุ่งเศรษฐกิจซึมยาว | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 26 มี.ค. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน  เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ตนได้ร่วมอภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องปัญหาวิกฤติน้ำมันเคาะระฆังเตือนรัฐบาลถึงปัญหาใหญ่ด้านเศรษฐกิจที่กำลังคืบคลานเข้ามา เพราะภาวะน้ำมันแพงต่อเนื่อง ในขณะนี้มีความเสี่ยงสูงมากที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า Stagflation คือ เงินเฟ้อพุ่งสูงในขณะที่เศรษฐกิจชะลอ คือ “ข้าวของแพง ค่าแรงถูก เศรษฐกิจซึม” เพราะต้นเหตุจากการสู้รบในตะวันออกกลางทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดนทำลาย การผลิตทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติหดหาย ต่ำลงกว่าระดับปกติ ราคาก๊าซ น้ำมัน อาหาร ค่าไฟ ค่าขนส่ง ดันต้นทุนการผลิตและราคาขึ้น ทำให้เงินเฟ้อสูง ในขณะเดียวกันร้านค้าต่างๆ ขายของได้น้อยลง การจ้างงานลดลง รายได้หดหาย การลงทุนหยุดชะงัก นำไปสู่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และด้วยปัจจัยเรื่องหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง ซ้ำเติมด้วยการบริหารจัดการวิกฤติค่าน้ำมันที่ล้มเหลวของรัฐบาลในตอนนี้ อาจถึงขั้นทำให้เศรษฐกิจหดตัวได้  เงินเฟ้อ รายได้ลด เศรษฐกิจถดถอย ปัญหาสามอย่างนี้เมื่อเกิดพร้อมกัน จะทำให้คนไทยเป็นทุกข์หนักมาก เพราะปกติเวลาของแพงขึ้นคือเงินเฟ้อ มักจะเกิดตอนเศรษฐกิจดี คนมีรายได้และใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ที่กำลังจะเกิดขึ้นตอนนี้คือของแพงขึ้นในขณะที่คนไทยจนลงพร้อมกัน

    “ภาวะ Stagflation นี้ จะนำไปสู่วงจรอุบาทว์ทางเศรษฐกิจที่หลุดพ้นได้ยากมาก เพราะเมื่อน้ำมันแพง ทำให้ต้นทุนการผลิตแพงขึ้น ทำให้สินค้าทุกอย่างแพง แต่ประชาชนไม่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นตาม  ธุรกิจต่างๆ รายเล็กรายน้อยสายป่านหมด นำไปสู่การลดการจ้างงาน เศรษฐกิจยิ่งแย่ รายได้ครัวเรือนยิ่งลดลง วนเป็นวงจรอุบาทว์ ตอนนี้ตลาดทุนไทยซึ่งสะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนก็ได้สะท้อนภาพนี้ออกมาให้เห็นแล้ว ในเดือน มี.ค.ยังไม่ถึงเดือน เงินทุนไหลออกสุทธิจากตลาดทุนไทยไปแล้ว 72,000 ล้านบาท ออกจากตลาดหุ้นไปราว 38,000 ล้านบาท และออกจากตลาดพันธบัตรไปราว 34,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่เพิ่งจะมีการกลับทิศเงินทุนไหลเข้าเป็นบวกสุทธิเมื่อเดือน ก.พ.นี้เอง” นายชัยวัฒน์ กล่าว 

    นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจไทยก่อนวิกฤติน้ำมันนี้ก็ยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่นัก เพราะหนี้ครัวเรือนสูงมาตั้งแต่ช่วงโควิด รายได้โตต่ำ การบริโภคอ่อนแอ และถ้าภาวะ Stagflation ข้าวของแพง เศรษฐกิจซึม เกิดขึ้นแล้วจะแก้ยากมาก ถ้าเราย้อนไปดูประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นไม่นานนี้ ในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เริ่มในปี 2022 ยุโรป ได้รับผลกระทบที่ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติราคาแพงมาตลอด เงินเฟ้อพุ่งจาก 2.6% ไปสูงถึง 10.6%  และเศรษฐกิจชะลอตัว GDP ดิ่งจาก 3.5% ไปที่ 0.8% แต่ในขณะนั้น EU มีกระสุนทางการคลังเพียงพอ สามารถใช้เงินงบประมาณ 2-3% ของ GDP มาอุดหนุนพลังงานเพื่อบรรเทาผลกระทบ และธนาคารกลางยุโรป ECB ก็มีไพ่บนหน้าตักเพียงพอ สามารถขึ้นดอกเบี้ยจาก 0% ไปถึง 4% ได้ เพราะในขณะนั้น อัตราว่างงานต่ำ การจ้างงานแข็งแกร่ง สามารถตอบสนองได้ทันท่วงทีทำให้กดเงินเฟ้อลงจาก 10% กลับมาที่ 2.4% ได้ โดยเศรษฐกิจไม่พัง สุดท้ายยุโรปสามารถหลุดพ้นจากการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ เพราะภาคการจ้างงานแข็งแกร่ง และมีกระสุนนโยบายทั้งด้านการเงินและการคลัง

    นายชัยวัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า กลับมาดูที่ประเทศไทย ทั้งรัฐบาลและแบงก์ชาติ จะอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะถ้าจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อลง ก็จะมีผลข้างเคียงตามมาหลายอย่าง ด้วยระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงและสินเชื่อหดตัวต่อเนื่องแบบที่เป็นอยู่ เศรษฐกิจอาจยิ่งชะลอ แต่ถ้าไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อก็จะยิ่งพุ่งจนควบคุมไม่อยู่ แต่ถ้าลดดอกเบี้ยเพื่อหวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ตอนนี้ดอกเบี้ยนโยบายไทยเราอยู่ที่ 1.0% ถือว่าต่ำสุดในประวัติศาสตร์แล้วลดลงไปอีกก็อาจจะไม่เห็นอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก  และสาเหตุของปัญหาครั้งนี้เกิดจากน้ำมัน และวัตถุดิบอื่นๆ แพง (supply shock) ไม่ใช่เพราะคนไทยใช้จ่ายร้อนแรงมากเกินไป ดังนั้นการลดดอกเบี้ยนโยบายก็อาจจะไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสมนักเพราะกลไกจากการลดดอกเบี้ยจะไปกระตุ้นอุปสงค์รวมมากกว่า และอาจซ้ำเติมให้ราคาสินค้าพุ่ง เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีก ตัวเลขคาดการณ์ล่าสุด (มี.ค. 2569) ที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักออกมาเตือนไว้ เงินเฟ้อทั่วไป อาจพุ่งเพิ่มถึง 4.5%   GDP อาจลดลงถึง 1% นี่คือฝันร้ายที่จะเกิดขึ้นกับคนไทยในอีกไม่นานนี้ และถ้ารัฐบาลไม่มีการบริหารจัดการที่รวดเร็ว ถ้ารัฐบาลไม่มีมาตรการรับมือที่ดีพอ ฝันร้ายจะมาถึงท่านแน่นอน

    นายชัยวัฒน์ ยังกล่าวต่อว่า มาตรการที่รัฐบาลควรทำเพิ่มเติมได้แบ่งเป็น ระยะสั้น และ ระยะยาว ระยะสั้นใช้การทูตเชิงรุก ประเทศไทยเป็นสมาชิกสมทบ องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ซึ่งสมาชิกถาวร 31 ประเทศ มีน้ำมันสำรองรวมกันมหาศาล IEA เพิ่งประกาศปล่อยน้ำมัน 400 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองฉุกเฉิน โดยระบุว่าจะมีน้ำมันสำรองพร้อมใช้ในภูมิภาคเอเชียก่อนภูมิภาคอื่น รัฐบาลจึงควรมอบหมายกระทรวงการต่างประเทศให้ทูตไทยในประเทศสมาชิก IEA เร่งเจรจาแสวงหาช่องทางเข้าถึงน้ำมันสำรองฉุกเฉินสำหรับประเทศไทย อินโดนีเซียซึ่งเป็นสมาชิกสมทบเหมือนเรา ก็เป็นอีกหนึ่งมิตรประเทศที่ควรเจรจา นอกจากนั้นการเจรจากับอิหร่านและมิตรประเทศของไทยในตะวันออกกลาง ให้เรือขนส่งน้ำมันหรือเรือสินค้าที่จะมาไทย ให้สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เพิ่มมากกว่าหนึ่งลำที่ผ่านไปแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ควรเร่งเจรจา

    การแก้ปัญหาระยะยาว ควรต้องแก้กฎระเบียบเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนเพิ่มเติม และสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์มากยิ่งขึ้น ซึ่งในขณะนี้แม้รัฐบาลได้ออกมาตรการภาษีมาแล้ว แต่เงื่อนไขที่มีข้อจำกัดมากเกินไปควรทบทวน ยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็นโอกาสที่รัฐบาลจะพัฒนานโยบายพลังงานระยะยาวที่กระจายความเสี่ยงการพึ่งพาแหล่งนำเข้าพลังงาน (น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ) ให้เหมาะสม และนโยบายโครงสร้างราคาที่บิดเบือนกลไกตลาดให้น้อยที่สุด คือทิศทางการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5723443/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16jToOxbVzvHBtDRb4dKe-