Category: เศรษฐกิจ

  • เริ่มแล้ว 1 เม.ย. 69 นี้ ! กรมประมง..“ปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน” ครั้งที่ 42  ดันสัตว์น้ำเศรษฐกิจพุ่งสูงขึ้น 2.67 เท่า  ควบคุมการทำประมง และฟื้นฟูระบบนิเวศ ในพื้นที่ จ. ภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง

    เริ่มแล้ว 1 เม.ย. 69 นี้ ! กรมประมง..“ปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน” ครั้งที่ 42 ดันสัตว์น้ำเศรษฐกิจพุ่งสูงขึ้น 2.67 เท่า ควบคุมการทำประมง และฟื้นฟูระบบนิเวศ ในพื้นที่ จ. ภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง

    วันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ บริเวณท่าเทียบเรือศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลกระบี่ ตำบลไสไทย อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ กรมประมงจัดพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอันดามัน ประจำปี 2569 (ปิดอ่าวอันดามัน) เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2569 ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง โดยมีนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ให้เกียรติเป็นประธานประกอบพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พร้อมปล่อยเรือตรวจประมงทะเล จำนวน 9 ลำ ออกปฏิบัติงาน และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน 2,050,000 ตัว ตลอดจนเยี่ยมชมนิทรรศการให้ความรู้ทางการประมง พร้อมอุดหนุนผลิตภัณฑ์สินค้าประมงมากมาย โดยมี นายนิรันดร์ ปราบอักษร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้การต้อนรับ และมีประชาชนเข้าร่วมงานกว่า 600 คน

    นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยหลังเป็นประธานว่า กรมประมงยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการปิดอ่าว ทั้งฝั่งอ่าวไทย อันดามัน และอ่าวไทยรูปตัว ก ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ และอนุบาลของสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อรายได้ของผู้ประกอบอาชีพด้านการประมง จากผลการสำรวจทางวิชาการในปี 2568 พบว่า อัตราการจับสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นถึง 2.67 เท่า รวมถึงการพบสัตว์น้ำเศรษฐกิจสูงขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิม 132.848 กิโลกรัมต่อชั่วโมง (ก่อนใช้มาตรการ) เพิ่มเป็น 354.835 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง (หลังใช้มาตรการ) สะท้อนถึงความสำเร็จของการดำเนินงานในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างต่อเนื่อง กรมประมงจึงเดินหน้าตามมาตรการปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน ครั้งที่ 42 ซึ่งกำหนดพื้นที่ และช่วงเวลาการบริหารจัดการทรัพยากรฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในที่จับสัตว์น้ำของจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง โดยครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 4,696 ตารางกิโลเมตร จากแหลมพันวา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ถึงตะวันออกปลายแหลมหัวล้าน อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ถึงเกาะบิดะนอก อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ถึงปลายแหลมเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ถึงปลายแหลมเกาะตะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ถึงเกาะสุกร และถึงปลายแหลมหยงสตาร์ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เพื่อคุ้มครองฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนทางฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้น ฟื้นฟูระบบนิเวศให้มีความสมดุลอย่างยั่งยืน

    สำหรับพิธีประกาศใช้มาตรการปิดอ่าวอันดามันในปีนี้ มีการจัดพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ให้ดำเนินงานตามมาตรการเป็นไปด้วยความราบรื่น พร้อมปล่อยขบวนเรือออกปฏิบัติการ จำนวน 9 ลำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมและเฝ้าระวังการทำประมงในพื้นที่อ่าวอันดามัน รวมถึงมอบแผ่นป้ายเงินอุดหนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง ประจำปี 2569 เพื่อช่วยเหลือองค์กรประมงชุมชนท้องถิ่น จำนวน 25 กลุ่ม ในการยกระดับผลผลิต สร้างความยั่งยืนให้กับชาวประมงในพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต 5 กลุ่ม จังหวัดพังงา 6 กลุ่ม จังหวัดกระบี่ 6 กลุ่ม และจังหวัดตรัง 8 กลุ่ม รวมทั้งยังมีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน 2,050,000 ตัว ประกอบด้วย กุ้งกุลาดำ 2,000,000 ตัว และ ปูม้า 50,000 ตัว ฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำ ให้บรรลุตามเป้าประสงค์ในการปรับสมดุลระบบนิเวศ สร้างแหล่งอาหารในประเทศไทยให้มีความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและการบังคับใช้กฎหมายในช่วงมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอันดามัน รวมถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำเศรษฐกิจแห่งอันดามัน เพื่อการอนุรักษ์ และคืนความสมดุลของทรัพยากรทะเล ตลอดจน การสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน ด้านการผลิตและแปรรูปสัตว์น้ำ โดยเปิดพื้นที่ให้ชุมชนท้องถิ่นนำผลิตภัณฑ์มาจัดแสดงและจำหน่ายภายในงาน จำนวน 8 ร้านค้า อาทิ ร้านค้า Fisherman Shop ปูม้าสด น้ำพริกจิ้งจ้าง ปลาแดดเดียว กุ้งย่างรมควัน ฯลฯ เป็นการสร้างรายได้ และต่อยอดทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมให้แก่พี่น้องชาวประมง

    อธิบดีกล่าวในตอนท้ายว่า…กรมประมงยังคงเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนตามแนวคิด “FISHERIES CONNECT FOR SUSTAINABILITY” อย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ เพื่อให้ทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบอาชีพด้านการประมงในระยะยาว ควบคู่กับการรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1008584&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00xpWtBFpFHDrJlno-eQDG

  • ราคาทองวันนี้ 31/03/69 เปิดตลาด ปรับขึ้น 900 บาท  รูปพรรณ ขายออก 72,200 บาท

    ราคาทองวันนี้ 31/03/69 เปิดตลาด ปรับขึ้น 900 บาท รูปพรรณ ขายออก 72,200 บาท

    วันที่ 31 มี.ค.69 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทอง วันนี้ (31 มี.ค.2569) ประกาศครั้งที่ 1 เวลา 09.07 น.ปรับขึ้น 900 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

    ประกาศครั้งที่ 1

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 71,200 บาท

    • ขายออก บาทละ 71,400 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 69,781.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 72,200 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/138259&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QEKjVteVd-7X24m4McluZ

  • รายงานตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเวียดนาม ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    รายงานตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเวียดนาม ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    โดย

    Tran

    ลงเมื่อ

    31 มีนาคม 2569 19:09

    สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/t8ranxffyi6caa4j0qif1okk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15odCko_S1uLLGlfS6URj2

  • “อาทิตย์” ชี้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ Melt Down ถาวร จี้รัฐเร่งเครื่อง S-Curve ใหม่

    “อาทิตย์” ชี้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ Melt Down ถาวร จี้รัฐเร่งเครื่อง S-Curve ใหม่

    นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จํากัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยในงานสัมมนา Battle Strategy 2026 winning the new world order พลิกเกมรบ ชิงชัยเศรษฐกิจ ทะยานสู่เป้าหมาย GDP 3% บนสมรภูมิระเบียบโลกใหม่ จัดโดย หนังสือพิมพ์ ข่าวหุ้นธุรกิจ วันนี้ (31 มี.ค.69) ในหัวข้อ The Intelligence Shift: Re-engineering Thai Capital for a High-Growth New World ระบุว่า สถานการณ์ความผันผวนของโลกไม่ได้เป็นเพียงเรื่องชั่วคราวอีกต่อไป แต่คือความผันผวนแบบถาวรที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและเกิดถี่ขึ้น ซึ่งแตกต่างจากวิกฤตปี 2540 ที่พังทลายพร้อมกัน แต่ปัจจุบันเป็นลักษณะการค่อยๆ ละลาย (Melt Down) จนเกิดเป็นเศรษฐกิจแบบสองชั้น (Two-tier) โดยฐานรากและธุรกิจเอสเอ็มอีสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง จนอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงินในท้ายที่สุดหากไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือ

    ทั้งนี้ ประเทศไทยและภาคธุรกิจจึงต้องเร่งปรับตัวโดยรักษากระแสเงินสดจากธุรกิจเดิม (Cash Cow) ซึ่งเปรียบเสมือนภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการส่งออกของไทย ควบคู่ไปกับการลงทุนในเทคโนโลยีระดับสูงอย่าง Data และ AI โดยอาศัยรูปแบบการลงทุนที่เน้นแพลตฟอร์มและลดการถือครองสินทรัพย์ถาวร (Asset-light) เพื่อนำมาใช้สร้างธุรกิจในเส้นโค้งการเติบโตใหม่ (S-Curve) ทั้งนี้ การเติบโตของจีดีพีที่ระดับ 3% จะต้องเป็นการเติบโตที่มีคุณภาพ (Quality Growth) จากอุตสาหกรรมใหม่ด้วย ไม่ใช่การเติบโตจากสิ่งเดิมๆ ท่ามกลางโลกที่อยู่ในยุคผู้ชนะกินรวบ (Winner takes all) ซึ่งความยากไม่ได้อยู่ที่การคิดกลยุทธ์ แต่อยู่ที่การลงมือปฏิบัติจริง (Implementation) การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร การกล้าทดลอง และความกล้าที่จะตัดขาดทุน (Cut loss) เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่โดยไม่หลอกตัวเอง

    ส่วนของการดำเนินงานของ SCBX นั้น ได้เลือกที่จะไม่ดิสรัปต์ธุรกิจธนาคารเดิมซึ่งต้องหล่อเลี้ยงผลกำไรและผู้มีส่วนได้เสีย แต่เลือกที่จะสร้างโครงสร้างใหม่เช่น Virtual Bank ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งมีความได้เปรียบจากการลงทุนใหม่ทั้งหมดโดยไม่มีภาระโครงสร้างเดิม (Legacy) อย่างระบบคอลเซ็นเตอร์ ทำให้มีความรวดเร็วและพร้อมแข่งขัน ขณะที่มุมมองต่อตลาดทุนไทยนั้น นายอาทิตย์ชี้ว่าตลาดทุนคือผลพลอยได้ (By-product) หากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง สัญญาณการฟื้นตัวที่เห็นในตลาดหลักทรัพย์อาจเป็นเพียงสัญญาณหลอก (Fake Signal) ประเทศไทยจึงต้องเร่งสร้างตนเองให้เป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความไว้วางใจ (Trusted Platform) เพื่อดึงดูดทรัพยากรจากต่างชาติในจังหวะที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปิดโอกาส เช่น การที่ตะวันออกกลางอาจสูญเสียความเชื่อมั่นในการเป็นศูนย์กลางทางการเงินเนื่องจากภาวะสงคราม โดยไทยควรโฟกัสในอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ นวัตกรรมอาหาร (Future Food) AI และดิจิทัล สุขภาพและสุขภาวะ (Health and Wellness) รวมถึงพลังงานสะอาด (Green Energy)

    สำหรับทิศทางการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ถือเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพทางการเมืองสูงและมีความหวังในการผลักดันนโยบาย โดยสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการแสดงเจตจำนงที่แน่วแน่ (Good Will) ในการดึงดูดการลงทุนเพื่ออนาคตแทนการเผาทรัพยากรไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบชั่วคราว แม้ว่าเสถียรภาพทางการคลังอาจลดลงจากการขาดดุลหรือทุนสำรองที่ลดลงมาอยู่ระดับกว่า 2.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่รัฐบาลไม่ควรหวาดกลัวหากจำเป็นต้องกู้เงินจนชนเพดานเพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการลงทุนพลิกโฉมประเทศขนานใหญ่ ยกเว้นเสียแต่ว่าจะเป็นการกู้เพื่อนำมาแจกจ่ายซึ่งเป็นสิ่งที่น่าวิตก นอกจากนี้ รัฐบาลต้องสามารถตอบสังคมได้ว่าการดึงดูดการลงทุน เช่น Data Center นั้น คนไทยและประเทศจะได้ประโยชน์อะไรกลับคืนมาอย่างชัดเจน

    นายอาทิตย์ กล่าวทิ้งท้ายถึงการเตรียมลงจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารในสิ้นปีนี้ว่า ตนเองไม่มีความกังวลใดๆ ต่อการเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงที่จะมารับช่วงต่อทั้งสองท่านเป็นบุคคลากรที่เติบโตมาจากภายในองค์กร (Homegrown) และร่วมงานกันมาอย่างยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมเวทีสัมมนาของข่าวหุ้นธุรกิจที่ทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการช่วยขับเคลื่อนสังคมและค้นหาทางออกให้แก่ประเทศชาติ และฝากข้อคิดทิ้งท้ายให้ทุกภาคส่วนยุติการถกเถียงเรื่องความถูกผิด แล้วหันมาร่วมมือกันลงมือทำเพื่อขจัดอุปสรรคและพัฒนาประเทศให้ก้าวเดินต่อไปได้อย่างแท้จริง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/822839&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Fsr1MYHeeqkNs_7fKVzWu

  • หอการค้าฯหนุน “ครม.อนุทิน 2” ชี้ตั้งรัฐบาลเร็วส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ

    หอการค้าฯหนุน “ครม.อนุทิน 2” ชี้ตั้งรัฐบาลเร็วส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ


    หอการค้าไทยพร้อมผนึกกำลังรัฐบาลใหม่เดินหน้าแก้ปัญหาเฉพาะหน้า-ปรับโครงสร้างประเทศ ชงตั้งครม.เศรษฐกิจ รับมือความผันผวนเพิ่มความคล่องตัวการบริหาร

     ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในนามของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ต้องขอแสดงความยินดีกับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หรือ “ครม.อนุทิน 2” ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เข้ามาปฏิบัตหน้าที่ต่อเนื่อง การที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลและมีคณะรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศได้อย่างรวดเร็วนั้น ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันประเทศไทยกำลังถูกรายล้อมด้วยความท้าทายและปัญหามากมาย ทั้งประเด็นภายในและภายนอก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเราโดยตรง

    ทั้งนี้การมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารงานอย่างรวดเร็ว จะช่วยให้สามารถเดินหน้าและตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่างๆ ได้ ซึ่งทางภาคเอกชนเองมีความเชื่อมั่นว่า คณะรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามานี้ จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างใกล้ชิด

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารงานเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นคือรูปแบบการทำงานของ ครม.เศรษฐกิจ ที่มีการบูรณาการข้ามกระทรวง มีความเป็นเอกภาพสูง ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว และเข้าใจบริบทของการแข่งขันในเวทีโลก เพื่อให้รับมือกับความผันผวนได้อย่างทันท่วงที สำหรับการแต่งตั้งที่ปรึกษาหรือคณะทำงานของรัฐมนตรีแต่ละคนก็เชื่อว่าจะสามารถดึงเอาคนเก่งคนดีที่รู้จริงเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ได้

    สำหรับสิ่งที่ภาคเอกชนได้เตรียมความพร้อมและอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการนั้น นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว เราอยากให้มีแผนงานที่ชัดเจนและทำได้จริงอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยยังต้องมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาระยะกลางและระยะยาวควบคู่กันไปด้วย อาทิ

    1. การรับมือภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงาน ในยุค Geo-war รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์การค้าที่แม่นยำ ทั้งกับจีนและสหรัฐฯ เพื่อหาจุดแข็งในการส่งออก ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อให้ไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัย สำหรับการลงทุน และที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและค่าไฟให้มีเสถียรภาพและแข่งขันได้

    2. การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อลดต้นทุนประเทศ ทั้งการปฏิรูประบบราชการที่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลกันอย่างแท้จริงเพื่อลดภาระของประชาชนและธุรกิจ รวมถึงการยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น เพื่อลดค่าเสียโอกาสมหาศาลของประเทศ โดย เรามีทั้งข้อเสนอ Reinvent Thailand และ คณะทำงาน กกร และเพื่อนไม่ทน Zero Corruption พร้อมเดินหน้ากับรัฐบาล

    3. การฟื้นฟูรากฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยเฉพาะภาคการเกษตร ที่กำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ซึ่งหากเราแก้ได้ จะเป็นการปลดล็อกวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปของไทยให้เติบโตในระดับโลก นอกจากนี้ รัฐต้องเร่งจัดทำฐานข้อมูล SME ให้ชัดเจน เพื่อให้ออกมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด พร้อมนำเรื่องของเทคโนโลยี ดิจิทัล AI และ Sustainability มาช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทย

    ทางหอการค้าไทยพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่ง สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลใหม่  เชื่อมภาคเอกชน และร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อนำพาประเทศไทยผ่านช่วงที่ท้าทายนี้ไปด้วยกัน และหวังว่า รัฐบาลชุดใหม่จะเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหารอบด้าน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และร่วมกันแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันไปด้วยกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/41563&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EDLYEPeX2bQP85fGiPXr5

  • ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ชำระค่าคลื่น 2600 MHz งวดที่ 3 เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก

    ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ชำระค่าคลื่น 2600 MHz งวดที่ 3 เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก

    วันนี้, 13:51น.


    31 มีนาคม 2569 – บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC) ในกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ดำเนินการชำระค่าคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz (ช่วงความถี่ 2600–2690 MHz) งวดที่ 3 เป็นจำนวนเงิน 2,868,598,666.52 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมวางหนังสือค้ำประกันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ส่วนที่เหลือให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามเงื่อนไขจากการประมูลคลื่นความถี่

    การชำระเงินค่าคลื่นความถี่ดังกล่าว นำโดย นายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร (ซ้าย) หัวหน้าสายงานรัฐกิจสัมพันธ์และกำกับดูแล และนางสาวกนกพร คุณชัยเจริญกุล (ขวา) หัวหน้าสายงานกลยุทธ์กฎระเบียบการกำกับดูแลกิจการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนบริษัทฯ ในการชำระค่าคลื่นความถี่ โดยมีนายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน (กลาง) รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม เป็นผู้รับมอบ ณ สำนักงาน กสทช.
    การชำระค่าคลื่นความถี่ครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทรูในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบการกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด พร้อมเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการใช้งานดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็วในทุกภาคส่วน
    คลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz เป็นคลื่นหลักในการพัฒนาเครือข่าย 5G ที่มีประสิทธิภาพสูง ทั้งด้านความเร็วและความจุของโครงข่าย ทรูได้นำคลื่นดังกล่าวไปพัฒนาการให้บริการ 5G เพื่อยกระดับคุณภาพสัญญาณให้ครอบคลุม เร็ว แรงมากยิ่งขึ้น รองรับการใช้งานดิจิทัลของประชาชน ธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม

    พร้อมกันนี้ การใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่อย่างเต็มศักยภาพยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี 5G, IoT และ AI เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถของภาคธุรกิจ และเสริมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ
    ทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานมือถือของลูกค้า และสร้างรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/160387&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AQEFOttpM4bQcmXohiHfz

  • ธปท. ชี้ เศรษฐกิจ ก.พ. 69 แผ่ว เงินเฟ้อติดลบ 0.88% ส่งออก-การผลิตหด สงครามกดดัน

    ธปท. ชี้ เศรษฐกิจ ก.พ. 69 แผ่ว เงินเฟ้อติดลบ 0.88% ส่งออก-การผลิตหด สงครามกดดัน

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจไทยประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีทิศทางชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนมกราคม โดยเครื่องชี้วัดหลายตัวปรับลดลงหลังจากที่ได้เร่งตัวไปมากในช่วงก่อนหน้า ซึ่งข้อมูลในเดือนกุมภาพันธ์นี้ยังเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะมีความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ด้านการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรม พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำหดตัวลง 2.3% จากปัจจัยชั่วคราวในการลดลงของหมวดปิโตรเลียมที่ส่งออกไปยังอาเซียน และหมวดเครื่องประดับอัญมณีที่ส่งออกไปยังอินเดีย ซึ่งได้เร่งตัวไปแล้วในเดือนก่อน อย่างไรก็ตาม สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังคงขยายตัวได้ดีตามการส่งออกอุปกรณ์โทรคมนาคมไปยังจีนและสหรัฐอเมริกา ในขณะที่หมวดยานยนต์และชิ้นส่วนเพิ่มขึ้นตามยอดส่งออกไปยังออสเตรเลียและตะวันออกกลาง ทางด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวลง 2.1% สอดคล้องกับการลดลงของหมวดปิโตรเลียมจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น รวมไปถึงหมวดยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ลดลงจากระดับสินค้าคงคลังที่สูง

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวในเดือนกุมภาพันธ์มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 3.3 ล้านคน ซึ่งเมื่อขจัดปัจจัยทางฤดูกาลแล้วพบว่าลดลง 1.8% จากเดือนก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลที่เดินทางเข้ามามากแล้วในช่วงปลายปี รวมถึงนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและมาเลเซียที่ลดลงจากการเข้าสู่ช่วงเทศกาลรอมฎอน สิ่งนี้ส่งผลให้รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 2.1% ตามจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะไกลที่มีค่าใช้จ่ายสูง กิจกรรมในภาคบริการจึงปรับลดลง 0.7% ในเกือบทุกสาขา โดยเฉพาะสาขาโรงแรมและภัตตาคาร

    ขณะที่ด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคภาคเอกชนปรับลดลง 1.8% โดยหมวดสินค้าคงทนลดลงหลังจากที่ประชาชนได้เร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนหมดมาตรการส่งเสริมในระยะที่ 3 (EV 3.0) และหมวดสินค้าไม่คงทนลดลงตามยอดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 1.9% ในเกือบทุกหมวด ทั้งหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นตามการนำเข้าคอมพิวเตอร์ และหมวดก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นทั้งอาคารพาณิชย์และที่อยู่อาศัย สวนทางกับหมวดยานพาหนะที่ลดลง

    ในส่วนของการใช้จ่ายภาครัฐและตลาดแรงงาน การใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอนขยายตัวจากระยะเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งรายจ่ายประจำที่ขยายตัวตามการเบิกจ่ายบำนาญและค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ รวมถึงรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางที่ขยายตัวตามการเบิกจ่ายงบประมาณเหลื่อมปี อย่างไรก็ตาม รายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัวลง รวมถึงตลาดแรงงานพบว่าการจ้างงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ปรับลดลง สะท้อนให้เห็นว่าภาคการผลิตเริ่มมีการปรับตัวเพื่อลดต้นทุน

    “การจ้างงานในระบบประกันสังคมในเดือนกุมภาพันธ์ก็ปรับลดลง อันนี้จากการพูดคุยกับผู้ประกอบธุรกิจก็จะเห็นได้ว่าในภาคการผลิตอาจจะมีการปรับตัวเริ่มเห็นการปรับตัวในการที่จะลดต้นทุนมากขึ้นตั้งแต่ต้นปี”

    อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ติดลบมากขึ้นที่ 0.88% จากสาเหตุหลักคือหมวดอาหารสดที่ราคาผักและเนื้อสัตว์ลดลงตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัวอยู่ที่ 0.56% ด้านภาคต่างประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นผลมาจากการเกินดุลการค้าตามมูลค่าการนำเข้าที่ลดลง ทั้งนี้สำหรับทิศทางค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงปลายเดือนต่อเนื่องถึงเดือนมีนาคม จากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐและความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนที่สูง

    นอกจากนี้ นางสาวชญาวดี กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มในเดือนมีนาคม 2569 เศรษฐกิจไทยยังคงมีความเสี่ยงด้านต่ำจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ความเชื่อมั่นทางธุรกิจเริ่มปรับลดลง ทั้งกลุ่มโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการจองตั๋วของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง รวมไปถึงความเชื่อมั่นในภาคการผลิตที่ลดลงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ดันราคาต้นทุนและค่าขนส่งให้สูงขึ้น รวมถึงดัชนีการค้นหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไทยและการสำรองที่นั่งล่วงหน้าก็ปรับลดลง นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่มีความไม่ชัดเจนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    “เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงด้านต่ำ จากผลกระทบของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ก็น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านหลายช่องทาง และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งตัวที่เรายังต้องติดตามต่อเนื่อง”

    เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามเพิ่มเติมว่า หากเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นและอาจกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายเร็วกว่าที่คาด จะทำให้ต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อหรือไม่ หรือยังมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้อยู่ นางสาวชญาวดี ระบุว่า การดำเนินนโยบายการเงินจำเป็นต้องพิจารณาภายใต้บริบทของเศรษฐกิจในภาพรวม โดยนโยบายการเงินถือเป็นเครื่องมือฝั่งอุปสงค์ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อในปัจจุบันยังคงมาจากฝั่งอุปทานเป็นสำคัญ ทำให้การใช้อัตราดอกเบี้ยอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

    ทั้งนี้ ยอมรับว่าเศรษฐกิจที่ผ่านมาอยู่ในภาวะที่ต้องประคับประคอง ดังนั้นในระยะต่อไปต้องติดตามพัฒนาการของเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นและทรงตัวในระดับสูง จนเริ่มส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ ก็อาจต้องกลับมาประเมินบทบาทของอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งว่าเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน

    “ดอกเบี้ยไม่ใช่เครื่องมือเดียวในการดูแลเศรษฐกิจ ต้องมีมาตรการอื่นเข้ามาเสริมและต้องตรงจุด เพราะหากเงินเฟ้อสูงจากฝั่งอุปทาน การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยมาก ขณะเดียวกัน หากเศรษฐกิจชะลอ การลดดอกเบี้ยก็ต้องประเมินว่าจะช่วยกระตุ้นได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่ความเสี่ยงยังสูงและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว”

    นอกจากนี้ นางสาวชญาวดี ยังระบุด้วยว่า การตัดสินใจนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องคำนึงถึงความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินอย่างรอบด้าน

    ทั้งนี้ สำหรับความคืบหน้ามาตรการดูแลการซื้อขายทองคำที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา นางสาวชญาวดี ชี้ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมและประมวลข้อมูล โดยยอมรับว่าผู้ประกอบการค้าทองคำเองก็อยู่ในช่วงเร่งปรับตัวตามมาตรการใหม่ ดังนั้น จะขอรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนก่อน และจะชี้แจงรายละเอียดผลการดำเนินงานอีกครั้งในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/272191&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ruBfg70hk5INskFSuC2QM

  • ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบต่อเศรษฐกิจมาเลเซีย

    ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบต่อเศรษฐกิจมาเลเซีย

    เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude Oil) ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 119.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 25 ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งวัน และถือเป็นระดับราคาสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี 6 เดือน ภายหลังจากที่ราคาทะลุเกณฑ์ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตั้งแต่เปิดตลาดเมื่อวันที่ มีนาคม 2569 จากสภาวะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพการผลิตและการขนส่งพลังงาน

    ดร. โมฮาหมัด อิดฮัม มัด ราซัก จาก MARA University of Technology วิเคราะห์ว่า ราคาพลังงานในตลาดโลกที่สูงขึ้น จะช่วยสร้างรายได้จากการส่งออกและทำให้ดุลการค้าของมาเลเซียเพิ่มขึ้น จนมีงบประมาณเพียงพอสำหรับใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและมาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี แม้ว่ามาเลเซียจะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ด้วยภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งภายในประเทศ จะส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่พึ่งพาเชื้อเพลิงและโลจิสติกส์ และจะส่งผลกระทบต่อภาระต้นทุนภาคครัวเรือนและธุรกิจทั้งระบบ ซึ่ง ดร. อิดฮัมฯ เห็นว่า นโยบายการให้เงินอุดหนุนแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Subsidies) และการรักษาเสถียรภาพราคา (Price Stabilisation Mechanisms) จากภาครัฐจะช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวได้

    ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร. ไอมี่ ซุลฮัซมี อับดุล ราชิด จาก University Kuala Lumpur Business School ระบุว่า รัฐบาลมาเลเซียจะสามารถคงราคาน้ำมันเบนซิน RON95 ในระดับอุดหนุนได้อีกประมาณ เดือน หากราคาน้ำมันดิบยังอยู่ที่ประมาณ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันโลกยังคง
    สูงเกินระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลมาเลเซียอาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับนโยบายและโครงสร้างการอุดหนุนราคาน้ำมันเบนซิน RON95 โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ

    สำหรับสถานการณ์ในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย ดัชนีกลุ่มพลังงาน (Bursa Malaysia Energy Index) พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งปีที่ 817.29 จุด นำโดยหุ้นกลุ่มขุดเจาะและโรงกลั่น เช่น Hibiscus Petroleum Bhd. เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.59 และ Hengyuan Refining Company Bhd. เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.43 ขณะที่ Petra Energy Bhd. เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.54 และ Perdana Petroleum Bhd เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.12 ส่วนหุ้นพลังงาน
    ที่ปรับตัวขึ้นต่ำกว่าร้อยละ เช่น Malaysia Marine and Heavy Engineering Holdings Bhd, Dayang Enterprise Holdings Bhd, Petron Malaysia Refining & Marketing Bhd, Deleum Bhd, Alam Maritim Resources Bhd และ T7 Global Bhd ซึ่งทิศทางที่ปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานสวนทางกับภาพรวมตลาด โดยดัชนี FTSE Bursa Malaysia KLCI ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 1,700 จุด ปิดที่ 1,674.17 จุด ลดลงร้อยละ 2.56 เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลต่อความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

    ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ Public Investment Bank Bhd คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์
    มีแนวโน้มที่จะทรงตัวเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลต่อเนื่องอีกอย่างน้อย เดือน หากความขัดแย้ง
    ในตะวันออกกลางยังทวีความรุนแรง ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียจำเป็นต้องรักษาสมดุลและบริหารจัดการกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาคครัวเรือนและธุรกิจอย่างใกล้ชิด

    บทวิเคราะห์ผลกระทบ

    1. ด้านการคลังและรายได้ภาครัฐ

              แม้มาเลเซียในฐานะประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้รายได้จากภาษีเงินได้ปิโตรเลียมและเงินปันผลจาก Petronas ปรับตัวสูงขึ้นตาม แต่ในทางกลับกัน รัฐบาลต้องแบกรับภาระงบประมาณอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้น หากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังคงทรงตัวเหนือระดับ 100–120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง รายได้ส่วนเกินที่ควรใช้เพื่อขับเคลื่อนโครงการพัฒนาประเทศ อาจต้องถูกนำมาใช้เพื่อพยุงราคาขายปลีกภายในประเทศแทน ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อแผนการรักษาวินัยการคลัง (Fiscal Consolidation) ในระยะยาว

    1. ด้านค่าครองชีพและเงินเฟ้อ

              อัตราเงินเฟ้อของมาเลเซียมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะ
    ในภาคโลจิสติกส์และการขนส่ง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกระจายสินค้า ผลกระทบนี้อาจขยายวงกว้างไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป เนื่องจากมาเลเซียต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหาร มูลค่ารวมสูงถึง หมื่นล้านริงกิตต่อปี ดังนั้น เมื่อต้นทุนการขนส่งระหว่างประเทศสูงขึ้น ราคาสินค้าย่อมปรับตัวเพิ่มตาม ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนจะลดลง และอาจนำไปสู่ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร 
    หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ยังคงยืดเยื้อต่อไป

    1. ด้านการลงทุนและตลาดทุน 

              แม้หุ้นกลุ่มพลังงานจะได้รับผลบวกในระยะสั้นจากกำไรที่เพิ่มขึ้น แต่ความเชื่อมั่นในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ จะถดถอยลงจากความกังวลด้านต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ตลาดทุนยังเผชิญความเสี่ยง 
    หากอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงจนส่งผลให้ธนาคารกลางมาเลเซีย (Bank Negara Malaysia) ต้องตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OPR) เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นและชะลอการตัดสินใจลงทุนจากต่างชาติ

    ความเห็น สคต.

    สคต. กัวลาลัมเปอร์ เห็นว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบโดยตรง
    ต่อต้นทุนการค้าข้ามพรมแดนระหว่างไทยและมาเลเซีย โดยเฉพาะค่าขนส่งโลจิสติกส์ทางบกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ผู้ประกอบการไทยจึงควรเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการต้นทุน 
    และพิจารณาปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
    ในตลาดมาเลเซีย

    ในขณะเดียวกัน ภาวะที่ราคานำเข้าอาหารในมาเลเซียปรับตัวสูงขึ้น ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับสินค้าไทยในกลุ่มอาหารที่เน้นความคุ้มค่า (Value for Money) ซึ่งไทยมีจุดแข็งทั้งด้านคุณภาพและความสามารถ
    ในการควบคุมราคาให้แข่งขันได้ สินค้ากลุ่มนี้จะตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวมาเลเซียที่มองหาสินค้าคุณภาพดี
    ในราคาเข้าถึงได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัวในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรติดตามนโยบายการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงของรัฐบาลมาเลเซียอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากมีการปรับลดวงเงินอุดหนุน จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น และกระทบต่อ
    ค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งอาจนำไปสู่การชะลอตัวของกำลังซื้อในกลุ่มสินค้าที่ไม่จำเป็น/ฟุ่มเฟือยในช่วงกลางปี 2569 ผู้ส่งออกจึงควรพิจารณาปรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับพฤติกรรมการใช้จ่ายที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/avvuhymv1z9tf8fai69ak3l9&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25mGGnMLvsUio_MS4GSHui

  • เปิด 9 ขุนพล ‘ทีมเศรษฐกิจ’ ครม.อนุทิน 2 ส่องประวัติ พ่วงภารกิจใหญ่

    เปิด 9 ขุนพล ‘ทีมเศรษฐกิจ’ ครม.อนุทิน 2 ส่องประวัติ พ่วงภารกิจใหญ่

    เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 31 มีนาคม 2569 เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หรือ “ครม. อนุทิน 2” เพื่อเข้าบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไป โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

    เป็นที่น่าจับตามองสำหรับเหล่าเสนาบดีสำคัญที่เป็น “มือเศรษฐกิจ” ประจำรัฐบาล หลังมีการดึงตัวบุคคลระดับแม่ทัพ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” รวมมืออาชีพและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เข้ามานั่งเก้าอี้คุมกระทรวงสำคัญที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ร่วมกับขุนพลสายการเมืองที่มีฐานเสียงหนาแน่น เพื่อสร้างเสถียรภาพทั้งในแง่ของนโยบายและการเมืองควบคู่กันไป

    ทั้งนี้ภายหลังการโปรดเกล้าฯ มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีเตรียมนำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ในวันที่ 6 เมษายนนี้ คาดว่าจะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาทันทีในช่วงวันที่ 7-9 เมษายน 2569 เพื่อประกาศพิมพ์เขียวการบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ 

    สิ่งที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์และสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดทุนทันที คือ การจัดทัพ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่ถูกยกเครื่องใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ มืออาชีพคุมนโยบาย นักการเมืองคุมการขับเคลื่อน ส่วนของกระทรวงเกรดเอและกลุ่มกระทรวงเศรษฐกิจ พบว่า การจัดวางตัวบุคคลที่สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ “รุกและรับ” อย่างชัดเจน ดังนี้

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ 

      ประวัติการศึกษา
    • ปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    • ปริญญาโท M.S. (Policy Economics) University of Illinois at Urbana-Champaign สหรัฐฯ
    • ปริญญาเอก Ph.D. (Economics/Finance) Claremont Graduate University สหรัฐฯ

    ประวัติการทำงาน/การเมือง

    ลูกหม้อกระทรวงการคลัง เคยดำรงตำแหน่งสูงสุดใน 3 กรมหลัก คือ อธิบดีกรมสรรพากร, อธิบดีกรมสรรพสามิต และอธิบดีกรมธนารักษ์ ก่อนขยับขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) นอกจากนี้ยังเคยเป็นเอกอัครราชทูตฝ่านเศรษฐกิจการคลัง ประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป เป็น Senior Advisor ของธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และโฆษกกระทรวงการคลัง

      ภารกิจหลักกระทรวงการคลัง

    ประสานรอยต่อระหว่างนโยบายการเงิน (ธปท.) และนโยบายการคลัง เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค และเร่งผลักดันภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และภาษีแพลตฟอร์มต่างชาติ เพื่อเพิ่มรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน รวมถึงบริหารจัดการงบประมาณและระบบหลังบ้าน เพื่อเปิดตัวมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานราก โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง” ให้ทันไตรมาส 2/2569

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

    ประวัติการศึกษา

    • ปริญญาตรีและปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    ประวัติการทำงาน/การเมือง

    พิพัฒน์ ถือเป็นแม่ทัพใหญ่ นักบริหาร ผู้เคยสร้างอาณาจักร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG (สถานีบริการน้ำมัน PT) จนกลายเป็นเครือข่ายปั๊มน้ำมันที่มีจำนวนสาขามากเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย สำหรับงานการเมืองของพิพัฒน์ ถือเป็นแม่ทัพใหญ่ภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทยในศึกเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่สามารถคว้าเก้าอี้ สส. มาได้ตามเป้าหมาย 31 คน

    ผลงานที่ผ่านมาพิพัฒน์เคยผ่านการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา (ยุคโควิด-19) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จนมาถึงตำแหน่งล่าสุดเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คุมกระทรวงเกรดเอบวก พ่วงรองนายกฯ สร.2 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลก่อน หลังได้รับมอบหมายงานจากนายกฯ ทั้งด้านเศรษฐกิจ และการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการนั่งคุม ศบก. รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

      ภารกิจกระทรวงคมนาคม

    การผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการขนส่งโลจิสติกส์ โดยเฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์ ที่จะดึงนักลงทุนต่างชาติ (UAE, จีน, สหรัฐฯ) เข้ามาร่วมทุนโครงการ และการผลักดันขยายผลนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ให้ครอบคลุมทุกสีทุกเส้นทางแบบถาวร โดยใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเข้าสนับสนุน ตลอดจนการผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ฯลฯ   

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

      ประวัติการศึกษา
    • ปริญญาตรี สถิติศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • ปริญญาโท MBA (International Management) Northrop University สหรัฐฯ
      ประวัติการทำงาน/การเมือง

    ผู้บริหารหญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของไทย เคยเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ IBM Thailand และ CEO กลุ่มดุสิตธานี นอกจากนี้ยังเป็นคนนอก ที่ถูกดึงเข้ามารับงานการเมืองเป็นครั้งแรก ในรัฐบาลอนุทิน 1 เพื่อใช้คอนเนคชันธุรกิจระดับโลกในการเจรจาการค้าและดึงการลงทุนต่างชาติ ซึ่งที่ผ่านมาศุภจี ถือเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่ป๊อบปูล่ามากที่สุดคนหนึ่ง กับวิธีบริหารและการพูดที่นุ่มลึกแต่เนื้อหาดุดัน

      ภารกิจกระทรวงพาณิชย์

    การใช้คอนเนคชันธุรกิจเปิดดีลเจรจานำข้าวไทยไปแลกเปลี่ยนกับปุ๋ยหรือพลังงานจากต่างประเทศ เพื่อลดต้นทุนให้เกษตรกร,เร่งเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) และกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ให้จบภายในปีเดียว ตลอดจนการคุมราคาสินค้าในช่วงราคาน้ำมันพุ่งอย่างต่อเนื่องจากสงครามตะวันออกกลาง และต้นทุนราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงที่เงินเฟ้อผันผวน

    นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

      ประวัติการศึกษา
    • ปริญญาตรี วิศวกรรมอุตสาหการ University of California, Berkeley สหรัฐฯ
      ประวัติการทำงาน/การเมือง

    ประวัติการทำงานในอดีตเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารอาณาจักร “ไทยซัมมิท” (Thai Summit Group) ยักษ์ใหญ่ชิ้นส่วนยานยนต์ และเป็นแกนนำกลุ่มสามมิตร นำทีม ส.ส. เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ และดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

    ต่อมาได้หวนคืนกลับสู่พรรคเพื่อไทย ในปี 2566 ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่ากระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นรัฐมนตรี และยังเคยรับหน้าที่เป็นนายกฯ รักษาการอยู่ในช่วงหนึ่งที่เกิดวิกฤตการเมืองด้วย

    ภารกิจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    การผลักดันจัดรูปที่ดิน ส.ป.ก. โดยเร่งเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้นและการวางระบบบริหารจัดการน้ำ 25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ ป้องกันภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซากด้วยระบบเซนเซอร์เตือนภัย รวมทั้งการแก้ภาระหนี้เกษตรกร ตลอดจนผลักดันการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ เช่น โกโก้ และพืชโปรตีนสูง เพื่อทดแทนการปลูกข้าวในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม

    นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

      ประวัติการศึกษา
    • ปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ (EEM) จาก มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) 
    • ปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดการ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด
      ประวัติการทำงาน/การเมือง

    และมีชื่อเสียงหลังเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญของ กปปส. โดยลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์  ในปี 2565 และเข้ามาเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ และดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรค ก่อนก้าวมานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร โดยมีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการตั้ง “ชุดสุดซอย” ปราบโรงงานเถื่อน ผิดกฎหมาย ก่อนจะย้ายมาพรรคภูมิใจไทย

      ภารกิจกระทรวงพลังงาน 

    การรื้อโครงสร้างราคาก๊าซ โดยปรับสูตรราคา Pool Gas เพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มอย่างเป็นธรรมต่อประชาชน และการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพงจากสงครามตะวันออกกลาง รวมถึงการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ มุ่งเน้นพลังงานหมุนเวียน ให้ถึง 50% ของสัดส่วนทั้งหมด และปลดล็อกกฎหมายโซลาร์รูฟท็อปเสรี ให้ครัวเรือนสามารถติดตั้งและขายไฟคืนเข้าระบบได้โดยไม่ต้องขออนุญาตยุ่งยาก

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

      ประวัติการศึกษา
    • ศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) ศูนย์พระนครศรีอยุธยา วาสุกรี
    • ระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการ จากมหาวิทยาลัยรังสิต
      ประวัติการทำงาน/การเมือง

    เริ่มต้นจากการเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พระนครศรีอยุธยา เขตอำเภอวังน้อย และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ.พระนครศรีอยุธยา รวม 4 สมัย ซึ่งมีความใกล้ชิดกับฐานรากและเข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจชุมชน

    เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ล่าสุดได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

      ภารกิจกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

    การหารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ ผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองและแหล่งท่องเที่ยวชุมชน เพื่อกระจายรายได้จากเมืองหลักสู่ชนบท รวมถึงการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อกู้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย

    นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

      ประวัติการศึกษา
    • จบการศึกษาจากโรงเรียนประจำชั้นนำในประเทศอังกฤษ
      ประวัติการทำงาน/การเมือง

    บุตรชายคนโตของ “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งมีความโดดเด่นในธุรกิจอีสปอร์ตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ถือเป็นขุนพลรุ่นใหม่ที่คุมทัพดิจิทัลเพื่อปรับโฉมรัฐบาลไทยสู่ยุค AI

      ภารกิจกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    การวางโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center เพื่อดึงดูด Big Tech อย่าง Google และ Microsoft ให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาระบบตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์และแอปฯ ดูดเงินแบบเรียลไทม์ โดยร่วมมือกับสถาบันการเงินทั่วโลก และการเปลี่ยนบัตรประชาชนให้เป็น Super App สำหรับเข้าถึงทุกบริการของรัฐแบบไร้รอยต่อและไร้กระดาษ

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

      ประวัติการศึกษา
    • ปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • ปริญญาโท MBA จาก Boston College สหรัฐฯ
      ประวัติการทำงาน/การเมือง

    แกนนำพรรคเพื่อไทยสายเหนือและอดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นมือขวาของรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในการปั้นโปรเจ็กต์ดิจิทัลวอลเล็ต ที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง

      ภารกิจกระทรวงแรงงาน

    การปรับค่าจ้างขั้นต่ำตามทักษะฝีมือ (Skill-based Wage) และความต้องการของตลาดแรงงานในแต่ละพื้นที่ รวมถึงเร่งโครงการฝึกทักษะแรงงานไทย 1 ล้านคน ให้มีความรู้ด้านดิจิทัลและหุ่นยนต์ เพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตจากต่างประเทศและการปฏิรูปกองทุนประกันสังคมให้มีความมั่นคง และขยายสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลให้เทียบเท่าบัตรทอง

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

      ประวัติการศึกษา
    • ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (Mechanical Engineering) University College London (UCL) อังกฤษ
    • ปริญญาโท MBA (Finance and Banking) University of Wisconsin-Madison สหรัฐฯ
      ประวัติการทำงาน/การเมือง

    ทายาทนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้คุมบังเหียนพรรคชาติไทยพัฒนา และในอดีตเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รวมทั้งยังเคยนั่งกระทรวงใหญ่อย่างกระทรวงคมนาคม จนตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ก่อนย้ายพรรคมาสังกัดภูมิใจไทย ผลงานที่โดดเด่นที่ผ่านมาคือ การผลักดันนโยบาย Carbon Credit และอุตสาหกรรมสีเขียว

      ภารกิจกระทรวงอุตสาหกรรม

    การบังคับใช้มาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเลี่ยงกำแพงภาษีคาร์บอนจากยุโรป (CBAM) และดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการอัดฉีดเงินทุนและเทคโนโลยีให้กลุ่ม SME เปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบเก่าสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (Industry 4.0)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655420&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PgKO0dmPxWTJjWOQGhATV

  • อีไอซี จัดแถลงข่าว Outlook Q1/2026 “

    อีไอซี จัดแถลงข่าว Outlook Q1/2026 “

    สงครามตะวันออกกลางยกระดับความรุนแรงเป็น “วิกฤตสองทาง” กรณีฐานอาจยืดเยื้อ 2 เดือน

              สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบให้ปริมาณน้ำมันและก๊าซที่ต้องผ่านช่องแคบ Hormuz  (ประมาณ 20% ของอุปทานโลก) ลดลงอย่างมาก ทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นสูงมากอย่างรวดเร็ว ขณะที่การโจมตีแหล่งพลังงานในตะวันออกกลางได้สร้างความกังวลใจให้กับตลาดในประเด็นอุปทานพลังงานที่อาจใช้เวลาฟื้นฟูนาน รวมทั้งความจำเป็นของประเทศทั่วโลกที่จะพยายามจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติมเพื่อชดเชยปริมาณพลังงานสำรองที่เริ่มลดลง ปัจจัยด้านอุปทานและอุปสงค์เช่นนี้จะทำให้ราคาพลังงานโลกไม่สามารถปรับลดลงได้เร็ว แม้สงครามจะจบลง 

              SCB EIC ประเมิน 3 ฉากทัศน์ของวิกฤตตะวันออกกลาง โดย 1) กรณีฐาน (Base) ความขัดแย้งจะจบลงภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent ทั้งปี 2026 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  2) กรณีเลวร้าย (Adverse) ยืดเยื้อ 4 เดือน และมีการทำลายแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมัน Brent ปี 2026 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 105  ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  และ 3) กรณีรุนแรง (severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง มีประเทศในตะวันออกกลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก กรณีนี้ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นแรง สงครามนี้จะทำให้ต้นทุนขนส่งทางบก ทางทะเล และทางอากาศเร่งตัวและผันผวนสูง วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยกำลังขยายผลวงกว้างเป็น “วิกฤตสองทาง” ทั้งจากสินค้าพลังงานและจากการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ

    เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 1.4% จากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ต่ำและเศรษฐกิจเปราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

              SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากการเร่งตัวของราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึงราว 8% ของ GDP และมีสัดส่วนสินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูงราว 12-13% ตลอดจนมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำ ผลกระทบของสงครามจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับ Stagflation จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น รวมทั้งอาจสร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านการขาดดุลใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลัง
     มากขึ้น ทั้งนี้ช่องทางหลักของการส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    1. ภาคการค้าระหว่างประเทศ จะได้รับผลกระทบจาก Terms of trade (สัดส่วนราคาสินค้าส่งออกต่อราคาสินค้านำเข้า) ที่แย่ลง มูลค่านำเข้าจะเร่งตัวขึ้นมากจากการนำเข้าพลังงานที่ราคาสูงขึ้นมาก ขณะที่การส่งออกจะได้รับผลกระทบจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงกว่าคาด และปัญหาการชะงักงันของอุปทาน (Supply disruption) ที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลให้ดุลการค้าลดลงมาก และดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุล 
    2. ภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยโดยรวมจะชะลอตัว เป็นผลจากจำนวนเที่ยวบินที่มีแนวโน้มลดลง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่เร่งตัว และความกังวลของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยเริ่มเห็นสัญญาณการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรป 
       แต่ยังมีแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเติบโตอย่างจีนและอินเดีย ในภาพรวม SCB EIC ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จาก 34.1 ล้านคนเป็น 33.2 ล้านคน 
    3. การบริโภคภาคเอกชน จะชะลอลงจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานโลก ส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายของครัวเรือนที่ยังคงเผชิญปัญหาแผลเป็นทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านรายได้ครัวเรือนจากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง และภาระหนี้สูง
    4. ภาคธุรกิจเผชิญต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและกดดันอัตราผลกำไร ความไม่แน่นอนและต้นทุนที่สูงขึ้นจะทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนตัดสินใจชะลอการลงทุนใหม่  
    5. ตลาดการเงินผันผวนสูง เงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดการเงินไหลออกทำให้เงินบาทอ่อนค่าเร็ว ส่งผลให้ดุลบัญชีเงินทุนติดลบสูงขึ้น โดย ธปท. อาจต้องเข้ามาดูแลแทรกแซงในตลาด FX ผ่านการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไป

              ท่ามกลางภาวะสงครามที่ยังยืดเยื้อ SCB EIC มองเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้ในกรณีฐาน มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเกินกรอบเป้าหมายของ ธปท.ไปอยู่ที่ 3.2% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ใกล้ 0% โดยเงินเฟ้อจะเริ่มสูงขึ้นจากหมวดพลังงานและโลจิสติกส์ ก่อนกระจายไปสู่สินค้าที่วัตถุดิบการผลิตขาดแคลนไม่พอใช้ บรรจุภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อย่างไรก็ดี มาตรการภาครัฐที่จะออกมา โดยเฉพาะกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มว่าจะต้องรอให้รัฐบาล
     ค้ำประกันการชำระคืนหนี้ในเพดานวงเงินกู้ที่สูงขึ้น รวมถึงมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ จะช่วยรองรับผลกระทบในประเทศได้บ้าง แต่จะทำได้ไม่เต็มที่เช่นในอดีต เนื่องจากหนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน 70% และภาครัฐจะระมัดระวังความเสี่ยงของการปรับลดเครดิตเรตติงของประเทศ ประกอบกับรายได้จัดเก็บภาษีที่อาจถูกกระทบตามแนวโน้มเศรษฐกิจ 
    จะทำให้การขาดดุลการคลังของไทยจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น 

    นโยบายการเงินเจอความท้าทาย Stagflation ขณะที่มาตรการราคาพลังงานควรหลีกเลี่ยงการชดเชยตรึงราคาแบบหน้ากระดาน แต่เน้นช่วยการปรับตัวของผู้บริโภคอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเฉพาะจุดมากขึ้น 

              กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในปีนี้ โดย SCB EIC ประเมินว่า กนง จะไม่เลือกปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เนื่องจากจะพิจารณาว่า เงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ภาคธุรกิจอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคได้มากนักภายใต้อุปสงค์ที่ซบเซา ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทย ที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่อง และมีความเปราะบางจากปัญหาภาระหนี้ในภาคครัวเรือนและ SME  ขณะเดียวกัน  การลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเกินกรอบของนโยบายการเงิน อาจทำให้ตลาดตั้งคำถามกับ Commitment ของ ธปท. ต่อ Inflation targeting และอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติม รวมทั้งประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจมีค่อนข้างจำกัดภายใต้ภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำมากแล้วและเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนที่สูง กนง. จึงน่าจะเก็บ Policy space ไว้ใช้เมื่อมีความจำเป็นและมีความมั่นใจ ในทิศทางของเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มได้อีก 1 ครั้งในปีนี้ หากผลกระทบต่อ GDP รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ธปท. ตั้งใจที่จะใช้มาตรการเฉพาะจุดต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงิน เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการ Soft loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เป็นต้น 

    ทางออกเชิงนโยบายจาก “ช่วยแบบหน้ากระดาน” สู่ “3T Targeted-Temporary-Transform”

              การอุดหนุนราคาพลังงานแบบหน้ากระดานที่ราคาที่ต่ำเกินไปเป็นเวลานาน จะสร้างภาระทางการคลังที่สูงมาก เกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้มีรายได้สูงใช้พลังงานมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ไม่สนับสนุนให้เกิดการประหยัด นำไปสู่ดุลการค้าที่แย่ลงมาก ตลอดจนสร้างความเสี่ยงที่อาจต้องปล่อยให้ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นมากในระยะเวลาสั้นจนทำให้เศรษฐกิจชะงักงันแบบเฉียบพลันได้ 

    ภาครัฐควรปรับไปใช้มาตรการ 3T เพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะสั้น และสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว ได้แก่  

              1) Targeted ช่วยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกระทบแรง มาตรการอุดหนุนเฉพาะจุดแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร หรือกลุ่มธุรกิจขนส่งสาธารณะ เพื่อลดผลกระทบความเดือดร้อนอย่างตรงจุด 
             2) Temporary การบริหารราคาพลังงานในลักษณะ Managed Float คือ การทยอยปรับขึ้นราคาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ฝืนทิศทางของราคาในตลาด เพื่อให้เวลาผู้บริโภคในการปรับตัว และลดความเสี่ยงทางการคลัง
             3) Transform ใช้วิกฤติเป็นโอกาสปรับตัวเพิ่มความมั่นคงพลังงาน การสร้างแรงจูงใจแก่ภาคเอกชนในการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและยกระดับเสถียรภาพของระบบพลังงานในระยะยาว 


     เศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจากผลของสงคราม แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้นจะทำให้ 
    Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปช่วงปลายปี

              SCB EIC ประเมินว่าในกรณีฐานเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะเติบโตลดลงจาก 2.7%YOY เหลือ 2.5%YOY โดยเป็นผลจากภาวะสงคราม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและวัตถุดิบในการผลิตขาดแคลน ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เช่น เศรษฐกิจเอเชีย จะได้รับผลกระทบมาก ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักมีท่าทีประเมินสถานการณ์ในช่วงความไม่แน่นอนยังมีสูง โดย SCB EIC มองว่า Fed มีแนวโน้มเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงไตรมาส 4 และคาดว่าจะลดได้เพียงครั้งเดียว 25 bps ในปีนี้ เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้ออาจปรับสูงขึ้น
     

    สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.scbeic.com/th/detail/product/outlook-q12026
    และติดตามช่องทางอื่นๆได้ที่ www.scbeic.com หรือ LINEOA ที่ @SCBEIC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.scb.co.th/th/about-us/news/mar-2569/scb-eic-outlook-q12026.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fbNCIZMfsCiu-5xHMQ4zo