Category: เศรษฐกิจ

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    สรุปสาระสำคัญ

    เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ. โดยรวมชะลอลงจากเดือนก่อน จากทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน

    • ด้านอุปสงค์ชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ปรับลดลงในบางหมวดสินค้าหลังจากเร่งไปในเดือนก่อนจากปัจจัยชั่วคราว อีกทั้งรายรับภาคท่องเที่ยวที่ปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประกอบกับการบริโภคภาคเอกชนที่ลดลงหลังมีการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วในช่วงก่อนหน้า อย่างไรดี การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง
    • ด้านอุปทานปรับลดลงจากกิจกรรมทั้งในภาคบริการและการผลิตภาคอุตสาหกรรม
    • อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ติดลบมากขึ้นจากหมวดอาหารสด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน
    • ประเด็นที่ต้องติดตาม 1) พัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง 2) ความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน รวมถึงมาตรการรับมือและเยียวยาของภาครัฐจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น และ 3) การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ 

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    rn”}}” id=”anchor2″>

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ. ชะลอลงจากเดือนก่อน ตามการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ปรับลดลงจากหมวดปิโตรเลียมและอัญมณีที่เร่งไปมากในเดือนก่อนจากปัจจัยชั่วคราว อีกทั้งรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกลที่ลดลงหลังจากการเดินทางเข้ามามากในช่วงก่อนหน้า รวมถึงนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและมาเลเซียที่ลดลงหลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลรอมฎอน ด้านการบริโภคภาคเอกชนปรับลดลงตามการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทน หลังมีการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไปในช่วงก่อนที่มาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง ประกอบกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงตามหมวดปิโตรเลียมที่ปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นตามแผน รวมถึงหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยังเผชิญการแข่งขันสูง ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้อง อาทิ ภาคการค้า โรงแรมและร้านอาหาร และภาคขนส่ง ปรับลดลงสอดคล้องกัน อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นต่อเนื่องจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นสำคัญ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง

    rn

     

    rn

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อนจากหมวดอาหารสดเป็นหลัก ขณะที่หมวดพลังงานทรงตัว สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคาเครื่องประกอบอาหารและอาหารสำเร็จรูปปรับลดลง ขณะที่ราคาของใช้ส่วนตัวปรับเพิ่มขึ้น ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลตามดุลการค้าเป็นสำคัญ 

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    rn

    rn

    31 มีนาคม 2569

    rn

     

    rn

     

    rn”}}” id=”text-4592e6e527″>

    เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ. ชะลอลงจากเดือนก่อน ตามการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ปรับลดลงจากหมวดปิโตรเลียมและอัญมณีที่เร่งไปมากในเดือนก่อนจากปัจจัยชั่วคราว อีกทั้งรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกลที่ลดลงหลังจากการเดินทางเข้ามามากในช่วงก่อนหน้า รวมถึงนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและมาเลเซียที่ลดลงหลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลรอมฎอน ด้านการบริโภคภาคเอกชนปรับลดลงตามการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทน หลังมีการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไปในช่วงก่อนที่มาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง ประกอบกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงตามหมวดปิโตรเลียมที่ปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นตามแผน รวมถึงหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยังเผชิญการแข่งขันสูง ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้อง อาทิ ภาคการค้า โรงแรมและร้านอาหาร และภาคขนส่ง ปรับลดลงสอดคล้องกัน อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นต่อเนื่องจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นสำคัญ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อนจากหมวดอาหารสดเป็นหลัก ขณะที่หมวดพลังงานทรงตัว สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคาเครื่องประกอบอาหารและอาหารสำเร็จรูปปรับลดลง ขณะที่ราคาของใช้ส่วนตัวปรับเพิ่มขึ้น ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลตามดุลการค้าเป็นสำคัญ 

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    31 มีนาคม 2569

    สอบถามเพิ่มเติม

    Tag ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260331.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pfLqXu1D-x3fy_QgpeL70

  • สงครามเริ่มลามกิจกรรมเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว-ส่งออกชะลอ

    สงครามเริ่มลามกิจกรรมเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว-ส่งออกชะลอ

    Loading…

    สงครามเริ่มลามกิจกรรมเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว-ส่งออกชะลอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-92&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nfMBGS5K7hdm5cL9pX62Y

  • ช่างไฟฟ้าใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการครองชีพช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว | เดลินิวส์

    ช่างไฟฟ้าใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการครองชีพช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว | เดลินิวส์

    จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเพราะมีการปรับตัวของราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิตที่ทำให้ราคาสินค้าต่าง ๆ เริ่มที่จะแพงขึ้น จนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนในค่าใช้จ่ายที่เริ่มมีการขยับตัวและรายได้ยังคงที่มีแนวโน้มว่าลดลง แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบในการครองชีพของช่างซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โดยได้นำมาปรับใช้ในการดำรงชีวิตที่ทำให้ยังมีเงินพอเหลือเก็บไว้เป็นทุนด้วย

    โดย นายสมจิตร สุภาพ หรือช่างจิตร อายุ 58 ปี มีอาชีพหลักคือเปิดร้านรับซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดในอาคารพาณิชย์ 1 คูหา ริมถนนเฉลิมพระเกียรติ หมู่ที่ 8 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองลพบุรี แต่ก็พอมีเงินเหลือเก็บอยู่บ้างก็ไปซื้อที่ว่างเปล่าไว้ 2 งานเพื่อที่จะทำให้เกิดประโยชน์ จึงได้นำไก่ เป็ด ห่าน ไปปล่อยเลี้ยงไว้ แล้วนำเศษผัก เศษอาหาร ที่ตามร้านอาหารทิ้งไปเลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งก็ลงทุนในเรื่องขอต้องไปซื้อลำข้าวมาผสมบ้างเป็นการเพิ่มคุณค่าของอาหารสัตว์ โดยทุกวันเป็ดก็จะออกไข่ให้กินวันละประมาณ 20 ฟองและที่เหลือก็นำไปขายในราคาฟองละ 4 บาท นอกจากนี้พอไก่ขยายพันธุ์มากขึ้นก็จะมีคนมาซื้อไปเป็นอาหารในราคากิโลกรัมละ 80 บาท จึงทำให้พอมีเงินเหลือเก็บบ้างเพราะการเลี้ยงสัตว์นี้เป็นรายได้จากอาชีพรองลงทุนไม่มากนำเศษอาหารมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งในช่วงที่ไปทำงานที่ร้านก็จะมีเจ้าดำหมาไทยพันธุ์ทางเพศผู้คอยเฝ้าดูแลไม่ให้ใครเข้ามาขโมย รวมทั้งเจ้าดำก็ไม่เคยกิน ไม่เคยกัดหรือทำร้ายสัตว์ที่เลี้ยงเอาไว้

    ซึ่งในช่วงนี้ผลกระทบจากราคาน้ำมันทำให้ประชาชนประหยัดมากขึ้นไม่ค่อยมีลูกค้าที่จะนำอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านมาซ่อม แต่ก็ไม่ค่อยส่งผลกระทบมากเท่ากับอีกหลาย ๆ คนเพราะยังมีรายได้จากสัตว์ที่เลี้ยงไว้ช่วยแบ่งเบาภาระ นอกจากนี้ยังมีพืชที่ลูกไว้หลายชนิดที่ก็ให้ผลผลิตสามารถเก็บมารับประทานได้แล้ว หากในช่วงที่ให้ผลผลิตมากหรือเหลือจากรับประทานก็สามารถนำไปวางจำหน่ายเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งการดำเนินชีวิตนี้ตนเองก็ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ หากประชาชนที่ประสบกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงนี้พอมีที่และนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ก็เชื่อว่าในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวก็จะไม่ส่งผลกระทบมากนัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5738293/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qGNeCWAWYqcm7YgsNL_d_

  • เศรษฐกิจไต้หวันส่งสัญญาณบวกต่อเนื่อง ท่ามกลางพายุราคาน้ำมัน

    เศรษฐกิจไต้หวันส่งสัญญาณบวกต่อเนื่อง ท่ามกลางพายุราคาน้ำมัน

    ลงเมื่อ

    31 มีนาคม 2569 15:44

    สคต. ณ กรุงมะนิลา ส่วนที่ 2 (ไต้หวัน) (TTC, Manila – Section 2 (Taiwan))

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wlwrj36igv5cmbkh9ml9x6hm&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aRXydss0fkUjElPEDwE86

  • “เอกชน” ชี้โครงสร้างส่งออกไทยเสี่ยง แนะพลิกโมเดลเศรษฐกิจใหม่

    “เอกชน” ชี้โครงสร้างส่งออกไทยเสี่ยง แนะพลิกโมเดลเศรษฐกิจใหม่

    ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (31 มี.ค. 2569) ว่า ในงานสัมมนา Battle Strategy 2026: Winning the New World Order พลิกเกมรบ ชิงชัยเศรษฐกิจ ทะยานสู่เป้าหมาย GDP 3% บนสมรภูมิระเบียบโลกใหม่ ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ใน Session 3 หัวข้อ “15% Survival Strategy: Unlocking Liquidity and Restructuring Thai Economy from Inside-Out” กลุ่มผู้แทนภาคเอกชนได้ร่วมสะท้อนทิศทางเศรษฐกิจไทยและข้อเสนอเชิงนโยบาย

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกของไทยในช่วงปี 2567–2568 เผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากทั้งปัจจัยภายนอกและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยมีความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกา ประเด็นการสวมสิทธิ์สินค้า ต้นทุนโลจิสติกส์ที่ปรับสูงขึ้น และแรงกดดันจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ไทยขยับอันดับประเทศที่ได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ จากอันดับ 11 ในปี 2567 มาอยู่ที่อันดับ 7 ในปี 2568 ด้วยมูลค่ากว่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเร่งส่งออกล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีและนโยบายการค้า

    อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการค้าเริ่มสะท้อนความผิดปกติ โดยแม้มูลค่าส่งออกและการนำเข้าจากจีนจะขยายตัวสูง แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) กลับไม่ขยายตัว ซึ่งอาจทำให้ไทยถูกจับตาในประเด็นการเป็นทางผ่านของสินค้า (Transshipment)

    ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น โดยค่าขนส่งบางเส้นทางเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1,200–1,300 ดอลลาร์ต่อตู้ เป็นมากกว่า 7,000 ดอลลาร์ต่อตู้ รวมถึงค่าประกันภัยสงครามที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

    นอกจากนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภายใต้ภาระหนี้สาธารณะระดับสูงกว่า 39 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจนำไปสู่การใช้นโยบายภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อเพิ่มรายได้รัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคการส่งออกของไทยในระยะข้างหน้า

    ด้านนายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การส่งออกของไทยในช่วงที่ผ่านมาเติบโตทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยขยายตัวเฉลี่ย 12.9% จากการเร่งส่งออก (Front-loading) ไปยังสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวไม่สอดคล้องกับ MPI ที่ยังทรงตัว สะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

    ทั้งนี้ การส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้มูลค่าดุลการค้าเพิ่มขึ้นจากประมาณ 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าหลักยังคงเป็นกลุ่มสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์

    อย่างไรก็ดี ภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการทางการค้า ทั้งในรูปแบบภาษีและไม่ใช่ภาษี (NTBs) รวมถึงต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิต

    นายธวัชชัย ชีวานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน สายงานบริหารจัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในบริบทที่เศรษฐกิจนอกระบบมีสัดส่วนค่อนข้างสูง ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อน

    ขณะเดียวกัน โครงสร้างรายได้ของภาครัฐยังสะท้อนข้อจำกัด โดยมีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีประมาณ 11–12 ล้านราย แต่มีผู้เสียภาษีจริงเพียงราว 4 ล้านราย

    ภาคเอกชนจึงเสนอให้ขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ภายใต้กรอบคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมผลักดันแนวคิด “Reinvent Thailand” โดยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อาหารและเกษตร การท่องเที่ยว อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า การค้า และสุขภาพ

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ใช้กลไก “Supply Chain Financing” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้ประกอบการรายใหญ่และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

    ด้านนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจฐานรากไทยท่ามกลางวิกฤตซ้อน ทั้งโควิด-19 สงคราม และราคาพลังงานโลกที่ผันผวน โดยเสนอให้ “นิยามใหม่” ของเศรษฐกิจฐานรากครอบคลุมผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่พ่อค้าแม่ค้า SMEs ไปจนถึงแรงงานอิสระ ที่มีบทบาทเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

    รายงานระบุว่า ปัญหาสำคัญหรือ “จุดตาย” ของระบบเศรษฐกิจฐานราก อยู่ที่ช่องว่างความเข้าใจระหว่างสถาบันการเงินกับผู้ประกอบการ โดยฝั่งธนาคารยังใช้เกณฑ์ประเมินความเสี่ยงแบบตายตัว ขณะที่ลูกค้าจำนวนมากไม่สามารถปรับตัวทันต่อโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้การเข้าถึงแหล่งทุนยังเป็นข้อจำกัด

    ทั้งนี้ ธนาคารออมสินเสนอแนวทางเปลี่ยน “จุดตาย” เป็น “จุดเปลี่ยน” ผ่านการนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาแรงงาน และปรับโครงสร้างต้นทุน ควบคู่กับการปรับโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการเงินและภาคธุรกิจในการหาแนวทางฟื้นตัวร่วมกัน

    ในบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญภาวะชะลอตัวและแนวโน้ม De-globalization ไทยยังมีศักยภาพจากทรัพยากรภายในประเทศ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การผลิตเพื่อใช้ภายในและสร้างความเข้มแข็งจากฐานรากได้

    ธนาคารออมสินย้ำบทบาทสถาบันการเงินเพื่อสังคม โดยยึดหลัก “การพึ่งพาอาศัยกัน” ระหว่างธนาคารและลูกค้า ผ่านการปล่อยสินเชื่ออย่างเหมาะสม และการสร้างวินัยทางการเงินของผู้กู้ เพื่อเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว

    ขณะที่ ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฎฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญภาวะอุปทานส่วนเกิน โดยมีมูลค่าคงค้างรวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบ้านมือสองประมาณ 1 ล้านล้านบาท และบ้านใหม่ประมาณ 3 แสนล้านบาท

    อัตราการดูดซับอยู่ที่ 1.3–1.4% ทำให้ต้องใช้เวลานานเกือบ 6 ปีในการระบายสต็อก ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยลดลง 11% โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลลดลง 15%

    ธอส.จึงดำเนินกลยุทธ์ “3T” เพื่อขยายการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผ่านวงเงินสนับสนุนกว่า 75,000 ล้านบาท พร้อมใช้ Alternative Credit Scoring เพื่อรองรับกลุ่มอาชีพอิสระ

    สำหรับปี 2569 ธอส.ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 240,000–250,000 ล้านบาท และคาดว่าจะก่อให้เกิดผลทวีคูณทางเศรษฐกิจในระดับ 1.5–2.5 เท่า โดยยังคงมีบทบาทในการสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์และการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/822867&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0M7FXkhtVi91TNmWYmqBi_

  • IMF ชี้สงครามในตะวันออกกลาง ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก “ประเทศยากจน” เผชิญวิกฤตปากท้องหนักสุด | TOPNEWS

    IMF ชี้สงครามในตะวันออกกลาง ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก “ประเทศยากจน” เผชิญวิกฤตปากท้องหนักสุด | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 31/03/2026 15:49

    IMF ชี้สงครามในตะวันออกกลาง ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก “ประเทศยากจน” เผชิญวิกฤตปากท้องหนักสุด

    #topnewstv #IMF #สงคราม

    อัปเดตคลิปข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1533147&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kcEC8l9ezEDp6a-CtiMXZ

  • 3 องค์กรเศรษฐกิจ หั่นเป้าส่งออกอาหารปี 69 เหลือ 1.4 ล้านล้าน หดตัว 7.3%

    3 องค์กรเศรษฐกิจ หั่นเป้าส่งออกอาหารปี 69 เหลือ 1.4 ล้านล้าน หดตัว 7.3%

    ภาคส่งออกอาหารไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน “ส.อ.ท.-หอการค้า-สถาบันอาหาร” ประเมินสถานการณ์ล่าสุด พบส่งออก 2 เดือนแรกปี 2569 หดตัวแรง 10.5% มูลค่า 202,100 ล้านบาท จากอุปสงค์โลกอ่อนแรง ค่าเงินบาทแข็ง นโยบายกีดกันการค้า และความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ ก่อนซ้ำเติมด้วยสงครามตะวันออกกลาง กระทบเส้นทางขนส่ง-ต้นทุนพลังงาน พาไตรมาสแรกติดลบต่อเนื่อง พร้อมปรับลดเป้าทั้งปีเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท หดตัว -7.3% ชี้ไตรมาส 2 หนักสุด ก่อนหวังฟื้นปลายปี

    การแถลงข่าวร่วมของ 3 องค์กรเศรษฐกิจ ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ สถาบันอาหาร สะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารไทยที่กำลังเผชิญ “แรงกดดันเชิงโครงสร้าง” จากทั้งเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น

    2 เดือนแรกติดลบ 10.5% ตลาดหลักหดตัวถ้วนหน้า

    นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าอาหารไทยช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. 2569 มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัว 10.5% โดยมีปัจจัยลบหลักจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคโลกที่ลดลง การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง นโยบายจำกัดนำเข้า และการพึ่งพาตนเองด้านอาหารของหลายประเทศ

    โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ประกาศงดนำเข้าสินค้าอาหารหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด และน้ำตาล จากการมีสต็อกเพียงพอ ส่งผลให้คำสั่งซื้อจากไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นในตลาดโลก

    นอกจากนี้ ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้การส่งออกไปกัมพูชาหายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือราว 5% ของมูลค่าส่งออกอาหารรวม

    ตลาดหลักสำคัญยังคงหดตัวต่อเนื่อง ทั้งจีน อาเซียน CLMV ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง ขณะที่ตลาดที่ยังเติบโต ได้แก่ เอเชียใต้ สหภาพยุโรป CIS และจีนบางกลุ่มสินค้า

    สงครามตะวันออกกลางกระทบโลจิสติกส์-ต้นทุน

    แนวโน้มไตรมาสแรกปี 2569 คาดว่าการส่งออกอาหารจะอยู่ที่ 305,900 ล้านบาท หดตัว 11.5% โดยตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางเริ่มชัดเจน โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

    สินค้าที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางสูง เช่น ทูน่ากระป๋อง ข้าว ข้าวโพดหวานปรุงแต่ง และสับปะรดกระป๋อง มีความเสี่ยงสูง ขณะที่สินค้าอย่างไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องดื่มจากมะพร้าวได้รับผลกระทบน้อยกว่า

    พร้อมกันนี้ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งระบบ ตั้งแต่ปุ๋ย วัตถุดิบเกษตร การผลิต บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงค่าขนส่ง กดดันต้นทุนผู้ประกอบการอย่างหนัก

    หั่นเป้าทั้งปีเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

    ทั้ง 3 องค์กรประเมินว่า ปี 2569 การส่งออกอาหารไทยจะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท หดตัว 7.3% โดยคาดว่าไตรมาส 2 จะหดตัวรุนแรงที่สุดถึง -17.7% ก่อนทยอยฟื้นในครึ่งปีหลัง หากสถานการณ์ไม่ลุกลาม

    ตลาดที่คาดว่าจะหดตัวสูงสุดคือ “ตะวันออกกลาง” ถึง -50.7% จากข้อจำกัดด้านเส้นทางขนส่ง ขณะที่สหรัฐฯ คาดหดตัว -12.8% หลังพฤติกรรมกักตุนสินค้าเริ่มลดลง และผลกระทบภาษีเริ่มชัดเจน

    ส่วนตลาดที่ยังมีโอกาสเติบโต ได้แก่ เอเชียใต้ (+35%) และสหภาพยุโรป (+15.9%) จากแรงหนุนด้านความมั่นคงอาหาร

    โครงสร้างส่งออกเปลี่ยน พึ่งตลาดใหม่มากขึ้น

    ข้อมูลย้อนหลังสะท้อนว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ไทยปรับโครงสร้างตลาดส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ โดยพึ่งพาตลาดภูมิภาคและตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 70% จากเดิม 48% ขณะที่ตลาดประเทศพัฒนาแล้วลดลงเหลือ 30%

    อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ไทยยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง โดยมีส่วนแบ่งตลาดโลกเพียง 2.14% และอยู่ในอันดับที่ 15 ของโลก แม้การค้าอาหารโลกจะยังเติบโตต่อเนื่อง

    “Future Food” เครื่องยนต์ใหม่โตต่อเนื่อง

    แม้ภาพรวมชะลอตัว แต่ “อาหารอนาคต (Future Food)” ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าส่งออกเพิ่มจาก 79,525 ล้านบาท เป็น 134,468 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 11.1% ต่อปี

    ปัจจุบันมีสัดส่วนราว 8.9% ของการส่งออกอาหารทั้งหมด โดยกลุ่มหลักคืออาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness) ที่มีสัดส่วนกว่า 90% ขณะที่กลุ่มโปรตีนทางเลือกและอาหารอินทรีย์ยังเติบโตชะลอ สะท้อนข้อจำกัดด้านต้นทุนและเทคโนโลยี

    เอกชนแนะเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง เร่งบริหารโลจิสติกส์

    ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย ระบุว่า ผู้ประกอบการควรเร่งบริหารความเสี่ยง โดยหลีกเลี่ยงการขนส่งผ่านพื้นที่เสี่ยง และประสานหน่วยงานรัฐเพื่อนำสินค้ากลับประเทศและส่งออกใหม่

    อย่างไรก็ตาม ยังมองเห็น “โอกาส” ในระยะถัดไป เนื่องจากหลายประเทศในตะวันออกกลางพึ่งพาการนำเข้าอาหารสูงถึง 50–90% ซึ่งไทยสามารถกลับเข้าไปทำตลาดได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

    ชี้ “วิกฤตคือโอกาส” ดันอาหารแปรรูป-นวัตกรรม

    ด้านดร.ทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ส.อ.ท. ระบุว่า แม้การส่งออกอาหารไทยจะลดลงต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่ยังมี “Rising Star” อย่างอาหารแปรรูปและอาหารอนาคต ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนใหม่

    โดยเฉพาะในบริบทสังคมผู้สูงวัยทั่วโลก ซึ่งความต้องการอาหารเฉพาะทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ทั้งการพัฒนาสินค้า High-Value ขยายตลาดใหม่ (Emerging Market) และใช้พลังงานทางเลือกเพื่อลดต้นทุน

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนยังพยายาม “ตรึงราคา” เพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงช่วงกลางปี อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับราคาในอนาคต

    ท่ามกลางความผันผวนที่รุนแรง อุตสาหกรรมอาหารไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ที่ต้องเร่ง “ปรับโครงสร้าง-เพิ่มมูลค่า-กระจายความเสี่ยง” เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1227614&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34xEeISpJTMktFYULymzQm

  • มาเลเซียปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 คาดผลกระทบจากสงครามอยู่ในวงจำกัด : อินโฟเควสท์

    มาเลเซียปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 คาดผลกระทบจากสงครามอยู่ในวงจำกัด : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศปี 2569 สู่ระดับ 4% – 5% สูงกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนต.ค.ปีที่แล้วที่ระดับ 4% – 4.5% โดยคาดว่าความแข็งแกร่งของอุปสงค์และการลงทุนภายในประเทศจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงในขณะนี้

    อับดุล ราชีด กัฟฟูร์ ผู้ว่าการ BNM ระบุในรายงานทบทวนเศรษฐกิจและการเงินประจำปีในวันนี้ (31 มี.ค.) ว่า ความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจภายในประเทศและโครงสร้างการส่งออกที่หลากหลายของมาเลเซีย เป็นปัจจัยสนับสนุนรากฐานทางเศรษฐกิจให้มั่นคง ซึ่งช่วยให้มาเลเซียสามารถรับมือกับอุปสรรคจากภายนอกได้

    เศรษฐกิจมาเลเซียทำผลงานได้ดีเกินคาดในปี 2568 โดยสามารถรับมือกับความท้าทายจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นมากที่สุดในเอเชีย และกลายเป็นตลาดที่น่าดึงดูดแห่งใหม่ของนักลงทุนทั่วโลก โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2568 ของมาเลเซียขยายตัว 5.2% โดยได้แรงหนุนจากความสามารถในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่สูงเป็นประวัติการณ์

    ทั้งนี้ BNM คาดการณ์ว่า ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีส่งออกของมาเลเซียที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนภาคการท่องเที่ยวที่มีเสถียรภาพ และการที่มาเลเซียมีสถานะเป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ จะช่วยเป็นเกราะป้องกันเศรษฐกิจจากความเสี่ยงของสงคราม แม้ว่ามาเลเซียมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับการทดสอบครั้งใหม่ เนื่องจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ยังไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลง

    ทั้งนี้ ผู้ว่าการ BNM กล่าวว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้เพิ่มความไม่แน่นอนอีกระดับหนึ่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นวงกว้าง ทั้งต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์และภาวะตลาดการเงิน โดยระดับของผลกระทบต่อการเติบโตและเงินเฟ้อนั้น ขึ้นอยู่กับระยะเวลา และความรุนแรงของความขัดแย้ง

    อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการ BNM กล่าวว่า แม้สงครามที่ยืดเยื้ออาจฉุดให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงานสูงขึ้นจนส่งผลต่อเงินเฟ้อ แต่ BNM จะยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนเศรษฐกิจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/581539&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wG5yD-w4_dIpfVxjxLrJi

  • PwC ชี้ ความมั่นใจของ ‘ซีอีโอไทย’ ลดลงต่ำสุดในรอบ 3 ปี มองเศรษฐกิจไทยเปราะบางกว่าที่คิด

    PwC ชี้ ความมั่นใจของ ‘ซีอีโอไทย’ ลดลงต่ำสุดในรอบ 3 ปี มองเศรษฐกิจไทยเปราะบางกว่าที่คิด

    ความมั่นใจของซีอีโอไทยกำลังลดลงมาอยู่ในจุดต่ำสุดในรอบ 3 ปี หลังมองว่า เศรษฐกิจไทยเปราะบางกว่าที่คิด

    ผลสำรวจประจำปีของ PwC พบว่า มีเพียง 24% ของซีอีโอไทยที่มั่นใจว่ารายได้ปีนี้จะโต ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 30% และลดลงต่อเนื่องจากช่วงปี 2566 ที่เคยมองบวกมากกว่านี้ ก่อนจะเริ่มแผ่วลง โดยในปี 2567 และ 2568 มีซีอีโอไทยราว 27% ที่ยังคาดว่ารายได้จะโตใน 12 เดือนข้างหน้า

    ผลสำรวจเก็บข้อมูลช่วงพฤศจิกายน 2568 หลังเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาในเดือนกรกฎาคม และในจังหวะที่การเมืองไทยยังไม่แน่นอน ซึ่งยังไม่รวมเหตุการณ์ปะทะรอบใหม่ในเดือนธันวาคม หรือสงครามอิหร่านที่เกิดขึ้นภายหลัง ทำให้ความรู้สึกของภาคธุรกิจในวันนี้อาจยิ่งเปราะบางกว่าเดิม

    ถ้ามองในภาพใหญ่ จะเห็นว่า ซีอีโอไทยไม่ได้กังวลแค่ธุรกิจตัวเอง แต่กังวลไปถึงเศรษฐกิจประเทศ มีเพียง 34% ที่คิดว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นในปี 2569 ขณะที่ 46% มองว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัว ต่างจากซีอีโอทั่วโลกที่กว่า 55% ยังเชื่อมั่นในเศรษฐกิจประเทศตัวเอง

    ตัวเลขเศรษฐกิจก็สะท้อนภาพเดียวกัน ในปี 2568 เศรษฐกิจไทยโตเพียง 2.4% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียนที่ 4.5% แถมหลายสำนักคาดว่าปีนี้อาจโตแค่ 1.6-2.0%

    ‘พิสิฐ ทางธนกุล’ ประธานกรรมการบริหาร PwC ประเทศไทย มองว่า ความมั่นใจที่ลดลงไม่ได้มาจากเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความเสี่ยงหลายด้านเข้ามาพร้อมกัน ทั้งความผันผวนเศรษฐกิจโลก ภาษีการค้า ความเสี่ยงไซเบอร์ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งล้วนทำให้ต้นทุนสูงขึ้น วางแผนยากขึ้น และทำให้การลงทุนต้องคิดหนักขึ้น

    PwC สำรวจซีอีโอ 4,454 คน จาก 95 ประเทศ รวมถึงไทย 59 คน โดยพบว่าความกังวลหลักยังเป็นเรื่องเศรษฐกิจและไซเบอร์ มี 29% ที่มองว่าธุรกิจตัวเองจะโดนผลกระทบโดยตรง ขณะที่ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และภาษีก็ตามมา

    ในระยะยาว ภาพอาจไม่ได้มืดทั้งหมด แต่ก็ยังไม่ถึงกับสดใส มี 32% ของซีอีโอไทยที่มั่นใจว่ารายได้จะโตใน 3 ปีข้างหน้า ลดลงจาก 44% ในปี 2568 และ 48% ในปีก่อนหน้า

    ด้าน ‘ศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์’ อาจารย์เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ตัวเลขความมั่นใจที่ต่ำ สะท้อนความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงนั้นได้ชัด เพราะไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนใน 2 ปี และแทบไม่มีความชัดเจนด้านนโยบายเศรษฐกิจ

    แม้ตอนนี้จะมีรัฐบาลใหม่ที่ดูมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ปัจจัยภายนอกอย่างสงครามอิหร่านก็เข้ามากดดันเพิ่ม โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมัน รวมถึงความเสี่ยงในการนำเข้าปัจจัยสำคัญอย่างก๊าซและปุ๋ย ที่ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล

    อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณบวกอยู่บ้าง เมื่อมากกว่าครึ่งของซีอีโอไทยบอกว่า บริษัทของตัวเองขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และกลุ่มนี้ก็มักจะมองอนาคตในแง่บวกมากกว่าคนอื่น

    ที่มา: Nikkei Asia

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thai-ceos-confidence-hits-three-year-low/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0We2elYkbPUXrFQKMJzAEt

  • TRUE ชำระค่าคลื่น 2600 MHz งวดที่ 3 เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TRUE ชำระค่าคลื่น 2600 MHz งวดที่ 3 เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC) ในกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ดำเนินการชำระค่าคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz (ช่วงความถี่ 2600–2690 MHz) งวดที่ 3 เป็นจำนวนเงิน 2,868,598,666.52 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมวางหนังสือค้ำประกันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ส่วนที่เหลือให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามเงื่อนไขจากการประมูลคลื่นความถี่

    การชำระเงินค่าคลื่นความถี่ดังกล่าว นำโดย นายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร (ซ้าย) หัวหน้าสายงานรัฐกิจสัมพันธ์และกำกับดูแล และนางสาวกนกพร คุณชัยเจริญกุล (ขวา) หัวหน้าสายงานกลยุทธ์กฎระเบียบการกำกับดูแลกิจการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนบริษัทฯ ในการชำระค่าคลื่นความถี่ โดยมีนายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน (กลาง) รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม เป็นผู้รับมอบ ณ สำนักงาน กสทช.

    การชำระค่าคลื่นความถี่ครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทรูในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบการกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด พร้อมเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการใช้งานดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็วในทุกภาคส่วน

    คลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz เป็นคลื่นหลักในการพัฒนาเครือข่าย 5G ที่มีประสิทธิภาพสูง ทั้งด้านความเร็วและความจุของโครงข่าย ทรูได้นำคลื่นดังกล่าวไปพัฒนาการให้บริการ 5G เพื่อยกระดับคุณภาพสัญญาณให้ครอบคลุม เร็ว แรงมากยิ่งขึ้น รองรับการใช้งานดิจิทัลของประชาชน ธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม

    พร้อมกันนี้ การใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่อย่างเต็มศักยภาพยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี 5G, IoT และ AI เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถของภาคธุรกิจ และเสริมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

    ทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานมือถือของลูกค้า และสร้างรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/31/629842/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YSIHA_FCp0MZqRSbFfOAJ