Category: เศรษฐกิจ

  • ประกาศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เรื่อง ยกเลิกประกาศ ประกวดราคาจ้างโครงการยกระดับผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจกระแสใหม่ (UpSkill & ReSkill) ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)

    ประกาศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เรื่อง ยกเลิกประกาศ ประกวดราคาจ้างโครงการยกระดับผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจกระแสใหม่ (UpSkill & ReSkill) ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)

    ประกาศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เรื่อง ยกเลิกประกาศ ประกวดราคาจ้างโครงการยกระดับผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจกระแสใหม่ (UpSkill & ReSkill) ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)

    โดย

    Hataichanok

    ลงเมื่อ

    30 มีนาคม 2569 17:00

    5

    กำลังเปิดดู: ประกาศยกเลิก.pdf

    เปิดในแท็บใหม่

    ประกาศยกเลิก.pdfกำลังเปิดดู

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/inthecountry/v917syl41q2frddhk4n33wb2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03bbrCre1hyl1FmLG-raa7

  • หอการค้าไทย ยินดี “ครม.อนุทิน 2”  เร่งเครื่องเศรษฐกิจ รับความท้าทายรอบด้าน

    หอการค้าไทย ยินดี “ครม.อนุทิน 2”  เร่งเครื่องเศรษฐกิจ รับความท้าทายรอบด้าน

    หอการค้าไทย  หนุน “ครม.อนุทิน 2” เร่งเครื่องเศรษฐกิจ รับมือ Geo-war-ลดต้นทุน- แนะบูรณาการข้ามกระทรวง-ตัดสินใจเร็ว พร้อมผนึกกำลังรัฐบาลใหม่เดินหน้าแก้ปัญหาเฉพาะหน้า-ปรับโครงสร้างประเทศ

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในนามของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ต้องขอแสดงความยินดีกับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หรือ “ครม.อนุทิน 2” ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่อง การที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลและมีคณะรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศได้อย่างรวดเร็วนั้น ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันประเทศไทยกำลังถูกรายล้อมด้วยความท้าทายและปัญหามากมาย ทั้งประเด็นภายในและภายนอก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเราโดยตรง

    ดังนั้น การมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารงานอย่างรวดเร็ว จะช่วยให้สามารถเดินหน้าและตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่างๆ ได้ ซึ่งทางภาคเอกชนเองมีความเชื่อมั่นว่า คณะรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามานี้ จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างใกล้ชิด

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารงานเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นคือรูปแบบการทำงานของ ครม.เศรษฐกิจ ที่มีการบูรณาการข้ามกระทรวง มีความเป็นเอกภาพสูง ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว และเข้าใจบริบทของการแข่งขันในเวทีโลก เพื่อให้รับมือกับความผันผวนได้อย่างทันท่วงที สำหรับการแต่งตั้งที่ปรึกษาหรือคณะทำงานของรัฐมนตรีแต่ละคนก็เชื่อว่าจะสามารถดึงเอาคนเก่งคนดีที่รู้จริงเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ได้

    สำหรับสิ่งที่ภาคเอกชนได้เตรียมความพร้อมและอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการนั้น นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว เราอยากให้มีแผนงานที่ชัดเจนและทำได้จริงอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยยังต้องมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาระยะกลางและระยะยาวควบคู่กันไปด้วย อาทิ

    1. การรับมือภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงาน ในยุค Geo-war รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์การค้าที่แม่นยำ ทั้งกับจีนและสหรัฐฯ เพื่อหาจุดแข็งในการส่งออก ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อให้ไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัย สำหรับการลงทุน และที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและค่าไฟให้มีเสถียรภาพและแข่งขันได้

    2. การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อลดต้นทุนประเทศ ทั้งการปฏิรูประบบราชการที่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลกันอย่างแท้จริงเพื่อลดภาระของประชาชนและธุรกิจ รวมถึงการยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น เพื่อลดค่าเสียโอกาสมหาศาลของประเทศ โดย เรามีทั้งข้อเสนอ Reinvent Thailand และ คณะทำงาน กกร และเพื่อนไม่ทน Zero Corruption พร้อมเดินหน้ากับรัฐบาล

    3. การฟื้นฟูรากฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยเฉพาะภาคการเกษตร ที่กำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง

    หากเราแก้ได้ จะเป็นการปลดล็อกวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปของไทยให้เติบโตในระดับโลก นอกจากนี้ รัฐต้องเร่งจัดทำฐานข้อมูล SME ให้ชัดเจน เพื่อให้ออกมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด พร้อมนำเรื่องของเทคโนโลยี ดิจิทัล AI และ Sustainability มาช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทย

    “ หอการค้าไทยพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่ง สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลใหม่ เชื่อมภาคเอกชน และร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อนำพาประเทศไทยผ่านช่วงที่ท้าทายนี้ไปด้วยกัน และหวังว่า รัฐบาลชุดใหม่จะเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหารอบด้าน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และร่วมกันแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันไปด้วยกัน”ดร.พจน์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1227582&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZkvLxgSikQcT9-rqwbUYX

  • หอการค้าฯ หนุน ครม.อนุทิน 2 เร่งแก้เศรษฐกิจไทย

    หอการค้าฯ หนุน ครม.อนุทิน 2 เร่งแก้เศรษฐกิจไทย

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในนามของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ต้องขอแสดงความยินดีกับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หรือ ครม.อนุทิน 2 ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่อง การที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลและมีคณะรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศได้อย่างรวดเร็วนั้น ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันประเทศไทยกำลังถูกรายล้อมด้วยความท้าทายและปัญหามากมาย ทั้งประเด็นภายในและภายนอก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเราโดยตรง

    ดังนั้น การมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารงานอย่างรวดเร็ว จะช่วยให้สามารถเดินหน้าและตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่างๆ ได้ ซึ่งทางภาคเอกชนเองมีความเชื่อมั่นว่า คณะรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามานี้ จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างใกล้ชิด

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารงานเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นคือรูปแบบการทำงานของ ครม.เศรษฐกิจ ที่มีการบูรณาการข้ามกระทรวง มีความเป็นเอกภาพสูง ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว และเข้าใจบริบทของการแข่งขันในเวทีโลก เพื่อให้รับมือกับความผันผวนได้อย่างทันท่วงที สำหรับการแต่งตั้งที่ปรึกษาหรือคณะทำงานของรัฐมนตรีแต่ละคนก็เชื่อว่าจะสามารถดึงเอาคนเก่งคนดีที่รู้จริงเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ได้

    สำหรับสิ่งที่ภาคเอกชนได้เตรียมความพร้อมและอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการนั้น นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว อยากให้มีแผนงานที่ชัดเจนและทำได้จริงอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยยังต้องมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาระยะกลางและระยะยาวควบคู่กันไปด้วย อาทิ

    1.        การรับมือภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงาน ในยุค Geo-war รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์การค้าที่แม่นยำ ทั้งกับจีนและสหรัฐฯ เพื่อหาจุดแข็งในการส่งออก ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อให้ไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัย สำหรับการลงทุน และที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและค่าไฟให้มีเสถียรภาพและแข่งขันได้

    2.        การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อลดต้นทุนประเทศ ทั้งการปฏิรูประบบราชการที่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลกันอย่างแท้จริงเพื่อลดภาระของประชาชนและธุรกิจ รวมถึงการยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น เพื่อลดค่าเสียโอกาสมหาศาลของประเทศ โดย เรามีทั้งข้อเสนอ Reinvent Thailand และ คณะทำงาน กกร และเพื่อนไม่ทน Zero Corruption พร้อมเดินหน้ากับรัฐบาล

    3.        การฟื้นฟูรากฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยเฉพาะภาคการเกษตร ที่กำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งหากแก้ได้ จะเป็นการปลดล็อกวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปของไทยให้เติบโตในระดับโลก นอกจากนี้ รัฐต้องเร่งจัดทำฐานข้อมูล SME ให้ชัดเจน เพื่อให้ออกมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด พร้อมนำเรื่องของเทคโนโลยี ดิจิทัล AI และ Sustainability มาช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทย

    หอการค้าไทยพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่ง สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลใหม่ เชื่อมภาคเอกชน และร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อนำพาประเทศไทยผ่านช่วงที่ท้าทายนี้ไปด้วยกัน และหวังว่า รัฐบาลชุดใหม่จะเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหารอบด้าน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และร่วมกันแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันไปด้วยกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-confidenc-support-plan&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jx566Fpk1dlScm4xyIZLE

  • ธปท.เผยเศรษฐกิจก.พ.โตชะลอตามการส่งออกสินค้า แต่ลงทุนเอกชน-ใช้จ่ายภาครัฐยังขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ธปท.เผยเศรษฐกิจก.พ.โตชะลอตามการส่งออกสินค้า แต่ลงทุนเอกชน-ใช้จ่ายภาครัฐยังขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ. โดยรวมชะลอลงจากเดือนก่อน จากทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน ด้านอุปสงค์ชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ปรับลดลงในบางหมวดสินค้าหลังจากเร่งไปในเดือนก่อน จากปัจจัยชั่วคราว อีกทั้งรายรับภาคท่องเที่ยวที่ปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประกอบกับการบริโภคภาคเอกชนที่ลดลงหลังมีการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วในช่วงก่อนหน้า

    อย่างไรดี การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง

    ขณะที่ ด้านอุปทานปรับลดลงจากกิจกรรมทั้งในภาคบริการและการผลิตภาคอุตสาหกรรม

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังมีความเสี่ยงด้านต่ำ จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง โดยประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1) พัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง 2) ความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน รวมถึงมาตรการรับมือและเยียวยาของภาครัฐจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น และ 3) การเปลี่ยนแปลงนโยบาย การค้าของสหรัฐฯ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/581543&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yZxBNrFF4YCqoIHHUKIgn

  • หอการค้าไทย ชี้ตั้งรัฐบาลเร็ว ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ หวัง ครม.เศรษฐกิจมีเอกภาพ

    หอการค้าไทย ชี้ตั้งรัฐบาลเร็ว ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ หวัง ครม.เศรษฐกิจมีเอกภาพ

    วันนี้ ( 31 มี.ค.2569 ) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในนามของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยขอแสดงความยินดีกับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หรือ “ครม.อนุทิน 2” ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เข้ามาปฏิบัตหน้าที่ต่อเนื่องสามารถจัดตั้งรัฐบาลและมีคณะรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันประเทศไทยกำลังถูกรายล้อมด้วยความท้าทายและปัญหามากมาย ทั้งประเด็นภายในและภายนอก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเราโดยตรง

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

     ดังนั้น การมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารงานอย่างรวดเร็ว จะช่วยให้สามารถเดินหน้าและตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่างๆ ได้ ซึ่งทางภาคเอกชนเองมีความเชื่อมั่นว่า คณะรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามานี้ จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างใกล้ชิด

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารงานเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็น คือ รูปแบบการทำงานของ ครม.เศรษฐกิจ ที่มีการบูรณาการข้ามกระทรวง มีความเป็นเอกภาพสูง ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว และเข้าใจบริบทของการแข่งขันในเวทีโลก เพื่อให้รับมือกับความผันผวนได้อย่างทันท่วงที สำหรับการแต่งตั้งที่ปรึกษาหรือคณะทำงานของรัฐมนตรีแต่ละคนก็เชื่อว่าจะสามารถดึงเอาคนเก่งคนดีที่รู้จริงเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ได้

    สำหรับสิ่งที่ภาคเอกชนได้เตรียมความพร้อมและอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการนั้น นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว เราอยากให้มีแผนงานที่ชัดเจนและทำได้จริงอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

     โดยยังต้องมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาระยะกลางและระยะยาวควบคู่กันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น การรับมือภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงาน ในยุค Geo-war รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์การค้าที่แม่นยำ ทั้งกับจีนและสหรัฐฯ เพื่อหาจุดแข็งในการส่งออก ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อให้ไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัย สำหรับการลงทุน และที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและค่าไฟให้มีเสถียรภาพและแข่งขันได้

    การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อลดต้นทุนประเทศ ทั้งการปฏิรูประบบราชการที่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลกันอย่างแท้จริงเพื่อลดภาระของประชาชนและธุรกิจ รวมถึงการยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น เพื่อลดค่าเสียโอกาสมหาศาลของประเทศ โดย เรามีทั้งข้อเสนอ Reinvent Thailand และ คณะทำงาน กกร และเพื่อนไม่ทน Zero Corruption พร้อมเดินหน้ากับรัฐบาล  และการฟื้นฟูรากฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง

    ภาพประกอบข่าว หอการค้าไทย ชี้ตั้งรัฐบาลเร็ว ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ หวัง ครม.เศรษฐกิจมีเอกภาพ

    โดยเฉพาะภาคการเกษตร ที่กำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งหากแก้ได้ จะเป็นการปลดล็อกวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปของไทยให้เติบโตในระดับโลก นอกจากนี้ รัฐต้องเร่งจัดทำฐานข้อมูล SME ให้ชัดเจน เพื่อให้ออกมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด พร้อมนำเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล AI และ Sustainability มาช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทย

    โดยหอการค้าไทยพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่ง สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลใหม่ เชื่อมภาคเอกชน และร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อนำพาประเทศไทยผ่านช่วงที่ท้าทายนี้ไปด้วยกัน และหวังว่า รัฐบาลชุดใหม่จะเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหารอบด้าน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และร่วมกันแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันไปด้วยกัน

    อ่านข่าว:

    โปรดเกล้าฯ “คณะรัฐมนตรีอนุทิน 2”

    นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ครม.ใหม่แล้ว มั่นใจเปลี่ยนผ่านรัฐบาลไม่สะดุด

    ตะวันออกกลางระอุ นักวิชาการมั่นใจไม่กระทบ ผู้แสวงบุญ “พิธีฮัจย์”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504061&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ExGW2LsBf6X-rWm7WqNFz

  • เศรษฐกิจไทยเดือนก.พ. ส่งสัญญาณชะลอตัว จับตาแรงกดดันส่งออก-ท่องเที่ยววูบ

    เศรษฐกิจไทยเดือนก.พ. ส่งสัญญาณชะลอตัว จับตาแรงกดดันส่งออก-ท่องเที่ยววูบ

    เศรษฐกิจไทยเดือนก.พ. ส่งสัญญาณชะลอตัว จับตาแรงกดดันส่งออก-ท่องเที่ยววูบ

    เศรษฐกิจไทยเดือนก.พ. ส่งสัญญาณชะลอตัว จับตาแรงกดดันส่งออก-ท่องเที่ยววูบ

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เผิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า ทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยมีสาเหตุสำคัญจากการลดลงของการส่งออกและรายรับภาคการท่องเที่ยวที่เผชิญปัจจัยชั่วคราว รวมถึงการบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนตัวลงหลังสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ 

    อุปสงค์ในประเทศชะลอตัว หลังหมดแรงส่ง EV 3.0  ท่องเที่ยววูบ

    ในด้านอุปสงค์พบว่า การบริโภคภาคเอกชนปรับลดลง โดยเฉพาะในหมวดสินค้าคงทนจากการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในช่วงก่อนหน้าที่มาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง สอดคล้องกับกิจกรรมในภาคการค้าและยอดจำหน่ายยานยนต์ที่ลดลง

    ขณะที่ ภาคการท่องเที่ยว รายรับปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มตลาดระยะไกลที่เดินทางเข้ามามากไปแล้วในช่วงก่อนหน้า ประกอบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและมาเลเซียลดลงเนื่องจากเข้าสู่ช่วงเทศกาลรอมฎอน อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยบวกจากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน 

    ส่งออก-การผลิตอุตสาหกรรม เผชิญปัจจัยลบชั่วคราว

    ด้านอุปทานและภาคการต่างประเทศ มูลค่าการส่งออกสินค้า (ไม่รวมทองคำ) ปรับลดลง โดยเฉพาะในหมวดปิโตรเลียมและอัญมณีที่เร่งตัวไปมากในเดือนก่อน ส่งผลต่อเนื่องให้ การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในทุกกลุ่ม โดยกลุ่มปิโตรเลียมได้รับผลกระทบจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นตามแผน ขณะที่หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้ายังคงเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและระดับสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง

    ,

    การลงทุนเอกชน-งบรัฐฯ ยังทำหน้าที่เครื่องยนต์หลัก

    ท่ามกลางภาวะการชะลอตัว การลงทุนภาคเอกชนกลับขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์จากการนำเข้าสินค้าทุนสุทธิกลุ่มคอมพิวเตอร์ รวมถึงหมวดก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นทั้งอาคารสำนักงานและที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม

    นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวโดดเด่น ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานด้านคมนาคมและโครงการภายใต้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ: เงินเฟ้อติดลบ-ค่าเงินบาทผันผวน

    สำหรับด้านเสถียรภาพ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้น มาอยู่ที่ร้อยละ -0.88 จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากราคาหมวดอาหารสดที่ลดลงตามปริมาณผลผลิตผักและเนื้อสัตว์ที่ออกสู่ตลาดมากขึ้น

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกที่ 0.56%  ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุล 2.1 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ตามดุลการค้าที่เกินดุลจากการนำเข้าที่ลดลง

    ในส่วนของ ค่าเงินบาท มีความผันผวนสูง โดยแข็งค่าในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์จากเสถียรภาพการเมืองที่ชัดเจนหลังการเลือกตั้ง แต่กลับมาอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนมีนาคมตามการแข็งค่าของดอลลาร์ สรอ. และความกังวลต่อผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นและกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง

    ประเด็นเฝ้าระวังระยะข้างหน้า ธปท. ชี้เป้า 3 ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 

    1. พัฒนาการความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
    2. การปรับตัวของธุรกิจและประชาชนต่อราคาพลังงานที่สูงขึ้น
    3. ทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655408&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M6_sd-vKLPfVIVFCumgrb

  • สงครามอิหร่าน: ย้อนดูวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 โลกปั่นป่วนแค่ไหน เมื่อเทียบกับครั้งล่าสุด  – BBC News ไทย

    สงครามอิหร่าน: ย้อนดูวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 โลกปั่นป่วนแค่ไหน เมื่อเทียบกับครั้งล่าสุด – BBC News ไทย

    ที่มาของภาพ, James Pozarik/Liaison via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, วิกฤตน้ำมันในช่วงทศวรรษ 1970 ได้จุดชนวนให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินในระดับโลก
      • Author, เรเชล คลันน์
      • Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ
    • เวลาอ่าน: 6 นาที

    การปิดเส้นทางขนส่งทางน้ำที่มีความสำคัญต่ออุปทานพลังงานโลกตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาก่อให้เกิดกระแสคำเตือนว่าทั่วโลกอาจกำลังเผชิญปัญหารุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตน้ำมันที่เคยเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970

    ลาร์ส เยนเซน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือและอดีตผู้อำนวยการบริษัทเดินเรือ เมอส์ก (Maersk) ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่าผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านครั้งนี้ อาจใหญ่หลวงกว่าภาวะปั่นป่วนทางเศรษฐกิจที่เคยเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 อย่างมีนัยสำคัญ

    ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญผู้นี้จะออกมาให้ความเห็นข้างต้น ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานสากล ก็เคยออกมาเตือนเมื่อต้นเดือนนี้ (มี.ค.) ว่าโลกกำลัง “เผชิญภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

    “สถานการณ์นี้ใหญ่กว่าวิกฤตราคาน้ำมันในทศวรรษ 1970 และยังรุนแรงกว่าความปั่นป่วนด้านราคาก๊าซธรรมชาติที่เราเคยเจอจากเหตุการณ์รัสเซียรุกรานยูเครน” เขากล่าวกับบีบีซี

    อย่างไรก็ตาม แม้การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะสร้างความปั่นป่วนต่ออุปทานทั่วโลก แต่นักวิเคราะห์บางส่วนเห็นว่าโลกในปัจจุบันมีความสามารถรองรับวิกฤตได้มากกว่าเดิม

    เกิดอะไรขึ้นในวิกฤตน้ำมันช่วงทศวรรษ 1970

    วิกฤตน้ำมันในช่วงทศวรรษ 1970 “มีพื้นฐานที่แตกต่าง” จากสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากภาวะช็อกน้ำมัน (oil shock) ครั้งแรกในยุคนั้นเป็น “ผลจากการตัดสินใจทางนโยบายโดยเจตนา” ดร.แคโรล นัคเล นักเศรษฐศาสตร์และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทคริสตอล เอนเนอร์จี (Crystol Energy) กล่าวกับบีบีซี

    ในเดือน ต.ค. 1973 กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันอาหรับประกาศคว่ำบาตรต่อกลุ่มประเทศที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการที่กลุ่มประเทศเหล่านั้นสนับสนุนอิสราเอลในสงครามยมคิปปูร์ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประเทศมุสลิมและอิสราเอลในขณะนั้น ทั้งนี้มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวดำเนินควบคู่กับการปรับลดการผลิตน้ำมันโดยประสานงานกันอย่างเป็นระบบ

    “ผลลัพธ์คือ ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเกือบสี่เท่าภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน” นัคเลกล่าว

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    สถานการณ์นี้นำไปสู่การจำกัดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่หลายแห่ง และนัคเลระบุว่า วิกฤตครั้งนั้นได้ก่อให้เกิด “ความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจและการเงินในระดับโลก” ซึ่งส่งผลกระทบตามมาอย่างยาวนาน

    ดร.เทียร์นัน ฮีนีย์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์เบลฟาสต์ อธิบายว่าเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูง เงินเฟ้อก็เพิ่มสูงขึ้นตามมาในทุกภาคส่วน “ทำให้ภาคธุรกิจต้องลดกิจกรรมต่าง ๆ ลง และอัตราการว่างงานก็เพิ่มสูงขึ้น”

    “ผลกระทบที่ตามมาในวงกว้างนั้นสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างทางสังคมของหลายประเทศ เกิดการประท้วง การหยุดงานจำนวนมาก และความยากจนเพิ่มขึ้น เนื่องจากครัวเรือนจำนวนมากไม่สามารถประคับประคองค่าใช้จ่ายได้” เขากล่าว

    ทั้งสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรต่างประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยยาวนานตั้งแต่ปี 1973 ถึง 1975 โดยวิกฤตครั้งนั้นยังมีส่วนทำให้รัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมของเท็ด ฮีธ ในสหราชอาณาจักรต้องสิ้นสุดลงในปี 1974 ด้วย

    เกิดอะไรขึ้นในวิกฤตน้ำมันครั้งล่าสุด

    นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านเมื่อราวหนึ่งเดือนก่อน ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งมีทางเดินเรือแคบเป็นอย่างยิ่งก็ถูกปิดไม่ให้ใช้เดินเรือได้โดยปริยาย

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อการไหลเวียนของการขนส่งน้ำมัน ก๊าซ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญจากบรรดาประเทศในอ่าวอาหรับต้องหยุดชะงักลง ซึ่งตามปกติแล้วภูมิภาคนี้มีการส่งออกน้ำมันคิดเป็นราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พยายามสารพัดวิธีให้การส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวอาหรับกลับมาดำเนินได้อีกครั้ง ทั้งเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรส่งเรือรบคุ้มกันเรือพาณิชย์ และการขู่จะโจมตีอิหร่านหนักขึ้น หากไม่ยอมให้เรือผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัย

    อย่างไรก็ตาม เยนเซน ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาเวสปุชชี มาริไทม์ (Vespucci Maritime) ให้สัมภาษณ์ในรายการทูเดย์ (Today) ของบีบีซีว่า น้ำมันจำนวนมากที่ออกจากภูมิภาคอ่าวอาหรับตั้งแต่ช่วงเดือนก่อนยังคงทยอยไปถึงโรงกลั่นในหลายภูมิภาคของโลก แต่สายอุปทานนั้นกำลังจะขาดห้วงลงในไม่ช้า

    “ดังนั้น การขาดแคลนน้ำมันที่เราเห็นอยู่ในตอนนี้ มีแต่จะเลวร้ายลง แม้ว่าจะมีปาฏิหาริย์ให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานได้ตั้งแต่พรุ่งนี้ก็ตาม” เขากล่าว

    “เราจะต้องเผชิญต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงอย่างมาก ไม่เพียงในระหว่างที่วิกฤตนี้ยังดำเนินอยู่ แต่ยังรวมถึงช่วง 6-12 เดือนหลังจากสถานการณ์ยุติด้วย”

    วิกฤตตอนนี้จะเลวร้ายยิ่งกว่าภาวะช็อกน้ำมันในทศวรรษ 1970 หรือไม่

    ทั้งนี้ ดร.แคโรล นัคเล นักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งอีกตำแหน่งของเธอคือเลขาธิการสโมสรพลังงานอาหรับ กล่าวว่าตลาดน้ำมันในปัจจุบันมีความหลากหลายมากกว่าช่วงทศวรรษ 1970 และปริมาณการใช้น้ำมันโดยรวมก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    เธอมองว่า แม้ราคาน้ำมันในขณะนี้จะอยู่ในระดับสูง แต่สถานการณ์วิกฤตยังไม่รุนแรงเท่าในอดีต

    “แม้ว่าความปั่นป่วนด้านปริมาณอุปทานที่เราเห็นในขณะนี้จะมีความรุนแรง และอาจนับเป็นครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ แต่ตลาดมีความยืดหยุ่นมากกว่าในทศวรรษ 1970 อย่างมาก” เธอกล่าว

    “ตลาดมีความหลากหลายมากขึ้น พึ่งพาน้ำมันน้อยลง และมีระบบป้องกันความเสี่ยงรวมถึงกลไกตอบสนองฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม”

    อย่างไรก็ตาม โจเอล แฮนค็อก ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ของเนทิกซิสซีไอบี (Natixis CIB) กล่าวว่าความแตกต่างสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ วิกฤตในทศวรรษ 1970 ส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเป็นหลัก ซึ่งมีศักยภาพด้านการเงินและ “อำนาจทางการเมือง” ในการรับมือ

    แต่สถานการณ์ปัจจุบันกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาซึ่ง “ขาดกลไกสถาบันและความแข็งแกร่งด้านการเงินและการคลังที่จะจัดการกับวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานก็ไม่ใช่ปัจจัยในวิกฤตเมื่อทศวรรษ 1970 แต่เป็นปัญหาในวิกฤตระลอกปัจจุบัน

    แฮนค็อกกล่าวว่า วิกฤตครั้งนี้ “จะยุติได้ก็ต่อเมื่อสงครามลดระดับความตึงเครียดลง”

    ฮีนีย์กล่าวว่า ยังมีปัจจัยบางอย่างในปัจจุบันที่เป็นประโยชน์ต่อโลก เช่น ความเข้าใจต่อระบบเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และจำนวนประเทศที่มีสำรองน้ำมันเพิ่มมากขึ้น

    “ความเสี่ยงสำคัญคือวิกฤตอาจยืดเยื้อ ซึ่งจะทำให้ความคาดหวังในอนาคตเลวร้ายลงมาก” เขากล่าว

    “สถานการณ์ที่ดีที่สุดคือการยุติความขัดแย้งครั้งนี้ให้เร็วที่สุด และฟื้นฟูเสถียรภาพในระดับหนึ่งให้ฟื้นกลับมา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c5y76dpykqro.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22DxB7h3B2e7ap4xZOKBpn

  • ชี้น้ำมันแพงทุบเศรษฐกิจเดี้ยง หวั่นไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อแบบฟุบ

    ชี้น้ำมันแพงทุบเศรษฐกิจเดี้ยง หวั่นไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อแบบฟุบ

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2921244&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KrzrDi0U0udDOLIkifvvd

  • ผู้นำญี่ปุ่น-อินโดฯจับมือกระชับสัมพันธ์เศรษฐกิจ เล็งร่วมรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    ผู้นำญี่ปุ่น-อินโดฯจับมือกระชับสัมพันธ์เศรษฐกิจ เล็งร่วมรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น และประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย บรรลุข้อตกลงในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามของญี่ปุ่นในการยกระดับความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อคานอิทธิพลของจีนในภูมิภาค

    ในการแถลงข่าวร่วมหลังการหารือที่กรุงโตเกียววันนี้ (31 มี.ค.) นายกฯ ทาคาอิจิเปิดเผยว่า ผู้นำทั้งสองประเทศได้ยืนยันจุดยืนที่สอดคล้องกันในการรับมือกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสงครามระหว่างฝ่ายสหรัฐฯ-อิสราเอลกับฝ่ายอิหร่านได้สร้างความกังวลต่อความมั่นคงด้านอุปทานพลังงาน และดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกให้พุ่งสูงขึ้น

    การหารือครั้งนี้ถือเป็นการพบปะระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นายกฯ ทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนต.ค. ปีที่ผ่านมา โดยรัฐบาลญี่ปุ่นรับปากจะช่วยอินโดนีเซียพัฒนาบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงทางทะเล

    นายกฯ ทาคาอิจิกล่าวว่า ญี่ปุ่นและอินโดนีเซียเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านที่มีสายสัมพันธ์ฉันมิตรมายาวนาน” ขณะที่ปธน.ปราโบโวกล่าวยกย่องความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศว่าเป็น “แบบอย่าง” ที่ดีเยี่ยมสำหรับนานาชาติ

    ผู้นำอินโดนีเซียยังระบุด้วยว่า ทั้งสองประเทศควร “ก้าวเดินไปด้วยกัน” ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยอันตราย พร้อมแสดงความมุ่งมั่นที่จะช่วย “ลดความตึงเครียด” ซึ่งเป็นนัยว่าหมายถึงวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินอยู่

    ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมองว่าความร่วมมือกับอินโดนีเซียเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันวิสัยทัศน์อินโด-แปซิฟิก “ที่เสรีและเปิดกว้าง” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักที่รัฐบาลโตเกียวใช้เพื่อตอบโต้การขยายอำนาจทางทหารและเศรษฐกิจของจีน

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นและอินโดนีเซียได้กระชับความร่วมมือทางทหารอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมรบร่วม หรือการที่ญี่ปุ่นมอบยุทโธปกรณ์ผ่านกรอบ “ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงอย่างเป็นทางการ” ให้แก่กลุ่มประเทศที่มีจุดยืนเดียวกัน

    ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งปะทุขึ้นจากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ได้สร้างความสั่นคลอนอย่างหนักต่อความมั่นคงทางพลังงานในเอเชีย เนื่องจากน้ำมันส่วนใหญ่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งขณะนี้ถูกกองกำลังอิหร่านปิดกั้นไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    แหล่งข่าวทางการเปิดเผยกับสำนักข่าวเกียวโดว่า ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด โดยกว่า 90% นำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่อินโดนีเซียพึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคดังกล่าวราว 20-25%

    ปธน.ปราโบโวเดินทางเยือนกรุงโตเกียวอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 3 วัน โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (30 มี.ค.) ผู้นำอินโดนีเซียได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ และมกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ แห่งญี่ปุ่นด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/581524&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04D6Xlq6RkWfdDksceWrPD

  • “เอกนิติ” ชี้โลกเปลี่ยนแรง วางยุทธศาสตร์ “3T” ปรับศก. สู้วิกฤตพลังงาน-ระเบียบโลกใหม่

    “เอกนิติ” ชี้โลกเปลี่ยนแรง วางยุทธศาสตร์ “3T” ปรับศก. สู้วิกฤตพลังงาน-ระเบียบโลกใหม่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (31 มี.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานสัมมนา Battle Strategy 2026: Winning the New World Order พลิกเกมรบ ชิงชัยเศรษฐกิจ ทะยานสู่เป้าหมาย GDP 3% บนสมรภูมิระเบียบโลกใหม่ ณ PARAGON HALL ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่มีความท้าทาย โดยย้อนถึงการขึ้นเวที Battle Strategy ครั้งแรกในช่วงสถานการณ์โควิดที่ต้องปรับรูปแบบเป็นการถ่ายทอดสดจากสตูดิโอ ซึ่งเป็นการปรับตัวในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา และสามารถผ่านพ้นไปได้ แต่ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการผ่านวิกฤต แต่ต้องทำให้ดีกว่าเดิม โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

    ทั้งนี้ วิกฤตโควิดบีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไป สิ่งสำคัญคือการยอมรับความเป็นจริงว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่อยู่ในโลกที่พึ่งพาน้ำมัน สู่สถานการณ์ที่ต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความขัดแย้งในโลกยังไม่สามารถคาดการณ์จุดสิ้นสุดได้ ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ใช้มานานหลายสิบปีได้รับผลกระทบในวงกว้าง ไม่ต่างจากช่วงโควิด

    นายเอกนิติ ระบุว่า การบริหารเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่สามารถมองระยะสั้นได้ แต่ต้องคิดในระยะยาว โดยผู้ที่ปรับตัวได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ พร้อมเสนอแนวคิดยุทธศาสตร์ “3T” ได้แก่ Target, Transition และ Transform

    ในส่วนของ Target ระบุว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้หลายประเทศยกเลิกการอุดหนุนราคา เนื่องจากไม่สามารถฝืนกลไกตลาดได้ จึงต้องปรับแนวทางจากการอุดหนุนราคามาเป็นการอุดหนุนประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด และการอุดหนุนราคาจะส่งผลให้ทุกกลุ่มได้รับประโยชน์เท่าเทียมกัน ทั้งที่กลุ่มรายได้น้อยควรได้รับการช่วยเหลือมากกว่า

    พร้อมกันนี้ ต้องเลือกสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งของประเทศ โดยระบุว่า ได้หารือกับบริษัทไมโครซอฟท์ ซึ่งมีแผนลงทุนในไทยไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 2 ปีข้างหน้า สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะแหล่งลงทุนที่มีความปลอดภัย รวมถึงต้องผลักดันภาคเกษตรให้ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่า ตลอดจนส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง รถยนต์ไฟฟ้า และ Wellness ควบคู่กับการดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้ามาทำงานในประเทศ

    ด้าน Transition เน้นการเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด (Green Energy) เนื่องจากมองว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มไม่กลับไปอยู่ในระดับต่ำ จากความเสียหายของโครงสร้างพลังงานในตะวันออกกลาง โดยเสนอให้เร่งลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น โซลาร์ฟาร์ม และ Floating Solar ควบคู่กับการเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสายส่งไฟฟ้า (Direct PPP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนค่าไฟฟ้า

    นอกจากนี้ ยังชี้ว่าตลาดทุนจะมีบทบาทสำคัญในการรองรับการลงทุน โดยภาครัฐต้องมีนโยบายที่ชัดเจน และเร่งมาตรการของบีโอไอ เพื่อดึงดูดการลงทุนและสนับสนุนให้บริษัทสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยผลักดันการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนให้เติบโต

    ส่วน Transform เป็นการยกระดับคน โดยนำเทคโนโลยี AI มาใช้แก้ปัญหาโครงสร้างสังคม โดยเฉพาะสังคมผู้สูงอายุ และการเพิ่มโอกาสให้กับกลุ่มรายได้น้อยและผู้ประกอบการรายย่อย โดยยกตัวอย่างโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่จะนำ AI มาใช้วิเคราะห์ยอดขาย ช่วยเข้าถึงแหล่งเงินทุน และลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ รวมถึงช่วยจัดทำข้อมูลทางการเงินเบื้องต้น พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลังจะร่วมกับบีโอไอ นำเทคโนโลยี Generative AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยตั้งเป้าหมายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในระยะเวลา 6 เดือน

    นายเอกนิติ กล่าวย้ำว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และจำเป็นต้องยอมรับความเป็นจริง หากยังยึดติดกับรูปแบบเดิมและยังคงอุดหนุนในลักษณะเดิม อาจไม่เพียงทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ แต่ยังเสี่ยงเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต

    ทั้งนี้ เห็นว่าประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่าน (Transition) โดยใช้กลไกตลาดทุนเป็นแหล่งเงินสำคัญ พร้อมผลักดันเครื่องมือใหม่ เช่น TISA เพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุน และรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/822816&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GrvkpCoRgQCMAN9WZnfqf