Category: เศรษฐกิจ

  • “แกร็บ”ชี้แก้ปากท้อง-เศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    “แกร็บ”ชี้แก้ปากท้อง-เศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เชื่อว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ประเทศไทยก็จะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ชุดที่ 66 ภายใต้ผู้นำคนเดิม คือ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2 เช่นเดียวกับบรรดา “ทีมเศรษฐกิจ” ของรัฐบาล ก็คงยังเป็นคนเดิมๆ ที่ยอมร่วมหัวจมท้ายมากับนายอนุทิน ทั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ 

    ที่สำคัญ การเข้ามาของรัฐบาลชุดใหม่ ต้องเผชิญสารพัดปัญหา สารพัดวิกฤติมากมาย!! โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาปากท้องและการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    แก้ปัญหาต้องรอบด้าน

    อย่างไรก็ตามในมุมมองของภาคธุรกิจ การควบคุมและแทรกแซงราคาอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการกำหนดนโยบายหรือแนวทางแก้ปัญหาที่ส่งเสริมให้เกิดความยืดหยุ่นและความสมดุลของทุกภาคส่วนโดยพิจารณาถึงกลไกตลาดเป็นสำคัญ จะดำเนินการอย่างไรให้เกิดผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุด และยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าได้ท่ามกลางความท้าทาย 

    จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย บอกว่า การแก้ไขวิกฤตพลังงานและปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายและสำคัญที่สุดของครม.ชุดใหม่ โดยแกร็บในฐานะแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้คนนับล้านในประเทศไทยและเป็นตัวกลางในการบริหารอุปสงค์ (ผู้ใช้บริการ) และอุปทาน (ร้านค้าและคนขับ) แกร็บอยากให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาโดยคำนึงถึงผลกระทบที่รอบด้าน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะการแก้ปัญหาปากท้องและการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสำคัญ 

    ไม่ว่าจะเป็น การเดินเครื่องผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อดึงรายได้เข้าประเทศ การใช้เงินอัดฉีดเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้นอย่างโครงการคนละครึ่งพลัสในเฟสต่อไป หรือแม้แต่การผ่อนปรนกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ เพื่อให้ประชาชนคนไทยยังสามารถมีหนทางในการสร้างรายได้เพื่ออยู่รอดในภาวะสงครามและวิกฤตทั่วโลก 

    เกาะติดสถานการณ์ตลอด

    ทั้งนี้แกร็บได้ติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจและคนในอีโคซิสเต็มอย่างต่อเนื่อง โดยได้เตรียมรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด ในฝั่งของผู้ใช้บริการ แกร็บได้นำเสนอทางเลือกของบริการที่ประหยัดขึ้นสำหรับผู้ใช้บริการทั้งการเดินทางและเดลิเวอรี ไม่ว่าจะเป็น การเดินทางด้วยรถยนต์  รถจักรยานยนต์ ซึ่งในปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้นถึง 250% หรือการจัดส่งอาหารแบบประหยัด ซึ่งมีอัตราการใช้บริการเติบโตขึ้นถึง 77% 

    ช่วยค่าน้ำมัน10ล้านบาท

    ตัวเลขนี้สะท้อนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีการระมัดระวังการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ฟากคนขับและไรเดอร์ที่ให้บริการทั้งการรับ-ส่งผู้โดยสารและการจัดส่งอาหาร-สินค้า ที่ผ่านมาแกร็บได้พิจารณาให้อินเซนทีฟพิเศษ เพื่อแบ่งเบาภาระโดยช่วยเหลือค่าน้ำมันในทุกเที่ยวของการให้บริการรวมมูลค่า 10 ล้านบาทที่เริ่มตั้งแต่ 18 มี.ค.-1 เม.ย.นี้ 

    แกร็บยังติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมประเมินผลกระทบและจะพิจารณาแนวทางการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งขณะนี้ยังคงราคาค่าบริการต่างๆ ให้อยู่ในกรอบที่กฎหมายกำหนด และพร้อมปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทและรักษาความสมดุลให้เกิดกับทุกภาคส่วนมากที่สุด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5740505/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GBbkRyToqwkBLpHfz02mm

  • “ศุภจี” นำทัพ 3 กระทรวงเศรษฐกิจ รับมือราคาน้ำมัน ดูแลประชาชน บูรณาการแผนลดค่าครองชีพ

    “ศุภจี” นำทัพ 3 กระทรวงเศรษฐกิจ รับมือราคาน้ำมัน ดูแลประชาชน บูรณาการแผนลดค่าครองชีพ

    3 กระทรวง พาณิชย์-พลังงาน-คลัง นำโดยรองนายกฯ “ศุภจี” พร้อมดูแลประชาชน รับมือราคาน้ำมันผันผวน เร่งลดผลกระทบค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด

    นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า ภาครัฐได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยมุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นใจในช่วงสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน

    ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเป็นการหารือร่วมกันของหน่วยงานเศรษฐกิจหลัก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดแนวทางบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ประชาชน มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือเชิงนโยบายเพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างรอบด้าน

    นางศุภจี กล่าวว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันส่งผลต่อหลายภาคส่วน ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ทั้งสามหน่วยงาน (พาณิชย์-พลังงาน-คลัง)จึงร่วมกันกำหนดแนวทางกำกับดูแล โดยให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ควบคู่กับการประคองภาคธุรกิจไม่ให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผ่านไปยังผู้บริโภค

    ที่ประชุมได้ติดตามโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การกลั่น การขนส่ง จนถึงการจำหน่าย เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมพิจารณากำหนดกรอบค่าการกลั่นในลักษณะช่วงอัตราสูง–ต่ำเพื่อสร้างสมดุลระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภค  และไม่ให้เกิดการซ้ำเติมความเดือดร้อนของสังคม

    นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน โดยการสำรวจแหล่งพลังงานเพิ่มเติมและเพิ่มทางเลือกในการจัดหา เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก ขณะเดียวกัน จะเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล หากพบการกักตุนหรือเอาเปรียบผู้บริโภค จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

    พร้อมกันนี้ ภาครัฐเตรียมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม อาทิ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการขนส่ง เกษตรกร และภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประคองเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

    นางศุภจี กล่าวย้ำว่า ความร่วมมือของทั้งสามกระทรวงในครั้งนี้ มุ่งลดผลกระทบก่อนส่งถึงประชาชน และสร้างความมั่นใจว่าภาครัฐกำลังดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถผ่านช่วงความผันผวนของราคาพลังงานไปได้ร่วมกัน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2923975&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qm_y95W7XpC2-cnJ3Rdrb

  • พรรคเศรษฐกิจ หนุนเปิดนำเข้าเสรี-ลดภาษีเต็มรูปแบบ ยกเลิกกองทุนน้ำมัน เชื่อทำราคาถูกได้ทันที

    พรรคเศรษฐกิจ หนุนเปิดนำเข้าเสรี-ลดภาษีเต็มรูปแบบ ยกเลิกกองทุนน้ำมัน เชื่อทำราคาถูกได้ทันที

    “พรรคเศรษฐกิจ” ร่วมกับตัวแทน BRICS จับมือเสนอทางออกลดราคาน้ำมัน หนุนเปิดนำเข้าเสรี-ลดภาษีเต็มรูปแบบ ยกเลิกกองทุนน้ำมัน พร้อมประสาน BRICS จัดหาน้ำมันราคาถูกทำได้จริงทันที

    วันที่ 1 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา  นายคริส โปตระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วย สส. พีรพล กนกวลัย และ สส. อังสณา เนียมวณิชกุล เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับผู้แทนกลุ่ม BRICS ซึ่งประกอบด้วยบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ เพื่อแสวงหาแนวทางนำเข้าน้ำมันเสรีในราคาที่เหมาะสมเข้าสู่ประเทศไทย โดยการหารือดังกล่าวมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ภายหลังจากที่พรรคได้อภิปรายในสภาเกี่ยวกับปัญหาราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน  พรรคเศรษฐกิจจึงขอเสนอแนวทางต่อรัฐบาล 3 ประการ ได้แก่

    1. เปิดให้นำเข้าน้ำมันเสรี ทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มการแข่งขันและลดต้นทุน และลดราคาน้ำมันได้ 7-10 บาท

    2 ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันทันที จากอัตราปัจจุบันที่เก็บประมาณลิตรละ 7 บาท

    3 ยกเว้นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับน้ำมัน เพื่อลดราคาขายปลีกเพิ่มเติม และลดราคาได้ลิตรละ 2 บาท

    สามารถลดราคาได้ทันที

    นายคริส โปตระนันท์ ระบุว่าพรรคประเมินว่า หากดำเนินมาตรการดังกล่าวอย่างครบถ้วน จะสามารถลดราคาน้ำมันลงได้ประมาณ 16–19 บาทต่อลิตร แม้รัฐอาจสูญเสียรายได้ในระยะสั้น แต่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระของประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ พรรคเศรษฐกิจพร้อมทำหน้าที่ประสานงานกับกลุ่ม BRICS ในการจัดหาน้ำมันจากตลาดโลกทันที หากรัฐบาลแสดงความพร้อมในการดำเนินนโยบายดังกล่าว พร้อมเสนอให้มีการทบทวนบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อระบบพลังงานของประเทศ

    มั่นใจเกิดขึ้นได้จริง

    ด้าน ดร.มีชัย เถาเจริญ ในฐานะผู้แทน BRICS ประเทศไทย พร้อมด้วย Mr. Iurii Filatov ที่ปรึกษา ผู้แทน BRICS Thailand International Alliance ระบุว่า ความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยกับประเทศสมาชิก โดยเฉพาะรัสเซีย มีศักยภาพที่จะเกิดขึ้นได้จริง หากรัฐบาลไทยแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจน และสามารถนำไปสู่การจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างหน่วยงานด้านพลังงานของทั้งสองประเทศในลำดับถัดไป

    พรรคเศรษฐกิจยืนยันว่า แนวทางดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการลดค่าครองชีพ และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2924004&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P2D5Tewxzamkq0AwDtBHr

  • พาณิชย์ถก 15 กลุ่มคลัสเตอร์  เดินหน้าทีมไทยแลนด์ ดัน 4 เสายกระดับเศรษฐกิจไทย

    พาณิชย์ถก 15 กลุ่มคลัสเตอร์ เดินหน้าทีมไทยแลนด์ ดัน 4 เสายกระดับเศรษฐกิจไทย

    วันนี้ ( 1 เม.ย.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน เช่น  ประธานสมาคมการค้ากลุ่มยา เวชภัณฑ์อาหารเสริม เครื่องสำอาง /สมาคมการค้ากลุ่มท่องเที่ยว สุขภาพ ไมซ์ และกีฬา และประธานสมาคมการค้ากลุ่ม 15 Clusters เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะ ทีมไทยแลนด์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการและประชาชนไทย ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับภาคเอกชนและกลุ่ม 15 Clusters เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะ ทีมไทยแลนด์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับภาคเอกชนและกลุ่ม 15 Clusters เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะ ทีมไทยแลนด์

    โดยปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้การวางแผนธุรกิจทำได้ยาก รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคธุรกิจไทย ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตไปพร้อมกัน

    ซึ่งในระยะเร่งด่วน กระทรวงพาณิชย์เตรียม สินค้า ไทยช่วยไทย เริ่มวันที่ 1 เม.ย. 2569 โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีก และซัพพลายเออร์รายใหญ่กว่า 20 ราย ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นกว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุดถึง 58% ในสินค้ากลุ่ม House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือกที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดในราคาที่เข้าถึงได้ รวมทั้งเตรียมพัฒนาสินค้าชุมชนและ SMEs เข้าร่วมสินค้าไทยช่วยไทยในอนาคต ให้มีช่องทางตลาดมากขึ้น

    ภาพประกอบข่าว พาณิชย์ถก 15 กลุ่มคลัสเตอร์  เดินหน้าทีมไทยแลนด์ ดัน 4 เสายกระดับเศรษฐกิจไทย

    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย เช่น การขยายธงฟ้าเคลื่อนที่ เพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง และช่วยระบายสินค้าเกษตร รวมถึงสนับสนุน วัตถุดิบทางการเกษตรราคาพิเศษให้ร้านอาหารปรุงสำเร็จ(ข้าวแกง) โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

    ส่วนในระยะยาว ไทยต้องเร่งปรับตัวต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ (Extreme Polarization) และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งปัจจุบันการส่งออกของไทยยังกระจุกตัวอยู่ในตลาดหลัก

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับ ภาคเอกชน เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะ ทีมไทยแลนด์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับ ภาคเอกชน เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะ ทีมไทยแลนด์

    ไทยยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างทั้งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การลดลงของจำนวนผู้ประกอบการ SMEs ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลต่อกำลังซื้อภายในประเทศจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน (Up-skill / Re-skill) และขยายตลาดต่างประเทศควบคู่กัน

    อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจารอบที่ 8 และคาดว่าจะเหลือประเด็นสำคัญประมาณ20–30%  เพื่อให้สรุปผลได้โดยเร็ว ไปพร้อมกับการยกระดับการรักษาตลาดเดิม และบุกตลาดใหม่ที่เป็นตลาดเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งอินเดีย ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง รัสเซียและเอเชียกลาง นอกจากนี้ จะยังผลักดันการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูป การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตควบคู่กับเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอาหาร (Future Food และ Food Tech) รวมถึงอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศ

    ภาพประกอบข่าว พาณิชย์ถก 15 กลุ่มคลัสเตอร์  เดินหน้าทีมไทยแลนด์ ดัน 4 เสายกระดับเศรษฐกิจไทย

    สำหรับการวางกรอบนโยบายในภาพรวม กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดยุทธศาสตร์การค้าไทยบน 4 เสาหลัก ได้แก่  1.Competitiveness การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน มุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง  2.Security & Stability การสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 3.Inclusive การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะสู่ SMEs และชุมชน  และ 4.Resilient Agility การปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และผลักดันการทำงานในรูปแบบการบูรณาการที่ทุกหน่วยงานจะต้องมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายเดียวกัน และทำงานอย่างสอดประสาน

    ด้านภาคเอกชน โดยสมาคมการค้ากลุ่ม 15 Clusters ได้สะท้อนข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ เช่น การบริหารจัดการสินค้านำเข้า การขยายตลาดใหม่ การส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การพัฒนาทักษะแรงงาน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Technology Disruption) รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ  ซึ่งการหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการทำงานแบบบูรณาการทีมไทยแลนด์ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน

    อ่านข่าว:

    พิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุดส่งออกอาหาร-10.5% ส.อ.ท.หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

    สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ส.อ.ท.หวั่นกระทบส่งออกรถยนต์ไทย

    ส่งออกข้าวไทย 2 เดือน ร่วง 15% อิรักหยุดซื้อ-ค่าระวางเรือพุ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504106&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mPe4_EiC3gGhdWupoJErd

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 01 เมษายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 01 เมษายน 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : รีบาวด์
    แนวรับ : $4,600 หรือ 71,800
    แนวต้าน : $4,760 หรือ 73,400

    .

    ทองคำกำลังกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้งหรือเป็นเพียงรีบาวด์ระยะสั้นเท่านั้น หลังจากแรงกดดันจากสถานการณ์อิหร่านเริ่มผ่อนคลายลง ราคาทองยังมีโอกาสไปต่อได้แค่ไหน ปัจจัยอย่างดอลลาร์อ่อน บอนด์ยีลด์ลด เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอ รวมถึงความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโลก จะเพียงพอหรือไม่ที่จะหนุนให้ทองคำกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญอีกครั้ง

    .

    ราคาทองคำเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว หลังบรรยากาศความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดย Donald Trump ส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ อาจสามารถปิดเกมกับอิหร่านได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ ทำให้ตลาดลดความกังวลต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระยะสั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงและแรงซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยชะลอลงตามไปด้วย

    อย่างไรก็ตาม ทองคำยังไม่หมดแรงหนุน เพราะในอีกด้านหนึ่งตลาดเริ่มเห็นภาพของดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ลดลงมาอยู่แถว 4.32% สะท้อนว่าตลาดเริ่มคาดหวังต่อภาวะเงินเฟ้อที่อาจชะลอตัวลง และทำให้แรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของ Fed ผ่อนคลายลง ปัจจัยนี้จึงยังช่วยประคองราคาทองคำเอาไว้ได้ แม้ตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นแรงก็ตาม

    ขณะเดียวกัน ความไม่มั่นใจต่อระบบการเงินก็ยังเป็นอีกแรงหนุนสำคัญ หลัง Warren Buffett ออกมาเตือนถึงความเปราะบางของภาคธนาคารที่เชื่อมโยงกับกลุ่ม Non-bank และ Private Credit ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเปราะบางของระบบหากเกิดแรงขายสินทรัพย์พร้อมกันในวงกว้าง มุมมองนี้ยิ่งตอกย้ำว่าทองคำยังคงมีบทบาทในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในระยะกลางถึงยาว

    ฝั่งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวชัดขึ้นเช่นกัน โดยตัวเลขตำแหน่งงานว่าง JOLTS ลดลงมาอยู่ที่ 6.9 ล้านตำแหน่ง และอัตราการจ้างงานลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด สะท้อนว่าโมเมนตัมของเศรษฐกิจเริ่มอ่อนแรง แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปัจจุบันจะยังทรงตัวได้ดี แต่ดัชนีคาดการณ์อนาคตกลับอ่อนลง แปลว่าตลาดยังไม่มั่นใจต่อแนวโน้มเศรษฐกิจข้างหน้า ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ทองคำยังมีความน่าสนใจ

    ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำเริ่มสร้างฐานฟื้นตัวหลังลงไปทดสอบโซนสำคัญ โดยมีแรงซื้อกลับเข้ามาและ RSI รายวันเริ่มยกตัวขึ้นจากเขต Oversold หากราคายังยืนเหนือแนวรับบริเวณ 4,600 ดอลลาร์ หรือประมาณ 71,800 บาทได้ ก็มีโอกาสเกิดการรีบาวด์ต่อเพื่อขึ้นไปทดสอบแนวต้านแถว 4,760 ดอลลาร์ หรือประมาณ 73,400 บาทอีกครั้ง

    .

    ภาพรวมทองคำในระยะนี้ยังอยู่ในจังหวะรีบาวด์ โดยมีแรงหนุนจากดอลลาร์อ่อน บอนด์ยีลด์ลด ความเสี่ยงในระบบการเงิน และสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอ แม้แรงกดดันจากประเด็นสงครามจะเริ่มคลี่คลายลงบ้าง แต่ทองคำยังไม่เสียโครงสร้างการฟื้นตัว หากยืนเหนือ 4,600 ดอลลาร์ได้ ยังมีลุ้นขึ้นทดสอบ 4,760 ดอลลาร์ กลยุทธ์จึงยังเน้นรอซื้อบริเวณแนวรับและทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาดีดเข้าใกล้แนวต้านสำคัญ

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-01-apr-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03r5B0yZRV3UQMDrKneaO4

  • สื่อนอกทำดัชนีวิเคราะห์ไทยอยู่ในกลุ่มกระทบมากจากวิกฤตน้ำมัน แต่ดีที่มีตัวกันชนเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

    สื่อนอกทำดัชนีวิเคราะห์ไทยอยู่ในกลุ่มกระทบมากจากวิกฤตน้ำมัน แต่ดีที่มีตัวกันชนเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

    นิตยสาร The Economist ได้ทำการวิเคราะห์และประเมินความเปราะบางของประเทศต่างๆ ต่อภาวะขาดแคบนน้ำมันอันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยตั้งคำถามว่า “ประเทศไหนที่ทุกข์ทรมานมากที่สุดวิกฤตการณ์น้ำมัน?” 

    จากการวิเคราะห์พบว่าประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักมีดังนี้ คือ ตุรกี อียิปต์ เอธิโอเปีย เคนยา แอฟริกาใต้ ปากีสถาน อินเดีย บังกลาเทศ ไทย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น 

    แต่โดยรวมแล้วผลกระทบทางเศรษฐกิจของวิกฤตน้ำมันที่กำลังดำเนินอยู่มีผลต่อ 15 ตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับการส่งออกพลังงานและการส่งเงินกลับประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย นิตยสาร The Economist จัดอันดับประเทศเหล่านี้โดยใช้ตัวชี้วัดหลักสองประการ ได้แก่ การพึ่งพาแหล่งพลังงานและการไหลเข้าของเงินส่งกลับจากกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย และความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจที่วัดจากทุนสำรองระหว่างประเทศและระดับหนี้สิน แม้ว่าประเทศเหล่านี้จะไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงในความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ก็เผชิญกับความเปราะบางและความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างมาก

    จากดัชนีตลาดเกิดใหม่ที่มีความเสี่ยงต่อภาวช็อคของน้ำมันจากอิหร่านในปี 2026 หรือสถานการณ์ล่าสุด The Economist ได้แบ่งกลุ่มประเทศออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 

    high exposure, strong buffer
    (กระทบมาก ตัวกันชนแข็งแกร่ง) ได้แก่ ไทย เนปาล

    high exposure, weak buffer
    (กระทบมาก ตัวกันชนอ่อนแอ) ได้แก่ อียิปต์ จอร์แดน ปากีาถาน เอธิโอเปีย

    low exposure, strong buffer
    (กระทบน้อย ตัวกันชนแข็งแกร่ง) ได้แก่ อินเดีย ฟิลิปปินส์ ตุรกี อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้

    low exposure, weak buffer
    (กระทบน้อย ตัวกันชนอ่อนแอ) ได้แก่ เวียดนาม บังกลาเทศ เคนยา ศรีลังกา

    ทั้งนี้ “ความเสี่ยง” จากการพึ่งพาพลังงานจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย และเงินโอนจากแรงงานที่ทำงานในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย

    ส่วน “ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ” วัดจากปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศและระดับหนี้สาธารณะ

    จากมาตรวัดของดัชนี้นี้ ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม high exposure  ซึ่งหมายความว่ามีความเสียงสูงเพราะน้ำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูง แต่มี strong buffer เนื่องจากมีปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งและระดับหนี้สาธารณะที่ยังบริหารจัดการได้

    สำหรับประเทศที่มีความเสี่ยงมาก คือ กลุ่ม high exposure, weak buffer คือ ปากีสถาน จอร์แดน เอธิโอเปีย และอียิปต์ ปรากฏเป็นประเทศที่เปราะบางที่สุดในบรรดา 15 ประเทศที่วิเคราะห์ เพราะประเทศเหล่านี้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียสูง และ/หรือเงินโอนจากพลเมืองที่ทำงานในประเทศในอ่าวเปอร์เซียจำนวนมาก ซึ่งคิดเป็น 5% หรือมากกว่าของ GDP

    ปากีสถานมีความเปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้ว กำลังประสบปัญหาการปันส่วนเชื้อเพลิง การปิดโรงเรียน และการเปลี่ยนไปใช้การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยออนไลน์ และเงินสำรองระหว่างประเทศของปากีสถานครอบคลุมการนำเข้าได้น้อยกว่า 3 เดือน ซึ่งต่ำกว่าระดับขั้นต่ำที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แนะนำ

    เนปาลเผชิญกับคิวยาวในการซื้อก๊าซหุงต้ม ซึ่งเน้นให้เห็นถึงปัญหาการขาดแคลนอุปทานอย่างกว้างขวาง ส่วนอียิปต์มีภาระหนี้สินจำนวนมาก โดยต้องชำระหนี้ประมาณ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งของเงินสำรองระหว่างประเทศ

    เศรษฐกิจของจอร์แดนก็มีความเปราะบางอย่างมากเช่นกัน เนื่องจากหนี้สินสูงและการพึ่งพาน้ำมัน ก๊าซ และเงินโอนจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – ป้ายจำกัดวงเงินใช้จ่ายต่อวันไว้ที่ 1,000 บาท ปรากฏอยู่ที่สถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ ในจังหวัดเชียงราย ทางภาคเหนือของประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ภายหลังการหยุดชะงักของการนำเข้าอันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง (Photo by LILLIAN SUWANRUMPHA / AFP)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/41589&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M91LM5sp4tKCLswusLCFL

  • พาณิชย์จับมือเอกชนดัน 4 เสาหลักสู้เศรษฐกิจโลกผันผวน

    พาณิชย์จับมือเอกชนดัน 4 เสาหลักสู้เศรษฐกิจโลกผันผวน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมภาคเอกชน 15 กลุ่มคลัสเตอร์ เพื่อวางทิศทางความร่วมมือ “ทีมไทยแลนด์” ระหว่างภาครัฐและเอกชน มุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย และยกระดับเศรษฐกิจประเทศให้สอดรับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง

    นางศุภจี กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน และการวางแผนธุรกิจ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม โดยใช้ภาคธุรกิจเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ในระยะเร่งด่วน เปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” วันนี้​ (วันที่ 1 เม.ย. 2569) ร่วมกับผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีก และซัพพลายเออร์รายใหญ่กว่า 20 ราย ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นกว่า 1,000 รายการ สูงสุดถึงร้อยละ 58 โดยเน้นสินค้า House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือก พร้อมเปิดโอกาสให้สินค้า SMEs และสินค้าชุมชนเข้าร่วมในระยะต่อไป พร้อมกันนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านการขยายธงฟ้าเคลื่อนที่ กระจายสินค้าราคาประหยัด และช่วยระบายสินค้าเกษตร รวมถึงสนับสนุนวัตถุดิบราคาพิเศษให้ร้านอาหารปรุงสำเร็จในพื้นที่นำร่อง

    สำหรับแนวทางระยะยาวกระทรวงพาณิชย์เร่งปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ และจีน พร้อมเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจารอบที่ 8 และเหลือประเด็นสำคัญร้อยละ 20–30 คาดว่าจะสรุปผลได้โดยเร็ว ควบคู่กับการรักษาตลาดเดิมและขยายตลาดใหม่ในอินเดีย ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง รัสเซีย และเอเชียกลาง

    นอกจากนี้ ยังมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และ Food Tech เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และผลักดันอุตสาหกรรม S-Curve เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดยุทธศาสตร์การค้าไทยบน 4 เสาหลัก ได้แก่

    – เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน (Competitiveness)
    – สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพเศรษฐกิจ (Security & Stability)
    – กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ (Inclusive)
    – เสริมความยืดหยุ่นและการปรับตัว (Resilient Agility)

    ด้าน ดร.พจน์ กล่าวว่า ภาคเอกชนมองว่าไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก โดยเฉพาะผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการทำงานเชิงบูรณาการของทีมเศรษฐกิจที่มีเอกภาพ ตัดสินใจรวดเร็ว และเข้าใจการแข่งขันในเวทีโลกพร้อมเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ Geo-war & พลังงาน วางยุทธศาสตร์การค้ากับประเทศคู่ค้าหลัก ควบคู่บริหารต้นทุนพลังงานและค่าไฟให้อยู่ในระดับแข่งขันได้ ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ ลดขั้นตอนราชการ และยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชันเกษตร–SMEs–เทคโนโลยี ฟื้นฟูภาคเกษตร จัดทำฐานข้อมูล SMEs และใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล AI และ Sustainability ยกระดับผู้ประกอบการ

    ดร.พจน์ ระบุว่า การดำเนินนโยบายควรมีความต่อเนื่องและปฏิบัติได้จริง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาไม่สะดุด และสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ภาคเอกชนยืนยันพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐในรูปแบบ “ทีมไทยแลนด์” เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000031112&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03Pmp3HzKUj2LxW2yC6TSr

  • ต้นทุนพลังงานถล่มเศรษฐกิจ ไทยเสี่ยงเสียฐานการผลิต

    ต้นทุนพลังงานถล่มเศรษฐกิจ ไทยเสี่ยงเสียฐานการผลิต

    ต้นทุนพลังงานถล่มเศรษฐกิจ ไทยเสี่ยงเสียฐานการผลิต

    ต้นทุนพลังงานถล่มเศรษฐกิจ ไทยเสี่ยงเสียฐานการผลิต

    ราคานํ้ามันที่พุ่งต่อเนื่องจนดีเซลทะลุเพดาน 33 บาทต่อลิตร และกำลังไต่ระดับเข้าใกล้ 40 บาท ไม่ใช่เพียง “แรงกดค่าครองชีพ” แต่กำลังกลายเป็นแรงกระแทกเชิงโครงสร้างที่สั่นคลอนเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ต้นทุนพลังงานที่เร่งตัวกำลังส่งผ่านจากภาคการผลิตไปสู่ราคาสินค้าและบริการอย่างเป็นลูกโซ่ และบั่นทอนความสามารถแข่งขันของประเทศอย่างเงียบๆ แต่รุนแรง

    แม้ค่าไฟฟ้างวด ม.ค.-เม.ย. 2569 ยังอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ขณะที่ภาพรวมต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง โดยพลังงานคิดเป็นสัดส่วนราว 15-30% ของต้นทุนการผลิตในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย เผชิญแรงกดดันหนักกว่าคู่แข่งในอาเซียน ขณะที่ภาคขนส่งซึ่งพึ่งพาดีเซลเป็นหลัก ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นไม่ตํ่ากว่า 15-20% ในช่วงเวลาอันสั้น

    สัญญาณส่งผ่านต้นทุนเริ่มชัดเจน สินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการทยอยปรับราคาแล้ว ทั้งอาหารสำเร็จรูป อาหารตามสั่งที่ขยับขึ้นจานละ 5-10 บาท ไข่ไก่และเนื้อสัตว์บางชนิดที่ปรับขึ้นตามต้นทุนอาหารสัตว์และการขนส่ง รวมถึงสินค้าบรรจุภัณฑ์และเครื่องดื่มที่ทยอยปรับขนาดหรือราคา ขณะที่ผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์หลายรายเริ่มปรับค่าบริการเพิ่มขึ้น 5-15% ตามต้นทุนนํ้ามันที่พุ่งสูง

    กระทรวงพาณิชย์พยายามสกัดแรงกระแทก ผ่านการตรึงราคาสินค้าควบคุม การขอความร่วมมือผู้ผลิตไม่ให้ปรับขึ้นราคา และการส่งทีมตรวจสอบราคาสินค้าอย่างเข้มงวด พร้อมขยายโครงการ “พาณิชย์ลดราคา” เพื่อลดภาระประชาชน อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังเป็นเพียงการประคองปลายเหตุ ท่ามกลางแรงกดดันต้นทุนที่ยังเร่งตัว

    ภาพรวมทั้งหมดกำลังก่อตัวเป็น “Perfect Storm” ต่อเศรษฐกิจไทย ต้นทุนสูง เงินเฟ้อเสี่ยงฝังลึก และความสามารถแข่งขันที่ลดลง นักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอ หรือ ย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งมีต้นทุนพลังงานตํ่ากว่า และนโยบายจูงใจที่ชัดเจนกว่า ขณะที่ไทยยังคงติดอยู่กับโครงสร้างอุตสาหกรรมเดิม ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเร่งสู่พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า และเศรษฐกิจดิจิทัล

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่ารัฐบาลจะตรึงราคานํ้ามันได้นานแค่ไหน แต่คือ จะกล้าปฏิรูปโครงสร้างพลังงานหรือไม่ มาตรการอุ้มราคาผ่านกองทุนนํ้ามัน หรือ การลดภาษีสรรพสามิต อาจช่วยประคองสถานการณ์ระยะสั้น แต่แลกมาด้วยภาระการคลังและการบิดเบือนกลไกราคา หากยังไม่เร่งปรับโครงสร้างภาษีพลังงาน ลงทุนพลังงานทางเลือก และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ประเทศไทยจะยิ่งสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    นี่คือจุดตัดสินใจสำคัญของรัฐบาลใหม่ ระหว่าง “อุ้มเพื่อรอดวันนี้” กับ “ยกเครื่องเพื่อรอดวันหน้า” เพราะหากยังเลือกทางเดิม วิกฤตนํ้ามันแพงครั้งนี้ อาจไม่ใช่เพียงแรงกดค่าครองชีพ แต่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฐานเศรษฐกิจไทยค่อย ๆ อ่อนแรงลงอย่างยากจะฟื้นกลับ

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46  ฉบับที่ 4,188 วันที่ 2 – 4 เมษายน  พ.ศ. 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/655511&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-Wl6GdZipQFaV3H6_yG6u

  • เวิลด์แบงก์ชี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูง พลังงานแพง-ทุนไหลออก กดเงินบาทอ่อน

    เวิลด์แบงก์ชี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูง พลังงานแพง-ทุนไหลออก กดเงินบาทอ่อน

    เวิลด์แบงก์ชี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูง พลังงานแพง-ทุนไหลออก กดเงินบาทอ่อน

    เวิลด์แบงก์ชี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูง พลังงานแพง-ทุนไหลออก กดเงินบาทอ่อน

    รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย (Thailand Monthly Economic Monitor) ของธนาคารโลก(เวิลด์แบงก์) ประจำเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า  โมเมนตัมเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้า การลงทุนภาคเอกชน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 อย่างไรก็ตาม ภาวะสินเชื่อตึงตัวและการลดภาระหนี้ของครัวเรือนยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญที่กดทับการขยายตัวในวงกว้าง 

    ขณะที่แรงส่งจากภาคต่างประเทศยังคงเป็นหัวใจหลักของการเติบโต โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างโดดเด่นตามความต้องการของตลาดโลก ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงถึง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนถึงบทบาทของไทยในฐานะฐานการผลิตสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก 

    อย่างไรก็ตาม ภาพการฟื้นตัวในประเทศยังไม่สอดคล้องกัน โดยภาคการผลิตยังเติบโตในระดับต่ำเพียง 1.5% เมื่อเทียบปีต่อปี สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านศักยภาพการผลิตและการแข่งขัน ขณะที่ภาคการบริโภคได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการโอนเงินและการกระตุ้นกำลังซื้อ แต่ยังถูกจำกัดด้วยภาระหนี้ครัวเรือนและการเข้าถึงสินเชื่อที่ยังตึงตัว  

    เวิลด์แบงก์ชี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูง พลังงานแพง-ทุนไหลออก กดเงินบาทอ่อน

    ด้านการลงทุน ภาครัฐยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการเร่งดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ภาคเอกชนเริ่มกลับมาลงทุนมากขึ้นในบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล 

    ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 82.4% เมื่อเทียบปีต่อปี ถือเป็นสัญญาณบวกต่อภาคบริการของไทย อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในต่างประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางต่อการเดินทางระยะไกล  

    ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.0% ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งถือเป็นการปรับลดต่อเนื่องเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ การดำเนินนโยบายดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการผ่อนคลายเงื่อนไขทางการเงินเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัว  

    อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่กำลังกดดันเศรษฐกิจไทยในระยะนี้กลับมาจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงาน การหยุดชะงักของการเดินทางและการขนส่ง และการเพิ่มขึ้นของต้นทุนโลจิสติกส์และประกันภัย  

    ประเทศไทยซึ่งมีการนำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิสูงถึง 7.9% ของ GDP จึงมีความเปราะบางต่อราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยภาครัฐต้องเข้ามาดูแลราคาพลังงานผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การตรึงราคาดีเซลในระยะสั้น ซึ่งมีต้นทุนสูงถึงประมาณ 700 ล้านบาทต่อวัน 

    แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพในระยะสั้น แต่ก็สร้างภาระทางการคลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะขาดดุลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงข้อจำกัดของการใช้มาตรการอุดหนุนในระยะยาว 

    ในด้านตลาดการเงิน ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ “Risk-off” นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงและหันไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ตลาดการเงินไทยเผชิญแรงกดดันจากกระแสเงินทุนไหลออก 

    ค่าเงินบาทจึงปรับตัวอ่อนค่าลงในช่วงต้นเดือนมีนาคม โดยเป็นผลจากทั้งกระแสเงินทุนไหลออกและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทยพลิกกลับมาเป็นไหลออกหลังจากไหลเข้าต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า 

    แม้สถานการณ์ดังกล่าวจะสะท้อนถึงความผันผวนในระยะสั้น แต่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยกับสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับที่ทรงตัว ซึ่งบ่งชี้ว่าความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินของไทยยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ 

    อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา คือ นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอน หลังมีการเปิดสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ต่อประเทศไทย โดยพิจารณานโยบายอุตสาหกรรมและการค้าของไทยในหลายมิติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกสำคัญในอนาคต 

    แม้ในระยะสั้น ไทยอาจได้รับประโยชน์จากการปรับลดอัตราภาษีบางรายการ แต่ความไม่แน่นอนในระยะยาวยังคงเป็นความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย  

    ในด้านนโยบายการคลัง การใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลค่าครองชีพ ส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณขยายตัว และระดับหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 66% ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดานที่กำหนดไว้ที่ 70% 

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นกับการรักษาวินัยการคลังในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง

    หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,187 วันที่ 29 มีนาคม – 1 เมษายน พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/655557&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vkBX3F5zUeXA2VgV3F_O6

  • บลจ.บัวหลวงชี้ น้ำมันพุ่งกดเศรษฐกิจไทย แนะ Triple R รับมือตลาดผันผวน

    บลจ.บัวหลวงชี้ น้ำมันพุ่งกดเศรษฐกิจไทย แนะ Triple R รับมือตลาดผันผวน

    บลจ.บัวหลวงชี้ น้ำมันพุ่งกดเศรษฐกิจไทย แนะ Triple R รับมือตลาดผันผวน

    BBLAM ประเมินตลาดปี 69 ผันผวนสูงจากสงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กดดันเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังมีแรงหนุนจากเงินทุนต่างชาติและหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ DELTA แต่ต้องจับตาความเสี่ยงยืดเยื้อของความขัดแย้งที่อาจฉุด GDP และตลาดทุนในระยะต่อไป 

    นายบรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (BBLAM) เปิดเผยว่า ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันเฉลี่ย 90-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตเพียง 1.7-1.9% สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดอยู่ที่ 91-93 บาทต่อหุ้น

    ด้านตลาดทุน BBLAM ประเมินดัชนี SET Index มีแนวต้านที่ระดับ 1,550-1,580 จุด โดยมีแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่คาดว่าจะไหลกลับเข้ามาและช่วยหนุนตลาดได้ราว 100 จุด อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อเกิน 3-4 เดือน มีความเสี่ยงที่ดัชนีจะปรับตัวลงสู่แนวรับสำคัญที่ 1,280 จุด 

    บลจ.บัวหลวงชี้ น้ำมันพุ่งกดเศรษฐกิจไทย แนะ Triple R รับมือตลาดผันผวน

    มุมมองการลงทุนยังให้น้ำหนักเชิงบวกกับหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันขาขึ้น รวมถึงกลุ่มธนาคาร เทคโนโลยีสารสนเทศ และปิโตรเคมี ซึ่งยังมีศักยภาพเติบโตในภาวะเศรษฐกิจผันผวน
     

    ภายใต้ความไม่แน่นอนดังกล่าว BBLAM แนะนำกลยุทธ์ “Triple R” เพื่อบริหารพอร์ตลงทุน ประกอบด้วย

    • Reduce ลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงสู่ระดับปกติ โดยเฉพาะหุ้นตลาดเกิดใหม่และหุ้นเทคโนโลยี
    • Rotate ปรับพอร์ตเข้าสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงาน เช่น หุ้นพลังงาน รวมถึงตราสารหนี้ระยะสั้นและอัตราดอกเบี้ยลอยตัว
    • Remain Diversified รักษาการกระจายความเสี่ยง โดยเพิ่มสัดส่วนทองคำ น้ำมัน และเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อรับมือความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ 

    ในส่วนแผนธุรกิจ BBLAM ตั้งเป้ามูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) เติบโต 9-10% แตะระดับกว่า 1 ล้านล้านบาท หลังช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเติบโตต่ำกว่า 5% โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการหมดสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุน LTF ตั้งแต่ปี 2568 ทำให้ฐานลูกค้าลดลง ปัจจุบันมีเงินคงค้างใน LTF ประมาณ 25,000 ล้านบาท 

    บริษัทเตรียมออกกองทุนรูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในลักษณะ “ซีรีส์” ราว 5 กองทุน เพื่อใช้เป็นพอร์ตหลัก (Core Port) คาดว่าจะเริ่มเปิดตัวตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี หลังจากยื่นขออนุญาตกับสำนักงาน ก.ล.ต. แล้ว 

    นอกจากนี้ ยังเดินหน้าผสานธุรกิจกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บางกอกแคปปิตอล (BCAP) หลังเข้าถือหุ้นทั้งหมดตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 โดยแต่งตั้งทีมบริหารใหม่และคาดว่าจะโอนธุรกิจแล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง 

    ขณะเดียวกัน BBLAM ยังคงยกระดับความร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพในฐานะช่องทางจัดจำหน่ายหลัก พร้อมต่อยอดโครงการ Multi-Manager Partnerships ร่วมกับบริษัทจัดการกองทุนระดับโลก ซึ่งปัจจุบันมีพันธมิตรกว่า 16 ราย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มทางเลือกการลงทุนในต่างประเทศ รองรับความต้องการกระจายความเสี่ยงของผู้ลงทุนในภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง

    หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,188 วันที่ 2 – 4 เมษายน พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/655529&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZV95-zBoFqxDsgTeLImIJ