Category: เศรษฐกิจ

  • สงครามฉุดการผลิต ‘เอเชีย’ ชะลอ ดันต้นทุนพุ่ง ธุรกิจเริ่มชะงัก

    สงครามฉุดการผลิต ‘เอเชีย’ ชะลอ ดันต้นทุนพุ่ง ธุรกิจเริ่มชะงัก

    พิษสงคราม กระทบภาคผลิต ‘เอเชีย’ ดัชนี PMI ชะลอตัวถ้วนหน้า เหตุต้นทุนน้ำมันพุ่ง-ฮอร์มุซถูกปิด มีเพียง ‘เกาหลีใต้’ ที่รอดด้วยพลังชิป

    สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานผลสำรวจทางธุรกิจสะท้อนว่า เศรษฐกิจในหลายประเทศใน “เอเชีย” มีกิจกรรมในโรงงานชะลอตัวลงในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นและความไม่แน่นอนทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจากสงครามอิหร่านกำลังส่งผลกระทบต่อภูมิภาคนี้

    ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงโจทย์ใหญ่ของเอเชีย เนื่องจากเปราะบางต่อวิกฤติพลังงาน โดยเฉพาะการพึ่งพาน้ำมันที่ต้องขนส่งผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ถึง 80%  

    ผลสำรวจล่าสุดจากภาคเอกชนระบุว่า ภาคการผลิตของประเทศจีนยังคงรักษาระดับการขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่สี่ในเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตาม แม้จะยังมีการเติบโตแต่ผู้ประกอบการเริ่มเผชิญกับความท้าทายใหม่ที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ  ราคาสินค้าแพงขึ้น  และปัญหาความตึงเครียดในระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทานที่เริ่มติดขัดมากขึ้น

    ส่อง  PMI รายประเทศ

    • จีน 

    ภาคการผลิตจีนยังขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 แต่เริ่มแผ่วกำลังลง โดยดัชนี PMI ลดลงมาอยู่ที่ 50.8  จากเดิม 52.1  อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการเริ่มกังวลกับต้นทุนที่แพงขึ้นและระบบขนส่งที่ติดขัด

    • ญี่ปุ่น

    ภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นแบกรับต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น สูงสุดในรอบ 19 เดือน ดัชนี PMI ลดลงเหลือ 51.6  จากเดิม 53.0   เนื่องจากราคาวัตถุดิบและพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับปัญหาค่าเงินเยนอ่อนค่าและการขาดแคลนแรงงาน ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง

    ด้าน กลุ่มอาเซียนและไต้หวัน  กิจกรรมโรงงานชะลอตัวถ้วนหน้า

    • อินโดนีเซีย ดัชนี PMI ร่วงหนักเหลือ 50.1 จากเดิม 53.8 เกือบเข้าสู่ภาวะหดตัว
    • เวียดนาม ดัชนี IPM ชะลอตัวเหลือ 51.2 จากเดิม 54.3
    • ฟิลิปปินส์และไต้หวัน ได้รับผลกระทบในทิศทางเดียวกันจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    ในขณะที่ประเทศอื่นซบเซา “เกาหลีใต้” กลับทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดในรอบกว่า 4 ปี โดยกิจกรรมภาคโรงงานขยายตัวอย่างแข็งแกร่งจากการส่งออก “เซมิคอนดักเตอร์” หรือ ชิป และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีใหม่ๆ  ซึ่งช่วยพยุงเศรษฐกิจโสมขาวให้รอดพ้นจากวิกฤตพลังงานได้ในขณะนี้

    แอนนาเบล ฟิดเดส จาก S&P Global Market Intelligence กล่าวว่า “สงครามยังก่อให้เกิดความไม่แน่นอนมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก บั่นทอนความเชื่อมั่นทางธุรกิจ และส่งผลให้การจ้างงานและการซื้อสินค้ามีความระมัดระวังมากขึ้น” 

    อ้างอิง Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1227742&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3memrXDBtWn6ZDHMK6j7oQ

  • พรรคเศรษฐกิจจี้รัฐแก้น้ำมันแพง เปิดนำเข้าน้ำมันเสรี-ลดภาษีสรรพสามิต

    พรรคเศรษฐกิจจี้รัฐแก้น้ำมันแพง เปิดนำเข้าน้ำมันเสรี-ลดภาษีสรรพสามิต

    พรรคเศรษฐกิจจี้รัฐแก้น้ำมันแพง เปิดนำเข้าน้ำมันเสรี-ลดภาษีสรรพสามิต

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ แถลงจุดยืนเรื่องการนำเข้าน้ำมันเสรีและการเข้าพบ BRICS ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ว่า เราจะสามารถหาน้ำมันในราคาถูก เข้ามาขายให้กับประชาชนคนไทยได้หรือไม่ วันนี้ที่ประชาชนเจอวิกฤตขาดแคลนน้ำมันและราคาแพง ซึ่งได้มีการเสนอไปยังรัฐบาลหลายข้อ รวมถึงข้อเสนอที่ให้มีการนำเข้าน้ำมันเสรี ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันสำเร็จรูปหรือน้ำมันดิบจากหลายประเทศ ทั้งรัสเซีย อิหร่าน และมาเลเซีย เพื่อที่เราจะได้น้ำมันราคาถูกเข้ามา แข่งขันกับน้ำมันที่ขายหน้าโรงกลั่น ถ้ารัฐบาลทำเรื่องนี้ได้สำเร็จน้ำมันจะราคาลดลงลิตรละ 7-10 บาท

    วันนี้ที่เรานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปไม่ได้ เพราะติดเรื่องข้อกฎหมายการนำเข้าใบอนุญาต นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง ที่อยู่กับกระทรวงพาณิชย์ ใบอนุญาตการค้าน้ำมันที่อยู่ใน พ.ร.บ.ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และตอนนี้ตั้งรัฐบาลเสร็จแล้ว เท่ากับเราได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ คณะรัฐมนตรีใหม่ นายกรัฐมนตรีใหม่ จึงถือว่ามีอำนาจเต็ม และอยากเรียกร้องไปยังรัฐบาลเปิดให้มีการนำเข้าน้ำมันเสรีเพื่อให้ประชาชนคนไทย ได้ใช้น้ำมันที่ถูกขึ้น และสามารถหาน้ำมันที่ขาดแคลนเข้ามาในประเทศได้

    นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ลดภาษีสรรพสามิตทันที หากรัฐบาลทำได้ จะลดราคาน้ำมันทันทีลิตรละ 7 บาท และอยากให้มีการยกเว้นการเก็บ VAT สำหรับน้ำมัน ราคาก็จะลดลงอีกลิตรละ 2 บาท เพราะฉะนั้น 16-19 บาท ที่รัฐบาลสามารถลดได้ทันที อาจจะต้องมีการเสียรายได้ของรัฐบาลบ้างประมาณ 3 แสนล้านบาท ทั้งนี้ภายหลังการพูดคุยกับ BRICS เราสามารถจัดส่งจดหมายถึงประธานได้ เพื่อหาน้ำมันราคาถูก เหล่านี้จากตลาดโลกได้ทันที และขอให้ยกเลิกการอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน

    ขณะที่นายมีชัย เถาเจริญ ประธานผู้แทน BRICS Thailand International Alliance ระบุว่า ทางรัสเซียและ BRICS ไม่ได้นิ่งนอนใจ ให้ตนมาเป็นคนเชื่อมระหว่างรัฐบาลไทย กับทาง BRICS และรัฐบาลรัสเซียในเรื่อง พลังงานและราคาน้ำมัน ทางรัสเซียพร้อมที่จะเสิร์ฟน้ำมันสำรองให้กับรัฐบาลไทยไม่จำกัดปริมาณ ขอแค่รัฐบาลไทยทำจดหมายเบื้องต้นแสดงเจตจำนงว่า สนใจที่จะร่วมมือกับทางรัสเซีย และ BRICS หลังจากนั้นจะเชิญรัฐมนตรี พลังงานของไทยไปร่วมเซ็น MOU กับรัฐมนตรีพลังงานของรัสเซีย เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์ และจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ปัจจัยค่าครองชีพของประชาชนลดลง และแบ่งเบาภาระของประชาชนคนไทย จึงฝากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ช่วยพิจารณาเรื่องนี้เผื่อจะเป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9690000031194&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wxAaN_sLpZoJTP3qaXAja

  • รีบเติมด่วน! ดีเซลขึ้นอีก 3.50 บาท/ลิตร หลังกบน.ลดเงินอุุดหนุนเหลือ 17.78 บาท ดันพุ่ง 44.24 บาท/ลิตร

    รีบเติมด่วน! ดีเซลขึ้นอีก 3.50 บาท/ลิตร หลังกบน.ลดเงินอุุดหนุนเหลือ 17.78 บาท ดันพุ่ง 44.24 บาท/ลิตร

    วันที่ 1 เม.ย. 2569 คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ขอแจ้งผลการประชุมวันที่ 1 เม.ย.2569โดยที่ประชุมมีมติปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซล 4.11 บาท/ลิตร เป็น 17.78 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาท/ลิตร เป็น 44.24 บาท/ลิตร และน้ำมันไบโอดีเซล B20 ปรับลดอัตราเงินชดเชย 3.99 บาท/ลิตร เป็น 20.12 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาทต่อลิตร เป็น 39.24 บาท/ลิตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/138699&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YAR0uymhJt8M0r2rgwGWA

  • แตกตื่น! ดีเซลพุ่งพรวดอีก 3.50 บาท ปชช.แห่เข้าคิวเติมน้ำมันแน่นปั๊มก่อนปรับขึ้นพรุ่งนี้ | เดลินิวส์

    แตกตื่น! ดีเซลพุ่งพรวดอีก 3.50 บาท ปชช.แห่เข้าคิวเติมน้ำมันแน่นปั๊มก่อนปรับขึ้นพรุ่งนี้ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 เม.ย. จากกรณีปั๊มปตท. ปั๊มบางจาก ได้ประกาศ ปรับราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มดีเซลทุกชนิด เพิ่มขึ้น 3.50 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด เพิ่มขึ้น 1.20 บาทต่อลิตร เว้นพรีเมี่ยม GSH95 คงเดิม มีผล 2 เม.ย. 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

    ล่าสุดเวลา 21.45 วันนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ปั๊ม ปตท. สาขาวิภาวดีรังสิต 62 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. มีประชาชนผู้ใช้รถแห่เติมน้ำมันกันจนแน่นปั๊ม

    ขณะที่ ปั๊มน้ำมันบางจาก ถนนวิภาวดีรังสิต ถนน วิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. และตามปั๊มอื่นๆ ทั่วไปก็มีประชาชนแห่ต่อคิวเติมน้ำมันกันแน่นปั๊มเช่นเดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5742786/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30PT1mi3nTEEXrmv7ZY0xo

  • พรรคเศรษฐกิจเสนอลดราคาน้ำมันได้ลิตรละ 16-19 บาท | เดลินิวส์

    พรรคเศรษฐกิจเสนอลดราคาน้ำมันได้ลิตรละ 16-19 บาท | เดลินิวส์

    ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวว่า ขอเสนอรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพง 3 ข้อ ดังนี้ 1. เปิดนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะจากรัสเซีย อิหร่าน มาเลเซีย เพื่อได้น้ำมันราคาถูกเข้ามาแข่งขันกับน้ำมันที่ขายจากหน้าโรงกลั่น หากรัฐบาลทำเรื่องนี้สำเร็จราคาน้ำมันจะลดลงอย่างต่ำลิตรละ 7-10 บาท 

    วันนี้ที่เรายังนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปไม่ได้ เนื่องจากติดที่ข้อกฎหมายอยู่หลายข้อเกี่ยวกับการนำเข้า ทั้งเรื่องใบอนุญาตการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง การดำเนินการใบอนุญาตการค้าน้ำมันที่อยู่ในพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเรื่องเหล่านี้วันนี้เรามีรัฐบาลแล้ว เท่ากับได้ รมว.พลังงานคนใหม่ คณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีใหม่ ทุกคนมีอำนาจเต็มแล้ว วันนี้ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลอยากให้เปิดให้มีการนำเข้าน้ำมันเสรี เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้ใช้น้ำมันถูกขึ้น และสามารถหาน้ำมันที่ขาดแคลนเข้ามาขายในประเทศได้

    2. ลดภาษีสรรพสามิตทันที ตอนนี้น้ำมันดีเซลและเบนซินที่ใช้กันอยู่ถูกรัฐเก็บภาษีลิตรละ 7 บาท ซึ่งภาษีสรรพสามิตเป็นเรื่องของภาษีที่เก็บสำหรับสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น หินอ่อน ไพ่ วันนี้ต้องมานั่งคุยกันว่าทำไมเก็บภาษีสรรพสามิตกับสิ่งที่จำเป็นอย่างเช่นน้ำมัน การยกเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิตทันที ถ้ารัฐบาลทำได้ ราคาน้ำมันจะลดลงลิตรละ 7 บาท  

    3. ยกเว้นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับน้ำมันหากทำสำเร็จ ราคาน้ำมันจะลดลงได้ลิตรละ 2 บาท ข้อเสนอทั้ง 3 ข้อนี้ จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงลิตรละ 16-19 บาท รัฐบาลสามารถทำได้ทันที อาจจะต้องมีการเสียรายได้ของรัฐบาลอยู่บ้าง เป็นเงินประมาณ 300,000 ล้านบาท 

    ถ้าวันนี้รัฐบาลพร้อมที่จะตอบรับ พรรคเศรษฐกิจได้พูดคุยกับกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่ (BRICS) แล้ว สามารถส่งจดหมายถึงประธาน BRICS เพื่อจัดหาน้ำมันราคาถูกจากตลาดโลกได้ทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5740708/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Vr4NYBCydn6-GQsbRaZMY

  • กกร.หั่นเป้าจีดีพีปี 69 โตเหลือ 1.2-1.6% จาก 1.6-2% เหตุราคาน้ำมันพุ่งกดดันเงินเฟ้อ นักท่องเที่ยวหาย 1 ล้านคน

    กกร.หั่นเป้าจีดีพีปี 69 โตเหลือ 1.2-1.6% จาก 1.6-2% เหตุราคาน้ำมันพุ่งกดดันเงินเฟ้อ นักท่องเที่ยวหาย 1 ล้านคน

    สงครามยืดเยื้อ กกร. 3 สถาบัน หั่นเป้าจีดีพีลงเหลือ 1.2-1.6% หลังราคาน้ำมันพุ่ง กดดันเงินเฟ้อโต 2-3% ต้นทุนเพิ่ม นักท่องเที่ยวต่างชาติหาย 1 ล้านคน

    1 เม.ย. 2569 – นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่าที่ประชุมปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) 1.2-1.6% ลงจากเดิมคาดอยู่ที่ 1.6-2% เงินเฟ้อคาดโต 2-3% เพิ่มขึ้นจากเดิมคาดอยู่ที่ 0.2-0.7% ขณะที่ ส่งออกยังคงเดิม -1.5% ถึง -0.5%

    ทั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ดีดตัวสูงขึ้น ราคาน้ำมันขายปลีกที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด ทั้งยังต้องเฝ้าระวังผลกระทบต่อแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งการบริโภคและความเชื่อมั่นภาคเอกชน การปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายของภาครัฐ ที่อาจจะต้องมีการก่อหนี้เพิ่ม เพื่อประคองเศรษฐกิจ

    ภาคการผลิตที่ต้องบริหารจัดการต้นทุน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจาก logistics disruption ตลอดจนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดการเดินทางราว 1 ล้านคนในช่วง 3 เดือนข้างหน้า 

    “ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันอาจสูงขึ้นมากกว่าที่ประเมินไว้อีก หากเหตุการณ์ขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะชะลอตัว การจ้างงานลดลง แต่เงินเฟ้อสูง (stagflation) สะท้อนจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่า ราคาทองคำและสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวลง”

    นอกจากนี้ ความเสี่ยงสำคัญคือ การขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบ ซึ่งจะทำให้การผลิตโลกเกิดภาวะชะงักงัน ส่งผ่านไปตลอดห่วงโซ่อุปทานและไปถึงผู้บริโภค

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า ที่ประชุมยังมีความกังวลต่อสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ กดดันต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยต้องเร่ง Connect the dotsเชื่อมโยงข้อมูลและวางแผนได้อย่างเหมาะสม พร้อมสื่อสารต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจสถานการณ์ตรงกัน

    ดังนั้น จากผลกระทบที่เกิดขึ้น เราจึงสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted policy) เช่น เอสเอ็มอี และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการกำกับดูแลไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ตลอดจนการออกมาตรการช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคงราคาสินค้าได้

    อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการผลิต เสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ โดยคำนึงถึง Fiscal space และความสามารถในการลงทุนในอนาคตของประเทศ รวมถึงผลกระทบต่อ Credit rating ของประเทศ นอกจากนั้น ประเทศไทยควรพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพิ่ม “กันชน” หรือศักยภาพในการรองรับแรงกระแทก สู่ความยืดหยุ่นอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในมิติความมั่นคงและการลดต้นทุนพลังงาน สอดคล้องกับแนวทางของ Reinvent Thailand

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/973355/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d254ZTTrQptuqH2522atK

  • พาณิชย์ ผนึกหอการค้าไทย-15 กลุ่มคลัสเตอร์ ดันทีมไทยแลนด์ รับมือวิกฤติโลก | เดลินิวส์

    พาณิชย์ ผนึกหอการค้าไทย-15 กลุ่มคลัสเตอร์ ดันทีมไทยแลนด์ รับมือวิกฤติโลก | เดลินิวส์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยหลังหารือร่วมกับประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน  15 กลุ่มธุรกิจเพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนในฐานะทีมไทยแลนด์รับมือวิกฤติเศรษฐกิจโลก เพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงบริบทโลกที่เปลี่ยนไป ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศจากสหรัฐอเมริกาและจีน อีกทั้งไทยยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง อาทิ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การลดลงของผู้ประกอบการ สังคมสูงวัย  

    ทั้งนี้ ในส่วนกระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจารอบที่ 8 และคาดว่าจะเหลือประเด็นสำคัญประมาณ 20-30% เพื่อให้สรุปผลได้โดยเร็ว พร้อมกับการยกระดับการรักษาตลาดเดิม และบุกตลาดใหม่ที่เป็นตลาดเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งอินเดีย ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง รัสเซียและเอเชียกลาง นอกจากนี้ จะผลักดันการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูป การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตควบคู่กับเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอาหาร  

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดยุทธศาสตร์การค้าไทยบน 4 เสาหลัก ได้แก่ 1.การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน มุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง 2.การสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 3.การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะสู่เอสเอ็มอีและชุมชน 4.การปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และผลักดันการทำงานในรูปแบบการบูรณาการที่ทุกหน่วยงานจะต้องมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายเดียวกัน และทำงานอย่างสอดประสาน

    ด้านภาคเอกชน โดยสมาคม 15 กลุ่มการค้า ได้สะท้อนข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ อาทิ การบริหารจัดการสินค้านำเข้า การขยายตลาดใหม่ การส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงาน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5740955/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WQQapxve8d13IGD7Io-oM

  • กบน.เคาะลดเงินชดเชยดีเซลพุ่ง 3.50 บาท! ดันราคาขายปลีกแตะ 44.24 บาท | เดลินิวส์

    กบน.เคาะลดเงินชดเชยดีเซลพุ่ง 3.50 บาท! ดันราคาขายปลีกแตะ 44.24 บาท | เดลินิวส์

    กระเป๋าฉีกรับเมษาฯ! คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซลลง 4.11 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มปรับเพิ่มขึ้นทันที 3.50 บาท/ลิตร ไปอยู่ที่ 44.24 บาท/ลิตร ส่วนดีเซล B20 ปรับขึ้นเช่นกันมาอยู่ที่ 39.24 บาท/ลิตร

    เมื่อวันที่ 1 เม.ย. คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ขอแจ้งผลการประชุมวันที่ 1 เม.ย. 2569 โดยที่ประชุมมีมติปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซล 4.11 บาท/ลิตร เป็น 17.78 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาท/ลิตรเป็น 44.24 บาท/ลิตร และน้ำมันไบโอดีเซล B20 ปรับลดอัตราเงินชดเชย 3.90 บาท/ลิตร เป็น 20.12 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาท/ลิตร เป็น 39.24 บาท/ลิตร (ราคาน้ำมันเบนซินผู้ค้าจะเป็นผู้ประกาศแจ้ง)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5742473/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12V0V5UbEYK9AGGjtNRU5k

  • มากกว่าแค่สาดน้ำ! ส่องกลไก

    มากกว่าแค่สาดน้ำ! ส่องกลไก

    มากกว่าแค่สาดน้ำ! ส่องกลไก ‘สงกรานต์’ เครื่องยนต์หลักปั๊ม GDP ไทยให้แกร่งระดับอาเซียน


    1/04/2569 | 87 |

    ในท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ประเทศไทยยังคงสำแดงศักยภาพในการเป็น “จุดผ่อนปรน” และ “ศูนย์กลางความเชื่อมั่น” ของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ เทศกาลนี้ไม่ได้เป็นเพียงประเพณีการเฉลิมฉลอง แต่ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และเป็นเครื่องสะท้อนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่โลกให้การยอมรับ

    1. สงกรานต์ในฐานะพลัง Soft Power และการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    การผลักดันเทศกาลสงกรานต์สู่สายตาชาวโลกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของภาคบริการและการบริโภคภายในประเทศอย่างก้าวกระโดด ในปี 2026 นี้ พลังของ Soft Power ไทยไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่ได้บูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัลและการจัดกิจกรรมระดับโลก (World Class Events) ซึ่งดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติโดยตรง การไหลเวียนของเงินตราในช่วงนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มตัวเลข GDP ในภาพรวม แต่ยังเป็นการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยและภาคครัวเรือน สร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจฐานรากท่ามกลางความท้าทายจากกำลังซื้อทั่วโลกที่ชะลอตัว

    2. เสถียรภาพด้านการเงินและการคลัง: ป้อมปราการรับแรงกระแทกจากภายนอก

    ปัจจัยหลักที่ทำให้นักลงทุนและนักท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงเลือกประเทศไทย คือ เสถียรภาพ (Stability) แม้ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อในระดับโลกและความผันผวนของราคาน้ำมัน แต่ประเทศไทยยังคงรักษาเสถียรภาพด้านการเงินได้อย่างยอดเยี่ยม โดยมีจุดแข็งที่สำคัญดังนี้:

    • ค่าเงินบาทที่มีความสมดุล: การบริหารจัดการนโยบายการเงินที่ยืดหยุ่นช่วยให้ค่าเงินบาทสะท้อนความเป็นจริงตามกลไกตลาด และเอื้อต่อการแข่งขันในภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว

    • ทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง: ไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระดับทุนสำรองระหว่างประเทศสูงเมื่อเทียบกับสัดส่วน GDP ซึ่งเป็นหลักประกันความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ

    • วินัยทางการคลัง: การบริหารจัดการหนี้สาธารณะที่อยู่ในกรอบความยั่งยืน ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและรองรับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    3. ไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ (ASEAN Hub) และจุดหมายปลายทางการลงทุน

    ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบราง ถนน และการขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยาน ทำให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของการพักผ่อน แต่เป็น “ประตูสู่ความร่วมมือ” ของอาเซียน ในช่วงเดือนเมษายนที่ภาพลักษณ์ความคึกคักถูกสื่อสารออกไปทั่วโลก ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยและการทำงาน (Workation Hub) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดกลุ่ม Digital Nomads และนักลงทุนที่มองหาเสถียรภาพในระยะยาว

    บทสรุป

    ความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยในเดือนเมษายน ไม่ได้เกิดจากโชคช่วยหรือเพียงแค่ฤดูกาลท่องเที่ยว แต่เป็นผลลัพธ์จากการประสานกันระหว่าง “เสน่ห์ทางวัฒนธรรม” (Soft Power) และ “ความแข็งแกร่งทางนโยบาย” (Policy Strength) การที่ประเทศไทยสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายโลก เป็นข้อพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นที่นานาชาติมีต่อระบบเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเงิน และบทบาทการเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง

    เอกสารอ้างอิง (References)

    1. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือ สภาพัฒน์): รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสล่าสุด และแนวโน้มการเติบโตของ GDP

    2. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.): รายงานนโยบายการเงินและสถิติทุนสำรองระหว่างประเทศ

    3. กระทรวงการคลัง: ข้อมูลด้านวินัยทางการคลังและความยั่งยืนของหนี้สาธารณะ

    4. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.): สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติและรายได้จากเทศกาลสงกรานต์

    5. International Monetary Fund (IMF) – World Economic Outlook: การประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/490701&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XJTxisFvrfRz0yT9gc-Co

  • ‘ขาดแคลนน้ำมัน’ ใกล้เป็นจริง! อุปทานหาย 11 ล้านบาร์เรล ผ่อนคว่ำบาตรเอาไม่อยู่แล้ว

    ‘ขาดแคลนน้ำมัน’ ใกล้เป็นจริง! อุปทานหาย 11 ล้านบาร์เรล ผ่อนคว่ำบาตรเอาไม่อยู่แล้ว

    โลกเสี่ยง ‘ขาดแคลนน้ำมัน’ อย่างไม่เคยมีมาก่อน แม้งัดทุกทางทั้งผ่อนคว่ำบาตรอิหร่าน-รัสเซีย ขนผ่านท่อซาอุฯ ปล่อยน้ำมันสำรอง ก็ยังคง ‘ขาดน้ำมันมหาศาลกว่า 11 ล้านบาร์เรล’ ขณะเดียวกัน LNG กลับเจ็บหนักกว่าน้ำมัน เพราะแทบไม่มีเส้นทางเบี่ยง และขนส่งยาก ทำให้วิกฤติครั้งนี้ยิ่งซับซ้อนและรุนแรงขึ้น

    ผ่านไป “หนึ่งเดือนแล้ว” หลังสงครามอิหร่านปะทุขึ้น ภาวะ “ช็อกพลังงานครั้งใหญ่” กำลังค่อย ๆ แผ่แรงกระแทกจากตลาดน้ำมัน ไปสู่ตลาดก๊าซ ภาคขนส่ง อุตสาหกรรมการผลิต เงินเฟ้อ และท้ายที่สุดคือ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกทั้งระบบ

    สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้เล่นในอุตสาหกรรมพลังงานจำนวนมากมองตรงกันว่า ตลาดและรัฐบาลหลายประเทศยังคง “ประเมินความรุนแรงต่ำเกินไป” พวกเขาเปรียบสถานการณ์ครั้งนี้กับวิกฤติน้ำมันยุคทศวรรษ 1970 และเตือนว่า หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดหรือใช้งานได้ไม่เต็มที่ต่อไป วิกฤติที่เริ่มต้นในเอเชีย จะค่อย ๆ ลุกลามไปยังยุโรป ลาตินอเมริกา และส่วนอื่นของโลกในอีกไม่ช้า

    แม้งัดทุกมาตรการ ยังขาดน้ำมันกว่า 11 ล้านบาร์เรล

    สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เหตุผลที่วิกฤตินี้อันตรายมาก ไม่ได้อยู่ที่คำว่า “สงคราม” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ตำแหน่งของ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ในระบบเศรษฐกิจโลก ช่องแคบนี้เป็นทั้งทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในสัดส่วนราว “หนึ่งในห้า” ของปริมาณส่งออกโลก 

    เมื่อเส้นทางนี้ติดขัด ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น แต่คือ อุปทานพลังงานจำนวนมหาศาล “กว่า 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน” ถูกตัดออกจากตลาดในทันที 

    ก่อนเกิดวิกฤติ โลกมีอุปทานน้ำมันราว 106.9 ล้านบาร์เรล/วัน แต่พอปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันก็ “หายไปทันที” 18.4 ล้านบาร์เรล/วัน 

    แม้หลายฝ่ายเร่งงัดมาตรการพยุงอุปทานต่าง ๆ ไม่ว่า

    – ซาอุดีอาระเบียเปลี่ยนเส้นทางส่งน้ำมันเป็นผ่านท่อ (+3.6 ล้านบาร์เรล/วัน)

    – การปล่อยน้ำมันสำรองของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA (+2 ล้านบาร์เรล/วัน)

    – การดึงน้ำมันจากคลังลอยน้ำที่ถูกคว่ำบาตร (+1 ล้านบาร์เรล/วัน)

    – การปรับเส้นทางพลังงานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (+0.7 ล้านบาร์เรล/วัน) 

    แต่ถึงจะระดมทุกทางแล้ว โลกก็ยัง “ขาดอยู่ 11.1 ล้านบาร์เรล/วัน” ซึ่งถือว่ายังคงขาดอยู่มหาศาล

    ‘ขาดแคลนน้ำมัน’ ใกล้เป็นจริง! อุปทานหาย 11 ล้านบาร์เรล ผ่อนคว่ำบาตรเอาไม่อยู่แล้ว

    หากราคาพลังงานยังคงแพงอยู่ในระดับสูงนาน “วิถีชีวิตของผู้คน” อาจถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    นั่นแปลว่า ผู้คนจะเริ่มบินน้อยลง ขับรถน้อยลง โรงงานบางแห่งจะชะลอการผลิต สายการบิน ผู้ขนส่ง และผู้ผลิตปิโตรเคมีจะเริ่มลดการใช้เชื้อเพลิง เพราะต้นทุนสูงเกินแบกรับไหว โดยสิ่งเหล่านี้กำลังเริ่มขึ้นแล้ว บางประเทศในเอเชียเริ่มกักตุนและปันส่วนเชื้อเพลิง 

    ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐและนักวิเคราะห์วอลล์สตรีทเริ่มประเมินว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นไปแตะระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนถึง “200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” หากวิกฤติยืดเยื้อ 

    น้ำมันยังพอมีทางอ้อม แต่ LNG ไม่มี แถมเจ็บหนักกว่า

    ถ้าน้ำมันคือวิกฤติใหญ่ LNG คือวิกฤติที่อาจร้ายกว่า เพราะตลาดก๊าซธรรมชาติเหลว มีข้อจำกัดมากกว่าน้ำมัน

    อย่างแรกคือ ก๊าซธรรมชาติ “ขนยาก” กว่าน้ำมัน ต้องผ่านกระบวนการทำให้เย็น -160°C ให้กลายเป็นของเหลว และบรรทุกใส่เรือเฉพาะทาง (LNG tanker) โดยต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นส่วนใหญ่ แทบไม่มีเส้นทางสำรองที่จะเลี่ยงจุดนี้ได้

    ข้อที่สอง คือ ในขณะที่น้ำมัน เก็บง่ายในถังธรรมดา แต่แก๊ส LNG ต้องเก็บในถังพิเศษอุณหภูมิต่ำมาก ซึ่งเก็บได้น้อยและมีต้นทุนสูง ทำให้หลายประเทศ “ไม่มีคลังสำรองขนาดใหญ่”

    จุดนี้ทำให้ LNG เปราะบาง และเสี่ยงขาดแคลนง่ายกว่าน้ำมัน และเมื่อผู้ขายเห็นว่า ความขาดแคลนทำให้การขายรายวันได้กำไรมากกว่า การเจรจาสัญญาระยะกลางถึงยาวก็เริ่มชะงักลงตามไปด้วย 

    ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ทางเดินเรือ แต่เริ่มลามไปถึงโครงสร้างพื้นฐานการผลิตเองแล้ว โรงงาน LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง QatarEnergy ได้รับความเสียหายจากขีปนาวุธ และบริษัทฯในกาตาร์นี้เตือนว่า อาจต้องใช้เวลาซ่อม “นานถึง 5 ปี” นั่นหมายความว่า แม้วันหนึ่งช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิด การฟื้นตัวของอุปทานก๊าซก็อาจไม่ใช่เรื่องกลับมารวดเร็ว

    เอเชียเจ็บหนักก่อน อเมริกาเจ็บช้ากว่า แต่ก็ไม่รอด

    ในระยะแรก ผลกระทบกระจุกตัวที่ “เอเชีย” เพราะเอเชียพึ่งพาสัดส่วนพลังงานจากตะวันออกกลางสูงกว่า และอยู่ใกล้ศูนย์กลางวิกฤติมากกว่า ยกตัวอย่าง “ไทย” พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูงถึงประมาณ 58% ตามข้อมูลจาก BofA Global Research 

    ในทางกลับกัน “สหรัฐ” กลับเป็นหนึ่งในประเทศที่จะได้รับผลกระทบช้ากว่า เพราะพึ่งพาฮอร์มุซน้อยกว่า อยู่ไกลจากสมรภูมิรบมาก และที่สำคัญคือ สหรัฐเป็น “ผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก” อีกทั้งตลาดก๊าซภายในประเทศยังมีการผลิตมหาศาลคอยรองรับ จึงมี “กันชนภายใน” มากกว่าเอเชียและยุโรป

    แต่คำว่า “ช้ากว่า” ไม่ได้แปลว่า “รอด” เพราะเมื่อวิกฤตินี้ยืดเยื้อ ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงได้เริ่มซึมเข้าสู่ราคาสินค้านำเข้า ทำให้ข้าวของแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งเริ่มสะท้อนผ่านเงินเฟ้อสหรัฐที่เร่งตัวในเดือนมีนาคม อยู่ที่ 3.4% เมื่อเทียบรายปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 2.4% ในเดือนกุมภาพันธ์

    สัญญาณของแพง พร้อมเศรษฐกิจฟุบ เริ่มชัดขึ้น

    สิ่งที่ทำให้วิกฤติพลังงานน่ากลัว ไม่ใช่แค่ราคาสินค้าแพง แต่คือโอกาสเกิด “ภาวะ Stagflation” หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูงขึ้นพร้อมกับเศรษฐกิจซบเซา

    Bloomberg Economics ประเมินว่า เพียงแค่ราคาน้ำมันอยู่ “แถว 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” ก็เพียงพอจะเร่งเงินเฟ้อและกดการเติบโตแล้ว และในกรณียุโรป ผลกระทบอาจเท่ากับเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นราว 1 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี และทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ลดลง 0.6% 

    แต่หากราคาน้ำมันพุ่งไปถึง 170 ดอลลาร์ ผลกระทบต่อทั้งเงินเฟ้อและการเติบโตจะ “ทวีคูณ” ซึ่งหมายถึง แรงกระแทกที่กว้างพอจะเปลี่ยนทิศทางนโยบายดอกเบี้ย การเลือกตั้ง และเสถียรภาพเศรษฐกิจในหลายประเทศได้ 

    มาตรการรัฐซื้อเวลาได้ แต่ไม่ได้แก้รากปัญหา

    จนถึงตอนนี้ โลกยังไม่ตื่นตระหนกเต็มที่ ส่วนหนึ่งเพราะมีมาตรการหลายอย่างเข้ามาช่วย ไม่ว่าเป็นการระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ การเร่งเปลี่ยนเส้นทางส่งน้ำมันจากฮอร์มุซ เป็นผ่านท่อจากซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือการผ่อนคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียและอิหร่าน

    อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงกันชนชั่วคราว ไม่ใช่แหล่งอุปทานถาวร เมื่อสต็อกสำรองถูกใช้ไปเรื่อย ๆ จนหมด ตลาดก็จะกลับมาเผชิญความจริงอีกครั้ง 

    แม้อิหร่านเริ่มปล่อยให้เรือต่างชาติบางส่วนแล่นผ่านช่องแคบได้บ้างแล้ว แต่ปริมาณที่ผ่านยังมีน้อยเกินไป จนแทบไม่ช่วยเปลี่ยนทิศทางของสถานการณ์ได้เลย

    ที่สำคัญ ต่อให้ซาอุดีอาระเบียมีศักยภาพเพิ่มกำลังผลิต ก็ไม่ได้แปลว่าจะช่วยได้มากนัก หากน้ำมันจำนวนมากยังออกจากอ่าวได้อย่างจำกัด เพราะปัญหาไม่ได้อยู่เพียง “ผลิตได้ไหม” แต่อยู่ที่ “ส่งออกมาได้หรือไม่” โดยเฉพาะ การส่งผ่านท่อ ยังไม่สามารถทดแทนการขนส่งผ่านขบวนเรือยักษ์ได้

    นี่ทำให้กำลังการผลิตสำรองที่โลกเคยหวังพึ่ง กลายเป็นอาวุธที่ใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ในวิกฤติลักษณะนี้

    “ตอนนี้ เครื่องมือที่มีอยู่แทบไม่เหลืออะไรให้ใช้แล้ว” ไมค์ ซอมเมอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ American Petroleum Institute กล่าว

    ผลกระทบไม่หยุดที่ปั๊มน้ำมัน แต่ลามถึงของใช้ประจำวัน

    ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งของหลายคนคือ มองว่าวิกฤติพลังงานกระทบแค่ค่าน้ำมันรถ แต่ในความจริง ผลกระทบกว้างกว่านั้นมาก เพราะปิโตรเลียมและปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของสินค้าจำนวนมหาศาล ตั้งแต่พลาสติก บรรจุภัณฑ์ เสื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ เครื่องสำอาง จนถึงสารเคมีการเกษตรและปุ๋ย

    ดังนั้น หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาสินค้าหลากหลายประเภทจะสูงขึ้นอย่างชัดเจน นั่นแปลว่า วิกฤตินี้ไม่ใช่แค่วิกฤติน้ำมันหรือก๊าซ แต่คือวิกฤติของ “ต้นทุนเศรษฐกิจจริง” ที่ค่อย ๆ ซึมจากภาคพลังงานไปสู่ของใช้ประจำวัน สินค้าอุตสาหกรรม และอาหารในท้ายที่สุด

    ประเด็นที่สำคัญมากคือ ต่อให้สถานการณ์คลี่คลาย ช่องแคบกลับมาเปิด และเรือกลับมาเดินได้มากขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะฟื้นกลับสู่ภาวะปกติในทันที การฟื้นตัวของสินค้าและซัพพลายเชน อาจใช้เวลาหลายเดือน และถ้าโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนเสียหายจริง การฟื้นตัวก็จะยิ่งช้าลงไปอีก 

    นี่หมายความว่า ความเสียหายไม่ได้วัดจากจำนวนวันที่ฮอร์มุซปิดอย่างเดียว แต่วัดต่อว่า หลังเปิดฮอร์มุซแล้ว โลกต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าปริมาณส่งออก การขนส่ง การทำสัญญาซื้อขาย และระดับสต็อกจะกลับเข้าสู่สมดุลใหม่

    ในอีกด้านหนึ่ง หากวิกฤตินี้ยืดเยื้อยาว โลกอาจถูกบังคับให้ “ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลง” อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพราะนโยบายสีเขียวหรือความสมัครใจ แต่เพราะอุปทานมีไม่พอและต้นทุนแพงเกินไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1227740&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O_s6-5opUlgFM4Lg6VwC5