Category: เศรษฐกิจ

  • แบงก์ชาติอินเดียคงดอกเบี้ยที่ 5.25% กังวลสงครามอิหร่านดันเงินเฟ้อสูง : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติอินเดียคงดอกเบี้ยที่ 5.25% กังวลสงครามอิหร่านดันเงินเฟ้อสูง : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 5.25% ในการประชุมวันนี้ (8 เม.ย.) ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ เนื่องจากเศรษฐกิจอินเดียที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งช่วยเปิดทางให้ RBI สามารถดำเนินนโยบายคุมเข้มทางการเงินต่อไปได้ในช่วงเวลาที่สงครามอิหร่านทำให้ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น

    ซานเจย์ มาลโฮตรา ผู้ว่าการ RBI ระบุในแถลงการณ์ว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ RBI มีความเห็นว่า ความรุนแรงและระยะเวลาของสงครามอิหร่าน ตลอดจนความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและด้านอื่น ๆ ที่ตามมานั้น ถือเป็นความเสี่ยงต่ออัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดีย

    อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคของอินเดียพุ่งขึ้นแตะระดับ 3.21% ในเดือนก.พ. ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน จากระดับ 2.75% ในเดือนม.ค. โดยถึงแม้ว่าเศรษฐกิจของอินเดียเติบโตแข็งแกร่ง 7.8% ในไตรมาส 4/2568 ซึ่งขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วกว่าคาด แต่สงครามอิหร่านกำลังฉุดรั้งให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลง

    ความขัดแย้งดังกล่าว ซึ่งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. หลังจากที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ได้ส่งผลกระทบต่อการเดินเรือขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งผลักดันให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งพุ่งขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทาน

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มผ่อนคลายลงชั่วคราว หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศระงับการโจมตีอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ในขณะที่อิหร่านตกลงที่จะเปิดทางให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปอย่างปลอดภัย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/583787&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yaufFAAkhTe8ktXhb3KSC

  • ธปท. ขอให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจภายใต้กำกับของ ธปท. เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงาน

    ธปท. ขอให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจภายใต้กำกับของ ธปท. เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงาน

    จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและกระทบราคาพลังงานเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีความต้องการเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินชีวิตและธุรกิจ เพิ่มศักยภาพ หรือลงทุนเพื่อช่วยประหยัดพลังงานมากขึ้น แต่บางส่วนยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จำกัด อีกทั้งแนวโน้มความสามารถในการชำระหนี้อาจถูกบั่นทอนด้วยต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นและรายได้ที่ลดลงเป็นการชั่วคราว

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  จึงขอความร่วมมือสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบด้วยการเติมเงินใหม่และการผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้เดิมเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความจำเป็นของลูกหนี้ โดยควรพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในระยะยาว นอกเหนือจากกระแสเงินสดหรือสถานะทางการเงินในปัจจุบันของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งอาจไม่ใช่สถานะทางการเงินในภาวะปกติของลูกหนี้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
    rn 

    rn

    1. สินเชื่อเดิม ขอให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในเชิงป้องกัน (pre-emptive) ตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณว่าลูกหนี้มีปัญหาการชำระหนี้ เพื่อช่วยลดภาระค่างวดของลูกหนี้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น ให้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ลดค่างวด ลดอัตราดอกเบี้ย ตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย สำหรับสินเชื่อทุกประเภท รวมถึงการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ โดยให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. หารือทำความเข้าใจเงื่อนไขของมาตรการข้างต้นกับลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน (หากมี) และแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบถึงผลที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมมาตรการดังกล่าว
    rn 

    rn

    2. สินเชื่อใหม่ ขอให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. พิจารณาช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการเติมเงินใหม่เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งรวมถึงการลงทุนเพื่อการประหยัดพลังงาน โดยในส่วนของสถาบันการเงินสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการ SMEs Credit Boost ที่เป็นกลไกลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจ นอกจากนี้ สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจยังสามารถพิจารณาให้สินเชื่อเพิ่มเติมแก่ SMEs ที่มีหลักประกันภายใต้กรอบหลักการ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง (SMEs Secure+)” ซึ่งเป็นการผ่อนปรนแนวทาง
    rn การพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้เป็นการเฉพาะชั่วคราว โดยสามารถพิจารณามูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสดของลูกหนี้ได้

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ ธปท. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินอย่างรอบด้านเพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายและปรับใช้มาตรการได้อย่างเหมาะสม โดยมุ่งบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เพื่อให้สามารถประคองธุรกิจและปรับตัวได้ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    8 เมษายน 2569

    rn”}}” id=”anchor1″>

    จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและกระทบราคาพลังงานเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีความต้องการเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินชีวิตและธุรกิจ เพิ่มศักยภาพ หรือลงทุนเพื่อช่วยประหยัดพลังงานมากขึ้น แต่บางส่วนยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จำกัด อีกทั้งแนวโน้มความสามารถในการชำระหนี้อาจถูกบั่นทอนด้วยต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นและรายได้ที่ลดลงเป็นการชั่วคราว

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  จึงขอความร่วมมือสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบด้วยการเติมเงินใหม่และการผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้เดิมเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความจำเป็นของลูกหนี้ โดยควรพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในระยะยาว นอกเหนือจากกระแสเงินสดหรือสถานะทางการเงินในปัจจุบันของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งอาจไม่ใช่สถานะทางการเงินในภาวะปกติของลูกหนี้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
     

    1. สินเชื่อเดิม ขอให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในเชิงป้องกัน (pre-emptive) ตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณว่าลูกหนี้มีปัญหาการชำระหนี้ เพื่อช่วยลดภาระค่างวดของลูกหนี้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น ให้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ลดค่างวด ลดอัตราดอกเบี้ย ตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย สำหรับสินเชื่อทุกประเภท รวมถึงการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ โดยให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. หารือทำความเข้าใจเงื่อนไขของมาตรการข้างต้นกับลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน (หากมี) และแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบถึงผลที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมมาตรการดังกล่าว
     

    2. สินเชื่อใหม่ ขอให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. พิจารณาช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการเติมเงินใหม่เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งรวมถึงการลงทุนเพื่อการประหยัดพลังงาน โดยในส่วนของสถาบันการเงินสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการ SMEs Credit Boost ที่เป็นกลไกลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจ นอกจากนี้ สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจยังสามารถพิจารณาให้สินเชื่อเพิ่มเติมแก่ SMEs ที่มีหลักประกันภายใต้กรอบหลักการ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง (SMEs Secure+)” ซึ่งเป็นการผ่อนปรนแนวทาง
    การพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้เป็นการเฉพาะชั่วคราว โดยสามารถพิจารณามูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสดของลูกหนี้ได้

    ทั้งนี้ ธปท. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินอย่างรอบด้านเพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายและปรับใช้มาตรการได้อย่างเหมาะสม โดยมุ่งบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เพื่อให้สามารถประคองธุรกิจและปรับตัวได้ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    8 เมษายน 2569

    สอบถามเพิ่มเติม:

    งานนโยบายด้านเครดิต Email : CP-RPD@bot.or.th
    งาน SME Credit Boost Email :  creditcostmeasure@bot.or.th
    งาน SMEs Secure+ Email :  smessecureplus@bot.or.th 

    Tag ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260408.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t4yNy8VamucRWUx8hmikV

  • น้ำมันพุ่ง-เศรษฐกิจพับ! แบงก์ชาติเร่งกลุ่มธนาคารฯ ช่วยลูกหนี้ ชงลดดอกเบี้ย-ลดค่างวด-ให้กู้เพิ่ม

    น้ำมันพุ่ง-เศรษฐกิจพับ! แบงก์ชาติเร่งกลุ่มธนาคารฯ ช่วยลูกหนี้ ชงลดดอกเบี้ย-ลดค่างวด-ให้กู้เพิ่ม

    สงกรานต์ปี 2569 นี้ดูจะเงียบกว่าเดิม เพราะราคาน้ำมันพุ่งทำให้ต้นทุนชีวิตของหลายคนสูงตาม ไหนจะเศรษฐกิจที่ชะลอที่ทำให้รายได้คนไทยโตช้าลง หรือหยุดนิ่ง จนหลายคนมองว่าไทยเข้าสู่วิกฤติที่หนักกว่าตอนโควิดเสียอีก นี่อาจเป็นสาเหตุหลักให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศฉบับล่าสุดนี้มา

    แบงก์ชาติขอให้ธนาคารฯ ช่วยลูกหนี้…

    วันที่ 8 เม.ย. 2569 ทาง ธปท. ออกประกาศขอให้สถาบันการเงินฯ เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงาน หลังจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อทำให้ประชาชน ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต้องการสภาพคล่องมากกว่าเดิม

    ทั้งนี้ ธปท. กำกับดูแลในหลายธุรกิจทั้งสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และอื่นๆ จึงขอความร่วมมือให้ภาคเอกชนช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งสินเชื่อเดิมและสินเชื่อใหม่ ให้ได้รับเงื่อนไขจ่ายหนี้แบบผ่อนปรน และเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มสภาพคล่องได้มากขึ้น

    1. สินเชื่อเดิม ขอให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในเชิงป้องกัน (pre-emptive) ตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณว่าลูกหนี้มีปัญหาการชำระหนี้ เพื่อช่วยลดภาระค่างวดของลูกหนี้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น ให้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ลดค่างวด ลดอัตราดอกเบี้ย ตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย สำหรับสินเชื่อทุกประเภท รวมถึงการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ โดยให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. หารือทำความเข้าใจเงื่อนไขของมาตรการข้างต้นกับลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน (หากมี) และแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบถึงผลที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมมาตรการดังกล่าว

    2. สินเชื่อใหม่ ขอให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. พิจารณาช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการเติมเงินใหม่เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งรวมถึงการลงทุนเพื่อการประหยัดพลังงาน โดยในส่วนของสถาบันการเงินสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการ SMEs Credit Boost ที่เป็นกลไกลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจ นอกจากนี้ สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจยังสามารถพิจารณาให้สินเชื่อเพิ่มเติมแก่ SMEs ที่มีหลักประกันภายใต้กรอบหลักการ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง (SMEs Secure+)” ซึ่งเป็นการผ่อนปรนแนวทางการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้เป็นการเฉพาะชั่วคราว โดยสามารถพิจารณามูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสดของลูกหนี้ได้

    ส่วนทางแบงก์ชาติเองจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินอย่างรอบด้านเพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายและปรับใช้มาตรการได้อย่างเหมาะสม

    หลังจากนี้คงต้องติดตามว่า ธนาคารในไทยและภาคเอกชน จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ออกมามากแค่ไหน ให้ระยะเวลาลูกหนี้ได้ปรับตัวในช่วงที่ไม่แน่นอนอย่างไร 

    เช็กสัญญาณลูกหนี้: ก่อนมีปัญหาต้องคุยกับธนาคาร

    สำหรับคนที่มีสินเชื่อหลายประเภท แม้รายได้อาจยังไม่ลดลงแต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องเช็กสุขภาพการเงินของตัวเองว่า “ไหวแค่ไหน” 

    เริ่มจากการจดรายได้ ค่าใช้จ่าย หนี้สินทั้งหมดที่มีกับเจ้าหนี้ทุกราย (ทั้งยอดหนี้รวม, ค่างวด, อัตราดอกเบี้ย) ถ้าหักลบแล้วแต่ละเดือนยังจ่ายไหวถือว่าสบายใจได้บ้าง แต่อย่าลืมเตรียมแผนรับมือ หากวันนึงรายได้หายไป… เรามีเงินสำรองพร้อมเปย์กับค่าใช้จ่ายจำเป็น และหนี้ทั้งหมดนี้ ให้อยู่ได้อีกกี่เดือน อย่างน้อยๆ ควรมี 3-6 เดือนเพื่อให้เรามีจังหวะได้พักหายใจบ้าง

    ในกรณีที่ประเมินตัวเองแล้วว่า “ไม่ไหว” ก็ถึงเวลา จัดลำดับความสำคัญ ว่า หนี้ก้อนไหนที่เราจะไปขอเจรจากับธนาคาร, บริษัทบัตรเครดิตได้บ้าง โดยเราเตรียมข้อมูลรายได้-รายจ่าย เข้าไปคุยกับธนาคารได้เลยว่า พร้อมจะผ่อนต่อเดือนเท่าไร หรือ จะปรับโครงสร้างหนี้ เปลี่ยนหนี้อัตราดอกเบี้ยสูงให้ต่ำลงอย่างไรได้บ้าง 

    วันนี้ Thairath Money มีเช็กลิสต์แบบง่ายๆ ให้เราประเมินว่า หนี้ที่มีอยู่เราไหวจริงไหม

    [   ] จ่ายขั้นต่ำมานานหลายเดือน

    [   ] ต้องกู้เงินจากที่อื่นมาโปะหนี้เดิม

    [   ] ค่างวดของหนี้ทั้งหมด สูงเกินกว่า 40% ของรายได้

    [   ] ออกจากงานกะทันหัน หรือ มีเรื่องด่วนให้รายได้ลดลง

    [   ] มีเงินสำรองไม่ถึง 3-6 เดือน

    ถ้าเรามีปัญหาเหล่านี้บ่อยๆ ก็อาจถึงเวลาต้องมาคิดและวางแผนกันแล้วว่า หนี้ที่มีอยู่ จะทำยังไงให้ไม่กลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่กว่าเดิม รีบแก้ปัญหาหนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ อาจทำให้ ดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายให้ธนาคาร กลับมาอยู่ในกระเป๋าเงินเราได้มากขึ้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2925381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YOWpjAl2nwNp80d6-RKtg

  • ‘เท้ง’ ขน 20 ขุนพลถล่มนโยบายรัฐบาล แบ่งกลุ่มเศรษฐกิจ-วิกฤต ชูธีม ‘พอแล้ว-ไม่ไหวแล้ว’

    ‘เท้ง’ ขน 20 ขุนพลถล่มนโยบายรัฐบาล แบ่งกลุ่มเศรษฐกิจ-วิกฤต ชูธีม ‘พอแล้ว-ไม่ไหวแล้ว’

    ‘ณัฐพงษ์’ งัดไม้เด็ด เตรียม 20 ขุนพลถล่มนโยบายรัฐบาล ชูธีม ‘พอแล้ว-ไม่ไหวแล้ว’ แบ่งกลุ่มเศรษฐกิจและกลุ่มดูแลวิกฤต ย้ำปมวิกฤตราคาน้ำมัน-วิกฤตฝุ่นควัน พร้อมจี้ เดินหน้าแก้ รธน.

    8 เม.ย. 2569 – ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน(ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า ขณะนี้ได้มีการพูดคุยจัดสรรเวลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าการอภิปรายจะสิ้นสุดในวันศุกร์นี้เวลาประมาณ 23.00 น. ซึ่งในส่วนของพรรคประชาชนได้เตรียมผู้อภิปรายไว้กว่า 20 คน โดยมีการแบ่งเนื้อหาและจัดสรรตัวผู้อภิปรายไว้อย่างครบถ้วน เพื่อใช้เวทีสภาให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะประเด็นวิกฤตราคาน้ำมัน และวิกฤตฝุ่นควันที่ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือกำลังเผชิญอยู่ รวมถึงวิกฤตอื่น ๆ ที่ประชาชนกำลังคาดหวังให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา

    เมื่อถามว่า เนื้อหาที่จะอภิปรายจะเน้นไปที่ด้านใด นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในเรื่องของเวลาอาจมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์หน้างาน แต่เบื้องต้นเตรียมผู้อภิปรายไว้ 20 กว่าคน แบ่งเป็นกลุ่มผู้อภิปรายเปิด กลุ่มเศรษฐกิจ และกลุ่มที่ดูแลวิกฤตด้านอื่นๆ ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งนี้การอภิปรายไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ตัวรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง แต่จะชี้ให้เห็นถึงปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่รัฐบาลถูกตั้งคำถามในการแก้ปัญหาประเทศ เพราะแม้ว่านโยบายจะเขียนออกมาสวยหรูเพียงใด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือเจตจำนงทางทางการเมืองในการแก้ปัญหาเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่สังคมกำลังตั้งคำถามว่ารัฐบาลสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่

    “ในธีมการอภิปรายผมได้แถลงไปตั้งแต่วันก่อนแล้วว่า เราเตรียมมาในธีมที่บอกว่า พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว คือพอแล้วกับการเมืองแบบนี้ ที่ไม่ได้มีที่มาที่ไปในการเข้าสู่ตำแหน่งเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ และ ไม่ไหวแล้วกับวิกฤตต่างๆในทุกด้านที่ประชาชนกำลังประสบอยู่ ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดอยากให้ทุกคนรอติดตามการอภิปรายจริงในวันพรุ่งนี้ดีกว่าครับ” นายณัฐพงษ์กล่าว

    เมื่อถามถึงความกังวลต่อสถานการณ์และไทม์ไลน์ทางการเมืองที่อาจมีผลกระทบ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ตามปกติแล้วหากไม่มีการรีบเร่งผิดปกติเรื่องต่างๆ ควรจะพ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ไปก่อน แต่ที่ผ่านมาเราเห็นสถานการณ์ที่บางคดีช้าหรือเร็วผิดปกติ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่ถูกดำเนินคดีอยู่ขั้วการเมืองใด ตนไม่อยากเห็นเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนตั้งคำถามตั้งแต่วันที่รัฐบาลเริ่มทำหน้าที่แถลงนโยบาย ว่ารัฐบาลชุดนี้ซึ่งรวบอำนาจแทบทั้งหมด ทั้งสภาบน สภาล่าง และถูกตั้งคำถามถึงองค์กรอิสระ จะมีการใช้อำนาจในทางมิชอบหรือไม่ และกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลจากสภาจะทำได้เต็มที่จริงหรือไม่ เพราะหากทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องจะยิ่งทำให้รัฐบาลขาดความเชื่อมั่นจากประชาชน

    ทั้งนี้ เมื่อถามถึงความพร้อมและกระบวนการภายในพรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่าได้วางแผนรองรับไว้ทุกรูปแบบแล้ว ขอให้ทุกคนมั่นใจและไม่ต้องเป็นห่วง แต่ขอไม่ลงรายละเอียดในเชิงลึก อย่างไรก็ตาม ตามกรอบกฎหมายและข้อบังคับพรรคที่จะต้องมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พรรคประชาชนจะจัดให้มีการประชุมภายในเดือนเมษายนนี้อย่างแน่นอน

    เมื่อถามถึงเรื่องการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในการอภิปรายจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองอยู่แล้ว ซึ่งไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดก็ควรทำตามเจตจำนงของประชาชน เนื่องจากผลการออกเสียงประชามติครั้งแรกมีประชาชนเกือบ 60% ที่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นไม่ว่าเรื่องนี้จะถูกระบุไว้ในคำแถลงนโยบายหรือไม่ ก็ถือเป็นภารกิจของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการตามฉันทามติของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/977078/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UW2eVYZrsb5I1dNPQNYOc

  • พลังงานดันเศรษฐกิจฐานราก ลำไยอบแห้งตาก โต 11 เท่า แตะ 1.2 ล้าน

    พลังงานดันเศรษฐกิจฐานราก ลำไยอบแห้งตาก โต 11 เท่า แตะ 1.2 ล้าน

    พลังงานดันเศรษฐกิจฐานราก ลำไยอบแห้งตาก โต 11 เท่า แตะ 1.2 ล้าน

    นางพัทธ์ธีรา สายประทุมทิพย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมน ควบคู่การลดใช้พลังงาน รวมถึงขยายช่องทางการขายสู่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยในปั๊ม PT สร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนมหาศาล

    โดยเป็นการดำเนินงานผ่านโครงการผลิตภัณฑ์ชุมชนลดใช้พลังงาน ซึ่งมีการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ลำไย หมู่ 7 อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ภายใต้ผลิตภัณฑ์ลำไยอบแห้ง Golden Nature’s โดยมีการใช้ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ วิสาหกิจชุมชนดังกล่าวถือเป็นต้นแบบวิสาหกิจชุมชนที่นำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาใช้ในกระบวนการผลิต โดยกระทรวงพลังงานมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากด้วยการนำนวัตกรรมพลังงานเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลดต้นทุน และลดการใช้พลังงานฟอสซิล 

    “สินค้าที่จะได้รับตราสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงานจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานความเข้มข้น 4 ด้าน ทั้งในเรื่องมาตรฐานสินค้า การลดใช้พลังงาน การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และการจัดการของเสีย เพื่อยืนยันถึงคุณภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

    พลังงานดันเศรษฐกิจฐานราก ลำไยอบแห้งตาก โต 11 เท่า แตะ 1.2 ล้าน

    โดยกระทรวงพลังงานได้สื่อสารผ่านแคมเปญกินพี่…แล้วหมีหนาว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้สินค้าชุมชน โดยใช้หมีขั้วโลกเป็นสื่อกลางว่า การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะช่วยลดโลกร้อนได้อย่างเป็นรูปธรรมและสนุกสนาน เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ในวงกว้าง และร่วมมือกับสถานีบริการน้ำมันเพื่อเป็นช่องทางการจัดจำหน่าย

    สำหรับผลิตภัณฑ์ลำไยอบแห้ง โกลเด้นเนเจอร์ดังกล่าวได้รับการการันตีคุณภาพด้วยมาตรฐาน อย. มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน และ OTOP มีความโดดเด่นทางด้านวัตถุดิบ และกระบวนการผลิตยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    “การใช้ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์แทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้มีการใช้พลังงานต่ำกว่าการใช้พลังงานในการผลิตผลไม้อบแห้งทั่วไป และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลือเพียง 0.035 กิโลกรัมต่อห่อ (ขนาด 50 กรัม) ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำมาก อีกทั้งยังมีการบริหารจัดการของเสียเหลือทิ้ง ด้วยการนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยและอาหารสัตว์ ช่วยสร้างสมดุลทางสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน”

    นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังทำให้ยอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดด ภายหลังจากกระทรวงพลังงานและ กฟผ. ได้ประสานความร่วมมือกับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายเข้าสู่สถานีบริการน้ำมัน โดยนำลำไยอบแห้งไปวางขายในร้านกาแฟพันธุ์ไทยของปั๊ม PT ทำให้จากเดิมที่เคยมียอดขายรวมต่อปีเพียงหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทในช่วงปีที่ผ่านมา ในปี 2568 กลับพุ่งสูงถึง 1.2 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 11 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นการกระจายรายได้สู่เกษตรกรและสมาชิกในชุมชนอำเภอสามเงาอย่างยั่งยืน

    “โครงการดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เทคโนโลยีด้านพลังงาน สามารถยกระดับรายได้ของชุมชนให้เติบโตขึ้นได้ถึง 11 เท่า ควบคู่ไปกับการดูแลโลกอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงเป็นจิ๊กซอว์ที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก และพาประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero 2050“

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/656078&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Rd1j73FL2BvX17EzHDEXG

  • สัญญาณเตือน”เศรษฐกิจโลก”เมื่อซาอุฯ สั่งปิดสะพาน “คิง ฟาฮัด คอสเวย์”
ความเสี่ยงราคาน้ำมันพุ่ง

    สัญญาณเตือน”เศรษฐกิจโลก”เมื่อซาอุฯ สั่งปิดสะพาน “คิง ฟาฮัด คอสเวย์”
ความเสี่ยงราคาน้ำมันพุ่ง

    สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่าง สหรัฐฯ-ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่าน กำลังก้าวสู่จุดเปราะบางที่สุดในรอบหลายปี และล่าสุดการตัดสินใจของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียในการประกาศสั่งปิดสะพาน “คิง ฟาฮัด คอสเวย์” (King Fahd Causeway) ที่เชื่อมต่อระหว่างซาอุดีอาระเบียและบาห์เรนเป็นการชั่วคราว ก็สะท้อนชัดว่า ไม่ได้เป็นเพียงการระวังภัยทั่วไป แต่คือการส่งสัญญาณว่า ภัยคุกคามขยายวงจากโรงงานพลังงานสู่โครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาคแล้ว

    รู้จัก “คิง ฟาฮัด คอสเวย์” เส้นเลือดใหญ่แห่งอ่าวเปอร์เซีย

    แม้ทางเทคนิคสะพานแห่งนี้จะเป็นเส้นทางคมนาคม แต่เบื้องหลังคือความสำเร็จเชิงวิศวกรรมและยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกลุ่มประเทศ GCC (สภาความร่วมมืออ่าวอาหรับ)และในเชิงยุทธศาสตร์การทหารและการเมือง นี่คือ “เส้นเลือดใหญ่” ที่อิหร่านระบุว่าเป็นเป้าหมาย

    โดยเริ่มก่อสร้างในยุคกษัตริย์ฟาฮัดและเปิดใช้งานในปี 1986 เป็นเครือข่ายสะพานและเขื่อนดินยาวรวม 25 กิโลเมตร กว้าง 23.3 เมตร ลักษณะสำคัญคือ จุดผ่านแดนอัจฉริยะ มีเกาะเทียมขนาด 660,000 ตารางเมตรอยู่กึ่งกลางสะพาน เป็นที่ตั้งของด่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแบบ One Stop Service ที่ทั้งสองประเทศใช้ร่วมกัน

    ตามรายงาน สามารถรองรับผู้เดินทางปีละกว่า 33 ล้านคน ขนส่งสินค้าและยานพาหนะหลายหมื่นคันต่อวัน และขับเคลื่อนภาคการเงิน การกลั่นน้ำมัน และการท่องเที่ยวของภูมิภาค

    ทำไมต้อง “ล็อกดาวน์”? เมื่อโครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นเป้าหมาย

    ขณะที่ การที่อิหร่านส่งสัญญาณขู่โจมตีสะพานแห่งนี้ พบมีเหตุผลซ่อนอยู่มากกว่าเรื่องของการคมนาคม

    • ตัดเส้นทางพันธมิตร: สะพานนี้เชื่อมบาห์เรน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ กองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ (U.S. Fifth Fleet) เข้ากับซาอุดีอาระเบีย การขู่โจมตีจึงเป็นการแสดงศักยภาพในการคุกคามเครือข่ายอิทธิพลของสหรัฐฯ ในพื้นที่
    • ยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุด: หลังจากโครงสร้างพลังงานถูกยิงถล่ม ซาอุฯ จึงต้องปิดสะพานเพื่อ “กันความเสี่ยงลาม” ป้องกันการถูกใช้เป็นเส้นทางก่อวินาศกรรม หรือการเคลื่อนกำลังที่ควบคุมไม่ได้
    • สัญญาณเตือนภัยที่ “ไม่ธรรมดา”: ปกติสะพานนี้จะไม่ปิดง่ายๆ เพราะกระทบเศรษฐกิจรุนแรง การสั่งปิดครั้งนี้จึงเท่ากับเป็นการยืนยันว่า ระดับภัยคุกคามอยู่ในระดับสูงสุด และเหตุการณ์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโรงงานพลังงาน แต่ลามสู่โครงสร้างพื้นฐานหลักแล้ว

    จับตาผลกระทบภูมิภาค เมื่อเส้นเลือดใหญ่ถูกปิด

    หากสะพานใช้งานไม่ได้ การค้าและการขนส่งจะหยุดชะงักเกือบทั้งหมด และยานพาหนะต้องเปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางเรือซึ่งช้าและต้นทุนสูงขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลโดยตรงต่อหัวใจสำคัญหลักๆ

    • ภาคอุตสาหกรรม: บาห์เรนจะขาดแคลนวัตถุดิบในการกลั่นน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภค
    • ราคาสินค้า: ต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นจะถูกผลักภาระไปยังราคาน้ำมันและสินค้าทั่วทั้งภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

    อย่างไรก็ดี เมื่อโครงสร้างพื้นฐานระดับนี้ถูกคุกคาม ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ในตะวันออกกลาง แต่จะลามถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย การต่างประเทศ กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง Foreign Affairs Division ของไทย วิเคราะห์ว่า ผลกระทบจะเกิดขึ้น ผ่าน 4 ช่องทางหลักๆ ดังนี้

    • ซาอุฯ เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ เมื่อความเสี่ยงลามสู่โครงสร้างพื้นฐาน ราคาน้ำมันดิบโลกจะดีดตัวทันที ส่งผลให้ ราคาน้ำมันหน้าปั๊มในไทยมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น
    • ราคาน้ำมันและค่าครองชีพ: ไทยนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง เมื่อความเสี่ยงในอ่าวเปอร์เซียพุ่งสูงขึ้น ราคาน้ำมันโลกจะดีดตัวทันที ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งในไทยเพิ่มขึ้น กระทบต่อราคาสินค้าในมือผู้บริโภค
    • ซัพพลายเชนชะงัก: ธุรกิจไทยที่พึ่งพาวัตถุดิบ อุปกรณ์ หรือสินค้าอุตสาหกรรมจากตะวันออกกลาง อาจต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มจากความล่าช้าและการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ
    • การส่งออก: ตลาดตะวันออกกลางเป็นตลาดสำคัญของไทย ความไม่มั่นคงในพื้นที่จะทำให้กำลังซื้อลดลงและขั้นตอนการส่งออกมีความซับซ้อนและราคาแพงขึ้น

    จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่า ความตึงเครียดครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการยั่วยุทางการเมืองแบบเดิมๆ แต่เป็นการข่มขู่ต่อ “ความมั่นคงทางโครงสร้าง” ที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลก

    สำหรับคนไทย สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือคือ สภาวะน้ำมันแพงและค่าครองชีพที่อาจพุ่งสูงขึ้น และหากสถานการณ์บานปลายจนมีการโจมตีสะพานหรือโครงสร้างพื้นฐานอื่นจริง การปิดสะพาน “คิง ฟาฮัด คอสเวย์” ในวันนี้ จึงอาจเตือนให้เรารู้ว่า พายุเศรษฐกิจลูกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นแล้วในตะวันออกกลาง

    อ้างอิงข้อมูล: ส่วนวิเทศสัมพันธ์ กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง (Foreign Affairs Division) ข้อมูลยุทธศาสตร์ King Fahd Causeway และสถานการณ์ความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซีย 2026

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/global_economics/2925366&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24VCxVl04YsTen5gNLWxom

  • ออมสิน คว้า 3 รางวัลระดับเอเชีย หนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืน

    ออมสิน คว้า 3 รางวัลระดับเอเชีย หนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืน

    นายณัทธร โพธิแพทย์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มลงทุนและบริหารการเงิน รับ 3 รางวัลระดับนานาชาติ โดยเป็นรางวัลจากเวที The Asset Triple A Awards for Sustainable Finance 2026 จัดโดย The Asset นิตยสารการเงินชั้นนำแห่งเอเชีย มุ่งเน้นความเป็นเลิศทางด้านการดำเนินงานการเงิน การลงทุน ได้แก่ รางวัล Best Sustainability Bond จากความสำเร็จในการเป็นผู้จัดการจัดจำหน่ายพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย อายุ 3 ปี มูลค่า 3,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนทั้งการขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียว (Green Bond) การพัฒนาสังคม (Social Bond) ธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และธุรกิจ SME ของไทย ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและแข่งขันในเวทีการค้าโลก ตามด้วย รางวัล Best Securitization ในฐานะผู้จัดการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ภายใต้โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ของบริษัท ดีเอดี เอสพีวี จำกัด มูลค่ารวม 10,699.90 ล้านบาท โดยได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างสูง มียอดจองซื้อเกินกว่า 3 เท่า และได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ “AAA” ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนประกอบด้วยหุ้นกู้ทั้งหมด 5 ชุด อายุ 2 – 8 ปี พิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อเร็ว ๆ นี้

    นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัล “Best SDG Bond & Best Blue Bond in Asia 2025” จากเวที Alpha Southeast Asia ในฐานะผู้จัดการจัดจําหน่ายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อทรัพยากรทางทะเล หรือ Blue Bond ของ BGRIM สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ของบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ออกขายหุ้นกู้ Blue Bond วงเงิน 1,500 ล้านบาท โดยเป็น Zero Coupon Bond

    ทั้งนี้ 3 รางวัลที่ธนาคารออมสินได้รับ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลัก ESG ครอบคลุมถึงการใส่ใจสิ่งแวดล้อม พัฒนาสังคม ตลอดจนธรรมาภิบาลควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนตามภารกิจการเป็นธนาคารเพื่อสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/140147&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q-_8qyPCSvOdC6BvGhZ-s

  • ปชป. เตรียมชำแหละนโยบายรัฐบาล พุ่งเป้าปัญหาพลังงานพ่วงเศรษฐกิจ-ภัยสแกมเมอร์ : อินโฟเควสท์

    ปชป. เตรียมชำแหละนโยบายรัฐบาล พุ่งเป้าปัญหาพลังงานพ่วงเศรษฐกิจ-ภัยสแกมเมอร์ : อินโฟเควสท์

    นายชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา วันที่ 9-10 เม.ย.นี้ ว่า ได้เตรียมคำถามถึงนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในเรื่อง

    1.การแก้ไขปัญหาพลังงาน และราคาสินค้าขึ้นราคา จากเหตุราคาน้ำมันที่แพงขึ้นส่งผลกระทบให้ราคาสินค้ามีการปรับตัวสูงขึ้นตาม จึงต้องการทราบมาตรการแก้ไข และหากในอนาคตราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีการปรับตัวลง รัฐบาลจะมีมาตรการรับมืออย่างไร หากผู้ประกอบการไม่ยอมปรับลดราคาลง ภายหลังราคาน้ำมันปรับตัวลง

    2.นโยบายด้านสาธารณสุขของรัฐบาลมีนโยบายอย่างไร ทั้งหลักประกันสุขภาพที่ประชาชนได้รับผลกระทบ คือค่ารักษาพยาบาลที่เบิกได้จากกองทุนหลักประกันสุขภาพต่ำกว่า ค่ารักษาพยาบาลจริง ส่วนต่างนี้ทำให้โรงพยาบาลต่างๆ ขาดทุนสะสม

    3.ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ที่ประเทศไทยยังมีเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนในชนบทกับในเมืองแตกต่างกันมาก ทั้งอาคารเรียน สถานที่ อุปกรณ์การเรียนการสอน และบุคลากรการศึกษา ที่รัฐบาลจะมีนโยบายในการแก้ไขอย่างไร

    4.นโยบายการกระจายอำนาจของรัฐบาล แม้ทุกรัฐบาลจะพูดถึงเรื่องนี้ แต่ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงแค่วาทกรรม ไม่ได้ทำจริง พรรคประชาธิปัตย์ต้องการเห็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ที่มีการปฏิรูปกันตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมาในยุครัฐบาล นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ออกกฎหมายบัญญัติชัดเจนว่า จะต้องจัดสรรงบประมาณไม่ต่ำกว่า 35% ให้กับท้องถิ่น แต่ผ่านมากว่า 27 ปี การกระจายงบประมาณยังอยู่เพียง 29% ยังไม่ถึงเกณฑ์ตามที่กำหนด

    “ผมเสนอให้ควรกระจายงบฯ ให้ส่วนท้องถิ่นถึง 40% และกรอบอำนาจหน้าที่ที่เป็นปัญหา รัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไร รวมถึงการแก้ไขคุณสมบัติของผู้บริหารท้องถิ่น รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรหลังร่างกฎหมายตกไปในชั้นวุฒิสภา หลังมีการยุบสภาฯ”

    นายชัยชนะ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีปัญหาเศรษฐกิจ, การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ, การดูแลความสงบเรียบร้อยในประเทศไทย รวมถึงปัญหาชายแดน และปัญหาภัยสแกมเมอร์ข้ามชาติด้วย ที่ถือเป็นความมั่นคงแห่งรัฐ โดยจะมีการแบ่งหน้าที่กันอภิปรายของ สส.พรรคประชาธิปัตย์ตามที่รับมอบหมายและเวลาในการอภิปราย เช่นเดียวกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เช่น คนละครึ่งพลัสที่ใช้ในการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย รัฐบาลได้นำมากำหนดไว้ครบถ้วนหรือไม่ และนโยบายการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ได้นำมาบรรจุไว้ครบถ้วนหรือไม่ หากไม่ครบถ้วนจะต้องทวงถามเพื่อขอความชัดเจนว่าจะมีแนวทางอย่างไร

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/583596&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0037yaRAOB43R5yvVaVxGp

  • “โกลเบล็ก” คัด 6 หุ้นเด่น ฝ่าพายุเศรษฐกิจ เม.ย. 69 หลังไทยเข้าโหมดวิกฤตพลังงาน

    “โกลเบล็ก” คัด 6 หุ้นเด่น ฝ่าพายุเศรษฐกิจ เม.ย. 69 หลังไทยเข้าโหมดวิกฤตพลังงาน


    บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินหุ้นไทยเดือน เม.ย. 69 ผันผวนในกรอบ 1,420-1,490 จุด พร้อมคัด 6 หุ้นเด่นฝ่าพายุเศรษฐกิจ เม.ย. 69 หลังไทยเข้าโหมดวิกฤตพลังงานดันราคาดีเซล-ค่าไฟพุ่ง

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในเดือนเมษายน 2569 มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวน โดยคาดการณ์กรอบดัชนีไว้ที่ระดับ 1,420 – 1,490 จุด ปัจจัยต่างประเทศยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง  ขณะเดียวกันยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากวิกฤตราคาพลังงานในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพและต้นทุนทางเศรษฐกิจโดยรวม

    สำหรับปัจจัยหนุนต่อภาพรวมการลงทุนในเดือนนี้มาจากความคืบหน้าของ ครม.ชุดใหม่ ที่จะเข้ามาบริหารงานประเทศ นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีส่งสัญญาณแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนมีนาคมพุ่งขึ้นสู่ระดับ 52.7 สูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยหนุนจากความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งการที่ UAE เตรียมใช้กำลังทหารช่วยสหรัฐฯ เปิดช่องแคบฮอร์มุซ และอังกฤษที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอด เพื่อฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือ

    อย่างไรก็ตาม ตลาดยังถูกดดันจากปัจจัยลบเช่นกัน โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียด ที่ยืดเยื้อหลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง จนรัฐบาลมาเลเซียต้องประกาศเข้าสู่ “โหมดวิกฤต” เพื่อรับมือกับปัญหาอุปทานพลังงาน ขณะที่ปัจจัยในประเทศได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น จากราคาน้ำมันดีเซลที่ ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 70% นับจากต้นปี และ กกพ. เคาะค่าไฟฟ้างวดพฤษภาคม-สิงหาคม ที่ระดับ 3.95 บาท/หน่วยจากเดิมที่ระดับ 3.88 บาท/หน่วย

    “ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทาย โดย กกร. ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 ลงเหลือ 1.2-1.6% จากผลกระทบของสงคราม ราคาน้ำมันแพงที่กดดันเงินเฟ้อให้โต 2-3% และจำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไป สอดคล้องกับ ธปท. ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.6% ชะลอตัวลงจากปีก่อน ขณะที่ตัวเลขการส่งออกเดือนกุมภาพันธ์แม้จะขยายตัว 9.9% แต่ยังต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ล่าสุดมีมติคงอัตราดอกเบี้ย โดยส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ เนื่องจากยังกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น”

    โดยปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อทิศทางตลาด ได้แก่ การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา (9-10 เม.ย.), การประชุม กนง. (29 เม.ย.), รายงานภาวะเศรษฐกิจของ ธปท. (30 เม.ย.) รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และการประชุม FED ในช่วงปลายเดือน (28-29 เม.ย.)

    นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับ โดยอ้างอิงจากผลสำรวจ IAA Consensus ที่แนะนำ 6 หุ้นเด่น น่าลงทุน ได้แก่ ADVANC, AMATA, BDMS, GULF, KTB และ TRUE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/41759&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jLsdF_ujrNqZ1EWgbUJaw

  • เงินเฟ้อมี.ค.หดตัวต่อเนื่องครบปี แต่ในอัตราชะลอลง พาณิชย์ปรับเป้าปี 69 เป็น 1.5-2.5% พิษราคาน้ำมันพุ่ง : อินโฟเควสท์

    เงินเฟ้อมี.ค.หดตัวต่อเนื่องครบปี แต่ในอัตราชะลอลง พาณิชย์ปรับเป้าปี 69 เป็น 1.5-2.5% พิษราคาน้ำมันพุ่ง : อินโฟเควสท์

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือนมี.ค. 69 อยู่ที่ 100.27 หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป ลดลง 0.08% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 และลดลงในอัตราที่ชะลอตัว จากตลาดคาดบวก 0.19% แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะทำให้การขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าสำคัญต้องหยุดชะงัก มีผลให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ยังได้รับปัจจัยหนุนจากการตรึงราคาไว้ในช่วงครึ่งแรกของเดือนมี.ค. รวมถึงมาตรการลดภาระค่าครองชีพ ด้วยการลดค่ากระแสไฟฟ้า

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้ (ม.ค.-มี.ค.69) เฉลี่ยอยู่ที่ -0.54%

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เดือนมี.ค.69 อยู่ที่ 101.70 หรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เพิ่มขึ้น 0.57% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 0.58%

    ผู้อำนวยการ สนค. ยังกล่าวถึงกรณีที่อัตราเงินเฟ้อเดือนมี.ค.69 เมื่อเทียบเป็นรายเดือน พบว่าหดตัว -0.88% จากเดือนก.พ.69 นั้น ยังไม่มองว่าเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทั้งนี้ เศรษฐกิจที่ถดถอยมีหลายมิติ มิติที่พูดถึงเงินเฟ้อ ก็คือราคาสินค้าแพงขึ้นจาก cost push แต่คำว่าเศรษฐกิจถดถอยนั้น ต้องมาดูว่าการจ้างงานลดลงหรือไม่ GDP ภาพใหญ่ลดลงหรือไม่ การลงทุนลดลงหรือไม่ การส่งออกยังไปได้หรือไม่

    “ยังไม่คอนเฟิร์มว่าเศรษฐกิจถดถอย…ซึ่งต้องติดตามปัจจัยต่าง ๆ ใกล้ชิด ว่าจะมีโอกาสทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวหรือไม่ และจะเข้าภาวะ Stagflation หรือไม่ นั่นหมายถึงเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจถดถอย” นายนันนทพงษ์ กล่าว

    ส่วนแนวทางการบริหารจัดการเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นจากด้านอุปทาน (Supply Side) นั้น นายนันทพงษ์ กล่าวว่า หน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ คือ 1.การควบคุมเงินเฟ้อ ดูแลค่าครองชีพ และ 2.ผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต โดยในส่วนของการดูแลเงินเฟ้อนั้น กระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าไปควบคุมราคาสินค้าใน 2 รูปแบบ คือ 1.สินค้าต้นทาง เช่น เม็ดพลาสติก และกากถั่วเหลือง 2. ควบคุมสินค้าปลายทางให้สะท้อนโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง ไม่ปรับขึ้นเร็วจนเกินไป

    ส่วนการดูแลค่าครองชีพ ได้ใช้แนวทางผ่านโครงการธงฟ้า เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนในระดับชุมชน และตำบล ส่วนโครงการไทยช่วยไทย ที่ออกมาล่าสุดนั้น ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดติดตามการรับรู้ของประชาชนถึงโครงการดังกล่าว และสินค้ามีการลดราคาจริง ซึ่งจะได้มีการติดตามประสิทธิผลของโครงการและปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์

    คาดเงินเฟ้อ Q2/69 กลับมาเป็นบวก

    ผู้อำนวยการ สนค. ระบุว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ไตรมาส 2/69 คาดว่าจะเป็นบวก ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากผลของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกราคาตลาดโลก จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเพิ่มเติมจากราคาสินค้าเกษตรบางรายการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผักสด และไข่ไก่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อน ทำให้ผลผลิตลดลงบางช่วง, ค่าบริการขนส่งทางอากาศปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเส้นทางบินในประเทศ และระหว่างประเทศ จากผลของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น, ผู้ผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภครายใหญ่ เริ่มส่งสัญญาณการปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบ และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น

    ปรับเป้าเงินเฟ้อปี 69 เพิ่มเป็น 1.5-2.5% จากเดิม 0-1%

    ทั้งนี้ สนค. ได้ปรับประมาณการเป้าหมายเงินเฟ้อสำหรับปี 69 ใหม่ เป็น 1.5 – 2.5% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 0 – 1%

    ผู้อำนวยการ สนค. ได้คาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 โดยจัดทำเป็น 2 ฉากทัศน์ ซึ่งการจัดทำฉากทัศน์ดังกล่าว อยู่ในช่วงเดือนมี.ค.69 จึงไม่ได้รวมการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลในช่วงเดือนเม.ย.69 ที่มีการปรับเพิ่มขึ้นรวมแล้วเกือบลิตรละ 10 บาท

    กรณีที่ 1 ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องอีก 2 เดือน (เม.ย.-พ.ค.)

    – ราคาน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ระดับ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากนั้น ลดลงเหลือราว 70 ดอลลาร์/บาร์เรล

    – ราคาดีเซลในประเทศ อยู่ที่ลิตรละ 44.24 บาท หลังจากนั้น ลดลงเหลือ 32.25 บาท/ลิตร

    – ค่าไฟฟ้า เดือนพ.ค.-ส.ค. หน่วยละ 3.95 บาท เดือน ก.ย.-ธ.ค. หน่วยละ 388 บาท

    – อาหารจานเดียว ราคาเพิ่มขึ้น 3%

    – อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 69 คาดว่าจะอยู่ในช่วง 1.5 – 2.5% โดยไตรมาส 1 อยู่ที่ -0.54% ไตรมาส 2 อยู่ที่ 3.67% ไตรมาส 3 อยู่ที่ 2.24% ไตรมาส 4 อยู่ที่ 2.48%

    กรณีที่ 2 ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องอีก 3 เดือน (เม.ย.-มิ.ย.)

    – ราคาน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ระดับ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากนั้น ลดลงเหลือราว 80 ดอลลาร์/บาร์เรล

    – ราคาดีเซลในประเทศ อยู่ที่ลิตรละ 44.24 บาท หลังจากนั้น ลดลงเหลือ 34 บาท/ลิตร

    – ค่าไฟฟ้า เดือนพ.ค.-ธ.ค. หน่วยละ 3.95 บาท

    – อาหารจานเดียว ราคาเพิ่มขึ้น 6%

    – อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 69 คาดว่าจะอยู่ในช่วง 2.5 – 3.5% โดยไตรมาส 1 อยู่ที่ -0.54% ไตรมาส 2 อยู่ที่ 5.78% ไตรมาส 2 อยู่ที่ 3.85% ไตรมาส 4 อยู่ที่ 4.15%

    ทั้งนี้ หากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ประเมินว่าสินค้าที่มีแนวโน้มจะปรับราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ สินค้ากลุ่มเครื่องประกอบอาหาร, เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์, สินค้ากลุ่มที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด และของใช้ส่วนบุคคล

    ขณะที่สินค้าในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นเช่นกันหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยสินค้าที่คาดว่าจะมีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่

    – วัสดุก่อสร้างที่ต้องใช้ความร้อนสูงในการผลิต เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ กระเบื้อง

    – วัสดุก่อสร้างที่ใช้ปิโตรเคมีเป็นส่วนประกอบในการผลิต เช่น ท่อ PVC, สีทาอาคาร, เคมีภัณฑ์

    – ยางมะตอย

    “คาดการณ์ความเป็นไปได้มากสุด จะอยู่ที่ฉากทัศน์ที่ 2 ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อออกมาแตกต่างกันใน 2 scenario ขึ้นอยู่กับระดับราคาน้ำมัน และช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงยาวนานเพียงใด…แต่ตอนี้เห็นชัดว่าราคาดีเซลช่วงไตรมาส 2 เริ่มต้นที่ลิตรละ 50 บาทแล้ว ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นฉากทัศน์ที่ 2 ส่วน GDP ยังต้องรอการประเมิน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ยังไม่ได้เห็นภาพตอนนี้ ซึ่งหากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ดี ก็อาจจะไปตกอยู่ที่ฉากทัศน์ที่ 1 ก็ได้ ต้องรอดูสถานการณ์” นายนันทพงษ์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/583353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kTY9JQAWyGRc1wRGYhGfT