Category: เศรษฐกิจ

  • สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันร่วงหลังข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่าน

    สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันร่วงหลังข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่าน

    ตลาดการเงินโลกเผชินความผันผวนอย่างรุนแรงจากสงครามตะวันออกกลาง โดยตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ขณะราคาน้ำมันดิ่งลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์กับอิหร่าน โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลางในการเจรจา

    ตลาดหุ้นเอเชียพุ่งขึ้น น้ำมันร่วงหนัก

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเช้าวันพุธ ภายหลังการประกาศข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบทั้ง WTI และ Brent ร่วงลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    อิหร่านรับประกันความปลอดภัยช่องแคบฮอร์มุซ

    รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านระบุว่าภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ การจราจรทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะได้รับการรับรอง Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า การขนส่งจะเป็นไปได้ผ่านการประสานงานกับกองทัพอิหร่านและคำนึงถึงข้อจำกัดทางเทคนิค

    มาดากัสการ์ประกาศภาวะฉุกเฉินพลังงาน

    มาดากัสการ์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติเป็นเวลา 2 สัปดาห์ อ้างว่าการหยุดชะงักของการจัดหาเนื่องจากสงครามตะวันออกกลางก่อให้เกิดวิกฤต เกาะในมหาสมุทรอินเดียแห่งนี้เป็นผู้นำเข้าเชื้อเพลิงสุทธิ โดยส่วนใหญ่มาจากโอมาน ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของช่องแคบฮอร์มุซ

    การโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญ

    การโจมตีในช่วงกลางคืนที่ซาอุดีอาระเบียส่งผลกระทบต่อโรงงานปิโตรเคมีในเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในเมืองจูเบลทางตะวันออก ตามที่พยานที่ขอไม่เปิดเผยชื่อเล่าให้ AFP ฟัง จูเบลเป็นที่ตั้งของหนึ่งในเมืองอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งผลิตเหล็กกล้า น้ำมันเบนซิน ปิโตรเคมี น้ำมันหล่อลื่น และปุ๋ยเคมี

    ท่าเรือหลักของบาห์เรนจะระงับการดำเนินงานตั้งแต่ช่วงเช้าวันพุธ ซึ่งตรงกับกำหนดเวลาของสหรัฐที่ให้อิหร่านตกลงข้อตกลงหรือเผชิญการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน APM Terminals Bahrain ผู้ดำเนินการท่าเรือแจ้ง AFP ว่าการดำเนินงานในท่าเรือคาลิฟา บิน ซัลมานจะถูกระงับชั่วคราวตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/middle-east-war-global-economic-impact-oil-price-drop-us-iran-ceasefire&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17Ly97yqaAM8wFxDFvrF7v

  • เป็นข่าวดีสุดๆ ‘กอบศักดิ์’ ชี้ สหรัฐหยุดยิง 2 สัปดาห์ ช่วยลดแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกได้มาก

    เป็นข่าวดีสุดๆ ‘กอบศักดิ์’ ชี้ สหรัฐหยุดยิง 2 สัปดาห์ ช่วยลดแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกได้มาก

    8 เม.ย. 2569 – ภายหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศเลื่อนการโจมตีอิหร่านออกไปอีก 2 สัปดาห์ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า

    หยุดยิง 2 สัปดาห์ !!!

    เปิดช่องแคบ Hormuz ทันที

    ให้ทุกอย่างออกมาได้

    ตามข้อเสนอของนายกฯ ปากีสถาน

    ที่เสนอ 2 ชั่วโมงก่อนเส้นตาย

    นับเป็นเรื่องที่น่าดีใจ … อย่างน้อยในช่วงสั้นๆ

    ที่ทุกประเทศจะได้เอาเรือต่างๆ ที่ติดอยู่

    พร้อมสินค้าต่างๆ

    ออกมาทันทีเช่นกัน

    นับเป็นการปล่อยตัวประกัน ที่ถูกขังไว้กว่า 1 เดือน

    ต่อลมหายใจให้เศรษฐกิจของตนเอง

    เป็นข่าวดีสุดๆ อย่างยิ่งเช้านี้

    ที่ท่าน President Trump และอิหร่านยอมรั้งม้าที่ริมผา

    ช่วยตนเอง

    ช่วยชีวิตทุกคนไว้

    ช่วยเรือเหล่านี้ให้หลุดรอด

    ไม่ต้องเป็นเหยื่อของสงคราม

    ช่วยลดแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกไปได้มาก !!!

    ท่าน President Trump บอกว่า

    Based on conversations with Prime Minister Shehbaz Sharif and Field Marshal Asim Munir, of Pakistan, and wherein they requested that I hold off the destructive force being sent tonight to Iran, and subject to the Islamic Republic of Iran agreeing to the COMPLETE, IMMEDIATE, and SAFE OPENING of the Strait of Hormuz, I agree to suspend the bombing and attack of Iran for a period of two weeks. This will be a double sided CEASEFIRE! The reason for doing so is that we have already met and exceeded all Military objectives, and are very far along with a definitive Agreement concerning Longterm PEACE with Iran, and PEACE in the Middle East. We received a 10 point proposal from Iran, and believe it is a workable basis on which to negotiate. Almost all of the various points of past contention have been agreed to between the United States and Iran, but a two week period will allow the Agreement to be finalized and consummated. On behalf of the United States of America, as President, and also representing the Countries of the Middle East, it is an Honor to have this Longterm problem close to resolution. Thank you for your attention to this matter!

    จากการหารือโดยตรงกับนายกรัฐมนตรี Shehbaz Sharif และจอมพล Asim Munir แห่งปากีสถาน ซึ่งทั้งสองได้ร้องขอให้ “ชะลอ” การทำลายล้างอิหร่านในคืนนี้ โดยตกลงในเงื่อนไขว่า Iran จะต้องเปิดช่องแคบ Strait of Hormuz อย่าง “สมบูรณ์ ทันที และปลอดภัย”

    สหรัฐตกลงที่จะ “ระงับ” การทิ้งระเบิดและการโจมตีอิหร่าน เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์

    นี่คือ “CEASEFIRE แบบสองฝ่าย” — ดีลใหญ่!

    เหตุผลง่ายมาก: เราได้ “บรรลุ” และ “เกินกว่า” เป้าหมายทางทหารทั้งหมดไปแล้ว อย่างขาดลอย

    และตอนนี้ มีความก้าวหน้าอย่างมาก ในข้อตกลงสันติภาพระยะยาวกับอิหร่าน — และสันติภาพของตะวันออกกลางโดยรวม

    ทั้งนี้ เราได้รับ “ข้อเสนอ 10 ข้อ” จากอิหร่าน — และเชื่อว่าเป็นพื้นฐานที่ “ใช้ได้จริง” สำหรับการเจรจา

    แทบทุกประเด็นขัดแย้งหลักในอดีต ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน — ได้ “ตกลงกันได้แล้ว” เกือบทั้งหมด โดยช่วงเวลา 2 สัปดาห์นี้ จะทำให้เราสามารถ “ปิดดีล” ที่เหลือให้เสร็จสมบูรณ์ได้

    ในนามของประธานาธิบดีสหรัฐ และในนามของประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง — ถือเป็น “เกียรติอย่างยิ่ง” ที่กำลังจะทำให้ปัญหาระยะยาวนี้ “จบลง”

    ขอบคุณสำหรับความสนใจของท่านในเรื่องนี้!

    ถอนใจ (ด้วยความดีใจ)

    ขอให้สำเร็จ

    ขอให้อิหร่านและอิสราเอลยืนยันเช่นกัน

    เพราะเส้นทางที่ตั้งใจกันไว้

    มันเป็นเส้นทางอันตราย ที่ล่อแหลมกับทุกๆ คน

    จะนำไปสู่หลายๆ อย่างที่ทุกคนไม่ได้คาดไว้

    การจะยุติความขัดแย้ง

    ปกติเริ่มจาก “การยอมถอยคนละก้าว”

    ซึ่งวันนี้ นับเป็นก้าวแรก

    หวังว่า จะมีอีกหลายก้าว

    ที่จะช่วยโลกให้ถอยออกมาจากริมหน้าผา

    หวังว่า … จะไปได้ตลอดรอดฝั่ง

    ไม่มีอุบัติเหตุใดๆ ในช่วงนี้

    ขอเป็นกำลังใจให้ครับ 

    #Trump #IranWar

    ปล. สำหรับไทย บริษัทไทย

    นี่คือโอกาสเก็บวัตถุดิบทุกอย่างตุนไว้

    เผื่อว่าสถานการณ์จะลุกลามพลิกผันอีกรอบ

    ท่องเอาไว้ …

    Hope for the Best and Prepare for the Worst !!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/976887/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G6nHNXaWMiOQkAHTB84Oa

  • เอกชนเร่งครม.ใหม่ ‘สะสางงานค้างยั่งยืน’ ทางรอดพายุเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เอกชนเร่งครม.ใหม่ ‘สะสางงานค้างยั่งยืน’ ทางรอดพายุเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในปี 2569 เกิดขึ้นในจังหวะที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงต่อเนื่อง และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจนกระทบความสามารถในการแข่งขัน โดย ‘เกรียงไกร เธียรนุกุล’ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินสถานการณ์ลักษณะนี้ว่าเป็น ‘พายุเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ’ ที่กำลังกดดันเศรษฐกิจไทย

    นอกจากที่ภาคเอกชนจะจับตาทิศทางนโยบายใหม่ของรัฐบาลแล้ว ยังเรียกร้องให้เร่งสานต่องานค้างจากคณะรัฐมนตรีชุดก่อน โดยเฉพาะด้านความยั่งยืนที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขหลักของการค้าและการลงทุนในระยะต่อไป

    กดดันรัฐเร่งเครื่อง

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ภายใต้การนำของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.2%-1.6% ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.0%-3.0% และการส่งออกมีแนวโน้มหดตัว -1.5% ถึง -0.5% จากแรงกดดันของมาตรการการค้าสีเขียวในเวทีโลก

    ด้าน ‘ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์’ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่าความล่าช้าของการจัดทำงบประมาณและข้อจำกัดของระบบราชการยังเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ พร้อมเสนอแนวคิด ‘ทีมไทยแลนด์พลัส (Team Thailand+)’ เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนอย่างยั่งยืน

    กฎหมายโลกร้อน

    กกร. และเครือข่ายภาคธุรกิจเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นกฎหมายหลักสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 โดยกฎหมายฉบับนี้จะกำหนดกลไกสำคัญต่อภาคธุรกิจ ทั้งการรายงานก๊าซเรือนกระจก ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ (Emission Trading Scheme: ETS) และภาษีคาร์บอน ซึ่ง กกร. มองว่าเป็นเงื่อนไขจำเป็นในการรับมือมาตรการการค้าสีเขียวอย่างมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือซีแบม

    เร่งปลดล็อกพลังงานสะอาด

    ขณะเดียวกัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ กกร. ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) โดยชี้ว่าพลังงานสะอาดกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน

    สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย กกร. เห็นว่าควรเปิดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ควบคู่กับการใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าร่วม (TPA) และสานต่ออัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff: UGT) เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนที่ตั้งเป้าใช้พลังงานหมุนเวียน 100%

    วางรากการเงินสีเขียว

    ในมิติของเงินทุน ‘ผยง ศรีวณิช’ ประธานสมาคมธนาคารไทย ทำหน้าที่เป็นแกนนำผลักดัน Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ 32 แห่ง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์กลางในการจัดสรรเงินทุนไปสู่กิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ขณะเดียวกัน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ – TDRI) เสนอว่า การนำ Thailand Taxonomy ไปใช้ในภาคเกษตร ควรออกแบบเพื่อช่วยให้เกษตรกรปรับตัวและพัฒนามาตรฐานการผลิต มากกว่าการไปตั้งเงื่อนไขที่อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงตลาดหรือแหล่งเงินทุน โดยต้องเชื่อมโยงกับมาตรฐานเดิม เช่น Thai GAP เพื่อไม่เป็นการเพิ่มภาระให้เกษตรกร

    ‘บีซีจี’ ทางรอดส่งออกอาหาร

    ข้อมูลจากการประเมินของภาคเอกชนระบุว่า ปี 2569 การส่งออกอาหารของไทยมีความเสี่ยงหดตัวถึง 7.3%

    ‘ดร.ทองดี ปาโส’ จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ ‘ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา’ จากหอการค้าไทย จึงเสนอว่า ไทยควรเร่งใช้โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ บีซีจี (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและรักษาความสามารถในการแข่งขัน พร้อมเสนอให้ผลักดันนโยบายจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว โดยตั้งเป้าให้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 30% ของงบประมาณภาครัฐ

    อุ้มเอสเอ็มอี

    ในส่วนของผู้ประกอบการผยงเสนอให้ใช้เครื่องมือการเงินสีเขียว เช่น กองทุนสนับสนุน (Fund of Funds) และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับตัว

    ขณะที่หอการค้าไทยเสนอให้สานต่อโครงการสนับสนุนสูงสุด 2 แสนบาท ควบคู่ไปกับการผลักดันระบบ Thailand FastPass เพื่อลดขั้นตอนทางกฎหมายและเพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจ

    ‘ทีมไทยแลนด์พลัส’

    เมื่อรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดจากภาคเอกชน กกร. มีข้อสรุปร่วมว่ารัฐบาลใหม่ต้องเร่งสานต่องานค้างสำคัญ ทั้งกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แผนพลังงาน และ Thailand Taxonomy รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยไม่เริ่มต้นใหม่ และเพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดร.พจน์ จึงเสนอแนวคิด ‘ทีมไทยแลนด์พลัส (Team Thailand+)’ เป็นกลไกหลักในการเชื่อมการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้รับมือความผันผวนและเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5759485/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IYh_Cv1XjHA_AJ_k5lBSg

  • ด่วน! กบน.ตรึงราคาดีเซล อัดกองทุนน้ำมันชดเชยเพิ่ม 18.54 บาทต่อลิตร

    ด่วน! กบน.ตรึงราคาดีเซล อัดกองทุนน้ำมันชดเชยเพิ่ม 18.54 บาทต่อลิตร

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/139993&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EEq_-g2ex4BOsg6uRUIlt

  • ประธาน ส.อ.ท.ชี้ภาคธุรกิจกำลังเผชิญพายุเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ จี้ รบ.ใหม่เร่งสานต่องานค้าง ครม.เก่า

    ประธาน ส.อ.ท.ชี้ภาคธุรกิจกำลังเผชิญพายุเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ จี้ รบ.ใหม่เร่งสานต่องานค้าง ครม.เก่า

    ประธาน ส.อ.ท.ชี้ภาคธุรกิจกำลังเผชิญพายุเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ จี้ รบ.ใหม่เร่งสานต่องานค้าง ครม.เก่า

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ในจังหวะที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงต่อเนื่อง และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจนกระทบความสามารถในการแข่งขันนั้น ว่า เป็นพายุเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ ที่กำลังกดดันเศรษฐกิจไทย

    ทั้งนี้ นอกจากภาคเอกชนจะจับตาทิศทางนโยบายใหม่ของรัฐบาลแล้ว ยังเรียกร้องให้เร่งสานต่องานค้างจากคณะรัฐมนตรีชุดก่อน โดยเฉพาะด้านความยั่งยืนที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขหลักของการค้าและการลงทุนในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9690000033256&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FldgjVTw9zJG6n_ZfhRss

  • คอลัมน์การเมือง – โจทย์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยน  งบประมาณแผ่นดินต้องปรับ เข้มข้นกว่าเดิม

    คอลัมน์การเมือง – โจทย์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยน งบประมาณแผ่นดินต้องปรับ เข้มข้นกว่าเดิม

    นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ เรียบร้อยแล้ว

    การประชุม ครม.นัดพิเศษ พิจารณาร่างนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 9–10 เมษายนนี้แล้ว

    รายงานข่าวระบุว่า คำแถลงนโยบายมีความยาว 21 หน้า ครอบคลุม 5 เสาหลัก เพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างเป็นระบบ

    1. สถานการณ์และสภาวะความเป็นจริงของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน เกิดสงครามในตะวันออกกลาง

    ทุกประเทศทั่วโลก ได้รับผลกระทบวิกฤตพลังงานโลก

    ขณะนี้ สภาพความเป็นจริงเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงที่พรรคการเมืองในบ้านเราออกนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง

    งบประมาณแผ่นดิน เป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    จะเก็บภาษีมากน้อยจากส่วนไหน จะกู้เงินมากน้อยเพียงใด ขาดดุลมากน้อยแค่ไหน หนี้สาธารณะจะคิดเพดานแค่ไหน

    อีกทั้ง รัฐบาลจะเหยียบคันเร่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวไหนของประเทศ ไม่ว่าจะ การลงทุนของรัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน อย่างไร ทุกอย่างจะต้องสอดประสาน และสอดรับกับสถานการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบัน

    ชัดเจนว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

    และเพิ่มความแม่นยำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะการส่งออก การลงทุน การท่องเที่ยว ฯลฯ เพื่อหาโอกาสจากวิกฤตโลกในปัจจุบัน

    2. ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ในเวลานี้ รัฐบาลควรต้องมีนโยบายเด็ดขาด ห้ามหน่วยงานรัฐ เดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศเป็นเวลาหนึ่งปี

    เว้นแต่การเดินทางไปเจรจาการค้า หรือการประชุมสำคัญ

    งบศึกษาดูงานต่างประเทศทุกหน่วยงาน ควรตัดให้หมด ในงบประมาณแผ่นดินปีนี้

    ถ้าไม่ได้ดูงานต่างประเทศหนึ่งปี ก็ให้มันรู้ไปว่าประเทศชาติจะล่มจม

    ข้อมูลจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) พบว่า ที่ผ่านมา งบดูงานต่างประเทศของหน่วยงานรัฐไทยในช่วง 10 ปี (2559-2568) มีมูลค่าสูงกว่า 2,500 ล้านบาท รวมกว่า 928 โครงการ

    จุดหมายปลายทางยอดนิยม ได้แก่ ยุโรป (ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ออสเตรีย) ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

    ซึ่งมักถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความคุ้มค่า และกิจกรรมแฝงการท่องเที่ยว 

    ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ ประกอบด้วย ค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าเดินทาง 

    ค่าที่พัก : มีการประมาณการค่าที่พักคู่/เดี่ยว ระหว่าง 5,000 – 8,000 บาท/คืน/ห้อง

    ค่าอาหาร: มีการจัดสรรงบประมาณเฉลี่ยประมาณ 800 บาท/มื้อ

    ค่าอื่นๆ: ค่าพาหนะในต่างประเทศ ค่าจ้างล่าม ค่าธรรมเนียมดูงาน

    ปัญหาที่พบ คือ “ท่องเที่ยวแฝง” และการไม่แสดงผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน

    3. “จะกลัวหนี้สาธารณะชนเพดานกันไปทำไม”

    อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณสมหมาย ภาษี โพสต์แสดงความเห็นใน Sommai Phasee – – สมหมาย ภาษี

    ว่าด้วยเรื่อง “จะกลัวหนี้สาธารณะชนเพดานกันไปทำไม”

    ระบุว่า

    “…คนไทยเราแปลกมาก

    ก่อหนี้กันมากใช้จ่ายเกินตัว จนสถานะหนี้ครัวเรือนจะสูงที่สุดในโลก คือ สูงแตะ 88% ของ GDP แล้ว

    เป็นถึงขนาดนี้ไม่กลัว แต่กลับกลัวการที่ประเทศจะมีหนี้สาธารณะสูงเกินเพดาน 70% ของ GDP

    เรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวยิ่งกลัวกว่าประชาชนทั่วไป และยิ่งแปลกมากนักการเมืองยิ่งกลัวกว่าผู้สื่อข่าว

    แถมนักการเมืองไทยยังกลัวการขึ้นภาษีของรัฐบาลยิ่งนัก แต่ทุกวันนี้นักการเมืองไทยมีการกระทำเรื่องทุจริตคอร์รัปชันจนติดอันดับสูงมาก แต่อย่างนี้กลับไม่กลัว

    ผมขอเขียนเรื่องนี้ในวันนี้ เพื่อจะบอกให้คนไทยทั้งหลายเข้าใจการเป็นหนี้สักที

    ผมเองได้ทำงานให้กระทรวงการคลัง ในด้านการจัดการและดูแลการก่อหนี้สาธารณะมาค่อนชีวิต แถมยังต้องดูแลหนี้ของรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ บางแห่งตอนไปเป็นกรรมการ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และยังเคยดูแลวิสาหกิจเอกชนที่ใหญ่ๆ มาด้วย จึงขอใช้ความรู้เรื่องนี้ มาชี้แจงให้ผู้ที่กลัวการเป็นหนี้ได้รู้ข้อเท็จจริงให้ชัดๆ ครับ

    1. ทำไมประเทศชาติต้องก่อหนี้

    เรื่องนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาล เท่าที่มีความรู้ ประเทศไทยโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ ล้นเกล้าพระปิยมหาราชของปวงชนชาวไทย ได้ก่อหนี้มาตั้งแต่ท่านปกครองสยามประเทศ

    โดยท่านได้เสด็จประพาสประเทศต่างๆ ทางเรือรอบโลกถึง 2 ครั้ง 2 ครา โดยได้ทรงดูงานพร้อมๆกับการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศในยุโรปรวมทั้งรัสเซีย และในโอกาสนี้ท่านได้ดำเนินการให้ประเทศไทยก่อหนี้กับตลาดทุนลอนดอน โดยการออกพันธบัตรของรัฐบาลสยามเป็นพันธบัตรระยะยาว เพื่อนำเงินมาลงทุนในการสร้างระบบรถไฟทั่วประเทศของไทย

    ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ประเทศญี่ปุ่นสมัยเมจิ สมเด็จพระจักรพรรดิก็ได้ทรงดำเนินการกู้เงินโดยการออกพันธบัตรจากตลาดทุนลอนดอน เช่นกัน

    ที่น่าเสียดายโอกาสการพัฒนาประเทศของไทย ตั้งแต่มีการปฏิวัติโดยคณะราษฎรเมื่อปี 2475 ประเทศไทยไม่สามารถกู้เงินจากต่างประเทศเลยจนกระทั่งมาถึงสมัยรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในช่วงประมาณปี 2502-2506 ท่านนายกรัฐมนตรีได้ขอให้ธนาคารโลกมาทำการศึกษาภาวะเศรษฐกิจของไทย ใช้เวลาร่วมปีแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศก็ออกมา แล้วธนาคารโลกก็จัดเงินกู้ดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำพร้อมเงินช่วยเหลือให้ประเทศไทยเพื่อมาพัฒนาและบูรณาการประเทศ

    อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย และองค์การความช่วยเหลือต่างประเทศของญี่ปุ่น (ODA) ได้ให้ประเทศไทยกู้เงินเป็นเรื่องเป็นราวก็เป็นสมัยท่านนายกฯจอมพล ถนอม กิตติขจร จำได้ว่าผ่านมาถึงช่วงสมัยท่านนายกพลเอกฯเปรม ติณสูลานนท์ หลังปี 2524 แล้ว ประเทศไทยโดยรัฐบาลไทยเพิ่งจะสามารถกู้เงินจากธนาคารเอกชนต่างประเทศได้ และหลังจากนั้นภาคเอกชนของไทย เช่น ธนาคารพาณิชย์จึงเริ่มกู้เงินจากธนาคารต่างประเทศเข้ามาใช้ได้ และมีการกู้มากเกินเหตุ จนกลายเป็นฟองสบู่เกิดปัญหาวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ซึ่งลามไปในหลายประเทศ แต่ไทยเจอหนักกว่าใครอื่น

    2. การก่อหนี้สาธารณะของประเทศต่างๆ เทียบกับของไทย

    ประเทศที่พัฒนาก้าวหน้ามาก มักจะมีสัดส่วนของยอดหนี้เมื่อเทียบกับ GDP สูง ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาในระดับต่างๆ ก็มีสัดส่วนต่ำกว่า

    ที่เป็นเช่นนี้ เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วเข้มแข็งมีความน่าเชื่อถือต่อธนาคารระดับนานาชาติผู้ให้กู้มากกว่าประเทศกำลังพัฒนา

    หนี้สาธารณะของประเทศ คือหนี้ที่หน่วยงานของรัฐกู้เป็นหนี้ระยะยาวจากสถาบันการเงินทั้งจากแหล่งในและนอกประเทศ โดยมี IMF เป็นผู้ที่คอยตรวจสอบดูแลข้อมูลและข้อปฏิบัติตลอด

    ลองมาดูประมาณการหนี้สาธารณะต่อ GDP สิ้นปี 2568 ของบางประเทศที่น่าสนใจ จากรายงานของ World Economic Outlook (ฉบับเดือนตุลาคม 2568) ในภาพด้านล่าง

    3. จะกลัวหนี้สาธารณะชนเพดานไปทำไม

    การก่อหนี้สาธารณะของประเทศไม่ใช่ไม่ดี ตรงกันข้ามประเทศที่มีเครดิตดีต่างก็ก่อหนี้จำนวนมากมาพัฒนาประเทศกันทั้งนั้น

    แต่จะดีมากหรือน้อย มันอยู่ที่การบริหารหนี้

    จะเห็นจากหมายเหตุข้างต้นว่า ในแต่ละประเทศการก่อหนี้สาธารณะเพื่อนำเงินไปใช้ไม่เหมือนกัน เช่น

    ประเทศสิงคโปร์ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP สูงมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อการลงทุน เข้าใจว่าเป็นการกู้เป็นสกุลเงินสิงคโปร์ดอลลาร์ของเขาเองซึ่งเป็นเงินสกุลแข็ง

    เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา เขากู้เงินสกุลของตนเอง ซึ่งเป็นสกุลสำคัญระดับนานาชาติในตลาดการเงินโลก เขาก็ไม่กลัว

    สำหรับประเทศไทย การก่อหนี้สาธารณะเป็นการกู้มาจากในประเทศมาใช้ชดเชยการคลังขาดดุลภาครัฐสูงมาก เพราะไทยมีรายได้จากภาษีต่ำมาตลอดเมื่อเทียบกับ GDP จึงต้องกู้เงินสูงมากมาใช้ในด้านค่าใช้จ่ายบำเหน็จบำนาญ ค่าดอกเบี้ยเงินกู้และเงินกู้ที่ครบกำหนด และค่าใช้จ่ายดูแลสุขภาพข้าราชการสูงวัย เป็นต้น

    ดังนั้น การที่แค่นำตัวเลขสัดส่วนหนี้สาธารณะมาเทียบกัน แล้วสรุปว่าใครสูงกว่ากันแล้วก็ให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องน่ากลัวน่าเป็นห่วงนั้น มันไม่ถูกเสมอไป

    ผมจึงเห็นว่าหนี้สาธารณะไทยที่สูงจนจะชนเพดาน 70% ของ GDP มันยังไม่น่ากลัวแม้จะสูงกว่า 70-80% ก็ยังไม่น่าห่วงนัก

    แต่อย่าลืมว่า ไทยต้องใช้หนี้เงินกู้จำนวนมากในวิกฤตต่างกรรมต่างวาระ นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 วิกฤตการฉ้อโกงของรัฐบาลที่ทำโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2554 วิกฤตโควิด-19 ปี 2563 รัฐบาลต้องกู้เงิน 1.5 ล้านล้านบาท วิกฤตปี 2540 และปี 2554 เป็นวิกฤตที่ประจักษ์แล้วว่ามาจากการบริหารการเงินการคลังที่ผิดพลาดของรัฐบาล ซึ่งมาจากการกระทำทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองเป็นหลัก

    อย่างไรก็ตาม ที่ไทยเรายังโชคดีอยู่ คือหนี้สาธารณะคงค้างขณะนี้เป็นหนี้ในประเทศและเป็นหนี้เงินบาทแทบทั้งหมด

    เรามีภาระหนี้เงินตราต่างประเทศน้อยมากๆ

    ดังนั้น จึงขอสรุปตรงนี้ว่า รัฐบาลและนักการเมืองจะไปกลัวหนี้สาธารณะชนเพดาน 70% ของ GDP ไปทำไม

    ถ้าให้ดีควรต้องกำหนดหนี้สาธารณะให้มีเพดานที่ 70 – 80% ของ GDP คล้ายของมาเลเซีย

    แล้วไทยจะมีช่องว่างที่จะก่อหนี้ ทั้งที่เป็นเงินบาทกู้ในประเทศและเงินต่างประเทศที่มีเงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อเพิ่มการลงทุน เช่น จากไจก้า (JICA) ของญี่ปุ่น มาลงทุนพลิกผันประเทศแก้วิกฤตครั้งนี้ได้อีกมาก

    4. วิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกครั้งนี้ จำเป็นต้องแก้ด้วยการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายอย่างมีนัยสำคัญ และต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาช่วยเสริมอีกตลอด 3-4 ปีข้างหน้า

    สงครามสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านครั้งนี้ ผู้รู้บางท่านกล่าวว่ามาจากความแค้นต่อกันของแต่ละฝ่าย ผมเห็นว่ามากกว่านั้น แต่สหรัฐอเมริกาไม่ใช่ความแค้น แต่ทรัมป์ได้ใช้จังหวะที่อิสราเอลต้องการแก้แค้นอิหร่านผู้สนับสนุนกลุ่มปาเลสไตน์ กระโดดเข้าไปก่อสงครามกับอิหร่าน โดยอ้างสาเหตุการต้องกำจัดนิวเคลียร์และการปกครองของอิหร่านที่ต่อเนื่องโดยอยาตอลเลาะห์

    แท้จริงแล้ว สหรัฐขณะนี้ได้อ่อนแอลงมาก จากค่าเงินดอลลาร์ด้อยค่าและด้อยความนิยม พันธบัตรสหรัฐก็ถูกด้อยค่าด้วย และประเทศต้องแบกหนี้สาธารณะก้อนใหญ่มากเกินไป จึงหาเรื่องทำสงครามเพื่อหวังรักษาความเป็นเจ้าโลกให้คงไว้ แล้วแถมจะได้ควบคุมแหล่งพลังงานของโลกมากขึ้น

    แต่สงครามที่ทรัมป์เล่นกับไฟอยู่ขณะนี้ ได้ทำให้น้ำมันและก๊าซทั่วโลกมีราคาสูงขึ้นมาก ก่อเหตุบานปลายถึงการทำลายเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซที่สำคัญคือช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดการขาดแคลนทั้งน้ำมันและก๊าซไปทั่วโลก เงินเฟ้อที่เรียกว่าการกดดันของต้นทุน (Cost Push) จึงเกิดขึ้นทั่วโลก และจะเกิดต่อเนื่องไปอีกนาน ทำให้ราคาของสินค้าและบริการทุกอย่างถูกยกให้สูงขึ้นทั้งหมดทั่วโลก แล้วจะสูงไปอย่างน้อยอีก 2 ปี

    ปีแรก นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป รัฐบาลต้องเข้าแก้ไขทันที

    ไม่ใช่มาคุมราคาสินค้า มันไม่ใช้วิธีแก้ที่ยั่งยืน

    มันไม่ใช่การประหยัดงบประมาณ

    แต่ต้องเพิ่มงบประมาณให้สูงถึงประมาณ 10%

    และต้องสนใจจัดไปใช้ให้ถูกที่

    อย่าทำแบบจัดสรรให้จังหวัดของสส. อย่างสมัยเก่า

    ต้องดูแลทั้งเรื่องช่วยกลุ่มเปราะบางด้วยคนละครึ่งพลัสตามเดิม

    ต้องเพิ่มยกระดับเงินเดือนของข้าราชการ และลูกจ้างผู้ใช้แรงงาน บนฐานของค่าจ้างขั้นต่ำให้พ้นน้ำ

    ดังนั้น แนวทางหลักที่จะแก้วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ของไทย คือ

    รัฐบาลต้องดันสภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งเงินเดือนค่าจ้างและอำนาจซื้อของคนไทย ให้สูงตามให้มากเท่าที่จะทำได้

    เพื่อให้เป็นไปตามแนวโน้มที่อัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นของโลก

    รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณรายจ่ายตั้งแต่ปี 2570 นี้ให้สูงขึ้นอย่างเต็มที่

    และต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาเสริมด้านการลงทุนเพิ่มพลังการแก้วิกฤตให้ตรงจุด

    เพราะโอกาสจากการทำให้เกิดวิกฤตของทรัมป์ ได้เปิดทางให้ไทยใช้นโยบายที่กล่าวข้างต้นโจ๋งครึ่มอยู่แล้ว”

    4. ต้องยอมรับว่า สภาพความจริงในขณะนี้ โจทย์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยน

    เพราะฉะนั้น งบประมาณแผ่นดินก็ควรจะต้องปรับ เพิ่มเข้มข้นกว่าเดิม เพิ่มความรัดกุมกว่าเดิม

    และเพิ่มความแม่นยำในการกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารประเทศให้สอดรับกัน

    สารส้ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66019&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TjSCpD-mXUPLckZnhjx-A

  • ด่วน ลดราคาดีเซล 2.14 บาทต่อลิตร หลังพลังงานงัด พ.ร.ก. กดค่ากลั่น 2 บาท

    ด่วน ลดราคาดีเซล 2.14 บาทต่อลิตร หลังพลังงานงัด พ.ร.ก. กดค่ากลั่น 2 บาท

    ด่วน ลดราคาดีเซล 2.14 บาทต่อลิตร หลังพลังงานงัด พ.ร.ก. กดค่ากลั่น 2 บาท

    นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่ากากระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผยว่าที่ประชุมมีมติให้อาศัยอำนาจ ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ออกประกาศกำหนดราคาน้ำมันดีเซล B7  และ B20 หน้าโรงกลั่นลดลง 2 บาท/ลิตร เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพด้านพลังงานให้ประชาชน เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาขายปลีกหน้าปั๊ม

    โดยมอบหมายสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เร่งร่างประกาศและลงราชกิจจานุเบกษาภายในวันที่ 8 เม.ย.2569 ให้มีผลบังคับใช้ทันที

    หลังจากนั้นจะประชุมหารือกับคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อนำไปสู่การลดราคาขายปลีกดีเซล B7 และ B20 หน้าปั๊มลง อย่างน้อย 2 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ จากการคำนวณเบื้องต้น หากปรับลดค่าการกลั่นหน้าโรงกลั่นได้ 2 บาท/ลิตร ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มจะลดลงได้ 2.14 บาท/ลิตร แต่สุดท้ายราคาหน้าปั๊มจะลดลงได้เท่าไหร่ อย่างไร จะหารือกับกองทุนให้รอบด้านอีกครั้ง หากจำเป็นก็อาจจะลดค่าการกลั่นลงได้อีก 3, 4 และ 5 บาท หากสถานการณ์ยังวิกฤตและส่งผลกระทบรุนแรง หรือหากในอนาคตทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ ก็จะสามารถกลับมาคิดค่าการกลั่นตามเดิมได้

    เฮ! ลดราคาดีเซล 2.14 บาทต่อลิตร หลังพลังงานงัด พ.ร.ก. กดค่ากลั่น 2 บาท

    ”มั่นใจว่า กบง. มีอำนาจที่จะสั่งให้โรงกลั่นดำเนินการตามที่กำหนด เพราะถ้าโรงกลั่นไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดตาม พ.ร.ก.” นายเอกนัฏกล่าว

    ส่วนหากราคาขายปลีกในประเทศลดลงต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จะทำให้เกิดการลักลอบส่งออกน้ำมันหรือไม่ ขอย้ำว่าขณะนี้มี ทีมสุดซอยพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบและจับผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายแน่นอน

    นอกจากนี้ จะประสานขอข้อมูลปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของโรงกลั่นระหว่างวันที่ 1-7 เม.ย.นี้ ทั้งหมดนำมาคำนวณดูว่าจะสามารถลดค่าการกลั่นลงได้อีกเท่าไหร่ คาดว่าจะพิจารณาลดลงได้อีกครั้งในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนเม.ย.นี้

    นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการขอเงินบริจาคจากโรงกลั่น เช่นเดียวกับเมื่อปี 2565 ต้องขอทำความเข้าใจว่า ไทยไม่ใช่รัฐอนาถา ที่จะมารอรับเงินบริจาคโรงกลั่น ครั้งนี้ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ชอบให้ใช้คำว่าบริจาค

    ”ขอถามว่ามีโรงกลั่น 6 โรง แต่ยอมช่วย 3 โรง แต่อีก 3 โรงไม่ช่วย จะให้ 3 โรงนั้นรับผิดชอบเท่านั้นหรือ ตัวเลข 2 บาท โรงกลั่นไม่ได้ขาดทุน การส่งคืนส่วนเกินจากที่ควรจะได้ ก็เป็นความรับผิดชอบ โดยยืนยันไม่ส่งผลกระทบสภาพคล่องของโรงกลั่น แม้ว่ากำไรอาจจะลดลงบ้าง แต่ก็ยังขาดทุนกำไร ถ้าโรงกลั่นแห่งใดมีปัญหา ให้มาคุยกับปลัดกระทรวงพลังงาน“

    นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า จากวิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น  กระทรวงพลังงานได้เร่งขับเคลื่อนแผนส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพภายในประเทศ โดยได้ออกคำสั่งเร่งด่วนให้มีการขยายสถานีบริการน้ำมัน B20 สำหรับกลุ่มรถบรรทุกและรถขนส่งสินค้าให้ครอบคลุมทุกระยะ 100 กิโลเมตรบนเส้นทางคมนาคมสายหลักทั่วประเทศ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 เมษายนนี้ 

    นโยบายดังกล่าวยังเป็นการสนับสนุนผลผลิตจากภาคเกษตรกรไทยผ่านการใช้ B20 และ E20 เพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/656000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13UX5w4jymjqD9DjiBjT48

  • กิตติกร เตือนวิกฤตพลังงานแค่เริ่ม จี้รัฐรับมือ เงินเฟ้อ เศรษฐกิจชะงัก

    กิตติกร เตือนวิกฤตพลังงานแค่เริ่ม จี้รัฐรับมือ เงินเฟ้อ เศรษฐกิจชะงัก

    กิตติกร เตือนวิกฤตพลังงานแค่เริ่ม จี้รัฐรับมือ เงินเฟ้อ เศรษฐกิจชะงัก

    วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.39 น.

    วันที่ 7 เมษายน 2569 นายกิตติกร โล่ห์สุนทร อดีตประธานคณะกรรมาธิการ การพลังงาน และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตพลังงาน นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิหร่านได้ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่พลุกพล่านที่สุดของโลก ประมาณ 20% ของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลกจะผ่านช่องแคบนี้ และสงครามได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ดังนั้นหากสงครามยืดเยื้อยิ่งส่งผลกระทบกับพลังงานทั้งโลกในระยะยาว ซึ่ง สถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าสงครามจบทันที ยังต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อยหกเดือนถึงหนึ่งปี สถานการณ์ด้านพลังงานถึงจะกลับมาสู่ภาวะปกติ

    นายกิตติกร กล่าวด้วยว่า การปรับราคาที่ผ่านมา มีความจำเป็นที่ต้องปรับราคาขึ้นไปเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และเพื่อให้เกิดการประหยัดโดยอาศัยกลไกตลาด ด้านราคาเข้ามาช่วย แต่ควรจะปรับขึ้นที่ละเล็กน้อย และบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเก็งกำไร และการกักตุน โดยใช้กองทุนน้ำมัน เป็นเครื่องมือในการปรับราคาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ใช้กองทุนเป็นตัวอุดหนุนราคาทั่วไป เพราะจะใช้เงินจำนวนมากเกินกว่าที่กองทุนจะรับได้ และออก พรก.เงินกู้เท่าไหร่ก็คงไม่เพียงพอ ถ้าจะมีการอุดหนุนราคา ควรเลือกอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่อุดหนุนทั่วไป ซึ่งจะป้องกันการเก็งกำไร และการกักตุนได้ดีกว่า และเป็นการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพมากกว่า เข้าถึงกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ กลุ่มที่มีความสำคัญกับเศรษฐกิจ และกลุ่มเปราะบาง และยังได้ติดตาม การใช้น้ำมันของประเทศแบบมีประสิทธิภาพ สกัดการเก็งกำไร และการใช้แบบฟุ่มเฟือยก็จะลดน้อยลง

    กิตติกร

    “รัฐบาลกำลังเผชิญ วิกฤตที่ใหญ่มากในอนาคต ตอนนี้เริ่มที่พลังงาน เป็นด่านแรก ซึ่งเสียดายที่เปลี่ยนผู้มีความเชี่ยวชาญออกไป ต่อไปจะเป็นหน้าที่ของ พาณิชย์ ที่ต้องคุมราคาสินค้าที่จะขึ้นไปอยู่ในระดับที่เหมาะสม และจะไปจบที่คลังเมื่ออัตราเงินเฟ้อขึ้น วิกฤตครั้งนี้มีโอกาสขยายเป็นวิกฤตขนาดใหญ่ เพราะทั่วโลกจะมีผลกระทบพร้อมกัน ถ้ารัฐบาลบริหารงานไม่ทันกับสถานการณ์ และไม่ใช้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถจริงๆ มาบริหาร วิกฤตครั้งนี้อาจจะจบลงที่ ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน และเงินเฟ้อ (Stagflation) ซึ่งเป็นวิกฤตที่น่ากลัวมาก ครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทยคงย้อนกลับไป ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองเลย ผู้ที่เข้ามา บริหารงาน พลังงาน พาณิชย์ และ คลัง ควรเป็นมืออาชีพจริงๆ ที่ต้องเข้ามาช่วยกันแก้บัญหาให้กับประเทศไทย” นายกิตติกร กล่าว

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957181&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-XemjUIm-uTpQsqCcGBOM

  • ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนสหรัฐฯ ร่วง -1.4% ต่ำกว่าคาด เพิ่มโอกาส Fed ลดดอกเบี้ย

    ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนสหรัฐฯ ร่วง -1.4% ต่ำกว่าคาด เพิ่มโอกาส Fed ลดดอกเบี้ย

    Siam Blockchain

    By

    เมษายน 7, 2026

    ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนสหรัฐฯ ร่วง -1.4% ต่ำกว่าคาด เพิ่มโอกาส Fed ลดดอกเบี้ย

    สรุปข่าว
    • ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนสหรัฐฯ เดือนล่าสุด ออกมาที่ -1.4% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ -1.1% และต่ำกว่าค่าก่อนหน้าที่ 0% สะท้อนการลงทุนภาคธุรกิจที่อ่อนแอลงชัดเจน
    • ตัวเลขที่ต่ำกว่าศูนย์บ่งชี้ว่าภาคการผลิตและการลงทุนของสหรัฐฯ ชะลอตัว เพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น
    • Bitcoin ปรับตัวลง 1.5% อยู่ที่ $68,401 ขณะที่ Ethereum ร่วงหนักกว่าที่ 3.0% อยู่ที่ $2,083.79 แต่แนวโน้มนโยบายผ่อนคลายของ Fed อาจหนุนสินทรัพย์เสี่ยงในระยะกลาง

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

    ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนที่ต่ำกว่าศูนย์และต่ำกว่าคาดการณ์ ส่งสัญญาณว่าภาคธุรกิจสหรัฐฯ ชะลอการลงทุน ทำให้ตลาดคาดหวังว่า Fed อาจมีเหตุผลลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อ Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงในระยะกลาง แม้ในระยะสั้นตลาดอาจผันผวนจากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย

    ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2569 เวลา 20:30 น. ตามเวลาไทย (8:30 AM EST) ชี้ให้เห็นว่ายอดสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) เดือนล่าสุดร่วงลง -1.4% เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ -1.1% และต่ำกว่าค่าก่อนหน้าซึ่งทรงตัวอยู่ที่ 0% อย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจสหรัฐฯ กำลังลดการลงทุนในสินทรัพย์ขนาดใหญ่ลงอย่างต่อเนื่อง

    สินค้าคงทนคือสินค้าที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เช่น เครื่องจักรโรงงาน อุปกรณ์อุตสาหกรรม เครื่องบิน และยานพาหนะเชิงพาณิชย์ ยอดสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นสะท้อนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและความพร้อมลงทุนระยะยาว ในทางกลับกัน ยอดที่ลดลงหมายความว่าบริษัทต่างๆ กำลังชะลอการขยายกิจการ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ณ ขณะนี้ Bitcoin อยู่ที่ $68,401 ลดลง 1.5% ใน 24 ชั่วโมง ขณะที่ Ethereum ซื้อขายอยู่ที่ $2,083.79 ลดลง 3.0%

    ทำไมต้องจับตา Core Capital Goods ไม่ใช่แค่ตัวเลขรวม

    นักวิเคราะห์มืออาชีพมักไม่ให้น้ำหนักกับตัวเลขรวมของยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนมากนัก เพราะคำสั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์จาก Boeing เพียงไม่กี่ลำสามารถบิดเบือนตัวเลขรายเดือนได้อย่างมาก สิ่งที่นักลงทุนสถาบันติดตามจริงๆ คือ Core Capital Goods Orders หรือยอดสั่งซื้อสินค้าทุนหลัก ที่ตัดรายการด้านการป้องกันประเทศและเครื่องบินออก ตัวเลขนี้สะท้อนการตัดสินใจลงทุนระยะยาวของภาคเอกชนได้แม่นยำที่สุด การที่ตัวเลขรวมร่วงลง -1.4% ในครั้งนี้ หากตัวเลข Core ก็อ่อนแอตามด้วย จะยิ่งตอกย้ำว่าภาคธุรกิจสหรัฐฯ กำลังชะลอการลงทุนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ผลของคำสั่งซื้อเครื่องบินที่ผันผวน

    การลงทุนภาคธุรกิจที่ชะลอตัวเป็นสัญญาณที่ Fed ให้ความสำคัญ เพราะสะท้อนว่านโยบายดอกเบี้ยสูงกำลังส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนจริง ซึ่งเพิ่มแรงกดดันให้ Fed ต้องพิจารณาผ่อนคลายนโยบายเร็วขึ้นกว่าที่วางแผนไว้

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโตและสินทรัพย์เสี่ยง

    ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนที่ต่ำกว่าศูนย์และต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ ส่งสัญญาณว่าภาคการผลิตและการลงทุนของสหรัฐฯ อ่อนแรงลง ซึ่งทำให้นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่า Fed อาจมีเหตุผลเพียงพอในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่เคยประเมินไว้ เมื่อดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง ดอลลาร์สหรัฐฯ มักอ่อนค่าลง และเงินทุนบางส่วนมักไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงทางเลือก เช่น Bitcoin และ Ethereum ในฐานะที่ได้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยต่ำ

    อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นตลาดอาจตอบสนองด้วยความระมัดระวัง เพราะตัวเลขที่อ่อนแอกว่าคาดสามารถตีความได้สองทาง ทั้งในแง่บวก เช่น Fed ลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น และในแง่ลบ เช่น เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งหากเป็นกรณีหลัง นักลงทุนอาจหันไปถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้นชั่วคราว ทำให้ BTC และ ETH อาจยังผันผวนในระยะสั้นก่อนที่ตลาดจะประเมินทิศทางได้ชัดเจนขึ้น

    เทียบตัวเลขกับเดือนก่อน สัญญาณไหนที่ต้องจับตา

    เมื่อเทียบกับค่าก่อนหน้าที่ 0% การร่วงลงมาที่ -1.4% ในครั้งนี้ถือเป็นการอ่อนตัวลงอย่างเห็นได้ชัด และยิ่งน่าเป็นห่วงเมื่อตัวเลขออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ถึง 0.3 เปอร์เซ็นต์พอยต์ แสดงว่าตลาดเองก็ยังประเมินสถานการณ์ดีกว่าความเป็นจริง ข้อมูลชุดนี้จะถูกนำไปใช้ประกอบการประเมินของ Fed ในการประชุมนโยบายการเงินรอบถัดไป และอาจเพิ่มน้ำหนักให้กับฝ่ายที่สนับสนุนการปรับลดดอกเบี้ย นักลงทุนคริปโตควรติดตามตัวเลข Core Capital Goods ในรายงานเต็ม รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ ที่จะออกมาในช่วงสัปดาห์นี้เพื่อประเมินทิศทางรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ครบถ้วนยิ่งขึ้น


    ความเห็นผู้เขียน

    ส่วนตัวผมมองว่าตัวเลขนี้น่าสนใจมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันไม่ใช่แค่การพลาดคาดการณ์เล็กน้อย แต่เป็นการร่วงลงจาก 0% มาที่ -1.4% ภายในเดือนเดียว ซึ่งสะท้อนว่าภาคธุรกิจสหรัฐฯ กำลังชะลอการลงทุนจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลขสถิติ

    สำหรับคนที่ถือ BTC หรือ ETH อยู่ ผมแนะนำให้อย่าด่วนตีความแค่จากตัวเลขนี้อย่างเดียว เพราะสัปดาห์นี้ยังมีข้อมูลเศรษฐกิจอีกหลายชุดที่ต้องรอดู ภาพรวมจะชัดขึ้นเมื่อเราเห็นข้อมูลหลายๆ ตัวประกอบกัน ถ้าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยรวมยังคงอ่อนแอต่อเนื่อง โอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และนั่นคือปัจจัยที่คริปโตรอคอยอยู่ในระยะกลางครับ

    ภาพจาก AI

    📅 ผู้ที่สนใจดูปฏิทินเศรษฐกิจ สามารถดูได้ที่นี่

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/04/07/us-durable-goods-orders-below-forecast-crypto-impact-april-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Axd93L-olxNh8u7vo5ZyO

  • พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: ถอดรหัสอนาคตโทรคมนาคม สื่อ และเศรษฐกิจอวกาศของไทย

    พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: ถอดรหัสอนาคตโทรคมนาคม สื่อ และเศรษฐกิจอวกาศของไทย

    นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรการกำกับดูแลและพัฒนากฎหมายกิจการกระจาย เสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมระดับสูง รุ่นที่ 2 หรือ ปกส.2 จัดเวทีวิชาการสาธารณะ ในหัวข้อพลิกโฉมประเทศไทยสู่อนาคตบริการดิจิทัลเพื่อสังคมไทย

    ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สถาบันพระปกเกล้า กับกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์ สาธารณะ (กทปส.) และสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดขึ้น 

    โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผู้นําจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน ให้มีวิสัยทัศน์เชิงระบบต่อการกํากับดูแลโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อบริบทด้านการบริการจัดการและกํากับดูแล กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมของประเทศให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนากลไก บริการจัดการและกำกับดูแลผ่านการศึกษาวิเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ผ่านการผลิตผล งานวิชาการของผู้เข้าศึกษาตามหลักสูตร

    ตลอดระยะเวลาการศึกษา นักศึกษาได้จัดทําผลงานวิชาการเชิงลึกจํานวน 120 เรื่องในระดับ บุคคล และ 8 เรื่องในระดับกลุ่ม ซึ่งครอบคลุมประเด็น 8 เรื่องสําคัญ ได้แก่

    1. ด้านกิจการอวกาศ 

    2. ด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียม 

    3. ด้านการแจ้งเตือนภัยพิบัติ 

    4. ด้านกิจการวิทยุและโทรทัศน์ในอนาคต 

    5. ด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม

    6. ด้านการพัฒนาเมืองสู่ Smart City และยานยนต์อัตโนมัติ 

    7. ด้านปัญญาประดิษฐ์และการประยุกต์ใช้งาน 

    8. ด้านการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางไซเบอร์

    เทคโนโลยีเพื่อสังคมไทย ความมั่นคง ความปลอดภัย และอนาคตของสื่อและเมือง

    ในด้านการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางไซเบอร์ มีการนำเสนอถึงการจัดทำ Trust List ทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบย้อนกลับ และเกิดความโปร่งใส เพื่อป้องกันการหลอกลวงทางไซเบอร์ ด้วยมาตรฐาน C2PA เพราะแพลตฟอร์มออนไลน์ในปัจจุบัน ไม่สามารถควบคุมผู้ใช้งานได้ทั้งหมด หวังให้ กสทช.นำมาบูรณาการกับผู้ผลิตสื่อในประเทศไทย เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง นอกจากนี้ ผลลัพธ์ทางอ้อม ยังสามารถสร้าง Digital Trust และดึงนักลงทุนเข้ามาได้อีกด้วย

    ด้านการแจ้งเตือนภัยพิบัติ  ด้วยปัญหาใหญ่ในไทยปีที่ผ่านมา ทั้งแผ่นดินไหว และน้ำท่วมหาดใหญ่ พบช่องโหว่ในระดับชาติและท้องถิ่น โดยมีมากถึง 48 หน่วยงาน จาก 13 กระทรวง จึงก่อให้เกิดความผิดพลาดเรื่องข้อมูลได้ จึงเสนอให้นำ AI เข้ามาใช้ ประกอบกับการวิเคราะห์ Big Data บริหารสถานการณ์ ลดความผิดพลาด รวมถึงแก้ไขกฎหมายในระยะยาว ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ที่ทำได้ดีในเรื่องเหล่านี้

    สำหรับด้านกิจการวิทยุและโทรทัศน์ในอนาคต    ยังมีกว่า 10 ล้านครอบครัวที่ใช้ดาวเทียมอยู่ ในตอนประมูลคลื่นความถี่ เทคโนโลยี 5G ที่จะมาทดแทน C-Band ยังเข้าไม่ถึงทุกครอบครัว โดยมองว่า ปี 2572 จะเป็นจุดตัดสำคัญของสื่อโทรทัศน์ เพราะเป็นการสิ้นสุดของสัมปทาน จึงภาวนาให้เกิดการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เพราะ Road Map ของสื่อต้องวางแผนมากกว่า 3-5 ปี รวมถึงประเด็นสำคัญเรื่องยอดเงินที่ไม่ไหลกลับสู่ประเทศมากพอ เพราะเจ้าของแพลตฟอร์มเป็นต่างชาติทั้งหมด เงินจึงวิ่งออกไป แต่กลับถึงมือผู้ประกอบกิจการสื่อน้อยมาก

    ส่วนด้านการพัฒนาเมืองสู่ Smart City และยานยนต์อัตโนมัติ มีการพูดถึง “เมืองอัจฉริยะ” มาตั้งแต่ปี 2546 แม้ในกรุงเทพฯ จะมีเทคโนโลยีอยู่มากมาย แต่ยังขาดความเป็นสมาร์ท มีอุปสรรคที่ฉุดรั้งการพัฒนามากมาย อาทิ การบริหารงานแบบแยกส่วน ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ข้อจำกัดด้านความสามารถท้องถิ่น จึงเสนอให้ กสทช. เข้ามาเป็นเหมือนคอนดักเตอร์ในวงออเครสตา และทำให้การพัฒนาเมืองไม่ใช่ตอบโจทย์เทคโนโลยี แต่ต้องตอบโจทย์คนในเมือง

    โครงสร้างพื้นฐานสื่อสารไทยในยุคใหม่ AI ดาวเทียม อวกาศและโครงข่ายแห่งอนาคต

    ด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม มีตัวเลขการแข่งขันด้านโทรคมนาคมของไทยในเวทีโลกที่ตกลง มองว่าไทยมีสปีดช้ากว่าประเทศอื่น เนื่องจากยังให้ความสำคัญกับปริมาณมากกว่าคุณภาพ อีกทั้งยังมีการลงทุนที่ซ้ำซ้อนกันมากถึง 10% ต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 80,000 ล้านบาท ราว 3% ของ GDP ประเทศ หากมีการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างมีกลยุทธ์ พร้อมข้อเสนอ 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ปลดล็อกกฎหมาย ระยะกลาง ปรับโครงสร้างทั้งคนและทรัพยากร และระยะยาว บูรณาการแพลตฟอร์มระดับชาติ

    ในด้านปัญญาประดิษฐ์และการประยุกต์ใช้งาน ปัจจุบันเป็นยุคของ AI ที่เข้ามาเปลี่ยนผ่านในระดับมหภาค เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยทำงานหลายมิติ แทรกซึมอยู่ทุกๆ ส่วนของชีวิต แต่โจทย์คือ จะทำอย่างไรไม่ให้ AI กลายเป็นโทษ อาทิ ข่าวปลอม การทำลายความน่าเชื่อถือ เป็นดาบสองคมในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซึ่งต่างประเทศก็เริ่มขับเคลื่อนการกำกับ AI แล้ว พร้อมข้อเสนอ 4 เสาหลัก ได้แก่ การดูแลให้ยืดหยุ่น การสร้างพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม การมีธรรมาภิบาลและคุ้มครองสาธารณะ และอธิปไตยดิจิทัล เชื่อมั่นว่า ปัญญาประดิษฐ์ จะไม่เหนือไปกว่าปัญญามนุษย์

    สำหรับด้านกิจการอวกาศ ที่ผ่านมาไทยเป็นผู้บริโภคทางเทคโนโลยีมาโดยตลอด คำถามคือ จะทำอย่างไรถึงสามารถเปลี่ยนบทบาทสู่ New Space Economy ได้ โดยต้องมองอวกาศในเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ไปได้อีกไกล เป็นการหารายได้จากอากาศเหมือนยุคคลื่นวิทยุ AM เชื่อว่า จะสามารถปฏิวัติโลกนี้ได้อีกครั้ง

    สุดท้ายในด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียม ย้อนถึงปัญหาสัญญาณในช่วงวิกฤติต่างๆ เช่น น้ำท่วมหาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานกลับล่มไปพร้อมกับภัยพิบัติ เป็นสิ่งที่ยังไม่สามารถทำให้ครอบคลุมได้จริง เปิดตัวเลข Space Economy ที่ตั้งเป้าว่าในปี 2040 จะมีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาท โดย 70-80% อยู่ที่ดาวเทียมจากการให้บริการสื่อสาร ซึ่ง AI จะต้องเข้ามาดูแล Network และบริหารจัดการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมั่นในเอกชนไทย พร้อมแนะให้ภาครัฐสนับสนุนและไม่ขัดขวางการเดินหน้าด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2925293&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LEFx8qgBUoWDpMrZTrub7