Category: เศรษฐกิจ

  • กลยุทธ์อยู่รอดที่เศรษฐกิจไทยต้องไล่ให้ทันโลก

    กลยุทธ์อยู่รอดที่เศรษฐกิจไทยต้องไล่ให้ทันโลก

    การเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในไทยมีความสำคัญสูงสุด เพื่อปกป้องเศรษฐกิจจากวิกฤติและสร้างความยืดหยุ่นแห่งอนาคต.

    น้ำท่วมในหาดใหญ่ซึ่งเคยเป็นต้นแบบการป้องกันน้ำท่วม เป็นสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ความสำคัญของ “Climate change adaptation” หรือการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศจึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่แพ้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อปกป้องเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยจากผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้นในอนาคต

    การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศคือการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การพัฒนาพื้นที่สีเขียวหรือการเก็บกักน้ำ สถิติแสดงให้เห็นว่ามีประเทศที่นำเสนอแผนการปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 2 ประเทศในปี 2015 เป็น 74 ในปี 2025

    ทั้งภาครัฐและเอกชนไทยเริ่มตื่นตัวในเรื่องนี้ โดยมีนโยบายและแผนการดำเนินงานเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังต้องมีการลงทุนและเตรียมความพร้อมเพิ่มเติมเพื่อให้ธุรกิจมีความยั่งยืนในอนาคตในสถานการณ์ที่ท้าทายนี้

    Source link

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailand-business-news.com/th/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%2590%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2588/299051-%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2598%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%2590&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wadI6w2Gk4455h2NnT0VV

  • ประธาน ส.อ.ท.ชี้ภาคธุรกิจกำลังเผชิญพายุเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ จี้ รบ.ใหม่เร่งสานต่องานค้าง ครม.เก่า

    ประธาน ส.อ.ท.ชี้ภาคธุรกิจกำลังเผชิญพายุเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ จี้ รบ.ใหม่เร่งสานต่องานค้าง ครม.เก่า

    ประธาน ส.อ.ท.ชี้ภาคธุรกิจกำลังเผชิญพายุเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ จี้ รบ.ใหม่เร่งสานต่องานค้าง ครม.เก่า

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ในจังหวะที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงต่อเนื่อง และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจนกระทบความสามารถในการแข่งขันนั้น ว่า เป็นพายุเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ ที่กำลังกดดันเศรษฐกิจไทย

    ทั้งนี้ นอกจากภาคเอกชนจะจับตาทิศทางนโยบายใหม่ของรัฐบาลแล้ว ยังเรียกร้องให้เร่งสานต่องานค้างจากคณะรัฐมนตรีชุดก่อน โดยเฉพาะด้านความยั่งยืนที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขหลักของการค้าและการลงทุนในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000033256&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P8HCtLg0u4S0r2I3j7z1Q

  • สคทช. ลงพื้นที่น่าน ชูตราสัญลักษณ์ “คทช.” การันตีผลิตภัณฑ์ชุมชนบนที่ดินถูกกฎหมาย เร่งติวเข้มเกษตรกร รับมือเกณฑ์ EUDR ของยุโรป ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    สคทช. ลงพื้นที่น่าน ชูตราสัญลักษณ์ “คทช.” การันตีผลิตภัณฑ์ชุมชนบนที่ดินถูกกฎหมาย เร่งติวเข้มเกษตรกร รับมือเกณฑ์ EUDR ของยุโรป ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    วันที่ 7 เมษายน 2569 ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (ผอ.สคทช.) ประธานการประชุมหารือแนวทางความร่วมมือขับเคลื่อนตราสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์ คทช. เพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า ของสหภาพยุโรป (EU Regulation on Deforestation-free Products: EUDR) ในพื้นที่ คทช. โดยมีนายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมด้วย ผู้แทนสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน ผู้แทนสำนักงานที่ดินจังหวัดน่าน ผู้แทนสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (สาขาแพร่) ผู้แทนสำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ สคทช. ณ ห้องประชุมเจ้ามหาพรหมสุรธาดา ชั้น 6 ศาลากลางจังหวัดน่าน

    สคทช. เร่งสร้างความเชื่อมั่นสินค้าเกษตรไทยในพื้นที่ คทช. นำร่องพื้นที่จังหวัดน่าน ผลักดันตราสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์ คทช. เป็นเครื่องหมายการันตีสินค้าจากแหล่งที่ดินถูกกฎหมาย พร้อมวางแนวทางรับมือระเบียบ EUDR ของสหภาพยุโรป เน้นกลุ่มเกษตรกรกาแฟในเขตป่าสงวนฯ เพื่อรักษาฐานตลาดส่งออกและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    ดร.ชญานันท์ฯ ผอ.สคทช. เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือแนวทางความร่วมมือขับเคลื่อน ตราสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์ คทช. ว่า สคทช. สร้างตราสัญลักษณ์ “คทช.” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นคู่ค้าทั่วโลก และได้รับทะเบียนตราสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์ คทช. จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มาจากพื้นที่การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งเป็นการยืนยันว่าสินค้าเหล่านั้นผลิตบนที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือทำให้ป่าเสื่อมโทรม มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ “ตราสัญลักษณ์นี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ที่จดจำง่าย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ ว่าสินค้าจากพื้นที่ คทช. สนับสนุนให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างถูกต้องและยั่งยืน”

    นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างโอกาสให้ “กาแฟไทย” สู่ตลาด EU จังหวัดน่านถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากเป็นแหล่งปลูกกาแฟคุณภาพเยี่ยมที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ซึ่ง กาแฟ เป็นสินค้าที่ดำเนินการตามกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป หรือ EUDR ทำให้ต้องได้รับการตรวจสอบยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า และมีแหล่งที่มาจากพื้นที่ถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตาม พื้นที่ปลูกกาแฟบางส่วนยังไม่ได้รับอนุญาตการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมาย จึงเป็นหน้าที่สำคัญของหน่วยงานรัฐที่จะต้องช่วยกันขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้ภารกิจ คทช. อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเร่งดำเนินการดังนี้:
    1. เร่งรัดการจัดที่ดิน ผลักดันการอนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมาย (Legality Requirement) เพื่อให้เกษตรกรมีเอกสารรับรองที่ชัดเจน
    2. บูรณาการฐานข้อมูล:รวบรวมข้อมูลเกษตรกรที่ปลูกกาแฟบนที่ดินของรัฐ เพื่อสร้างระบบฐานข้อมูลที่สามารถตรวจสอบพิกัดแหล่งที่มาได้ตามเงื่อนไขของ EUDR
    3. เสริมสร้างความเข้มแข็งวิสาหกิจชุมชน: เตรียมความพร้อมผ่านกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในการพัฒนามาตรฐานสินค้าและการใช้ตราสัญลักษณ์ คทช. เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์
    4. พลิกวิกฤตเป็นโอกาสให้เกษตรกรไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ คทช. ให้สามารถร่วมขบวนสินค้า EUDR ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 และสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กในวันที่ 30 มิถุนายน 2570

    ทั้งนี้ เวทีการหารือในวันนี้มุ่งหวังให้เกิดแนวทางการบูรณาการร่วมกัน ในการขับเคลื่อนตราสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์ คทช. เพื่อให้เกิดความชัดเจนและนำไปสู่การขับเคลื่อนได้อย่างแท้จริงนำไปสู่การสร้างโอกาสและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ คทช. ได้อย่างมั่นคง และยั่งยืนต่อไป ดร.ชญานันท์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1010636&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P47TfnUBjwzPADwiqpOk8

  • “สันติสุข” ปิ๊งไอเดียเสนอ “รัฐบาลอนุทิน” ตัดงบดูงานต่างประเทศ เอามากระตุ้นเศรษฐกิจไทย | TOPNEWS

    “สันติสุข” ปิ๊งไอเดียเสนอ “รัฐบาลอนุทิน” ตัดงบดูงานต่างประเทศ เอามากระตุ้นเศรษฐกิจไทย | TOPNEWS

    “สันติสุข” ปิ๊งไอเดียเสนอ “รัฐบาลอนุทิน” ตัดงบดูงานต่างประเทศ เอามากระตุ้นเศรษฐกิจไทย

    • เผยแพร่ : 07/04/2026 19:58

    “สันติสุข” ปิ๊งไอเดียเสนอ “รัฐบาลอนุทิน” ตัดงบดูงานต่างประเทศ เอามากระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้หลายร้อยล้าน “อดีตขุนคลัง” แนะอัดงบเพิ่ม ขยายเพดานหนี้ เพิ่มลงทุน ยกระดับอำนาจซื้อของคนไทย

    #topnewstv #ภูมิใจไทย #อนุทินชาญวีรกูล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1540125&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xs0j1qB0BegXIKFQjTujp

  • นักวิชาการอัดทุนผูกขาดสามานย์เอาเปรียบคนไทย แนะ ‘อนุทิน’ ยึดพลังงานมาทำเอง

    นักวิชาการอัดทุนผูกขาดสามานย์เอาเปรียบคนไทย แนะ ‘อนุทิน’ ยึดพลังงานมาทำเอง

    เวทีสัมมนาวิพากษ์เดือด !! เตือนวิกฤตน้ำมันฉุดเศรษฐกิจไทยดิ่งเหว แนะอนุทินยึดพลังงานมาทำเอง ปลดแอกประเทศไทย เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนให้รัฐบาลรับมือน้ำมันราคาแพง

    7 เมษายน 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเร็วๆนี้ ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ – มูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลา จัดสัมมนาวิชาการหัวข้อ “ความท้าทายของรัฐบาลอนุทิน 2 ต่อสงครามตะวันออกกลางและผลกระทบที่มีต่อประเทศไทย”

    โดยมี  รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน ณ กรุงจาการ์ต้า อินโดนีเซียน ,นายทนง ขันทอง สื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญข่าวต่างประเทศ , ศ.พล.ท.สมชาย วิรุฬยาพล ผู้เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลที่กำลังทวีความรุนแรงและส่งแรงกระเพื่อมโดยตรงต่อราคาน้ำมันโลก โดยมีนายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา เป็นผู้ดำเนินรายการ

    รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ กล่าวว่า วิกฤตราคาน้ำมันในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากปัจจัยเฉพาะหน้า เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุชเท่านั้น แต่มีรากฐานจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ยาวนานนับตั้งแต่การก่อตั้งประเทศอิสราเอลในปี 1948 ทั้งนี้สงครามที่ยืดเยื้อจนถึงปี 2026 สะท้อนการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ โดยสหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาทอย่างเปิดเผย เพื่อรักษาผลประโยชน์สำคัญ ได้แก่ อิทธิพลของกลุ่มทุนที่มีบทบาททางการเมือง และการรักษาค่าเงินดอลลาร์ (Petrodollar) เนื่องจากสหรัฐฯ ใช้ดอลลาร์ผูกติดกับการซื้อขายน้ำมันมาตั้งแต่ปี 1974 เพื่อสร้างความต้องการเงินดอลลาร์ทั่วโลก

    “สงครามครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสู้รบ แต่คือการจัดระเบียบโลกใหม่ จีนและรัสเซียหนุนอิหร่านเพื่อลดอำนาจดอลลาร์ ขณะที่อิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุชเป็นเครื่องต่อรองให้ใช้น้ำมันซื้อขายด้วยเงินหยวน นี่คือสงครามเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุด”

    ในส่วนของผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น ดร.ณรงค์ วิพากษ์อย่างดุเดือดว่า นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว “ทุนผูกขาดสามานย์” ในประเทศยังฉวยโอกาสจากความทุกข์ยากของประชาชน โดยอาศัยจังหวะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงถึง 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับราคาน้ำมันในไทยอย่างรวดเร็วเกินควร ทั้งที่ไทยสามารถผลิตพลังงานเองได้บางส่วน ขอเสนอให้รัฐบาลอนุทินช่วยจัดการพวกกลุ่มทุนสามานย์ผูกขาดหากินบนผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนให้หลุดพ้นออกไปจากผลประโยชน์แผ่นดิน ห่วงสงครามตะวันออกกลางเสี่ยงขยายตัวเป็นสงครามโลก ส่งผลให้ไทยถูกกระทบรุนแรง ขอเสนอให้รัฐบาลอนุทินยึดพลังงานมาบริหารเอง ใช้วิกฤติเป็นโอกาสพัฒนาไทยยามสงคราม

    อย่างไรก็ตามเพื่อรับมือวิกฤตดังกล่าว ดร.ณรงค์ ยื่นข้อเสนอ 5 แนวทางเร่งด่วนต่อรัฐบาลคือ 1.ประกาศ พ.ร.ก. ภาวะฉุกเฉินพลังงาน ห้ามส่งออกน้ำมันชั่วคราว และกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นตามต้นทุนจริงบวกกำไรที่เหมาะสมเพื่อหยุดการค้ากำไรเกินควร 2.เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางท่อ โดยบังคับใช้ท่อส่งน้ำมันสู่ภาคเหนือและอีสานให้เต็มศักยภาพ 100 % (ปัจจุบันใช้เพียง 20 %) เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งทางรถยนต์ 3.ใช้กำไรบริษัทพลังงานมาช่วยเหลือประชาชน ควรนำกำไรปีละแสนล้านบาทมาสมทบกองทุนน้ำมัน แทนการรีดภาษีจากประชาชนฝ่ายเดียว 4.กระจายอำนาจพลังงานชุมชน โดยสนับสนุนเทคโนโลยีให้ชาวบ้านผลิตพลังงานใช้เอง เช่น น้ำมันจากขยะ/ยางพารา หรือก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์อย่างจริงจัง และ 5.จัดโครงสร้างใหม่สู่ “บริษัทพลังงานแห่งชาติ” ในระยะยาวเสนอให้แยกทรัพย์สินของรัฐ (เช่น ท่อก๊าซ) โดยตั้งบริษัทพลังงานแห่งชาติที่บริหารโดยตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งพนักงาน ผู้บริโภค และนักธุรกิจ เพื่อความโปร่งใส

    ด้านนายทนง ขันทอง กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้เป็นความขัดแย้งเชิงอำนาจที่มีหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง โดยแต่ละประเทศมีผลประโยชน์แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งฝ่ายที่ต้องการยุติสงครามและฝ่ายที่ต้องการยืดเยื้อสถานการณ์ แต่แม้หลายประเทศรวมถึงไทยต้องการให้สถานการณ์คลี่คลายเพื่อลดผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจ แต่ความยืดเยื้อของสงครามกำลังผลักโลกไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จากระบบอำนาจขั้วเดียวไปสู่ “โลกหลายขั้ว” ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศในระยะยาว

    ขณะที่นายชิบ จิตนิยม ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวว่า ภาวะวิกฤตถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของภาวะผู้นำ โดยเฉพาะสถานการณ์ขาดแคลนพลังงานที่อาจกระทบต่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ตั้งไว้ร้อยละ 3 หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัว ประชาชนเผชิญค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อเพิ่ม และหนี้สาธารณะเสี่ยงทะลุเพดาน เห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาพลังงานอย่างจริงจัง โปร่งใส และยั่งยืน เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นตัวประกันของราคาน้ำมันโลก พร้อมยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผ่านกลไกของคณะกรรมาธิการ และเสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายต่อรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถวางจุดยืนอย่างเหมาะสม รักษาผลประโยชน์ของชาติ และส่งเสริมสันติภาพในเวทีระหว่างประเทศ

    ด้านนางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน และกรรมาธิการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กล่าวในหัวข้อ “แนวคิดการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่” ว่า โลกปัจจุบันเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่ถูกเร่งด้วยวิกฤตต่างๆ ตั้งแต่โควิด-19 จนถึงวิกฤตพลังงาน ซึ่งได้ขยายผลไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจและกระทบต่อประชาชนฐานรากอย่างชัดเจน พร้อมเสนอว่า การพัฒนาประเทศควรขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคต โดยส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและปฏิรูปการศึกษา การเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน โดยมุ่งสู่พลังงานสะอาดและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ และการเปลี่ยนแปลงเพื่อความเป็นธรรม โดยลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ และสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาและกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม

    นายปฏิมา จีระแพทย์ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเข้าร่วมรับฟังการสัมมนาในครั้งนี้ กล่าวว่า เวทีดังกล่าวทำให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์โลกและผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน และเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนจากความขัดแย้งระดับโลก ทั้งนี้เห็นว่าแนวคิดจากวิทยากรสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้าง “ความเข้มแข็งจากภายในประเทศ” โดยเฉพาะการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน เช่น การนำวัสดุเหลือใช้มาผลิตพลังงานเพื่อรองรับวิกฤติในอนาคต รวมถึงแนวทางการสร้างรายได้ให้ภาคเกษตรผ่านการปลูกไม้มีค่า ซึ่งสามารถเป็นทางออกเชิงโครงสร้างในการลดหนี้สินของเกษตรกรได ซึ่งข้อมูลและข้อเสนอจากเวทีสัมมนาครั้งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง และจะนำไปต่อยอดผลักดันในเชิงนโยบายและการทำงานของวุฒิสภา เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว

    นายพีระพล ตริยะเกษม ประธานมูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลาคม กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนาวิชาการครั้งนี้ว่าเพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์โลกที่กำลังทวีความรุนแรง และส่งเสียงไปถึงรัฐบาลให้ตระหนักถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยย้ำว่าตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา แม้ประชาชนจะต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง แต่โครงสร้างการบริหารประเทศยังคงเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำ หนี้สิน และผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจ สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงควรกำหนดท่าทีที่ชัดเจน ยึดหลักความเป็นกลางและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมสร้างความเป็นเอกภาพภายในประเทศ ปรับโครงสร้างนโยบาย และใช้จุดแข็งของไทยในด้านอาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยวให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั้งระยะสั้นและระยะยาว

    ทั้งนี้เวทีสัมมนาเน้นย้ำว่า สงครามในตะวันออกกลางอาจไม่จบสิ้นง่ายๆ ตราบใดที่มหาอำนาจยังต้องการแย่งชิงทรัพยากร ประเทศไทยจึงต้องรีบปรับตัวและกล้าจัดการกับปัญหาโครงสร้างทุนผูกขาดภายใน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนักเกินไปในวันที่โลกกำลังก้าวสู่ระเบียบใหม่

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/976208/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GctMn9GjUoaM-vEhwHN2v

  • ‘ทรัมป์’ ประกาศเดดไลน์ครั้งสุดท้าย ถล่มยับอิหร่าน หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    ‘ทรัมป์’ ประกาศเดดไลน์ครั้งสุดท้าย ถล่มยับอิหร่าน หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    'ทรัมป์' ประกาศเดดไลน์ครั้งสุดท้าย ถล่มยับอิหร่าน หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    ‘ทรัมป์’ ประกาศเดดไลน์ครั้งสุดท้าย ถล่มยับอิหร่าน หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    โลกเผชิญจุดวัดใจ! “ทรัมป์” ยื่นคำขาด 24 ชั่วโมงสุดท้าย สั่งเด็ดหัวโครงสร้างพื้นฐานอิหร่านราบพนาสูญ หากไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ จับตาผลกระทบราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลกดิ่งเหว ด้านนักวิเคราะห์เตือนไทยเตรียมรับแรงกระแทก

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ได้ทวีความรุนแรงถึงขีดสุด หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ขีดเส้นตายถึงคืนวันอังคารนี้ (ตามเวลาสหรัฐฯ) ให้อิหร่านยอมเปิดทางสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ มิเช่นนั้นจะเผชิญกับการโจมตีครั้งใหญ่

    เปิดแผน “ถล่มยับ” ภายใน 4 ชั่วโมง

    ประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ มีแผนการโจมตีที่พร้อมดำเนินการทันที โดยจะพุ่งเป้าไปที่โรงไฟฟ้าและสะพานทุกแห่งทั่วประเทศอิหร่าน ซึ่งจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญถูกทำลายราบพนาสูญภายในระยะเวลาเพียง 4 ชั่วโมง

    'ทรัมป์' ประกาศเดดไลน์ครั้งสุดท้าย ถล่มยับอิหร่าน หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    ทรัมป์ย้ำว่าเดดไลน์ครั้งนี้คือเวลา 20.00 น. ของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หรือประมาณ 04.30 น. ของกรุงเตหะราน แม้อิหร่านจะยื่นข้อเสนอหยุดยิงผ่านตัวกลาง แต่ทรัมป์วิจารณ์ว่า “ยังดีไม่พอ”

    เศรษฐกิจโลกจ่อวิกฤต-น้ำมันพุ่ง

    การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกว่า 1 ใน 5 ของโลก กำลังกลายเป็นตัวประกันสำคัญที่สั่นคลอนเศรษฐกิจโลก

    'ทรัมป์' ประกาศเดดไลน์ครั้งสุดท้าย ถล่มยับอิหร่าน หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    ล่าสุดผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ออกมาเตือนว่า สงครามในครั้งนี้จะส่งผลให้ภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงและฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ความขัดแย้งจะยุติลงในทันทีก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/655942&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cM2PAsM4MiO0FLrMVz8Jp

  • คอลัมน์ –

    คอลัมน์ –

    FooterLogo

    ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
    webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
    ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
    กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

    Social Media

    Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/66026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BZiuzLphJJuWkODqFl1mE

  • เทียบอัตราเงินเฟ้อไทย – ต่างประเทศ ต่ำสุดในอาเซียน รั้งอันดับ 4 โลก

    เทียบอัตราเงินเฟ้อไทย – ต่างประเทศ ต่ำสุดในอาเซียน รั้งอันดับ 4 โลก

    7 เมษายน 2569 นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อํานวยการสํานักงานนโยบายและยุทธศาสตรการคา (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าข้อมูลวิเคราะห์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ โดยระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ลดลง 0.88% ซึ่งระดับดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำเป็นอันดับที่ 4 จาก 136 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลขทั่วโลก และยังคงอยู่ในระดับต่ำเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มประเทศอาเซียน 

    จากทั้งหมด 9 ประเทศที่ประกาศตัวเลขจากการเปรียบเทียบข้อมูลภายในภูมิภาคอาเซียน พบว่าส่วนใหญ่มีทิศทางเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง โดยมีรายละเอียดดังนี้

    1. ไทย มีอัตราเงินเฟ้อ -0.88% (อันดับ 4 ของโลก) 
    2. บรูไน มีอัตราเงินเฟ้อ -0.3% 
    3. ติมอร์-เลสเต มีอัตราเงินเฟ้อ +1.0%
    4. สิงคโปร์ มีอัตราเงินเฟ้อ +1.2%
    5. มาเลเซีย มีอัตราเงินเฟ้อ +1.4%
    6. ฟิลิปปินส์ มีอัตราเงินเฟ้อ +2.4%
    7. เวียดนาม มีอัตราเงินเฟ้อ +3.35%
    8. อิโดนีเซีย มีอัตราเงินเฟ้อ +4.76%
    9. สปป.ลาว มีอัตราเงินเฟ้อ +6.2% 

    นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศเศรษฐกิจสำคัญทั่วโลก พบว่าประเทศไทยมีระดับเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับอิตาลี +1.5%, เกาหลีใต้ +2.0%, สหรัฐอเมริกา +2.4%,สหราชอาณาจักร +3.0%, อินเดีย +3.21%

    อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนมกราคม 2569 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลง 0.66% โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 5 จาก 127 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และต่ำสุดในกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศที่ประกาศตัวเลข (บรูไน ติมอร์-เลสเต กัมพูชา สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย สปป.ลาว)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655999&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jVlbCXVNjThOzv4T7EEBa

  • ครม. เห็นชอบคำแถลงนโยบายรัฐบาล 5 ด้าน นายกฯ เตรียมแถลงต่อรัฐสภา 9 – 10 เม.ย. 69

    ครม. เห็นชอบคำแถลงนโยบายรัฐบาล 5 ด้าน นายกฯ เตรียมแถลงต่อรัฐสภา 9 – 10 เม.ย. 69

    ครม. เห็นชอบคำแถลงนโยบายรัฐบาล 5 ด้าน นายกฯ เตรียมแถลงต่อรัฐสภา 9 – 10 เม.ย. 69


    7/04/2569 | 10 |

    ครม. เห็นชอบคำแถลงนโยบายรัฐบาล 5 ด้าน นายกฯ เตรียมแถลงต่อรัฐสภา 9 – 10 เม.ย. 69
    บทสรุป
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้า 
    ทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ
    คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ซึ่งนโยบายหลักประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านเศรษฐกิจ 2. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 3. ด้านสังคม 4. ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และ 5. ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย ที่จะแถลงในวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 ดังนี้ 1. ด้านเศรษฐกิจ มุ่งสร้างโอกาสอย่างทั่วถึงแก่คนไทยทุกกลุ่ม แก้ปัญหาหนี้สิน สร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า พัฒนาเกษตรสมัยใหม่ และยกระดับการท่องเที่ยวสู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง 
    2. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง มุ่งเสริมสร้างบทบาทไทยในเวทีโลก รักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เสริมความมั่นคงชายแดน ปราบปรามอาชญากรรม ยาเสพติด แก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง (Free Visa) และปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร 3. ด้านสังคม มุ่งเน้นเรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างในเศรษฐกิจสมัยใหม่และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการแพทย์มุ่งเป้าการใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน 4. ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม เน้นการบริหารจัดการน้ำ และป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ สร้างหลักประกันและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ผลักดันให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) และสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และ 5. ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย มุ่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ปฏิรูประบบราชการ ปรับปรุงกฎหมาย และแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อให้ปลอดจากการทุจริต

    รายละเอียด
        (6 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ซึ่งนโยบายหลักประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านเศรษฐกิจ 2. ด้านการต่างประเทศ
    และความมั่นคง 3. ด้านสังคม 4. ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และ 5. ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย ที่จะแถลงในวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 ดังนี้
        1. ด้านเศรษฐกิจ
        มุ่งเน้นการสร้างโอกาสให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจ อาทิ กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ผู้สูงวัย วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SMEs 
    เร่งจัดการภาระหนี้ที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งต้นและไปต่อได้ สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยี ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจและสินเชื่อทางการเงิน ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันต่อยุคดิจิทัล สนับสนุนให้คนไทยสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะ AI ในทุกภาคส่วน ส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ
    พลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ นวัตกรรมและการแก้ปัญหาของประเทศ จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Matching Fund) บ่มเพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมรายใหม่ (Startup) ที่มีศักยภาพให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับโลก เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมด้านการค้า เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า สร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย โดยส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลของประเทศ ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากล ยกระดับการค้าเสรีกับคู่ค้าเดิมและเปิดตลาดใหม่ เน้นการกระจายตลาดลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก สำหรับด้านการท่องเที่ยว จะส่งเสริมให้ไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง สนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยสนับสนุนการยกระดับเมืองน่าเที่ยว ผ่านมาตรการจูงใจด้านภาษีและสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทาง เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนและกระจายรายได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน และยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด จัดให้มีระบบประกันภัย ประกันชีวิต ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุภาคบังคับ
    2. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง
        เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย” ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงชายแดน ยาเสพติด สแกมเมอร์ และสิ่งแวดล้อม มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมทั้งแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง (Free Visa) เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติทุกรูปแบบ การฟอกเงินและทุนเทา และพัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร รัฐบาลจะดำเนินโครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบสัญญาจ้าง 
    4 ปี มีค่าตอบแทน และระบบประเมินผลที่ชัดเจน ผู้ผ่านการประเมินจะมีโอกาสศึกษาต่อในโรงเรียนนายสิบ
    3. ด้านสังคม
       มุ่งเน้นเรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี
    ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับตลาดแรงงานในอนาคต พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬา โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนให้เข้าถึงกีฬาในระดับต่าง ๆ เพื่อให้มีสุขภาพทางกายและจิตใจที่ดี ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างในเศรษฐกิจสมัยใหม่และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการแพทย์มุ่งเป้าการใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ สร้างเสริมสถาบันครอบครัวซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย เพื่อให้ผู้สูงอายุและประชากรทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งพาตนเองได้และมีส่วนร่วมในสังคม พร้อมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) ส่งเสริมการสร้างรายได้ การออมและการใช้ศักยภาพของผู้สูงอายุ การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้ จัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่ และดำเนินโครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้านดูแลช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้อยู่ในภาวะพึ่งพิงในชุมชนเพื่อให้สมาชิกในครอบครัวสามารถประกอบอาชีพได้ พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย และผลักดันให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอเพื่อให้ผู้เสพสามารถเข้ารับการบำบัดรักษา ซึ่งจะช่วยคืนคนดีกลับสู่สังคม 
    4. ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม
        บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล เร่งพัฒนาระบบการแจ้งเตือนภัยและบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีเอกภาพ เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตทรัพย์สิน และสามารถให้การช่วยเหลือ เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงทีและ
    มีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือนเพื่อสร้างหลักประกันและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดยยกระดับวิถีเกษตรกรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ป้องกันและลดการเผาในภาคการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน/ชุมชนอย่างยั่งยืน จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว และเร่งจัดสรรที่ดินทำกินสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่ชุมชน เพื่อลดการบุกรุกและรักษาพื้นที่ป่า 
    5. ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย
        เร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และผลักดันการเปิดเผยข้อมูลเปิดของภาครัฐ ปรับกระบวน
    การทำงานของภาครัฐให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super License) 
    ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การดำรงชีวิตและการประกอบธุรกิจ 
    ลดต้นทุนและภาระแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (Omnibus Law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัย ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อสภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี ปฏิรูประบบราชการ ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดและมาตรการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้พัสดุหรือบริการที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผล ไม่คำนึงถึงราคาต่ำสุดอย่างเดียว และแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อให้ปลอดจากการทุจริต 


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/492347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bmLUFnXjiJXXSaewJDQ9Z

  • KKPS หั่นเป้าจีดีพีไทยปี 69 เหลือ 1.3% ชี้สงครามอิหร่านดัน “เงินเฟ้อ” พุ่ง 3%

    KKPS หั่นเป้าจีดีพีไทยปี 69 เหลือ 1.3% ชี้สงครามอิหร่านดัน “เงินเฟ้อ” พุ่ง 3%

    บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS เปิดเผยรายงานการประเมินทิศทางเศรษฐกิจ โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในอิหร่าน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflationary Pressures) ต่อเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงและเงื่อนไขทางการเงินตึงตัวมากขึ้น ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างรุนแรงต่อประเทศไทยที่ยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก

    จากปัจจัยความเสี่ยงดังกล่าว KKPS ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2569 ลงเหลือ 1.3% จากเดิมที่ประเมินไว้ 1.8% พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 3% จากเดิมที่คาดไว้เพียง 0.2% โดยการปรับสมมติฐานใหม่ในครั้งนี้ อ้างอิงจากการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ที่ประเมินว่าจะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 93 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตลอดทั้งปี

    นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มต้นปี 2569 ได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ประเมินว่าภาพรวมจะปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับของปี 2568 เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยานที่สูงขึ้น การเดินทางที่หยุดชะงัก และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่ถดถอยลง สถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังภาคธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และค้าปลีก ซึ่งเป็นการขยายวงกว้างของผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มากกว่าเพียงแค่รายได้ทางตรงจากการท่องเที่ยว

    ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกที่อยู่ในภาวะอ่อนแออยู่แล้ว จะต้องเผชิญอุปสรรคเพิ่มเติม โดย KKPS ชี้ให้เห็นว่าการเติบโตของการส่งออกไทยในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกสินค้าเพื่อหลบเลี่ยงกำแพงภาษีที่สหรัฐอเมริกาบังคับใช้กับสินค้าจีน ซึ่งช่องทางดังกล่าวนี้กำลังมีความเสี่ยงสูงจากการถูกทางการสหรัฐฯ เปิดการสอบสวนตามมาตรา 301 (Section 301) ว่าด้วยเรื่องการค้าของไทย ประกอบกับปัญหาความไม่สมดุลของดุลการค้าไทย-สหรัฐฯ ที่ขยายตัวมากขึ้น โดยมีราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเข้ามาเป็นปัจจัยซ้ำเติมจุดอ่อนเดิม

    ส่วนของการบริโภคภาคครัวเรือน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานคิดเป็นสัดส่วนราว 14% ของค่าใช้จ่ายรวมของครัวเรือนไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ประสบปัญหาทางการเงินตึงตัวและมีภาระหนี้สินในระดับสูงอยู่แล้ว ซึ่งอาจนำไปสู่การลดลงของรายได้ที่แท้จริง (Real Disposable Incomes) ซ้ำเติมปัญหาปากท้องให้รุนแรงขึ้น

    ด้านเสถียรภาพการคลังของประเทศ ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยปรับตัวเข้าใกล้เพดานตามกฎหมายที่ระดับ 70% ของ GDP แม้รัฐบาลจะพยายามผ่อนปรนให้ราคาพลังงานในประเทศปรับขึ้นตามกลไกตลาดและเน้นการให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่ม แต่พื้นที่ทางการคลังสำหรับการใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมยังคงมีจำกัด โดยมีความสุ่มเสี่ยงที่มาตรการเยียวยาเพิ่มเติมอาจทำให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน หากไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับทิศทางนโยบายการเงิน แตกต่างจากช่วงวิกฤตในปี 2565 โดยคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศและอัตราเงินเฟ้อก่อนเกิดสงครามยังอยู่ในระดับต่ำ

    ทั้งนี้ KKPS คาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณาตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตลอดช่วงวิกฤต และอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 0.75% ภายในสิ้นปี 2569 ก่อนที่จะเริ่มกลับมาทบทวนปรับขึ้นอีกครั้งในปี 2570 เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของแบงก์ชาติในการรักษาสมดุลระหว่างผลกระทบทางเศรษฐกิจระยะสั้น กับการฟื้นฟูพื้นที่นโยบายทางการเงิน (Policy Space) ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/824016&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k0T6qGIaBtFR9MRLJ0H3S