Category: เศรษฐกิจ

  • ราคาน้ำมันดิ่งลง หุ้นทั่วโลกพุ่งขึ้นหลังสหรัฐฯ-อิหร่านตกลงหยุดยิง

    ราคาน้ำมันดิ่งลง หุ้นทั่วโลกพุ่งขึ้นหลังสหรัฐฯ-อิหร่านตกลงหยุดยิง

    ราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างรุนแรง ขณะตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเมื่อวันพุธ หลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ พร้อมให้เตหะรานเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่มีความสำคัญต่อการขนส่งพลังงานโลกอีกครั้ง

    ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศหยุดการโจมตีเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลังได้รับข้อเสนอ 10 ข้อที่ “สามารถดำเนินการได้” ก่อนจะถึงกำหนดเวลาที่เขาตั้งไว้ให้สาธารณรัฐอิสลามเปิดช่องทางน้ำนี้หรือเผชิญกับการถูกทำลายล้าง

    ตลาดพลังงานผันผวนรุนแรง

    ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate ลดลงเกือบ 20%ขณะที่น้ำมันดิบเบรนต์ดิ่งลงมากถึง 16% เมื่อนักลงทุนผ่อนคลายความกังวลหลังสงครามที่ยาวนานกว่า 5 สัปดาห์ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก

    อิหร่านยืนยันในภายหลังว่าได้ตกลงให้มีการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นเส้นทางที่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 1 ใน 5 ของโลกขนส่งผ่าน

    ตลาดหุ้นเอเชียฟื้นตัวแรง

    ความคาดหวังว่าวิกฤตการณ์ที่สั่นคลอนเศรษฐกิจโลกเป็นเวลากว่า 1 เดือนจะยุติลงทำให้ตลาดหุ้นพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ตลาดโซลและโตเกียวปรับตัวขึ้นกว่า 5% ไทเปเพิ่มขึ้นเกือบ 4% ซิดนีย์และฮ่องกงขึ้นกว่า 2%

    นายกรัฐมนตรี Shehbaz Sharif แห่งปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยสำคัญระบุว่าการหยุดยิงจะเริ่มต้นขึ้นทันที รวมถึงการหยุดยิงในเลบานอนที่บ่งชี้ว่าอิสราเอลยินยอมหยุดการรุกรานประเทศเพื่อนบ้านทางตอนเหนือ

    ผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก

    การตัดสินใจดังกล่าวส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง ขณะที่เงินเยน ยูโร และปอนด์แข็งค่าขึ้น ทองคำปรับตัวขึ้นประมาณ 5% และบิตคอยน์ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

    Michael Brown จาก Pepperstone กล่าวว่านักลงทุนรอคอยข่าวดีมาหลายสัปดาห์และยิ่งต้องการเห็นการคลี่คลายความตึงเครียดอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ Stephen Innes จาก SPI Asset Management เน้นว่าข้อตกลงนี้มีความสำคัญอย่างมากสำหรับเอเชียที่หลายรัฐบาลต้องใช้มาตรการรับมือต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/oil-prices-plunge-stocks-surge-us-iran-ceasefire-agreement&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11aywNMFOy7FwQFt6LrbW_

  • KSC เศรษฐกิจชะลอ กดยอดใช้จ่าย บัตรเครดิตวูบ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    KSC เศรษฐกิจชะลอ กดยอดใช้จ่าย บัตรเครดิตวูบ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

     

    มิติหุ้น – กรุงศรี คอนซูมเมอร์ (KSC) ชี้ เศรษฐกิจชะลอตัว ปมสงครามกดดัน ทำประชาชนลดยอดค่าใช้จ่าย กระทบธุรกิจบัตรเครดิต

    นายอธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยให้มีความผันผวนและอยู่ในช่วงเปราะบาง จนส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของประชาชน ทำให้ประชาชนระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น

    ตลาดชะลอตัว

    ขณะทึ่ภาพรวมของตลาดบัตรเครดิตเริ่มติดลบ ซึ่งล่าสุดมียอดบัตรเครดิตเข้าใหม่ในตลาดน้อยกว่าบัตรที่ออกจากตลาด รวมทั้งยอดคงค้างเกิน 90 วันของตลาดบัตรเครดิตขยับปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 2% ในภาพรวม รวมทั้งการใช้จ่ายของประชาชนมียอดการใช้จ่ายที่ถี่ขึ้นแต่วงเงินลดลงในการใช้จ่ายแต่ละครั้ง แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น

    ตั้งเป้าโต 6%

    อย่างไรก็ตามแม้ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัว และยอดการใช้จ่ายบัตรเครดิตลดลง แต่ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ยังคงตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรในปีนี้ที่ 4.2 แสนล้านบาท หรือเติบโตที่ 6% ซึ่งปัจจุบันเรามีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 18% โดยจะมุ่งเน้นการบริการที่ให้ความสะดวกสบาย กับลูกค้าเป็นหลัก

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/04/08/632153/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36bwKDQJpwsMlkVkgGz3vq

  • “คริส” จี้เลิกบำนาญ สส. ประกาศ 3 สส.พรรคเศรษฐกิจไม่ขอรับสิทธิ

    “คริส” จี้เลิกบำนาญ สส. ประกาศ 3 สส.พรรคเศรษฐกิจไม่ขอรับสิทธิ

    วันนี้ (8 เม.ย.2569) นายคริส โปตระนันทน์ สส.พรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงกรณีการอภิปรายวาระการบริหารเงินกองทุนของผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา หลังจากเสนอให้ตัดเงินบำนาญ สส.

    นายคริส ระบุว่า ก่อนหน้านี้ตนอภิปรายว่ามีสส.บางคน ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ ทั้งที่บางคนเป็น สส.ได้เพียงสมัยเดียว หรือเป็น สส.ได้ 6 เดือน หรือบางคนเป็นเหมือนสามล้อถูกหวยและหลายคนอิงแอบพรรคเข้ามา สุดท้ายได้เงินบำนาญกว่า 24,000 บาทต่อเดือนไปตลอดชีวิต เท่ากับว่าต้องให้ประชาชนมาดูแล จึงควรตัดบำนาญ สส.เพื่อประหยัดงบประมาณประเทศ

    ดังนั้น สส.พรรคเศรษฐกิจ 3 คน ขอประกาศว่า จะไม่ยื่นสิทธิรับเงินบำนาญ จากกองทุนผู้ที่เคยเป็นสมาชิกสภาอย่างแน่นอน ซึ่งพบว่ามีผู้ยื่นขอรับสิทธิกว่า 1,200 คน โดยพรรคเศรษฐกิจจะยื่นขอตรวจสอบรายชื่อจากรัฐสภาว่ามีใครบ้าง

    อ่านข่าว

    “คริส” จ่อเอาผิดจริยธรรม “ปกรณ์วุฒิ” อ้างถูกคุกคามในสภาฯ

    “ประชาชน -กล้าธรรม- ประชาธิปัตย์” ร่วมผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด

    ศาลรัฐธรรมนูญ อนุญาต กกต.ขยายเวลา 15 วัน แจงคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/content/504414&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cMv_ODpfmvDRYbdBqGlQw

  • ทรัมป์พักรบแล้ว!! ทองคำพบรักหรือไม่? – InterGold

    ทรัมป์พักรบแล้ว!! ทองคำพบรักหรือไม่? – InterGold

    สงกรานต์ 2569 ราคาทองคำจะไปต่อถึง 5,000 ดอลลาร์จริงไหม? โอกาสหรือจังหวะขายของนักลงทุน

    .

    ราคาทองคำในช่วงสงกรานต์ปี 2569 มีโอกาสพุ่งต่อถึง 5,000 ดอลลาร์หรือไม่ และนักลงทุนควรวางกลยุทธ์อย่างไรท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว?

    ราคาทองคำมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นจากปัจจัยหนุนหลายด้าน โดยเฉพาะความตึงเครียดโลกที่คลี่คลาย ค่าเงินดอลลาร์ที่เริ่มอ่อนตัว และความเชื่อมั่นตลาดที่กลับมา อย่างไรก็ตามยังต้องระวังแรงขายและความผันผวนระยะสั้น

    ในช่วงเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเริ่มกลับมาเป็นบวกอย่างชัดเจน หลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มคลี่คลายลง การประกาศระงับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ช่วยลดความกังวลของนักลงทุนทั่วโลก ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัว และความเชื่อมั่นในตลาดการเงินกลับมาอีกครั้ง

    ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวม เพราะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและค่าครองชีพ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่มีการเดินทางสูง ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างดัชนีดาวโจนส์ก็ปรับตัวขึ้นแรง สะท้อนแรงซื้อที่กลับเข้ามาจากทั้งปัจจัยพื้นฐานและสัญญาณทางเทคนิค

    ในฝั่งค่าเงิน เงินบาทที่เคยอ่อนค่ามาก่อนหน้านี้เริ่มกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น หากค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อ จะยิ่งเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

    สำหรับแนวโน้มราคาทองคำ ปัจจุบันสามารถยืนเหนือระดับ 4,800 ดอลลาร์ได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ยังติดแนวต้านบริเวณ 4,850 ดอลลาร์ แต่หากโมเมนตัมยังคงเป็นบวก มีโอกาสสูงที่จะขึ้นไปทดสอบระดับ 5,000 ดอลลาร์ในระยะถัดไป โดยมีแนวรับสำคัญที่ 4,700 ดอลลาร์ และแนวต้านระยะยาวบริเวณ 5,200–5,400 ดอลลาร์

    แม้จะมีข่าวเกี่ยวกับการเทขายทองคำจากธนาคารกลางบางประเทศ หรือความพยายามแทรกแซงตลาดจากมหาอำนาจ แต่ในภาพใหญ่ ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ได้รับความเชื่อมั่นสูง โดยเฉพาะในโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี

    ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามต่อจากนี้ ได้แก่ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่อาจเปลี่ยนทิศทางนโยบายโลก บทบาทของ AI ที่เข้ามาเร่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ยังคงกดดันโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

    ราคาทองคำจะไปถึง 5,000 ดอลลาร์ได้จริงไหม? มีโอกาส หากปัจจัยบวกยังต่อเนื่อง เช่น ดอลลาร์อ่อนค่า ความเสี่ยงโลกยังมีอยู่ และแรงซื้อยังคงเข้ามา

    ควรขายหรือถือทองต่อดีในช่วงนี้? ขึ้นอยู่กับต้นทุน หากติดดอยระดับสูง การรีบาวด์ครั้งนี้อาจเป็นจังหวะทยอยลดความเสี่ยง

    เงินบาทมีผลต่อราคาทองไทยอย่างไร? มีผลโดยตรง หากเงินบาทแข็งค่า อาจกดให้ราคาทองไทยขึ้นได้ไม่แรงเท่าทองโลก

    ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอยู่หรือไม่? ยังคงเป็นสินทรัพย์หลักที่นักลงทุนใช้ป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจผันผวน

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD 

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/0SldkZCwIJE 

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold 

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-08-04-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EVZtURWsyqYZBK8ew152o

  • ‘พรรคเศรษฐกิจ’ จี้รัฐลดราคาน้ำมัน 9 บาททันที ชี้หยุดเอาเปรียบจากค่ากลั่นสูงเกินจริง | เดลินิวส์

    ‘พรรคเศรษฐกิจ’ จี้รัฐลดราคาน้ำมัน 9 บาททันที ชี้หยุดเอาเปรียบจากค่ากลั่นสูงเกินจริง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ แถลงข่าวข้อเสนอในการแก้ปัญหาน้ำมันแพง ว่า พรรคเศรษฐกิจ มาตรการแก้ปัญหาน้ำมันแพง คือ 1.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการยกเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิต 7 บาทต่อลิตร และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 2 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลหน้าสถานีบริการลดลงทันที 9 บาท

    2.เปิดเสรีการนำเข้าน้ำมันจากกลุ่มประเทศ BRICS และรัสเซีย เพื่อตัดวงจรการผูกขาดและยุติการเอาเปรียบจากค่าการกลั่นที่พุ่งสูงเกินความเป็นจริง 3.ปรับมุมมองการจัดเก็บรายได้ โดยพรรคย้ำจุดยืนว่า รัฐบาลควรยอมสูญเสียรายได้จากภาษีในส่วนนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยตรง ซึ่งเป็นแนวทางที่ยั่งยืนและตรงจุดกว่าการใช้วิธีอุดหนุนแบบบิดเบือนกลไกตลาดผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    อนึ่ง ในช่วงเช้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ ได้พบปะหารือนายเยฟกินี โทมิคิน เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย แต่นายอนุทินไม่ได้ให้สัมภาษณ์ว่า หารืออะไร ทำให้เกิดการคาดเดาว่า เกี่ยวกับเรื่องพลังงานหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5763638/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x_doV1QeIRFfiFeZkeY3f

  • วิกฤตปุ๋ยเคมี เขย่าเศรษฐกิจฐานราก จับตาราคาอาหารพุ่ง ระบบอาหารไทย

    วิกฤตปุ๋ยเคมี เขย่าเศรษฐกิจฐานราก จับตาราคาอาหารพุ่ง ระบบอาหารไทย

    ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก ปุ๋ยเคมีกำลังเปลี่ยนสถานะจากเพียง ‘ปัจจัยการผลิต’ ไปสู่ ‘ตัวแปรเชิงโครงสร้าง’ ที่กำหนดทิศทางราคาอาหารของประเทศ

    สถานการณ์ความตึงเครียดในเวทีโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ กำลังกลายเป็นแรงกระแทกสำคัญต่อภาคการเกษตรไทย หลังประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากภูมิภาคดังกล่าวมากกว่า 40% ของการนำเข้าทั้งหมด

    รศ. ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการขาดแคลนวัตถุดิบ แต่เป็น ‘โดมิโน’ ที่เชื่อมโยงทั้งพลังงาน การขนส่ง และต้นทุนการผลิตอาหาร ซึ่งจะสะท้อนมายังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในที่สุด

    ช่องแคบฮอร์มุซ: คอขวดสำคัญของปุ๋ยนำเข้าไทยกว่า 40%

    ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากกว่า 40% ของทั้งหมด

    เมื่อเส้นทางนี้เผชิญข้อจำกัด จึงไม่ใช่เพียงปัญหาการขนส่ง แต่คือความเสี่ยงโดยตรงต่อความมั่นคงของภาคการเกษตรไทย

    สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งซ้ำเติมผลกระทบเดิมจากสงครามในยุโรป ที่ทำให้ราคาปุ๋ยผันผวนอยู่แล้วก่อนหน้า

    ราคาปุ๋ยพุ่ง 3 เท่า สัญญาณเตือน ‘อาหารจานละ 120 บาท’

    ราคาปุ๋ยเคมีในประเทศปรับตัวจากกระสอบละ 600 บาท เป็น 2,000 บาท ภายในระยะเวลาไม่นาน

    การเพิ่มขึ้นของต้นทุนนี้กำลังส่งผ่านไปยังราคาสินค้าเกษตรและพลังงาน ได้แก่ พืชผัก ข้าวสาร น้ำมันปาล์ม น้ำมันดีเซล

    ทั้งหมดกำลังนำไปสู่ความเป็นไปได้ที่ “อาหารจานละ 120 บาท” จะกลายเป็นความจริง

    โดยคาดว่า ผลกระทบจะเริ่มชัดในเดือนพฤษภาคม 2569 และรุนแรงเต็มรูปแบบก่อนเดือนกันยายน 2569

    มาตรการรัฐยังไม่ตอบโจทย์ เมื่อ ‘สต็อก’ และ ‘คุณภาพ’ คือคำถามใหญ่

    แม้ภาครัฐจะออกมาตรการช่วยเหลือ เช่น ปุ๋ยคนละครึ่ง ปุ๋ยธงเขียว และบัตรดินดี

    แต่ข้อกังวลสำคัญยังคงอยู่ที่ ปริมาณปุ๋ยเพียงพอหรือไม่ คุณภาพของปุ๋ยยังมีประสิทธิภาพหรือไม่

    เนื่องจากข้อมูลชี้ว่า สต็อกปุ๋ยในประเทศอาจมีใช้ได้เพียงถึงเดือนเมษายน 2569 และปุ๋ยที่เก็บไว้นานมีแนวโน้มเสื่อมคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

    สะท้อนให้เห็นว่า มาตรการระยะสั้นอาจยังไม่สามารถรับมือกับวิกฤตเชิงโครงสร้างได้

    3 มาตรการเร่งด่วน: การทูต การค้า และการสำรอง

    นักวิชาการเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการพร้อมกันใน 3 มิติ ได้แก่

    1.แสดงจุดยืนความเป็นกลางในเวทีโลก

    2.เจรจากับรัสเซียและจีนเพื่อเพิ่มการนำเข้าปุ๋ย

    3.กระจายแหล่งนำเข้าและสร้างระบบสำรอง

    ข้อเสนอเหล่านี้สะท้อนว่า ปุ๋ยกำลังกลายเป็น ‘สินค้าความมั่นคง’ ที่ต้องบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์

    ทางรอดของเกษตรกร: ลดพึ่งพาปุ๋ยเคมี สู่เกษตรเชิงนิเวศ

    ในระดับพื้นที่ การปรับตัวสู่ระบบเกษตรเชิงนิเวศเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญ

    การใช้จุลินทรีย์เพื่อช่วยตรึงและหมุนเวียนธาตุอาหารในดิน เช่น ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินในระยะยาว

    แนวทางนี้ไม่เพียงเป็นทางออกของวิกฤตเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นฐานของการพัฒนาเกษตรอย่างยั่งยืน

    ปรับโครงสร้างระยะกลาง-ยาว สร้าง ‘อธิปไตยปุ๋ย’ ของประเทศ

    ในระยะกลางและระยะยาว ข้อเสนอสำคัญคือการลดการพึ่งพาต่างประเทศ ผ่านการ

    • พัฒนาโรงงานผสมปุ๋ย
    • ปรับสูตรตามสภาพดิน
    • รวมอำนาจซื้อผ่านสหกรณ์
    • ยกระดับบทบาทบริษัท ปุ๋ยแห่งชาติ

    พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน เป้าหมายคือการสร้างระบบปุ๋ยที่ประเทศสามารถควบคุมได้เอง

    วิกฤตนี้สะท้อนจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย

    หากพิจารณาในเชิงลึก วิกฤตปุ๋ยครั้งนี้เผยให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 ด้าน

    1.การพึ่งพาการนำเข้าสูง ทำให้เปราะบางต่อความเสี่ยงโลก

    2.ความเชื่อมโยงระหว่างพลังงานและอาหาร ทำให้ต้นทุนผันผวนพร้อมกัน

    3.นโยบายที่ยังไม่แยกตามประเภทปุ๋ย ส่งผลให้มาตรการขาดความแม่นยำ

    สิ่งเหล่านี้ทำให้วิกฤตมีแนวโน้มลุกลามจากภาคเกษตรไปสู่ทั้งระบบเศรษฐกิจ

    ทางแยกระบบอาหารไทย อยู่ที่การตัดสินใจเชิงนโยบายวันนี้

    คำเตือนจากนักวิชาการสะท้อนชัดว่า วิกฤตปุ๋ยไม่ใช่เพียงปัญหาระยะสั้น แต่คือจุดเปลี่ยนของระบบอาหารไทย หากไม่มีการปรับตัว ประเทศอาจเผชิญทั้ง ภาวะอาหารแพง การขาดแคลนวัตถุดิบ และความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหาร

    ในทางกลับกัน หากใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตและลดการพึ่งพาภายนอก วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของระบบอาหารที่เข้มแข็งและยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/fertilizer-crisis-food-prices-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LBw1Btu4WDkq9ZDPZhomY

  • “คริส” จี้เลิกบำนาญ สส. ประกาศ 3 สส.พรรคเศรษฐกิจไม่ขอรับสิทธิ

    “คริส” จี้เลิกบำนาญ สส. ประกาศ 3 สส.พรรคเศรษฐกิจไม่ขอรับสิทธิ

    วันนี้ (8 เม.ย.2569) นายคริส โปตระนันทน์ สส.พรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงกรณีการอภิปรายวาระการบริหารเงินกองทุนของผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา หลังจากเสนอให้ตัดเงินบำนาญ สส.

    นายคริส ระบุว่า ก่อนหน้านี้ตนอภิปรายว่ามีสส.บางคน ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ ทั้งที่บางคนเป็น สส.ได้เพียงสมัยเดียว หรือเป็น สส.ได้ 6 เดือน หรือบางคนเป็นเหมือนสามล้อถูกหวยและหลายคนอิงแอบพรรคเข้ามา สุดท้ายได้เงินบำนาญกว่า 24,000 บาทต่อเดือนไปตลอดชีวิต เท่ากับว่าต้องให้ประชาชนมาดูแล จึงควรตัดบำนาญ สส.เพื่อประหยัดงบประมาณประเทศ

    ดังนั้น สส.พรรคเศรษฐกิจ 3 คน ขอประกาศว่า จะไม่ยื่นสิทธิรับเงินบำนาญ จากกองทุนผู้ที่เคยเป็นสมาชิกสภาอย่างแน่นอน ซึ่งพบว่ามีผู้ยื่นขอรับสิทธิกว่า 1,200 คน โดยพรรคเศรษฐกิจจะยื่นขอตรวจสอบรายชื่อจากรัฐสภาว่ามีใครบ้าง

    อ่านข่าว

    “คริส” จ่อเอาผิดจริยธรรม “ปกรณ์วุฒิ” อ้างถูกคุกคามในสภาฯ

    “ประชาชน -กล้าธรรม- ประชาธิปัตย์” ร่วมผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด

    ศาลรัฐธรรมนูญ อนุญาต กกต.ขยายเวลา 15 วัน แจงคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504414&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31Mj1S1BvuTiWdst6eqLUc

  • PM2.5 หลายปัจจัย เขย่าเศรษฐกิจไทย

    PM2.5 หลายปัจจัย เขย่าเศรษฐกิจไทย

    วิกฤต PM2.5 บททดสอบเศรษฐกิจไทย
    จากหมอกควันสู่โจทย์ใหญ่ “แข่งขันได้อย่างยั่งยืน”

    ท่ามกลางทัศนียภาพสีเทาที่ปกคลุมประเทศไทยซ้ำซากในทุกต้นปี ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้ก้าวข้ามจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ไปสู่ “โจทย์เชิงโครงสร้าง” ที่กระทบทั้งสุขภาพประชาชน ภาคธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ในมิติทางเศรษฐกิจ PM2.5 ไม่เพียงเพิ่มต้นทุนด้านสาธารณสุข แต่ยังสะท้อนความเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ประเทศในสายตานักลงทุนและคู่ค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่มาตรฐานสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก

    อย่างไรก็ตาม คำถามที่สังคมพยายามหาคำตอบมาโดยตลอด “ใครคือจำเลยตัวจริง” อาจไม่ใช่คำถามที่นำไปสู่ทางออกที่แท้จริง

    ‘Toxic Cocktail’ โครงสร้างมลพิษที่ซับซ้อน

    ข้อเท็จจริงเชิงวิชาการชี้ตรงกันว่า PM2.5 ในประเทศไทยมีลักษณะเป็น ‘Toxic Cocktail’ หรือส่วนผสมของมลพิษจากหลายแหล่งกำเนิดที่ทับซ้อนกัน

    ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
    • มลพิษพื้นฐานในเมือง จากยานยนต์และภาคอุตสาหกรรม
    • เงื่อนไขทางอุตุนิยมวิทยา ที่กักเก็บมลพิษในชั้นบรรยากาศ
    • การเผาในที่โล่งและควันข้ามแดน ซึ่งมีความผันผวนสูงตามฤดูกาล

    โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมของทุกปี จุดความร้อน (Hotspot) จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการเผาในภาคเกษตร การจัดการพื้นที่ และไฟป่า ซึ่งกลายเป็นตัวเร่งสำคัญของวิกฤตฝุ่นควัน

    ข้อเท็จจริงของ ‘ข้าวโพด’ กับช่วงเวลาฝุ่นสูง

    ในกระแสสังคม ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’ มักถูกตั้งคำถามว่าเป็นหนึ่งในต้นตอสำคัญของ PM2.5

    แต่ข้อมูลเชิงวิชาการกลับสะท้อนภาพที่แตกต่าง โดยระบุว่า การเตรียมพื้นที่ปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูงส่วนใหญ่จะเกิดขึ้น “หลังเทศกาลสงกรานต์” เพื่อรอฤดูฝน ส่งผลให้ช่วงเวลาฝุ่นพุ่งสูงในไตรมาสแรกของปี มีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมประเภทอื่นมากกว่า เช่น การเผาตอซังข้าว ไร่อ้อย และไฟป่า

    ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่า การวิเคราะห์ปัญหาจำเป็นต้องตั้งอยู่บน “ข้อเท็จจริงเชิงเวลา” ไม่ใช่เพียงการรับรู้ในภาพรวม

    ‘กลไกตลาดโลก’ แรงกดดันใหม่ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต

    ในอีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กำลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป และข้อกำหนดของห่วงโซ่อุปทานโลก

    ผู้ประกอบการไทยจึงต้องลงทุนในระบบ ‘ตรวจสอบย้อนกลับ’ (Traceability) เพื่อติดตามแหล่งที่มาของวัตถุดิบอย่างละเอียด ตั้งแต่แปลงปลูกไปจนถึงกระบวนการผลิต

    หากตรวจพบความเชื่อมโยงกับการเผาหรือการทำลายป่า มาตรการ ‘หยุดรับซื้อ’ จะถูกนำมาใช้ทันที ซึ่งสะท้อนบทบาทของ ‘วินัยทางการค้า’ ที่เข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ

    กลไกนี้ไม่เพียงลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังกลายเป็น ‘เงื่อนไขจำเป็น’ สำหรับการเข้าถึงตลาดระดับบน

    ทางออกเชิงระบบ: จากการควบคุมสู่การสนับสนุน

    ท่ามกลางความพยายามผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การออกแบบนโยบายให้สามารถสร้างสมดุลระหว่าง ‘การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม’ และ “การดำรงชีพของภาคเศรษฐกิจ”

    แนวทางที่ถูกเสนอคือ
    • การลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานกำกับดูแล
    • การใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลัก
    • การสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลกลาง (Single Platform) ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากดาวเทียม โรงงาน และสถานีตรวจวัด

    รวมถึงการขยายระบบตรวจสอบย้อนกลับไปยังพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงทางเลือกใหม่ในการจัดการเศษวัสดุโดยไม่ต้องพึ่งพาการเผา

    สมดุลใหม่ของเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

    วิกฤต PM2.5 กำลังสะท้อนความจริงสำคัญว่า การแก้ปัญหาด้วยการ ‘หาจำเลย’ หรือการใช้มาตรการบังคับเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอสำหรับปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยทางออกที่ยั่งยืนจำเป็นต้องตั้งอยู่บน ข้อมูลที่ถูกต้อง, ความเข้าใจที่รอบด้าน และการทำงานร่วมกันของรัฐ เอกชน และภาคเกษตร

    และเมื่อกลไกตลาดเริ่มทำหน้าที่คัดกรองผลผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และนโยบายภาครัฐสามารถสนับสนุนการปรับตัวได้อย่างเหมาะสม ประเทศไทยย่อมมีโอกาสก้าวข้ามวิกฤตหมอกควัน สู่โมเดลเศรษฐกิจที่ “เติบโตควบคู่ความยั่งยืน” โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังในสมดุลใหม่ของอากาศสะอาดและการพัฒนาในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/pm25-economy-balance&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zVqwbpDcIiav-ldBtaKYi

  • “คริส โปตระนันทน์” ลั่น 3 สส.พรรคเศรษฐกิจ ประกาศสละสิทธิเงินบำนาญ สส.

    “คริส โปตระนันทน์” ลั่น 3 สส.พรรคเศรษฐกิจ ประกาศสละสิทธิเงินบำนาญ สส.

    “คริส โปตระนันทน์” ลั่น 3 สส.พรรคเศรษฐกิจ สละสิทธิเงินบำนาญ สส. พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันลิตรละ 7 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน

    เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 เมษายน 2569 นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ เรียกร้องให้รัฐบาลยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันลิตรละ 7 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน พร้อมกล่าวถึงประเด็น “สส.สามล้อถูกหวย” การยกเลิกเงินบำนาญ และกรณีที่ประเทศไทยบริโภคน้ำตาลในราคาสูงกว่าตลาดโลก ทั้งที่เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออก

    นายคริส ระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้พาตัวแทนกลุ่มบริกส์ (BRICS) หารือแนวทางนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปในราคาตลาดโลกเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งหากดำเนินการได้สำเร็จ จะทำให้ราคาน้ำมันลดลง 7-10 บาทต่อลิตร โดยในวันนี้มีความเคลื่อนไหวจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้เข้าพบเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทยในช่วงเช้า และคาดหวังว่าจะเกิดพัฒนาการที่ดีในการนำเข้าน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย

    ขณะเดียวกัน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เตรียมประกาศใช้พระราชกำหนดเพื่อควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะช่วยลดค่าการกลั่นได้ลิตรละ 2 บาท

    ในส่วนของภาษีสรรพสามิต พรรคเศรษฐกิจมีจุดยืนให้ “ยกเลิกภาษีสรรพสามิตชั่วคราว” ดีกว่าการอุดหนุนแบบเฉพาะจุด โดยเสนอให้รัฐบาลยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันลิตรละ 7 บาทโดยเร็วที่สุด หากดำเนินการได้ ราคาน้ำมันดีเซลจะลดลงจากลิตรละประมาณ 50 บาท เหลือ 40 บาท

    นายคริส ยกตัวอย่างว่า ในปี 2566 รัฐบาลจัดเก็บภาษีสรรพสามิตได้เพียง 120,000 ล้านบาท เนื่องจากมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้ว จึงเห็นว่า หากปีนี้ราคาน้ำมันพุ่งสูง รัฐบาลสามารถยอมสูญเสียรายได้ส่วนนี้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทั่วถึง และยังสามารถพิจารณายกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

    สำหรับประเด็นร้อน “สส.สามล้อถูกหวย” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก นายคริส ระบุว่า สส. บางคนดำรงตำแหน่งเพียงสมัยเดียว หรือเพียง 6 เดือน แต่ท้ายที่สุดจะได้รับเงินบำนาญกว่า 24,000 บาทต่อเดือนตลอดชีวิต ซึ่งเห็นว่าควรยกเลิก เพื่อประหยัดงบประมาณปีละประมาณ 400 ล้านบาท

    ทั้งนี้ นายคริส ยืนยันว่า สส. ทั้ง 3 คนของพรรคเศรษฐกิจ จะไม่ยื่นขอรับสิทธิจากกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาอย่างแน่นอน พร้อมตั้งคำถามว่า สส. ที่ไม่ได้ลำบาก แต่ยังขอรับเงินจากภาษีประชาชนจนตลอดชีวิต เป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ และพรรคจะยื่นตรวจสอบต่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า มีผู้ใดขอรับเงินดังกล่าวบ้าง

    ในประเด็นสุดท้าย นายคริส กล่าวถึงปัญหาภาคเกษตร โดยระบุว่า เกษตรกรชาวไร่อ้อยได้ยื่นหนังสือต่อพรรค เนื่องจากประเทศไทยบริโภคน้ำตาลในราคาสูงกว่าตลาดโลก ทั้งที่เป็นผู้ส่งออกอันดับ 3 ของโลก

    ปัจจุบันโครงสร้างรายได้แบ่ง 70% ให้ชาวไร่อ้อย และ 30% ให้โรงงานน้ำตาล อย่างไรก็ตาม โมลาสซึ่งนำไปผลิตเอทานอลเพื่อผสมเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ เช่น E20 และ E85 กลับทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดการผสมเชื้อเพลิงจึงยิ่งทำให้ราคาสูงขึ้น และมีการตั้งข้อสงสัยว่า อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ภาคเอกชนหรือไม่

    เกษตรกรยังระบุว่า กำไรส่วนเกินไม่เคยตกถึงชาวไร่อ้อยอย่างแท้จริง จึงเรียกร้องให้นำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภา เพื่อหาคำตอบว่า ราคาที่สูงของเอทานอลนั้น สุดท้ายแล้วเป็นการช่วยเหลือใคร ระหว่างโรงงานน้ำตาล เกษตรกร หรือประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2925473&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WuEK6ruAk2SviX4Bu4fX3

  • “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัด จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวปราจีนบุรีในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค”

    “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัด จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวปราจีนบุรีในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค”

    “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัด จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวปราจีนบุรีในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค”

    “พาณิชย์” จัดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” นำสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% และยังมีสินค้าไฮไลท์ ทั้งไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันปาล์ม ข้าวหอมมะลิ มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้า และเชื่อมโยงจากเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำจากภาวะสินค้าล้นตลาด และสินค้าขาดแคลน มาจำหน่ายในงาน

    นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการสนับสนุนนโยบายในการให้ความสำคัญกับการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาสเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศและช่วยเหลือลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อเศรษฐกิจที่ผันผวนด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก และมีผลกระทบโดยตรงกับประเทศไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนหลักในการผลิต ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาคเกษตร อุตสาหกรรมการผลิต และการขนส่ง ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น ไข่ไก่ ข้าวสาร เนื้อสัตว์ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น จึงได้กำหนดแนวทางการทำงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในดูแลค่าครองชีพประชาชน โดยจัดงานจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ระหว่างวันที่ 8 – 10 เมษายน 2569 ณ ลานกิจกรรมนิคมอุตสาหกรรม 304 (ลานกิจกรรม 1 ตลาด 304 พลาซ่า) อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต/กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน เป็นต้น

    ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ สินค้าผักและผลไม้ที่เชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ในราคาพิเศษทุกวัน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 90 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 42 บาท ข้าวหอมมะลิ (5 กก.) ถุงละ 100 บาท นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร มะพร้าว ลูกละ 15 บาท มันเทศ กิโลกรัมละ 10 บาท และมะนาวแป้น ลูกละ 3 บาท (7 ลูก 100 บาท) มาภายในงานได้อีกด้วย

    “ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวปราจีนบุรี มาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพและราคาประหยัดที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เลือกสรรมาให้ท่าน ทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพครบถ้วน ของกินของใช้ สินค้าชุมชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมาย” นายจิรวุฒิ กล่าว

    กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและจะเดินหน้าจัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอีก 10 ครั้ง ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ห้าง เกษตรกร SMEs วิสาหกิจชุมชน ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอย ผู้ประกอบการมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้า เพื่อกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1010839&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Q0G7lxQbNSirso1dpcQHd