Category: เศรษฐกิจ

  • “ศุภจี” เตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า เสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาล สู้เวทีโลก

    “ศุภจี” เตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า เสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาล สู้เวทีโลก

    โฆษกรัฐบาล เผย รองนายกฯ “ศุภจี” ดึงคนเก่งเตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า เสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาล แข่งขันในเวทีโลก

    วันที่ 9 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงอดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และอดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะที่ปรึกษาและคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives – TTR)

    รองนายกรัฐมนตรีเน้นการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน เพื่อให้การกำหนดนโยบายมีความรอบด้าน ตอบโจทย์ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการหารือครั้งนี้เป็นการระดมความคิดเห็นครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจมหภาค การค้าระหว่างประเทศ กฎหมาย และการพัฒนาธุรกิจ เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน และเตรียมรับมือความผันผวนในอนาคต

    พร้อมกันนี้ ยังได้วางแนวนโยบายเชิงรุกระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลก

    ทั้งนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ได้แก่ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ดร.ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta นายณัฐ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดร.ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายอนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรและเกษตรแปรรูป

    รวมถึงนางนงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี นายชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และนายวีระพงษ์ ประภา อดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งได้รับการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives – TTR)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2925633&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r8Zh-_hg6lJyoA4Mf2bv6

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประจำเดือนมีนาคม 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประจำเดือนมีนาคม 2569

    โดย

    kanthima

    ลงเมื่อ

    08 เมษายน 2569 13:25

    สคต. ณ กรุงมะนิลา (ฟิลิปปินส์) (TTC, Manila (Philippines))

    11

    รายงานเศรษฐกิจ มีนาคม 2569 RV.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/jzf1aqrawqoko9yaxsptnetx&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35nEOSTzulmkiytg-JC502

  • ‘ศุภจี’ เปิดชื่อกูรูเศรษฐกิจที่เตรียมทาบนั่งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า!

    ‘ศุภจี’ เปิดชื่อกูรูเศรษฐกิจที่เตรียมทาบนั่งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า!

    ‘ศุภจี’ เตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า เสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาลสู้เวทีโลก

    09 เม.ย.2569 – นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงอดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลีและอดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะที่ปรึกษาและคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives – TTR)

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า รองนายกรัฐมนตรีเน้นการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน เพื่อให้การกำหนดนโยบายมีความรอบด้าน ตอบโจทย์ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการหารือครั้งนี้เป็นการระดมความคิดเห็นครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจมหภาค การค้าระหว่างประเทศ กฎหมาย และการพัฒนาธุรกิจ เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน และเตรียมรับมือความผันผวนในอนาคต พร้อมกันนี้ยังได้วางแนวนโยบายเชิงรุกระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลก

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ทั้งนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ได้แก่ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ดร. ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta นายณัฐ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดร.ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย, ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายอนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป

    รวมถึงนางนงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี นายชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และนายวีระพงษ์ ประภา อดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งได้รับการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives, TTR)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/977541/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39XEp–yTkSfokI9eWJ59P

  • ‘สรรพสามิตภาคที่ 3’ แจ้งเอาผิด ‘ปั๊มโคราช’ ขายน้ำมันหนีภาษี โดนปรับหนักกว่า 2.5 ล้านบาท | เดลินิวส์

    ‘สรรพสามิตภาคที่ 3’ แจ้งเอาผิด ‘ปั๊มโคราช’ ขายน้ำมันหนีภาษี โดนปรับหนักกว่า 2.5 ล้านบาท | เดลินิวส์

    จากกรณี เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 69 นายณธัชพงศ์ เผ่าผาง ผอ.สนง.สรรพสามิตภาคที่ 3 สั่งการให้ นายไชยรัตน์ ชื่นใจฉ่ำ ผอ.ส่วนตรวจสอบ ป้องกันและปราบปรามสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3 (หัวหน้าชุดเฉพาะกิจในการกำกับดูแลและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงของสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3) บูรณาการร่วมกับ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา และ สาขาสีคิ้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 3 สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันต้องสงสัยในเขตพื้นที่อำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา

    ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีสถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ กม.47-48 ขาเข้านครราชสีมา ต.กลางดง อ.ปากช่อง มีน้ำมันดีเซลปริมาณ 24,000 ลิตร ที่ไม่สามารถระบุที่มาของน้ำมันชนิดนี้ได้ จึงได้เก็บตัวอย่างน้ำมันส่งให้กลุ่มวิเคราะห์สินค้าและของกลาง กรมสรรพสามิต เพื่อดำเนินการตรวจพิสูจน์ตามขั้นตอน โดย กลุ่มวิเคราะห์สินค้าและของกลาง ตรวจสอบยืนยันว่าเป็นน้ำมันดีเซลตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เป็นน้ำมันที่ไม่ได้เสียภาษี ไม่มีเอกสารยืนยันการได้มาของน้ำมันและการเสียภาษีสรรพสามิต

    เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 8 เม.ย. นายไชยรัตน์ ชื่นใจฉ่ำ ผอ.ส่วนตรวจสอบ ป้องกันและปราบปรามสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3 (หัวหน้าชุดเฉพาะกิจในการกำกับดูแลและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงของสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3) บูรณาการร่วมกับสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 3 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาผู้กระทำความผิดคดี มีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษี พร้อมกับดำเนินการเปรียบเทียบปรับ โดยค่าปรับรวมกับค่าภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,507,080 บาท

    ภายหลัง นายไชยรัตน์ เปิดเผยว่า การดำเนินคดีดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงการคลัง กรมสรรพสามิต และนายณธัชพงศ์ เผ่าผาง ผอ.สนง.สรรพสามิตภาคที่ 3 ที่เน้นย้ำให้เร่งรัดการปราบปรามการลักลอบหลีกเลี่ยงภาษีในทุกมิติเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย และเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องเพื่อปราบปรามการทำผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ป้องกันการสูญเสียรายได้ของรัฐและเสริมความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้ประกอบการในระบบเศรษฐกิจต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5762203/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rziZGcGmdqkdZUGmP0tbE

  • ตามไปดู 2 ชุมชมปลายด้ามขวาน แหล่งเรียนรู้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    ตามไปดู 2 ชุมชมปลายด้ามขวาน แหล่งเรียนรู้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาและปัจจัยเสี่ยงจากผลกระทบของภัยสงคราม การน้อมนำหลักการทรงงานและหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้เข้มแข็ง ยั่งยืน บนพื้นฐานของแนวทางที่สร้างความสมดุล เพียงพอ และมีภูมิป้องกันตนเอง ช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤต เป็นทางรอดให้เกษตรกร ครัวเรือนยากจน และชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงยังได้รับยกย่องจากสหประชาชาติว่าเป็นแนวทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกและ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเอเชียอีกด้วย

    เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นในการนำ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปปรับใช้จริง สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ มีพันธกิจสำคัญส่งเสริมองค์ความรู้และการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นขั้นตอน “อยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน” โดยการพัฒนานี้ ครอบคลุมทั้งในด้านน้ำ ดิน อาชีพ รายได้ ความเข้มแข็งชุมชน และสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ 22 จังหวัดทั่วไทย

    และในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาล วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่จะมาถึงในปี 2570 มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ จึงได้คัดเลือกตัวอย่างชุมชนเข้มแข็งที่น้อมนำแนวพระราชดำริ ครอบคลุมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืนไปปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถพัฒนาสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จำนวน 10 หมู่บ้านใน 10 พื้นที่ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9

    ทั้งนี้ เรามีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือน 2 ใน 10 หมู่บ้าน ที่ตั้งอยู่ใน “ปลายด้ามขวาน” หรือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย นั่นคือ บ้านจำปูน ตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา และ บ้านโคกยามู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส โดยทั้ง 2 หมู่บ้านนี้ มีแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และหลักเกณฑ์การคัดเลือกที่พิจารณาจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่สามารถแก้ปัญหาที่ทำกิน ปรับปรุงแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค พัฒนาคุณภาพดิน ทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ครัวเรือน ชุมชนมีความพร้อมที่จะพัฒนาไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ สามารถขยายการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถอยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน

    คุณกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ

    คุณกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้กล่าวถึงการลงพื้นที่ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในพื้นที่ 2 หมู่บ้านต้นแบบ ณ ปลายด้ามขวานของไทยว่า

    “ความสำคัญของทั้งสองพื้นที่ เนื่องจากเป็นชุมชนสังคมพหุวัฒนธรรม ที่เมื่อน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี สามารถเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่นเข้ามาเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสถาบันปิดทองหลังพระฯ พร้อมที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ควบคู่ไปกับการบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา”

    “โดยการขับเคลื่อนในครั้งนี้ ได้ใช้พื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ทั้ง 10 แห่ง ที่น้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ และขยายผลนำไปใช้แนวทางการพัฒนาชุมชนในพื้นที่อื่นๆ สนองพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ราษฎรและนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน”

    “เพราะหมู่บ้านเหล่านี้คือบทพิสูจน์ว่า เมื่อประชาชนน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ ร่วมกับความร่วมมือจากภาครัฐและภาคีเครือข่าย ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง โดยมีเป้าหมายคือ การขับเคลื่อนและขยายผลการพัฒนาที่ยั่งยืนชุมชนพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริไปสู่ทั่วประเทศ ด้วยความรู้ การพัฒนาศักยภาพชุมชน การสร้างกลไกการทำงานร่วมกันในระดับจังหวัดและระดับพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนสามารถออกแบบและจัดการปัญหาของตนเองอย่างเหมาะสม และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเพื่อฝ่าทุกวิกฤตไปด้วยกัน”

    “บ้านโคกยามู” ต้นแบบชุมชนแก้ปัญหาด้วย “ศาสตร์พระราชา” เพิ่มที่ทำกิน ทำเกษตรปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน

    “ดินที่ไหนไม่ดีนั้น ไม่ค่อยเป็นห่วง เพราะดินนั้นพัฒนาขึ้นมาได้โดยไม่ยากนัก ดินจะเค็ม จะเปรี้ยว จะจืด อะไรก็ตาม สามารถที่จะทำให้ดีขึ้นได้ภายในไม่กี่ปี โดยใช้เทคนิคแบบโบราณๆ ไม่ใช่สมัยใหม่ แบบโบราณๆ คือ ใช้ปุ๋ยหมักหรือใช้ตะกอนที่ลงมาตามลำห้วย โดยที่ได้ทำเป็นอ่างเก็บน้ำมาพัฒนาดินและรักษาดินไม่ให้ไหลลงไป ไม่เกิดการสึกหรอหรือ erosion ไป อันนี้เป็นวิธีที่ง่าย… เพราะความจริงการพัฒนาที่ดินนั้น คำนี้หมายความว่าทำให้ดินดีขึ้น ไม่ใช่ว่าดินเดี๋ยวนี้เป็นอะไร แต่ว่าพัฒนาให้ดีขึ้น ซึ่งทำได้แน่นอน…”

    (พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่ผู้เข้าร่วมสัมมนาเรื่องการประยุกต์เทคโนโลยีการถ่ายภาพทางอากาศและดาวเทียมในลุ่มน้ำทางเหนือของไทย ณ โรงแรมรินคำ จังหวัดเชียงใหม่ วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ.2523)

    จากพระราชดำรัสของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงพระราชทานไว้เพื่อให้ประชาชนชาวไทยนำไปปรับใช้แก้ปัญหาดินเพื่อทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้น้อมนำมาปรับใช้จริงและเห้นผลอย่างชัดเจนแล้วในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ปลายด้ามขวานไทย อย่าง บ้านโคกยามู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส

    วันอัซวันย์ วาโต๊ะมะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 บ้านจำปูน ตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา

    โดย กูเซ็ง ลอเช็ง ผู้ใหญ่บ้าน บ้านโคกยามู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาที่บ้านโคกยามูต้องเผชิญ และคุณภาพชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังจากได้น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” มาปรับใช้ว่า

    “ก่อนปี 2559 บ้านโคกยามู เกิดน้ำท่วม น้ำแล้ง มาต่อเนื่องหลายปี สภาพดินเป็นดินเปรี้ยว ปนเปื้อนสารเคมี ไม่สามารถทำการเกษตรที่เหมาะสม พึ่งพารายได้ทางเดียวจากการปลูกปาล์มน้ำมัน แม้มีการขยายไปปลูกมะม่วงหิมพานต์ก็ขาดตลาดรองรับ ขาดที่ดินทำกิน แรงงานในชุมชนก็ต้องจากบ้านออกไปรับจ้างนอกพื้นที่”

    “ทั้งผู้นำชุมชน ประชาชนในพื้นที่ ต่างอยากแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง จึงได้น้อมนำแนวทางที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระราชทานไว้ในเรื่องการปรับปรุงดินโดยเฉพาะดินเปรี้ยวไว้ รวมถึงการลดปัญหาสารเคมีปนเปื้อน โดยเราได้ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ มาเป้ฯที่ปรึกษาและร่วมกับชาวชุมชนเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตนี้อย่างเป็นระบบ”

    “เริ่มจากแก้ปัญหาสภาพดินเปรี้ยว ลดสารเคมีในดิน ปรับปรุงน้ำที่มีสารเคมีปนเปื้อน จัดสรรที่ดินทำกินให้กับครัวเรือนในพื้นที่ป่าสงวน โคกไม้เรือสนับสนุนให้เกิดการทำเกษตรปลอดภัย ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเรื่องการสานกระจูดสร้างรายได้ให้กับสตรีและคนชรา”

    “โดยการพัฒนานี้เป็นการ “ระเบิดจากข้างใน” เพราะเกิดจากความต้องการของคนในชุมชนเป็นตัวกำหนด หน่วยงานที่ร่วมกับปิดทองหลังพระฯ เข้าไปร่วมกระตุ้น และส่งเสริมการทำงานในทุกมิติ ผลที่ได้นอกจากสร้างอาชีพของครัวเรือนแล้ว ยังเกิดความรักสามัคคีในชุมชน และผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ช่วยให้ชาวบ้านสามารถเข้าใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนโคกไม้เรือ จำนวน 66.1 ไร่ ในลักษณะแปลงรวมที่ถูกกฎหมาย มีอาชีพการเกษตรตามแนวเกษตรปลอดภัย อาทิ แตงโม เกษตรผสมผสาน พืชผักสวนครัว”

    อย่างไรก็ดี ในมิติอาชีพการเกษตร คุณภาพดินเพื่อการเกษตรดีขึ้นจากค่าดิน pH 3 ที่มีความเป็นกรดสูง เปลี่ยนเป็น pH 5.5 ที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกแตงโมตามแนวเกษตรปลอดภัยสามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง จาก 1,638 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2563 เป็น 2,967 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2568 ได้รับรองมาตรฐาน GAP สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสะสมเกือบ 10 ล้านบาท ช่วงปี 2560-2567

    นอกจากนั้น งานหัตถกรรมด้านการสานกระจูดเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ระหว่างปี 2562-2566 สามารถทำรายได้สะสมกว่า 1.1 ล้าน โดยเป็นรายได้ของกลุ่มสตรีและคนชราที่เดิมไม่ส่วนใหญ่ไม่มีอาชีพประจำ มีการจัดตั้ง กลุ่มกับกองทุนเพื่ออาชีพ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนจักสานกระจูด กองทุนหมุนเวียนปัจจัยการผลิต (เพื่อเกษตรปลอดภัย) และโรงเรียนเกษตรกร

    ส่วนในมิติสังคม คนรุ่นใหม่ในชุมชน ได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรีเพิ่มขึ้น จาก 34 คนในปี 2560 เป็น 91 คนในปี 2567 คนในชุมชนมีอัตราการป่วยลดลงจากร้อยละ 13.82 เหลือร้อยละ 9.64 จากการลดสารเคมีที่ใช้ทำการเกษตร มีการออกไปทำงานนอกชุมชนลดลง

    ในวันนี้ การพัฒนาบ้านโคกยามู ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขวิกฤตการว่างงาน การยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร สร้างโอกาสให้แรงงานกลับคืนถิ่นได้มีอาชีพที่มั่นคง สร้างพืชเศรษฐกิจใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เป็นที่ต้องการของตลาด อาทิ พืชสมุนไพร เห็ดนางฟ้า ข้าวโพดอาหารสัตว์ ฯลฯ สนับสนุนความรู้ในใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรแบบง่ายเพื่อช่วยเรื่องปรับปรุงบำรุงดิน ส่งเสริมองค์ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เพื่อเป็น “แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ” หรือ Social Lab จากการแก้ปัญหาของชุมชนเอง ให้กับชุมชนอื่นได้

    “บ้านจำปูน” แหล่งเรียนรู้การเพิ่มผลผลิตด้วยการบริหารจัดการน้ำที่ถูกวิธี สร้างคนรุ่นใหม่ ลาขาดจากความยากจน

    มาถึงอีกหนึ่งชุมชนต้นแบบ100 ปีชาตกาล วันพระบรมราชสมภพ “บ้านจำปูน ตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา” หมู่บ้านต้นแบบของการเพิ่มผลผลิตด้วยการบริหารจัดการน้ำที่ถูกวิธี และหมู่บ้านนี้ยังให้ความสำคัญกับการ “สร้างคน” เพื่อบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ “คนรุ่นใหม่” เป็นพลังในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

    วันอัซวันย์ วาโต๊ะมะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 บ้านจำปูน ตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ได้บอกเล่าให้ฟังถึงการพลิกทุกปัญหาเป็นโอกาสในการพัฒนาชุมชนบ้านเกิดที่เขารักว่า

    “ด้วยความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ ทำให้บ้านจำปูนเกิดปัญหาทางสังคมและความขัดแย้งในชุมชนอย่างแรง รายได้หลักที่เกิดจากพืชเชิงเดี่ยว ได้แก่ ยางพาราที่ราคาในท้องตลาด ไม่แน่นอน ขณะที่ผลผลิตข้าวพันธ์พื้นเมือง เช่น จันต๊ะ กับกูนิง เพื่อบริโภคในครัวเรือนมีเพียง 220 กิโลกรัมต่อไร่ อาศัยน้ำจากน้ำฝนเพียงอย่างเดียว น้ำเพื่อการบริโภคก็ขาดแคลน โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้ง ตามมาด้วยแรงงานออกนอกพื้นที่เพื่อไปหางานทำในจังหวัดอื่น และประเทศมาเลเซีย”

    “ความขัดแย้งในชุมชนเกิดจากเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวปล่อยให้วัวออกหากินตามธรรมชาติ เข้าไปทำลายผลิตของเพื่อนบ้าน การเลี้ยงวัวที่ขาดความรู้ ทำให้เกิดวัวบาดเจ็บล้มตายจากคนที่ไม่พอใจคนเลี้ยงที่ไม่ควบคุมวัวกับโรคในวัวจำนวนมาก สุขภาพคนในชุมชนจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม ร้อยละ 38.66 เจ็บป่วยด้วยโรค อาทิ เบาหวาน ความดัน และภาวะทุพโภชนาการในเด็กวัย 0-5 ปี และปัญหาสิ่งแวดล้อมก็ไม่ถูกสุขอนามัยของชุมชน จากการกำจัดขยะมูลฝอยไม่ถูกวิธี”

    “เมื่อทุกภาคส่วนในชุมชนมาพูดคุยกันและเห็นถึงปัญหาเหล่านี้ เราจึงอยากหาทางออกร่วมกัน และเราต่างรำลึกถึงแนวพระราชดำริในการพัฒนาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้ ประกอบกับมี สถาบันปิดทองหลังพระฯ เข้ามาช่วยให้คำแนะนำแนวทางการแห้ปัญหาที่เหมาะสม ชุมชนจึงเริ่มด้วยการสร้างคน และ ปลุกคน คัดเลือกเยาวชน 6 คนไปศึกษาเรียนรู้แนวพระราชดำริ ในพื้นที่ต้นแบบ ดอยตุง และภูพาน เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในการพัฒนาอย่างเป็นระบบ”

    “จากนั้น ได้วางแนวทางการพัฒนาพื้นที่จากปัญหาสำคัญที่สุดคือเรื่องน้ำ ที่ทำแบบ Quick Win ขุดเจาะน้ำบาดาล สร้างหอถังสูง วางระบบกระจายน้ำ เข้าพื้นที่เกษตรแปลงรวม 22.5 ไร่ เสร็จภายใน 15 วัน วางโครงสร้างหลักของน้ำ กรมชลประทานสร้างสถานีสูบน้ำเข้าพื้นที่นาข้าว 257.5 ไร่ พัฒนาที่ดินขุดสระเก็บน้ำ 26,000 ลูกบาศก์เมตร ติดตั้งระบบสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์ ขยายแนวท่อส่งน้ำบาดาล ปรับปรุงระบบน้ำประปาหมู่บ้าน ฯลฯ”

    “ส่วนปัญหาความขัดแย้งจากการเลี้ยงวัวที่ไม่เป็นระบบ มีการใช้มาตรการทางสังคม และการประชาคมเพื่อออกกฎระเบียบ จัดการเลี้ยงวัวแบบขังคอก ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าโคขุน พร้อมกับการพัฒนาแปลงหญ้าอาหารสัตว์ 24 ไร่ เพื่อรองรับการเลี้ยงสัตว์ และส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน ปลูกผักปลอดภัย พัฒนาการปลูกข้าวพันธ์พื้นเมือง เปลี่ยนพืชในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากมีปลูกอ้อยคั้นน้ำสร้างรายได้สูงกว่าการปลูกข้าวเฉลี่ย 75,544 บาทต่อไร่”

    “และยังมีการต่อยอดองค์ความรู้จากฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีอยู่แล้วในพื้นที่บ้านจำปูนเพื่อเป็นแหล่งจ้างงาน แหล่งเรียนรู้ ด้านการเกษตรผสมผสาน เป็นการนำบทเรียนจากฟาร์มตัวอย่างมาใช้ในระดับครัวเรือนและชุมชน”

    “โดยผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม คือ เราสามารถแก้วิกฤตการขาดแคลนน้ำ ทำให้ชุมชนมีน้ำใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อทำการเกษตร เพิ่มผลผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมือง จาก 220 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 298-380 กิโลกรัมต่อไร่ ยกระดับคุณภาพการเลี้ยงวัวเป็นแบบขังคอกหรือโคขุน ช่วยสร้างมูลค่าการจำหน่ายสะสมรวมกว่า 1 ล้านบาท ในช่วงปี 2562-2568”

    “นอกจากความมั่นคงจากน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ลดปัญหาความขัดแย้งในชุมชน เกิดความสามัคคี ทำให้ทำงานร่วมกันได้ สุขภาพของคนในชุมชนก็ดีขึ้น อัตราการเจ็บป่วยลดลงจากร้อยละ 38.66 เหลือเพียงร้อยละ 15.41 ปัญหายาเสพติดลดลง ผู้เสพลดจากร้อยละ 30 เหลือเพียงร้อยละ 5 และไม่มีคนค้ายาอีกเลย”

    ในวันนี้ บ้านจำปูนยังคงกระดับผลผลิตการเกษตรอย่างต่อเนื่อง เช่น เพิ่มผลผลิตอ้อยคั้นน้าให้ได้ 10 ตันต่อไร่ เพื่อพัฒนาไปสู่การแปรรูปเป็นน้ำอ้อยพาสเจอร์ไรส์ การผลิตถ่านไบโอชา เพิ่มมูลค่าและใช้ประโยชน์จากของเหลือทิ้ง ส่งเสริมให้ปลูกข้าวด้วยเทคนิคใหม่แบบ “เปียกสลับแห้ง” พัฒนาองค์ความรู้การบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสมกับพื้นที่ เช่น การทำน้ำหยด การตรวจวัดระดับน้ำในนา เพื่อรับมือกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของน้ำ

    และเพื่อเป็น“แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ” มีการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ทั้งเยาวชนและผู้สูงอายุช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้จากผลของการแก้ปัญหาของพื้นที่ให้ได้เพิ่มมากขึ้นไม่ต่ำกว่า 20 คน สร้างระบบธรรมาภิบาลเพื่อการบริหารจัดการของกลุ่มอาชีพในชุมชน นำไปสู่เป้าหมายการเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้แบบครบวงจร ทั้งการจัดการ ดิน น้ำ ป่า เพื่อขยายสู่พื้นที่อื่นต่อไป

    เรียนรู้จากการพัฒนาอย่างยั่งยืนในหลายพื้นที่ทั่วไทย

    เรียนรู้จาก 2 หมู่บ้านต้นแบบการพัฒนายั่งยืน เทิดพระเกียรติ 100 ปีชาตกาล

    ถอดบทเรียนความสำเร็จ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส ต้นแบบการกระจายรายได้

    “เซ็นทรัล ทำ” ก้าวสู่ปีที่ 9 พัฒนาชุมชนทั่วไทยแบบองค์รวม

    Post Views: 284

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/04/08/pidthong-yala-narathiwat-2-village-model/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35g7pT5HbkEKVkI8su9yOZ

  • คริส ไม่จบ! ไล่บี้เลิกบำนาญ สส. ลั่น 3 สส.พรรคเศรษฐกิจขอไม่รับสิทธินี้

    คริส ไม่จบ! ไล่บี้เลิกบำนาญ สส. ลั่น 3 สส.พรรคเศรษฐกิจขอไม่รับสิทธินี้

    วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

    ‘คริส โปตระนันทน์’ ไม่จบ !ไล่บี้เลิก ‘บำนาญ สส.’ ลั่น 3 สส.พรรคเศรษฐกิจขอไม่รับสิทธินี้  จ่อเปิด 1,200 รายชื่อสมาชิกรัฐสภากินบำนาญให้ประชาชนเลี้ยงจนตาย 

    เมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าวว่า เนื่องจากสาเหตุที่เกิดการกระทบกระทั่งกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากการอภิปรายของตนในรัฐสภาว่า สส.บางคนเป็น สส.เพียงสมัยเดียว เป็น 6 เดือน ทำให้บางคนเป็นสามล้อถูกหวย หลายคนอิงแอบพรรคเข้ามา สุดท้ายคนเหล่านี้จะได้เงินเดือนกว่า  2.4 หมื่นบาท ซึ่งเป็นเงินจากภาษีประชาชนที่นำมาเลี้ยงไปจนตาย บางคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ก็จะได้ราวๆ 4-5 ล้านบาท ถ้าเป็นคนอายุ 30 ปี ซึ่ง สส.บางพรรคมีคนอายุน้อย เป็น สส.เพียงสมัยเดียวก็จะได้เงินเหล่านี้ไปจนสิ้นลมหายใจ  หรือราวๆ 30 ปี  คิดเป็นเงินไม่รู้เท่าไร อาจจะ 9-10 ล้านบาท ดังนั้นพรรคเศรษฐกิจจึงขอให้มีการยกเลิกบำนาญ สส. เพื่อประหยัดงบประมาณ ซึ่งมาจากงบประมาณของรัฐปีละ 400 กว่าล้านบาท 

    “ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่ง แล้วปรากฏว่ามีชาวโซเชียลตั้งคำถามว่าแล้วคริส ก็ได้บำนาญเหมือนกัน คริส และ สส.พรรคเศรษฐกิจก็เป็นสามล้อถูกหวยหรือเปล่า เพราะสุดท้ายจะได้บำนาญแบบเดียวกัน ดังนั้นวันนี้ผมและ สส.พรรคเศรษฐกิจทั้ง 3 คน ขอประกาศให้กับประชาชนฟังว่า ไม่ว่ารอบหน้าจะได้เป็น สส.หรือไม่ จะสอบตกหรือเปล่า พวกเราจะไม่ไปยื่นของรับสิทธิบำนาญกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาอย่างแน่นอน” นายคริสกล่าว

    นายคริส กล่าว ต่อว่า ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้มีผู้ได้รับสิทธิบำนาญ 1,200 คน จากที่มีโอกาสอยู่ 3,000 คน ซึ่งบางคนมีความลำบากเราเข้าใจ แต่บางคนไม่ได้มีความลำบากเลย แต่กลับมายื่นรับรายได้ของพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้เขาเลี้ยงจนกว่าจะตาย ดังนั้นเราจะยื่นขอรายชื่อเหล่านี้จากสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เพื่อเปิดข้อมูลให้ประชาชนรู้ว่ามีใครบ้าง 
     

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957547&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2egoeJ2fGnuFbaef3wVPug

  • TikTok ผนึก ททท. ดัน LIVE ขับเคลื่อนวัฒนธรรม-เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

    TikTok ผนึก ททท. ดัน LIVE ขับเคลื่อนวัฒนธรรม-เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

    วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.01 น.

    TikTok แพลตฟอร์มแห่งการค้นพบระดับโลก และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สานต่อความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อมุ่งส่งเสริมวัฒนธรรมไทยให้เป็น Soft Power สำคัญเพื่อผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ เปิดตัว 3 แคมเปญใหม่รับ “สงกรานต์ปี 2569” ผ่าน TikTok LIVE มุ่งสร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมไทยดิจิทัลไร้พรมแดน ชูการไลฟ์เป็นเครื่องมือหลักมัดใจนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ๆ ทั่วโลก สานต่อความสำเร็จจากงาน “Wonder Thai Festival” เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่สร้างยอด Engagement สูงกว่าแคมเปญอื่นถึง 24%

    ดันวัฒนธรรมไทยเป็น “แม่เหล็ก” สะพานเชื่อมการท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์

    ความสำเร็จของแคมเปญ Wonder Thai Festival เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งจำลองบรรยากาศ “งานวัด” มาไว้บนหน้าจอสมาร์ทโฟน สร้างยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) สูงถึง 24% จำนวนครีเอเตอร์ร่วมไลฟ์ในแคมเปญมีมากกว่าแคมเปญประเภทอื่นถึง 10% สะท้อนให้เห็นว่า “วัฒนธรรม ประเพณี และความเป็นไทย” คือแนวคอนเทนต์ระดับแม่เหล็กที่ทรงพลัง สามารถดึงดูดใจผู้ใช้งาน TikTok กว่า 50 ล้านรายได้เป็นอย่างดี ผ่านการพัฒนาฟีเจอร์ Virtual Gifts และ User Interface (UI) ของ TikTok LIVE ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อเข้ากับบรรยากาศและเทศกาลไทยโดยเฉพาะ ทำให้การสืบสานประเพณีไทยไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

    ความสำเร็จดังกล่าวยังตอกย้ำการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ TikTok LIVE ในประเทศไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา โดยมีจำนวน LIVE Creator สูงถึง 11.4 ล้านราย (เติบโตขึ้น 117%) มียอดการชมไลฟ์รวมกว่า 8 พันล้านวิวต่อเดือน (เติบโตขึ้น 38%) สะท้อนให้เห็นถึงความเหนียวแน่นของชุมชนผู้ใช้งานและความพร้อมของอีโคซิสเต็มส์ในการเป็นช่องทางหลักเพื่อส่งต่อวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลก

    TikTok สนับสนุนยุทธศาสตร์ “Value over Volume” ของ ททท. ผ่าน “Sub-Culture Economy” เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    ความร่วมมือในครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ททท. ที่มุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ (Value over Volume) โดยอาศัยศักยภาพของ TikTok ในฐานะแพลตฟอร์มระดับโลกที่รวมทุกความสนใจ เพื่อเข้าถึงกลุ่ม Sub-Culture ที่มีกำลังซื้อสูงและมีปฏิสัมพันธ์ที่เหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสายกิน (Foodies), สายอาร์ตและงานดีไซน์ (Art & Design) หรือกลุ่มผู้หลงใหลในวัฒนธรรมท้องถิ่น (Cultural Seekers)

    โดย TikTok ได้จับมือกับเหล่า TikTok LIVE Creator ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงถ่ายทอดคอนเทนต์ที่มากกว่าแค่บรรยากาศงานเทศกาล แต่เป็นการนำเสนอ “ประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่” และ “อัตลักษณ์ท้องถิ่นไทยที่โดดเด่น” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนจากยอดวิวสู่การตัดสินใจเดินทางจริงของนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายที่พร้อมใช้จ่ายเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและมีคุณค่า

    เปิดตัว 3 แคมเปญใหม่รับสงกรานต์ ดันครีเอเตอร์สร้าง Festive Moment ระดับโลกบน TikTok LIVE

    เพื่อให้สงกรานต์ปี 2569 เป็นเทศกาลของไทยที่ผู้คนเข้าถึงได้ทุกโมเมนต์ TikTok และ ททท. ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ 3 กิจกรรมไฮไลท์ที่จะเปลี่ยนหน้าจอให้เป็นเวทีสืบสานและส่งต่อวัฒนธรรมระดับโลก ดังนี้

    1. สาด LIVE สาด Love: ยกกลิ่นอายวัฒนธรรมสงกรานต์ทั่วไทย เช่น ก่อเจดีย์ทราย, ปักตุงปีใหม่เมือง และ รถถีบกางจ้อง มาไว้บนหน้าจอ TikTok LIVE เปิดให้เหล่าครีเอเตอร์สร้างไลฟ์สร้างสีสันของตัวเองในธีมสงกรานต์ชวนเหล่าแฟน ๆ ผู้ติดตามส่งของขวัญคอลเลกชันพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ ตั้งแต่ 11 – 17 เมษายน 2569

    2. LIVE ชุ่ม PK ฉ่ำ: แข่งเล่นสงกรานต์ไลฟ์ชนจอระหว่างครีจเอเตอร์ไทยและครีเตอร์ในต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่ประเพณีสงกรานต์ออกสู่สายตาชาวโลกผ่าน TikTok LIVE ด้วยการนําเสนอ ของขวัญ LIVE ในธีมสงกรานต์ เช่น ขันนํ้า ปืนฉีดนํ้า ปะแป้ง และของขวัญต่าง ๆ อีกมากมายให้ผู้มีส่วนร่วมสัมผัสประสบการณ์สงกรานต์รูปแบบใหม่บนจอโทรศัพท์ พร้อมกับเหล่าครีเอเตอร์แนวหน้า ที่จะมาแสดงความสามารถ ร้อง เต้น ในชุดพื้นเมืองไทย ตั้งแต่ 13 – 15 เมษายน 2569

    3. ดาวเด่นเล่นสงกรานต์: ไลน์อัพพาเหรดสงกรานต์ผ่านช่อง TikTokLIVE-TH นําเสนอคอนเทนต์หลากลายรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับประเพณีไทยและสงกรานต์ โดยผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมโดยการส่งไอคอนไลค์ธีมสงกรานต์ให้กําลังใจครีเอเตอร์ในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ดี ๆ ตั้งแต่ 13 – 15 เมษายน 2569

    นางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy SEA, TikTok กล่าวว่า TikTok มีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน Soft Power ไทยสู่ระดับสากล ผ่านความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มที่เป็น Global Community เราไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่เรามีชุมชนครีเอเตอร์ที่ทรงพลังหลายล้านราย พร้อมเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการส่งต่อเรื่องราววัฒนธรรมไทยให้มีชีวิตชีวาบนโลกดิจิทัล การร่วมมือกับ ททท. อย่างต่อเนื่องผ่านการสร้างสรรค์กิจกรรมของ TikTok LIVE เป็นการเปิดประตูให้คนได้เห็นมนต์เสน่ห์ของไทยแบบเรียลไทม์ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าเนื้อหาที่จริงใจจากครีเอเตอร์จะเป็นส่วนช่วยกระตุ้นความสนใจในเทศกาลและวัฒนธรรมไทย สามารถต่อยอดเป็นการช่วยตัดสินใจท่องเที่ยวไทยทั้งในช่วงเทศกาลและหลังเทศกาล ตอกย้ำบทบาทแพลตฟอร์มที่มีส่วนช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ททท. ปรับตัวให้ทันกับเทรนด์โลกออนไลน์ที่มองหาความจริงใจและประสบการณ์ที่จับต้องได้จริง การยกระดับ Soft Power ไทยสู่ระดับสากลต้องอาศัยเครื่องมือที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด โดย TikTok LIVE ตอบโจทย์นี้ได้อย่างดีเยี่ยมในแง่ของการส่งเสริมการท่องเที่ยวในยุคนี้ได้อย่างทรงพลังที่สุด เราจับมือกับ TikTok ต่อเนื่อง เพราะเห็นถึงศักยภาพในการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้อย่างแม่นยำ ซึ่งในแคมเปญสงกรานต์ในครั้งนี้ ททท.ยังได้สนับสนุนแพคเกจท่องเที่ยวไทยให้แก่ครีเอเตอร์ที่ชนะจากการไลฟ์ร่วมสนุกบน TikTok เพื่อจูงใจและสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง การทำงานร่วมกับ TikTok LIVE Creator ในเทศกาลต่าง ๆ จึงได้ช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ประเพณีไทยให้สนุกสนาน เข้าถึงง่าย และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมอยากมาสัมผัสบรรยากาศจริงที่ประเทศไทย ไม่ใช่แค่ช่วงสงกรานต์ แต่เป็นในทุกเทศกาลตลอดทั้งปี

    ปักหมุดไฮไลท์สำคัญความร่วมมือกับ TikTok LIVE x ททท. ที่ห้ามพลาด!

    ห้ามพลาด! ในวันที่ 10 เมษายน 2569 เตรียมพบกับกองทัพ Top TikTok LIVE Creators แถวหน้าของเมืองไทย ในฐานะแขกรับเชิญพิเศษระดับเซเลบริตี้ที่จะมารวมตัวกันในงาน “เสน่ห์ไทย” ที่จัดขึ้นโดย ททท. พาสัมผัสมนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยผ่านสายตาครีเตอร์คนรุ่นใหม่ พร้อมพาไปสัมผัสบรรยากาศงาน รวมถึง “เสน่ห์อาร์ต By Songkran Festival” ที่รวบรวมผลงานจากศิลปินไทย ถ่ายทอดเอกลักษณ์ผ่านคาแรกเตอร์ดีไซน์สุดสร้างสรรค์ที่กระจายอยู่ทั่วงาน อาทิ Mamuang, 2CHOEY, POORBOY, TOMATO TWINS และ CRY BABY โดยแต่ละจุดมีเรื่องราวและแรงบันดาลใจที่แตกต่างกัน สะท้อนความเป็นไทยในมุมมองร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่น พร้อมเสริมด้วยไฮไลท์กิจกรรมภายในโซน ไม่ว่าจะเป็นจุดถ่ายภาพ Art Installation ขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อสายคอนเทนต์โดยเฉพาะ กิจกรรมพบปะศิลปินตัวจริง รวมถึงเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ในสไตล์ของตัวเอง พร้อมถ่ายทอดสดให้ชมกันผ่านหน้าจอ TikTok LIVE เท่านั้น ผู้ใช้งานสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลได้ง่าย ๆ เพียงค้นหา Songkran2026 แลAmazingThailand บน TikTok

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/957581&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xABwlbBzEtj3-vcsVCb0f

  • ตลาดกาแฟแคนาดา ทางรอดธุรกิจยุคเศรษฐกิจผันผวน

    ตลาดกาแฟแคนาดา ทางรอดธุรกิจยุคเศรษฐกิจผันผวน

    แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอนและราคาสินค้าหลายประเภทปรับตัวสูงขึ้น แต่ “กาแฟ” ยังคงเป็นเครื่องดื่มสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวแคนาดาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแคนาดา (Statistics Canada) ระบุว่า ราคากาแฟในร้านค้าปลีกเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และผลผลิตที่ลดลงในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ อย่างไรก็ตาม ความนิยมในการดื่มกาแฟยังคงแข็งแกร่ง โดยสมาคมกาแฟแห่งแคนาดาระบุว่าเกือบร้อยละ 80 ของประชากรดื่ม
    กาแฟทุกวัน

    ถึงแม้ผู้บริโภคจะต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ตลาดกาแฟสำหรับการบริโภคที่บ้านยังคงแข็งแรง รายงานจากบริษัทวิจัยตลาด NielsenIQ ระบุว่ายอดขายค้าปลีกอยู่ที่ประมาณ 2.4 พันล้านเหรียญแคนาดา (ประมาณ 5.8 หมื่นล้านบาท) เติบโตประมาณ
    ร้อยละ 11 ในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปริมาณการซื้อจริงลดลงเล็กน้อยประมาณร้อยละ 3 เนื่องจากราคาที่สูงขึ้นทำให้ผู้บริโภคปรับพฤติกรรม เช่น การซื้อช่วงโปรโมชั่น เลือกแพคใหญ่เพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย หรือใช้สินค้า private label ที่ราคาย่อมเยากว่า

    สำหรับโครงสร้างตลาดกาแฟในแคนาดา กาแฟคั่วบดครองสัดส่วนประมาณร้อยละ 84 รองลงมาคือกาแฟสำเร็จรูปประมาณร้อยละ 12 และกาแฟพร้อมดื่มประมาณร้อยละ 4 ในขณะเดียวกัน กาแฟพรีเมียม เช่น แคปซูล (coffee pods) ยังคงเติบโตประมาณร้อยละ 9 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับความสะดวกและคุณภาพ แม้ราคาจะสูงขึ้น

    เทรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วคือ กาแฟเย็นพร้อมดื่ม (Ready-to-Drink Coffee) ไม่ว่าจะเป็นกาแฟกระป๋อง กาแฟขวด หรือกาแฟเย็นสำเร็จรูป เทรนด์นี้สะท้อนว่ากาแฟไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่วงเช้า แต่กลายเป็นเครื่องดื่มตลอดวัน นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังสนใจรสชาติใหม่ๆ เช่น สูตรตามฤดูกาล (seasonal) หรือสินค้า limited edition ซึ่งสร้างความหลากหลายและประสบการณ์ใหม่ให้กับตลาด

    อีกแนวโน้มสำคัญคือ กาแฟเพื่อสุขภาพ (Functional Coffee) ผู้บริโภคยุคใหม่มองหากาแฟที่ให้ประโยชน์มากกว่าคาเฟอีน เช่น กาแฟผสมเห็ด กาแฟที่มี adaptogens กาแฟผสมโปรตีน หรือกาแฟเสริมคอลลาเจน แม้ว่าตลาดนี้ยังเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเพราะผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพและไลฟ์สไตล์มากขึ้น

              ความยั่งยืนยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อกาแฟที่มีการรับรอง เช่น Fair Trade หรือ Rainforest Alliance รวมถึงความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานและแหล่งที่มาของเมล็ดกาแฟ มีผลต่อการเลือกซื้อโดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ นอกจากนี้ กระแสสนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่นของแคนาดา (Buy Canadian) ทำให้กาแฟที่คั่วในแคนาดาหรือจากโรงคั่วท้องถิ่นได้รับความนิยม แม้กาแฟจะไม่สามารถปลูกในประเทศได้ การเล่าเรื่องแบรนด์ เช่น แหล่งที่มาของเมล็ดกาแฟ วิธีการคั่ว หรือเรื่องราวของผู้ผลิต กลายเป็นปัจจัยสร้างความแตกต่างในตลาด

    ความคิดเห็น สคต. 

    ตลาดกาแฟในแคนาดาสะท้อนถึงโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการพัฒนากาแฟพิเศษ (specialty coffee) จากแหล่งปลูกในประเทศไทย เช่น เชียงใหม่และเชียงราย เพื่อตอบโจทย์ตลาดพรีเมียม นอกจากนี้ ผู้ประกอบการสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น กาแฟพร้อมดื่ม กาแฟเย็น หรือกาแฟเพื่อสุขภาพที่ผสมวัตถุดิบธรรมชาติและสมุนไพร การเน้นคุณภาพ แหล่งที่มา ความยั่งยืน และการเล่าเรื่องราวของกาแฟไทย จะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/khotzuf7dadn3so3j8nz7oyb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dpzlUgLWQiFUNgFWxe6Ab

  • IMF เตือนผลพวงสงครามยังลากเงินเฟ้อสูง ฉุดการเติบโตโลก : ฉากทัศน์เศรษฐกิจหลังหยุดยิง

    IMF เตือนผลพวงสงครามยังลากเงินเฟ้อสูง ฉุดการเติบโตโลก : ฉากทัศน์เศรษฐกิจหลังหยุดยิง

    IMF เตือนผลพวงสงครามยังลากเงินเฟ้อสูง ฉุดการเติบโตโลก : ฉากทัศน์เศรษฐกิจหลังหยุดยิง 

    ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยว่า สงครามในตะวันออกกลางจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง โดยเตรียมประกาศตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า

    image.png

    สงครามครั้งนี้ได้สร้างความระส่ำระสายต่อการจัดหาพลังงานโลกอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เนื่องจากการผลิตน้ำมันหลายล้านบาร์เรลต้องหยุดชะงักจากการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญถึง 1 ใน 5 ของโลก แม้ว่าความขัดแย้งจะคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว แต่ IMF ก็ยังจำเป็นต้องปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ และปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อขึ้น โดยประเด็นนี้จะเป็นวาระสำคัญในการประชุมฤดูใบไม้ผลิร่วมกับธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตันในสัปดาห์หน้า

    • ทางตันของเศรษฐกิจโลก 

    หากไม่มีสงคราม IMF เคยคาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจโลกจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย โดยจะเติบโตร้อยละ 3.3 ในปี 2569 และร้อยละ 3.2 ในปี 2570 แต่ในขณะนี้ ทุกปัจจัยกลับชี้ไปในทางเดียวกันคือ ราคาสินค้าที่แพงขึ้นและการเติบโตที่ช้าลง ขณะนี้ปริมาณน้ำมันดิบโลกหายไปแล้วถึงร้อยละ 13 ซึ่งส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังห่วงโซ่อุปทานอื่นๆ เช่น ก๊าซฮีเลียมและปุ๋ยเคมี หากสงครามยืดเยื้อ ผลกระทบต่อค่าครองชีพและการเติบโตจะยิ่งรุนแรงกว่านี้

    • กลุ่มประเทศยากจนได้รับผลกระทบหนักสุด

    ประเทศที่ไม่มีแหล่งพลังงานสำรองและยากจนจะได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด หลายประเทศไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชนจากราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่สงบในสังคมตามมา อย่างไรก็ตาม IMF เตือนว่าการอุดหนุนราคาพลังงานแบบเหมาเข่งไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เพราะจะยิ่งไปกระตุ้นแรงกดดันด้านเงินเฟ้อให้หนักขึ้น

    แม้แต่ประเทศผู้ส่งออกพลังงานอย่างกาตาร์ก็ได้รับผลกระทบจากการโจมตีโรงงานผลิต โดยคาดว่าอาจต้องใช้เวลาถึง 3-5 ปีในการฟื้นฟูการผลิตก๊าซธรรมชาติร้อยละ 17 ที่เสียหายไป นอกจากนี้ รายงานจากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency : IEA) ระบุว่ามีสถานประกอบการด้านพลังงานถึง  72 แห่งได้รับความเสียหายจากสงคราม

    • วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร

    หลังจากการปะทะกันเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงใกล้ระดับ 110 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว IMF ยังแสดงความกังวลร่วมกับโครงการอาหารโลก (United Nations’ World Food Program : WFP) เกี่ยวกับ “ความมั่นคงทางอาหาร” แม้จะยังไม่เกิดวิกฤต  ในขณะนี้ แต่หากการขนส่งปุ๋ยเคมีมีปัญหา ประชากรหลายล้านคนอาจต้องเผชิญกับภาวะอดอยากรุนแรงหากสงครามลากยาวไปจนถึงเดือนมิถุนายนนี้

    • ความเห็นของ สคต.ดูไบ

    หากการประกาศหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ประสบความสำเร็จ      จะนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลเชิงบวกอย่างกว้างขวางต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในด้านบรรยากาศการลงทุนและทิศทางราคาน้ำมัน

    ทั้งนี้ หากการหยุดยิงเกิดขึ้นก่อนที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จะเผยแพร่รายงาน World Economic Outlook ในวันที่ 14 เมษายนนี้ ก็จะเปิดโอกาสให้ IMF ปรับมุมมองความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในเชิงบวกมากขึ้น แทนการปรับลดประมาณการลงต่ำกว่าร้อยละ 3 โดยอาจคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกไว้ที่ร้อยละ    3.2–3.3 ในปี 2569–2570

    เมื่อการส่งออกพลังงานและความเชื่อมั่นเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะการเปิดเส้นทางส่งออกปุ๋ยและ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยคลี่คลายความวิตกเกี่ยวกับวิกฤตอาหารโลกตามที่ FAO เคยเตือนไว้ ตลอดจนช่วยให้ราคาสินค้าลดลงและทำให้รัฐบาลในประเทศยากจนมีพื้นที่ทางการคลังมากขึ้นเพื่อลดภาระการอุดหนุนพลังงาน อันจะส่งผลให้บรรยากาศในเวทีการประชุม IMF และธนาคารโลก เปลี่ยนจากความกังวลเรื่องสงครามไปสู่ความร่วมมือเพื่อเสถียรภาพและการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืนแทน

    • ฉากทัศน์ของการส่งออกไทย

    คาดว่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกไทยไป GCC และอิหร่าน คือ ต้นทุนขนส่งและค่าประกันภัยมีแนวโน้มลดลงจากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือที่คลี่คลายลง ทำให้การส่งมอบสินค้าเป็นไปได้สะดวกและต่อเนื่องมากขึ้น

    สำหรับ GCC ความกังวลเรื่องราคาพลังงานและเงินเฟ้อที่เคยกดดันกำลังซื้อมีแนวโน้มผ่อนคลาย จึงช่วยหนุนอุปสงค์นำเข้าสินค้าไทย โดยเฉพาะอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและอุตสาหกรรม

    สำหรับอิหร่าน การที่สถานการณ์สงบลงช่วยลดความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์และการชำระเงินระหว่างประเทศ ทำให้การค้ากลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น และเอื้อต่อการฟื้นตัวของคำสั่งซื้อสินค้าไทยในกลุ่มอาหารแปรรูป ยางพารา และสินค้าอุตสาหกรรม ดังนั้น การหยุดยิงช่วย ลดต้นทุน เพิ่มความแน่นอน และหนุนคำสั่งซื้อ ส่งผลบวก     ต่อการส่งออกไทยทั้งสองตลาด

    ——————————————————————————————————————–

    อ้างอิง : reuters.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ftfnux2dl7lomxbodr79fwzw&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uibWDiAqUkY5n0BLrKmbs

  • 3 สส.พรรคเศรษฐกิจ ประกาศสละสิทธิ บำนาญ สส. จ่อเปิดชื่อสามล้อถูกหวย ประชาชนเลี้ยงจนตาย

    3 สส.พรรคเศรษฐกิจ ประกาศสละสิทธิ บำนาญ สส. จ่อเปิดชื่อสามล้อถูกหวย ประชาชนเลี้ยงจนตาย

    “คริส” ไล่บี้เลิก บำนาญ สส. ลั่น 3 สส.พรรคเศรษฐกิจ ขอไม่รับสิทธินี้ จ่อเปิด 1,200 รายชื่อสมาชิกรัฐสภากินบำนาญให้ประชาชนเลี้ยงจนตาย

    8 เมษายน 2569 – ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าวว่า เนื่องจากสาเหตุที่เกิดการกระทบกระทั่งกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากการอภิปรายของตนในรัฐสภาว่า สส.บางคนเป็น สส.เพียงสมัยเดียว เป็น 6 เดือน ทำให้บางคนเป็นสามล้อถูกหวย หลายคนอิงแอบพรรคเข้ามา สุดท้ายคนเหล่านี้จะได้เงินเดือนกว่า 2.4 หมื่นบาท ซึ่งเป็นเงินจากภาษีประชาชนที่นำมาเลี้ยงไปจนตาย บางคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ก็จะได้ราวๆ 4-5 ล้านบาท ถ้าเป็นคนอายุ 30 ปี ซึ่ง สส.บางพรรคมีคนอายุน้อย เป็น สส.เพียงสมัยเดียวก็จะได้เงินเหล่านี้ไปจนสิ้นลมหายใจ หรือราวๆ 30 ปี คิดเป็นเงินไม่รู้เท่าไร อาจจะ 9-10 ล้านบาท ดังนั้นพรรคเศรษฐกิจจึงขอให้มีการยกเลิกบำนาญ สส. เพื่อประหยัดงบประมาณ ซึ่งมาจากงบประมาณของรัฐปีละ 400 กว่าล้านบาท

    “ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่ง แล้วปรากฏว่ามีชาวโซเชียลตั้งคำถามว่าแล้วคริส ก็ได้บำนาญเหมือนกัน คริส และ สส.พรรคเศรษฐกิจก็เป็นสามล้อถูกหวยหรือเปล่า เพราะสุดท้ายจะได้บำนาญแบบเดียวกัน ดังนั้นวันนี้ผมและ สส.พรรคเศรษฐกิจทั้ง 3 คน ขอประกาศให้กับประชาชนฟังว่า ไม่ว่ารอบหน้าจะได้เป็น สส.หรือไม่ จะสอบตกหรือเปล่า พวกเราจะไม่ไปยื่นขอรับสิทธิบำนาญกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาอย่างแน่นอน” นายคริสกล่าว

    นายคริส กล่าวต่อว่า ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้มีผู้ได้รับสิทธิบำนาญ 1,200 คน จากที่มีโอกาสอยู่ 3,000 คน ซึ่งบางคนมีความลำบากเราเข้าใจ แต่บางคนไม่ได้มีความลำบากเลย แต่กลับมายื่นรับรายได้ของพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้เขาเลี้ยงจนกว่าจะตาย ดังนั้นเราจะยื่นขอรายชื่อเหล่านี้จากสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เพื่อเปิดข้อมูลให้ประชาชนรู้ว่ามีใครบ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/977186/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PuZMea00S7PujfaznU-c_