Category: เศรษฐกิจ

  • คนจีนยุคใหม่ เน้นซื้อความสุขน้อยๆ เพราะเห็นผลทันที ให้มีบ้าน-สร้างครอบครัว คงไกลเกินเอื้อม

    คนจีนยุคใหม่ เน้นซื้อความสุขน้อยๆ เพราะเห็นผลทันที ให้มีบ้าน-สร้างครอบครัว คงไกลเกินเอื้อม

    ไม่แน่ใจว่าวัยรุ่นไทยเป็นแบบนี้หรือเปล่า แต่สำหรับคนจีนรุ่นใหม่ วันนี้พวกเขาอาจไม่ได้ไล่ตามความสำเร็จแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังเลือกซื้อ ‘ความสุขที่จับต้องได้’ แทน

    ในช่วงที่ผ่านมา โซเชียลจีนเต็มไปด้วยวลีอย่าง ‘爱你老己’ (ai ni lao ji) ซึ่งเป็นการบอกรักตัวเอง โดยวัยรุ่นมักใช้พูดเวลาจะให้รางวัลตัวเอง หลังจากวันที่เหนื่อยล้า เช่น เมื่อกดสั่งของออนไลน์ หรือสั่งอาหารอร่อยๆ บนแอปฟู้ดเดลิเวอรี

    ฟังดูเหมือนคำพูดให้กำลังใจตัวเองธรรมดาๆ ที่มีความน่ารักปนอยู่ แต่เบื้องหลังของวลีนี้ คือการเปลี่ยนวิธีคิดของคนรุ่นใหม่อย่างมีนัยสำคัญ โดยเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ตลาดแรงงานแข่งขันสูง และค่าครองชีพก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนทำให้เป้าหมายแบบเดิมอย่างการมีบ้าน หรือสร้างครอบครัวเริ่มเข้าถึงยากขึ้น

    ความสำเร็จแบบเดิมเริ่มไกลเกินเอื้อม

    เมื่อ ’ความสำเร็จระยะยาว’ ที่ไม่แน่นอนในยุคนี้ คนจำนวนมากจึงหันมาโฟกัสกับ ‘ความสุขระยะสั้น’ ที่ควบคุมได้ และสิ่งนี้สะท้อนออกมาผ่านพฤติกรรมการใช้จ่าย นักวิเคราะห์มองว่า ผู้บริโภคจีนกำลังเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าที่มีเหตุผลเชิงประโยชน์ มาเป็นการใช้เงินกับสิ่งที่ให้คุณค่าทางอารมณ์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของสะสม เครื่องประดับ เครื่องสำอาง หรือประสบการณ์ส่วนตัว

    แนวโน้มนี้ยิ่งชัดขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา เมื่อการใช้จ่ายกับสินค้าแบบดั้งเดิม เช่น ของฝาก หรืออาหารลดลง ขณะที่การใช้จ่ายกับการท่องเที่ยว ความงาม และสินค้าเชิงไลฟ์สไตล์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่า การใช้เงินไม่ได้ผูกกับ ‘หน้าที่ทางสังคม’ เหมือนเดิม แต่ขยับไปสู่ ‘ความพึงพอใจส่วนบุคคล’ มากขึ้น

    นักวิเคราะห์บางส่วนจากศูนย์วิจัย ‘iiMedia’ ประเมินว่า ‘เศรษฐกิจเชิงอารมณ์’ (emotional economy) ของจีนอาจมีมูลค่าเกิน 4.5 ล้านล้านหยวน หรือทะลุ 21.1 ล้านล้านบาทภายในปี 2572 ซึ่งเกือบเท่าตัวจากปี 2567 และเกิดขึ้นในช่วงที่การเติบโตของการบริโภคโดยรวมชะลอลง

    ขณะที่ในปี 2568 การใช้จ่ายของผู้บริโภคจีนเติบโตเพียง 2.3% ลดลงจาก 5.2% ในปี 2567 และ 9.9% ในปี 2566 ยิ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้ใช้เงินมากขึ้น แต่กำลังเลือกใช้เงินต่างไปจากเดิม

    คนจีนรุ่นใหม่ชอบอยู่คนเดียวมากขึ้น

    ขณะเดียวกัน อีกแรงขับสำคัญที่อยู่เบื้องหลังคือ ‘โครงสร้างสังคม’ ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของคนที่ใช้ชีวิตลำพัง โดย ‘ARA’ หนังสือพิมพ์ภาษาสเปนรายวัน ระบุว่าในปี 2567 จีนมีประชากรราว 20% ที่อยู่ในครัวเรือนคนเดียว เพิ่มขึ้นจากเพียง 3% ในปี 2543 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 150-200 ล้านคนภายในปี 2573

    การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลจากการย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ โดยมีประชากรกว่า 250 ล้านคนย้ายจากชนบทเข้าสู่เมืองในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านก็ทำให้โครงสร้างครอบครัวและเครือข่ายทางสังคมแบบเดิมอ่อนแอลง หลายคนต้องใช้ชีวิตห่างไกลครอบครัว และบางคนถึงขั้นไม่มีเพื่อนสนิทในเมืองที่อาศัยอยู่

    แม้การย้ายถิ่นจะทำให้คนจำนวนมากรู้สึกเหงา แต่ความเหงานี้กำลังถูกแปลงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ตามที่ ‘Zhao Zhijiang’ นักวิจัยจากสถาบันวิจัย ‘Anbound’ มองไว้ว่า การเพิ่มขึ้นของกลุ่มคนที่อยู่คนเดียว ได้สร้างความต้องการใหม่ในตลาด ตั้งแต่ร้านอาหารสำหรับลูกค้าคนเดียว ไปจนถึงบริการด้านความปลอดภัยและสุขภาพจิต

    หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนปรากฏการณ์นี้ คือแอป ‘Are you dead?’ ซึ่งกำหนดให้ผู้ใช้กดยืนยันสถานะของตัวเองทุกวัน และจะส่งแจ้งเตือนไปยังผู้ติดต่อหากไม่มีการใช้งานเกิน 48 ชั่วโมง แม้ฟังก์ชันจะเรียบง่าย แต่ความนิยมของแอปสะท้อนความกังวลลึกๆ ของผู้ที่ใช้ชีวิตลำพัง และความต้องการพื้นฐานในการมีใครสักคนรับรู้การมีอยู่ของเรา

    สังคมไทยกำลังเป็นแบบนี้ไหม

    ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ในจีน ไม่ใช่แค่กระแส ‘รักตัวเอง’ หรือการใช้เงินตามใจ แต่เป็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งเศรษฐกิจและสังคม เมื่อเป้าหมายระยะยาวแบบเดิมเริ่มสั่นคลอน คนรุ่นใหม่จึงหันมาสร้างความหมายของชีวิตในแบบที่จับต้องได้มากขึ้น ผ่านการใช้จ่าย การใช้ชีวิตคนเดียว และการให้คุณค่ากับความรู้สึกของตัวเอง

    คำถามคือ ภาพแบบนี้กำลังเกิดขึ้นแค่ในจีน หรือจริงๆ แล้วกำลังค่อยๆ ปรากฏในสังคมไทยเช่นกัน

    หากกลับมามองที่คนรุ่นใหม่ในไทย ปัจจุบันมีจำนวนไม่น้อยที่กำลังเผชิญโจทย์คล้ายกัน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ที่เติบโตไม่ทัน และราคาที่อยู่อาศัยที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับคนทำงานช่วงเริ่มต้น หลายคนเลือกชะลอการแต่งงาน หรือใช้ชีวิตคนเดียวในคอนโดขนาดเล็กใจกลางเมือง

    ขณะที่พฤติกรรมการใช้จ่ายก็เริ่มขยับไปสู่การให้ ‘รางวัลตัวเอง’ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของกินเล็กๆ หลังเลิกงาน ทริปสั้นๆ หรือสินค้าที่ตอบโจทย์ความรู้สึก ซึ่งคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในจีนตอนนี้ เพียงแค่เกิดขึ้นทีหลัง

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่ธุรกิจต้องทำในยุคนี้ อาจเป็นการตอบโจทย์ความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ ในโลกที่ผู้คนไม่ได้แค่ต้องการใช้ชีวิตให้อยู่รอด แต่ต้องการรู้สึกว่า ชีวิตของตัวเองยังมีความหมายอยู่ในทุกๆ วัน

    ที่มา: CNBC, ARA, South China Morning Post, TIME, โรงเรียนสอนภาษาพรรัตน์

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/chinas-youth-are-buying-happiness-instead-of-chasing-traditional-success/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rKU8XHPiqJnJfbnVHKuVP

  • 14 วันชี้ชะตาโลก: จากสมรภูมิเดือดสู่การลงจอดทางยุทธศาสตร์ และแผลเป็นฝังลึกของเศรษฐกิจไทย

    14 วันชี้ชะตาโลก: จากสมรภูมิเดือดสู่การลงจอดทางยุทธศาสตร์ และแผลเป็นฝังลึกของเศรษฐกิจไทย


    นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม

    ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศที่ขับเคลื่อนด้วย **Realpolitik** หรือการเมืองแห่งความเป็นจริง ชัยชนะที่แท้จริงอาจไม่ใช่การทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก แต่คือการหา “ทางลง” ที่รักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตนไว้ได้มากที่สุด เมื่อเส้นตาย 14 วันของการหยุดยิงมาถึง โลกกำลังมุ่งหน้าสู่สภาวะ “สันติภาพที่จำยอม”

    **ฉากทัศน์โลกหลัง 14 วัน: เกมอำนาจที่จบแบบ Win-Win (บนความบอบช้ำ)**
    เหตุผลหลักที่สนับสนุนว่าสงครามครั้งนี้จะยุติลงแบบถาวรหรือกึ่งถาวร ไม่ใช่เพราะความเมตตา แต่คือ “ความจำเป็น” ของทุกฝ่าย:

     * **สหรัฐฯ และดอนัลด์ ทรัมป์:** ทรัมป์ต้องการภาพลักษณ์ “Peacemaker” เพื่อใช้หาเสียง การขู่ด้วยความรุนแรงระดับวันสิ้นโลก (Stone Age Threat) ได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการดึงคู่ขัดแย้งมาสู่โต๊ะเจรจาแล้ว การรบยืดเยื้อมีแต่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ พังพินาศและกระทบฐานเสียงจากราคาน้ำมัน
     

    * **อิหร่าน:** การยอมถอยผ่านตัวกลางอย่างปากีสถาน (ที่มีจีนหนุนหลัง) คือการรักษาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไม่ให้ราบคาบ อิหร่านเลือกที่จะเก็บ “อาวุธนิวเคลียร์” ไว้เป็นไพ่ตายในอนาคต แทนที่จะปล่อยให้ถูกทำลายในวันนี้

     * **บทบาทของ “คนกลาง”:** ปากีสถานเป็นเพียงฉากหน้า แต่ผู้ที่คุมบังเหียนจริงคือ **จีน** ที่ต้องการเสถียรภาพทางพลังงานเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจตนเองเช่นกัน

    **วิเคราะห์วิจารณ์เศรษฐกิจไทย: “รอดตายแต่ยังป่วยหนัก”**
    แม้เสียงระเบิดในตะวันออกกลางจะเงียบลง แต่เสียงสะท้อนทางเศรษฐกิจในไทยจะยังดังต่อเนื่อง โดยมีประเด็นวิกฤตที่ต้องเผชิญดังนี้:

    **1. กลไกราคาน้ำมัน: “ขึ้นจรวด ลงบันได”**
    แม้ราคาน้ำมันดิบโลกจะดิ่งลงทันทีหลังช่องแคบฮอร์มุซเปิด แต่ราคาขายปลีกหน้าปั๊มในไทยจะลดลงอย่างล่าช้า เนื่องจากรัฐบาลมีภาระต้องเก็บเงินเข้า **กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง** ที่ติดลบสะสมมหาศาลเพื่อชดเชยหนี้สะสม สิ่งนี้จะทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยยังคงสูงกว่าความเป็นจริงไปอีกระยะหนึ่ง

    **2. สภาวะ K-Shaped Recovery และความเชื่อมั่นที่บิดเบี้ยว**
    ต้องแยก “ความเชื่อมั่น (Sentiment)” ออกจาก “ความเป็นจริง (Reality)” ตลาดหุ้นอาจจะเด้งรับข่าวดี แต่ฐานรากของเศรษฐกิจไทยยังเปราะบางด้วยหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงกว่า 90% ของ GDP การฟื้นตัวจะเป็นแบบ K-Shaped คือกลุ่มทุนใหญ่ที่มีสภาพคล่องจะฟื้นตัวทันที แต่ประชาชนฐานรากจะยังจมอยู่กับกองหนี้และความอดอยาก

    **3. มะเร็งร้ายคอร์รัปชัน: ปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าจะบรรยาย**
    ประเด็นสำคัญที่สุดที่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว คือปัญหา **”คอร์รัปชัน”** ของประเทศนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าที่บทความสั้นๆ นี้จะเขียนอธิบายได้หมด มันฝังรากลึกอยู่ในทุกระดับตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงการปฏิบัติงาน

     * **กำแพงที่ข้ามไม่ได้:** ในสังคมที่มีคุณภาพการตรวจสอบด้อยประสิทธิภาพเช่นนี้ การแก้ปัญหาคอร์รัปชันแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย เงินงบประมาณที่ควรจะถูกนำมาแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำกลับถูกสูบฉีดไปสู่พวกพ้องและกลุ่มทุนผูกขาด ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยบิดเบี้ยวจนยากจะเยียวยา

    **4. วิกฤตคนรุ่นใหม่ (The Lost Generation)**
    เด็กรุ่นใหม่ที่ไม่ได้มีฐานะจากบุพการีซัพพอร์ต จะเผชิญกับภาวะ “ตั้งตัวไม่ได้” เนื่องจากอำนาจซื้อถูกทำลายด้วยค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นแต่รายได้คงที่ เมื่อมาเจอกับระบบที่เน้นเส้นสายและการคอร์รัปชัน การสะสมทุนเพื่อสร้างชีวิตจึงกลายเป็นเรื่องที่แทบมองไม่เห็นอนาคต ส่งผลให้เกิดภาวะถอดใจในระดับมหภาค

    **ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: การผ่าตัดใหญ่ที่ต้องทำทันที**
    เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้าม “สันติภาพที่บอบช้ำ” นี้ไปได้ รัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาดำเนินการดังนี้:

     1. **การปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่แท้จริง:** เลิกใช้กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอย่างถาวรเพื่อลดต้นทุนการผลิต

     2. **เผชิญหน้ากับความจริงเรื่องการทุจริต:** แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ต้องเริ่มจากการทลายทุนผูกขาดและสร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใสกว่าปัจจุบัน มิฉะนั้นความเหลื่อมล้ำจะไม่มีวันหมดไป

     3. **มาตรการซัพพอร์ตคนรุ่นใหม่ตั้งตัว:** รัฐต้องเข้ามาอุดหนุนเรื่องที่อยู่อาศัยและการเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับสตาร์ทอัพโดยไม่ใช้ระบบเส้นสาย

     4. **การดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง:** เร่งเปลี่ยนผ่านไทยให้เป็นฐานการผลิตในห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้ต่อหัวให้สูงขึ้น

    **บทสรุป:**
    โลกหลัง 14 วันอาจจะสงบลงในเชิงยุทธศาสตร์ แต่สำหรับประเทศไทย สงครามความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และ “กำแพงคอร์รัปชัน” ที่สูงตระหง่านเพิ่งจะเริ่มเข้าสู่ช่วงวิกฤตที่สุด หากคุณภาพของตัวขับเคลื่อนในประเทศยังด้อยประสิทธิภาพและไร้ความจริงใจในการปฏิรูปโครงสร้าง เราอาจได้เห็นความสงบในตะวันออกกลาง แต่เห็นความเสื่อมถอยอย่างรุนแรงในประเทศตนเองแทน

    นพ. กรณ์ ปองจิตธรรม
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41876&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w75eTTiU2lVaWMvOu0FrJ

  • เฮ!ลดแรง‘ดีเซล-โซฮอล์’

    เฮ!ลดแรง‘ดีเซล-โซฮอล์’

    Oil filling the ECO car in oil station

    ลดแรงรับสงกรานต์! กบน.หั่นราคาดีเซล-เบนซินทุกชนิด สูงสุด 6 บาท “เอกนิติ” ชง ครม. อัดแพ็กเกจหยุดเลือดไหล อุ้มบัตรคนจน-ขนส่ง-ประมง-ดูแลราคาสินค้า เบรกชง พ.ร.ก.กู้เงิน 1.5 แสนล้าน สั่งคลังออกแบบมาตรการรถเก่าแลกรถ EV-ไฮบริด “วราวุธ” รับเม็ดพลาสติกราคาพุ่ง เร่งตั้งคณะทำงานดูแล พร้อมรณรงค์ใช้วัสดุทดแทน-เพิ่มอัตรารีไซเคิล

    เมื่อวันที่ 10 เมษายน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบให้เกิดวิกฤตพลังงานโลก และยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยด้วย โดยยอมรับว่าขณะนี้ยังคงคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งและวิกฤตพลังงานโลกยังไม่จบ โดยเบื้องต้นมีการประเมินว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับขึ้นทุก 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบต่อจีดีพีไทยประมาณ 0.2% ซึ่งขณะนี้พบว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ปรับขึ้นมาแล้วราว 30-40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้นจึงประเมินคร่าวๆ ว่าปัจจัยเสี่ยงในขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อตัวเลขจีดีพีในปี 2569 แล้วราว 0.6% จากก่อนหน้านี้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ 2%

    นอกจากนี้ ยอมรับว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจะลอตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น (Stagflation) ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดแค่กับประเทศไทยเท่านั้น แต่มีความเสี่ยงทั้งโลก ซึ่งรัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ในการควบคุม และบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและค่อยๆ ลุกลาม จากวิกฤตสงครามไปสู่วิกฤตพลังงาน ซึ่งหากไม่เร่งแก้ปัญหาส่วนนี้ อาจจะตามมาด้วยวิกฤตราคาสินค้า วิกฤต Supply Chain และวิกฤตดีมานด์ชะลอตัว

     “วันนี้รัฐบาลต้องหยุดเลือดไหลจากวิกฤตพลังงานให้ได้ก่อน ถ้าไม่หยุดตรงนี้มันก็จะลุกลามไปสู่วิกฤตต่างๆ ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 เม.ย.นี้ กระทรวงการคลังจะมีการเสนอมาตรการในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงินราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุมสินเชื่อสำหรับซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซื้อปุ๋ยราคาถูก เป็นต้น ขณะที่กระทรวงคมนาคมจะมีการนำเสนอมาตรการให้การให้ความช่วยเหลือกลุ่มประมง ขนส่ง ด้านกระทรวงพาณิชย์จะมีการเสนอมาตรการในการดูแลราคาสินค้า รวมถึงจะมีการเสนอปรับค่าเคสำหรับผู้ประกอบการที่รับงานก่อสร้างภาครัฐ โดยรัฐบาลได้ทำงานอย่างเป็นขั้นตอน เรายืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้ปัญหาลุกลามมากขึ้นจนกลายเป็นวิกฤตแน่นอน” นายเอกนิติระบุ

    ขณะที่ การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศนั้น จะยังไม่ได้มีการเสนอให้ที่ประชุม ครม.ในวันที่ 11 เม.ย.นี้ เนื่องจากมองว่าในช่วงก่อนหน้านี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถรองรับได้ถึงกว่าแสนล้านบาท และขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มขยับลงแล้ว ดังนั้นการดำเนินการในส่วนนี้จึงอาจจะต้องรอประเมินสถานการณ์และความจำเป็นในระยะต่อไปก่อน เช่นเดียวกับการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ที่จะเป็นปราการด่านสุดท้ายของการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานในครั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในการพยุงราคาน้ำมันอยู่แล้ว และเชื่อว่าจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ในขณะนี้ได้ ส่วนประเทศอื่นไม่มีกลไกในส่วนนี้ จึงต้องมีการปรับลดภาษีดังกล่าว

    ผุดรถเก่าแลกรถ EV-ไฮบริด

    สำหรับความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 นั้น นายเอกนิติระบุว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดของโครงการ รวมถึงดูงบประมาณที่จะนำมาใช้ ซึ่งยอมรับว่าการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณเป็นหนึ่งในแนวทางที่ได้วางไว้ โดยขณะนี้พบว่ามีส่วนราชการที่ยังไม่ได้มีการผูกพันงบประมาณภายในเดือน มี.ค.2569 วงเงินอยู่ที่ราว 1 แสนล้านบาท ซึ่งหากภายในเดือนเม.ย.นี้ไม่สามารถผูกพันงบประมาณได้ จะดึงงบประมาณในส่วนที่ดำเนินการไม่ทันนี้มาใส่ไว้ใน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ เพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    นายเอกนิติยืนยันว่า กระทรวงการคลังจะยังยืนยันตามกรอบวินัยการเงินการคลังในปัจจุบัน แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้จะเกิดวิกฤตเกือบทั้งโลก และเกือบทุกประเทศ โดยต้องยอมรับว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะในหลายประเทศสูงกว่าของไทยค่อนข้างมาก แต่หากมีความจำเป็นก็อาจจะต้องจริงๆ ต้องยอมปรับกรอบวินัยการเงินการคลังให้มีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับสถานการณ์ แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเบื้องต้นจะมีการพูดคุยกับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) ถึงแนวทางดังกล่าว เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกันในการประชุม IMF-World Bank ที่สหรัฐในสัปดาห์หน้า

     “รัฐบาลตั้งเป้าจะใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเรามีงบอยู่จำกัด โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2570 อะไรที่ไม่จำเป็น ที่เป็นส่วนเกิน ตัดได้ก็จะตัดทิ้งทั้งหมด เช่น งบดูงานต่างประเทศ งบเครื่องแต่งกาย (ตัดสูท) งบฟุ่มเฟือย งบอะไรที่ไม่จำเป็นจะตัดทิ้งทั้งหมด แต่ประชุมยังได้อยู่ เพราะเราต้องเอางบประมาณมาดูแลเยียวยาประชาชนในช่วงวิกฤตนี้ที่ไม่รู้ว่าจะนานเท่าไหร่ โดยทั้งหมดยังจะยืนอยู่บนวินัยการเงินการคลัง ภายใต้แผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework : MTFF) เหมือนเดิม เพื่อทำให้การใช้งบประมาณดีที่สุด” รองนายกฯ และ รมว.การคลังระบุ

    อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการศึกษาหลักการและออกแบบภาษี Hometown Tax เพื่อจัดสรรเงินไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อเป็นการกระจายรายได้ให้ท้องถิ่นได้มีงบประมาณในการพัฒนาและเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เบื้องต้นอาจจะให้ผู้เสียภาษีสามารถเลือกได้ว่าเงินภาษีจะนำไปพัฒนาในพื้นที่ไหน และพัฒนาอะไร

    ขณะเดียวกัน ในระยะต่อไปจะมีการออกโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ โดยรถใหม่จะเน้นไปที่รถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและไฮบริด เพื่อลดการใช้น้ำมัน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยในส่วนนี้ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังหารือกับกรมสรรพสามิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อออกเป็นมาตรการระยะต่อไป

    คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธาน เปิดเผยว่า ที่ประชุม กบน.มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ราคาน้ำมันสะท้อนราคากลไกตลาดโลกที่มีทิศทางอ่อนตัวลง โดยราคาตลาดน้ำมันโลกวันที่ 9 เม.ย. ปิดอยู่ที่ประมาณ 211 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปรับลดลงจากวันที่ 7 เม.ย. ที่ปิดที่ประมาณ 255 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.2569 ดังนี้

    ลดน้ำมันรับสงกรานต์

    โดยส่งผลให้อัตราการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันปรับเพิ่มและลดตามสัดส่วน สนับสนุนให้ราคาน้ำมันขายปลีกปรับตามมา โดยน้ำมันเบนซิน ยังอยู่อัตราเดิมที่ 9.66 บาทต่อลิตร และราคาขายปลีกอยู่ที่ 52.54 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 อัตรากองทุนเดิม 3.42 บาทต่อลิตร ปรับลดเป็น 2.84 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ปรับลด 1 บาท อยู่ที่ 42.95 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อัตรากองทุนเดิม 3.42 บาทต่อลิตร ปรับลดเป็น 2.84 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ปรับลด 1 บาท อยู่ที่ 42.58 บาทต่อลิตร

    น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 อัตรากองทุนเดิม 4.75 บาทต่อลิตร ปรับลดเป็น 2.26 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ปรับลด 3 บาท อยู่ที่ 35.95 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 อัตรากองทุนเดิม 4.92 บาทต่อลิตร ปรับลดเป็น 2.21 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ปรับลด 3 บาท อยู่ที่ 31.89 บาทต่อลิตร

    น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ธรรมดา (B7) อัตรากองทุนเดิม 7.85 บาทต่อลิตร ปรับลดเป็น 6.41 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ปรับลด 4 บาท อยู่ที่ 44.40 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 อัตรากองทุนเดิม 13.19 บาทต่อลิตร ปรับลดเป็น 9.58 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ปรับลด 6 บาท อยู่ที่ 37.40 บาทต่อลิตร

    สำหรับการปรับลดครั้งนี้ ถือเป็นความตั้งใจของกระทรวงพลังงานที่ต้องการดูแลค่าขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนในช่วงจังหวะที่ราคาน้ำมันโลกเอื้ออำนวย การดำเนินการในครั้งนี้ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแบกรับค่าใช้จ่ายวันละ 589.15 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีรายจ่ายกว่าวันละ 1,200 ล้านบาท

    ที่รัฐสภา นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงสถานการณ์เม็ดพลาสติกที่หลายฝ่ายมีความกังวลทั้งภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเร่งตั้งคณะทำงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมควบคุมมลพิษ ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม มีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งคณะทำงานจะมีหน้าที่ในการตรวจสอบแหล่งที่มา จำนวนสต๊อกของเม็ดพลาสติกที่มีอยู่ในประเทศไทย รวมถึงราคาของเม็ดพลาสติก ซึ่งยังไม่เป็นการควบคุมปริมาณหรือราคาของเม็ดพลาสติก แต่เป็นการเข้าไปดูก่อนว่าต้นน้ำ กลางน้ำ เป็นอย่างไร ในประเทศไทยขายมากน้อยเพียงใด มีแหล่งที่มาอย่างไร รวมถึงราคาเมื่อเทียบกับทั่วโลกเป็นอย่างไร

    ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมห่วงใยประชาชน ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม สิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางขณะนี้กระทบกับซัพพลายของพลาสติกในประเทศไทย ทำให้มีราคาสูงขึ้นปริมาณเม็ดพลาสติก ถุงพลาสติก ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีจำนวนที่หายากมากขึ้นและแพงมากขึ้น สุดท้ายภาระจะตกอยู่ที่ประชาชน อย่างไรก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมตระหนักดีว่า ในขณะนี้เราจะมีทางเลือก ทั้งการใช้วัสดุทดแทน ซึ่งนายวราวุธได้โชว์กระติกน้ำสีดำที่พกติดตัว ก่อนจะบอกว่าอาจจะไม่สะดวกสบายเหมือนเมื่อก่อน แต่เมื่อเม็ดพลาสติกหายากขึ้นและแพงขึ้น และค่าขนส่งอาจทำให้พลาสติกและขวดน้ำดื่มมีราคาแพงขึ้น จึงขอเชิญชวนทุกคนหันมาใช้กระติกน้ำเพื่อจะลดต้นทุนและลดภาระ พร้อมใช้ภาชนะต่างๆ เพื่อลดพลาสติกด้วย

    รมว.อุตสาหกรรมกล่าวว่า จากข้อมูลประเทศไทยมีขยะพลาสติก 2.7 ล้านตัน นำมารีไซเคิลใหม่เพียง 25% ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำมาแยกขยะรีไซเคิล ทำความสะอาดอย่างถูกต้อง เพื่อจะได้เพิ่มปริมาณการรีไซเคิล จาก 25% เป็น 30-35% ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนของเม็ดพลาสติกที่ต้องนำเข้าและผลิต และจะช่วยลดภาระให้กับประชาชน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/978551/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B-4QxRUUKDAPuapvQtiqy

  • คลังผุดรถเก่าแลกรถใหม่ จับตา ครม.เคาะมาตรการเยียวยา สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ | เดลินิวส์

    คลังผุดรถเก่าแลกรถใหม่ จับตา ครม.เคาะมาตรการเยียวยา สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ | เดลินิวส์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ​ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า การประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 11 เม.ย. จะเสนอมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับการติดตั้งโซลาร์บนหลังคาครัวเรือน รถไฟฟ้า ปุ๋ย และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะมีการอัปเดตข้อมูลอีกครั้ง และจะเสนอมาตรการเยียวยาที่พุ่งเป้า และลงรายละเอียด โดยเน้นไปที่กลุ่มเปราะบาง

    ขณะเดียวกัน ได้มอบนโยบายให้ปลัดกระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิต เร่งศึกษาเพื่อดำเนินนโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ เพื่อจะช่วยลดมลพิษในประเทศ เป็นต้น

    ขณะที่ไทยต้องพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากรถติดหล่ม เป็นรถคันใหม่ มีเครื่องยนต์ใหม่ มีระบบที่มั่นคง นั่งสบาย และเป็นรถที่มีที่นั่งสำหรับทุกคน โดยมีความมุ่งมั่นจะเติบโตทั่วถึงมีคุณภาพเต็มศักยภาพที่ไม่ต่ำกว่า 3% 

    “แต่โลกมีความไม่แน่นอน วันนี้เจอวิกฤติน้ำมัน วิกฤติพลังงาน สงครามที่เกิดขึ้น เราต้องทำทุกอย่าง เพื่อพยุงและยกไม่ให้ติดหล่มใหม่ และต้องทำโดยใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มีอยู่ เพราะวิกฤติตอนนี้คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”นายเอกนิติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5771657/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34AYgoX9OzTQs_3wS2tts9

  • ‘ศึกษิษฏ์’ รวมข้อสั่งการ 5 กระทรวง รัฐมนตรีเพื่อไทยผนึกกำลังประสานงาน สร้างทุนมนุษย์ เดินหน้าประเทศสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    ‘ศึกษิษฏ์’ รวมข้อสั่งการ 5 กระทรวง รัฐมนตรีเพื่อไทยผนึกกำลังประสานงาน สร้างทุนมนุษย์ เดินหน้าประเทศสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    ‘ศึกษิษฏ์’ สรุปข้อสั่งการ 5 กระทรวง รัฐมนตรีเพื่อไทยผนึกกำลังบริหาร ประสานงาน มุ่งหน้าสร้างทุนมนุษย์ เสริมความเข้มแข็งของคนไทย เดินหน้าประเทศไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจมูลค่าสูงให้ได้ในที่สุด

    ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุหลังจากคณะรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ก็เร่งรัดสั่งการเพื่อผนึกกำลังบริหาร ประสานงานทั้ง 5 กระทรวงอย่างทันที เป็นการมุ่งหน้าสร้างทุนมนุษย์ เสริมความเข้มแข็งของคนไทย และเดินหน้าให้ประเทศไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจมูลค่าสูงให้ได้ในที่สุดครับ

    สรุปข้อสั่งการของทั้ง 5 กระทรวงภายใต้การกำกับดูแลของพรรคเพื่อไทย ที่ผนึกกำลังบริหาร ประสานงาน 5 กระทรวง (Synergistic Governance) เพื่อสร้างทุนมนุษย์ให้เข้มแข็ง และเดินหน้าประเทศสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    อว

    เริ่มจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

    ท่านรองนายกฯ ยศชนัน ให้แนวคิดเรื่องหัวใจสำคัญที่จะพลิกโฉมประเทศคือยุทธศาสตร์ Innovation-Driven Growth ที่มุ่งเน้นการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เน้นสร้างมูลค่าให้แก่นวัตกรรม เช่น AI for All, Semiconductor พัฒนา Wellness ตั้งแต่สมุนไพรไปจนถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง และยกระดับอุตสาหกรรมเดิมเช่นภาคการเกษตร ภาคการท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายพลิกโฉมมหาวิทยาลัย ทำให้ระบบคัดเลือกเข้าเรียน TCAS เท่าเทียมขึ้น และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมด้วยโมเดลความร่วมมือ 5 ฝ่าย มหาวิทยาลัย, รัฐ, เอกชน, สตาร์ทอัพ และแหล่งทุน ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ ภายใต้หลักนิติธรรม (Rule of Law) และความโปร่งใสแบบ Zero Corruption MHESI ผ่านระบบ Digital Government

    กระทรวงศึกษา

    ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ โดยท่าน รมว. ประเสริฐ และรมช. อัครนันท์ ตั้งเป้าหมายปลดล็อกระบบการศึกษา สร้างอนาคตของชาติ ผ่านการวางรากฐานด้วย พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และเชื่อมต่อกับตลาดแรงงานผ่าน Productivity Superboard

    นโยบายหลักมุ่งเน้นที่การลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการศึกษา โดยปลดล็อกกฎระเบียบ งดขั้นตอนพิธีการในการตรวจราชการที่ไม่จำเป็น ลดค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง ควบคุมราคาสินค้าที่เกี่ยวกับการศึกษา และลดงานเอกสารครู ผ่านนวัตกรรมและการจัดสรรงบแบบใหม่ที่คำนวณด้วยความเข้าใจโรงเรียนขนาดเล็ก รวมถึงสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธินักเรียน

    กระทรวงแรงงาน

    เมื่อการศึกษาผลิตกำลังคนออกมา กระทรวงแรงงานคือผู้รับไม้ต่อในการดูแลตลาดแรงงาน โดยท่านหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและรัฐมนตรีแรงงาน ท่านจุลพันธ์ สั่งการภารกิจแรกในช่วงวิกฤตคือ ลดเงินสมทบประกันสังคมเพื่อลดภาระแก่ผู้ประกันตน

    มุ่งปฏิรูปโครงสร้างแรงงานทั้งระบบ พร้อมยกระดับทักษะแรงงานผ่านการ Up-skill / Re-skill เรียนได้งบ จบได้งาน เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการยกระดับสวัสดิการและปรับสูตรค่าแรงขั้นต่ำให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ ปฏิรูประบบประกันสังคม ให้เป็นมืออาชีพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ง่าย สร้างความมั่นคงให้ชีวิตคนทำงาน

    กระทรวงแรงงาน

    ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งดูแลพี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ ท่าน รมว.สุริยะ จะทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาส่งเสริมความเป็นอยู่และปากท้องของเกษตรกรให้ดีขึ้น

    ขับเคลื่อนเกษตรสมัยใหม่ด้วย AI และ Big Data เพื่อเพิ่มผลิตภาพและรายได้ผ่านการแปรรูปสินค้าไปจนถึงการปรับโครงสร้างการผลิตให้มีมูลค่าสูงขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้เกษตรกรและบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ พร้อมเร่งแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น PM2.5 ที่ดิน การจัดการดิน น้ำ และการสร้าง Smart Farmer รุ่นใหม่ บริหารจัดการสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก-บริโภค

    กระทรวงพม

    แม้การก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจจะสำคัญ แต่การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์โดยท่าน รมว.นิกร สั่งการให้ พม. ทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net) ที่คอยดูแลกลุ่มเปราะบาง รับมือปัญหา PM2.5 ขยายโครงการห้องปลอดฝุ่นให้แก่กลุ่มเปราะบางและจัดหน่วยเคลื่อนที่เร็ว และแก้ปัญหาวิกฤตค่าครองชีพ ผ่านเงินอุดหนุนและการลดภาระที่อยู่อาศัย พร้อมพัฒนาสวัสดิการ ทักษะ และโครงสร้าง เพื่อรับมือสังคมสูงวัย สนับสนุนสวัสดิการเด็กเล็ก แก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว พร้อมผลักดันกฎหมายและขยายโอกาสด้านที่อยู่อาศัยในราคาที่เข้าถึงได้ รวมถึงผลักดัน Universal Design เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสวัสดิการและโครงสร้างพื้นฐานอย่างเท่าเทียม

    ในภาวะความผันผวนของโลกที่กำลังดำเนินอยู่ รัฐมนตรีเพื่อไทย พร้อมที่จะทำงานด้วยวิสัยทัศน์ ความรู้และความเข้าใจ สร้างศักยภาพคนไทยเพื่อสร้างอนาคตให้ประเทศไทยครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/Bvn8pJAhf&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UPf0GSbQj68qI2mav0WaV

  • ต่างชาติลด-ต้นทุนพุ่ง ท่องเที่ยวไทยเจอศึกหนัก

    ต่างชาติลด-ต้นทุนพุ่ง ท่องเที่ยวไทยเจอศึกหนัก

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-237&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Sdp2wrlJBR1mFa2Hkqc1T

  • คาดสงกรานต์เชียงใหม่เงียบเหงาจากพิษเศรษฐกิจ-วิกฤตน้ำมันแพง ประชาชนปรับพฤติกรรมการท่องเที่ยว

    คาดสงกรานต์เชียงใหม่เงียบเหงาจากพิษเศรษฐกิจ-วิกฤตน้ำมันแพง ประชาชนปรับพฤติกรรมการท่องเที่ยว

    สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่ ทำให้มีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมาถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สร้างความกังวลใจในทุกภาคส่วน ประชาชนมีค่าครองชีพที่สูงขึ้นสวนทางรายได้ ต้องรัดเข็มขัดประหยัดเงินในกระเป๋าให้ได้มากที่สุด

    สำหรับการคาดการณ์บรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ หรือ ปี๋ใหม่เมืองของเชียงใหม่ ในตอนนี้ก็ยังคงน่าเป็นห่วงจากยอดการจองห้องพักที่ควรจะมีเข้ามาและเริ่มคึกคักแล้วแต่ในปีนี้กลับเงียบเหงา ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นก็ยังคงไม่มีการปรับลดลงก็อาจจะทำให้บรรยากาศไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังเอาไว้

    Songkran-in-Chiang Mai-is-expected-to-be-quiet-due-to-the-economic-downturn-SPACEBAR-Photo09.jpg

    Songkran-in-Chiang Mai-is-expected-to-be-quiet-due-to-the-economic-downturn-SPACEBAR-Photo12.jpg

    ภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ได้แสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การที่ค่าของชีพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นมีผลกับการตัดสินใจใช้จ่ายและเดินทางท่องเที่ยวโดยตรง ซึ่งน่าจะเป็นการท่องเที่ยวภายในจังหวัดมากขึ้น การเดินทางระหว่างจังหวัดหรือภูมิภาคอาจจะลดลง เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากการเดินทางที่ลำบากมากขึ้นที่สืบเนื่องมาจากการสู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลางก็อาจจะหันไปเที่ยวประเทศที่เดินทางสะดวกมากขึ้น หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจจะเดินทางไปยังจังหวัดอื่น เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่ในห้วงที่ผ่านมาประสบกับปัญหามลพิษทางอากาศอย่างหนัก

    Songkran-in-Chiang Mai-is-expected-to-be-quiet-due-to-the-economic-downturn-SPACEBAR-Photo11.jpg

    โดยทางจังหวัดเชียงใหม่คาดการณ์ว่า จากสถานการณ์น้ำมันยังอาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ อาจจะมีนักท่องเที่ยวลดลงจากปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วงเทศกาลสงกรานต์ในปี 2569 นี้ คาดว่าการเดินทางทางอากาศ เที่ยวบินจะลดลง 3% และผู้โดยสารจะลดลง 9% เมื่อเทียบกับปี 2568

    ขณะที่การเดินทางด้วยรถโดยสารคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 10% โดยมีผู้โดยสารเฉลี่ย 11,000 – 12,000 คนต่อวัน ในส่วนอัตราการเข้าพักโรงแรมในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ประมาณ 29.12% อย่างไรก็ตามทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ได้บูรณาการร่วมกันเตรียมจัดเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้อย่างยิ่งใหญ่ทั้งในรูปแบบ “สายบุญ และสายม่วนสายมันส์” เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ ส่วนทาง ททท. มีแผนจัดแคมเปญดึงนักท่องเที่ยวจากเอเชียให้เดินทางเข้ามาเที่ยวไทยมากยิ่งขึ้น

    Songkran-in-Chiang Mai-is-expected-to-be-quiet-due-to-the-economic-downturn-SPACEBAR-Photo07.jpg

    Songkran-in-Chiang Mai-is-expected-to-be-quiet-due-to-the-economic-downturn-SPACEBAR-Photo08.jpg

    ขณะที่บรรยากาศภายในตลาดวโรรส ตลาดเก่าแก่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่และคึกคักที่สุดของเชียงใหม่ พบว่าบรรยากาศการค้าขายปืนฉีดน้ำในปีนี้ยังไม่คึกคักแม้ว่าจะใกล้ถึงเทศกาลสงกรานต์แล้วก็ตาม มีพ่อค้าแม่ค้านำเอาอุปกรณ์เล่นน้ำมาจำหน่ายน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับผู้ที่มาจับจ่ายใช้สอยก็ยังไม่มาก ส่วนร้านที่อุปกรณ์ตกแต่งที่สื่อถึงงานประเพณีปี๋ใหม่เมือง เช่น ตุงไส้หมู ตุง 12 ราศี ก็ยังคงไม่ได้คึกคักเช่นกันมีคนมาซื้อนำไปขายต่อหรือซื้อไปปรับตกแต่งไม่มาก

    Songkran-in-Chiang Mai-is-expected-to-be-quiet-due-to-the-economic-downturn-SPACEBAR-Photo01.jpg

    รศ.นิสิต พันธมิตร หัวหน้าศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้วิเคราะห์ว่า หนึ่งในภาพที่เป็นเอกลักษณ์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของจังหวัดเชียงใหม่ คือบริเวณรอบคูเมืองเชียงใหม่ ที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวจะพากันขึ้นหลังรถกระบะเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานกันตลอดช่วงเทศกาล น่าจะลดน้อยลง เพราะน้ำมันมีราคาแพง ประชาชนอาจจะรวมตัวกันนำรถไปจอด แล้วเดินเท้าเล่นน้ำกันมากยิ่งขึ้นเพื่อประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องจ่าย การออกมาเล่นน้ำคงลดน้อยลงและไปเล่นเวลากลางคืนมากขึ้นเพราะอากาศร้อน ทำให้จำนวนรถในคูเมืองเชียงใหม่น่าจะหายไปกว่า 50%

    “คาดว่าในปีนี้สถานที่เล่นน้ำภายในตัวเมืองเชียงใหม่ในลักษณะที่เป็นการเดินเท้าจะได้รับความนิยมมากที่สุด เช่นบริเวณถนนนิมมานเหมินท์ และบริเวณใกล้เคียงเนื่องจากมีห้างสรรพสินค้า ร้านค้าอยู่จำนวนมากซึ่งก็จะมีการจัดกิจกรรมของตนเอง ซึ่งประชาชนทุกกลุ่มและช่วงวัยก็สามารถเลือกที่จะเข้าไปใช้บริการและเล่นสนุกได้ตามความต้องการของตนเอง”

    รศ.นิสิต กล่าวว่า แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับกันคือบรรยากาศและรายได้ทางการท่องเที่ยวคงลดลงไม่ได้คึกคักเหมือนกับเทศกาลสงกรานต์ในปีที่แล้ว หรือบรรยากาศส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ผ่านมา เนื่องจากเดิมทีในช่วงนี้ประชาชนก็ประหยัดเงินในกระเป๋ามากขึ้นอยู่แล้ว เทศกาลสงกรานต์ที่น่าจะเป็นช่วงเวลาของการนำเงินเก็บออกมาใช้จ่ายสร้างความสนุกสนานความสุขให้กับตนเองและครอบครัวก็จะลดลงไปด้วย ผู้คนน่าจะมีการเฉลิมฉลองกันที่บ้านมากขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่าย ข้อสังเกตที่เห็นได้ชัดก็คือบรรยากาศตามร้านค้าและบรรยากาศภายในเมืองค่อนข้างเงียบเหงามีการตื่นตัวเกี่ยวกับเทศกาลนี้น้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา

    Songkran-in-Chiang Mai-is-expected-to-be-quiet-due-to-the-economic-downturn-SPACEBAR-Photo10-1.jpg

    “สภาพเศรษฐกิจในตอนนี้ไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางท่องเที่ยวและใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หากเปรียบเทียบกับตอน โควิด-19 คนยังพอมีเงินแค่เดินทางไปไหนไม่ได้ แต่ตอนนี้แม้จะอยากเดินทางหรือท่องเที่ยวก็ค่อนข้างลำบากเนื่องจากต้องคิดถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น

    อย่างไรก็ตามภาครัฐ ภาคการท่องเที่ยวต้องมีการออกมาประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้นให้นักท่องเที่ยวได้ทราบกิจกรรมนี้ยังคงดำเนินต่อไป ไม่ให้บรรยากาศมันเงียบเหงามากจนเกินไป อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเข้มงวดก็คือความปลอดภัยเพื่อไม่ให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีหรือการสูญเสียในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้” รศ.นิสิต กล่าว

    Songkran-in-Chiang Mai-is-expected-to-be-quiet-due-to-the-economic-downturn-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ศิริลักษณ์ สังข์ภิรมย์ ชาวต่างจังหวัดที่มาอาศัยและทำงานในจังหวัดเชียงใหม่ บอกว่า ส่วนตัวไม่ค่อยเที่ยวช่วงเทศกาลอยู่แล้ว ไม่ชอบที่คนเยอะๆ เลือกที่จะทำงานดีกว่าได้เงินเก็บเงินดีกว่า อย่างเทศกาลสงกรานต์ปีที่แล้วเที่ยวแค่บางวันตอนกลางคืนบริเวณถนนนิมมานเหมินท์ แต่บางวันพายุเข้า ฝนตกแรงมาก ไม่สนุกเท่าที่ควรจึงเที่ยวได้ไม่กี่วัน

    “ในปีนี้ส่วนตัวทำงานตอนกลางคืน ในฐานะคนทำงานคิดว่าอาจจะคึกคักน้อยกว่าปีที่แล้ว เพราะปีนี้ฝุ่นเยอะมาก อากาศร้อนมากขึ้นด้วย ตอนกลางวัน ไม่น่าเที่ยว เพราะฝุ่นเยอะ อากาศร้อนกลัวเป็นลม หากถามว่าจะเดินทางกลับไปพักผ่อนที่บ้านเกิดหรือไม่ คงไม่กลับ เพราะเป็นช่วงกอบโกยของคนทำงานหาเช้ากินค่ำ เน้นสนุกระหว่างทำงานเอา”

    “สำหรับสงกรานต์ปีนี้คิดว่าไม่บูมเหมือนปีที่แล้ว เพราะเศรษฐกิจตอนนี้ย่ำแย่กว่าเดิม น้ำมันแพง มีปัญหามลพิษของซื้อของขายราคาแพงขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่นก่อนอันดับแรก ถ้าฝุ่นลดลงคิดว่าการท่องเที่ยวน่าจะคึกคักมากยิ่งขึ้น”

    Songkran-in-Chiang Mai-is-expected-to-be-quiet-due-to-the-economic-downturn-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ด้าน กฤตนัน ศรีธิวงค์ ชาวเชียงใหม่ บอกว่า ปกติแล้วเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาส่วนตัวจะไปไหว้พระทำบุญ ไปต่างจังหวัดไปเยี่ยมและรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในครอบครัว ส่วนปีนี้คงจะมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น อาจจะมีการเดินทางน้อยลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและปัญหาน้ำมันที่แพงขึ้น ซึ่งในช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่แบบนี้การท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ต้องมีการประหยัดเงินมากกว่าเดิม หากที่เคยเที่ยว 3 วันคาดว่าลดเหลือแค่ 1 วันเท่านั้น

    “อุปกรณ์เล่นน้ำในปีนี้คงไม่ซื้อเพราะของปีที่แล้วยังคงใช้ได้ ส่วนที่มีการวิเคราะห์ว่าบรรยากาศจะไม่คึกคักเท่าปีที่ผ่านมา ส่วนตัวคิดว่าจริง อาจจะบางลงกว่าปีก่อนเพราะเนื่องด้วยเรื่องปัญหาน้ำมัน อยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างตรงจุด โปร่งใส รับฟังประชาชน และดำเนินการอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

    Songkran-in-Chiang Mai-is-expected-to-be-quiet-due-to-the-economic-downturn-SPACEBAR-Photo04-1.jpg

    สำหรับเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จังหวัดเชียงใหม่ มีกำหนดจัดงานประเพณีปีใหม่เมืองขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 19 เมษายน 2569 ทั่วเมืองเชียงใหม่ แบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ กิจกรรมสำหรับสายบุญ สืบสานประเพณีและวัฒนธรรม อีกส่วนอีกหนึ่งกิจกรรมสงกรานต์มหาบันเทิง ตามแหล่งท่องเที่ยวภายในเมืองและพื้นที่รอบนอก

    ด้านการรักษาความปลอดภัยตำรวจภูธรภาค 5 ยืนยันยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 บูรณาการกำลังจากตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระจายลงพื้นที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยวทั่วจังหวัด ทั้งการดูแลประชาชนและนักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่จะออกตรวจทุกวันตลอดช่วงเทศกาลโดยไม่มีวันหยุด หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถร่วมเทศกาลสงกรานต์ได้อย่างปลอดภัยและเกิดความเชื่อมั่นสูงสุดตลอดช่วงวันหยุดยาวนี้

    Songkran-in-Chiang Mai-is-expected-to-be-quiet-due-to-the-economic-downturn-SPACEBAR-Photo05.jpg

    Songkran-in-Chiang Mai-is-expected-to-be-quiet-due-to-the-economic-downturn-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/songkran-in-chiang-mai-is-expected-to-be-quiet-due-to-the-economic-downturn-and-high-fuel-prices&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BE-Je2Y7Nf1cvYgb-E1jQ

  • เศรษฐกิจพอเพียงทางออก ฝ่าทุกวิกฤต จี้รัฐเร่งคลอดแนวทางฝ่าปัญหาพลังงานอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    เศรษฐกิจพอเพียงทางออก ฝ่าทุกวิกฤต จี้รัฐเร่งคลอดแนวทางฝ่าปัญหาพลังงานอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    เศรษฐกิจพอเพียงทางออก ฝ่าทุกวิกฤต จี้รัฐเร่งคลอดแนวทางฝ่าปัญหาพลังงานอย่างยั่งยืน

    • เผยแพร่ : 11/04/2026 12:59

    “นักวิชาการ” ชี้เศรษฐกิจพอเพียงทางออก ฝ่าทุกวิกฤต จี้รัฐเร่งคลอดแนวทางฝ่าปัญหาพลังงานอย่างยั่งยืน ย้ำวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทำได้ แต่อย่าแตกแยกจนประเทศสะดุด

    #topnewstv #อนุทินชาญวีรกูล #น้ำมันดีเซล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1544502&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_Qh3PNcJYhuZugbQW9Y5b

  • เกษตรกรสหรัฐฯ เดือดร้อนราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

    เกษตรกรสหรัฐฯ เดือดร้อนราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

    เกษตรกรสหรัฐฯ เผชิญความท้าทายหนักจากราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ฟาร์มขนาดเล็กต้องปรับตัวและเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตรเพื่อความอยู่รอด

    Sue Ferreri เจ้าของฟาร์มครอปซีย์ในรัฐนิวยอร์กเผยว่า ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นจาก 3.70 เหรียญต่อแกลลอนในเดือนกุมภาพันธ์เป็น 5.70 เหรียญในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นนี้ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 20-25% แม้ว่าเธอจะเตรียมงบประมาณสำรองไว้ 10% ทุกปี

    วิกฤตเชื้อเพลิงกระทบห่วงโซ่อุปทาน

    ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหลังการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้เส้นทางขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันและปุ่ยเคมี การปิดกั้นนี้ไม่เพียงส่งผลต่อราคาเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่ยังทำให้ค่าขนส่งอุปกรณ์เกษตรพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

    Ferreri บอกว่าเมื่อเธอต้องการสั่งซื้ออุปกรณ์ราคา 60 เหรียญ ค่าขนส่งกลับสูงถึง 200 เหรียญ ซึ่งเธออธิบายว่าเป็นราคาที่”บ้าคลั่ง” สำหรับการดำเนินธุรกิจเกษตรขนาดเล็ก

    การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

    ฟาร์มครอปซีย์ที่มีพื้นที่ 10 เฮกตาร์และมีพนักงาน 8 คน ได้เริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง Jonah Monahan หัวหน้าช่างเครื่องของฟาร์มเผยว่า พวกเขาเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กที่ประหยัดน้ำมันมากขึ้น เช่น รถเอทีวีและรถไถเดินตามแทนรถแทรกเตอร์ขนาดใหญ่

    ในโรงเพาะชำ พนักงานสองคนใช้รถเข็นลากมือในการขนย้ายต้นทิวลิปแทนการใช้เครื่องจักร ทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงให้มากที่สุด

    เทคนิคเกษตรยั่งยืนเป็นทางออก

    นอกจากการเปลี่ยนอุปกรณ์แล้ว ฟาร์มยังหันมาใช้วิธี”เกษตรฟื้นฟู”มากขึ้น เช่น การไถดินให้ตื้นลง การใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการหมุนเวียนพืชผลและการปลูกพืชคู่กัน วิธีการเหล่านี้ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

    Ben Brown นักวิจัยด้านเกษตรจากมหาวิทยาลัยมิสซูรี่ระบุว่า ฟาร์มขนาดใหญ่ยังไม่สามารถปรับตัวเร็วเท่าฟาร์มเล็ก ขณะนี้ส่วนใหญ่ยังต้องรับราคาที่สูงขึ้นและหาทางแก้ไขทางการเงิน

    ความหวังจากข้อตกลงหยุดยิง

    Ferreri แสดงความโล่งใจเล็กน้อยต่อข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างวอชิงตันและเตหะราน แต่เธอยังคงระมัดระวัง เธอกล่าวว่า”ในฐานะเกษตรกร เราไม่สามารถเชื่อใจสภาพอากาศได้ เราต้องเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดและหวังในสิ่งที่ดีที่สุด”

    เชื้อเพลิงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตในฟาร์ม ตั้งแต่การขับเคลื่อนยานพาหนะไปจนถึงการให้ความร้อนแก่เรือนกระจก

    เชื้อเพลิงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตในฟาร์ม ตั้งแต่การขับเคลื่อนยานพาหนะไปจนถึงการให้ความร้อนแก่เรือนกระจก

    ฟาร์ม Cropsey ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอยู่แล้วหลังสงครามในยูเครน

    ฟาร์ม Cropsey ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอยู่แล้วหลังสงครามในยูเครน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/us-farmer-struggles-fuel-price-surge-mideast-war&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l6SfMp6C9PlrYZEGBQ8Kb

  • ธนาคารโลกเตือน สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นลูกโซ่ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกเตือน สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นลูกโซ่ : อินโฟเควสท์

    อาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลกกล่าวเมื่อวันศุกร์ (10 เม.ย.) ว่า สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลก แม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงที่ประกาศโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม

    บังกากล่าวว่า ความเสียหายจะรุนแรงมากขึ้น หากข้อตกลงหยุดยิงล้มเหลวและความขัดแย้งยกระดับ

    บังกากล่าวเมื่อวันอังคาร (7 เม.ย.) ว่า ในกรณีพื้นฐานที่สงครามยุติลงเร็ว การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจลดลง 0.3% ถึง 0.4% และอาจลดลงมากถึง 1% หากสงครามยืดเยื้อ ขณะที่เงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้น 2% ถึง 3% และอาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์หากสงครามดำเนินต่อไป

    ประมาณการพื้นฐานล่าสุดของธนาคารโลกคาดว่า การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาจะอยู่ที่ 3.65% ในปี 2569 เทียบกับ 4% ในเดือนต.ค. และอาจลดลงต่ำสุดถึง 2.6% ในกรณีเลวร้ายที่สงครามยืดเยื้อ ขณะที่เงินเฟ้อในประเทศเหล่านี้คาดว่าจะอยู่ที่ 4.9% ในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากประมาณการก่อนหน้าที่ 3% และในกรณีรุนแรงที่สุด เงินเฟ้ออาจพุ่งสูงถึง 6.7%

    สงครามดังกล่าวซึ่งคร่าชีวิตผู้คนหลายพันรายทั่วตะวันออกกลาง ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 50% พร้อมทั้งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย ฮีเลียม และสินค้าอื่น ๆ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวและการเดินทางทางอากาศ

    ข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ที่ประกาศโดยทรัมป์ยังคงเปราะบาง โดยอิสราเอลและอิหร่านยังคงโจมตีกันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อิหร่านระบุเมื่อวันศุกร์ว่า ทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดต้องได้รับการปลดล็อก และต้องมีการหยุดยิงในเลบานอนก่อนที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งกำหนดในวันนี้ (11 เม.ย.) ที่ปากีสถาน จะสามารถดำเนินต่อไปได้ ขณะที่ทรัมป์ระบุว่า เรือรบสหรัฐฯ กำลังถูกบรรจุอาวุธใหม่ เผื่อกรณีการเจรจาล้มเหลว

    “คำถามที่แท้จริงคือ สันติภาพในปัจจุบันและการเจรจาที่จะมีขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน และนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งหรือไม่”

    “หากไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ดังกล่าว และหากความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้ง สิ่งนั้นจะส่งผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้น หรือส่งผลกระทบในระยะยาวมากขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหรือไม่” บังกากล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFA0IQ2V1XQE1P77B3QFUAY1J5Y86GX&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l3AMBj5_lupvY9jK5NkhN