Category: เศรษฐกิจ

  • สำเพ็งคึกคักแต่ยอดซื้ออุปกรณ์สงกรานต์วูบ พ่อค้าแม่ค้าโอดเศรษฐกิจซบเซา | เดลินิวส์

    สำเพ็งคึกคักแต่ยอดซื้ออุปกรณ์สงกรานต์วูบ พ่อค้าแม่ค้าโอดเศรษฐกิจซบเซา | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 00.30 น. เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการจับจ่ายซื้อของช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่ตลาดสำเพ็ง พบว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีทั้งพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยและนักท่องเที่ยวเดินทางมาเลือกซื้อปืนฉีดน้ำ เสื้อลายดอก และซองกันน้ำอย่างต่อเนื่อง

    โดยร้านค้าต่างๆ พากันนำปืนฉีดน้ำหลากสีสัน หลายขนาด หลายดีไซน์ ออกมาวางเรียงรายดึงดูดลูกค้า ทั้งแบบกะทัดรัดสำหรับเด็ก ไปจนถึงปืนแบบแรงดันสูง ซึ่งปีนี้สินค้าประเภท “เครื่องหัวและพร็อพมีไฟ” เช่น แว่นตาและหมวกสงกรานต์ ได้รับความนิยมเป็นพิเศษเพื่อสร้างสีสันในการเล่นน้ำ เช่นเดียวกับปืนฉีดน้ำแบตเตอรี่พร้อมเลเซอร์ที่ถือเป็นไอเทมยอดฮิตสงกรานต์ปีนี้

    อย่างไรก็ตาม แม้บรรยากาศจะดูหนาตาแต่ผู้ค้าส่วนใหญ่ต่างสะท้อนเสียงเดียวกันว่า “ยอดขายตกลงอย่างน่าใจหาย” โดยระบุว่าจากเดิมที่เคยทำรายได้ช่วงก่อนสงกรานต์ได้สูงถึงวันละ 50,000–60,000 บาท แต่ปีนี้ยอดขายกลับเงียบเหงากว่าที่คิด แม้ราคาสินค้าจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่ปัจจัยจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าเช่าที่ในย่านเศรษฐกิจและค่าแรงลูกน้อง ส่งผลให้ภาพรวมการค้าขายในปีนี้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5774886/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BXx6F_L-BJ0KtarsKK-9d

  • ดาวโจนส์ 11/04/69 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวน จับตาเศรษฐกิจโลก

    ดาวโจนส์ 11/04/69 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวน จับตาเศรษฐกิจโลก

    วิเคราะห์สถานการณ์ดัชนีดาวโจนส์ ณ วันที่ 11 เม.ย. 2569 พร้อมแนวโน้มตลาดหุ้นสหรัฐฯ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เจาะลึกปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้.

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะดัชนีดาวโจนส์ที่สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ การเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ได้ส่งสัญญาณที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม!

    เมื่อวันศุกร์ที่ 11 เมษายน 2569 ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดตลาดด้วยความผันผวนเล็กน้อย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงสูงและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงผู้ประกอบการและนักลงทุนในประเทศไทยต่างจับตาปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางการลงทุนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศ.

    ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ: ดาวโจนส์เคลื่อนไหวอย่างไร?

    การซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 แสดงให้เห็นถึงภาวะที่นักลงทุนยังคงระมัดระวัง ดัชนีดาวโจนส์มีการปรับตัวขึ้นลงสลับกันตลอดทั้งวัน ก่อนจะปิดตลาดด้วยการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของปัจจัยมหภาคหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาผสมผสาน ทั้งข้อมูลการจ้างงานที่ยังคงแข็งแกร่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีสัญญาณของแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลายลงอย่างที่คาดการณ์ไว้ นักวิเคราะห์จากวอลล์สตรีทมองว่า ตลาดกำลังอยู่ในช่วง ‘รอสัญญาณ’ ที่ชัดเจนจาก Fed และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่จะทยอยประกาศในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

    ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตลาด: เงินเฟ้อและดอกเบี้ย

    หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนและสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงนี้ยังคงหนีไม่พ้นเรื่องของอัตราเงินเฟ้อและนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ล่าสุดที่ออกมาสูงกว่าคาดการณ์เล็กน้อย ได้สร้างความกังวลว่า Fed อาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและผู้บริโภค และอาจชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งต่างให้ความเห็นว่า ทิศทางของ Fed จะเป็นตัวกำหนดชะตาตลาดในระยะกลางถึงยาว และการสื่อสารของประธาน Fed ในการประชุมครั้งถัดไปจะเป็นกุญแจสำคัญ

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและโอกาสสำหรับนักลงทุน

    แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะอยู่ห่างไกล แต่การเคลื่อนไหวของดัชนีดาวโจนส์และนโยบายของ Fed มีผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หาก Fed ยังคงดอกเบี้ยสูง จะส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และอาจทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงประเทศไทย ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตย่อมมีโอกาส นักลงทุนไทยที่มีความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์ สามารถใช้จังหวะนี้ในการปรับพอร์ตการลงทุน โดยพิจารณาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความยืดหยุ่นต่อภาวะเงินเฟ้อ หรือบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีรายได้จากต่างประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

    มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ: โอกาสและความท้าทาย

    คุณสมชาย พัฒนกิจเจริญ ผู้จัดการกองทุนจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า ‘ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปี 2569 นี้ จะเป็นปีแห่งความท้าทาย แต่ก็มีโอกาสสำหรับนักลงทุนที่เลือกหุ้นรายตัวได้ดี เรามองว่ากลุ่มเทคโนโลยีและพลังงานบางส่วนยังคงมีศักยภาพในการเติบโต แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นก็ตาม’ ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ก็กำลังจับตาดูแนวโน้มเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การผลิตและการตลาดให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่อาจเปลี่ยนแปลงไป การบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจเหล่านี้

    อนาคตของตลาด: จับตาตัวเลขเศรษฐกิจและนโยบาย Fed

    ในระยะอันใกล้นี้ นักลงทุนและผู้ประกอบการควรจับตาดูรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะดัชนีเงินเฟ้อ, ตัวเลขการจ้างงาน, และการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดทิศทางตลาดที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของ Fed ในครั้งถัดไป จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยและนโยบายการเงิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย การเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนและกระจายความเสี่ยงในการลงทุนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

    สถานการณ์ของดัชนีดาวโจนส์เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 สะท้อนถึงตลาดที่ยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยมหภาค โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อและทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย นักลงทุนและผู้ประกอบการไทยควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด วิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน และปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อคว้าโอกาสและบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพในภาวะตลาดผันผวนเช่นนี้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/141143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iruxbkaAm-n7kX1SZrv11

  • ราคาปาล์มร่วงรายวัน ล่าสุดเหลือ 7 บาท ชาวสวนจ่อนัดบุก กทม.พบ ‘ศุภจี’

    ราคาปาล์มร่วงรายวัน ล่าสุดเหลือ 7 บาท ชาวสวนจ่อนัดบุก กทม.พบ ‘ศุภจี’

    เกษตรกรชาวสวนปาล์ม จ.ตรัง ลุกฮือประท้วงรัฐบาล หลังมีคำสั่งห้ามส่งออก จนทำให้ราคาร่วง ยื่นหนังสือขอให้แก้ไขด่วน มิเช่นนั้นจะนัดชาวสวนปาล์มทุกจังหวัดบุก กทม. เพื่อพบ รมว.พาณิชย์

    ตัวแทนสมาคม และเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง นำโดย นายชัยวัฒน์ โภคาวัฒนา นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ก่อนเดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ ผ่านพันจ่าโทอนันต์ บุญสำราญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เพื่อเรียกร้องให้หามาตรการกำกับควบคุมดูแลราคาผลทะลายปาล์มน้ำมันให้เป็นไปตามกลไกของตลาด และจัดการความสมดุลของสต็อกน้ำมันปาล์มดิบ หลังจากกระทรวงพาณิชย์ มีคำสั่งห้ามมิให้ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักรตั้งแต่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไปเป็นเวลา 1 ปี เว้นแต่จะได้รับหนังสืออนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

    อย่างไรก็ตาม จากคำสั่งดังกล่าวส่งผลให้ราคาผลผลิตปาล์มจากที่กำลังพุ่งสูงไปอยู่ที่ กก.ละ 9.10 บาท เนื่องจากผลผลิตยังออกน้อย ได้ตกลงมาทันที ล่าสุดวันนี้เกษตรกรขายได้ราคาประมาณ กก.ละ 7.20-7.30 บาทเท่านั้น โดยการประกาศดังกล่าวยังเกิดขึ้นขณะที่สต็อกน้ำมันปาล์มดิบยังอยู่ในระดับสูงกว่า 324,000 ตัน และในเดือนเมษายนนี้ ก็จะมีผลผลิตปาล์มทะลักออกมาประมาณ 2 ล้านตัน หรือตกวันละประมาณ 66,600 ตัน โดยนำไปผลิตเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 12,000 ตันต่อวัน และถ้านำไปทำน้ำมัน B10 จะใช้ประมาณวันละ 6,400 ตันต่อวันเท่านั้น แล้วน้ำมันที่เหลือจะเอาไปไหน ส่วนที่เปิดช่องว่าถ้าใครจะส่งออก ให้ขออนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เท่ากับว่าเปิดช่องให้มีการหาผลประโยชน์ใช่หรือไม่

    ขณะที่นายกรัฐมนตรีก็ออกมาให้ข่าวว่า ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลจากปกติวันละ 80 ล้านลิตร เหลือแค่ 45-50 ล้านลิตร ก็จะยิ่งส่งผลให้สต็อกน้ำมันปาล์มดิบบวมมากขึ้นอีก และส่วนที่บอกว่า จะนำน้ำมันปาล์มไปทำน้ำมัน B20 นั้น แล้วในความเป็นจริงปั๊มน้ำมันสำหรับเติม B20 อยู่ตรงไหน มีให้เติมจริงหรือไม่ นอกจากนั้น หน่วยงานที่กำกับด้านราคา มักจะออกมาให้ความเห็นตอนที่ปาล์มราคาดี และกลับทำให้ปาล์มราคาดิ่งลงทุกครั้ง ทั้งที่ตอนนี้ผลผลิตยังออกมาน้อยมาก เพราะปัญหาภัยแล้ง ขณะที่ต้นทุนการผลิตกลับสูงขึ้นมาก เช่น ค่าปุ๋ย เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่มขึ้นร้อยละ 60 ค่าจ้างตัดผลทะลายปาล์ม เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 สวนทางกับความต้องการของตลาดโลกที่ยังคงเดิม

    ดังนั้น สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง จึงขอให้รัฐหามาตรการกำกับควบคุมดูแลราคาผลทะลายปาล์มให้เป็นไปตามกลไกของตลาด และหามาตรการรักษาความสมดุลสต็อกน้ำมันปาล์มดิบ โดยการยืดหยุ่นตามสถานการณ์โดยคำนึงถึงราคาผลทะลายปาล์มที่เกษตรกรจะได้รับ หลังจากยื่นหนังสือวันนี้แล้ว จะรอดูท่าทีราคาต่อไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ หากราคาปาล์มยังดิ่งลงอีก จะนัดชาวสวนปาล์มทุกจังหวัดเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทันที

    https://youtu.be/bwt7X34Fgow

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/weekend/460898&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IHyngbz11wzEJ9tmUu9-k

  • 2 สัปดาห์ทองชี้ชะตาโลก ลุ้น“สันติภาพ-ยุติสงคราม” เศรษฐกิจเดินหน้าต่อ

    2 สัปดาห์ทองชี้ชะตาโลก ลุ้น“สันติภาพ-ยุติสงคราม” เศรษฐกิจเดินหน้าต่อ

    2 สัปดาห์ทองชี้ชะตาโลก ลุ้น“สันติภาพ-ยุติสงคราม” เศรษฐกิจเดินหน้าต่อ

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,191 ระหว่างวันที่ 12-15 เม.ย. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย

    *** ข่าวใหญ่ระดับโลกในห้วงเวลานี้ คงหนีไม่พ้นการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกมาประกาศ “หยุดยิง 2 สัปดาห์” กับ อิหร่าน เมื่อเช้าวันที่ 8 เมษายน 2569 (เวลาประเทศไทย)พร้อมเงื่อนไขสำคัญ ต้องเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ให้เรือทุกชาติผ่านได้อย่างปลอดภัย ฟังเผินๆ อาจเหมือนเป็นเพียง “จังหวะพักหายใจ” ของมหาอำนาจ แต่สำหรับโลกเศรษฐกิจ และโดยเฉพาะประเทศไทย นี่คือ “หน้าต่างโอกาส” ที่มีค่ามหาศาล เพราะฮอร์มุซไม่ใช่แค่ทางน้ำ แต่คือ “เส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก”

    *** การตัดสินใจของ “ทรัมป์” ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หากแต่เป็นผลจากแรงกดดันทางการทูต โดยเฉพาะจาก เชห์บาซ ชารีฟ และผู้นำกองทัพปากีสถาน ที่พยายาม “เบรกเกมร้อน” ไม่ให้ลุกลาม ข้อเสนอที่วางอยู่บนโต๊ะ 10 ข้อจากฝั่งอิหร่าน สะท้อนชัดว่า นี่ไม่ใช่แค่การหยุดยิง แต่คือการต่อรอง “ระเบียบโลกย่อย” ในตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกคว่ำบาตร การรับรองโครงการนิวเคลียร์ หรือแม้แต่การถอนกำลังสหรัฐออกจากภูมิภาค ทั้งหมดนี้คือ “ดีลใหญ่” ที่เดิมพันด้วยทั้งอำนาจ ความมั่นคง และ เศรษฐกิจโลก ที่สำคัญ อิหร่าน ก็ “รับลูก” ทันที พร้อมประกาศว่า หากไม่มีการโจมตี จะเปิดฮอร์มุซ และหยุดปฏิบัติการทางทหาร 2 สัปดาห์เช่นกัน

    *** แต่ในอีกด้านหนึ่ง “ข่าวดี” นี้ กลับซ้อนทับอยู่บน “ข่าวร้าย” สำหรับคนไทย เมื่อ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ ออกมายืนยันว่า ลูกเรือไทย 3 คนจากเรือ “มยุรีนารี” เสียชีวิตจากเหตุโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ …นี่คือราคาที่ต้องจ่าย แม้จะสามารถช่วยลูกเรืออีก 20 คนกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย แต่ 3 ชีวิตที่สูญเสียไป คือเครื่องเตือนใจว่า “สงครามไม่มีพื้นที่ปลอดภัย”

    *** ในทางเศรษฐศาสตร์ การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เท่ากับ “ปลดล็อกซัพพลายเชนโลก” น้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย ทุกอย่างที่ไหลผ่านเส้นทางนี้ คือหัวใจของต้นทุนการผลิต และสำหรับ “ไทย” ยิ่งชัดเจน เพราะวันนี้ยังมีเรือไทยอีก 9 ลำ “ติดค้าง” รอสัญญาณผ่าน โดยในจำนวน 5 ลำนั้น คือเรือปุ๋ย ปัจจัยการผลิตสำคัญของภาคเกษตร ถ้าผ่านไม่ได้ เท่ากับว่าต้นทุนพุ่ง แต่ถ้าผ่านได้ เท่ากับ ความเสี่ยงลดลงทันที นี่คือเหตุผลที่ไทยต้อง “เดินเกมทางการทูต” อย่างเต็มกำลัง

                                                2 สัปดาห์ทองชี้ชะตาโลก ลุ้น“สันติภาพ-ยุติสงคราม” เศรษฐกิจเดินหน้าต่อ

    *** การเดินทางของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ไป โอมาน ในวันที่ 15-16 เมษายนนี้ จึงไม่ใช่แค่ขอบคุณ แต่คือ “ภารกิจเปิดทาง” เนื่องจากโอมาน คือ “คนกลาง” สำคัญที่สามารถคุยกับอิหร่านได้ และหากเกมนี้สำเร็จ คนที่คุยได้ คือคนที่เปิดทางรอด เป้าหมายของไทยชัดเจนที่ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้เรือ 9 ลำนี้ผ่านฮอร์มุซให้ได้ ภายใน “2 สัปดาห์ทองคำ”

    *** ภาพใหญ่ของโลก สงครามครั้งนี้ ถ้า “สหรัฐ-อิหร่าน” ดีลสำเร็จ โลกอาจได้ “สันติภาพ” กลับมา อันจะส่งผลให้ราคาพลังงานอาจนิ่ง เศรษฐกิจอาจฟื้นความเชื่อมั่นกลับมา ตรงกันข้าม ถ้าล้มเหลว “ฮอร์มุซ” ปิดไปอีกนาน ความตึงเครียดก็จะยังคงอยู่ต่อไป …การหยุดยิง 2 สัปดาห์ อาจเป็นเพียง “พักเพื่อรบใหม่” หรือไม่?

    *** แต่สำหรับไทย ไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจาก “ใช้ทุกวินาทีของโอกาสนี้” ให้คุ้มค่าที่สุด ทำอย่างไรให้เรือผ่านมาได้ เพื่อให้เศรษฐกิจเดินต่อได้ และเพื่อไม่ให้มี “ข่าวร้าย” เกิดขึ้นซ้ำอีก …ก็ได้แต่ภาวนาให้ “สหรัฐ-อิหร่าน” บรรลุข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้เกิด “สันติภาพถาวร” ทั้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และโลก…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/656388&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i40aavbOS6uvCgcW-_3XZ

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 12 เมษายน 69 เช็กราคาน้ำมันล่าสุด ดีเซล เบนซิน ลิตรละกี่บาท

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 12 เมษายน 69 เช็กราคาน้ำมันล่าสุด ดีเซล เบนซิน ลิตรละกี่บาท

    ราคาน้ำมันวันพรุ่งนี้ 12 เม.ย. 2569 ล่าสุดราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตข้อมูล วันที่ 11 เม.ย. 2569 เวลา 17.00 น. ล่าสุด เช็คราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 12 เมษายน 2569 กลุ่มดีเซล เบนซิน และแก๊สโซฮอล์ โดยทีมข่าวเศรษฐกิจเว็บไซต์ Sanook อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด และ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด โดยล่าสุด ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 12/4/2569 มีผลเวลา 05.00 น. ดังต่อไปนี้

    กบน. มีมติปรับลดราคาน้ำมันขายปลีกทั้งกลุ่มเบนซิน และดีเซล สะท้อนกลไกตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง มีผล 11 เม.ย. 69

    • ลดราคา ดีเซล บี 20 : ลดลง 6 บาทต่อลิตร
    • ลดราคา ดีเซลหมุนเร็ว : ลดลง 4 บาทต่อลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20, E85 : ลดลง 3 บาทต่อลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95, 91 : ลดลง 1 บาทต่อลิตร

    อัปเดตราคาน้ำมันวันพรุ่งนี้  12 เมษายน 2569 มีผล เวลา 05.00 น. ดังนี้

    ราคาน้ำมัน ปตท. พรุ่งนี้ 12 เม.ย. 69

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.54 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 66.30 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 55.04 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน บางจาก พรุ่งนี้ 12 เม.ย. 69

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 66.80 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97 อยู่ที่ 56.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 33.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์” พรุ่งนี้ 12 เม.ย. 69

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 39.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.83 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 73.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” พรุ่งนี้ 12 เม.ย. 69 

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 57.51 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 70.94 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันข้างต้นเป็นราคากลาง (ยังไม่รวมภาษีท้องถิ่น) ราคาหน้าปั๊มแต่ละแห่งอาจต่างกันเล็กน้อย โปรดตรวจสอบอีกครั้งก่อนเติม

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันแต่ละปั๊ม คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949488/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ji_Qlt6riJaaCB7yH9Q1O

  • ผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา เปิด “ถนนสายวัฒนธรรม” ปลุกเสน่ห์เมือง สร้างเศรษฐกิจกระตุ้นท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    ผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา เปิด “ถนนสายวัฒนธรรม” ปลุกเสน่ห์เมือง สร้างเศรษฐกิจกระตุ้นท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    นางสาวฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ถนนสายวัฒนธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา” โดยมี นายพีรพล ลือล่า ปลัดจังหวัดฉะเชิงเทรา นางสุภัสสร ประภาเลิศ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทน วัฒนธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา นางขวัญกมล ฉายแสง นายกเทศมนตรีเมืองฉะเชิงเทรา นางสาวสิริพรรณ เห็นสุข ผอ.(ททท.) สำนักงานจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคีเครือข่าย และประชาชนเข้าร่วมอย่างคึกคัก ท่ามกลางบรรยากาศริมแม่น้ำบางปะกง ณ บริเวณหน้าสำนักงานพระคลังข้างที่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่แห่งสีสันทางวัฒนธรรมอย่างมีชีวิตชีวา โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา

    โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่ “แหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ” ควบคู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าและความยั่งยืน ด้วยการต่อยอดอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทั้งสินค้าและผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญา อาหารพื้นถิ่น และวิถีชีวิตชุมชน ให้กลายเป็นพลังเศรษฐกิจที่จับต้องได้ สร้างงาน สร้างรายได้ และกระจายโอกาสสู่ประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง“ถนนสายวัฒนธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา” ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เปิดแห่งโอกาส ที่รวมทั้งเสน่ห์ วิถี และภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ในที่เดียว พร้อมต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ และขยายช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนอย่างยั่งยืนทั้งนี้ โครงการดังกล่าวกำหนดจัดขึ้นเดือนละ 2 ครั้ง ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 เดือน รวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง ณ บริเวณริมแม่น้ำบางปะกง หน้าสำนักงานพระคลังข้างที่ เพื่อเติมชีวิตชีวาให้เมือง สร้างสีสันการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดฉะเชิงเทราให้คึกคักอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5772591/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qQf5YCDXVj6CZVP7nbrO9

  • เศรษฐศาสตร์วันหยุด : รัฐบาล‘หนู2’ พาเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตได้ไหม???

    เศรษฐศาสตร์วันหยุด : รัฐบาล‘หนู2’ พาเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตได้ไหม???

    วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

    nn ผลกระทบด้านเศรษฐกิจของไทยจากการสู้รบในตะวันออกกลางดูเหมือนว่าหลายฝ่ายจะวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่าจะทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี’69 จะต่ำกว่าที่เคยประมาณการกันไว้ก่อนหน้านี้มาก ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ในระดับ 2-2.5% (กระทรวงการคลัง ฝันไกลถึง 3.3% เลยด้วยซ้ำ)

    ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย…ได้ประมาณการว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2569 ลดลงเหลือ 1.3-1.7% (ยังไม่นับรวมผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการในการให้ความช่วยเหลือประชาชนของรัฐบาล) ซึ่งต่ำกว่าที่ธปท. ได้ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ที่ 1.9% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 2.5-3.5% ต่อปี ทั้งนี้ ธปท. ประเมินภาพของเศรษฐกิจไทยไว้ 2 ฉากทัศน์ (Scenario) แบ่งเป็น กรณีที่ 1 สถานการณ์การสู้รบจบภายใน 2 สัปดาห์ คาดว่า ตัวเลขจีดีพีในปีนี้ จะอยู่ที่ 1.7% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 2.5% และกรณีที่ 2 คาดว่าสถานการณ์การสู้รบจบได้ภายใน มิ.ย. 2569 มองว่า ตัวเลขจีดีพีของไทย จะอยู่ที่ 1.3% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3.5% แต่หากสถานการณ์ลากยาวกว่าที่ประเมินไว้ ก็มีโอกาสที่ตัวเลขจีดีพีจะไหลลงไปต่ำกว่าอีก

    ธปท.มองว่าจุดตายของสงครามที่ยืดเยื้อคือ…มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งส่งผลต่อราคาน้ำมัน และ 3. Supply Chain Disruption (การจัดหาวัตถุดิบ) การหยุดชะงักของวัตถุดิบสำคัญ เช่น น้ำมัน, ปิโตรเคมี และเม็ดพลาสติก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย

    ขณะที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ กำลังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กดดันให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น จนอาจนำไปสู่ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ (Stagflation) โดยคาดว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ของไทยในปี 2569 ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.2-1.6% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ในช่วงเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 1.6-2.0%

    นอกจากนี้ กกร. ยังเสนอให้ใช้โอกาสจากวิกฤตครั้งนี้ ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้มีความยืดหยุ่นและรองรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ตามแนวทาง Reinvent Thailand ตลอดจนเสนอให้กระทรวงพลังงานปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เปิดเสรีตลาดไฟฟ้า สนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ปรับเปลี่ยนแหล่งนำเข้าและบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานให้ดี ดูแลไม่ให้เกิดความบิดเบือนในกลไกตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะในส่วนของการกระจายน้ำมันไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชน ส่วนของการเยียวยาผลกระทบนั้น รัฐบาลจึงต้องเน้นการช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่มเท่านั้น เพื่อให้ภาคธุรกิจได้ปรับตัวเข้ากับกลไกตลาดโลก เพราะหากรัฐบาลเข้าไปแทรกแซงมากเกินไป(แบบหน้ากระดาน) จนกระทบต่อฐานะการคลังและนำไปสู่การถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ จะกลายเป็นต้นทุนระยะกลางที่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานหลายปี

    เท่าที่ดูจากแนวโน้มของมาตรการที่รัฐบาลจะรับมือกับวิกฤตครั้งนี้หลังผ่าน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (11 เม.ย.) และแนวทางการทำงานของรัฐบาลต่อจากนี้ ที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9-10 เม.ย.ที่ผ่านมา….ดูเหมือนจะไม่ได้ตอบโจทย์อย่างที่ภาคเอกชน (กกร.)ได้นำเสนอไว้เลย…เฮ้อ….

    พงษ์พันธุ์

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/958353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xP4nPGLOvCaj_1JJl5SrL

  • จัดชุดใหญ่!! คลังออกมาตรการช่วยเหลือปชช.-SME-เกษตรกร บรรเทาผลกระทบตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    จัดชุดใหญ่!! คลังออกมาตรการช่วยเหลือปชช.-SME-เกษตรกร บรรเทาผลกระทบตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้มีมติเห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบและป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ดังกล่าว ที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น (Stagflation) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน

    รัฐบาลจึงได้มี (1) มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนกลุ่มเปราะบาง ภาคขนส่ง และเกษตรกร ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้ง (2) มาตรการสนับสนุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการปรับตัว (Transform) และหันมาใช้พลังงานสะอาดทดแทนน้ำมันให้มากขึ้น และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและภาคการเกษตรที่เป็นต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของประเทศ ให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจและการทำการเกษตร โดยรัฐบาลคาดหวังว่ามาตรการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวจะเป็นการแบ่งเบาภาระและช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกร ซึ่งจะช่วยลดการส่งผ่านภาระต้นทุนไปสู่ผู้บริโภค

    โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) สำหรับการปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน (โครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ) วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ประชาชนในการปรับตัวด้านพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV เป็นต้น วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 5 ปี โดยมีดอกเบี้ยอัตราพิเศษ และยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570

    ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อประหยัดพลังงาน ประกอบด้วย

    (1) สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง และซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบพลังงานทดแทน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น2.20% ต่อปี ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี ยื่นรับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 เมษายน 2569

    (2) สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง และรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.69 ต่อปี ใน 2 ปีแรก ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569

    (3) สินเชื่อ Solar Roof สำหรับลูกค้าสวัสดิการที่หน่วยงานทำข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ที่อยู่อาศัย ที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อซื้อ Solar Roof วงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท

    *มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคการเกษตร

    ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต และมีการอบรม/เรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการวิเคราะห์การใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับสภาพดิน พืช และพื้นที่ด้วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรผู้กู้ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข รัฐบาลจะชำระดอกเบี้ยแทนเกษตรกร 3% ต่อปี วงเงินสินเชื่อต่อรายสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ ไม่เกิน 12 เดือน ระยะเวลาโครงการ 3 ปี

    *มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการ

    – คู่สัญญาภาครัฐ : กรมบัญชีกลาง ได้ผ่อนปรนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง เช่น

    กรณีที่ผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ ให้ถือว่ามีเหตุผลสมควรและไม่เป็นผู้ทิ้งงานพร้อมคืนหลักประกัน สำหรับสัญญาที่ลงนามแล้วหากได้รับผลกระทบอาจเจรจาหยุดงานชั่วคราวได้ตามความเหมาะสม

    กรณีที่ลงนามสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน หน่วยงานของรัฐสามารถใช้ดุลยพินิจเลิกสัญญาและคืนหลักประกันได้ เป็นต้น

    พร้อมทั้งขยายราคากลางงานก่อสร้างของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลให้อยู่ที่อัตรา 51.00 – 69.99 บาทต่อลิตร เพื่อให้การคำนวณราคากลางสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

    สำนักงบประมาณได้ดำเนินการให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ เร่งรัดการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร เพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างของสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ที่ได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว รวมทั้งปรับปรุงและทบทวนเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณสัญญาแบบปรับราคาได้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาวัสดุ

    – มาตรการสำหรับ SMEs : กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนเพื่อปรับตัว (Transformation) ทั้งในด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดิจิทัล เทคโนโลยี เป็นต้น สามารถขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการดังกล่าวนี้ได้ น

    นอกจากนี้ ยังมีโครงการสินเชื่อ SME Green Productivity ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นเงินลงทุน และ/หรือเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในการยกระดับและเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งโครงการดังกล่าวครอบคลุมผู้ประกอบการที่มีกระบวนการผลิตหรือเทคโนโลยีลดการใช้พลังงาน ระบบพลังงานทดแทน และเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) และรถสมัยใหม่ที่ปล่อยมลพิษต่ำ โดยอัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี ใน 3 ปีแรก วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อราย

    ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ได้มีมาตรการ EXIM Support Plus เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าวที่ทำให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย 4.00%ต่อปี และยังมีโครงการประกันการส่งออกด้วยอัตราเบี้ยประกันพิเศษสำหรับประกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง

    นอกจากนี้ ครม.ได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณดำเนินการพิจารณาลดการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นงดการเดินทางไปศึกษาดูงาน หรือฝึกอบรมในต่างประเทศ และปรับรูปแบบการดำเนินการเป็นการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน รวมทั้งลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยให้มีการปฏิบัติหน้าที่จากที่พักอาศัยของตนเอง (Work From Home) ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ

    รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งมั่นดำเนินมาตรการข้างต้นเพื่อเร่งบรรเทาผลกระทบให้แก่เกษตรกรรายย่อย ประชาชน และผู้ประกอบการให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจและใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจผ่านการสร้างนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการ และวางรากฐานให้ภาคธุรกิจฟื้นตัวและขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างยั่งยืนและครอบคลุมในทุกมิติ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/584872&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LwLgoTYJ5L5uR_qpjYleu

  • ครม.จัดชุดใหญ่! ไฟเขียวงบเติมเงินบัตรคนจน ซื้อรถอีวี ช่วยค่าน้ำมันขนส่ง ตรึงราคาสินค้า | เดลินิวส์

    ครม.จัดชุดใหญ่! ไฟเขียวงบเติมเงินบัตรคนจน ซื้อรถอีวี ช่วยค่าน้ำมันขนส่ง ตรึงราคาสินค้า | เดลินิวส์

    วันที่ 11 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติอนุมัติงบจากหลายแหล่งเงิน เป็นจากงบกลางกว่า 7,742 ล้านบาท โดยในส่วนกระทรวงการคลัง ดูแลกลุ่มเปราะบาง 6,022.85 ล้านบาท เป็นงบเดิม 4,700 ล้านบาท และงบกลางก้อนใหม่ 1,322.85 ล้านบาท ใช้เติมเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.22 ล้านคน เพิ่มอีก 100 บาท ในวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจาก 300 บาท เป็น 400 บาท นาน 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย.-12 พ.ค. 69

    นอกจากนี้ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้ธนาคารและนอนแบงก์ ดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี เพื่อปล่อยกู้ต่อให้ประชาชนปรับตัวเพื่อความยั่งยืนด้านพลังงาน เช่น ซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือรถอีวี และติดตั้งโซลาร์เซลล์ เป็นต้น วงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย นาน 5 ปี คิดดอกเบี้ยพิเศษ ยื่นขอได้ถึงวันที่ 31 มี.ค. 70

    ส่วนธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มีสินเชื่อดกอเบี้ยพิเศษ สนับสนุนเปลี่ยนผ่านประหยัดพลังงาน เช่น สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข ดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.20% ต่อปี กู้ถึงวันที่ 30 เม.ย. 69, บ้านเบอร์ 5 ดอกเบี้ยคงที่ 2.69% ต่อปี ยื่นกู้ได้ถึงวันที่ 30 ธ.ค. 69 และสินเชื่อโซลาร์รูฟ วงเงินไม่เกิน 300,000 บาท ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงิน 30,000 ล้านบาท ปล่อยสินเชื่อไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย คิดดอกเบี้ย 6% ต่อปี โดยรัฐบาลช่วยจ่าย 3% และเกษตรกร 3%

    ด้านกลุ่มช่วยเอสเอ็มอี กระทรวงการคลังร่วมธนาคารออมสิน ออกซอฟต์โลน 100,000 ล้านบาท และสินเชื่อจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เพื่อปรับเปลี่ยนสู่ธุรกิจสีเขียว และมาตรการของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ในการช่วยผู้ส่งออกผ่านเบี้ยประกันพิเศษ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า กลุ่มคู่สัญญาภาครัฐถ้าได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง กรมบัญชีกลางให้ยกเลิกได้โดยไม่เป็นผู้ทิ้งงาน และคืนหลักประกันให้ด้วย ส่วนคนลงนามไปแล้วและได้รับผลกระทบ ให้เจรจาได้ตามความเหมาะสม ส่วนคนลงนามแต่ยังไม่เริ่มงาน ให้ภาครัฐใช้ดุลพินิจในเรื่องสัญญา พร้อมขยายราคากลางงานก่อสร้างของราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 51-69.99 บาทต่อลิตร เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

    ขณะเดียวกัน ในที่ประชุมยังเห็นชอบปฏิทินงบประมาณปี 70 จะทำให้ทันในเดือน ก.ย. 69 และนายกรัฐมนตรีย้ำขอให้หน่วยงานหลัก เร่งทำงบฯ และพิจารณาลดใช้งบประมาณของภาครัฐที่ไม่จำเป็น เช่น ศึกษาดูงาน อบรมต่างประเทศ ลดใช้พลังงานหน่วยงานภาครัฐ เวิร์กฟรอมโฮม เพื่อลดค่าใช้จ่าย

    “มาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ กลุ่มเปราะบาง ภาคขนส่ง เกษตรกร เพื่อบรรเทาผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง เป็นวิกฤติทั้งโลก ส่งผลให้เกิดวิกฤติพลังงาน ประเมินว่ามีแนวโน้มไปสู่วิกฤติสินค้าและราคาสินค้า”

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ครม. อนุมัติงบกลาง 260.60 ล้านบาท เป็นโครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ 150 ล้านบาท เช่น ช่วยเหลือค่าปุ๋ยเพิ่มจากเดิม 200 บาท เป็น 300 บาท จำกัด 5 กระสอบ ถ้ามีบัตรดินดี ให้เพิ่มอีก 1 กระสอบ เป็น 6 กระสอบ และมีให้คูปองช่วยค่าปุ๋ยอินทรีย์ รวมทั้งหมดสูงสุด 2,100 บาทต่อคน

    นอกจากนี้มีโครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน ผ่านงานธงฟ้า รถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระประชาชน ไม่น้อยกว่า 228 ล้านบาท รวมทั้งมีอุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียนราคาพิเศษ และโครงการไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้เอสเอ็มอีไทย จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท โดยมีคูปองลดราคา 500,000 ใบ จะคัดเลือกเอสเอ็มอีที่มีการผลิตจริง และมีมาตรฐาน มีความพร้อมขึ้นออนไลน์ และจัดตลาดนัด 1,000 แห่ง นำสินค้าเกษตรสินค้าชุมชนมาวางขายผ่านปั๊มน้ำมัน

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวว่า ครม. อนุมัติงบกลาง 1,458 ล้านบาท และใช้งบกองทุนเพื่อความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนน หรือกองทุนเลขสวยอีก 601 ล้านบาท รวมเป็นงบที่ใช้ 2,060 ล้านบาท ช่วยดูแลรถ 467,507 คัน อุดหนุนค่าน้ำมัน 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.-31 พ.ค. 69 แบ่งเป็น ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 180,332 คัน และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง 287,175 คัน โดยการโอนเงิน จะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม และจะมีการเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไป

    “จะอุดหนุนค่าน้ำมัน เช่น รถรับจ้าง รถบรรทุก รถจักรยานยนต์สาธารณะ รถโดยสารสาธารณะ รถบัส รถมินิบัส รถตู้โดยสาร รถสองแถว มินิบัส รถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง รถขนส่งสินค้า เพื่อช่วยเหลือไม่ให้ปรับราคาขึ้นจนกระทบผู้โดยสาร”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5773816/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iGN8iM3ALQuEtEAABUzDO

  • “คลัง” จัดเต็มมาตรการช่วยเหลือปชช.-ผปก.ขนส่ง-เกษตรกร บรรเทาผลกระทบสู้รบในตะวันออกกลาง

    “คลัง” จัดเต็มมาตรการช่วยเหลือปชช.-ผปก.ขนส่ง-เกษตรกร บรรเทาผลกระทบสู้รบในตะวันออกกลาง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/140997&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vQbTLeD7_spzhnvTr_o0B