Category: เศรษฐกิจ

  • เจาะนโยบาย ‘อนุทิน2’ กางโรดแมปดึงลงทุน สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    เจาะนโยบาย ‘อนุทิน2’ กางโรดแมปดึงลงทุน สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    การส่งเสริมการลงทุนถือเป็นนโยบายสำคัญของทุกรัฐบาลที่จะสร้างโอกาสการเติบโตให้กับเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับเพิ่มการจ้างงาน รวมทั้งโอกาสสำคัญในการได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่จะนำไปสู่การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่นำไปสู่การพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยปัจจุบันการดึงดูดการลงทุนไม่เพียงแต่จะมีมาตการจูงใจทางภาษี แต่ยังมีการสร้างสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศน์ที่สนับสนุนการลงทุนด้วย

    ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อวันที่ 9-10 เม.ย.ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายของรัฐบาลโดยในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อพาประเทศพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้กำหนดนโยบายในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนเชิงรุกและการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมีสาระสำคัญดังนี้

    1.กำหนดเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยการเร่งปรับบทบาทของภาครัฐ และการเร่งเข้าการเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2571 เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและบริการของไทยสู่ระดับสากล และสร้างความเชื่อมั่นในห่วงโซ่อุปทานโลก

    2.การออกมาตรการดึงดูดให้บริษัทขนาดใหญ่ระดับโลก เข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ภูมิภาค โดยออกมาตรการจูงใจให้บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค (Regional Headquarters) ในประเทศไทย

    3.ผลักดันนโยบายร่วมทุน (Joint Venture) โดยปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามา จัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทไทย เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการในประเทศ และเน้นการใช้ชิ้นส่วนหรือแรงงานในไทยเป็นหลัก

    4.ผลักดันการทำ Super License โดยเร่งผลักดันกฎหมายอำนวยความสะดวกและบริการสาธารณะ เพื่อให้การอนุมัติอนุญาตทำได้รวดเร็วผ่านระบบเดียวภายใน 180 วัน พร้อมใช้กฎหมายชุด (Omnibus Law) แก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัยภายใน 1 ปี  โดยภาครัฐจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัด และระเบียบราชการที่ล่าช้า โดยสามารถสนับสนุนการลงทุนได้ทันทีโดยไม่ต้องพิจารณากฎหมายอื่น

    5.ผลักดันการสร้างให้รัฐปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวก โดยปรับบทบาทภาครัฐจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” (Facilitator) เพื่อลดขั้นตอนและต้นทุนของผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในประเทศไทย

    6.รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปั้น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” และสร้างกลไกในการกำหนดทิศทางเทคโนโลยีโดยรัฐบาลประกาศผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเป็นเครื่องยนต์หลักในการเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่

    1)อุตสาหกรรม ดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์  โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและบุคลากรตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยตั้งเป้าเปลี่ยนผ่านจากผู้พึ่งพาเทคโนโลยีสู่ ผู้สร้างเทคโนโลยี (Deep Tech) ในภูมิภาค

    2) อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด และ Net Zero โดยมีเป้าหมายที่มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยเปิด ตลาดไฟฟ้าเสรี (Direct PPA) และพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) พร้อมจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตมาตรฐานสากล

    3)อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (EV) โดยสนับสนุนการผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการขนส่งที่ใช้รถยนต์ปล่อยมลพิษต่ำ

    4)สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ โดยยกระดับด้วยการแพทย์มุ่งเป้า การใช้ AI และเทคโนโลยีการรักษาทางไกล รวมถึงสนับสนุนการลงทุนผลิตยาและเวชภัณฑ์ในประเทศ

    5) เกษตรและอาหารมูลค่าสูง โดยตอกย้ำบทบาท “ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก” ด้วยการนำเกษตรแม่นยำ AI และเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า

    และ 7.สร้างกลไกการระดมทุนและนวัตกรรมทางการเงิน รัฐบาลจะสนับสนุนการเติบโตของการระดมทุนของภาคเอกชน โดยรัฐบาลจะเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนผ่าน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนรวมวายุภักษ์ เพื่อลดภาระงบประมาณและหนี้สาธารณะของประเทศ พร้อมยกระดับตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ เพื่อรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของประเทศ

    ทั้งนี้นอกจากการส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนทางตรง (FDI) ที่จะเป็นเม็ดเงินใหม่ๆให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย รัฐบาลยังมีเป้าหมายในการผลักดันให้โครงการที่มีการขอส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไว้แล้วหลายแสนล้านบาท แต่ยังไม่ได้ลงทุนจริงโดยรัฐบาลจะลงไปช่วยแก้ปัญหาและอำนวยความสะดวกให้สามารถลงทุนจริงผ่านกลไก “Thailand fast pass” เพื่อเร่งปลดล็อกอุปสรรคโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ค้างกว่า 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4.8 แสนล้านบาทให้มีการลงทุนจริงซึ่งจะสร้างโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้อีกมากในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1228621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cH56hSlcPlgtxkAExLI_z

  • เศรษฐกิจไทยโตต่ำ 10 ปี! จับตารัฐบาลใหม่ดันโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดักเดิม

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำ 10 ปี! จับตารัฐบาลใหม่ดันโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดักเดิม

    หลังจากฟังท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินชาญวีรกุล ใช้เวลาของวุฒิสภา 1 ชั่วโมงกับ 4 นาทีอ่านคำอภิปราย นโยบายของรัฐบาลความยาว 19 หน้า ของกระดาษ A4 สิ่งที่มีข้อสังเกตในเบื้องต้น ก็คือ

    1. เนื้อหาสาระของนโยบาย ก็ครอบคลุม ในทุกเรื่อง เหมือนกับ รัฐบาลอื่นๆ แล้วออกมาในโทนประมาณ พูดอะไรก็ถูก ทำอะไร มีครบทุกอย่างที่ควรจะทำ มองอะไรก็ดูดี

    2. นโยบายระยะยาวที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาที่แท้จริงที่เรามีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำ ก็คือ นโยบายการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่แสดงไว้ชัดเจน แต่เป็นหัวข้อเล็ก ๆ กว้าง ๆ แต่นโยบายที่จำเป็นกระจัดกระจายอยู่ในหมวดต่างๆ ทั้งสังคมกฎหมาย การศึกษา หรือสาขาการผลิต ทั้ง ๆ ที่ ทุกอย่างเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะเรื่อง กฎระเบียบ กฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อผู้ประกอบการและนักลงทุน รวมถึงเรื่องคอรัปชั่น และการไม่มีประสิทธิภาพของหน่วยราชการโดยเฉพาะหน่วยทางด้านอนุญาตต่างๆ ปรากฏในเรื่องการบริหารแผ่นดิน แต่สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยลบที่สำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

    3. มาตรการระยะสั้นส่วนมากยังเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังมองไม่เห็นแนวทางการเชื่อมโยงระหว่าง มาตรการระยะสั้น ที่จะส่งผลต่อเนื่องในระยะยาว เหมือนที่ท่านรองนายกฯเศรษฐกิจ ได้กำหนดเป็นกลยุทธ์ในการหาเสียง “ทำสั้น ดันยาว”เท่าที่เห็นยังเป็นมาตรการกึ่งประชานิยมเป็นส่วนใหญ่

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำ 10 ปี! จับตารัฐบาลใหม่ดันโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดักเดิม

    4. ผมดีใจที่หลายโครงการ ก็เป็นการทำต่อเนื่องจากรัฐบาลที่ผ่านมา ที่เป็นนโยบายดีๆโดยเฉพาะการกำหนดสาขาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งก็คล้ายๆ กันกับที่รัฐบาลก่อน ๆ ทำงาน การเอาไปต่อยอดน่าจะทำต่อได้ไว เพราะสาขากำหนดมาไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์แห่งอนาคตอุตสาหกรรมแปรรูปอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่บนฐานของ AI และอุตสาหกรรมชีวภาพ ซึ่งล้วนก็มี facility ต่างๆ ทางด้านงานวิจัย และมาตรการรองรับอยู่แล้วบ้าง 

    อย่างที่บอกข้างต้น คำแถลงทั้งหมดนโยบายกว้างๆครอบคลุมทุกเรื่อง แต่ที่เราเห็นในอดีตที่หลอกหลอนเราก็คือ การที่เจ้ากระทรวงต่างๆ จะต้องถอดนโยบายเหล่านี้ลงไปเป็นนโยบายในเรื่องที่ตนเองรับผิดชอบ เพื่อสร้างเป็นกรอบนโยบายในระดับกระทรวง ก่อนถ่ายลงไปในแผนปฏิบัติงานในระดับกรมและหน่วยงานย่อย โดยต้องกำหนดทิศทางนั้นสอดคล้องกับนโยบายใหญ่ของชาติ ซึ่งที่ผ่านมา รัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ ก็นำไปออกแบบมาตรการและนโยบายในระดับงานในความรับผิดชอบของแต่ละท่าน 

    ซึ่งส่งที่ออกมาก็มักไม่ผิด แต่ไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าที่ภาพใหญ่หวัง เพราะหลายท่านมองกว้าง หรือแคบ หรือมองไกล หรือใกล้ไม่เหมือนกัน เลยทำให้นโยบายที่แถลงกับรัฐสภาถูกพรรคฝ่ายค้านตีตรงไหนก็มียุบให้เห็นทุกที 

    แต่ในการอภิปรายครั้งนี้ นโยบายที่ท่านนายกฯ พูดถึงนั้นมีเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งผมคิดว่าถูกใจแฟน ๆ ที่อยากเห็นประเทศยกระดับการแข่งขันกับชาวบ้านได้บ้าง เพราะระยะช่วงสิบปีนี้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าเพื่อนตลอด เนื้อหาที่ปรากฏในถ้อยแถลงนโยบายครบ สมบูรณ์ แต่ที่เป็นห่วงก็คือตอนที่เหลานโยบายเหล่านั้ลงไปในระดับหน่วยงาน กลัวเป็นบ้องกัญชาจริง ๆ 

    ที่เป็นห่วงเพราะไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรมเกษตรบริการ ต่างมีความเกี่ยวโยงกันอย่างแยกได้ยาก ในงานนิทัศน์ และ infrastructure ของการเพิ่มขีดความสามารถไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์งานวิจัย การพัฒนาบุคคล ฝีมือแรงงานกฎหมาย ลงไปถึง ความโปร่งใส ของการบริหารราชการแผ่นดินในทุกระดับ มีความซับซ้อนที่ยากจะเข้าใจกับคนที่ไม่ลงรายละเอียด และยิ่งในยุคนี้ สื่อสารมวลชนในยุคโซเซียลมีเดียที่ใคร ๆ ก็เป็นผู้สื่อข่าวได้ แถมข่าวที่จะดังต้องเติมดราม่า 

    และข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็นดูแยกกันยาก สร้างแรงกดดันให้เจ้ากระทรวงต้องสร้างผลงานประเภทถูกใจอินฟลูฯ ผลงานเลยออกมาอย่างที่เห็น ๆ มา  

    ที่ผ่านมานโยบายเหล่านี้ ต่างหน่วยงานต่างมองอยู่ใต้ไซโลของตัวเอง อาจเป็นเพราะ ไม่รู้ ขี้เกียจ หรืออาจเป็นเพราะโครงสร้างทางการเมืองที่รัฐบาลผสมที่ไม่ก้าวก่ายกัน เลยทำให้ต่างคนต่างทำ ทั้ง ๆ ที่งานของตนเองเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของเป้าหมายหลัก อย่างเช่น ถ้ากระทรวงศึกษา และกระทรวงอุดมศึกษาฯ ไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร หรือต้องทำอะไรในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ … ก็จบ แต่งานนี้ผมนะเชื่อมืออาจารย์เชน

    ผมขอพูดถึงอาจารย์เชน ผมว่าท่านเข้าใจบริบทของท่านในการเป็นเจ้ากระทรวงอุดมศึกษา ฯ ว่าอะไรคืองานในกรอบ แต่มองเห็นถึงเป้าหมายว่างานในความรับผิดชอบทีทำนั้นต้องให้ผลลัพธ์อะไร ต้องตอบโจทย์ใคร กระบวนการที่จะให้ได้ผลต้องมีอะไร และที่สำคัญต้องทำงานร่วมกับใคร เพราะทำคนเดียวไม่ได้ และที่สำคัญที่สุด ท่านรู้ว่าเป้าสุดท้ายที่เป็น ultimate goal ของงานวิจัยนั้นคือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการยกระดับความสามารถในการแข่งขันและสุดท้าย คือ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น 

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำ 10 ปี! จับตารัฐบาลใหม่ดันโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดักเดิม

    ผมอยากแนะนำให้ลองไปดูการแถลงนโยบายของท่านในสภา และนโยบายแถลงที่กระทรวงอุดมศึกษาฯ ดู ผมอยากเห็นคนนั่งหัวโต๊ะ ค.ร.ม. เศรษฐกิจ มองให้ครบทั้งประเด็น กระบวนการ และองค์ประกอบ เหมือนอาจารย์เชน 

    ผมคิดอย่างนี้ เพราะเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม และบริการนั้น จะขยับไปอยู่ในจุดที่ใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ ตามที่ ดร. เอกนิติ อยากให้เป็นนั้น ต้องใช้ปัจจัยหลากด้าน จากหลายกระทรวง ร่วมกันทำการกระบวนการยกระดับความสามารถในการแข่งขันที่สอดคล้องกัน ซึ่งมีทั้งด้านเทคโนโลยี คุณภาพคน ทั้งแรงงานและผู้ประกอบการ รวมถึงการบริหารจัดการที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ที่ทั้งหมดถูกสนับสนุนจากนโยบายการยกระดับคุณภาพและความพร้อมระบบนิเวศน์ การสนับสนุนและอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสาธารณูปโภค ระบบโลจิสติกส์ 

    การปรับปรุงกฎหมาย และการบริหารราชการแผ่นดินที่โปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น แถมรวดเร็วผ่านนโยบาย Super License ดังนั้น ในภาพรวมของการแถลงนโยบายของนายกฯ อนุทิน แล้วถือว่าครบในภาพรวม ส่วนฝ่ายค้านจะบอกว่า มองใกล้ไม่ชัด หรือมองไกลไม่เห็น ผมว่าต้องเห็นใจท่านนายกฯ เพราะถ้าจะใส่มาตรการ และรายละเอียดทุกอย่างลงไป ท่านก็คงต้องอ่านคำแถลงฯ กันข้ามวันข้ามคืนละครับ จิบน้ำชาหลายรอบ

    ดังนั้น ความยากของการแถลงนโยบายของรัฐบาลนั้น ไม่ได้อยู่ที่การโต้ตอบกับข้อกล่าวหา คำกระเหน็ดกระแหน่ และเสียดสี ของฝ่ายค้านในสองวันของการแถลงนโยบาย แต่อยู่ที่ต้องสร้างความเข้าใจและวิสัยทัศน์ร่วมกันของเจ้ากระทรวงทุกกระทรวงในแต่ละประเด็นที่ต้องเกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดนโยบายและมาตรการในระดับรองลงไปให้สอดคล้องกัน 

    ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถที่จะผลักดันให้ ระบบเศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้อย่างเต็มศักยภาพ และยังมีประสิทธิภาพสูงสุด เหมือนดั่ง ที่รองนายกฯ เอกนิติ เคยพูดไว้อยู่ตอนหาเสียงว่าจะทำให้ได้ ดังนั้นผมยังเชื่อมั่นจากคำแถลงนโยบายว่ารัฐบาลรู้ว่าต้องทำอะไร แต่จะทำอย่างไรให้ดีนั้น ผมว่าจำเป็นต้องมีคนดูแลภาพรวมนโยบายด้านเศรษฐกิจ ที่สั่งข้ามกระทรวงได้เพื่อให้งานในแต่ละ Agenda เดินในเส้นทางเดียวกัน ไม่เช่นนั้น ก็คง… สนุก บันเทิง เหมือนที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/656420&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0__m6i_Ud6rO0D5JWlbfRi

  • แห่ช้อปก่อนเล่นน้ำเสื้อมัดย้อม 20 บาท ถูกจริงไม่จกตาสวนกระแสเศรษฐกิจแย่

    แห่ช้อปก่อนเล่นน้ำเสื้อมัดย้อม 20 บาท ถูกจริงไม่จกตาสวนกระแสเศรษฐกิจแย่

    ภูมิภาค

    แห่ช้อปก่อนเล่นน้ำเสื้อมัดย้อม 20 บาท ถูกจริงไม่จกตาสวนกระแสเศรษฐกิจแย่

    วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 12 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศซื้อขายเสื้อลายดอก เสื้อฮาวายสีสันสดใส ที่ร้าน “ยุวธิดา เสื้อผ้าแฟชั่น” ในตัวเมืองชัยนาท สุดคึกคัก ประชาชนจำนวนมากสลับสับเปลี่ยนแวะเวียนกันมาซื้อหมดไปวันละเกือบ 1 พันตัว เพราะทางร้านขนเอาเสื้อลายดอกมาเป็นกุรุส หลายพันตัว มาแขวนมาวางเรียงรายให้ลูกค้าเลือกกันได้อย่างตามใจชอบ มีทั้งไซส์เล็กใหญ่ เสื้อครอปเอาใจสาวๆ สนนราคาเริ่มต้นตัวละ 100 บาท เท่านั้น

    ส่วนที่เป็นกระแสฮอตฮิต คือ เสื้อมัดย้อม ราคาตัวละ 20 บาท และ 50 บาท ซื้อง่าย จ่ายคล่อง หลายๆคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ราคานี้สามารถซื้อไปแจกลูกหลานบ้างใส่เองบ้าง ซื้อแล้วไม่เสียดายเงิน เพราะในช่วงนี้เศรษฐกิจย่ำแย่ ซื้อของราคาหลักสิบดีกว่า ใช้จ่ายให้เหมาะสมกับวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้

    โดยในช่วงนี้เป็นโค้งสุดท้ายก่อนเริ่มเทศกาลสงกรานต์ 2569 ในวันพรุ่งนี้แล้ว จังหวัดชัยนาท จัดให้เล่นน้ำกันตั้งแต่วันที่ 13-15 เม.ย.2569 ที่ถนนข้าวโพด 1 ในชื่อถนนข้าวของประเทศไทย นี้ ทำให้ประชาชนมาหาซื้อเสื้อไว้ใส่กันอย่างหนาตา เอามาแขวนเท่าไรๆ ก็หมดเกลี้ยง เพราะราคาค่อนข้างถูก รูปแบบก็ทันสมัย

    นางสาวยุวธิดา สุภวารี เจ้าของร้าน เปิดเผยว่า ปีนี้คึกคักแต่ยอดขายลดไปเกือบครึ่ง แม้ว่าลูกค้าจะมาเยอะ แต่จำกัดจำนวนซื้อ จากเคยซื้อ สามวัน ใส่วันละตัว ก็ซื้อตัวใหม่แค่ตัวเดียว แล้วไปใช้ของเก่าสลับสับเปลี่ยนกัน ทางร้านต้องงัดกลยุทธ์ เอาเสื้อมัดย้อมมาขายในราคาเริ่มต้นตัวละ 20 บาท เพราะเศรษฐกิจที่ไม่ได้เช่นนี้ แม้ว่าจะกำไรน้อย แต่เน้นจำนวน ปรับตัวให้อยู่รอดในสภาวะบ้านเมืองที่เป็นเช่นนี้ สำหรับคนที่ซื้อไปแล้วนั้นควรต้มก่อนซักเพื่อฆ่าเชื้อป้องกันโรคต่างๆและกันหลายๆคนอาจจะแพ้ฝุ่นไรอีกด้วย
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/472614&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16PdfcAJyQwKKNY9Y-YP7T

  • ข้อเสนอเดิม ๆ จากตลท. เรียกร้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ข้อเสนอเดิม ๆ จากตลท. เรียกร้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    Loading…

    ข้อเสนอเดิม ๆ จากตลท. เรียกร้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-127&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L-yLeUG6uqwIWThxLtr1N

  • อนุทินเซ็นคำสั่งแบ่งงาน 8 กลุ่มภารกิจ คุมเองปราบโกง มอบเอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์รับงานเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

    อนุทินเซ็นคำสั่งแบ่งงาน 8 กลุ่มภารกิจ คุมเองปราบโกง มอบเอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์รับงานเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 83/2569 แบ่งการบริหารราชการเป็น 8 กลุ่มภารกิจ โดยนายกฯ ดูเองด้านปราบทุจริต ยาเสพติด ค้ามนุษย์ และอาชญากรรมออนไลน์ พร้อมมอบรองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบเศรษฐกิจ การลงทุน การค้า ความมั่นคง กฎหมาย และการพัฒนาประเทศ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 83/2569 ลงวันที่ 8 เมษายน 2569 ว่าด้วยการบริหารราชการตามกลุ่มภารกิจ แบ่งการกำกับงานออกเป็น 8 กลุ่มหลัก เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลมีทิศทางชัดเจนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีรับหน้าที่เป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการปราบปรามการทุจริต ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การกระทำความผิดออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นงานที่อยู่ในบังคับบัญชาโดยตรงของนายกรัฐมนตรี

    คำสั่งดังกล่าวยังกระจายบทบาทให้รองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนรับผิดชอบงานสำคัญตามความเชี่ยวชาญ โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ดูกลุ่มภารกิจพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน นายทรงศักดิ์ ทองศรี รับผิดชอบทรัพยากรธรรมชาติและการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูการส่งเสริมการลงทุน โดยเน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ AI หุ่นยนต์ ดิจิทัล พลังงานสะอาด ยานยนต์สมัยใหม่ ยา เวชภัณฑ์ และอุตสาหกรรมการแพทย์ ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รับผิดชอบด้านการค้า พาณิชยกรรม สินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยเน้นเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศและสนับสนุน SME

    ส่วนงานด้านความมั่นคงและต่างประเทศ มอบให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รับผิดชอบ ครอบคลุมการรักษาความมั่นคง อธิปไตย และความสัมพันธ์กับต่างประเทศ รวมถึงการยกเลิกบันทึกความเข้าใจที่ไม่มีความคืบหน้า นอกจากนี้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ดูกลุ่มภารกิจวิจัยและพัฒนาประเทศไทย สร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ และเศรษฐกิจสุขภาพ ส่วนนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รับผิดชอบการพัฒนากฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ สู่ digital government และการผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ทั้งนี้ หากภารกิจใดต้องอาศัยความร่วมมือข้ามกลุ่ม ให้หัวหน้ากลุ่มประสานและบูรณาการการทำงานร่วมกัน และหากเกิดปัญหาในการปฏิบัติ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/548481.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OmZS6Q6E3ewjl4qV0TeJw

  • ‘ไอซ์-ช่อ’ ลงพื้นที่ท่าน้ำนนท์สำรวจเศรษฐกิจสงกรานต์ จี้รัฐหั่นงบปี 70 อุ้มประชาชน

    ‘ไอซ์-ช่อ’ ลงพื้นที่ท่าน้ำนนท์สำรวจเศรษฐกิจสงกรานต์ จี้รัฐหั่นงบปี 70 อุ้มประชาชน

    วันนี้ (12 เมษายน) รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารมูลนิธิคณะก้าวหน้า ได้ลงพื้นที่ตลาดนัดท่าน้ำนนท์ เพื่อพบปะประชาชนและสำรวจสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    จากการเดินสำรวจและพูดคุยกับผู้ประกอบการร้านค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย พบว่าวิกฤตราคาน้ำมันได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนสินค้าหลายรายการ โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกและน้ำมันพืช ขณะที่พืชผักและผลไม้บางชนิดมีการปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนค่าขนส่ง และอาหารทะเลมีต้นทุนการรับซื้อที่แพงขึ้น อย่างไรก็ตาม มีสินค้าบางรายการที่ราคาตกต่ำ เช่น มะพร้าวและพืชผักนอกฤดูกาลบางชนิด

    ภาพรวมของตลาดสะท้อนให้เห็นว่า แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะปรับตัวสูงขึ้นเกือบทุกรายการ แต่พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ยังคงต้องตรึงราคาสินค้าไว้เท่าเดิมและยอมแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นเอง อาทิ ร้านขายข้าวแกง เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาทำให้กำลังซื้อหดหาย และผู้ค้าเกรงว่าหากปรับขึ้นราคาจะส่งผลให้ไม่มีลูกค้ามาอุดหนุน

    พรรณิการ์ ระบุว่า บรรยากาศของตลาดในช่วงเช้าวันอาทิตย์ของเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ไม่ได้มีความคึกคักเท่าที่ควรจะเป็น สภาวะที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนและประชาชนต้องประหยัดค่าใช้จ่าย ยิ่งส่งผลให้เศรษฐกิจภาพรวมหดตัวลง

    พร้อมกันนี้ ได้สะท้อนข้อกังวลต่อมาตรการของรัฐบาล โดยระบุว่า การเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 100 บาทเป็นเวลา 1 เดือนนั้น เป็นมาตรการที่น้อยเกินไปและไม่สอดคล้องกับความเดือดร้อน รัฐบาลมักเรียกร้องให้ประชาชนเข้าใจสภาวะการคลังของประเทศ แต่รัฐบาลก็ควรทำความเข้าใจสภาวะการคลังของประชาชนด้วยเช่นกัน รัฐบาลควรจัดสรรสวัสดิการระยะสั้นแบบพุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง เช่น เกษตรกร ชาวประมง และกลุ่มเปราะบางต่างๆ

    นอกจากนี้ พรรณิการ์ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงการปรับราคาสินค้าประเภทพลาสติกจากโรงงานผู้ผลิต ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างผิดปกติทั้งที่ยังไม่มีภาวะขาดแคลน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมผู้ค้ารายย่อยและประชาชนในระดับรากหญ้า

    ด้าน รักชนก เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดคือจำนวนคนเดินตลาดที่ลดลง ประชาชนมีรายได้เท่าเดิมแต่ต้องรับภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยและซื้อเฉพาะสิ่งของที่จำเป็นเท่านั้น สอดคล้องกับภาพรวมของเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ ที่พบว่ามีประชาชนจำนวนมากตัดสินใจยกเลิกแผนการเดินทางกลับภูมิลำเนาและการท่องเที่ยว เนื่องจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

    ในตอนท้าย รักชนก ได้เสนอแนะต่อรัฐบาลว่า ในช่วงที่กำลังมีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลควรพิจารณาตัดลดหรือชะลองบประมาณในส่วนที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น โครงการก่อสร้างถนนหรืออาคารต่างๆ และนำเม็ดเงินดังกล่าวมาจัดทำมาตรการระยะสั้นเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งถือเป็นภารกิจที่มีความสำคัญและเร่งด่วนที่สุดในสภาวะวิกฤตเช่นนี้

    ไอซ์ รักชนก และ ช่อ พรรณิการ์ ลงพื้นที่สำรวจเศรษฐกิจที่ตลาดนัดท่าน้ำนนท์ช่วงสงกรานต์ 1ไอซ์ รักชนก และ ช่อ พรรณิการ์ ลงพื้นที่สำรวจเศรษฐกิจที่ตลาดนัดท่าน้ำนนท์ช่วงสงกรานต์ 2ไอซ์ รักชนก และ ช่อ พรรณิการ์ ลงพื้นที่สำรวจเศรษฐกิจที่ตลาดนัดท่าน้ำนนท์ช่วงสงกรานต์ 3ไอซ์ รักชนก และ ช่อ พรรณิการ์ ลงพื้นที่สำรวจเศรษฐกิจที่ตลาดนัดท่าน้ำนนท์ช่วงสงกรานต์ 4

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ice-cho-energy-budget-2027/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DcYSTFDY3ySIT9HrW-uND

  • อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 12 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 12 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 12 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล ล่าสุด ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตราคาน้ำมัน 12 เมษายน 2569 กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ 12/4/2569 เวลา 09.00 น.  มีดังต่อไปนี้

    อัปเดตราคาน้ำมัน วันที่ 12 เม.ย. 2569 มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. 

    ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันนี้ 12 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.54 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 66.30 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 55.04 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันนี้ 12 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 66.80 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97 อยู่ที่ 56.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 33.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์”วันนี้ 12 เมษายน 2569

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 39.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.83 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 73.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” วันนี้ 12 เมษายน 2569

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 57.51 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 70.94 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ส่งผลให้ราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุด คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949492/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GUoW1SJCfkqTDCeZOFBo_

  • รายงานพิเศษ: วิกฤติน้ำมันแพง พ่นพิษค่าครองชีพ เมื่อ “ปากท้อง” ต้องสู้กับ “ราคาพลังงาน”

    รายงานพิเศษ: วิกฤติน้ำมันแพง พ่นพิษค่าครองชีพ เมื่อ “ปากท้อง” ต้องสู้กับ “ราคาพลังงาน”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/141118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l1yQCyiMUeckWbiW6ccEh

  • การเมืองนิ่ง เศรษฐกิจเดือด | เดลินิวส์

    การเมืองนิ่ง เศรษฐกิจเดือด | เดลินิวส์

    เมื่อสแกนอำนาจของ รัฐบาลสีน้ำเงิน แม้มาจากการเลือกตั้ง แต่ในเชิงโครงสร้างอำนาจ และฐานการเมืองรองรับ ต้องยอมรับว่า แข็งแกร่งและเบ็ดเสร็จ ไม่ต่างจากรัฐบาลที่มีอำนาจพิเศษในอดีต สะท้อนจาก “หัวหน้าเท้งณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  หัวหน้าพรรคประชาชน ในการอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลที่สรุป 5 คลัสเตอร์ฐานอำนาจหนุน ภูมิใจไทย ไว้ชัดเจน  

    ประกอบด้วย 1. กลุ่มมุ้งการเมืองที่ย้ายค่ายมารวมตัวในพรรคภูมิใจไทย 2. พรรคอันดับ 2  (เพื่อไทย) ที่เข้าร่วมรัฐบาลและ ยอมขายวิญญาณตัวเอง 3. พรรคร่วมรัฐบาลอื่นราว 20 เสียง ที่กลายเป็นตัวแปรทำลายอำนาจต่อรองของพรรคเพื่อไทย 4. สมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือองค์กรอิสระอื่นๆ ล้วนเป็นไพ่โป๊กเกอร์ที่หยิบออกมาใช้เมื่อใดก็ได้ และ 5. กลุ่มอำนาจเดิมที่ต้องการรักษาสมดุลเดิมของประเทศ  

    ไม่เพียงเท่านี้ เชิงจังหวะการเมือง พรรคฝ่ายค้าน บางส่วนถูกจับตาว่าอาจกลายเป็น พรรคสำรอง ที่พร้อมเติมเต็มสมการอำนาจได้ทุกเมื่อ ภาพที่เห็นชัดคือท่าทีในสภาฯ ของ นายกฯ อนุทินที่เดินเข้าไปทักทาย จับแขน ผู้กอง .. ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้นำพรรคกล้าธรรม อย่างเป็นกันเอง ระหว่างแถลงนโยบาย ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญญาณทางการเมืองร่วมกันในอนาคตหรือไม่   

    ขณะเดียวกัน พรรคฝ่ายค้านอย่าง ประชาธิปัตย์ ก็พยายามเรียกความเชื่อมั่นด้วยการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น แต่ก็มีสัญญาณที่น่าจับตา เมื่อ วีระพงษ์ ประภารองหัวหน้าพรรคค่ายฟ้า ถูก ศุภจี สุธรรมพันธุ์รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ฉกตัวเข้าทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจและการค้า ท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ทางอำนาจในอนาคตอีกเช่นกัน หลังก่อนหน้านี้ ก็มี สส.เขตพรรคสีฟ้า เคยแสดงอาการอยากร่วม ครม.สีน้ำเงิน มาแล้ว  

    ทั้งหมดสะท้อนว่า การเมืองของ อนุทิน นิ่ง และเข้มแข็ง และไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของรัฐบาลชุดนี้อีกต่อไป แต่โจทย์ที่แท้จริงและเป็นวิกฤติที่หนักหน่วงกว่า คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง  

    โดยเฉพาะวิกฤติราคาน้ำมันที่ไม่ใช่เพียงเรื่องราคา แต่ลุกลามไปถึงโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ รัฐบาลจำเป็นต้องเดินหน้าอย่างจริงจัง  เพื่อลดราคาหน้าโรงกลั่นให้มากกว่า 2 บาท  การจัดการกลุ่มผลประโยชน์ และการปราบปรามการกักตุนที่ต้องทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม  

    กรณีกระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจพบรถขนน้ำมันกว่าหมื่นคันไม่ส่งเข้าปั๊ม รวมถึงเหตุเรือน้ำมันประวิงเวลากลางทะเลเพื่อกักตุนน้ำมัน  ล้วนเป็นสัญญาณที่ต้องเร่งจัดการอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นช่องว่างของการเอาเปรียบประชาชนที่จะต้องจัดการอย่างจริงจัง

    อย่างไรก็ตาม ต่อให้รัฐบาลเดินหน้ามาตรการเข้มข้นเขนาดไหน ก็ต้องยอมรับความจริงว่า รัฐทำได้เพียงบรรเทา ไม่สามารถอุ้มทุกภาระได้ทั้งหมด   

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ยอมรับตรงไปตรงมาว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังผันผวน ทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง และอาจไม่เห็นน้ำมันราคาถูกไปอีก 1-2 ปี พร้อมเตือนถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจลุกลามสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่ภาษีสรรพสามิตไม่สามารถลดลงได้ เพราะยังจำเป็นต้องนำไปดูแลประชาชนในมิติอื่นๆ เช่น เรื่องสุขภาพ 

    รัฐบาลมองว่าวิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่ระยะสั้น แต่มีแนวโน้มยืดเยื้อและซับซ้อน จึงต้องเตรียมทั้งฉากทัศน์ระยะสั้น และระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติเหมือนปี 2540 ที่มีคนตกงานจำนวนมาก”  เอกนิติ กล่าว 

    คำเตือนนี้ สะท้อนชัดว่า วิกฤติครั้งนี้ใหญ่หลวง และผลกระทบอาจยืดเยื้อ ไม่เพียงแค่ รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเท่านั้น ประชาชนเองก็ต้องปรับตัวในการครองชีพให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วยเช่นกัน เพราะจะรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5773389/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C2QsCveXDGHIG1IIDNiS8

  • ราคาน้ำมันดิบ 11/04/69 ทะยานรับเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

    ราคาน้ำมันดิบ 11/04/69 ทะยานรับเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/141149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IBA-e705jEEbw_5R-KwAJ