Category: เศรษฐกิจ

  • ต้องรีบดู อ.ปานเทพแนะทางรวยในยุคนี้ 11/04/69 #อ.ปานเทพ #แนะทางรวย #เศรษฐกิจ #สงครามโลก

    ต้องรีบดู อ.ปานเทพแนะทางรวยในยุคนี้ 11/04/69 #อ.ปานเทพ #แนะทางรวย #เศรษฐกิจ #สงครามโลก

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/A6UA1_vI1oA&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iztTm-Bl7lTLPWskIg8oy

  • เจาะนโยบายเพื่อไทยใต้อาณัติรัฐบาลอนุทิน2 ชูยุทธศาสตร์ทุนมนุษย์-นวัตกรรม

    เจาะนโยบายเพื่อไทยใต้อาณัติรัฐบาลอนุทิน2 ชูยุทธศาสตร์ทุนมนุษย์-นวัตกรรม

    ยกระดับทุนมนุษย์: เรียนฟรีมีงานทำสู่สวัสดิการแรงงานยุคใหม่

    พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ครม. อนุทิน 2) ได้ร่วมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9-10 เมษายน 2569 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านการปฏิรูประบบสวัสดิการและการศึกษา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ประกาศแนวคิด “เรียนฟรีมีงานทำ” ผ่านแพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์และโครงการ Thailand Zero Dropout เพื่อนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบ พร้อมสั่งการด่วนลดภาระผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม ทั้งการอนุโลมชุดนักเรียนและการเปลี่ยนไปใช้การปักอักษรย่อเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

    “เรามุ่งเน้นการลดภาระครู ยกเลิกงานที่ไม่เกี่ยวกับการสอน เพื่อให้ครูทุ่มเทกับการสร้างผลสัมฤทธิ์ให้ผู้เรียนอย่างแท้จริง” นายประเสริฐ ระบุถึงแนวทางการปฏิรูป

    ในขณะที่ภาคแรงงาน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ชูนโยบาย Learn to Earn โดยเน้นการ Up-skill & Re-skill แรงงานไทยให้เท่าทัน AI และ Robotics พร้อมเตรียมปฏิรูปโครงสร้างประกันสังคมให้มีความคล่องตัวและโปร่งใส โดยตั้งเป้าศึกษาแนวทางการนำบอร์ดลงทุนออกนอกระบบราชการภายใน 3 เดือน เพื่อความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการกองทุนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ
     

    ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

    นวัตกรรมนำเศรษฐกิจ: ดันไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพและเทคโนโลยีโลก

    ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงลึก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.อว. ได้นำเสนอ 8 ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อใช้เทคโนโลยีเป็น “กระดูกสันหลัง” ของชาติ โดยตั้งเป้าให้ไทยเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคด้านเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Thailand) และการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมเพื่อความมั่นคงไซเบอร์ นอกจากนี้ยังเตรียมจัดตั้งธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) เพื่อให้ประชาชนสะสมทักษะและเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตโดยไม่ยึดติดกับวุฒิการศึกษาแบบเดิม

    “อว. จะสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ทำให้นักคิดและนักปฏิบัติมาเจอกัน เพื่อวางรากฐานไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

    สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

    ในส่วนของภาคเกษตรกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้นำนวัตกรรม AI และ Big Data มาใช้ในระบบ “เกษตรแม่นยำ” เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ปลูก พร้อมเร่งแก้ปัญหาราคาปัจจัยการผลิตโดยการเจรจานำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียโดยตรง และส่งเสริมการสร้างรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย

    บูรณาการเชิงรุก: ลดภาระค่าครองชีพและเผชิญหน้าวิกฤตสิ่งแวดล้อม

    การทำงานในรูปแบบ “ทีมประเทศไทย” ยังครอบคลุมถึงการแก้ปัญหาเร่งด่วน โดย นายนิกร โสมกลาง รมว.พม. ได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวง อว. เพื่อสร้าง “สถานสงเคราะห์ปลอดฝุ่น PM 2.5” และส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

    นิกร โสมกลาง

    ขณะเดียวกันรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยในกระทรวงเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ ยังคงเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และการลงทุนใน Soft Power เพื่อขยายโอกาสของคนไทยในเวทีสากล

    มุมมองจากฝั่งนักวิชาการและภาคส่วนต่างๆ เห็นว่าแม้นโยบายจะมีความทันสมัยและครอบคลุมทุกมิติ แต่ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การบูรณาการระหว่างกระทรวงที่กระจายตัวอยู่ภายใต้การกำกับของหลายพรรคการเมือง รวมถึงความเร็วในการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาปรับใช้ในระดับฐานรากเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมภายในกรอบเวลาของรัฐบาลชุดนี้

    ประเสริฐ จันทรรวงทอง

     บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต

    นโยบายของพรรคเพื่อไทยภายใต้อาณัติรัฐบาลอนุทิน 2 สะท้อนการปรับตัวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มตัว โดยมี “นวัตกรรม” และ “การพัฒนาคน” เป็นหัวใจหลัก

    ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมสุขภาพ

    อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาค่าครองชีพที่รัดตัวประชาชนในระยะสั้นควบคู่ไปกับการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีในระยะยาว หากสามารถเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมเข้ากับภาคแรงงานได้จริง ไทยจะมีโอกาสก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน

    เจาะนโยบายเพื่อไทยใต้อาณัติรัฐบาลอนุทิน2 ชูยุทธศาสตร์ทุนมนุษย์-นวัตกรรม

    วิเคราะห์และสรุปประเด็นสำคัญ

    การปฏิรูปทุนมนุษย์และสวัสดิการ: มุ่งเน้นการศึกษาที่เชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน (Learn to Earn) และการปฏิรูประบบประกันสังคมให้มีความเป็นอิสระเพื่อประสิทธิภาพในการลงทุนและดูแลแรงงาน

    ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจนวัตกรรม: การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) และ AI เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนประเทศ โดยเน้นอุตสาหกรรมสุขภาพและเซมิคอนดักเตอร์เพื่อนำไทยสู่ประเทศรายได้สูง

    การบริหารจัดการวิกฤตเร่งด่วน: การบูรณาการข้ามกระทรวงเพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (PM 2.5) ผ่านนวัตกรรมและมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/740793&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qdB4Nb1z1LaXWeM5aj0yD

  • เติมเงินบัตรสวัสดิการ-ปุ๋ยคนละครึ่ง-สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลุ้นมติครม.วันนี้ 

    เติมเงินบัตรสวัสดิการ-ปุ๋ยคนละครึ่ง-สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลุ้นมติครม.วันนี้ 

    เติมเงินบัตรสวัสดิการ-ปุ๋ยคนละครึ่ง-สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลุ้นมติครม.วันนี้ 

    เติมเงินบัตรสวัสดิการ-ปุ๋ยคนละครึ่ง-สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลุ้นมติครม.วันนี้ 

    ฐานเศรษฐกิจรายงานความเคลื่อนไหวการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก ประจำวันเสาร์ที่ 11 เมษายน 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น ทำให้รัฐบาลมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและการขนส่ง จนลามสู่ราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคในวงกว้าง

    คลังชงเติมเงินบัตรสวัสดิการฯ 100 บาท-สินเชื่อซอฟต์โลน 3 หมื่นล้าน

    วาระเร่งด่วนที่ภาคธุรกิจและประชาชนจับตามอง คือ มาตรการเยียวยาของกระทรวงการคลัง โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอแพ็คเกจเพื่อ “หยุดเลือดไหล” และบรรเทาภาระประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประกอบด้วย:

    มาตรการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    เพิ่มเติมอีก 100 บาท ให้กับผู้มีสิทธิ 13.4 ล้านราย (รวมเป็น 400 บาท) โดยใช้งบกลางวงเงินประมาณ 1,300 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันตั้งแต่วันที่ 13 เมษายนนี้

    มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan)

    วงเงินรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท มุ่งเน้นสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสีเขียว เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในภาคครัวเรือนและธุรกิจ รวมถึงสินเชื่อสำหรับเกษตรกรในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต

    มาตรการอุดหนุนกลุ่มขนส่ง

    วงเงิน 1,600 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับขี่รถโดยสารที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลที่ผันผวน

    พาณิชย์ดัน “ปุ๋ยคนละครึ่ง” อุ้มเกษตรกรสู้ราคาตลาดโลก

    ด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมนำเสนอ “โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง” เข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่แบกรับต้นทุนปุ๋ยพุ่งสูงถึงกระสอบละ 2,000 บาท

    โดยมี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นตัวกลางในการดำเนินงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตรเพื่อวิเคราะห์ความต้องการปุ๋ยที่เหมาะสมตามค่าวิเคราะห์ดินในแต่ละพื้นที่

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมมาตรการควบคุมราคาสินค้าจำเป็น 59 รายการ และการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคผ่าน “โครงการไทยช่วยไทยพลัส” ที่ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการทั่วประเทศลดราคาสินค้าสูงสุดถึง 58% เพื่อช่วยลดค่าครองชีพประชาชนในระยะเร่งด่วน

    วาระอื่นๆ และการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง

    นอกจากมาตรการเศรษฐกิจ ที่ประชุม ครม. ยังมีวาระสำคัญประกอบด้วย

    สำนักงบประมาณ: เสนอปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 เพื่อเร่งรัดให้สามารถประกาศใช้ได้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2569

    การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง: จับตาการพิจารณาแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ โดยเฉพาะเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะมีการเคาะรายชื่อในการประชุมครั้งนี้

    โครงสร้างราคาน้ำมัน: กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานเตรียมหารือแนวทางการลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านการออก พ.ร.ก. ค้ำประกันเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง

    สำหรับ “โครงการคนละครึ่งพลัสรอบใหม่” ที่จะมีการใช้ AI เข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพร้านค้านั้น มีรายงานว่าจะยังไม่นำเข้าพิจารณาในวันนี้ แต่คาดว่าจะเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันที่ 21 เมษายน 2569 ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/656328&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QlNxz46_WvTUQPKupMPIU

  • อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 11 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 11 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 11 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล ล่าสุด ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตราคาน้ำมัน 11 เมษายน 2569 กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ 11/4/2569 เวลา 05.00 น.  มีดังต่อไปนี้

    กบน. หั่นราคาน้ำมันทุกชนิดสูงสุด 6 บาท 

    กบน. ปรับลดราคาน้ำมันขายปลีกทั้งกลุ่มเบนซิน-ดีเซล สะท้อนกลไกตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง มีผล 11 เม.ย. 69

    • ดีเซล บี20 : ราคาใหม่ 37.40 บาทต่อลิตร (จากเดิม 43.40 บาทต่อลิตร)
    • ดีเซลหมุนเร็ว : ราคาใหม่ 44.40 บาทต่อลิตร (จากเดิม 48.40 บาทต่อลิตร)
    • แก๊สโซฮอล์ E20 : ราคาใหม่ 35.95 บาทต่อลิตร (จากเดิม 38.95 บาทต่อลิตร)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 : ราคาใหม่ 31.89 บาทต่อลิตร (จากเดิม 34.89 บาทต่อลิตร)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 / 91 : ราคาใหม่ 42.95 / 42.58 บาทต่อลิตร (จากเดิม 43.95 / 43.58 บาทต่อลิตร)

    อัปเดตราคาน้ำมัน วันที่ 11 เม.ย. 2569 มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. 

    ราคาน้ำมัน ปตท. พรุ่งนี้ 11 เม.ย. 69

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.54 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 66.30 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 55.04 บาท/ลิตร

    oil

    ราคาน้ำมัน บางจาก พรุ่งนี้ 11 เม.ย. 69

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 66.80 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97 อยู่ที่ 56.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 33.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร

    10042026newpricetemplateb20

    ราคาน้ำมัน “เชลล์” วันนี้ 11 เม.ย. 69

    •  เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 39.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.83 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 73.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” วันนี้ 11 เม.ย. 69 

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 57.51 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 70.94 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันข้างต้นเป็นราคากลาง (ยังไม่รวมภาษีท้องถิ่น) ราคาหน้าปั๊มแต่ละแห่งอาจต่างกันเล็กน้อย โปรดตรวจสอบอีกครั้งก่อนเติม

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันแต่ละปั๊ม คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949440/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01ztN-2sr9oaNR5aVQgc5D

  • ‘เอกนิติ’ หั่นงบดูงานเมืองนอก ชง 5 มาตรการด่วนช่วย ปชช. เข้า ครม. 11 เม.ย.

    ‘เอกนิติ’ หั่นงบดูงานเมืองนอก ชง 5 มาตรการด่วนช่วย ปชช. เข้า ครม. 11 เม.ย.

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า แนวทางการจัดทำงบประมาณปี 2570 เน้นนโยบาย การใช้งบแบบมุ่งเป้า โดยจะตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นและฟุ่มเฟือยทั้งหมด เช่น งบดูงานต่างประเทศ และงบค่ายูนิฟอร์ม เพื่อนำเงินมาเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

    โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 11 เมษายน 2569 เวลา 10:00 น. หลังจากเสร็จสิ้นการแถลงนโยบาย มีประเด็นสำคัญที่เน้นการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ ได้แก่

    1. มาตรการเยียวยากลุ่มเปราะบางและภาคขนส่ง โดยกระทรวงการคลังจะเสนอรายละเอียดการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางและกลุ่มรถขนส่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน

    2. มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรด้านต้นทุนปุ๋ย โดยกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับซื้อปุ๋ยผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เพื่อแก้ปัญหาปุ๋ยขาดแคลนและราคาแพงจากวิกฤตในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งผลักดันแนวทางเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) โดยใช้หมอดินช่วยวิเคราะห์การใช้ปุ๋ยให้ตรงจุดเพื่อลดต้นทุน

    3. แพคเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เตรียมเสนอวงเงินสินเชื่อวงเงินประมาณ 30,000 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจติดตั้งโซลาร์เซลล์ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV)เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมันในระยะยาว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบนโยบาย

    4. มาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์และงานก่อสร้างภาครัฐ สำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางจะเสนอให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ ค่า K หรือสูตรปรับราคาค่างานก่อสร้าง เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนวัสดุก่อสร้างจริง เพื่อช่วยเหลือผู้รับเหมาในโครงการก่อสร้างของภาครัฐที่ได้รับผลกระทบจากราคาเหล็กและวัสดุก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้น

    5. โครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยจะเสนอยกระดับมาจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการคนละครึ่งพลัส โดยนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์รายจ่ายและพฤติกรรมลูกค้าให้กับพ่อค้าแม่ค้าเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้

    “รัฐบาลมุ่งหวังว่านโยบายเหล่านี้จะช่วยดันจีดีพีของไทยให้เติบโตเกิน 3% (3% Plus) และวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้ถึง 5-6% ในอนาคต ผ่านการลงทุนในคน เทคโนโลยี และความมั่นคงด้านพลังงาน” นายเอกนิติกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/weekend/460896&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19EJq1j2xucMBmer4ZVOHl

  • ชำแหละเศรษฐกิจไทย หนี้สาธารณะจ่อทะลุเพดาน-รายได้ต่ำเป้า ชงเร่งปฏิรูปใหญ่ 7 ด้าน : อินโฟเควสท์

    ชำแหละเศรษฐกิจไทย หนี้สาธารณะจ่อทะลุเพดาน-รายได้ต่ำเป้า ชงเร่งปฏิรูปใหญ่ 7 ด้าน : อินโฟเควสท์

    ตามที่คณะรัฐมนตรีชุดที่ 66 เริ่มบริหารงานในเดือนเมษายน 2569 ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ค่าเงินบาทผันผวน และวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะราคาพลังงานจากตะวันออกกลางและนโยบายภาษีของสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงหนุนจากการดึงดูดการลงทุนกลุ่ม New S-Curve (FDI) และการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญในการสร้างเสถียรภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน

    สำนักงบประมาณของรัฐสภา (สงร.) สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดทำเอกสารวิชาการ เรื่อง “สภาวะเศรษฐกิจไทยและข้อจำกัดทางการคลัง: การวิเคราะห์เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายภาครัฐ” โดยได้นำเสนอภาวะเศรษฐกิจมหภาค ดุลงบประมาณและการคลัง รวมถึงความท้าทายและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์ในการตั้งข้อสังเกตหรือให้ข้อเสนอแนะต่อการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ดังนี้

    1. เศรษฐกิจมหภาค

    • โครงสร้างที่พึ่งพาต่างชาติสูง: GDP พึ่งพาภาคบริการ (60%) และการส่งออก (70%) ทำให้หวั่นไหวต่อปัจจัยภายนอก เช่น ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ (มาตรา 122) และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์
    • วิกฤตแรงงานและผลิตภาพ: ภาคเกษตรแบกแรงงานไว้ถึง 12 ล้านคนแต่สร้างรายได้น้อย ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีการปิดตัวลงกว่า 2,300 แห่ง ส่งผลให้ผลิตภาพแรงงานลดลง
    • หนี้สินครัวเรือนและ NPL: แม้หนี้ครัวเรือนจะลดลงเหลือ 86.80% ของ GDP แต่หนี้เสีย (NPL) กลับพุ่งสูงขึ้นในทุกประเภทสินเชื่อ แม้ กนง. จะลดดอกเบี้ยเหลือ 1% เพื่อช่วยประคองแล้วก็ตาม
    • การลงทุน (FDI): แม้มียอดขอรับการส่งเสริมจาก BOI สูงมาก แต่การลงทุนจริงยังหดตัวเหลือเพียง 1.40% ของ GDP สะท้อนว่านักลงทุนยังไม่มั่นใจสถานการณ์จริง

    2. ฐานะการคลังและหนี้สาธารณะ

    • รายได้กระจุกตัว: รายได้รัฐ 64% มาจากภาษีเพียง 3 ประเภท (VAT, นิติบุคคล, บุคคลธรรมดา) หากเศรษฐกิจทรุด รายได้รัฐจะหายไปทันที
    • ความเสี่ยงผิดเป้าหมาย: สงร. คาดการณ์ว่ารายได้รัฐอาจต่ำกว่าเป้าถึง 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้การลดการขาดดุลงบประมาณทำได้ยากขึ้น
    • เพดานหนี้: หนี้สาธารณะจ่อทะลุเพดาน 70% ภายในปี 2571 หรือเร็วกว่านั้นหากต้องแบกภาระวิกฤตพลังงาน

    3. ปัจจัยเสี่ยงและวิกฤตที่ต้องเผชิญ

    • พลังงาน: ไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 51% หากเกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ เงินเฟ้ออาจพุ่งถึง 4.5% และ GDP อาจหายไปเกือบ 1%
    • สังคมสูงวัย: จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำสุดในรอบ 70 ปี นำไปสู่แนวคิดการขยายอายุเกษียณราชการเป็น 65 ปี เพื่อลดภาระบำนาญและรักษาแรงงาน
    • สงครามการค้า: ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “Dirty 15” (15 ประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐฯ สูง) เสี่ยงต่อการถูกมาตรการภาษีเจาะจงในอนาคต

    รัฐบาลจึงมีความจำเป็นในการปรับกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) หรือการคิดแบบนอกกรอบ (Think Outside the Box) ควบคู่ไปกับการแสดงออกซึ่งเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ที่เข้มแข็ง เพื่อตัดสินใจปรับปรุงโครงสร้างการบริหารเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

    *สงร.เสนอแนวทาง 7 ด้าน ดังนี้

    • ปฏิรูปภาษี จัดเก็บภาษีทรัพย์สิน มรดก ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) และภาษีขายหุ้น เพื่อสร้างความเป็นธรรม
    • ปฏิรูประบบราชการ ยุบ/ควบรวมหน่วยงานซ้ำซ้อน และจำกัดกำลังคนเพื่อลดรายจ่ายประจำ
    • ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยใช้โมเดลอุตสาหกรรม EV และผ่อนปรนการถือครองอสังหาฯ ให้ต่างชาติภายใต้เงื่อนไขความมั่นคง
    • บริหารทรัพย์สินรัฐ นำที่ดินรัฐมาทำพลังงานหมุนเวียน หรือพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชุมชน
    • แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในส่วนที่ไม่กระทบความมั่นคงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมตลาดทุน
    • ปฏิรูปการศึกษา ลดระยะเวลาเรียน (ตามโมเดลอังกฤษ) เพื่อให้แรงงานเข้าสู่ตลาดเร็วขึ้นและลดภาระค่าใช้จ่าย
    • ปฏิรูปสาธารณสุข บูรณาการทรัพยากรร่วมกัน และควบคุมงบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการที่มีแนวโน้มพุ่งสูง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/584856&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SMw3DWFGFo8Ox6ic-fLzJ

  • วราวุธ เร่งพยุง SME อัดสินเชื่อ-ลดภาระหนี้ พร้อมดันเศรษฐกิจสีเขียว

    วราวุธ เร่งพยุง SME อัดสินเชื่อ-ลดภาระหนี้ พร้อมดันเศรษฐกิจสีเขียว


    กระทรวงอุตสาหกรรมเปิดแผนเร่งด่วน 3 มิติ อัดฉีดสินเชื่อ 2 หมื่นล้านบาท ดอกเบี้ย 3% คงที่ 3 ปี เสริมสภาพคล่อง–ลดภาระหนี้–ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ ช่วย SMEรับมือวิกฤตพลังงานและความผันผวนจากตะวันออกกลาง

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและเอสเอ็มอีอย่างเร่งด่วน เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและเศรษฐกิจโดยรวม

    โดยมาตรการหลักถูกกำหนดไว้ใน 3 มิติ ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเสริมสภาพคล่อง และการเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ

    ในมิติแรก ธนาคาร SME Bank ได้จัดสรรวงเงินรวม 20,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% คงที่นาน 3 ปี แบ่งเป็น 3 โครงการหลัก ได้แก่ สินเชื่อ SME Green Productivity วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย สนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สินเชื่อ “ผู้พลัง SME” สำหรับรายย่อย วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และสินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายธุรกิจ

    นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อพิเศษอื่น ๆ วงเงินสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อราย โดยอัตราดอกเบี้ยไม่สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ พร้อมกำชับให้พิจารณาสินเชื่ออย่างยืดหยุ่น รวดเร็ว เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเงินทุนได้ทันสถานการณ์

    มิติที่สอง คือ การเสริมสภาพคล่อง โดยใช้แนวทาง “3 ลด” ได้แก่ ลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย และลดค่างวด สำหรับลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง พร้อมติดตามสถานะหนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยประคับประคองธุรกิจ รักษาการจ้างงาน และเพิ่มโอกาสฟื้นตัว

    มิติที่สาม มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ ผ่านการอัพสกิลและรีสกิลแรงงานในภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และปรับตัวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะการส่งเสริมธุรกิจสีเขียวที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล

    ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมยังออกมาตรการเสริมอีก 23 รายการ เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบ เช่น การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ดีเซลผสมปาล์ม D20–D70 และเอทานอล E20–E85 การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล การปรับปรุงเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมถึงการส่งเสริมการใช้พลาสติกรีไซเคิลและพลาสติกชีวภาพ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า

    นอกจากนี้ ยังมีแผนสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยเชื่อมโยงภาคเกษตรกับระบบโลจิสติกส์ และผลักดันมาตรฐานผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานเพิ่มอีกอย่างน้อย 40 รายการ อาทิ เครื่องปรับอากาศและตู้เย็น

    นายวราวุธยืนยันว่า มาตรการทั้งหมดไม่ต้องใช้งบประมาณจากภาครัฐ เนื่องจาก SME Bank มีวงเงินรองรับอยู่แล้ว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ทันทีผ่านธนาคารหรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ

    สำหรับกรณีราคาน้ำตาลที่ปรับตัวสูงขึ้น ระบุว่าเป็นผลจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เพิ่มขึ้นและขาดแคลน โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และผู้ประกอบการ เพื่อหาทางแก้ไขโดยคำนึงถึงผู้บริโภค พร้อมเสนอให้ประชาชนลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว เพื่อช่วยลดปริมาณขยะที่ปัจจุบันสูงถึง 2.7 ล้านตันต่อปี และเพิ่มอัตราการรีไซเคิลในประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/41879&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08QGySkJe_lsIedz4Lrino

  • “นายกฯ อนุทิน” จัดทัพบริหารประเทศ แบ่งงาน 8 กลุ่ม ดึงมืออาชีพคุมเศรษฐกิจ

    “นายกฯ อนุทิน” จัดทัพบริหารประเทศ แบ่งงาน 8 กลุ่ม ดึงมืออาชีพคุมเศรษฐกิจ

    11 เม.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 83/2569 ลงวันที่ 8 เมษายน 2569 เพื่อจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 8 กลุ่มภารกิจหลัก มุ่งเน้นการบูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและเตรียมความพร้อมในการนำประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยนายกรัฐมนตรีลงมาควบคุมกลุ่มปราบปรามอาชญากรรมพิเศษด้วยตนเอง เพื่อกวาดล้างทุจริต ยาเสพติด และอาชญากรรมออนไลน์อย่างเด็ดขาด

    ในการจัดทัพครั้งนี้มีการวางตัวรองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบงานสำคัญ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลกลุ่มส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ดูแลด้านพาณิชย์ เกษตร และท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ขณะที่ด้านความมั่นคงและต่างประเทศมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นหัวหอกในการสะสาง MOU และสร้างสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่วนด้านกฎหมายมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ ปฏิรูปกฎหมายให้เป็นสากลเพื่อเอื้อต่อการลงทุนจากต่างชาติ

    กลุ่มพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ถูกขับเคลื่อนโดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่เน้นทักษะดิจิทัลและนวัตกรรม ด้านนายทรงศักดิ์ ทองศรี ดูแลสิ่งแวดล้อมมุ่งสู่ Net Zero และหนุนท้องถิ่นให้มีรายได้หลากหลายขึ้น โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รับผิดชอบระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั้งนี้คำสั่งระบุให้ทุกกลุ่มทำงานแบบบูรณาการ หากมีปัญหาในการปฏิบัติงานให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดสูงสุดเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามเป้าหมายที่วางไว้

    เจาะลึก 8 กลุ่มภารกิจและขุนพลผู้รับผิดชอบ

    1.กลุ่มปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ : นายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ลงมาคุมบังเหียนด้วยตนเอง เน้นหนักการปราบปรามทุจริต ยาเสพติด การค้ามนุษย์ รวมถึงอาชญากรรมออนไลน์และสแกมเมอร์ โดยสั่งการหน่วยงานในบังคับบัญชาโดยตรง

    2.กลุ่มพัฒนาระบบสาธารณูปโภค : นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบการจัดหาและบำรุงรักษาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้ครอบคลุมทั่วถึง

    3.กลุ่มสิ่งแวดล้อมและการกระจายอำนาจ : นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ดูแลการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 พร้อมหนุนท้องถิ่นให้มีรายได้หลากหลายขึ้น

    4.กลุ่มส่งเสริมการลงทุน (New S-Curve) : นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เน้นดึงดูด FDI ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI, เซมิคอนดักเตอร์, พลังงานสะอาด และยานยนต์สมัยใหม่

    5.กลุ่มพาณิชย์ เกษตร และท่องเที่ยว : นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี มุ่งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ส่งเสริม SMEs และยกระดับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    6.กลุ่มความมั่นคงและต่างประเทศ : นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี รับหน้าที่รักษาความมั่นคงและสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมสะสาง MOU ที่ไม่มีความคืบหน้า

    7.กลุ่มพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และนวัตกรรม: นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เน้นสร้างทักษะดิจิทัล-การเงิน และใช้นวัตกรรมเป็นแกนหลักในการพัฒนาประเทศ

    8.กลุ่มกฎหมายและรัฐบาลดิจิทัล: นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิรูปกฎหมายให้เป็นสากล เอื้อต่อการลงทุน และผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD

    ย้ำการทำงานแบบบูรณาการ : คำสั่งฉบับนี้ระบุชัดเจนว่า หากภารกิจใดเกี่ยวเนื่องกัน ให้หัวหน้ากลุ่มภารกิจประสานความร่วมมือกันอย่างเต็มกำลัง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดสูงสุดในกรณีที่มีปัญหาการปฏิบัติงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740826&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AaoHCI1cTAlVPDwothYVr

  • เวียดนามเร่งเครื่องลงทุน ท่ามกลางความเปราะบางด้านสภาพคล่องธนาคาร

    เวียดนามเร่งเครื่องลงทุน ท่ามกลางความเปราะบางด้านสภาพคล่องธนาคาร

    เวียดนามเร่งเครื่องลงทุน ท่ามกลางความเปราะบางด้านสภาพคล่องธนาคาร

    เศรษฐกิจเวียดนามปี 2569 ยังขับเคลื่อนด้วยการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ แต่การเร่งลงทุนอาจเพิ่มแรงกดดันต่อสภาพคล่องในระบบธนาคารในระยะถัดไป..

    ปี 2569 ยังเป็นปีแห่งการลงทุนขนาดใหญ่ของเวียดนาม

    ข้อมูลจากทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า ปี 2569 ยังคงเป็นปีที่เวียดนามเดินหน้า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) อย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้า

    โครงการสำคัญประกอบด้วย รถไฟความเร็วสูงระยะทางกว่า 1,500 กิโลเมตร เชื่อมฮานอย–โฮจิมินห์ ผ่านมากกว่า 20 จังหวัด ด้วยงบประมาณรวมกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

    โครงการรถไฟเชื่อมต่อจีนมูลค่ากว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การขยายถนนวงแหวนและโครงข่ายคมนาคมในนครโฮจิมินห์ รวมถึงโครงการสนามบินนานาชาติลองแถ่ง ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการบินแห่งใหม่ รองรับผู้โดยสารมากกว่า 100 ล้านคนต่อปี 

    นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานริมแม่น้ำแดงในกรุงฮานอย มูลค่ากว่า 33,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงทิศทาง การลงทุนเชิงรุก (Proactive Investment Strategy) ของรัฐบาลเวียดนามอย่างชัดเจน

    งบลงทุนรัฐเร่งตัว หนุนเศรษฐกิจระยะกลาง

    ในปี 2569 งบรายจ่ายเพื่อการลงทุนและพัฒนา (Investment Development Expenditure) ของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 1,120.2 ล้านล้านดอง หรือราว 43,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 41.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลตั้งเป้าเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณให้สูงกว่าปี 2568 ซึ่งมีอัตราการเบิกจ่ายอยู่ที่ 85.6% สะท้อนความตั้งใจในการผลักดันเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจจริงมากขึ้น

    การเร่งลงทุนในลักษณะนี้จะเป็นกันชนสำคัญ ให้เศรษฐกิจเวียดนาม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของภาคส่งออก และแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะผ่าน Multiplier Effect ต่อการจ้างงาน รายได้ และอุปสงค์ในประเทศในระยะกลางถึงยาว

    สภาพคล่องธนาคารยังตึงตัว เป็นความเสี่ยงสำคัญ

    อย่างไรก็ดี การเร่งลงทุนในระดับสูงย่อมมาพร้อมความท้าทายด้าน สภาพคล่องในระบบการเงิน โดยเฉพาะในภาคธนาคารพาณิชย์ ซึ่งสะท้อนจากอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารระยะสั้นที่ยังผันผวนสูง และอยู่เหนืออัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ

    ภาพดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าสภาพคล่องในระบบธนาคารเวียดนามยังอยู่ในภาวะตึงตัว และยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะฟื้นตัวจากแรงหนุนภาครัฐก็ตาม

    เวียดนามเร่งเครื่องลงทุน ท่ามกลางความเปราะบางด้านสภาพคล่องธนาคาร  

    SBV อัดฉีดต่อเนื่อง แต่แรงกดดันยังไม่หมด

    ที่ผ่านมา ธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) ใช้หลายเครื่องมือเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบ เช่น การปรับลดอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย (RRR) ลง 50% สำหรับธนาคารขนาดใหญ่ 4 แห่งในช่วงปลายปี 2568 รวมถึงการใช้ธุรกรรม FX Swap เพื่ออัดฉีดเงินดองเข้าสู่ระบบ

    อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังมีขนาดจำกัด และยังไม่สามารถผ่อนคลายความตึงตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารที่ยังอยู่ในระดับสูงเฉลี่ยราว 7.5% ในช่วงต้นปี 2569

    ล่าสุด SBV จึงเพิ่มวงเงินอัดฉีดสภาพคล่องผ่านธุรกรรม OMO อย่างมีนัยสำคัญ ราว 118 ล้านล้านดอง เพื่อบรรเทาความตึงตัวในระยะถัดไป

    มุมมองและประเด็นที่ต้องติดตาม

    หากสภาพคล่องในระบบการเงินยังไม่ผ่อนคลาย อาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อโมเมนตัมเศรษฐกิจเวียดนามในระยะถัดไป โดยเฉพาะในช่วงที่ภาครัฐเร่งการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนในระบบธนาคารเป็นสำคัญ

    แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐอย่างแข็งแกร่ง แต่ความสมดุลระหว่าง การเติบโตและเสถียรภาพทางการเงิน จะเป็นปัจจัยชี้ขาดทิศทางเศรษฐกิจเวียดนามในระยะถัดไป และเป็นประเด็นที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด

    (ที่มา : บทวิเคราะห์ Cross Asset Strategy ฉบับเดือนเมษายน 2569)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/columnist/740718&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-pr9V8jif6GQjSdUlYWLI

  • กองทุนโลกทุบขายหุ้นอินเดียทำสถิติใหม่ ขณะวิกฤตพลังงานกดดันเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    กองทุนโลกทุบขายหุ้นอินเดียทำสถิติใหม่ ขณะวิกฤตพลังงานกดดันเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นอินเดียซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 4.8 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังสูญเสียความน่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ เนื่องจากเงินทุนทั่วโลกเริ่มไหลไปยังเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งมีความต้องการเซมิคอนดักเตอร์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

    ในเวลาเดียวกัน วิกฤตราคาน้ำมันจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยสถานการณ์ดังกล่าวยิ่งซ้ำเติมความกังวลที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของค่าเงินรูปี และการฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทที่ยังคงเปราะบาง

    กองทุนทั่วโลกกำลังเทขายหุ้นอินเดียในอัตราที่สูงเป็นประวัติการณ์ สะท้อนถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศ โดยข้อมูลจากบริษัทบริการรับฝากหลักทรัพย์กลางของอินเดียระบุว่า ในช่วงเวลาเพียงกว่า 3 เดือน กองทุนต่างชาติได้ถอนเงินออกจากหุ้นในประเทศรวม 1.884 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าสถิติเงินไหลออกตลอดทั้งปีที่ 1.879 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568

    แรงขายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ตลาดเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แม้ว่าจะมีการฟื้นตัวเล็กน้อยหลังการหยุดยิงชั่วคราวในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่สามารถช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ โดยมูลค่าหุ้นในประเทศได้ลดลงมากกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์จากระดับสูงสุดของปีที่ผ่านมา

    นอกจากนี้ สถานการณ์ปัจจุบันยังสะท้อนอีกปัญหาหนึ่ง คือยังไม่มีปัจจัยบวกที่ชัดเจนเพียงพอที่จะดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติให้ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นอินเดียอีกครั้ง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/584902&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tIME3_qRQDt1S190abeHN